web of causation โรคอ้วนกับการติดตามตัวเลขสุขภาพ

โรคอ้วนกับการติดตามตัวเลขสุขภาพ
ตัวเลขสุขภาพเหมือนเป็นตัวช่วยอย่างหนึ่ง ที่ทำให้สามารถวิเคราะห์ สุขภาพร่างกายตนเองเบื้องต้นได้

web of causation โรคอ้วน

web of causation โรคอ้วน คือทฤษฏีปัญหาสุขภาพที่เกิดจากโรคไร้เชื้อ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน เป็นต้นหลายคนมักให้ความสำคัญกับเรื่องการกิน และพฤติกรรมการใช้ชีวิตตามรูปแบบที่ตนเองชื่นชอบ จนบางครั้งลืมไปว่าการกินหรือการใช้ชีวิตรูปแบบนั้นก็อาจทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายได้โดยเฉพาะในกลุ่มของโรคไร้เชื้อเรื้อรัง โรคไร้เชื้อเรื้อรัง คือ กลุ่มของโรคชนิดไม่ติดต่อ ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ หรือเกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ภายในร่างกาย หรือเกิดจาก พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อยู่ในความเสี่ยง อย่างเช่น การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ขาด การออกกำลังกาย การอาหารหวานมันเค็มจัด และมีความเครียดสะสม เป็นต้นตัวอย่างโรคไร้เชื้อเรื้อรังที่พบได้บ่อยๆในปัจจุบัน ได้แก่ web of causation โรคอ้วนโรคอ้วน โรคหัวใจเส้นเลือดสมองตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง เป็นต้น

ในปี ค.ศ.2012 จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไร้เชื้อเรื้อรังในทั่วโลก เช่น web of causation โรคอ้วน โรคเบาหวาน สูงเป็นสองเท่าของโรคติดต่อ (รวมทั้งเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย) การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ และการมีโภชนาการไม่ดีรวมกันอีกด้วย และมีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกที่น่าสนใจคือ การเสียชีวิตจากโรคไร้เชื้อเรื้อรังกว่า 80 เปอร์เซ็นต์นั้น เกิดขึ้นในประเทศที่มีการเจริญเติบโตระดับเศรษฐกิจขนาดปานกลางจนถึงระดับต่ำ ส่วนสถิติการเกิดในผู้หญิงและผู้ชายนั้นเท่ากัน

ดังนั้น การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เราตรวจพบโรคไร้เชื้อเรื้อรังแต่เนิ่นๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย เช่น ระดับคอเลสเตอรอลสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง น้ำตาลในเลือดเริ่มสูง จะไม่แสดงอาการออกมาในช่วงแรกๆ ทำให้กว่าจะรู้ตัวว่ามีโรคร้ายเกิดขึ้นกับร่างกาย จนบางครั้งก็อาจจะยากที่จะทำการรักษาให้หายขาดได้นอกจากนี้ยังมีค่าของตัวเลขสุขภาพเบื้องต้น ที่เราควรทราบ เพื่อให้รู้เท่าทันโรคร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับเราได้ในอนาคต
ตัวเลขสุขภาพเบื้องต้นที่ควรจะเรียนรู้เพื่อยับยั้งการเกิดโรคไร้เชื้อเรื้อรังมีดังต่อไปนี้

1. น้ำหนักตัวและส่วนสูง 

web of causation โรคอ้วน วัดจากน้ำหนักและส่วนสูง เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำการประเมินด้วยตนเองได้ง่ายที่สุด  โดยจะใช้วิธีการนำค่าน้ำหนักตัว และส่วนสูงที่วัดค่าได้ ไปคำนวณค่าดัชนีมวลกาย เพื่อเช็คว่าตนเองนั้นอยู่ในภาวะอ้วนหรือผอมเกินไปหรือเปล่า ซึ่งไม่ว่าผลที่ออกมากจะเป็นอย่างไรจะอ้วนหรือผอมเกินไปก็ไม่ดีต่อสุขภาพทั้งนั้น

วิธีการคำนวณดัชนีมวลกาย =   น้ำหนัก(กิโลกรัม) / ส่วนสูง(เมตร)2  ตัวอย่าง หากคุณวัดส่วนสูงได้ 158  เซนติเมตร  และชั่งน้ำหนักได้ หนัก  60 กิโลกรัม ค่าดัชนีมวลกายที่คำนวณได้ จะเท่ากับ   60 ÷ 1.582 = 24.03 กิโลกรัม/เมตร2 ซึ่งจากตัวอย่างค่า ดัชนีมวลกายที่คำนวณได้เท่ากับ 24.03 โดยค่าดังกล่าวที่ได้นี้ ต้องนำไปเทียบกับค่ามาตรฐานว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร อ้วนหรือผอมไปหรือไม่ มีเกณฑ์ดังต่อไปนี้

ดัชนีมวลกาย สภาวะน้ำหนักตัว
น้อยกว่า 18.5 ผอม
18.5 – 22.9 ปกติ
23 – 24.9 น้ำหนักเกิน
25 – 29.9 อ้วน
มากกว่าหรือเท่ากับ 30 อ้วนอันตราย

 

เริ่มอ้วน สัญญาณเตือนภัยโรคเรื้อรัง

หากค่าดัชนีมวลกายที่วัดได้และผลของสภาวะน้ำหนักตัวอยู่ในระดับ น้ำหนักเกิน (มากกว่า 23 ) เป็นต้นไป  แสดงว่าตัวของคุณเองเริ่มเข้าสู่สภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งหากยังปล่อยไว้แบบนี้ก็จะส่งผลให้เป็นโรคอ้วนได้ซึ่งจะทำให้คุณต้องมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นในการเกิดโรคไร้เชื้อเรื้อรังมากมาย เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2  โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดสมองตีบ มะเร็งนิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น โดยน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นทุก 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ ก็จะทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ มากเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ผลทางการวิจัยยังพบว่าผู้ที่เป็นโรคอ้วนจะมีความเสี่ยงอายุสั้นลงอีกด้วย

การเป็นโรคอ้วนยังมีความเสี่ยง ในเรื่องของการสะสมของไขมันในร่างกายอีกด้วย โดยเฉพาะ เส้นรอบเอว ที่จะเป็นตัวบ่งชี้ความอ้วนลงพุง ซึ่งอายุกับขนาดของพุงก็มักจะวิ่งตามกัน ไขมันที่ถูกเก็บไว้ที่บริเวณพุง จะเป็นอันตรายต่อร่างกายมากกว่าไขมันที่เก็บสะสมในบริเวณอื่นของร่างกาย อย่างไขมันบริเวณสะโพกหรือต้นขาดังนั้นจึงสรุปได้ว่า หากเมื่อไรที่ร่างกายเริ่มมีภาวะอ้วน ก็จะทำให้ร่างกายมีความเสี่ยงในโรคต่างๆมากขึ้นเพิ่มด้วยนั้นเอง

 

2. เส้นรอบเอว 

เส้นรอบเอว ก็เป็นการประเมินอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง โดยใช้อุปกรณ์ในการวัด อย่าง สายวัด เพียงเส้นเดียวก็สามารถทำได้เลย การวัดมีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบว่าเส้นรอบเอวที่วัดได้ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ เนื่องจากหากวัดแล้วพบว่า มีรอบเอวที่เกินมาตรฐาน ก็แสดงว่ามีการอ้วนลงพุงเกิดขึ้นด้วย พุงของคนเราจะเป็นที่เก็บสะสมไขมันส่วนเกินที่ร่างกายใช้ไม่หมด ไขมันที่เก็บไว้ที่พุง จะเป็นไขมันตัวอันตรายที่ไปเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคต่างๆ เช่น ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นต้น

เกณฑ์การประเมินเส้นรอบเอว (ประเทศในเอเชียใต้และไทย) นำสายวัด มาวัดบริเวณรอบเอว โดยวิธีวัดโดยกระทรวงสาธารณสุขของไทยให้วัดผ่านสะดือ แล้วตรวจสอบค่าดังต่อไปนี้

– ผู้ชาย  หากเส้นรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร (36 นิ้ว) ขึ้นไป   หมายถึง อ้วนลงพุง

– ผู้หญิง หากเส้นรอบเอวเกิน 80 เซนติเมตร (32 นิ้ว) ขึ้นไป  หมายถึง อ้วนลงพุง

ดังนั้นการมีเส้นรอบเอวเกินมาตรฐาน หรือการมีภาวการณ์อ้วนลงพุงนั้น จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยสุขภาพได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเอเชีย ที่มีพื้นฐานของยีนส่งเสริมความเสี่ยงอ้วนลงพุงอยู่แล้ว จึงต้องระวังอย่าให้เส้นรอบเอวมีขนาดที่เกินปกติ เพราะอาจจะสร้างปัญหาทางสุขภาพได้มากมาย

3. ระดับไขมันในเลือด

การตรวจสอบวิธีนี้ เราอาจไม่สามารถทำเองได้ ต้องได้รับการตรวจจากทางการแพทย์ โดยสมาคมโรคหัวใจแนะนำให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป เข้ารับการตรวจเลือดในทุกๆ 5 ปี หากพบว่าในร่างกายมีระดับไขมันในเลือดสูง หรือเริ่มสูง ควรปรึกษาแพทย์และนักโภชนาการอาหารทันที เพื่อเริ่มการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและเริ่มออกกำลังกายให้ระดับไขมันในเลือดลดลงใกล้เคียงกับค่าปกติมากที่สุด

ค่ามาตรฐานในการตรวจระดับไขมันในเลือด (ระดับไขมันในเลือดมีหน่วยเป็นมิลลิกรัม/เดซิลิตร)

ไขมัน ระดับที่ดี ระดับปกติ สูงคาบเส้น สูง สูงมาก
คอเลสเตอรอลรวม < 200 200 -239 > 240
แอลดีแอลคอเลสเตอรอล* < 100 หรือถ้ามีเบาหวาน 100 – 129 ไม่มีเบาหวาน 130 – 159 160 – 189 ≥ 190
เอชดีแอลคอเลสเตอรอล* ≥ 60 ชาย ≥ 40

หญิง ≥ 50

150 – 199 200 – 499 ≥ 500

 

 

– คอเลสเตอรอลรวมค่าที่วัดได้ไม่ควรเกิน 239 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

– แอลดีแอลคอเลสเตอรอล เป็นไขมันตัวร้ายที่เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองตีบ

– เอชดีแอลคอเลสเตอรอล เป็นไขมันดีที่นำเอาแอลดีแอลไปขจัดทิ้งที่ตับ เอชดีแอลยิ่งมีมากยิ่งดี เพราะจะช่วยป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ และหัวใจขาดเลือดได้

4. ระดับน้ำตาลในเลือด 

การตรวจวิธีนี้ มีจุดประสงค์เพื่อ ตรวจดูความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเส้นเลือดซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคเบาหวาน ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันผู้ที่จะเข้ารับการตรวจไม่ต้องงดอาหารและเครื่องดื่ม สามารถตรวจหลังจากทานอาหารมื้อหลักไป 2 ชั่วโมง แต่ วิธีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ผลที่สุดคือ ผู้ที่จะทำการตรวจต้องงดอาหารและน้ำก่อนทำการตรวจตามที่แพทย์ผู้ตรวจให้คำแนะนำ (ประมาณ 8– 12 ชั่วโมง)

ตารางการแปลผลระดับน้ำตาล(ระดับน้ำตาลในเลือดมีหน่วยเป็นมิลลิกรัม/เดซิลิตร)

น้ำตาลก่อนอาหาร น้ำตาลหลังอาหาร
70 – 99 ปกติ < 140 ปกติ
≥ 100 – 125 เตือนว่าเบาหวานกำลังมาเยือน 140 – 199 ควรทดสอบเบาหวาน (OGTT)
≥ 126 เบาหวาน ≥ 200 เบาหวาน

 

หากปริมาณของระดับน้ำตาลก่อนอาหารที่วัดได้ มีค่าอยู่ระหว่าง 100 – 125  มิลลิกรัม/เดซิลิตรแสดงว่าก้ำกึ่งระหว่างภาวะเป็นกับไม่เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจจะตรวจให้แน่ใจ โดยใช้วิธีการนำกลูโคสปริมาณ 75 กรัม มาละลายในน้ำแล้วให้ดื่ม หลังจากดื่มกลูโคสไปแล้วประมาณสองชั่วโมง จึงให้ผู้ตรวจกลับมาเจาะเลือดตรวจอีกครั้ง คราวนี้จะรู้แน่ชัดว่าเป็นหรือไม่เป็นโรคเบาหวานหรือไม่

OGTT หรือ Oral Glucose Tolerance Test คือ การวิธีทดสอบความทนของร่างกายต่อน้ำตาล ถ้าค่า OGTT ที่วัดออกมาได้อยู่ระหว่าง 140 – 199 แสดงว่ามีความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของร่างกาย แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งวิธีในการแก้ไขหากพบค่านี้เริ่มมีปริมาณผิดปกติ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและเริ่มออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

5. ความดันโลหิต

การตรวจวัดระดับความดันโลหิต เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากหากความดันโลหิตมีค่าสูงเกินปกติ ก็จะทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดปัญหากับสุขภาพร่างกายได้มากขึ้น เช่น เส้นเลือดสมองตีบ หัวใจวาย เป็นต้น  อาการความดันโลหิตสูงอาจจะไม่มีอาการใดที่แสดงออกมาชัดเจนในช่วงแรกๆ ทำให้กว่าจะตรวจพบหรือทราบความผิดปกติของตนเอง ก็อาจจะอยู่ในช่วงที่อาการเริ่มหนักไปแล้วทำให้ยากต่อการรักษา

ดังนั้นผู้ที่มีอายุ ตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป ควรได้รับการวัดความดันอย่างน้อยสุด ทุกๆ 2 ปี เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพตนเอง โดยในบางประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา แม้แต่เด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไป ก็ถือว่าต้องวัดความดันโลหิตในการตรวจสุขภาพประจำปีแล้ว

การวัดความดันโลหิตจะมีค่า 2 ค่า คือ ค่าตัวบนและค่าตัวล่าง  ตัวบน (Systolic = ซีสโทลิก) เป็นความดันในเลือดแดงในจังหวะที่หัวใจบีบตัว ส่วนตัวล่าง (Diastolic = ไดแอสโทลิก) เป็นช่วงความดันที่เกิดระหว่างการเต้นของหัวใจในจังหวะหัวใจคลายตัว ความดันโลหิตตัวบนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเส้นเลือดในสมองแตกและเป็นอัมพาต แต่ไม่ว่าตัวบนหรือตัวล่างสูงก็ล้วนแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งนั้น

ตารางค่ามาตรฐานวัดความดันโลหิต (ระดับความดันโลหิตมีหน่วยเป็นมิลลิเมตรปรอท)

ระดับที่ดี น้อยกว่า 120/80
ระดับปกติ 120/80 – 129/84
เริ่มสูง 130/85 – 139/89
สูง 140/90 ขึ้นไป

 

จะเห็นได้ว่าตัวเลขสุขภาพ เป็นเสมือนตัวช่วยหรือเครื่องมือดักจับโรคไร้เชื้อเรื้อรังอย่างหนึ่ง ที่ช่วยให้เราสามารถทราบความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายจากโรคต่างๆได้ก่อน เพราะหากตรวจสุขภาพแล้วพบมีตัวเลขมีค่าผิดปกติไปจากเกณฑ์มาตรฐานก็สามารถจะทำการแก้ไข โดยการปรับพฤติกรรมต่างๆในการใช้ชีวิตประจำวันของตนเองได้ทันเวลาก่อนที่จะโรคร้ายต่างๆ จะเข้ามาสู่ตัวนั้นเอง จะเห็นได้ว่าตัวเลขสุขภาพ เป็นเสมือนตัวช่วยหรือเครื่องมือดักจับโรคไร้เชื้อเรื้อรังอย่างหนึ่ง ที่ช่วยให้เราสามารถทราบความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายจากโรคต่างๆได้ก่อน เพราะหากตรวจสุขภาพแล้วพบมีตัวเลขมีค่าผิดปกติไปจากเกณฑ์มาตรฐานก็สามารถจะทำการแก้ไข โดยการปรับพฤติกรรมต่างๆในการใช้ชีวิตประจำวันของตนเองได้ทันเวลาก่อนที่จะโรคร้ายต่างๆ จะเข้ามาสู่ตัวนั้นเอง

นอกจากวิธีการปรับพฤติกรรมต่างๆในการใช้ชีวิตประจำวัน ให้ดีขึ้นแล้ว การออกกำลังกายก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไร้เชื้อเรื้อรังได้ด้วย โดยการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมงครึ่ง ยังสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นเบาหวานลงได้ถึง 44 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

สลัดพฤติกรรมที่สร้างโรค

สลัดพฤติกรรมที่สร้างโรค คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ผิดๆ ที่ช่วยให้สามารถป้องกันโรคไร้เชื้อเรื้อรังได้ เช่น พฤติกรรมกินตามใจปาก พฤติกรรมเกียจคร้านในการออกกำลังกาย การดื่มของมึนเมาและการสูบบุหรี่ เป็นต้น โดยธรรมชาติของมนุษย์ ก็อาจจะทำได้ยากสักหน่อยในช่วงเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ได้ทำมาตลอด ต้องมีการสร้างแรงจูงใจที่จะเริ่มต้นเข้าไปด้วย

1. สร้างพฤติกรรมการกินที่ดี คือ การปรับพฤติกรรมในการทานอาหารให้ดีขึ้น การทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ และทานให้อยู่ในระดับปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน มีข้อแนะนำที่ควรทำดังนี้

– เลือกเนื้อสัตว์ชนิดไร้หนังไร้มันผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ เลือกบริโภคปลา เต้าหู้ และนมถั่วเหลืองแบบไม่เติมน้ำตาลให้บ่อยยิ่งขึ้น

– กินผักและผลไม้รวมกันให้ได้วันละครึ่งกิโลกรัม

– เลือกบริโภคธัญพืชแบบไม่ขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย ถั่วต่างๆ ในทุกๆวัน

– ดื่มน้ำเปล่าให้ได้วันละ 8 – 10 แก้ว (ประมาณ 2 – 2.5 ลิตร)

– เลือกอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำและไขมันทรานส์ต่ำ โดยลดอาหารติดมัน อาหารทอดกรอบ

– จำกัดแอลกอฮอล์ ผู้ชายไม่ควรเกินวันละ 2ดริ๊งค์ ผู้หญิงไม่เกินวันละ 1ดริ๊งค์

– ลดอาหารรสเค็มแต่ไม่ต้องถึงกับรสจืดสนิท

2. จัดสรรเวลาออกกำลัง สลัดข้อแก้ตัวต่างๆทิ้งไป คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ร่างกายได้ขยับหรือมีการเคลื่อนไหวในแต่ละวัน ให้มากยิ่งขึ้น เช่น

2.1 การออกกำลังกาย โดยมีข้อแนะนำดังนี้

– ออกกำลังกายวันละ 30 นาทีให้ได้ สัปดาห์ละ 3 – 5 วัน

– ถ้าต้องการป้องกันน้ำหนักตัวเพิ่ม ออกกำลังกายวันละ 60 นาที สัปดาห์ละ 3 – 5 วัน

– ถ้าต้องการป้องกันน้ำหนักที่ลดลงกลับคืน ออกกำลังกายวันละ 60 – 90 นาที

– เด็กและวัยรุ่นควรออกกำลังกายวันละ 60 นาทีสัปดาห์ละ 3 – 5 วัน

– ออกกำลังกายชนิดแอโรบิก สัปดาห์ละ 120 – 160 นาที ช่วยคอเลสเตอรอล ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน เริ่มต้นออกกำลังกายวันละ 10 -15 นาที และค่อยๆเพิ่มเวลาการออกกำลังกายให้มากขึ้นเท่าที่ร่างกายจะรับได้

2.2 เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์

2.3 เดินให้มากขึ้น การเดินเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด หากเดินได้ถึงวันละ 10,000 ก้าว จะช่วยสลัดโรคอ้วนทิ้งไปได้ไม่ยาก

3. จงเป็นปฏิปักษ์กับบุหรี่และควันบุหรี่

การหยุดการสูบบุหรี่แบบเด็ดขาด เพราะ หากหยุดสูบบุหรี่ จะทำให้สามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้มากถึง 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และหลังจากหยุดบุหรี่ได้ 1 ปี จะทำให้สุขภาพโดยรวมดูดีขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งวิธีการเลิกบุหรี่ สามารถทำตามคำแนะนำได้ดังนี้

– ขจัดบุหรี่ ไฟแช็ก ที่เขี่ยบุหรี่ให้พ้นจากบ้านและที่ทำงานรวมทั้งในรถ

– ถ้ามีอาการอยากสูบบุหรี่ ให้ใช้วิธีการกินลูกหรือ เคี้ยวหมากฝรั่งชนิดไร้น้ำตาลแทน

– ปรึกษาแพทย์ในกรณีที่ต้องใช้นิโคตินทดแทน (Nicotine Replacement Threapy : NRT) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการขาดนิโคติน และสามารถงดสูบบุหรี่ได้

– หากิจกรรมอื่นๆทำเพื่อไม่ให้นึกถึงบุหรี่ เช่น ไปเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง หรือทำสิ่งที่คุณสนใจ

– ให้เวลากับตัวเองในการรับมือกับอาการ “ถอนนิโคติน” ที่จะเกิดขึ้น

– ปรึกษานักโภชนาการอาหารในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพราะผู้ที่เลิกบุหรี่มักจะกินมากขึ้น ทำให้น้ำหนักตัวขึ้นหลังจากงดบุหรี่

โรคไร้เชื้อเรื้อรัง เป็นโรคที่หากๆไม่มีการรักษา หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการเกิดโรค ก็อาจจะทำให้โรคนั้นอยู่กับร่างกายเราไปตลอดชีวิต จึงนับว่าเป็นโรคร้ายที่น่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียวตัวเลขสุขภาพจึงเข้ามาเหมือนเป็นตัวช่วยอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ สุขภาพร่างกายตนเองเบื้องต้น ได้ว่าขณะนั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายอะไรบ้างนั้นเอง ดังนั้นหากเราสามารถรู้เบื้องต้น หรือรู้ก่อนว่าร่างกายของเรามีความเสี่ยงต่อโรคอะไรบ้าง ก็จะสามารถทำให้เราหาวิธีป้องกันและแก้ไขได้ทันเวลา ควรหาโอกาสและเวลาทำการตรวจตัวเช็คตัวเลขสุขภาพให้ได้บ่อยๆ จึงจะดีที่สุด

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

Beydoun MA, Beydoun HA, Wang Y (May 2008). “Obesity and central obesity as risk factors for incident dementia and its subtypes: A systematic review and meta-analysis”. Obes Rev (Meta-analysis). 9 (3): 204–18. 

Bigal ME, Lipton RB (January 2008). “Obesity and chronic daily headache”. Curr Pain Headache Rep (Review). 12 (1): 56–61. PMID 18417025.

“Assessment of body mass index and hand anthropometric measurements as independent risk factors for carpal tunnel syndrome”. Folia Morphol. (Warsz). 67 (1): 36–42. PMID 18335412.