โรคมะเร็งอัณฑะ (Testicular Cancer)

โรคมะเร็งอัณฑะ (Testicular Cancer)
โรคมะเร็งอัณฑะ (Testicular Cancer)

โรคมะเร็งอัณฑะ

โรคมะเร็งอัณฑะ เป็นโรคที่เกิดเฉพาะในผู้ชายเท่านั้น เพราะอัณฑะมีเฉพาะในผู้ชาย มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ในถุงอัณฑะ และมีสองข้างซ้ายขวา โดยจะทำหน้าที่ในการสร้างอสุจิและฮอร์โมนเพศชายออกมา ซึ่งปกติแล้วการเกิดโรคมะเร็งอัณฑะสามารถเกิดได้กับเซลล์ทุกชนิดในอัณฑะ ได้แก่ เจิร์มเซลล์ เส้นเลือด เซลล์ต่อมน้ำเหลืองและเซลล์ของเนื้อเยื่ออัณฑะ แต่ที่มักจะพบได้มากและบ่อยที่สุด ก็คือมะเร็งอัณฑะที่เกิดจากเจิร์มเซลล์สาเหตุของโรคมะเร็งอัณฑะโรคมะเร็งอัณฑะอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยแพทย์วินิจฉัยว่าน่าจะเกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

ผู้ชายที่ลูกอัณฑะยังคงอยู่ในช่องท้องน้อยไม่เคลื่อนมาอยู่ในถุงอัณฑะอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งปกติแล้วเด็กแรกเกิดลูกอัณฑะจะอยู่ในช่องท้องน้อยก่อนแล้วจึงเคลื่อนมาอยู่ในถุงอัณฑะเมื่อโตขึ้น ดังนั้นหากไม่เป็นไปตามนี้ ก็แสดงได้ว่าอาจเสี่ยงเป็นมะเร็งได้สูงถึง 10-40 เท่าเลยทีเดียว

มีความผิดปกติทางพันธุกรรมโดยเกิดจากพันธุกรรมชนิดที่สามารถถ่ายทอดได้บางชนิด

มีความผิดปกติทางพันธุกรรมชนิดที่ไม่สามารถถ่ายทอดได้บางชนิด โดยจะเป็นพันธุกรรมที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการแบ่งตัวและการตายของเซลล์ปกติ

เชื้อชาติ โดยพบว่าคนชาติตะวันตก จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งอัณฑะได้มากกว่าคนชาติอื่นๆ

เคยมีการอักเสบหรือบาดเจ็บที่อัณฑะ ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม

มีภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานโรคบกพร่อง โดยเฉพาะการติดเชื้อ HIV

ผู้ชายที่เป็นหมันตั้งแต่กำเนิด โดยจะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งอัณฑะมากกว่าคนทั่วไป

อาจมีความสัมพันธ์กับการที่มารดาทานฮอร์โมนเพศในระหว่างตั้งครรภ์

ขาดสารอาหารบางชนิดที่มีประโยชน์และมีความจำเป็นต่อร่างกาย

อายุ โดยปกติแล้วโรคมะเร็งอัณฑะจะพบได้สูงในวัยรุ่นชายจนถึงวัยหนุ่มที่มีช่วงอายุระหว่าง 15-34 ปี โดยอาจเกิดขึ้นกับอัณฑะข้างใดข้างหนึ่งหรือเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสองข้างก็ได้

โรคมะเร็งอัณฑะมีหลายชนิด แต่ที่พบได้มากที่สุดได้แก่มะเร็งอัณฑะที่เกิดจากเจิร์มเซลล์ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นสองชนิดหลักๆ คือ ชนิดไม่ใช่เซมิโนมา (Non-Seminoma) และชนิดเซมิโนมา (Seminoma) ซึ่งหากเทียบระดับความรุนแรงแล้ว โรคมะเร็งอัณฑะชนิดไม่ใช่เซมิโนมาจะมีความรุนแรงสูงกว่าชนิดเซมิโนมามาก

อาการของโรคมะเร็งอัณฑะ

โรคมะเร็งอัณฑะ ยังไม่มีอาการที่ชี้เฉพาะของโรค แต่จะมีอาการคล้ายกับการอักเสบทั่วไป โดยอาการที่มักจะพบได้บ่อยๆ และสามารถสังเกตได้ว่าอาจจะเป็นโรคมะเร็งอัณฑะ มีดังนี้

อัณฑะบวมกว่าปกติและอาจมีอาการเจ็บร่วมด้วย หรือในบางคนอาจเจ็บอัณฑะอย่างเดียว

คลำเจอก้อนเนื้อผิดปกติที่อัณฑะ ซึ่งก้อนเนื้อที่คลำพบอาจมีอาการเจ็บหรือไม่ก็ได้

โดยการวินิจฉัยโรคมะเร็งอัณฑะ แพทย์จะสอบถามจากประวัติอาการของผู้ป่วย ทำการตรวจร่างกายและคลำลูกอัณฑะ รวมถึงการตรวจอัลตร้าซาวด์ และเพื่อให้ได้ผลการตรวจที่แน่ชัด แพทย์จะทำการผ่าตัดอัณฑะออกมาตรวจทางพยาธิวิทยา โดยจะทำให้ทราบว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งอัณฑะหรือไม่และสามารถตรวจระยะของโรคมะเร็งได้อีกด้วย

ระยะของโรคมะเร็งอัณฑะ

โรคมะเร็งอัณฑะเป็นโรคมะเร็งชนิดที่มีความรุนแรงต่ำ ดังนั้นจึงมีเพียงแค่ 3 ระยะ และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้มากกว่ามะเร็งชนิดอื่นๆ

ระยะที่ 1 เป็นระยะที่มะเร็งยังคงลุกลามอยู่เฉพาะในอัณฑะเท่านั้น หรืออาจลุกลามเข้าสู่ถุงอัณฑะ

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่มะเร็งได้ลุกลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง โดยอาจคลำเจอต่อมน้ำเหลืองโตได้

ระยะที่ 3 เป็นระยะที่มะเร็งมีการแพร่เข้าสู่กระแสเลือดและแพร่ไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไป โดยส่วนใหญ่มักจะพบที่ปอดและสมองมากที่สุด ซึ่งระยะนี้จะตรวจพบค่าสารทูเมอร์มาร์กเกอร์ในเลือดสูงมาก

การรักษาโรคมะเร็งอัณฑะ

การรักษาโรคมะเร็งอัณฑะ แพทย์จะนิยมใช้วิธีการผ่าตัด ร่วมกับการทำเคมีบำบัดและรังสีรักษาซึ่งก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ด้วยว่าจะใช้วิธีไหน ซึ่งหากผู้ป่วยมีการตอบสนองต่อการรักษาได้ดีก็จะทำให้รักษาหายง่ายขึ้น

แม้ว่าจะเข้าสู่ระยะการแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไปแล้วก็ตาม แต่หากผู้ป่วยมีอาการดื้อยา ก็จะทำให้การรักษาไม่ได้ผลเท่าที่ควรได้สำหรับวิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งอัณฑะให้พบตั้งแต่ระยะเริ่มแรกยังไม่มีวิธีที่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแพทย์แนะนำให้หมั่นสังเกตความผิดปกติของตัวเอง

โดยหากพบว่าอัณฑะมีอาการเจ็บ บวมหรือคลำเจอก้อนผิดปกติ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วนส่วนวิธีการป้องกันก็ยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นสาเหตุ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ หากพบว่าตั้งครรภ์ลูกชายควรระมัดระวังการบริโภคอาหารและยาในขณะตั้งครรภ์ให้ดี

เอกสารอ้างอิง

Some facts about testicular cancer, American Cancer Society.”Marijuana Use Linked To Increased Risk Of Testicular Cancer”. Cancer. 115 (6) : 1215–23. PMC 2759698 Freely accessible.

Would it be better to use MRI scans instead of CT scans to monitor men with early stage testicular cancer? And is it safe to use less CT scans than we do now?”. Medical Research Council. Retrieved 4 December 2011.

George J. (2005). “82. Testicular Cancer”. In Kasper, Dennis L.; Jameson, J. Larry. Harrison’s Principles of Internal Medicine (16th ed.). McGraw-Hill. pp. 550–553. ISBN 0-07-139140-1.

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here