การออกกำลังกายน้อย ก็เป็นมะเร็งตายได้
การออกกำลังกายน้อยหรือไม่ออกกำลังกายเลย จะทำให้เรามีความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้มากกว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

ออกกำลังกายน้อยระวังเป็นมะเร็ง

การออกกำลังกายน้อยเป็นมะเร็งตายได้จริงหรือ? แต่ทำไมออกกำลังกายน้อยถึงเป็น มะเร็ง ( Cancer ) ได้อีกล่ะ? ออกกำลังกายจะมากจะน้อยก็น่าจะป้องกันมะเร็งได้เหมือกัน ขอบอกก่อนนะคะ ว่าโดยส่วนตัวแล้วดิฉันเป็นคนที่ขี้เกียจออกกำลังกายมากเลย แหม! แค่ทำงานในสวนก็เหนื่อยเหลือเกินแล้ว ก็เหมือนกับการออกกำลังกายแล้วไม่ใช่เหรอ จะให้ไปออกกำลังกายอีกทำไม คงไม่ใช่แค่ดิฉันที่ขี้เกียจออกกำลังกายหรอก เชื่อว่าหลายคนก็คงเป็นเหมือนดิฉันใช่มั้ยคะ ถ้าเราเอาแต่นั่งๆ นอนๆ ไม่ยอมออกกำลังกายเลยหรือออกกำลังกายน้อยกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ รับรองว่าเราเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็น ดิฉันไม่ได้ยกเมฆเอาเองนะคะ เพราะมีผลการวิจัยออกมาจากหลายสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ยืนยันว่าการออกกำลังช่วยลดการเป็นมะเร็งได้ โดยมีการทดลองในหนูทดลองได้มีการแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน กินอาหารที่มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งแบบไม่จำกัด และหนูทดลองกลุ่มที่สองไม่ได้ให้ออกกำลังกายเลย กินอาหารเหมือนหนูทดลองกลุ่มแรกทุกอย่าง ปรากฏว่าหนูทดลองกลุ่มแรกเป็นมะเร็งแค่ 18 % ต่างจากหนูทดลองกลุ่มที่ 2 ที่พบว่าเป็นมะเร็งถึง 88 % เลยทีเดียว

และยังมีการวิจัยอีกอย่างที่ทำการศึกษาและบันทึกข้อมูลของผู้ร่วมการทดลองเป็นเวลา 15 ปี พบว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน มีอัตราการเป็น มะเร็ง ( Cancer ) น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลยหรือออกกำลังกายน้อยกว่า 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จากผลการวิจัยทั้งสองจึงสรุปได้ว่า

โดยการออกกำลังที่ป้องกัน มะเร็ง ( Cancer ) ได้ดีที่สุดคือการ ออกกำลังกาย แบบกลางและแบบหนัก โดยวัดจากาการเต้นของหัวใจเป็นเกณฑ์ หลายคนคงสงสัยว่าการออกกำลังแบบกลางและแบบหนักมันเป็นยังไง มาค่ะ มาดูกันว่าการออกกำลังแบ่งยังไงได้บ้าง

การออกกำลังกายน้อยหรือไม่ออกกำลังกายเลย จะทำให้เรามีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง ( Cancer ) ได้มากกว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกาย

การออกกำลังการ แบ่งออกเป็น 2 แบบด้วยกัน คือ

1.แอนาแอโรบิค ( Anaerobic ) หรือเวทเทรนนิ่ง ( Weight training )

เป็นการ ออกกำลังกาย แบบมีแรงต้าน ( Resistance Exercise ) เป็นการออกกำลังกายแบบที่ไม่ใช้ออกซิเจนเข้ามามีส่วนช่วยในการเผาผลาญพลังงาน การออกกำลังกายแบบนี้จะมีลักษณะการใช้พลังงานในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น ยกน้ำหนัก ( Weight Training ) การยกดัมเบล เป็นต้น การออกกำลังกายแบบนี้จะเน้นไปที่ส่วนของกล้ามเนื้อมัดขาวเป็นส่วนมาก กล้ามเนื้อมัดขาวจะใช้พลังงานสูงมากในการเคลื่อนไหวแต่ว่าระยะเวลาในการใช้พลังงานจะเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น และจะทำการดึงพลังงานจากไกลโคเจนที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อและพลังงานในตับมาใช้ ไม่ใช่การเปลี่ยนไขมันที่อยู่ในร่างกายมาเป็นพลังงานในการออกกำลังกาย ซึ่งจะเป็นการเน้นความทนทานของกล้ามเนื้อและยังสามารถรักษามวลกล้ามเนื้อในร่างกายให้คงอยู่ทำให้ร่างกายมีรูปร่างและสัดส่วนที่สวยงาม พร้อมทั้งยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานแบบขั้นต่ำให้เกิดขึ้นกับร่างกายได้เป็นอย่างดี

2. แอโรบิค ( Aerobic ) หรือคาร์ดิโอ ( Cardio )

เป็นการ ออกกำลังกาย แบบที่มีการใช้ออกซิเจนเข้ามามีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมันที่อยู่ในร่างกายให้เปลี่ยนมาเป็นพลังงานที่ใช้ในการออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายแบบนี้ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีจึงจะสามารถดึงไขมันออกมาเผาพลาญได้ เช่น ว่ายน้ำ การวิ่ง การปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิค เป็นต้น การออกกำลังกายแบบใช้ออกซิเจนจะเน้นไปที่ส่วนของกล้ามเนื้อมัดแดง ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและอัตราการหายใจของร่างกาย จึงมีส่วนช่วยในการเพิ่มความแข็งแรงของระบบไหลเวียนเลือก การเต้นของหัวใจ การขยายตัวและหดตัวของปอดมีการทำงานที่ทรงประสิทธิภาพมากขึ้นแหล่งพลังงานที่ใช้ในการออกกำลังกายแบบนี้จะเป็นไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกาย ดังนั้นจึงสามารถช่วยลดมวลไขมันส่วนเกินได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เพิ่งรู้นะเนี่ย…ว่าการ ออกกำลังกาย แบ่งแบบนี้ รู้แบบนี้ดิฉันจะได้เลือกออกกำลังกายได้อย่างถูกต้อง ชีวิตนี้จะได้ห่างไกล มะเร็ง ( Cancer ) มากๆ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะออกกำลังกายเหมือนกันได้หมดนะคะ เราต้องเลือกแบบที่เหมาะสมกับอายุของเราด้วย ไม่ใช่ว่าอายุ 60 ปีจะมาวิ่งเร็วจัดเหมือนคนอายุ 30 ปีก็คงไม่ดีแน่ค่ะ เพราะแทนที่จะไม่เป็นมะเร็งเดี๋ยวอาจจะเสียชีวิตเพราะหัวใจวายเอาเสียก่อน ดังนั้นคนที่อายุ 60 ปีแต่เดินหรือเดินเร็วก็พอแล้วเพราะการเดินหรือเดินเร็ว  สำหรับคนอายุ 60 นับเป็นการออกกำลังแบบหนักแล้ว แต่ไม่ว่าจะออกกำลังแบบไหนจะเบา กลางหรือหนัก เราควรออกอย่างน้อย 4 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไปถึงจะช่วยป้องกันมะเร็ง ( Cancer ) ได้ ไม่ใช่ออกกำลังกายแค่ 1-2 วันต่อสัปดาห์ ถึงจะออกกำลังแบบหนักก็ถือเป็นการออกกำลังน้อยอยู่ดี แบบนี้ป้องกัน มะเร็ง ( Cancer ) ได้ไม่มากหรอกค่ะ เดี่ยวนี้ดิฉันออกกำลังกายทุกวันเลยค่ะ วันละชั่วโมงเป็นอย่างต่ำทุกวัน จนกลายเป็นเสพติดการออกกำลังกายไปแล้ว วันไหนไม่ได้ไปออกกำลังกายจะรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ถ้าได้ไป ออกกำลังกาย ไม่ว่าจะไปเต้นแอโรบิค ไปปั่นจักรยานตอนเช้า ไปวิ่งรอบสนามหรือเล่นเครื่องเล่นสำหรับออกกำลังกายที่ทาง อบต.จัดไว้ให้พอได้เหงื่อก็ชื่นใจแล้วค่ะ ตอนนี้สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี หน้าตาแจ่มใส่ หุ่นสวยจนสาวอายุ 20 ยังต้องอิจฉาเลยค่ะ แล้วคุณล่ะ!! วันนี้คุณออกกำลังกายกันแล้วหรือยัง? เวลาแค่ 30 นาทีต่อวัน 4 วันต่อสัปดาห์ไม่นานเกินไปสำหรับการดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคร้ายอย่างมะเร็ง ดีกว่าใช้เวลาที่เหลือในการรักษามะเร็ง เชื่อดิฉันสิคะ

Content by Amprohealth

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

Previous articleการปฏิบัติตนในการกินอาหารในโอกาสต่างๆของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
Next articleเป็นมะเร็งก่อนจึงเริ่มรักษามะเร็ง ?