ข้อมูลน่ารู้เรื่องกัญชา

ข้อมูลน่ารู้เรื่องกัญชา
กัญชา ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Cannabis Indica ภาษาจีนเรียกว่าต้น ต้าหมา ภาษาสันสกฤตเรียกว่ากัญชาภาษาฮินดีเรียกคำชา ภาษาไทยเรียก ต้นปุ๊น หรือ เนื้อ

ข้อมูลน่ารู้เรื่องกัญชา

กัญชา ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Cannabis Indica ภาษาจีนเรียกว่าต้น ต้าหมา ภาษาสันสกฤตเรียกว่ากัญชาภาษาฮินดีเรียกคำชา ภาษาไทยเรียก ต้นปุ๊น หรือ เนื้อ

กัญชา เป็นชื่อของพืชล้มลุกตระกูล Canabidaceae มีใบแฉกมนลึกลงไปในก้านหลายแฉก มีดอกสีเขียว ดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ใบและช่อดอกเพศเมียที่แห้งจะใช้สูบ ใบแห้งให้มีสมบัติทำให้มึนเมา ลำต้นใช้ทำเชือกป่านและทอผ้า ลักษณะโดยทั่วไปต้นกัญชามีความสูงประมาณ 2 ถึง 5 เมตร มีใบเลี้ยงคู่ เมื่อโตเต็มวัยลำต้นสูงประมาณ 2-4 เมตร ลักษณะใบจะแยกออกจากกันคล้ายในของต้นมันสำปะหลัง ที่ขอบทุกใบจะมีรอยหยักอยู่ระหว่างดอกเป็นช่อเล็กตามง่ามของกลุ่ม กัญชาใช้ได้ทั้ง กิ่ง ก้าน ใบ และช่อดอก เพื่อนำมาตากแห้งหรืออบแห้งแล้วบดเป็นผง

ปัจจุบันรูปแบบของกัญชานอกจากจะพบในลักษณะของกัญชาสด กัญชาแห้งอัดเป็นแท่ง และอาจจะพบในรูปแบบของ น้ำมันกัญชา หรือ Hashish Oil ซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำได้จากการนำกัญชามาผ่านกระบวนการสกัดหลาย ๆ ครั้ง จึงได้เป็นน้ำมันกัญชาที่มีปริมาณสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทสูงถึง 20 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจจะพบในลักษณะของยางกัญชา ที่มีลักษณะเป็นยางแห้งที่ได้จากใบและยอดดอกของกัญชาซึ่งโดยทั่วไปจะมีฤทธิ์แรงกว่ากัญชาสดและมีปริมาณสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประมาณ 4 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์

พืชตระกูลกัญชามี 3 สายพันธุ์ คือ

  1. สายพันธุ์ Sativa ( กัญชง )
  2. สายพันธุ์ Indica ( กัญชาที่นิยมนำมาใช้ )
  3. สายพันธุ์ Ruderalis

พืชตระกูล Cannabis หรือ กัญชา 3 สายพันธุ์ ใหญ่ ๆ ได้แก่ สายพันธุ์ Sativa สายพันธุ์ Indica
และ สายพันธุ์ Ruderalis แต่สายพันธุ์ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดได้แก่ Sativa และ Indica ส่วนสายพันธุ์ Ruderalis ไม่เป็นที่นิยม เพราะว่ามีค่า THC เปอร์เซ็นต์ ปริมาณน้อย แม้จะให้ผลผลิตเร็วที่สุดก็ตาม 

เรื่องราวของกัญชา

ประวัติศาสตร์ของการใช้กัญชาเริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ในอังกฤษและอเมริกาเพื่อรักษาอาการปวดและอาการคลื่นไส้

  • ปี 1851 กัญชาได้รับบรรจุอยู่ในตำรายาของอเมริกา แต่ต่อมาในปี 1942 ได้ถูกถอดถอนออกไป
  • ปี 1970 เป็นยุคฮิปปีที่คนหนุ่มสาวอเมริกาหันมาใช้กัญชาเพื่อการผ่อนคลายอย่างกว้างขวาง
  • ปี 1990 ทางการแพทย์มีการค้นพบ Canabinoid System ( ระบบสารสกัดกัญชา ) ในสมอง และเป็นที่มาของการสนใจนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์
  • ปี 2010 มี 11 รัฐในอเมริกามีการออกกฎหมายควบคุมการใช้กัญชาในทางการแพทย์ แต่ไม่รับรองการใช้กัญชาเพื่อความเพลิดเพลิน ( Recreational Use )
  • ปี 2014 มี 23 รัฐออกกฎหมายควบคุมการใช้กัญชาในทางการแพทย์ และมี 5 รัฐอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อความเพลิดเพลิน ได้แก่รัฐ Alaska, Colorado, Oregon, Washington และ District of Columbia.

ในกัญชานั้นมีสารเคมีมากกว่า 104 ชนิดสารเคมีเหล่านี้เรียกรวมกันว่าสาร Cannabinoids แต่ที่สำคัญที่สุดมีอยู่ 2 ชนิดคือ THC กับ CBD

สาร 2 ชนิดนี้มีฤทธิ์แตกต่างกันชัดเจน กล่าวคือ

  •  THC ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ( Psychoactive ) ทำให้เมาเคลิ้ม ประสาทหลอน และเกิดโรคจิต ( Psychosis )
  •  ในขณะที่สาร CBD มีฤทธิ์ทำให้สงบ ลดอาการวุ่นวาย และต้านฤทธิ์เมาประสาทหลอน

ดังนั้นในการนำกัญชามาใช้นั้นจะต้องทราบจุดประสงค์ที่แน่นอน และควรทราบปริมาณที่แน่นอนของสารทั้งสองชนิดในสารสกัดกัญชานั้น ควรทราบว่าสารทั้งสองชนิดนี้นอกจากจะมีอยู่ในกัญชาแล้ว ยังสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ด้วยการสังเคราะห์ขึ้นมาสามารถทำให้ทราบปริมาณของสารทั้งสองชนิดอย่างแม่นยำแน่นอน

ส่วนในใบกัญชานั้น แต่ละสายพันธุ์ให้ปริมาณของ THC กับ CBD แตกต่างกันไป มีการศึกษากัญชาในภาคเหนือของประเทศไทย พบว่ามีปริมาณสารทั้งสองอย่างแตกต่างกันมากแม้จะอยู่ในแหล่งเดียวกัน
และอย่างที่เรียนให้ทราบแล้วว่าการใช้กัญชานั้นมี

วัตถุประสงค์ในการใช้กัญชา

1.ใช้ในทางการแพทย์

2.ใช้เพื่อความเพลิดเพลิน

กัญชาที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เพื่อความเพลิดเพลินนั้น ในต่างประเทศมักจะกำหนดให้มีปริมาณของสาร THC ต่ำมาก ๆ และแม้กระนั้น ก็ยังมีการควบคุมการใช้อย่างเคร่งครัด ทั้งปริมาณ สถานที่ที่จะใช้ สารทั้งสองชนิดที่มีอยู่ในกัญชานั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับความร้อน ดังนั้นจึงต้องนำมาสูบให้เข้าทางลมหายใจ หรือหากมีการสังเคราะห์เป็นของเหลวแบบเข้มข้นก็นำมาหยดไต้ลิ้นซึ่งจะมีการดูดซึมได้เร็วพอๆกับการสูบ แต่การกินเข้าไปจะไม่ได้ผลเพราะจะถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอาหารเกือบหมด

ข้อดีของการใช้กัญชาทางการแพทย์นั้นมีการรับรองการใช้ ( ในต่างประเทศ )
ดังต่อไปนี้

1.รักษาภาวะเกร็งในโรคทางระบบประสาท Multiple Sclerosis

2.รักษาโรคลมชัก ( Epilepsy ) ชนิดรุนแรงบางชนิด

3.รักษาโรคสมองเสื่อมพาร์กินสัน Parkinson ( บางอาการ )

4.รักษาโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ Alzheimer ( ยังต้องศึกษาเพิ่มเติม )

5.แก้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด ( ที่ให้ยาชนิดอื่นแล้วไม่ได้ผล )

6.แก้ปวดจากมะเร็ง ปวดปลายประสาท ปวดเรื้อรัง

7.ใช้รักษามะเร็งสมอง มะเร็งต่อมลูกหมาก ( ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม )

8.ใช้เพิ่มน้ำหนักในผู้ป่วยโรคเอดส์ ( ช่วยให้ความอยากอาหารเพิ่มมากขึ้น )

9.ใช้รักษาต้อหิน ( ยังไม่ยืนยันผล )

10.ใช้รักษาโรค PTSD ( Post-Traumatic Stress Disorder ) คือ สภาวะป่วยทางจิตใจเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างร้ายแรง ส่งผลให้เกิดความเครียดอย่างมาก อาทิ ภัยพิบัติ อุทกภัย แผ่นดินไหว การก่อการจราจล การฆาตกรรม สงคราม การปล้นฆ่า ข่มขืน เป็นต้น

11.ใช้รักษาโรควิตกกังวล

แต่ข้อบ่งชี้ทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังต้องการการศึกษายืนยันอีกมาก และในแต่ละโรคนี้บางโรคเป็นผลของ THC บางโรคเป็นผลของ CBD จึงไม่สามารถนำกัญชามาใช้อย่างสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่ทราบสัดส่วนและปริมาณของสารทั้งสองชนิดอย่างชัดเจน

การนำสารสกัดกัญชามาใช้นั้นมีหลายรูปแบบทั้งสูด ทั้งหยดใต้ลิ้น และปัจจุบันมีชนิดกินโดยผสมในขนมต่าง ๆ เช่น คุ๊กกี้ บราวนี เค๊ก Oeo Keef Kat ทำเป็นเนยกัญชา ขี้ผึ้งกัญชา น้ำมันกัญชา

ผลอย่างเฉียบพลันของกัญชานั้น อาจทำให้อารมณ์ครื้นเครงขึ้นแต่จะตามด้วยอาการง่วงซึม
หากใช้ปริมาณมากจะทำให้ความจำลดลง และเพิ่มความวิตกกังวล ประสาทหลอนทางตา
หวาดระแวง ( Paranoid ) และเกิดภาวะวิตกจริต ( Panic Attack )

หากใช้ในคนตั้งครรภ์ก็จะทำให้เสี่ยงต่อการพัฒนาการของเด็กในครรภ์ ทำให้การสร้างน้ำนมแม่ลดลง และสารกัญชาจะเข้าไปในน้ำนมด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ในคนท้องและให้นมบุตร

การใช้ในเด็กจะนำไปสู่การติดสารเสพติดชนิดอื่นมากขึ้นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ 

ประเทศสหรัฐอเมริกามีการใช้สารจากกัญชามากที่สุดในโลก โดยพบว่ามีการใช้ในทางการแพทย์ 30 รัฐ ใช้เพื่อการผ่อนคลาย 9 รัฐ แต่รัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกายังถือเป็นสารต้องห้าม แต่ในรัฐที่อนุญาตให้ใช้นั้นก็มีระบุไว้ชัดเจนว่าจะต้องมีปริมาณสาร THC ไม่เกิน 0.5-5% แล้วแต่รัฐ และมีปริมาณสาร CBD มากกว่า 5% ขึ้นไป

ส่วนในประเทศอื่น ๆ พบแตกต่างกันดังนี้

ประเทศแคนาดา สามารถใช้ทางการแพทย์ได้ไม่ผิดกฎหมายหากมีข้อบ่งชี้ชัดเจน

ประเทศออสเตรเลียและประเทศอังกฤษ ถือว่าการเสพกัญชาผิดกฎหมาย ส่วนการใช้ทางการแพทย์ต้องผลิตโดยบริษัทที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้น แพทย์ที่จะใช้ก็ต้องขึ้นทะเบียน ผู้ป่วยที่ใช้ก็ต้องลงทะเบียน ติดตามได้ ผู้ปลูกก็ต้องขึ้นทะเบียน

ประเทศเนเธอร์แลนด์นั้นจะเหมือนกับประเทศออสเตรเลีย แต่สามารถปลูกใช้ในครัวเรือนได้ไม่เกิน 5 ต้น และสามารถสูบกัญชาได้ในสถานที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

ประเทศที่ถือว่ากัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายทุกกรณีได้แก่ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

สมยศ ศุภกิจไพบูลย์. (เมษายน 2562). กัญชายาวิเศษ.(192). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์พิมพ์เอง.
นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล (Kampanart Tansithabudhkun, M.D.)
รวบรวมมาจากการประชุมราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย วันที่ 26 เมษายน 2562 ผู้นำเสนอ คือ
รศ.พญ.สุดา วรรณประสาท มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผศ.นพ.วรพันธ์ เกรียงสุนทร ศิริราชพยาบาล
ผศ.นพ.สหภูมิ ศรีสุมะ โรงพยาบาลรามาธิบดี