โรคเชื้อราในปาก
โรคเชื้อราในปาก ( Oral Thrush ) เกิดจากการติดเชื้อรายีสต์ที่เรียกว่า แคนดิดา ( Candida albicans ) โดยปกติเชื้อราแคนดิดาจะอาศัยอยู่บริเวณผิวหนังภายในร่างกายของมนุษย์ เช่น ปาก คอ ลิ้น เยื่อบุกระพุ้งแก้ม ริมฝีปากด้านใน เหงือก ต่อมทอนซิล เพดานปาก ลำไส้ และช่องคลอด ซึ่งไม่เป็นอันตรายแต่อาจเจริญเติบโตจนไม่สามารถควบคุมได้หรือมีการแพร่กระจายไปยังร่างกายส่วนที่ลึก เช่น กระแสเลือด ไต หัวใจ หรือสมอง เชื้อราแคนดิดาบาชนิดมีความทนทานต่อยาต้านเชื้อราที่ใช้ในการรักษา จะสังเกตเห็นเป็นฝ้าสีขาวข้นพบได้บ่อยในทารกอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองในช่องปาก คอของทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน และส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุในบางครั้ง
อาการเชื้อราในช่องปาก
- รู้สึกเจ็บปากและแสบร้อนในปาก
- พบคราบฟ้าสีขาวที่บริเวณลิ้น เยื่อบุกระพุ้งแก้ม ริมฝีปากด้านใน เหงือก ต่อมทอนซิล และเพดานปาก
- รู้สึกกลืนลำบาก
- รู้สึกปากแห้ง
- สูญเสียการรับรสชาติ
- รอยแตกที่มุมปาก
- มีเลือดออกเล็กน้อย
- ปากและลำคอแดง
- มีแผลพุพองในปาก
โรคเชื้อราในปาก ( Oral Thrush ) มีลักษณะเป็นฝ้าสีขาวข้นพบได้บ่อยในทารกอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองในช่องปาก และผู้สูงอายุในบางครั้ง
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อราในช่องปาก
- ทารกและผู้สูงอายุ
- การมีสุขอนามัยในช่องปากที่ไม่ดี
- การติดเชื้อราแคนดิดาในทารกแรกเกิดเป็นการติดเชื้อจากช่องคลอดของมารดา
- การติดเชื้อแคนดิดาในที่อื่น ๆ เช่น ในทารกผิวหนังอักเสบติดเชื้อจากผ้าเช็ดปาก
- ผู้ติดเชื้อเอดส์ ( HIV )
- ผู้ป่วยโรคมะเร็ง
- ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้ที่มีอาการปากแห้งบ่อยจากยาแก้แพ้ ยาขับปัสสาวะ
- การทำความสะอาดฟันปลอมไม่ดี
- การสูบบุหรี่อย่างหนัก
- การได้รับบาดเจ็บที่ปาก
- การขาดสารอาหาร เช่น ขาดธาตุเหล็ก วิตามินบี
- การรับประทานยาฆ่าเชื้อ ( ยาปฏิชีวินะ ) เป็นเวลานานในปริมาณมาก สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเชื้อราในช่องปากได้
- ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำหรือบกพร่อง
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกิดขึ้น สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์
- การได้รับเคมีบำบัด หรือการฉายแสงเพื่อรักษามะเร็ง
การวินิจฉัยโรคเชื้อราในปาก
1. แพทย์จะทำการซักถามประวัติการใช้ยาปฏิชีวนะหรือการใช้ยาครั้งล่าสุดของผู้ป่วย ซึ่งอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยอ่อนแอลงได้เช่นกัน
2. แพทย์จะพิจารณาจากประวัติอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคเอชไอวี หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ ร่วมด้วย
3. หากเป็นการติดเชื้อราในปากแพทย์จะดูลักษณะของฝ้า รอยแดง ที่เกิดขึ้นอาจมีการขูดเอาฝ้าขาวในปากไปส่องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ หรือส่องกล้องตรวจหลอดอาหาร
การรักษาโรคเชื้อราในปาก
โดยปกติโรคเชื้อราในปากหากมีอาการที่ไม่รุนแรงสามารถหายเองได้ภายใน 7-14 วัน สำหรับการติดเชื้อที่รุนแรงการรักษาโดยทั่วไป คือ การกินยาต้านเชื้อรา หากผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้นหลังจากกินยาแพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ภาวะแทรกซ้อนของเชื้อราในช่องปาก
ในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงมักไม่ค่อยเกิดภาวะแทรกซ้อน แต่ในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำอาการอาจรุนแรงและแพร่กระจายไปยังหลอดอาหาร เข้าสู่กระแสเลือด และการแพร่กระจายไปยังหัวใจ สมอง ตา หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกายเป็นสาเหตุทำให้เกิดการติดเชื้อลุกลามจนเสียชีวิตได้
การป้องกันเชื้อราในช่องปาก สำหรับทารกและผู้สูงอายุ
- เชื้อราในช่องปากเป็นการติดเชื้อที่พบบ่อยในทารก แต่สามารถป้องกันได้ โดยการทำความสะอาดขวดนมและจุกนมให้สะอาดด้วยน้ำร้อนป้องกันเชื้อราได้
- บ้วนปากหลังรับประทานอาหารเสร็จทุกครั้ง
- แปรงฟัน แปรงลิ้น แปรงเหงือก อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
- ในทารกให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดบริเวณลิ้นที่เกิดฝ้าสีขาวหลังกินนม
- ใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ
- งดสูบบุหรี่
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว
- การถอดฟันปลอมเพื่อทำความสะอาดทุกวัน
- ไปพบทันตแพทย์เป็นประจำเพื่อตรวจสุขภาพในช่องปาก
เชื้อราในปากสามารถป้องกันได้ด้วยตนเองเพียงดูแลความสะอาดฟัน ลิ้น เหงือก และอุปกรณ์ที่ใช้ในช่องปาก เช่น แปรงสีฟัน ฟันปลอม ขวดนม จุกนมของคุณให้สะอาดอยู่เสมอ เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันการเกิดโรคเชื้อราในปากของคุณและลูกน้อยได้แล้ว
บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม