แสงแดดมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

แสงแดดมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด
รังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ จะไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนโซลิทอนใต้ผิวหนังให้เปลี่ยนเป็นวิตามินดี

แสงแดด มีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

ทุกวันนี้มีการผลิตอุปกรณ์ หรือเครื่องใช้สำหรับป้องกันแสงแดดออกมามากมาย เช่น ร่ม แว่นตากันแดด หมวก หรือ เสื้อคลุม เป็นต้น โดยหลายคนพยายามจะหาวิธีในการหลบเลี่ยงแสงแดด ไม่ให้กระทบถูกตัว ด้วยเหตุผลที่ว่า แสงแดดนั้นมีความร้อนสูง หากโดนแล้วจะทำให้เหงื่อออก ทำให้แสบตา ทำให้ผิวหนังคล้ำขึ้น ดำขึ้น ซึ่งเป็นการมอง เฉพาะในด้านไม่ดีจากแสงแดดเท่านั้น แต่ถ้าหากเรารู้จักวิธีการได้รับแสงแดดในปริมาณที่ดีและเหมาะสมแล้ว แสงแดดถือว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตมากมาย ทั้ง คน สัตว์ และพืช โดยจะอธิบายได้ดังต่อไปนี้

แสงแดดคืออาหาร

แสงแดด สามารถสร้างอาหารให้กับสิ่งมีชีวิตได้ โดยเฉพาะในพืช เนื่องจากพืชต้องใช้แสงแดดในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง นำแสงแดดไปใช้ปรุงอาหาร และส่งอาหารไปหล่อเลี้ยงตามส่วนต่างๆของพืช ทำให้ต้นพืชเจริญเติบโตอย่างสมบรูณ์ หากไม่มีแสงแดดแล้วพืชก็ต้องตายเนื่องจากขาดอาหาร พลังงานจากแสงแดดจะจัดเก็บอยู่ในทุกอณูของต้นพืช ในรูปแบบของ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ดังนั้นเราเมื่อเราทานอาหารที่มาจากพืช เช่นผักและผลไม้ ก็จะทำให้ได้รับพลังงาจากแสงแดดซึ่งมีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน เนื่องจาก สารคลอโรฟิลล์ในพืชมีโครงสร้างที่ใกล้เคียงเซลล์เม็ดเลือดแดงในร่างกายมนุษย์เป็นอย่างมาก แตกต่างกันตรงที่ว่า สารประกอบคลอโรฟิลล์ คือแมกนีเซียมซึ่งทำให้พืชเป็นสีเขียว ส่วนเม็ดเลือดแดงมีสารประกอบเป็นธาตุเหล็กในนิวเคลียสที่เฮโมโกลบิน จึงทำให้เม็ดเลือดเป็นสีแดง

หากได้รับแสงแดดเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที จะทำให้ร่างกายสามารถสังเคราะห์แสงแดด โดยรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ จะไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนใต้ผิวหนังที่ชื่อว่า โซลิทอนเปลี่ยนเป็นวิตามินดี ซึ่งมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อร่างกาย

แสงแดดคือชีวิต

วิตามินดี ที่ได้จากการได้รับแสงแดดในปริมาณที่เหมาะสม เป็นสิ่งที่มีอรรถประโยชน์มากมายกับชีวิตของมนุษย์ ช่วยทำให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยร่างกายที่แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจากวิตามินดี มีมากมายดังต่อไปนี้
1. แสงแดดช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค วิตามินดีที่ได้รับจากแสงแดด จะไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้ดียิ่งขึ้น จากการที่ ฮอร์โมนโซลิทอนกับฮอร์โมนเมลาโทนิน ( Melatonin ) จากต่อมไพเนียลที่อยู่ใต้สมองบริเวณหน้าผาก จะเข้าไปรวมตัวกับวิตามินดี ทำให้ร่างกายผลิตเม็ดเลือดขาวที่แข็งแรงได้มากขึ้น ส่งผลให้ภูมิคุ้มในร่างกายดีขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคที่จะเข้ามาสู่ร่างกาย ช่วยลดอาการเจ็บป่วยต่างๆได้มาก
2. แสงแดดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกาย วิตามินดี ช่วยส่งเสริมให้เฮโมโกลบินมีความแข็งแรง สามารถรับออกซิเจนจากปอดได้อย่างเต็มที่ สามารถส่งต่อไปยังเซลล์ต่างๆในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง ทำให้อวัยวะต่างๆสามารถผลิตพลังงานเพื่อใช้ในการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
3. แสงแดดช่วยบำรุงสุขภาพกระดูกให้แข็งแรง วิตามินดีเป็นสารอาหารสำคัญ ที่ช่วยทำให้กระดูกมีความแข็งแรง และยังช่วยป้องกันภาวะโรคกระดูกเสื่อมได้ดี หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม โดยวิตามินดี จะไปจับกับ แมกนีเซียม และ ฟอสฟอรัส เพื่อดึงแคลเซียม ไปใช้ในการซ่อมแซมและบำรุงกระดูกให้แข็งแรง

4. ช่วยรักษาความสมดุลในเลือด หากร่างกาย มีภาวะเลือดที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ภาวะเลือดเป็นกรด วิตามินที่สามารถละลายได้ในไขมันหรือ หรือชื่อว่าแคลซิเฟอรอล ( Calciferol ) จะเป็นผู้ทำหน้าที่ช่วยปรับสภาวะของเลือดให้กลับมาเป็นปกติ เนื่องจากหน้าที่หลักของวิตามินก็คือ การรักษาระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือดให้สมดุล เป็นปกติ
5. แสงแดดช่วยปรับสภาวะอารมณ์ให้ดีอยู่เสมอ วิตามินดี ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น เนื่องจากวิตามินดี จะไปช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเซโรโทนิน ( Serotonin ) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท เป็นสารที่เกี่ยวกับสภาวะอารมณ์ ช่วยในการลดระดับความตรึงเครียดในร่างกายลงได้ ทำให้ผู้ที่ได้รับแสงแดดในปริมาณที่เหมาะสม จะมีอารมณ์แจ่มใส ร่าเริง     

แสงแดดคือยา

แสดแดด ยังมีประโยชน์ด้านการเป็นยาป้องกันและรักษาโรคต่างๆ ได้อีกด้วย ดังนี้
1. แสงแดดช่วยฆ่าเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียต่างๆ แสงแดดมีความสามารถในการ ฆ่าเชื้อโรคได้มากถึง 42 ชนิด และยังรวมถึงเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และพยาธิ นอกจากนี้แสงแดดยังกำจัด เชื้อร้ายที่สิ่งอื่นไม่สามารถกำจัดได้ คือ เชื้อวัณโรคทุกชนิด ทำให้แสงแดดถูกนำไปใช้ในวงการอุตสาหกรรมต่างๆ ในการฆ่าเชื้อโรค เช่น ในน้ำ อาหาร และอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เป็นต้น
2. แสงแดดช่วยลดอาการและบรรเทาโรคภัยได้หลายชนิด เช่น โรคเกาต์โรคไขข้ออักเสบ โรครูมาตอยด์ ลำไส้อักเสบ ภาวะเส้นเลือดแดงตีบตัน เนื่องจาก วิตามินดีที่เกิดจากแสงแดดช่วยลดการอักเสบในเลือดและอวัยวะต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
3. แสงแดดช่วยลดน้ำหนักแสงแดดสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ ในคนเป็นโรคอ้วน เพราะรังสีอัลตราไวโอเลตกระตุ้นต่อมไทรอยด์ ให้สร้างฮอร์โมนไทรอยด์เพิ่มขึ้น โดยจะช่วยไปเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมันให้มากขึ้น แสงแดดจึงช่วยลดน้ำหนักได้ และเพิ่มกล้ามเนื้อไปในตัวด้วย
4. แสงแดดช่วยรักษาโรคหัวใจได้ แสงแดดรักษาโรคหัวใจ เนื่องจาก แสงแดดสามารถช่วยลดระดับค่าของ C-Reactive Protein ( CRP ) ซึ่งเป็น โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อการอักเสบ โดยผู้ป่วยที่มีอาการของโรครุนแรมักเกิดจากการขาดวิตามินดีนั่นเอง
5. แสงแดดช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้น แสงแดดสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้นในผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากวิตามินดีที่ได้รับจากแสงแดด ช่วยให้ตับอ่อนสามารถผลิตอินซูลินได้ดียิ่งขึ้น
6. แสงแดดช่วยป้องกันโรคกระดูกอ่อนในเด็ก วิตามินดีจากแสงแดด เป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนประเภท สเตียรอยด์ ที่สำคัญ สำหรับการพัฒนาของทารก ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็กได้ โดยปกติแล้ว ทารกควรได้รับแสงแดดในตอนเช้าประมาณวันละ 5-15 นาที แต่แรกเกิดหรืออย่างช้าที่สุดคืออายุ 2 เดือน
7. แสงแดดป้องกันโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย และมะเร็งเต้านมในผู้หญิง การได้รับแสงแดดในปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอช่วยให้สามารถป้องกันโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยๆในเพศชาย อย่างมะเร็งต่อมลูกหมาก และชนิดที่พบได้ในเพศหญิงอย่างมะเร็งเต้านมด้วย
8. แสงแดดช่วยรักษาแผลทุกชนิด แสงแดดสามารถช่วยรักษาแผลที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจาก แสงแดดจะไปช่วยทำให้โมโกลบินมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถนำเอาออกซิเจนส่งไปให้เซลล์บาดแผล เพื่อใช้ในการซ่อมแซมเซลล์ที่ชำรุด จึงช่วยสมานแผลรอยถลอกบรรเทาอาการผดผื่นคันได้อย่างรวดเร็ว
9. แสงแดดช่วยบำรุงและป้องปกสุขภาพดวงตา แสงแดดมีประโยชน์ในการช่วยรักษาดวงตาให้แข็งแรง เพราะ ภายในลูกตามีคลอเลสเตอรอลที่ช่วยสร้างคอลลาเจน ซึ่งจะต้องอาศัยวิตามินที่ได้จากแสงแดด เพื่อช่วยให้ภูมิคุ้มกันในดวงตาสูงเพิ่มขึ้น
10. แสงแดดช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนเพศ แสงแดดช่วยส่งเสริมการผลิตฮอร์โมนเทสโทสโรนในเพศชายและ ฮอร์โมนเอสโตรเจนในกับเพศหญิง ช่วยทำให้ผู้ชายมีสมรรถภาพทางเพศที่แข็งแรง และช่วยให้ผู้หญิงมีรอบเดือนที่ปกติ
11. แสงแดดช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงิน ซึ่งโรคนี้ยังไม่มียาเคมีชนิดใดที่รักษาให้หายขาดได้ เป็นโรคชนิดเรื้อรัง แพทย์มักจะให้ยาเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น แต่แสงแดดสามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ 

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวิตามินดีจากแดดยามเช้า

การรับแสงแดด เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด มีข้อควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้

  • การได้รับแสงแดดที่ดีที่สุด คือ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวิตามินดีจากแดดยามเช้า คือ ช่วงเวลา 6-8 โมงเช้า เนื่องจากแสงแดดช่วงเวลาดังกล่าวจะไม่แรงมากทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อผิว แต่หากเลยเวลาดังกล่าวไปแล้วจะอันตรายต่อผิวของคุณได้ การเปลือยกายรับแสงแดดในที่ลับตาคน โดยใช้ด้านหน้าร่างกายรวมทั้งใบหน้าด้วยตากแดด เป็นเวลาประมาณ 10-15 นาที หลังจากนั้นคว่ำตัวตากแดดด้านหลังอีก 10-15 นาที แต่หากไม่สะดวกในการเปลือยกาย สามารถสวมเสื้อผ้าได้ โดยเปิดในส่วนของ แขน ขา หน้า มือ เท้า ให้มากที่สุด
  • หากต้องการใส่เสื้อผ้าแบบปกติเต็มรูปแบบ ให้พยายามเลือกสีของเสื้อผ้าเป็นสีอ่อนๆ โดยเฉพาะสีขาว เพราะแสงแดดสามารถผ่านทะลุเข้าถึงเนื้อได้มากกว่าสวมเสื้อผ้าสีอื่นๆ
  • พยายามนั่งให้ใกล้หน้าต่าง เปิดหน้าต่างให้แสงทะลุเข้ามา เพื่อให้ร่างกายได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ เพราะแสงแดดชนิดแสงยูวี ไม่สามารถที่จะส่องผ่านทะลุกระจกได้
  • พยายามนั่งในที่แจ้งบ่อยๆ เช่น นอกชายคาบ้าน ตามใต้ต้นไม้หรือในสนามหญ้ากลางแจ้ง เพื่อให้ร่างกายได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่
  • การตากแดด หรืออยู่ในที่สว่างกลางแจ้ง ต้องไม่สวมใส่แว่นกันแดด คอนแทคเลนส์ที่เคลือบสารกันยูวี หรือแว่นสายตาที่เคลือบสารกันยูวี เพราะร่างกายจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการตากแดดเลย

หลายคนที่เคยมองข้ามและรู้สึกรังเกียจแสงแดด เมื่อได้ทราบข้อมูลที่เกี่ยวกับประโยชน์จากแสงแดดแล้ว ก็คงจะช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนความคิดได้ไม่มากก็น้อย ว่าแสงแดดนั้นแท้จริงแล้ว หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอจะมีประโยชน์มากมายหลายด้าน ดังนั้นควรได้ร่างกายของตนเองได้ออกไปเจอแสงแดดบ้าง ไม่เอาแต่อยู่ในที่ร่มอย่างเดียว เพื่อให้ตัวเราเองมีสุขภาพร่างกายที่ดีและแข็งแรง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

นิดดา หงษ์วิวัฒน์. แสงแดด โอสถมหัศจรรย์ แสงแห่งชีวิตที่เป็นยารักษาโรค. กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์แสงแดด จำกัด, 2558., 223 หน้า. ISBN 978-616-284-592-5

MacAdam, David L. (1985). Color Measurement: Theme and Variations (Second Revised ed.). Springer. pp. 33–35. ISBN 0-387-15573-2.