คุณจะอยู่กับมะเร็งอย่างไร ?

คุณจะอยู่กับมะเร็งอย่างไร ?
การอยู่กับมะเร็งนี่ไม่ใช่เรื่องยาก คิดเสียว่ามะเร็งเป็นแค่ไข้หวัดชนิดหนึ่งที่รักษาให้หายได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอ

คุณจะอยู่กับมะเร็งอย่างไร ?

ฉันจะเป็น มะเร็ง แล้วทำยังไงดี? ดิฉันได้เคยบอกวิธีรับมือเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งกันมาแล้วว่าเราต้องทำยังไงบ้าง เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ทรมานจากการรับรู้ว่าเป็นมะเร็ง มาคราวนี้ดิฉันจะมาบอกว่าเมื่อเราเป็นมะเร็งแล้วเราจะอยู่กับมะเร็งยังไงให้เป็นสุข จริงๆ แล้วดิฉันต้องขอออกตัวไว้ก่อนนะว่าดิฉันไม่ใช่นักพูดให้กำลังใจหรือโค้ชชีวิตมืออาชีพหรอกนะคะ เดี๋ยวใครๆ จะบอกว่ารู้ดีจริงนะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่นำมาบอกเล่านี่ก็ล้วนแต่เป็นประสบการณ์ที่ผ่านมาของตัวดิฉันกับคนใกล้ชิดที่ผ่านการรักษามะเร็งมาแล้วทั้งสิ้น และอยากนำมาบอกเล่าเพื่อสร้างกำลังใจและการทำตัวที่ถูกต้องในการอยู่กับมะเร็ง เพื่อลดความเครียด ความวิตกกังวลของคนป่วย ตอนแรกที่รู้ว่าเป็นมะเร็งกว่าจะตั้งหลักได้ก็พักใหญ่ทีเดียว กว่าที่ดิฉันจะกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนคนก่อนที่จะรู้ว่าเป็นมะเร็ง แต่ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะกำลังใจจากคนรอบตัว ทั้งสามี ลูกและญาติผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน สิ่งหนึ่งที่ดิฉันคิดว่าดิฉันโชคดีกว่าอีกหลายคนมาก ก็คือดิฉันมี ตัวอย่างของคนที่รักษามะเร็งจนหายดี มีชีวิตรอดจากมะเร็งร้ายอยู่ใกล้ตัว ทำให้ดิฉันมีกำลังใจมากขึ้น ซึ่งคนนั้นก็คือคุณป้าของดิฉันเอง ป้าป่วยเป็นมะเร็งเต้านมเมื่อตอนอายุ 40 ปีเหมือนกับดิฉัน และท่านก็รักษาตัวและมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน ตอนนี้ป้าอายุก็ปาเข้าไปจะ 80 ปีแล้วค่ะ มีร่างกายที่แข็งแรงตามวัยของแก่ เดินได้ พูดรู้เรื่องทุกอย่างแถมยังขี้บ่นตามประสาคนแก่อายุ 80 ค่ะ แล้วแบบนี้เราจะมัวแต่กลัวมะเร็งกันอยู่ทำไมคะ เรามาดูว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่กับมะเร็งยังไงดี

1. คิดบวก ป่วยเป็น มะเร็ง จะให้คิดบวกอีกเหรอบ้าหรือป่าวเนี่ย? ไม่บ้าค่ะ คุณรู้ไหมคะ ว่าการคิดบวกเป็นการลดความเครียดและสร้างกำลังใจให้กับตัวเองได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าเราไม่มีกำลังใจต่อให้คนร้อยคนมาพูดเราก็ไม่มีแรงสู้หรอกค่ะ การคิดบวกในที่นี่ไม่ได้ให้คิดว่าคุณไม่เป็นมะเร็งนะคะ แต่ให้คุณคิดว่ามะเร็งที่คุณเป็นอยู่สามารถรักษาให้หายได้ คุณมีโอกาสหายจากโรคมะเร็งที่เป็นได้ คุณรักษามะเร็งให้หายได้แน่นอน ดิฉันแนะนำว่าให้บอกตัวเองอย่างนี้ทุกวัน วันละหลายๆ ครั้งก็ได้ คำเหล่านี้จะค่อยซึมซับเข้าไปในจิตใต้สำนึกของคุณ และคุณก็จะมีความเชื่อมั่นว่าคุณรักษามะเร็งหายได้อย่างแน่ๆ เมื่อเรารู้สึกว่าเดี๋ยวเราก็หายเราก็จะมีกำลังใจในการรักษาตัว มีความสุขที่ได้รับการรักษา ก็เหมือนกับที่เรากินยาแก้ไขหวัดนั่นแหละค่ะ เรารู้ว่าเรากินยาแล้วเดี๋ยวเราก็หาย เราจึงมีความตั้งใจในการกินยาและเราก็หายป่วยจริงๆ ตามที่เราคิด และที่สำคัญเมื่อเราคิดบวกเราก็มองว่ามะเร็งเป็นแค่ปัญหาเล็กๆ ที่แก้ไขได้ ทำให้จิตใจเราสบายไม่มีความเครียด มะเร็งก็ไม่ลุกลามไปมากกว่าเดิม เชื่อมั้ยคะ ในบางรายหมอบอกว่ามะเร็งที่เป็นอยู่ในขั้นที่รุนแรงแล้ว มีโอกาสรักษาหายแค่ 20 % เท่านั้นเอง แต่เจ้าตัวไม่เครียดปล่อยวางพร้อมทั้งทำการรักษาไปเรื่อยๆ ปรากฏว่ามะเร็งที่เป็นหายไปเองเลยค่ะ หมอยังตกใจเลยว่าทำไมถึงหายเร็วกว่าที่หมอคิดมากนัก มะเร็งมันกลัวใจเราค่ะ เมื่อเราไม่กลัวมัน เราทำการรักษาอย่างถูกต้องเมื่อนั้นมะเร็งจะกลัวเราจนฝ่อไปเอง

2.เชื่อหมอ อย่าคิดเองหรือเชื่อคนอื่นที่ไม่ใช่หมอรักษาเรานะคะ เพราะไม่มีใครที่รู้ว่าเราเป็นอย่างไรนอกจากตัวเราเองและคุณหมอที่ทำการรักษาเรา คุณหมอนัดเมื่อไหร่ สั่งห้ามทำอะไร สั่งให้ทำอะไร เราต้องทำตามทุกอย่างเลยนะ ทั้งเรื่องการกิน เรื่องนอน เรื่องการปฏิบัติตัวทุกอย่าง เพราะเวลาที่เราเป็น มะเร็ง นั้น คุณหมอจะมีอาหารที่ห้ามรับประทานและอาหารที่ให้รับประทาน การนอนพักผ่อนว่าต้องนอนกี่ชั่วโมงต่อวัน แต่ละวันต้องทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ว่าคุณหมอห้ามยกของหนักเกิน 3 กิโลกรัมแต่เรายังต้องไปยกของที่มีน้ำหนักเกิน 3 กิโลกรัม แบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อตัวเราและการรักษามะเร็งของคุณหมอแน่ๆ ค่ะ เมื่อคุณหมอนัดเราต้องไปทุกครั้ง ไม่ใช่ว่าไม่สะดวกก็ไม่ไปไม่ได้เด็ดขาดค่ะ เพราะการรักษามะเร็งต้องอาศัยความต่อเนื่องถึงจะรักษาให้หายขาดได้ ตัวดิฉันเองตอนนี้คุณหมอก็ยังนัดอยู่ปีละ 2 ครั้งเป็นการนัดเพื่อตรวจว่ามีเชื้อมะเร็งเกิดขึ้นมาอีกหรือป่าว แต่ดิฉันไม่กลัวหรอกค่ะ เพราะว่าถ้าดิฉันเป็นมะเร็งอีกดิฉันก็รักษาอีก เดี๋ยวก็หายกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับลูกและสามีได้เหมือนเดิม

3.เลือกกิน เรื่องกินเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับคนที่เป็น มะเร็ง มากทีเดียวนะคะ เพราะว่าเมื่อเรามีเชื้อมะเร็งเกิดขึ้นภายในตัวแล้ว เรายังกินอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งเข้าไปอีก เจ้ามะเร็งก็จะกระจายตัวและโตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เราจึงควรเลือกกินอาหารที่ไม่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการทำให้เกิดโรคมะเร็ง ให้เลือกกินผักและผลไม้สดที่ไม่มีสารตกค้าง เช่น กล้วย ทับทิม แอปเปิ้ล ส้ม ฝรั่ง มะขามป้อม มะละกอ แก้วมังกร มังคุด เป็นต้น งดเนื้อสัตว์ที่มีสีแดงให้เปลี่ยนมากินเนื้อปลาโดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึกที่มีโอเมก้า 3 และ 6 ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ไม่กินอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยง อย่าง อาหารหมักดอง กะปิ น้ำปลา หมูยอ กุญเชียง ไส้กรอก ลูกชิ้น อาหารแปรรูปทุกชนิด กินผักสดที่ไม่ใช่ผักที่นิยมกินส่วนยอดเพียงอย่างเดียว เช่น ยอดกระถิน ยอดชะอม ยอดมะระ ยอดฝักทอง เพราะยอดผักพวกนี้มีสารที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ ให้หันมากินผักที่หลากสี เช่น กะหล่ำม่วง กะหล่ำดอก มะเขือเทศ แครอท และผักสีเขียวทุกชนิด ดิฉันขอเน้นว่าให้กินผักและผลไม้สด ห้ามกินผักผลไม้แปรรูปทุกชนิดทั้งอบแห้ง แช่อิ่ม ไม่ดีต่อคนเป็นมะเร็งค่ะ

4.ออกกำลังกาย คนเป็น มะเร็ง ก็ต้องออกกำลังกายนะคะ ไม่ใช่ว่าจะนอนพักเพียงอย่างเดียว ตอนที่อยู่โรงพยาบาลเพื่อทำการผ่าตัด ฉายรังสีหรือให้เคมีบำบัด ช่วงนั้นอาจจะไม่ต้องออกกำลังกาย แต่พอเรากลับมาอยู่บ้านแล้วดิฉันขอแนะนำว่าให้ค่อยๆ ทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ อย่างกวาดบ้าน เช็ดบ้านเบาๆ อย่าเพิ่งออกกำลังแบบหักโหมนะ เดี๋ยวร่าง กายจะทรุดเอา พอรู้สึกว่าเหนื่อยก็ให้หยุดทำงานเสีย หรือทางที่ดีให้ถามคุณหมอเจ้าของไข้ว่าตัวเองสามารถออกกำลังกายอะไรได้บ้าง คุณหมอก็จะให้คำแนะนำกับเรามาเองเลยว่าตอนนี้คุณออกกำลังกายได้แบบไหนบ้าง ออกเป็นเวลากี่นาทีหรือว่ายังไม่ควรออกกำลังกาย เพราะสภาพร่างกายของแต่ละคนนั้นต่างกันจะให้ออกกำลังกายเหมือนกันก็คงไม่ได้จริงมั้ยค่ะ ตอนนี้ดิฉันหายจากมะเร็งแล้วก็หันมาออกกำลังกายทุกวัน ทั้งขี่จักรยาน เต้นแอโรบิค บางทีก็วิ่งค่ะ

การอยู่กับ มะเร็ง นี่ไม่ใช่เรื่องยากเลยว่ามั้ยค่ะ คิดเสียว่ามะเร็งเป็นแค่ไข้หวัดชนิดหนึ่งที่เรารักษาให้หายได้ เพียงเท่านี้การอยู่กับโรคมะเร็งก็ไม่ยากจริงไหมค่ะ ดิฉันเคยผ่านมาแล้วเลยอยากแบ่งปันให้กับคนอื่นได้รับรู้บ้าง ถึงแม้ว่าจะเพียงสิ่งเล็กๆ ที่ดิฉันจะทำได้ ดิฉันก็หวังว่าจะมีประโยชน์กับใครหลายๆ ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่กับมะเร็ง มะเร็งที่ว่าร้ายแต่ก็ไม่ร้ายเท่ากับการที่เราสิ้นหวัง เพราะมะเร็งรักษาให้หายได้แต่ถ้าเราสิ้นหวังเราจะไม่มีวันรักษามะเร็งให้หายได้เลย

Content by Amprohealth 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม