การฉายรังสีรักษามะเร็งมีผลกระทบอะไรต่อระบบไหลเวียนโลหิต

ภาวะหัวใจวายเกิดจากการฉายรังสี
ภาวะหัวใจวายเกิดจากการฉายรังสี

ผลกระทบจากการฉายรังสีต่อระบบไหลเวียนโลหิต

การรักษาโรคมะเร็งด้วยการฉายรังสีจะส่งผลกระทบต่อระบบการไหลเวียนเลือดของผู้ป่วยทั้งชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นเกิดเนื่องจากรังสีสร้างผลเสียกับ parenchyma cell ที่อยู่ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น เซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือด Mucosal Epithelium, Base Cell Epidermis เป็นต้น โดยรังสีจะปล่อยสารที่มีลักษณะเหมือนกับ Histamine ออกมาทำให้ parenchyma cell เกิดอาการบาดเจ็บส่งผลให้ภายในระบบหมุนเวียนของเลือดเกิดภาวะอักเสบขึ้น อาการที่สามารถพบได้ เช่น การขยายตัวของหลอดเลือด (Vascular dilatation) และมีการเกิดอาการแทรกซ้อนที่บริเวณของหลอดเลือดฝอย หรือการเกิด interstital edema เป็นต้น

ผลกระทบที่เกิดขึ้นเฉพาะที่กับระบบไหลเวียนเลือดจะเป็นชนิดเรื้อรังมากกว่าที่จะเป็นชนิดเฉียบพลัน ซึ่งจะมีความต่างกับการบาดเจ็บของ Parenchyma cell ที่มักจะเกิดผลกระทบชนิดเฉียบพลัน เมื่อมีผลกระทบเกิดขึ้นจะส่งผลให้กระบวนการขนส่งสารอาหารจากเลือดแดงที่อยู่ภายในหลอดเลือดแดงส่งไปยังเส้นเลือดฝอยที่อยู่ในเนื้อเยื่อเกิดขึ้นน้อยลงจนทำให้เส้นเลือดฝอยเกิดการฝ่อตัวลง (Parenchymal Atrophy) ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของเส้นเลือดฝอยน้อยลง (Telangiectasis) ส่งผลให้เส้นเลือดมีการขยายตัวและมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้จะเกิดขึ้นกับเส้นเลือดทุกส่วนที่อยู่ภายในร่างกาย

ผู้ป่วยที่เคยได้รับการฉายรังสีที่บริเวณหัวใจสามารถพบว่ามีอาการข้างเคียงเกิดขึ้น เช่น มะเร็งเต้านม Lymphoma Seminoma มะเร็งปอด ซึ่งผลกระทบชนิดฉับพลันที่พบได้แก่ Pericardditus ซึ่งอาการข้างเคียงชนิดเฉียบพลันที่เกิดขึ้นจะเป็นอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่ว่าอาการข้างเคียงชนิดเรื้อรังที่เกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการฉายรังสีเป็นระยะเวลาเป็นปีหรือหลายปี คือ ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และเราได้ทำการแบ่งระดับความรุนแรงของผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นทั้งทางคลินิกและ Subclinical ที่จะสามารถบอกถึงความรุนแรงของภาวะ radiotherapy-induced heart disease ได้ดังนี้

1.อาการทางคลินิกที่พบได้แก่ กลุ่มโรคหัวใจที่มีความเกี่ยวข้องกับหลอดเลือดและหัวใจ ซึ่งสามารถแบ่งตามลักษณะการเกิดของโรคได้ดังนี้

1.1 กลุ่มโรคที่เกิดขึ้นแบบเฉพาะที่ (Regional)

– โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery disease (CAD)

-โรคลิ้นหัวใจ (Valvular disease)

-โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial infarction (MI)

1.2 กลุ่มโรคที่เกิดขึ้นกับทั้งระบบของอวัยวะ (Global)

– อาร์ริทเมีย (Arrhythmia) หรือภาวะที่หัวใจมีการเต้นที่ผิดจังหวะ

-Autonomic Dysfranction

-หัวใจวาย (Congestive Heart Failure (CHF) คือ การที่หัวใจไม่สามารถทำการสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้หรือการทำงานของหัวใจเกิดล้มเหลวส่งผลให้เนื้อเยื่อต่างๆเกิดภาวะขาดออกซิเจน

-ภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ Pericarditis/Pericardial Effusion

ซึ่งผู้ป่วยจะมีภาวะเสี่ยงมากถึง 1.5-3.5 เท่าก็ต่อเมื่อมีการได้รับรังสีเข้าสู่ส่วนที่เกิดอาการ ในที่นี้จะกล่าวถึงเพียงลักษณะของ Clinical Endpoint ดังนี้

ภาวะหัวใจวาย (Congestive Heart Failure หรือ CHF)

พบว่าภาวะหัวใจวายที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ทำการรักษาด้วยการฉายรังสีมีโอกาสที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ แต่สำหรับผู้ป่วยที่ทำการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอด์กิน (Hodgkin lymphoma) ที่ใช้ Subcarinal Blacking พบว่าภาวะหัวใจวายเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมากกว่าการเสียชีวิตด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจเกิดภาวะขาดเลือด ซึ่งความเสี่ยงในการเสียชีวิตของผู้ป่วยจะลดลงเหลือเพียงแค่ 1.4 เท่า จากที่มีอันตราเสี่ยงมากถึง 5.4 และต่อมา Adams พร้อมกับคณะของเขายังได้ว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีแบบ Mantle Irradiation นั้นจะมีโอกาสที่จะรอดชีวิตสูงกว่าแต่จะมีความดันเลือดที่เกิดขึ้นในขณะที่หัวใจบีบตัวเพื่อส่งเลือดเข้าสู่เส้นเลือด (Diastolic) จะมีความผิดปกติมากกว่าความดันเลือดขณะที่อยู่ในการพัก (Systolic) อีกด้วย

โรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease)
พบว่าการฉายรังสีเข้าสู่บริเวณหัวใจข้างซ้ายจะส่งผลให้มีภาวะเสี่ยงในการเกิด Cardiac Mortality มากกว่าถึง 1.5 เท่าในการฉายรังสีเข้าสู่หัวใจทางด้านซ้าย และส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.27 เลยทีเดียว

ภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericardial disease)
การเกิดเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นชนิดเรื้อรัง คือเกิดหลังจากที่ผู้ป่วยทำการรักษาด้วยการฉายรังสีผ่านไปแล้วเป็นระยะเวลาที่นาน ซึ่งการเกิดจะไม่ค่อยแสดงอาการให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ถ้าทำการตรวจจะพบว่ามี Chronic Pericardial Effusion เกิดขึ้นได้ และส่วนมากอาการที่เกิดขึ้นนี้จะสามารถหายเองได้ แต่ก็มีส่วนน้อยประมาณร้อยละ 20 ที่จะสามารถกลายเป็น Constrictive Pericaditis ซึ่งเมื่อเกิดอาการนี้ขึ้นจำเป็นจะต้องทำ Pericardectomy

โรคลิ้นหัวใจ (Valvular Disease)
พบว่าการฉายรังสีที่ Internal Mammary node ส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะเกิดความผิดปกติที่บริเวณของลิ้นหัวใจซึ่งความเสี่ยงในการเกิด Valvula Dysfunction มีมากกว่า 3.17 เท่าของผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีและมีค่าสูงมากถึงร้อยละ 16-40 คนปกติ

โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบจากการฉายรังสี
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีเข้าสู่บริเวณ mediastinum คือ การที่มีนำเกิดขึ้นภายในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardial Effeusion) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแบบถาวรและแบบชั่วคราว ซึ่งกาสรเกิดชนิดชั่วคราวจะเกิดขึ้นได้มากกว่าและสามารถทำการตรวจด้วยการทำเอกซเรย์หรือหารตรวจด้วยคลื่นเสียงที่มีความถี่สูง (Echocardiography ) ซึ่งผลกระทบข้างเคียงที่เกิดขึ้นชนิดชั่วคราวนี้จะสามารถหายเองได้ในระยะ 2-5 เดือนแต่ถ้าเป็นชนิดถาวรต้องทำการผ่าตัดเพื่อป้องกันการเกิด Constricitive Pericarditis ผู้ป่วยสามารถเสียชีวิตจากอาการแทรกซ้อนนี้ได้ประมาณร้อยละ 6

ซึ่งความสัมพันธ์ระกว่างปริมาณรังสีกับการเกิดอาการแทรกซ้อน พบว่า ที่ปริมาณรังสีต่ำกว่า 40 Gy จะมีการเกิดอาการแทรกซ้อนที่ค่อนข้างน้อยมากและจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเพิ่มขึ้นของปริมาณรังสี โดยเมื่อมีปริมาณรังสีที่ 50 Gy จะมีความเสี่ยงในการเกิดอาการแทรกซ้อนร้อยละ 10 และที่ปริมาณรังสี 60 Gy ค่ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 50 นอกจากนั้นแล้วเมื่อค่า Dose-Volume histogram (DVH) ควรมีค่าปริมาณรังสีที่ไม่เกิน 50 Gy (rV50) ด้วย

การมีน้ำอยู่ในช่องเนื้อหุ้มหัวใจสามารถทำการตรวจพบได้เมื่อมีน้ำอยู่ในช่องเยื่อหุ้มหัวใจอย่างน้อย 250 มิลลิลิตร ด้วยการเอกซเรย์ แต่ถ้าทำการตรวจด้วยคลื่นความถี่สูงจะสามารถตรวจพบเมื่อมีน้ำเพียงแค่ 25 มิลิลิตรเท่านั้น แสดงว่าถ้าทำการตรวจด้วยคลื่นความถี่สูงเราจะมีโอกาสพบโรคในระยะเริ่มต้นและสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที

โรคหลอดเลือดหัวใจที่เกิดขึ้นจากการฉายรังสี
ผู้ป่วยที่เคยได้รับรังสีมาก่อนที่จะทำการรักษาและในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 42 ปี พบว่าเมื่อได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีที่ประมาณ 30-50 Gy เข้าสู่ส่วนของ Mediastium จะนำไปสู่การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจขึ้น แสดงว่าการาฉายรังสีที่หัวใจนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยอการดั้งกล่าวจะเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการฉายรังสีไปแล้วประมาณ 5 ปีขึ้นไป

ผู้ป่วยที่รักษามะเร็งเต้านมด้วยวิธีการฉายรังสี มีความเสี่ยงมากขึ้นในการเป็นโรคหัวใจ ซึ่งความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นไม่ว่าจะมากหรือน้อย อาการที่เกิดขึ้นคือหลอดเลือดจะแข็งตัวและอุดตัน มีโอกาสในการเกิดโรคหัวใจสูงในเวลาต่อมา

ลักษณะทางพยาธิวิทยา

เมื่อทำการตรวจศพของผู้ป่วยที่เสียชีวิตที่มีประวัติการรักษาด้วยการฉายรังสีที่มีปริมาณรังสีสูง ๆ เข้าสู่บริเวณ Mediastium จะมีลักษณะดังนี้

1.เยื่อบุหัวใจ (Endocardium) และเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardium) มีความหนาขึ้นเนื่องตากการที่คอลลาเจนเข้ามาแทนที่ Adipose Tissue

2.มีการเกิด Fibrinous Exudates ที่เป็นทั้งแบบ Fibroblast และแบบ Fibrous Adhesion อีกเป็นจำนวนมาก

3.มีการเกิด Diffuse Interstitial Fibrosis ที่ส่วนของกล้ามเนื้อหัวใจ โดยที่เส้นใยกล้ามเนื้อของกหัวใจจะมีการแยกออกจากกัน โดมีความหนาของคอลลาเจนเข้ามาเป็นตัวแยก

เมื่อทำการศึกษาต่อมาพบว่าผู้ป่วยจะมีการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบลงมากกว่าร้อยละ 75 หลังจากที่ทำการรักษาด้วยการฉายรังสีไปแล้วประมาณ 4 ปี

พยาธิกำเนิดและพยาธิสรีรวิทยา

โรคเยื่อหุ้มหัวใจเกิดการอักเสบเนื่องจากการฉายรังสีสามารถเกิดขึ้นได้เอง ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับอาการบาดเจ็บของส่วนของกล้ามเนื้อหัวใจที่เคยได้รับการฉายรังสีมาก่อนหรือไม่ ซึ่งโรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบนี้จะเกิดขึ้นประมาณ 4 เดือนหลังจากที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีและสามารถหายได้เองในเวลาต่อมา ถ้าไม่มีการเกิด Cardiac Insuffciency ที่เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บที่พบในกล้ามเนื้อหัวใจที่เกิดขึ้นในภายหลัง ที่จะเข้ามาทำให้โรคเยื่อหุ้มหัวใจมีอาการหนักขึ้นกว่าเดิม

การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับส่วนของกล้ามเนื้อหัวใจที่เกิดขึ้นหลังจากจากที่ได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีนั้นจะเกิดขึ้นในระยะเวลาต่อมา ก็ต่อเมื่อการฉายรังสีนั้นได้ทำความเสียหายให้กับ Capillary Bed ไปแล้วนั่นเอง ส่งผลให้ความหนาแน่นของหลอดเลือดฝอยที่อยู่ในหัวใจค่อย ๆ มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ทำการฉายรังสีไปแล้วอย่างน้อย 1 เดือน และจะมีการลดลงอย่างรวดเร็วของ Capillary Bed จะเกิดขึ้นก่อนที่จะมีอาการหรือสัญญาณอื่น ๆ ตามมา และการที่กล้ามเนื้อหัวใจมี่สามารทำหน้าที่ได้ โดยที่ก่อนที่ความหนาแน่ของหลอดเลือดฝอยจะลดลงนั้นจะมีการลดลงของการะบวนการ Proliferative Response ของส่วนของ Endothelial Cell รวมถึงมีการที่เอนไซม์ Alkaline Phosphatase ของชั้น Endothelium ด้วย

ประสิทธิภาพในการทำงานและโครงสร้างของระบบเส้นเลือดฝอยจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการฉายรังสีแล้วประมาณ 1 ปีหรือมากกว่า

กลไกทางชีววิทยาของ Radiation-Induced Cardiovascular Damage

สามารถอธิบายได้ดังนี้

1.มีการเกิดการเปลี่ยนแปลงหน้าที่แบบ Reversible ที่เกิดขึ้นภายใน Capillary Endothelial Cell

2.Lymphocyte เข้ามา Adhesion โดยมีการทำร่วมกับการเกิด Extrasvastion ของส่วนหลอดเลือด

3.เกิดกระบวนการสร้าง Thrombus ที่จะส่งผลให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่มีขนาดเล็กเกิดขึ้น ทำให้ความหนาแน่นของส่วน capillary ลดลงแบะยังมีการสูญเสียการทำงานของเอนไซม์ Alkaline Phosphatase ด้วย

4.มีการเกิด Proliferation ที่ของ Endothelial Cells อย่างเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับความหนาแน่นของ Capillary ที่มีการลดลงอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้เกิดสภาวะขากเลือด ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายและกลายเป็นพังผืดเกิดขึ้น
ผลกระทบจากการ Fractionation ต่อโรคหัวใจที่มากจากการฉายรังสี

โรคเยื่อหุ้มหัวใจเกิดการอักเสบจะมีความสัมพันธ์กับประมาณรังสีที่ใช้ในการฉายแต่ละครั้ง โดยที่ถ้าค่าปริมาณรังสีมีค่ามากกว่า 3 Gy จะสร้างผลกระทบให้กับตัวผู้ป่วย โดยพบว่าเมื่อผู้ป่วยมีการได้รับปริมาณรังสีโดยรวมกับเยื่อหุ้มหัวใจด้านหน้าทั้งสองข้างเท่ากันจะส่งผลให้การเกิดโรคเยื่อหุ้มหัวใจมีโอกาสเกิดขึ้นสูงมากกว่าการได้รับรังสีทั้งสองข้างไม่เท่ากัน

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อกันระหว่างการฉายรังสีให้กับหัวใจร่วมกับการใช้ยาเคมีบำบัด

โรคหัวใจที่เกิดจากการใช้ยา Doxorubicin มีโอกาสที่จะสามารถสร้างความเสียหายกับหัวใจได้โดยตรง โดยยา Doxorubicin จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้ และยังพบด้วยว่าการให้ยาเคมีบำบัดส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตมากถึงครึ่งหนึ่งเลยที่เดียว และยังพบอีกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการฉายรังสีร่วมกับการให้เคมีบำบัดจะมีโอการเกิดโรคได้มากกว่าผู้ป่วยที่ทำการรักษาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งด้วย และปริมาณยาที่เหมาะสมในการรักษาคือ ปริมาณยาโดยรวมมีเกิน 450 mg/m2
หรือสามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า การเกิด Radiationinduced Heart Disease จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามปริมาณชองส่วนของหัวใจที่ได้รับรังสี ปริมาณรังสีและ Dose Per Fraction ที่มีค่ามากกว่า 2 Gy ต่อครั้ง
ผลกระทบที่เกิดจากการฉายรังสีที่บริเวณเส้นเลือดใหญ่
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเส้นเลือดใหญ่ยังไมมีข้อยืนยันที่ชัดเจนเสียทีเดียว แต่ก็มีการศึกษาและรายงานผลได้บ้าง ว่าผลกระทบทีเกิดขึ้นกับเส้นเลือดใหญ่จะเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่น ๆ มากกว่าจะเกิดขึ้นจากการได้รับการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเส้นเลือดแดงที่ส่วนคอ (Carotid) เส้นเลือดที่ออกจากหัวใจ (Arota) และเส้นเหลือที่บริเวณต้นขา (Femora) ที่ได้รับการฉายรังส่งผลให้มีการเกิด Spontaneous Rupture พบว่าอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจะเป็นอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นเนื่องจากการผ่าตัดร่วมด้วย

การรักษา Radiation Induced Cardivascular Disease

1. การใช้ยาที่อยู่ในกลุ่ม Angiotensin Conver Ting Enzyme Inhibitors (ACEIs)
ประกอบด้วยยา ACEIs และ Statins ที่สามารถช่วยในการลดความดันโลหิต และยังช่วยยับยั้งการสร้าง Angiotensin II ด้วย จึงช่วยทำให้เส้นเลือดเกิดการผ่อนคลาย ยาในกลุ่มนี้สามารถช่วยป้องกันการเกิดของโรคหัวใจที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติและที่เกิดขึ้นจากการได้รับการฉายรังสี

2. การใช้ยาในการยับยั้งกระบวนการเกิดการอักเสบและกระบวนการที่เกิดขึ้นก่อนการแข็งตัวของลิ่มเลือด (Inhibition of Inflammatory and Pro-Throbotic Process)
ยาในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติที่ช่วยยับยั้งการเกด Vasoconstriction และยังความเป็น Antiinflammatory ที่ได้รับการทดลองถึงประสิทธิภาพของยาต้านเกร็ดเลือด Clopidogrel, Antiplatelet, Nitric Oxiderelesing Form (NCX 4016) ที่สามารถช่วยกระตุ้นให้ Endothelial ที่มีความผิดปกตินั้นกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ นอกจากนั้นแล้ว Antiplatelet กับ Clopidogrel ยังมีความสามารถในการยับบั้งการเกิด Platelet aggregation อีกด้วย

3. การใช้ยาที่อยู่ในกลุ่ม Statins
ยาที่อยู่ในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติที่สามารถช่วยยับยั้งการสร้าง cholesterol ในผู้ป่วยที่มีอาการโรคหัวใจที่มีได้มีสาเกตุจากการได้รับการฉายรังสี แต่ในส่วนของ Statins จะเข้าไปช่วยในการชะลอการเกิดของ Formation ในส่วนของ Atherosclerotic Plaques และยังสามารถช่วยลดหรือรักษาขนาดของ plaques ที่เกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนั้นยังช่วยลดความเสี่ยงของ plaques ที่มีความเสี่ยงจะแตกออกแล้วเกิดเป็นลิ่มเลือดที่เข้าไปอุดตันในเส้นเลือดได้ และยังสามารถช่วยลดอาการอักเสบที่มีได้ด้วย

การรักษาด้วยการฉายรังสีได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะได้ทำการรักษาผู้ป่วยจากโรคมะเร็งให้หายได้โดยที่มีการใช้ Dose Distribution ที่ดีมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดมากขึ้น และพบว่าอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับหัวใจก็มีค่าลดลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นความพยายามของแพทย์ผู้ทำการรักษาที่มีความพยายามที่จะฉายรังสีให้ตรงกับส่วนที่ต้องการทำลายมากที่สุด โดยที่มีการกระจายของรังสีไปยังส่วนอื่น ๆน้อยที่สุด หรือฉายให้ตรงกับเป้าหมายมากกที่สุดนั้นเอง และยังมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอีกมากมาย และยังมีการใช้ยาเคมีบำบัด การผ่าตัดเข้ามาช่วยในการรักษาเพื่อเป็นการลดปริมารรังสีที่ใช้ในการรักษาให้น้อยลง จึงสามารถช่วยลดอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับการรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในบริเวณที่มีความใกล้เคียงกับหัวใจ

เอกสารอ้างอิง

อิ่มใจ ชิตาพนารักษ์. ผลกระทบจากการรักษาโรคมะเร็ง. เชียงใหม่: ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2557.

Schweizer E. Ueber spezifische Roentgenschaedigungen des Herzmuskels. Strahlentherapie. 18:812-828, 1924.

Cohn KE, Stewart JR, Fajardo LF, et al. Heart disease following radiation. J Med. 46:281-298, 1967.

Gilladoga AC, Corazon M, Tan CC, et al. Cardiotoxicity of adriamycin in children. Cancer Chemother. 6:209-215, 1975.

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

  1. การฉายรังสีรักษามะเร็งมีผลกระทบจากต่อหัวใจอย่างไร
  2. การฉายรังสีรักษามะเร็งมีผลกระทบอะไรต่อการมองเห็น
  3. ปัญหามะเร็งเต้านม ภัยใกล้ตัวที่ผู้หญิงควรรู้
  4. การฉายรังสีรักษามะเร็งมีผลกระทบอะไรต่อระบบไหลเวียนโลหิต
  5. มะเร็งรังไข่ที่ผู้หญิงต้องรู้
  6. มะเร็งมดลูกโรคร้ายภายในที่ผู้หญิงต้องรู้
  7. มะเร็งปากมดลูกภัยร้ายใกล้ตัวที่ผู้หญิงต้องรู้
  8. มารู้จักส่วนประกอบของเต้านมป้องกันมะเร็งเต้านมกันเถอะ
  9. การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งมีวิธีอะไรบ้าง
  10. การพบแพทย์ตรงตามโรคเพื่อการประเมินผลและการติดตามผลผู้ป่วยมะเร็ง
  11. การรักษามะเร็งดวงตาด้วยการฉายรังสี มีผลกระทบอะไรบ้าง
  12. ผลกระทบจากการฉายรังสีรักษามะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอ
  13. ผลกระทบจากการฉายรังสีต่อกระดูก
  14. ผลกระทบจากการฉายรังสีรักษามะเร็งศีรษะและลำคอ
  15. ผลกระทบของการฉายรังสีรักษามะเร็งใกล้ส่วนศีรษะและลำคอ
  16. ผลกระทบระยะยาวจากการรักษาโรคมะเร็งในเด็ก
  17. ผลกระทบจากการฉายรังสีในผู้ป่วยเด็ก
  18. ผลกระทบจากการฉายรังสีต่อไขกระดูก
  19. การป้องกันผลกระทบจากยาเคมีบำบัดที่ใช้ร่วมกับการฉายรังสี
  20. วิธีตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งและประเมินระยะของโรค
  21. ผลกระทบจากการรักษาร่วมระหว่างการฉายรังสีและยาเคมีบำบัด
  22. โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร (Gastric Cancer)
  23. โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma)
  24. ผลกระทบจากการรักษาด้วยเคมีบำบัด
  25. ผลกระทบจากการฉายรังสีรักษาโรคมะเร็ง
  26. โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (Urinary Bladder Cancer)
  27. โรคมะเร็งที่พบบ่อย 6 อันดับแรกของโลก
  28. สัญญาณอันตรายของมะเร็งร้ายที่คุณควรรู้และหมั่นสังเกต
  29. ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ความหวัง กำลังใจ
  30. ประกาศิต 12 ประการต่อต้านมะเร็ง
  31. โรคมะเร็งองคชาติ (Penile Cancer)
  32. สิ่งผิดปกติที่เรียกว่า โรคมะเร็ง
  33. ทำอย่างไรจึงห่างไกลมะเร็งปากมดลูก
  34. สาเหตุและอาการของโรคมะเร็งหลอดอาหาร (Esophageal Cancer)
  35. โรคมะเร็งตับอ่อน (Pancreatic Cancer)
  36. อาการ สาเหตุและวิธีการรักษาโรคมะเร็งไต (Kidney Cancer)
  37. โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) 
  38. โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ สาเหตุ อาการ วิธีรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer)
  39. โรคมะเร็งทวารหนัก (Anal Cancer) มีสาเหตุและอาการอย่างไร
  40. โรคมะเร็งอัณฑะ (Testicular Cancer)
  41. สาเหตุ อาการ วิธีรักษาโรคมะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer)
  42. สาเหตุ อาการและวิธีการรักษาโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial Cancer)
  43. มะเร็งปากมดลูก สาเหตุ อาการ และการรักษาโรคมะเร็งปากมดลูก
  44. กระบวนการรักษาโรคมะเร็งที่อยู่ในระหว่างการศึกษา
  45. โรคมะเร็งสมองและเนื้องอกสมอง (Brain Cancer)
  46. โรคมะเร็งตับ (Liver Cancer)
  47. โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer)
  48. โรคมะเร็งซาร์โคมามดลูก สาเหตุ อาการเบื้องต้นและวิธีการรักษา
  49. โรคมะเร็งกรวยไตและมะเร็งท่อไต
  50. มะเร็งปอด (Lung Cancer) สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา
  51. โรคมะเร็งระยะแพร่กระจายมีอาการอย่างไร (Distant Metastasis)
  52. โรคมะเร็งในเด็ก (Pediatric Cancer)
  53. โรคมะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer)
  54. โรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma, CCA) คืออะไร
  55. โรคมะเร็งย้อนกลับเป็นซ้ำและโรคมะเร็งชนิดที่ 2
  56. โรคมะเร็งกับการติดเชื้อ HIV มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ
  57. โรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid Cancer)
  58. โรคมะเร็งต่อมน้ำลาย (Salivary Gland Cancer)
  59. โรคมะเร็งช่องปาก โรคร้ายที่เกิดขึ้นภายในระบบศีรษะและลำคอ
  60. โรคมะเร็งผิวหนัง (Skin Cancer)
  61. โรคมะเร็งโพรงจมูกและมะเร็งโพรงไซนัส
  62. โรคมะเร็งโพรงหลังจมูก สาเหตุ อาการ และวิธีการรักษา
  63. ถาม – ตอบ ปัญหาเกี่ยวกับมะเร็ง
  64. สารตรวจค่าเลือดเฟอร์ริติน (Ferritin)
  65. การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง
  66. การตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้ สัญญาณป่วยโรคมะเร็ง
  67. อาการเบื้องต้นและกระบวนการเกิดมะเร็งเต้านม
  68. โรคมะเร็งปัจจัยเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมและพันธุกรรม
  69. อาการเบื้องต้นของโรคมะเร็ง
  70. อาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง
  71. กินอย่างไรห่างไกลโรคมะเร็ง
  72. “มะเร็ง” เกิดจากอะไร ? (Causes of Cancer)
  73. การดูแลผู้ป่วยมะเร็ง (Cancer Care)
  74. การตรวจและรักษามะเร็ง
  75. ถาม – ตอบ ปัญหามะเร็ง
  76. 7 สัญญาณบ่งบอกการเป็นมะเร็ง
  77. ระยะของโรคมะเร็ง (Stage of Cancer)
  78. ความรู้พื้นฐานของโรคมะเร็ง
  79. เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังป่วยเป็นมะเร็ง?
  80. ชนิดของมะเร็งที่พบบ่อย
  81. มะเร็งเต้านม (Breast Cancer)
  82. อาหารที่ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดสำหรับผู้ป่วยในระยะให้คีโม
  83. จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นมะเร็งหรือไม่?
  84. วิธีอ่านค่าผลตรวจสุขภาพ
  85. การตรวจหาสารมะเร็ง – Tumor Marker
  86. โรคมะเร็ง คือ อะไร?
  87. “มะเร็ง” โรคร้ายที่ใครๆก็เป็นได้
  88. รู้ทันสัญญาณมะเร็ง การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง
  89. อาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งและอาหารต้านมะเร็ง