พลังงาน 5 ชนิดในร่างกายที่ควรรู้

พลังงาน 5 ชนิดในร่างกายที่ควรรู้
พลังงานเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในการดำเนินชีวิต

พลังงานในร่างกายที่ควรรู้

พลังงานในร่างกาย เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นในการดำเนินชีวิต โดยมีดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานในร่างกายของมนุษย์ที่สำคัญมาตั้งแต่ในยุคอดีต พืชจำเป็นที่จะต้องได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ในการสังเคราะห์แสง ส่วนคนจะไม่ได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์โดยตรงเหมือนกับพืช แต่จะได้รับจากพืชและสัตว์ที่เรากินเข้าไปเป็นอาหาร ซึ่งก็จะถูกเปลี่ยนให้เป็นสาร อาหารที่จำเป็นต่าง ๆ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน 

เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารก็จะเกิดกระบวนการเปลี่ยนให้เป็นพลังงานในร่างกายเกิดขึ้น หากร่างกายไม่สามารถที่จะใช้พลังงานเหล่านี้ได้หมด ส่วนหนึ่งก็จะถูกเก็บไว้ในร่างกายในรูปไกลโคเจนที่กล้ามเนื้อและตับ ส่วนอีกส่วนหนึ่งก็จะกลายเป็นไขมันอยู่ตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งเมื่อไหร่ที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ก็จะถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ซึ่งเรียกกันว่า (Potentialenergy) ที่มีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบตามประเภทของการใช้งาน คือ

1. จะถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงานกล ( Mechanical Energy ) เมื่อกล้ามเนื้อมีการหดตัว

2. จะถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงานออสโมติค ( Somotic Energy ) สำหรับการขนส่งของเหลวและสารอาหารต่างๆ

3. จะถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ( Electrical Energy ) ในการส่งกระแสความรู้สึกของระบบประสาท

4. จะถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเคมี ( Chemical Energy ) สำหรับการสังเคราะห์สารใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นและการสร้างเซลล์ของร่างกาย

5. จะถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงานความร้อน ( Thermal Energy ) สำหรับการรักษาอุณหภูมิภายในร่างกาย

หากมีการสร้างพลังงานรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งขึ้นมา ก็จะทำให้มีการลดลงของพลังงานในรูปแบบอื่นๆ ตามกฎการอนุรักษ์พลังงาน ( Law of Energy Conservation ) ซึ่งพลังงานจะยังคงมีอยู่โดยที่จะไม่เพิ่มหรือสูญหายไปไหน เพียงแต่จะเปลี่ยนรูปไปเท่านั้น ร่างกายของเรานั้นไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน หากรถจักรเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงมาก ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเชื้อเพลิงหรือพลังเป็นอย่างมากด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนในคนนั้นการที่เซลล์ต่าง ๆ จะนำพลังงานไปใช้ประโยชน์เพื่อให้ร่างกายสามารถดำเนินชีวิตไปตามปกตินั้น จะต้องผ่านกระบวนการอันสลับซับซ้อนเพื่อให้ได้มาซึ่งสารประกอบพลังงานสูง หรือที่เรียกกันว่า ATP ( Adenosine Triphosphate ) ATP ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการที่โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และสารประกอบอินทรีย์ต่าง ๆ มีการทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นเกิดขึ้น

หน่วยของพลังงานในร่างกายต่าง ๆ มีอยู่ด้วยกัน 2 หน่วยคือ

1. กิโลแคลอรี่ หมายถึง ความร้อนที่ส่งผลให้น้ำ 1 ลิตรมีระดับอุณหภูมิเพิ่มขึ้นมา1 องศาเซลเซียส ซึ่งโดยทั่วไปนิยมวัดพลังงานโดยใช้หน่วยเป็นกิโลแคลอรี่ หรือ แคลอรี่

2. จูน คือหน่วยของปริมาณความร้อนที่ใช้เพื่อการเคลื่อนย้ายวัตถุ โดยเป็นหน่วยพลังงานในมาตราเมตริก ซึ่ง 1 จูล จะหมายถึงความร้อนที่ใช้เคลื่อนย้ายวัตถุ 1 กิโลกรัม ในระยะทาง 1 เมตร ด้วยแรง 1 นิวตันนั่นเอง

1 กิโลแคลอรี่ เท่ากับ 4.186 กิโลจูล ( KJ )
1 กิโลจูล เท่ากับ 0.240 กิโลแคลอรี่

 

การคำนวนหาค่าพลังงานที่มีในอาหาร

ในปัจจุบันมีเครื่องมือที่เรียกว่า บอมบ์แคลอรีมิเตอร์ ( Bomb Calorimeter ) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคำนวนปริมาณพลังงานที่อยู่มีอยู่ในอาหาร โดยที่ไม่จำเป็นต้องเอาปฏิกิริยาเคมีภายในร่างกายมาใช้ในการคิดคำนวณแต่อย่างใด สามารถทำได้โดยการนำอาหารที่ต้องการจะทำการคำนวนไปชั่งน้ำหนัก เมื่อรู้น้ำหนักแล้ว ให้เอาอาหารใส่ภาชนะแล้วนำภาชนะที่ใส่อาหารใส่ในช่องว่างของเครื่องมือซึ่งภายในนั้นจะมีออกซิเจนอยู่ จากนั้นให้ปิดรอบช่องว่างที่ใส่ภาชนะให้แน่น ซึ่งโดยรอบจะมีน้ำที่ทราบน้ำหนักอยู่ อาหารจะถูกเผาไหม้จนหมดโดยการใช้ไฟฟ้า ซึ่งก็จะเกิดเป็นพลังงานความร้อน ส่งผลให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มสูงขึ้น จากนั้นก็จะได้ค่าความร้อนจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่เกิดขึ้น แล้วจึงนำมาหารด้วยน้ำหนักของอาหารที่ได้ชั่งเอาไว้ ก็จะได้เป็นค่าพลังงานที่เกิดจากการเผาไหม้ของอาหาร อย่างที่ได้ทำการวิเคราะสารอาหารหาค่าพลังงานมาแล้วเหล่านี้ คือ

คาร์โบไฮเดรตบริสุทธิ์ จำนวน 1 กรัม ให้พลังงาน 4.1 กิโลแคลอรี่
ไขมันบริสุทธิ์ จำนวน 1 กรัม ให้พลังงาน 9.45 กิโลแคลอรี่
โปรตีนบริสุทธิ์ จำนวน 1 กรัม ให้พลังงาน 5.65 กิโลแคลอรี่
แอลกอฮอล์ จำนวน 1 กรัม ให้พลังงาน 7.1 กิโลแคลอรี่
แอลกอฮอล์ จำนวน 1 มิลลิลิตร ให้พลังงาน 5.6 กิโลแคลอรี่

เมื่อเปรียบเทียบการเผาผลาญระหว่างร่างกายของเรากับเครื่องบอมบ์แคลอรี่มิเตอร์แล้ว ร่างกายของเราอาจจะเผาผลาญได้ไม่สมบูรณ์เท่าเนื่องจากมีสารอาหารบางชนิดที่ร่างกายไม่สามารถที่จะย่อยและดูดซึมเอาไปใช้งานได้ ค่าพลังงานของอาหารจากปฏิกิริยาเคมีภายในร่างกายจึงน้อยกว่าค่าที่ได้จากบอมบ์แคลอรี่มิเตอร์

ร่างกายของเราจะมีประสิทธิภาพในการย่อยอาหารแต่ละชนิดแตกต่างกัน เช่น หากเป็นอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต จะมีประสิทธิภาพในการย่อยเท่ากับร้อยละ 98 ไขมันร้อยละ 92 ส่วนโปรตีนนั้นจะต้องกำจัดพวกกลุ่มอะมิโนออกไปก่อนในรูปยูเรียและปัสสาวะ โดยโปรตีน 1 กรัม จะต้องใช้พลังงาน 1.25 กิโลแคลอรี่ เพราะฉะนั้น ค่าพลังงานที่ได้จากการสันดาปภายในร่างกาย (Physiologic Fuel Value) หรือ แอตวอเตอร์ แฟกเตอร์ (Atwater Factor) จึงมีค่าที่คำนวนได้ดังต่อไปนี้คือ

0.9 x   4.1 กิโลแคลอรี่ เท่ากับ 4.02 กิโลแคลอรี่ ( หรือจำนวน 4 กิโลแคลอรี่ต่อคาร์โบไฮเดรตปริมาณ 1 กรัม )
0.9 x 9.45 กิโลแคลอรี่ เท่ากับ 8.98 กิโลแคลอรี่ ( หรือจำนวน 9 กิโลแคลอรี่ต่อไขมันปริมาณ 1 กรัม )
0.9 x 5.65 กิโลแคลอรี่ เท่ากับ 5.20 – 1.25 เท่ากับ 3.95 กิโลแคลอรี่ ( หรือจำนวน 4 กิโลแคลอรี่ต่อโปรตีนปริมาณ 1 กรัม )

ตารางพลังงานที่ได้จากสารอาหาร 1 กรัม

สารอาหาร พลังงานจากการสันดาป

(กิโลแคลอรี่)

ประสิทธิภาพในการย่อย

(ร้อยละ)

พลังงานจากการสันดาปในร่างกาย

(กิโลแคลอรี่)

พลังงานที่เสียไปในการขับออกทางปัสสาวะ พลังงานที่ร่างกายได้รับจริง

(กิโลแคลอรี่)

พลังงานที่ร่างกายได้รับจริง (กิโลจูล)
คาร์โบไฮเดรต 4.10 98 4.02 4.0 17.0
ไขมัน 9.45 95 8.98 9.0 38.0
โปรตีน 5.65 92 3.95 1.25 4.0 17.0

ที่มา : Robinson et al, 1990
อย่างไรก็ตามบางภาวะอาหารที่ทานก็อาจย่อยได้ยาก และอาจมีภาวการณ์ดูดซึมที่ผิดปกติไปด้วย จึงอาจทำให้พลังงานที่ได้รับจากอาหารน้อยกว่าปกตินั่นเอง

การวัดการใช้พลังงานในร่างกาย

1.วัดโดยตรง ( Direct Calorimetry ) วิธีนี้จะวัดจากปริมาณของความร้อนที่ร่างกายได้ผลิตขึ้น โดยได้มีการทดลองให้ผู้ถูกทดลองเข้าไปอยู่ในเครื่องมือซึ่งสร้างเป็นห้องที่เรียกว่า แคลอรี่มิเตอร์วัดการหายใจ (Respiration Calorimeter) ซึ่งเมื่อร่างกายมีความร้อนเพิ่มขึ้นจากการทำกิจกรรมต่างๆ จะส่งผลให้น้ำที่ไหลไปตามท่อภายในห้องมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากเดิม และด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็จะทำให้น้ำระเหยออกไป โดยการวัดเพื่อหาค่าการใช้พลังงานของร่างกาย ก็จะวัดจากปริมาณของน้ำที่ระเหยออกไปนั่นเอง อย่างไรก็ตามในปัจจุบันวิธีนี้ไม่นิยมใช้กันมากนักเพราะมีความคลาดเคลื่อนได้สูงมาก จึงใช้วิธีวัดแบบทางอ้อมแทน

2.วัดโดยอ้อม ( Indirect Calorimetry ) วิธีนี้จะวัดจากปริมาณของออกซิเจนที่ร่างกายใช้และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ร่างกายได้ขับออกมาในระยะเวลาที่กำหนด นั่นก็เพราะในการใช้พลังงานของร่างกายจะต้องมีการใช้ออกซิเจนที่มีสัดส่วนโดยตรงกับพลังงานที่ปล่อยออกมาเป็นความร้อน ดังนั้นจึงสามารถวัดการใช้ความร้อนของร่างกายได้จากปริมาณออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์นั่นเอง โดยเมื่อทำการเทียบส่วนระหว่างปริมาตรของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นกับปริมาตรของออกซิเจนที่ใช้ไป ก็จะได้ค่า อัตราส่วนผลลัพธ์ของการหายใจ (Respiratory Quotient,R.Q.) แต่เนื่องจาก RQ ที่ได้จากการเผาไหม้ของอาหารแต่ละชนิดไม่เท่านี้ จึงต้องพิจารณาแยกต่างหากว่าค่าที่ได้นี้ ชี้ถึงแหล่งใดนั่นเอง

R.Q.= ปริมาตรคาร์บอนไดออกไซด์ที่หายใจออก
ปริมาตรออกซิเจนที่หายใจเข้า
R.Q. ของคาร์โบไฮเดรต = 1
R.Q. ของไขมัน   = 0.7
R.Q. ของโปรตีน  = 0.8

ตัวเลขเหล่านี้จะอธิบายได้ดังนี้คือ

2.1 การเผาไหม้ของคาร์โบไฮเดรต

C6H12O6 +6O2 6CO2 + 6H2O + ความร้อน
R.Q. ของกลูโคส เท่ากับ 6 CO2
6 O2 เท่ากับ 1

เนื่องจากในโมเลกุลของคาร์โบไฮเดรต ออกซิเจนที่ใช้จะใช้สำหรับรวมกับคาร์บอนเท่านั้น ดั้งนั้น คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจึงเท่ากับออกซิเจนจึงทำให้ R.Q. เท่ากับ 1 เสมอ

2.2 การเผาไหม้ไขมัน

C57H104O6 + 😯 O2 57 CO2 + 52H2O + ความร้อน
Triolein
R.Q. ของ triolein เท่ากับ 57 CO2
80 O2 เท่ากับ 0.71
R.Q. ของไขมันชนิดอื่น อาจแตกต่างจาก R.Q. ของ Triolein เล็กน้อย

โดยหากคิดเฉลี่ยดูแล้ว จะพบว่าไขมันทุกชนิดจะมีค่า RQ อยู่ที่ประมาณ 0.7 เพราะว่าในกระบวนการเผาไหม้ไขมัน มักจะมีไฮโดรเจนในโมเลกุลมากกว่าออกซิเจนนั่นเอง

2.3 การเผาไหม้โปรตีน

สำหรับการหาค่า R.Q. ของโปรตีนนั้นจะหาได้ยากกว่าค่า R.Q. ของไขมันและคาร์โบไฮเดรตมากทีเดียว นั่นก็เพราะโปรตีนส่วนใหญ่จะไม่ผ่านการออกซิไดส์อย่างสมบูรณ์ในร่างกายนั่นเอง โดยพบว่าในโมเลกุลของโปรตีนจะมีไนโตรเจนอยู่ด้วย และไนโตรเจนก็มักจะไม่ทำปฏิกิริยากับสารใด โดยส่วนใหญ่จึงมีค่า R.Q. อยู่ที่ประมาณ 0.8

จากข้างต้นจึงอาจสรุปได้ว่า หากร่างกายมีการออกซิไดส์ไขมันอย่างเดียว จะได้ค่า RQ เท่ากับ 0.7 หากมีการออกซิไดส์คาร์โบไฮเดรตอย่างเดียว จะได้ค่า RQ เท่ากับ 1 และหากมีการออกซิไดส์โปรตีนอย่างเดียว ก็จะได้ค่า R.Q.  เท่ากับ 0.8 นั่นเอง แต่หากมีการออกซิไดส์ทั้ง 3 อย่างพร้อมๆ กัน ในสัดส่วนที่มีความแตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่การเปลี่ยนแปลงของ R.Q. จะเท่ากับ 0.85

ปัจจัยที่มีผลต่อ R.Q.

– ปัจจัยที่ทำให้ R.Q. เพิ่มขึ้น

1. การระบายอากาศหายใจเพิ่ม คือการหายใจออกมานั่นเอง
2. เมื่อร่างกายเกิดกรดมาก เช่น กรดแลคติคจากการออกกำลังกาย การดคีโต ในภาวะอดอาหาร
3. มีกรดคั่งในร่างกายหรือมีกรดคั่งในขณะที่เป็นโรคไต

– ปัจจัยที่ทำให้ R.Q. ลด
สำหรับปัจจัยที่อาจทำให้ค่า R.Q. ลดลงอาจเกิดจากการระบายอากาศหายใจลด สารอาหารทั้งสามชนิดมีค่าพลังงานจาการสันดาปภายในร่างกาย หรือเป็นเพราะค่าพลังงานของสารอาหารภายในร่างกายมีความแตกต่างกัน และมีค่า R.Q. แตกต่างกันดังนั้นเมื่อมีการใช้พลังงานที่เกิดจากการออกซิเดชั่นและใช้ออกซิเจน 1 ลิตร ก็จะมีความแตกต่างกันด้วยเช่นกัน

การใช้พลังงานของร่างกาย

ร่างกายมีความต้องการพลังงานอยู่เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะนำพลังงานไปใช้ประโยชน์ดังต่อไปนี้

1. พลังงานที่ต้องการขั้นพื้นฐาน ( Basal Metabolism ) จะถูกนำไปใช้เพื่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย ในขณะที่กำลังพักผ่อน

2. พลังงานที่ร่างกายต้อยการเพื่อการประกอบกิจกรรมต่างๆ โดยจะต้องการพลังงานมากเป็นพิเศษ เพื่อใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน หรือการทำงาน รวมถึงการออกกำลังกาย การทำงานบ้านหรือการเดินก็ต้องใช้พลังงานเช่นกัน

3. พลังงานที่ใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลงอาหารภายในร่างกาย ( Specific Dynamic Action of Food ) กล่าวคือร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงานในการเปลี่ยนแปลงระบบต่างๆ นั่นเอง

4. พลังงานในการขับของเสียออกจากร่างกาย โดยจะต้องใช้พลังงานเพื่อให้การขับถ่ายของเสียออกมาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

พลังงานที่ต้องการขั้นพื้นฐาน ( Basal Metabolism )

พลังงานที่ร่างกายมีความต้องการขั้นพื้นฐาน ก็คือพลังงานที่เกิดขึ้นในขณะที่ร่างกายอยู่ในภาวะของการพักผ่อน โดยส่วนใหญ่จะเป็นพลังงานที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้อยู่ภายใต้การบังคับ เช่น พลังงานที่ใช้ในการหายใจ การหมุนเวียนของเลือด การเต้นของหัวใจรวมถึงการทำงานของต่อมและเซลล์ต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตด้วย โดยเฉลี่ยแล้วจะพบว่า ร่างกายมีความต้องการพลังงานขั้นพื้นฐานมากถึงร้อยละ 50 ของพลังงานต่อวันเลยทีเดียว

สำหรับการหาค่าพลังงานที่ต้องการขั้นพื้นฐาน จะใช้วิธีการวัดออกมาเป็นค่าของอัตราพลังงานขั้นพื้นฐาน (Basal Metabolic Rate, BMR) ซึ่งในปัจจุบันการหาค่าพลังงานขั้นพื้นฐานนิยมใช้วิธีการวัดออกซิเจนขณะกำลังพัก หลังจากทานอาหารไปแล้ว 3 –5 ชั่วโมง ซึ่งค่าที่ได้เรียกว่าค่า (Resting Energy Expenditure, REE) โดยวิธีนี้จะไม่ได้วัดแบบเข้มงวดมากนักเหมือนการวัด BMR ซึ่งเป็นการวัดการใช้พลังงานขณะพักหลังจากบริโภคอาหาร 10 –12 ชั่วโมง

1.การวัดโดยใช้เครื่องมือ

วิธีนี้จะใช้เครื่องมือ สไปโรมิเตอร์ ( Spirometer ) ในการวัดหาค่า ซึ่งเป็นวิธีวัดปริมาณพลังงานความร้อนที่ใช้โดยอ้อม สำหรับการวัดนั้นจะให้ผู้ถูกวัดนอนนิ่งอยู่ในภาวะผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ และนิยมวัดในตอนเช้าหลังตื่นนอนทันทีเพราะเป็นช่วงที่ได้ผ่านการทานอาหารมาแล้ว 12-16 ชั่วโมง โดยที่ยังไม่ได้ทานอาหารเพิ่มเลย และช่วงเวลาดังกล่าวก็มีอุณหภูมิที่เหมาะกับการวัดที่สุด คือประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส โดยการวัดจะวัดปริมาณออกซิเจนที่หายใจเข้าในเวลา 6 นาที 2 ครั้ง แล้วหาค่าเฉลี่ยนำมาคูณด้วย 10 จะได้ปริมาณของออกซิเจนที่หายใจเข้าใน 1 ชั่วโมง

จากการทดลอง พบว่าคนส่วนใหญ่จะใช้อัตราพลังงานขั้นพื้นฐานเท่ากับ 4.825 กิโลแคลอรี่ ดังนั้นจึงสามารถนำค่าที่ได้ไปใช้ในการคำนวณพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานของอวัยวะภายในหรือค่า BMR ใน 1 ชั่วโมงหรือใน 1 วันได้

ตัวอย่าง ผู้หญิงสาวได้รับออกซิเจนเข้าไป 1,200 ซีซี ในเวลาทดสอบ 6 นาที ฉะนั้นใน 24 ชั่วโมงพลังงานต้องการขั้นพื้นฐาน (BMR) ที่ร่างกายใช้ไปเท่าไร
6 นาที = 1/10 ชั่วโมง
1/10 ชั่วโมง ออกซิเจนใช้ไป = 1,200 ซีซี
24 ชั่วโมง ออกซิเจนใช้ไป = 1,200 x 24 x 10 ซีซี
1,000 ซีซี = 1 ลิตร
.. 1,200 x 24 x 10 ซีซี = 1,200 x 24 x 10 ลิตร
1,000
= 288 ลิตร
1 ลิตรของออกซิเจนใช้ความร้อน = 4.825 กิโลแคลอรี่
288 ลิตรของออกซิเจนใช้ความร้อน = 4.825 x 288 กิโลแคลอรี่
ตอบ พลังงานพื้นฐานที่ร่างกายใช้ไป = 1,390 กิโลแคลอรี่

2.การประมาณค่า BMR ทำได้หลายวิธี คือ

2.1 The Harris-Benedict Equation เป็นสมการที่ใช้ในการประมาณค่า BMR โดยแยกคำนวณเป็น BMR ของเพศชาย และเพศหญิงตามสมการดังต่อไปนี้

ค่า BMR (กิโลแคลอรี่ต่อวัน) ของผู้ชาย = 66.5 + ( 13.8 x นน. ตัวเป็น ก.ก.) +
(5 x ส่วนสูงเป็น ซม.) – ( 6.8 x อายุเป็นปี)

 

ค่า BMR (กิโลแคลอรี่ต่อวัน) ของผู้หญิง = 65.1 + ( 9.6 x นน. ตัวเป็น ก.ก.) + (1.9 x ส่วนสูงเป็น ซม.) – ( 4.7 x อายุเป็นปี)

 

ตัวอย่าง หญิงคนหนึ่งอายุ 46 ปี หนัก 52 กิโลกรัม สูง 163 เซนติเมตร ค่าอัตราพลังงานขั้นพื้นฐานเป็นเท่าไร
BMR = 65.1 + (9.6 x 52 ) + ( 1.9 x 163 ) – ( 4.7 x 46 ) = 657.8 กิโลแคลอรี่ต่อวัน

 

2.2 การประมาณค่า BMR โดยใช้สมการของ FAO/WHO/UNU ( คศ.1985 ) เป็นการประมาณประมาณค่า REE โดยแบ่งเป็น 6 ช่วงอายุตามเพศ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนดความต้องการพลังงานในกลุ่มคน

2.3 การประมาณค่า BMR โดยสัมพันธ์กับพื้นที่ผิวของร่างกาย เนื่องจากค่า BMR มีความสัมพันธ์กับพื้นที่ผิวหรือขนาดของร่างกาย จึงสามารถที่จะทำการคำนวณหาค่า BMR ได้จากพื้นที่ผิวของร่างกาย โดยคำนวณจากสูตร

ตารางสมการของ FAO/WHO/UNU ที่ใช้สำหรับประมาณค่า REE
เพศและช่วงอายุ (ปี) สมการที่ใช้ประมาณค่า REE (กิโลแคลอรี่/วัน)
ชาย
0 – 3 (60.9 x น.น. เป็น กก.) – 54
3 – 10 (22.7 x น.น. เป็น กก.) + 495
10 – 18 (17.5 x น.น. เป็น กก.) + 651
18 – 30 (15.3 x น.น. เป็น กก.) + 679
30 – 60 (11.6 x น.น. เป็น กก.) + 879
>60 (13.5 x น.น. เป็น กก.) + 487
หญิง
0 – 3 (61.0 x น.น. เป็น กก.) – 51
3 – 10 (22.5 x น.น. เป็น กก.) + 499
10 – 18 (12.2 x น.น. เป็น กก.) + 746
18 – 30 (14.7 x น.น. เป็น กก.) + 496
30 – 60 (8.7 x น.น. เป็น กก.) + 829
>60 (10.5 x น.น. เป็น กก.) + 596

ที่มา : Food and Nutrition Board, National Research Council, 1989
BMR = พื้นที่ผิว ( ตารางเมตร ) x 24 ( ซม. ) x BMS
การอ่านพื้นที่ผิว จะอ่านค่าโนโมแกรมของ Dubois ซึ่งต้องทราบน้ำหนักและส่วนสูงของผู้ที่จะทำการหาพื้นที่ผิวของร่างกายก่อน โดย จะมีอยู่ 3 คอลัมน์ โดยที่คอลัมน์ที่ I เป็นส่วนสูงคอลัมน์ที่ II เป็นน้ำหนักตัดคอลัมน์ที่ III ที่จุดใด ตรงนั้นก็เป็นค่าพื้นที่ผิวของร่างกาย
BMR ( Basal Metabolic Standard ) คือ ค่ามาตรฐาน BMR ของคนปกติแยกตามเพศและวัย

ตัวอย่าง ชายคนหนึ่ง อายุ 18 ปี สูง 170 ซม. หนัก 65 กิโลกรัม จงคำนวณหาค่า BMR
พื้นที่ผิวของชายคนนี้จากโนโมแกรม = 1.74 ตารางเมตร
BMS ปกติของชายอายุ 18 ปี = 40.5 กิโลแคลอรี่/ตรม./ซม.
ค่า BMS ของชายคนนี้ = 40.5×1.74×24
= 1,691.28 กิโลแคลอรี่/วัน

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้พบว่า หากใช้กับเด็กและวัยสูงอายุ จะทำให้ได้ค่าที่มีความต่ำจากความเป็นจริงได้ ที่มา : Pike and Brown, 1967

2.4 การประมาณค่าโดยใช้ค่า BMR โดยประมาณ

ค่า BMR ของคนเราจะมีความแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับอายุ เพศและภาวการณ์นอนหลับด้วย ซึ่งพบว่าค่า BMR ของผู้ที่อายุระหว่าง 20 – 50 ปี เพศชายประมาณ 1 กิโลแคลอรี่/ก.ก./ชม. เพศหญิงประมาณ 0.9 กิโลแคลอรี่/ก.ก./ชม. แต่ถ้าอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ค่า BMR จะลดต่ำลงจากเดิม โดยที่เพศชายประมาณ 0.9 กิโลแคลอรี่/ก.ก./ชม. และในขณะนอนหลับค่า BMR ก็ลดลงมากถึงร้อยละ 10 ของแต่ละชั่วโมงที่หลับด้วย

ตัวอย่าง ผู้ชายอายุ 25 ปี สูง 170 ซม. หนัก 70 กิโลกรัม นอนหลับ 9 ชม. จงคำนวณหา

ตารางค่า BMR สำหรับคนวัยต่างๆ แยกตามเพศ
ที่มา : Scheider, 1983

ค่า BMR
BMR ของผู้ชายคนนี้ = 1 x 70 x 24
= 1,680 กิโลแคลอรี่/วัน
นอนหลับวันละ 9 ชั่วโมง BMR ลดลง = 10 x 70 x 9
100
= 63 กิโลแคลอรี่
ค่า BMR ของชายคนนี้ = 1,680 – 63
= 1,617 กิโลแคลอรี่

ปัจจัยที่มีผลต่อพลังงานที่ต้องการขั้นพื้นฐาน

1.พื้นที่ผิวของร่างกาย โดยพบว่าผู้ที่มีพื้นที่ผิวมากจะมีความต้องการพลังงานมากกว่าผู้ที่มีพื้นที่ผิวน้อย โดยการหาพื้นที่ผิวของร่างกายก็จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักและขนาดรูปร่างของบุคคลด้วยนั่นเอง เช่น คนผอมสูงจะมีพื้นที่ผิวมากกว่าคนอ้วนเตี้ยที่มีน้ำหนักเท่ากัน ดังนั้นคนที่ผอมสูงจึงมีการสูญเสียความร้อนของร่างกายสูงกว่าคนที่อ้วนเตี้ย และมีความต้องการพลังงานขั้นพื้นฐานมากกว่าอีกด้วย

2.องค์ประกอบของร่างกาย ซึ่งพบว่าคนที่มีกล้ามเนื้อมากจะมีความต้องการพลังงานขั้นพื้นฐานมากกว่าคนที่มีกล้ามเนื้อน้อย เช่น ในนักกีฬาที่มีกล้ามเนื้อมาก จะต้องการพลังงานขั้นพื้นฐานมากกว่าคนอ้วนที่มีกล้ามเนื้อน้อยนั่นเอง นั่นก็เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วการออกซิเดชั่นของร่างกายจะเกิดภายในเซลล์กล้ามเนื้อมากกว่าเซลล์ไขมัน

3.อายุ ส่วนใหญ่แล้วคนเราจะมีความต้องการพลังงานขึ้นพื้นฐาน (BM) ที่สูงมากในช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะต้องใช้พลังงานในการสร้างกล้ามเนื้อสูงนั่นเอง ดังนั้นในระยะที่เป็นเด็กทารกจึงมีความต้องการพลังงานสูง และเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยสูงอายุ จะต้องการพลังงานที่ลดน้อยลงจากปกติ

4.เพศ โดยพบว่าถึงแม้จะมีน้ำหนักและส่วนสูงเท่ากันแต่พลังงานที่ต้องการขั้นพื้นฐานภายในร่างกายของเพศหญิงและเพศชายไม่เท่ากัน โดยผู้หญิงจะต้องการพลังงานขั้นพื้นฐาน ต่ำกว่าผู้ชายร้อยละ 6 – 10 ( นอกจากอายุ 12 – 14 ที่พลังงานขั้นพื้นฐานจะใกล้เคียงกัน ) นั่นก็เพราะเพศหญิงมักจะมีไขมันมากกว่ากล้ามเนื้อ ในขณะที่ผู้ชายมีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมันนั่นเอง

5.การนอน ร่างกายของคนเราจะมีความต้องการพลังงานขั้นพื้นฐานในขณะนอนหลับต่ำกว่าขณะตื่นร้อยละ 10 นั่นก็เพราะในขณะหลับกล้ามเนื้อจะคลายความตึงเครียดลงและมีการทำงานน้อยลง ทำให้เกิดการออกซิไดส์ในกล้ามเนื้อลดลงไปด้วย อย่างไรก็ตามพลังงานขั้นพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นในขณะนอนหลับก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการนอนของแต่ละคนด้วย หากมีการเคลื่อนไหวร่างกายในการนอนบ่อย ความต้องการก็อาจลดลงกว่าร้อยละ 10 ได้

6.อุณหภูมิ โดยปกติแล้วอุณหภูมิจะมีผลต่ออัตราในการใช้พลังงาน 2 ทางคือ

6.1 อุณหภูมิมีผลต่อการทำงานของร่างกายโดยตรง ซึ่งพบว่าเมื่ออุณหภูมิของร่างกายลดลงก็จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงไปด้วย รวมถึงปฏิกิริยาเคมีก็เช่นกัน และในทางตรงกันข้าม หากร่างกายมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น ก็จะไปเร่งปฏิกิริยาต่างๆ ในร่างกายให้เร็วขึ้นอีกด้วย เป็นผลให้เกิดการสูญเสียพลังงานเยอะ ดังนั้นในคนไข้ที่มีไข้สูง จึงมักจะต้องการพลังงานสูงด้วยนั่นเอง

6.2 อุณหภูมิของอากาศ โดยพบว่าคนที่อยู่ในสภาพอากาศหนาวเย็นจะมีความต้องการออกซิเจนในการเร่งการเผาผลาญมากกว่าในคนที่อยู่ในสภาพอากาศร้อน อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้พบว่า ค่าพลังงานขั้นพื้นฐานที่ร่างกายต้องการจะเปลี่ยนไปร้อยละ 5 ทุกๆ 10°ซ ที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าปกติ 10°ซ ค่าพลังงานขั้นพื้นฐานจะต่ำลงร้อยละ 5 ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ 10 องศาเซลเซียสค่าพลังงานขั้นพื้นฐานจะสูงขึ้นร้อยละ 5 นั่นเอง

7.ต่อมหมวกไต ( Adrenal ) เพราะอะดรีนาลินมีผลต่อค่าพลังงานขั้นพื้นฐานที่ร่างกายต้องการ โดยหากมีอะดรีนาลินสูง ก็จะทำให้ค่าพลังงานขั้นพื้นฐานสูงขึ้นไปด้วย โดยต่อมหมวกไตจะทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนอะดรีนาลินโดยตรง และจะผลิตออกมามากขึ้นเมื่ออยู่ในภาวะเครียด วิตกกังวล เจ็บปวดหรือกำลังโกรธ

8.โรคภัยไข้เจ็บ โดยส่วนใหญ่แล้วในขณะที่กำลังมีอาการเจ็บป่วย ร่างกายจะมีความต้องการพลังงานขั้นพื้นฐานมากกว่าปกติ เพราะต้องใช้พลังงานในการซ่อมแซมในส่วนที่สึกหรอ และฟื้นฟูสุขภาพร่างกายจากอาการป่วยนั่นเอง

9.สภาวะทางโภชนาการและสรีรวิทยาของร่างกาย โดยคนที่มีภาวะโภชนาการที่ดี พลังงานขั้นพื้นฐานที่ร่างกายต้องการก็จะอยู่ในระดับปกติ ส่วนคนที่มีภาวะโภชนาการต่ำ พลังงานขั้นพื้นฐานที่ร่างกายต้องการก็จะอยู่ในระดับต่ำลงไปด้วย ส่วนในหญิงที่ตั้งครรภ์หรือหญิงให้นมบุตรและเด็กที่กำลังเจริญเติบโต จะมีพลังงานขั้นพื้นฐานสูงขึ้นมาก

พลังงานที่ใช้ในการทำงานและประกอบกิจกรรมต่าง ๆ

พลังงานที่ใช้ในการทำงาน หมายถึงพลังงานที่จำเป็นต้องนำมาใช้ในการทำงานภายใต้การบังคับของจิตใจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานของกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวนั่นเอง เช่น การเล่นกีฬาและการประกอบการงานต่างๆ โดยแต่ละคนจะมีการทำงานที่ต่างกัน ทำให้มีการใช้พลังงานมากน้อยแตกต่างกันไปด้วย โดยอาจจะขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย เช่น เพศ วัย น้ำหนักตัว และลักษณะของกิจกรรมที่ทำ เป็นต้น ซึ่งตารางที่ 5 – 4 ก็ได้แสดงแฟคเตอร์ที่ใช้คำนวณพลังงานที่ต้องการในการเคลื่อนไหวร่างกายจากพลังงานที่ใช้ขณะพักผ่อน ( REE ) โดยพบว่าคนที่มีเคลื่อนไหวร่างกายน้อยจะมีความต้องการพลังงานแค่ร้อยละ 10-20 เท่านั้น ในขณะที่คนที่เคลื่อนไหวร่างกายมาก จะมีความต้องการพลังงานสูงมากถึงร้อยละ 50

ตารางแฟคเตอร์ที่ใช้คำนวณพลังงานที่ต้องการในการเคลื่อนไหวร่างกายจากพลังงานที่ใช้ขณะพักผ่อน ( Resting Energy Expenditure, REE )
กิจกรรม แฟคเตอร์ที่ใช้คูณต่อหน่วยเวลาของการเคลื่อนไหวร่างกาย
ขณะพักผ่อน REE x 1.0
ทำงานเบามาก REE x 1.5
ทำงานเบา REE x 2.5
ทำงานหนักปานกลาง REE x 5.0
ทำงานหนัก REE x 7.0

ที่มา : คณะกรรมการจัดทำกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำสำหรับคนไทยม 2546

พลังงานที่ใช้เพื่อการเปลี่ยนแปลงอาหารภายในร่างกาย

( Specific Dynamic Action,( SDA ) or Thermic Effect of Food,( TEF ) or Diet Induced Thermogenesis,( DIT )

เป็นพลังงานที่จำเป็นต้องใช้ในการย่อยและการดูดซึมอาหาร หลังจากที่ได้ทานอาหารเข้าไป ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนและมีปริมาณความร้อนจะเกิดขึ้นสูงสุดภายหลังการกินอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามความร้อนที่เกิดขึ้น ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของอาหาร ปริมาณของอาหารที่ได้ทานเข้าไปและสภาพการเผาผลาญของร่างกายในแต่ละบุคคลด้วย โดยหลังจากที่ความร้อนเกิดขึ้นสูงสุดแล้ว ก็จะค่อยๆ ลดลงและหายไปภายใน 4 ชั่วโมง โดยในปัจจุบันยังไม่ได้ข้อตกลงที่แน่นอนว่าแหล่งความร้อนที่เกิดขึ้นนี้ เกิดจากอะไร แต่ที่แน่นอนที่สุดและมีความเข้าใจตรงกัน ก็คือ เกิดขึ้นจากการเผาผลาญอาหารนั่นเอง โดยในกระบวนการย่อยและการดูดซึมอาหารจะทำให้เกิดพลังงานในรูปของ ATP ขึ้น จึงทำให้เกิดความร้อนขึ้นด้วยนั่นเอง โดยความร้อนที่เกิดขึ้นจะเรียกว่า SDA เป็นความร้อนแบบสูญเปล่า ซึ่งจะมีประโยชน์แค่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายเท่านั้น แต่หากร่างกายอยู่ในภาวะที่ไม่ต้องการความร้อนดังกล่าวนี้ ก็จะมีการขับความร้อนออกนอกร่างกาย นอกจากนี้จากการทดลองก็พบว่าค่า SDA ของสารอาหารแต่ละชนิดจะไม่เท่ากันอีกด้วย นั่นคือ

อาหารโปรตีนมี SDA ประมาณร้อยละ 20 –30 ของพลังงานที่ได้จากโปรตีน

อาหารคาร์โบไฮเดรตมี SDA ประมาณร้อยละ 5 –10 ของพลังงานที่ได้จากคาร์โบไฮเดรต

อาหารไขมันมี SDA ประมาณร้อยละ 0 – 5 ของพลังงานที่ได้จากไขมัน

 

ประโยชน์ของ SDA มี 2 ทาง คือ

1. มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องประหยัดแรงงานของร่างกาย เพราะต้องการเก็บพลังงานเอาไว้ใช้ในยามที่จำเป็นจริงๆ เช่น ผู้ถูกกักกันในค่ายจะต้องกินอาหารตามบัตรปัน ซึ่งการจำกัดจำนวนครั้งจะทำให้ร่างกายต้องสูญเสียความร้อนเพราะ SDA น้อยลง และยังทำให้การกินอาหารแต่ละครั้งต้องสูญเสียความร้อนสูงสุด 3 – 4 ชม. ถ้ากิน 3 มื้อสูญเสีย 12 ชั่วโมง

2. มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก โดยแนะนำให้กินอาหารบ่อยครั้งแต่กินในปริมาณที่น้อยลง และที่สำคัญควรเน้นการกินโปรตีนเป็นหลัก เพราะ SDA สูงกว่าสารอาหารอื่นๆ

พลังงานในการขับของเสียออกจากร่างกาย

ในการขับของเสียออกจากร่างกายก็จะต้องมีการใช้พลังงานเช่นกัน โดยจะสูญเสียพลังงานจากการขับถ่ายทางปัสสาวะหรืออุจจาระประมาณร้อยละ 8 ของพลังงานที่ได้รับ

ซึ่งจะเห็นได้ว่าร่างกายของคนเราจะต้องนำพลังงานที่ได้จากอาหารไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ เสมอ ซึ่งจากพลังงานทั้งหมดที่กล่าวส่า สรุปได้ว่าจะถูกนำไปใช้ประโยชน์มากถึงร้อยละ 93 และส่วนที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 7 จะถูกสะสมไว้ในร่างกายเพื่อเก็บไว้นำออกมาใช้เพื่อร่างกายขาดแคลนพลังงานนั่นเอง

ปริมาณที่แนะนำให้บริโภค

คณะกรรรมการจัดทำข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย 2546 ได้กำหนดความต้องการพลังงาน จำแนกตามกลุ่มอายุต่างๆ ดังนี้

1. ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุจะมีความต้องการพลังงานซึ่งขึ้นอยู่กับพลังงานที่ได้ใช้ไป โดยจะคำนวณพลังงานจากการเคลื่อนไหวร่างกายและในขณะที่กำลัง เพราะฉะนั้นพลังงานที่ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุมีความต้องการต่อวันจึงเท่ากับผลรวมของผลคูณของค่า REE และแฟคเตอร์ที่ใช้ในการเคลื่อนไหวร่างกายแต่ละชนิดรวมกับเวลาที่เคลื่อนไหวร่างกาย โดยพลังงานที่ควรได้รับจากอาหารที่บริโภคต่อวันสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ โดยคิดค่าเฉลี่ยแฟคเตอร์เท่ากับ 1.4 เท่าของพลังงานที่ใช้ขณะพักผ่อน

ตารางพลังงานที่ควรได้รับจากอาหารที่บริโภคต่อวันสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
อายุ (ปี) น้ำหนัก (กิโลกรัม) พลังงานที่ต้องการขั้นพื้นฐาน
(กิโลแคลอรี่/วัน)
ผู้ชาย
19 – 30 ปี 57 2,150.-
31 – 50 ปี 57 2,100.-
51 – 70 ปี 57 2,100.-
≥ 71 ปี 57 1,750.-
หญิง
19 – 70 ปี 52 1,750.-
≥ 71 ปี 52 1,550.-

2. หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร

พบว่าหญิงตั้งครรภ์และหญิงที่ต้องให้นมบุตร จะมีความต้องการพลังงานมากกว่าในภาวะปกติที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ นั่นก็เพราะต้องนำเอาพลังงานไปใช้ในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์และเนื้อเยื่อต่างๆ ของแม่ เพราะฉะนั้นเมื่อเฉลี่ยดูแล้วพลังงานที่ได้รับควรเพิ่มจากเดิมอีกวันละ 300 กิโลแคลอรี่ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของการตั้งครรภ์

ส่วนหญิงให้นมบุตร จะมีความต้องการพลังงานที่เพิ่มจากเดิมอีกวันละ 500 กิโลแคลอรี่

3. ทารก

เด็กทารกก็เป็นวัยที่มีความต้องการพลังงานสูงเพื่อการเจริญเติบโตเช่นกัน โดยพบว่าทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน ความต้องการพลังงานจะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำนมมารดาอย่างเดียว หลังจากนั้นพลังงาน ที่เด็กทารกได้รับจะเพิ่มขึ้นจากปริมาณของอาหารเสริมที่ให้ โดยที่ปริมาณพลังงานที่ได้รับจากอาหารที่บริโภคต่อวันสำหรับทารก

ตารางพลังงานที่ควรได้รับจากอาหารที่บริโภคต่อวันสำหรับทารก
อายุ (เดือน) น้ำหนัก (กิโลกรัม) พลังงาน(กิโลแคลอรี่/วัน) พลังงาน (กิโลแคลอรี่/วัน) ปริมาณน้ำนมแม่ (มิลลิลิตร/วัน)
จากน้ำนมแม่ จากอาหาร
0 – 5 5 500 500 0 671
6 – 11 8 800 400 400 580

ที่มา : คณะกรรมการจัดทำข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย, 2546

4. เด็ก

เด็กและวัยรุ่นจะมีความต้องการพลังงานเพื่อการเจริญเติบโตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะระหว่างอายุมากกว่า 1 ปี ถึง 18 ปี ซึ่งการกำหนดค่าของพลังงานที่ต้องการใช้ ก็จะใช้วิธีการกำหนดเช่นเดียวกับในผู้ใหญ่ ซึ่งปริมาณพลังงานที่ควรได้รับจากอาหารที่บริโภคต่อวันสำหรับเด็กและวัยรุ่น

ตารางปริมาณพลังงานที่ควรได้รับจากอาหารที่บริโภคต่อวันสำหรับเด็กและวัยรุ่น
กลุ่มตามอายุและเพศ น้ำหนัก(กิโลกรัม) พลังงาน(กิโลแคลอรี่/วัน)
เด็ก
1 – 3 ปี 13 1,000.-
4 – 5 ปี 13 1,300.-
6 – 8 ปี 23 1,400.-
วัยรุ่นผู้ชาย
9 – 12 ปี 33 1,700.-
13 – 15 ปี 49 2,100.-
16 – 18 ปี 57 2,300.-
วัยรุ่นผู้หญิง
9 – 12 ปี 34 1,600.-
13 – 15 ปี 46 1,800.-
16 – 18 ปี 48 1,850.-

 

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อปริมาณพลังงานที่ควรจะได้รับในแต่ละวัน

นอกจากพลังงานขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต้องได้รับในแต่ละวันแล้ว ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อความต้องการพลังงานของร่างกายอีกด้วย นั่นคือ

1. การทำงานหรืออาชีพ เป็นปัจจัยที่มีผลต่อคนวัยทำงาน โดยอาชีพและงานที่ทำหากเป็นงานแบบสบายๆ ที่มีการใช้แรงน้อย ก็จะทำให้ร่างกายมีความต้องการพลังงานน้อยลงไปด้วย แต่หากเป็นอาชีพหรืองานหนักๆ ร่างกายก็จะต้องการพลังงานสูงขึ้น และนอกจากนี้ก็จะขึ้นอยู่กับเวลาที่ต้องใช้ในการประกอบอาชีพด้วยเช่นกัน โดยองค์การอนามัยโลกได้แบ่งชนิดของงานออกเป็น 4 ประเภท คือ

1. งานเบา คืองานที่ทำแบบสบายๆ ไม่ต้องออกแรงมากหรือนั่งอยู่แต่เก้าอี้หน้าคอม เช่น ผู้ที่ทำงานในสำนักงาน ผู้ชำนาญการทางวิชาชีพต่างๆ เช่น แพทย์ ครู นักบัญชี สถาปนิกแม่บ้านที่ทำงานบ้านโดยมีเครื่องผ่อนแรง เสมียนหน้าร้าน ซึ่งกรณีที่ทำงานในลักษณะนี้ ร่างกายจะมีความต้องการใช้พลังงานประมาณร้อยละ 30 ของ BMR เท่านั้น

2. งานหนักปากกลาง เป็นงานที่ไม่ถึงกลับสบายมาก แต่ก็ไม่หนักจนเกินไปเช่นกัน อย่างเช่น ผู้ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมประเภทเบา นักศึกษา งานก่อสร้างที่ไม่ได้ใช้แรงหนัก ชาวประมง พนักงานหญิงในห้างสรรพสินค้า แม่บ้านที่ทำงานโดยไม่มีเครื่องผ่อนแรง โดยการทำงานในลักษณะนี้ ร่างกายจะใช้พลังงานประมาณร้อยละ 50 ของ BMR

3. งานหนักมาก คืองานที่ต้องออกแรงในการทำงานเยอะ ส่งผลให้เกิดการใช้พลังงานมากขึ้นไปด้วย ได้แก่ ชาวไร่ ชาวสวน ทหารประจำการ กรรมกรขุดแร่ กรรมกรแบกหาม พนักงานป่าไม้ กรรมกรในโรงงานถลุงเหล็ก นักกีฬา โดยการทำงานในลักษณะนี้จะต้องใช้พลังงานประมาณร้อยละ 70 ของ BMR

4. งานหนักมากเป็นพิเศษ เป็นงานที่ต้องใช้แรงมากเป็นพิเศษและใช้ระยะเวลาในการทำงานพอสมควร ได้แก่ ช่างตีเหล็ก คนตัดไม้ ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้จะต้องใช้พลังงานประมาณร้อยละ 100 ของ BMR

2. ขนาดและส่วนประกอบของร่างกาย เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อปริมาณของพลังงานที่ต้องใช้เพื่อเป็นพลังงานพื้นฐานและการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยพบว่าคนที่รูปร่างใหญ่จะมีความต้องการพลังงานมากกว่าคนที่มีรูปร่างเล็กเป็นอย่างมาก

ตารางปริมาณพลังงานที่บุคคลน้ำหนักต่างกันต้องการ
กิโลกรัม ปอนด์ กิโลแคลอรี่
50 110 1,800
55 121 1,950
58 128 2,000
60 132 2,050

ที่มา : คณะกรรมการจัดทำข้อกำหนดสารอาหารประจำวัน ที่ร่างกายควรได้รับของประชาชนชาวไทย, 2532

จะเห็นได้ว่าคนอ้วนส่วนใหญ่จะมีความต้องการพลังงานขั้นพื้นฐานน้อยมาก นั่นก็เพราะคนอ้วนมีไขมันที่สะสมไว้สำหรับใช้เป็นพลังงานมากอยู่แล้วนั่นเอง ในขณะที่เหล่านักกีฬาที่มีรูปร่างใหญ่โตจะมีความต้องการพลังงานขั้นพื้นฐานสูง นั่นก็เพราะมีกล้ามเนื้อมากและมีไขมันน้อย นอกจากนี้ยังพบอีกว่าในผู้ชายและผู้หญิงที่อายุเท่ากัน ผู้ชายจะมีความต้องการพลังงานมากกว่าผู้หญิง ในขณะที่ผู้หญิงต้องการพลังงานเพียงน้อยนิดเท่านั้น ซึ่งโดยปกติผู้ชายที่ทำงานหนักปานกลางจะต้องการพลังงานประมาณ 46 กิโลแคลอรี่ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม แต่ผู้หญิงต้องการพลังงานประมาณ 40 กิโลแคลอรี่ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม

3. อายุ ด้วยอายุและวัยของคนเราจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของส่วนประกอบในร่างกายและน้ำหนักตัว ดังนั้นจึงทำให้ทารกมีความต้องการพลังงานสูงสุด และเมื่ออายุมากขึ้น ก็จะต้องการพลังงานขั้นพื้นฐานลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนถึงวัยสูงอายุ ก็จะมีความต้องการพลังงานขั้นพื้นฐานที่ลดลงกว่าปกติมากทีเดียว โดยเฉพาะหากป่วยด้วยโรคต่างๆ ที่ทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงกว่าปกติ

นอกจากนี้จากการศึกษาพบว่า ในช่วงอายุ 20 –39 ปี จะมีการเปลี่ยนแปลงของการใช้พลังงานที่น้อยมาก และจะมีความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดมากขึ้นเมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ให้ตัวเลขในช่วงอายุ 40 ถึง 59 ปี พลังงานที่ควรได้รับจะลดลงร้อยละ 5 ทุก 10 ปี ของช่วงอายุที่เพิ่มขึ้นในอายุ 60 – 69 ปี และตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปจะลดลงอีกช่วงละร้อยละ 10

4. อิทธิพลของอากาศ สภาพอากาศก็มีผลต่อความต้องการพลังงานของร่างกายเช่นกัน โดยพบว่าผู้ที่ทำงานหรืออยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิต่ำจะมีความต้องการพลังงานมากขึ้นร้อยละ 2-5 นั่นก็เพราะจำเป็นต้องใช้พลังงานในการเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายนั่นเอง ส่วนในคนที่ทำงานหรืออยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูง จะต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 ต่อ 1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้น จาก 30 องศาเซลเซียส เพื่อให้เพียงพอกับเมแทบอลิซึมที่เพิ่มขึ้นและเพื่อการรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้มีความคงที่มากที่สุด นอกจากนี้ถ้าอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมอยู่ในช่วง 20 – 30 องศาเซลเซียส จะมีผลกระทบกระเทือนต่อความต้องการพลังงานน้อยมาก

5. การเจริญเติบโต พบว่าในวัยที่กำลังเจริญเติบโตจะมีความต้องการพลังงานมากเป็นพิเศษ โดยเริ่มตั้งแต่วัยทารกที่มีความต้องการพลังงานมากกว่าวัยผู้ใหญ่ถึง 2 เท่า เพราะเป็นระยะที่มีการสร้างกล้ามเนื้อและพัฒนาการส่วนต่างๆ ของร่างกายให้เติบโตอย่างสมวัยนั่นเอง นอกจากนี้เมื่อการเจริญเติบโตเป็นอย่างรวดเร็วในขวบแรกของอายุ พลังงานที่ได้รับก็จะต้องสูงขึ้นไปด้วย และจากนั้นความต้องการพลังงานของร่างกายก็จะค่อยๆ ลดลงไปเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ในหญิงมีครรภ์และให้นมบุตรก็เป็นช่วงภาวะที่ต้องการพลังงานเพิ่มมากกว่าปกติเช่นกัน

แหล่งอาหารที่ให้พลังงาน

แหล่งอาหารที่ให้พลังงานส่วนใหญ่จะพบได้ทั่วไปโดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง น้ำตาล แป้ง

ความสมดุลของพลังงานภายในร่างกาย

ผู้ที่มีความสมดุลของพลังงานภายในร่างกายจะสามารถรับรู้ได้จากน้ำหนักตัวคงที่ และมีสุขภาพร่างกายที่เป็นปกติ พลังงานจากอาหารที่ร่างกายได้รับนั้น จะค่อนข้างใกล้เคียงกันกันกับพลังงานที่ร่างกายได้ใช้ในแต่ละวันซึ่งในวันหนึ่ง ๆ ร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงานไปกับเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในช่วงที่ร่างกายเข้าสูช่วงเวลาของการพักผ่อน ( BMR )ใช้ในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ( PA ) ใช้ในกระบวนการย่อยอาหารและนำสารอาหารไปใช้ประโชน์ ( SDA )และใช้ในการขับถ่ายของเสีย

ถ้าร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารน้อยกว่าพลังงานที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ ร่างกายก็จะกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกหิว และจะมีการเผาผลาญพลังงานภายในร่างกายลดน้อยลงด้วย ซึ่งก็จะทำให้ร่างกายจำเป็นต้องนำพลังงานที่ได้สะสมไว้ออกมาใช้ ทั้งไกลโคเจน ไขมัน และโปรตีนในกล้ามเนื้อก็จะถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน ซึ่งก็จะส่งผลต่อการลดลงของน้ำตัว หรือที่เรียกกันว่า ความสมดุลพลังงานทางลบ ( Negative Energy Balance ) แต่ถ้าหากร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารมากเกินไปไม่สามารถที่จะใช้หมด ร่างกายก็จะเกิดการปรับตัวโดยนำพลังงานส่วนเกินนั้นมาเก็บสะสมไว้ในรูปของไกลโคเจนและไขมันซึ่งร่างกายจะสามารถเก็บพลังงานเอาไว้ในรูปของไขมันได้ในปริมาณที่ มากอย่างไม่จำกัด ไม่ว่าจะมีอายุเท่าใดก็ตามซึ่งจะเรียกกันว่าความสมดุลพลังงานทางบวก ( Positive Energy Balance ) แต่ว่าสมดุลพลังทางบวกก็จะส่งผลให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปได้ยาก ไม่เหมือนกับสมดุลพลังงานงานทางลบที่เป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะเพิ่มน้ำหนักตัวให้มากขึ้น และการที่ต้องอยู่ในภาวะสมดุลพลังงานทางบวกนาน ๆ ก็จะกลายเป็นผลเสียต่อสุขภาพได้จากอาหารพลังงานสูง เพราะอาหารที่ให้พลังงานสูงส่วนมากก็จะเป็นอาหารจำพวกไขมันและน้ำตาลในปริมาณที่สูง ซึ่งไม่ว่าอาหารจะมีปริมาณไขมันและคอเลสเตอรอลมากน้อยแค่ไหน ก็จะถูกตับเอาไปสังเคราะห์เป็นคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ได้อย่างมากมาย จากนั้นก็จะปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดส่งผลให้กระแสโลหิตมีระดับไขมันเพิ่มสูงขึ้น 

ซึ่งหากว่าได้มีการนำไปใช้และมีการเผาผลาญเกิดขึ้นภายในตับก็จะทำกระแสเลือดมีไขมันหลงเหลืออยู่จนเกิดภาวะ ( Hyperlipoproteinemia ( HLP ) ) ส่งผลให้ไขมันที่ติดค้างไปฝังอยู่ตามผนังหลอดโลหิต จนกระทั่งส่งผลให้เส้นโลหิตแข็งตัวและเกิดการตีบตันขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ส่วนปลายของอวัยวะต่าง ๆ ขาดเลือดไปบำรุงหล่อเลี้ยง เกิดเป็นโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต มีอาการไม่รู้สึกตัว ไตเสื่อมลงและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว ซึ่งการที่ร่างกายได้รับอาหารพลังงานสูงอยู่เสมอก็จะส่งผลให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง

การได้รับอาหารเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากส่งผลให้อินซูลินต้องถูกผลิตออกมามากขึ้นตามไปด้วยเพื่อที่จะนำอาหารและน้ำตาลไปยังเซลล์ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาสำหรับคนอ้วนที่มักจะเกิดภาวะดื้ออินซูลิน จนทำให้ตับอ่อนต้องทำหน้าที่ผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งถ้าหากมีการใช้งานตับอ่อนหนักมากเกินไปตับอ่อนก็จะเสื่อมลง และก็จะทำให้อินซูลินถูกผลิตออกมาได้น้อยลง จนไม่พอที่นำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ได้ ก็จะทำให้มีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือด จึงทำให้เป็นโรคเบาหวานในที่สุด และจะส่งผลต่อการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงมากขึ้นไปอีกจนเกิดเป็นโรคหัวใจ อัมพาตและไตเสื่อมซ้ำสอง

คนที่มีรูปร่างอ้วนร่างกายก็จะสร้างไขมันออกมามากกว่าคนที่ไม่อ้วน จนส่งผลให้เกิดปัญหาไขมันในเลือดสูงผิดปกติอยู่บ่อย ๆ ไม่เพียงเท่านั้นยังอาจะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้อีกด้วยหากไขมันถูกขับออกมาทางน้ำดีมากเกินไป นอกจากนี้แล้วในคนอ้วนหัวใจยังจะต้องทำงานหนักมากกว่าคนทั่วไปเพราะต้องทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายที่ใหญ่เกินธรรมดาจึงทำให้มีปัญหาความดันโลหิตสูงและหัวใจโตตามมาอีกและการส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายมีแรงดันเลือดที่สูงมากผนังหลอดเลือดได้รับความกระทบกระเทือนจนทำให้เสื่อมเร็วขึ้นและอาจถึงขั้นปริแตกได้ ซึ่งก็จะทำให้เป็นอัมพาตและเกิดภาวะไตเสื่อมตามมานั่นเอง ยิ่งถ้าติดอาหารเค็มจนเป็นนิสัย ก็จะยิ่งทำให้ความดันโลหิตสูงได้ง่ายขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้น

แถมความอ้วนยังส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบฮอร์โมนเพศ ซึ่งแหล่งสะสมฮอร์โมนและสร้างความผิดปกติกับฮอร์โมนเพศก็คือไขมันใต้ชั้นผิวหนังนั่นเอง จึงสังเกตได้ว่าคนอ้วนหลายคนมักจะมีอาการประจำเดือนผิดปกติ จนบางครั้งเราอาจจะเห็นผู้หญิงอ้วนมีหนวดเคราไม่ต่างอะไรกับผู้ชายเลยทีเดียว และที่สำคัญคนอ้วนมักจะเกิดปัญหาหลาย ๆ อย่างดังที่กล่าวมาแล้วร่วมกันได้ จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มอาการของการเผาผลาญผิดปกติ ( Metabolic Syndrome หรือ Syndrome “X” )

เมื่อคนในวัยผู้ใหญ่ได้รับพลังงานจากอาหารเท่า ๆ กันกับพลังงานที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้จะส่งให้ผลให้มีน้ำหนักตัวคงที่พลังงานในร่างกายก็จะมีความสมดุลและเพื่อให้น้ำหนักตัวมีความคงที่ ในเวลาเช้าก่อนที่จะรับประทานอาหารหรือหลังจากถ่ายอุจจาระและปัสสาวะเสร็จแล้วก็ควรที่จะชั่งน้ำหนักตัวเป็นประจำทุกวัน ซึ่งตามปกติแล้วน้ำหนักตัวจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ ±1 กก. แต่ค่าที่เปลี่ยนแปลงนี้ต้องไม่เป็นไปทางบวกหรือลบทางใดทางหนึ่งแต่เพียงทางเดียว

Acceptable Macronutrient Distribution Ranges ( AMDR ) เป็นช่วงของพลังงานที่เป็นผลจากการบริโภคสารอาหารประเภท Macronutrient ซึ่งก็มีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคไม่ติดต่อแบบเรื้อรังด้วย โดยค่าที่กำหนดแสดงในรูปร้อยละ ของพลังงานที่ได้รับโดยที่ AMDR สำหรับผู้ใหญ่ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

สารอาหาร AMDR
คาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 45 – 65 ของพลังงานที่ได้รับ
โปรตีน ร้อยละ 10 – 35 ของพลังงานที่ได้รับ
ไขมัน ร้อยละ 20 – 35 ของพลังงานที่ได้รับ

 

ตัวอย่าง จงคำนวณปริมาณสารอาหารที่ร่างกาย นานทศพล อายุ 22 ปี ควรได้รับเพื่อให้เพียงพอแก่ความต้องการพลังงานใน 1 วัน

วิธีทำ นายทศพลจะต้องการพลังงานตาม RDA ของคนไทย = 2,800 กิโลแคลอรี่

1. ร่างกายควรได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตประมาณร้อยละ 50 ของความต้องการพลังงานทั้งหมด
พลังงานที่ควรได้รับจากคาร์โบไฮเดรต = 1,400 กิโลแคลอรี่
พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ได้มาจากคาร์โบไฮเดรต 1 กรัม “1,400 ”  “1,400 กรัม / 4

ตอบ ต้องได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต 350 กรัม

2. ร่างกายควรได้รับพลังงานจากโปรตีนประมาณร้อยละ 20 ของความต้องการพลังงานทั้งหมด

พลังงานที่ควรได้รับจากโปรตีน = 20 x 2,800 กิโลแคลอรี่

100 = 560 กิโลแคลอรี่

พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ได้มาจากโปรตีน 1 กรัม
“ 560 ” “ 1 x 560 กรัม / 4

ตอบ ต้องได้พลังงานจากโปรตีน 140 กรัม

3. ร่างกายควรได้รับพลังงานจากไขมันประมาณร้อยละ 20 ของความต้องการพลังงานทั้งหมด

พลังงานที่ควรได้รับจากไขมัน = 30 x 2,800 กิโลแคลอรี่
100
= 840 กิโลแคลอรี่
พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่ได้มาจากไขมัน 1 กรัม
“ 840 ” “ 840 กรัม / 9

ตอบ ต้องได้พลังงานจากไขมัน 93.33 กรัม

การควบคุมการบริโภคอาหาร

เป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากมากทีเดียว เพราะมีปัจจัยต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย จึงทำให้การควบคุมการบริโภคอาหารเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร โดยพฤติกรรมการบริโภคนั้นก็มีปัจจัยต่างๆ เข้ามามีผล เช่น ปัจจัยทางด้านจิตใจ ปัจจัยทางด้านสังคมที่สะสมมาตั้งแต่เด็ก ตลอดจนปัจจัยด้านร่างกาย

กลไกของความสมดุลของพลังงานในร่างกาย

ความสมดุลของพลังงาน = พลังงานที่ได้รับ – พลังงานที่ใช้ + การปรับตัวทางสรีระ

 

อิทธิพล 
ปัจจัยทางด้าน พฤติกรรม สิ่งแวดล้อม

 

ร่างกาย
พฤติกรรมการบริโภค ปัจจัยด้านจิตใจ
การออกกำลังกาย ปัจจัยด้านสังคม

 

ที่มา : ดัดแปลงจากไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล, 2545.

ปัจจัยด้านจิตใจ ( Psychological Factor ) การบริโภคอาหารของคนเรามักจะมีปัจจัยทางด้านจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นก็เพราะมนุษย์ชอบบริโภคอาหารตามความต้องการของจิตใจนั่นเอง หรือบางครั้งก็ไม่ยอมบริโภคอาหาร ซึ่งเนื่องมาจากสภาพจิตใจเช่นกัน เช่น จะกินมากเมื่อกำลังเครียดหรือเศร้า ไม่กินในเวลาที่กำลังโกรธ เป็นต้น

ปัจจัยด้านสังคม  ( Social Factor ) โดยปัจจัยนี้จะหมายถึงการนำวัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนาและความกดดันทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่นความเชื่อที่ว่า เมื่อเข้าสังคมกับกลุ่มเพื่อนจะต้องดื่มเหล้า เบียร์เสมอ หรือคนที่ชอบไปเที่ยว ช้อปปิ้งหรือออกงานสังคมบ่อยๆ ก็มักจะต้องใช้พลังงานเยอะ ส่วนในคนที่ชอบอยู่แต่บ้าน ไม่ค่อยไปไหน หรือทำงานหน้าคอมตลอดเวลา ก็จะใช้พลังงานในร่างกายน้อยนั่นเอง

ปัจจัยด้านร่างกาย ( Physiological Mechanism )

พลังงานในร่างกายมนุษย์ ได้มาจากทุกกิจกรรมที่ทำสำหรับปัจจัยทางด้านร่างกาย ก็จะมีสมองที่เป็นศูนย์กลางความอยากและศูนย์กลางความอิ่มในการรับสัญญาณและกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากหรืออิ่มตามสัญญาณที่ส่งเข้ามา โดยปัจจัยทางร่างกายก็แบ่งออกได้เป็น ดังต่อไปนี้

1.การขยายตัวของกระเพาะ ( Gastric Distension ) โดยพบว่าในขณะที่กระเพาะอาหารขยายตัวจากการทานอาหารเข้าไป จะเกิดความรู้สึกอิ่ม ทำให้ไม่อยากทานอาหารต่อ แต่เมื่ออาหารได้ถูกย่อยไปหมดหรือกำลังอยู่ในช่วงที่ท้องว่าง กระเพาะอาหารแฟบ ก็จะทำให้รู้สึกหิวและอยากทานอาหารมากกว่าปกติได้

2.การควบคุมความร้อนให้คงที่ ( Thermostatic Regulation ) ระดับความร้อนของร่างกายมีผลต่อความต้องการพลังงานและอาหารเช่นกัน โดยเมื่อร่างกายมีความร้อนสูงซึ่งเนื่องมาจาก SDA ที่เกิดขึ้นจากการย่อย ก็จะทำให้รู้สึกอิ่ม แต่เมื่ออุณหภูมิมีการปรับให้เข้ากับร่างกายจนเป็นปกติแล้ว ก็จะรู้สึกหิวได้นั่นเอง

3.การควบคุมกลูโคสให้คงที่ ( Glucostatic Regulation ) เพราะกลูโคสมีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมปริมาณของอาหารที่จะบริโภค ซึ่งระดับของกลูโคสในร่างกายจะทำให้เกิดความรู้สึกอิ่มหรือหิวได้ ดังนั้นจึงควรควบคุมระดับของกลูโคสให้คงที่อยู่เสมอนั่นเอง

4.การควบคุมไขมันให้คงที่ (Lipostatic Regulation) โดยปกติแล้วร่างกายจะพยายามควบคุมไขมันให้อยู่ในระดับที่คงที่อยู่เสมอ ดังนั้นหากทำกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้ไขมันถูกนำมาเปลี่ยนเป็นพลังงานเยอะมาก ก็จะเกิดความรู้สึกหิวมากกว่าปกติ เพราะร่างกายต้องการไขมันเข้าไปสะสมไว้ในปริมาณเท่าเดิมนั่นเอง อย่างไรก็ตามในกรณีที่ออกกำลังกายอย่างหนักแล้วมาทานอาหารทันทีก็จะทานได้น้อยมาก แต่หากออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมต่างๆ แบบเรื่อยๆ ปานกลางและมีความต่อเนื่อง ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกหิวมากขึ้นไปอีก

5.ฮอร์โมน และสารที่เกี่ยวข้องกับความหิวและความอิ่ม

5.1 ฮอร์โมนในระบบทางเดินอาหาร เช่น แกสทริน ( Gastrin ) เป็นฮอร์โมนที่จะกระตุ้นให้กระเพาะอาหารเกิดการหดตัว ทำให้ท้องว่างและรู้สึกหิว ในขณะที่ โคลีซิสโทไคนิน ( Cholecystokinin ) เป็นฮอร์โมนที่จะกระตุ้นให้ถุงน้ำดีหดตัวซึ่งให้ผลตรงกันข้าม

5.2 ระดับไกลโคเจนในตับที่ต่ำ สามารถทำให้รู้สึกหิวได้

5.3 ฮอร์โมนในเลือด ได้แก่ ฮอร์โมนอินซูลินทำให้ระดับกลูโคสในเลือดต่ำ ซึ่งจะทำให้เกิดความรู้สึกหิว ส่วนฮอร์โมนกลูคากอน ( Glucagon ) จะให้ผลตรงกันข้าม

5.4 สารประเภทโมโนเอมีน (Monoamine) บางชนิด เช่น โดปามีน ( Dopamine ) กระตุ้นให้รู้สึกหิวในขณะที่เซโรโทนิน ( Serotonin ) ให้ผลตรงข้าม

โดยส่วนใหญ่แล้วศูนย์กลางความอยากในสมองของคนเราจะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะมี 2 ข้าง แต่ศูนย์กลางความอิ่มอาจเกิดปัญหาได้ง่าย ซึ่งอาจเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือการเกิดอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนต่อสมองอย่างรุนแรง จนทำให้ศูนย์กลางความอิ่มผิดปกติ จึงเกิดปัญหากับการควบคุมการบริโภคอาหารได้นั่นเอง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ศัลยา คงสมบูรณ์เวช. บำบัดเบาหวานด้วยอาหาร. พิมพ์ครั้งที่ 4 (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ : อัมรินทร์เฮลท์ อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2559. (12), 311 หน้า. (ชุดชีวิตและสุขภาพ ลำดับที่ 113) 1.เบาหวาน 2.โภชนบำบัด 3.การปรุงอาหารสำหรับผู้ป่วย 4.การดูแลสุขภาพตนเอง. 616.462 ศ7บ6 2559. ISBN 978-616-18-7741-9

Javitt NB (December 1994). “Bile acid synthesis from cholesterol: regulatory and auxiliary pathways”. FASEB J. 8 (15): 1308–11.

Chen HW, Heiniger HJ (August 1978). “Biological activity of some oxygenated sterols”. Science. 201 (4355): 498–501.

Wu, Linfeng; Candille, Sophie I.; Choi, Yoonha; Xie, Dan; Jiang, Lihua; Li-Pook-Than, Jennifer; Tang, Hua; Snyder, Michael (2013). “Variation and genetic control of protein abundance in humans”. Nature.