เป็นมะเร็งก่อนจึงเริ่มรักษามะเร็ง ?

เป็นมะเร็งก่อนจึงเริ่มรักษามะเร็ง
การดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากมะเร็งคือการดูแลสุขภาพร่างกายและอาหารการกิน เช่นการกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจำพวกผัก

เป็นมะเร็งก่อนจึงเริ่มรักษามะเร็ง ?

เป็นมะเร็งแล้วค่อยรักษาดี? หรือดูแลตัวเองก่อนที่จะเป็นมะเร็ง? เป็นคุณจะเลือกอย่างไหนละคะ? ถ้าเป็นดิฉันขอเลือกดูแลตัวเองก่อนที่จะเป็นมะเร็งค่ะ เชื่อว่าหลายคนก็คงเลือกเหมือนดิฉันใช่มั้ย เพราะเมื่อเป็นมะเร็งแล้วก็ต้องรักษา ต้องเดินทางไปหาหมอทุกอาทิตย์ ต้องโดนเข็มเจาะโน้นนิดเจาะนี่หน่อยเพื่อเอาไปตรวจ บางครั้งก็ต้องผ่าตัดเพื่อเอาชิ้นเนื้อออกจากร่างกาย รับรองว่าต้องมีเกิดขึ้นแน่นอนกับการรักษามะเร็งไม่ว่าจะเป็นระยะไหนก็ตาม ขนาดแค่เจาะเลือดดิฉันยังกลัวเจ็บเลยค่ะ กว่าจะเจาะเลือดได้แต่ละครั้งทำใจเป็นนานสองนาน จนนางพยาบอลต้องปลอบเหมือนปลอบเด็กอยู่ทุกครั้ง นับประสาอะไรกับการผ่าตัดแค่นึกถึงก็เจ็บจี๊ดขึ้นมาแล้ว แบบนี้รับรองว่าดิฉันคงไม่รอให้เป็นมะเร็งก่อนแล้วค่อยรักษาแน่นอน ถ้าเราไม่อยากเป็นมะเร็งแล้วเราจะวิธีป้องกันยังไงไม่ให้เป็นมะเร็ง?

ถ้าดิฉันบอกว่าวิธีป้องกันให้ไม่เกิดมะเร็งให้ฟังกันทุกคนต้องตกใจแน่ๆเลย ว่าทำไมมันถึงง่ายอย่างนี้ รู้อย่างนี้ทำมาตั้งนานแล้ว ดิฉันขอบอกก่อนนะคะว่าวิธีที่ดิฉันนำมาเสนอนี้ ดิฉันรวมรวบมาจากคำแนะนำมาจากคุณหมอบอกกับคนไข้ที่รักษามะเร็งจนหายแล้วว่าควรปฏิบัติตัวยังไงถึงจะไม่เป็นมะเร็งอีก อ่านจากหนังสือการป้องกันมะเร็งบ้าง มารวบรวมและปรับนิดหน่อยให้เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อให้ทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก มาดูวิธีป้องกันมะเร็งกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

1.กินผักผลไม้มากกว่าเนื้อสัตว์ อาหารเป็นอันดับหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะว่าเราต้องกินเข้าไปในร่างทุกวันวันละหลายมื้อ การเลือกกินอาหารที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง เราต้องเลือกกินผักและผลไม้มากกว่าที่จะกินเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว โดยเฉพาะส่วนที่เป็นไขมันและเนื้อแดง ต้องกินผักผลไม้ให้ได้ 2 ใน 3 ของอาหารที่เรากินเข้าไปทั้งหมด นั่นหมายถึงว่าถ้าเรากินเนื้อสัตว์ 2 ขีด เราก็ต้องกินผักผลไม้อย่างน้อย 4 ขีดหรือกินเกินครึ่งหนึ่งของอาหารที่เราทานในแต่ละวันเป็นอย่างน้อย เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ชอบที่จะกินเนื้อสัตว์มากกว่าการกินผักผลไม้

แต่คุณรู้หรือเปล่าว่าการกินผักผลไม้นี่ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้ชะงัดนักนะคะ เพราะว่าในผักผลไม้นั้นมีวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค และที่สำคัญผักผลไม้มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดที่ไม่ในเนื้อสัตว์ สารต่อต้านอนุมูลอิสระนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้อนุมูลอิสระทำลายเซลล์ให้กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ แล้วแบบนี้คุณจะเลือกกินผักผลไม้หรือว่าจะเลือกกินเนื้อสัตว์กันล่ะ แต่ที่ดิฉันพูดนี่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องกินแต่ผักผลไม้นะ คุณกินเนื้อสัตว์ได้แต่กินให้น้อยลง กินเพื่อเพิ่มรสชาติให้อาหารไม่ใช่กินเป็นอาหารหลักเพียงอย่างเดียว

ผักผลไม้ที่นำมากินต้องเลือกผักผลไม้ที่ปลอดสารพิษไม่มีสารพิษตกค้างอยู่มากิน เดี๋ยวนี้มีหลายสวนที่ได้รับการรับรองว่าไม่มีสารพิษตกค้าง เพราะมีการรณรงค์ให้ปลูกแบบอินทรีย์กันมากขึ้น ทั้งลงทุนน้อยและขายได้ราคาดี แถวบ้านดิฉันตอนนี้ก็นิยมปลูกผักผลไม้แบบนี้กันแทบทุกสวนแล้ว แต่สำหรับคนที่ต้องซื้อมากินดิฉันแนะนำว่าให้นำผักผลไม้มาล้างให้สะอาดด้วย น้ำอุ่นผสมเบกกิ้งโซดา น้ำด่างทับทิม น้ำอุ่นผสมเกลือ หรือน้ำผสมน้ำสมสายชู วิธีการล้างให้แช่ไว้ในน้ำประมาณ 10-20 นาทีและล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง ถ้าใครไม่มีสารที่ใช้ล้างก็ให้เปิดน้ำไหลผ่านเพื่อล้างหลายๆ ครั้งก็ช่วยได้เหมือนกัน แค่นี้ก็กินผักผลไม้ได้อย่างสบายใจแล้ว

2.กินอาหารรสจืด ดิฉันเป็นคนที่ชอบกินอาหารรสจัดมาก ทั้งต้มยำ แกง น้ำพริก เจอข้อนี้เข้าไปตอนแรกก็ทำใจยากมากเลยค่ะ จะให้กินแต่ต้มจืด ผัดผักคงทำไม่ได้แน่ แต่จริงแล้วที่บอกว่าอาหารรสจืดไม่ใช่ให้กินแต่อาหารจำพวกต้มจืดเพียงอย่างเดียว เราสามารถกินอาหารได้ทุกประเภท แต่ปรุงรสให้เบาลง อย่าเค็มจัด อย่าหวานจัด อย่าเผ็ดจัด และไม่ควรใช้เครื่องปรุงรสสำเร็จรูป ผงชูรส ให้ใช้แค่เกลือ น้ำตาล น้ำปลาได้นิดหน่อย ปรุงรสชาติให้กลมกล่อมก็พอแล้ว ตอนแรกที่ทำก็แอบคิดในใจว่าจะกินได้หรือเปล่าเนี่ย ช่วงแรกที่กินขอบอกว่าโอ้ย! ไม่อยากกินเลยแต่พอกินไปได้สักวันสองวันดิฉันก็เริ่มชินกับรสจืดนี้แล้ว บางครั้งไปกินก๋วยเตี๋ยวนอกบ้านไม่ต้องปรุงเลยนะ เพราะว่าน้ำซุปของเค้ามีรสจัดอยู่แล้ว การกินอาหารรสจืดนี่นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งแล้วยังช่วยให้ผิวพรรณของเราเนียนนุ่มไม่หยาบกระด้างอีกด้วย

3.งดของหมักของดอง นี่ก็เป็นอีกอย่างที่ทำร้ายจิตใจดิฉันมาก เพราะดิฉันนี่เป็นแฟนคลับของผลไม้ดองเลยต้องซื้อทุกครั้งที่เห็น แต่คุณรู้หรือไม่ว่าของดองมีส่วนผสมของแซกคาริน (Saccharin) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า “ขัณฑสกร หรือ ดีน้ำตาล” ที่มีผลการวิจัยพบว่าสารนี้เป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้โดยเฉพาะมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ยังรวมถึง หน่อไม้ดอง ไข่เยี่ยวม้า ผักกาดดอง แหนม หมูยอ รวมถึงการถนอมอาหารที่ใช้เกลือเป็นตัวช่วย เช่น ไขเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า กะปิ ด้วย อาหารทุกอย่างที่กล่าวมาควรหลีกเลี่ยงรับประทานหรือรับประทานนานๆครั้งก็ได้ แต่ห้ามรับประทานติดต่อกันเป็นประจำนะคะ

3.ควบคุมน้ำหนัก น้ำหนักเป็นสิ่งที่บ่งบอกสุขภาพของตัวเองได้เป็นอย่างดี เราสังเกตได้จากคนที่ไปรักษาตัวหรือมีโรคประจำตัวส่วนมากจะมีรูปร่างอ้วนมีน้ำหนักเกินมาตาฐาน แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ ให้คำนวณจากสูตร

ผู้หญิง [(ส่วนสูง (เซนติเมตร) – 150) x 0.7] + 45 = น้ำหนักตามเกณฑ์โดยประมาณของผู้หญิง
ผู้ชาย  [(ส่วนสูง (เซนติเมตร) – 150) x 0.7] + 50  = น้ำหนักตามเกณฑ์โดยประมาณของผู้ชาย

 

ค่าน้ำหนักที่คำนวณได้เราสามารถ +/- 2 กิโลกรัม คือต่ำกว่า 2 กิโลกรัมและสูงกว่าที่ 2 กิโลกรัม ก็คือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ถ้าใครคิดคำนวณแล้วมีน้ำหนักสูงกว่าเกณฑ์มากต้องลดน้ำหนักให้เข้ามาอยู่ในเกณฑ์กันแบบด่วนๆ นะ การที่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์จะช่วยป้องกันการเป็นโรคมะเร็งได้ถึง 20% เชียวนะ ดิฉันเองถือว่าโชคดีที่ไม่ได้มีน้ำหนักเกิน แต่ก็ต้องควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากกว่านี้เพราะตอนนี้น้ำหนักก็สูงที่สุดในเกณฑ์แล้ว

4.ดื่มน้ำมากให้เพียงพอ น้ำสะอาดเป็นน้ำที่ดีที่สุดที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งได้นะคะ เราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร เพื่อล้างสารพิษในร่างกายและช่วยให้เซลล์มีความแข็งแรงมีอายุยืนยาว แต่บางคนไม่ชอบดื่มน้ำเพราะเมื่อดื่มแล้วต้องเดินเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น ดิฉันก็เป็นเหมือนกันเพราะขี้เกียจเดินไปเข้าห้องน้ำ แต่รู้หรือไม่ว่าการดื่มน้ำมากๆ จะช่วยล้างสารพิษตกค้างออกมาจากร่างกายได้ดีที่สุด แต่น้ำที่ดื่มเข้าไปควรเป็นน้ำธรรมดาน้ำแร่หรือน้ำมะพร้าวจากลูกมะพร้าวเท่านั้น ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม ชา กาแฟหรือเครื่องดื่มสำเร็จรูปทุกชนิดแทนการดื่มน้ำเปล่า เพราะว่านอกจากจะไม่ได้ประโยชน์ในการล้างสารพิษแล้ว น้ำดื่มพวกนี้ยังมีน้ำตาล สารปรุงแต่งกลิ่นสี และสารกันบูดผสมอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย เดี๋ยวนี้ดิฉันดื่มน้ำวันละ 3 ลิตรทุกวันค่ะ ถึงจะเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นแต่ดิฉันรู้สึกว่าร่างกายสดใสกว่าแต่ก่อน ผิวก็ดูเปล่งปลั่งมากขึ้นด้วยนะ เห็นผลกันจริงๆ ชอบก็ตรงนี้ละค่ะ

5.งดสูบบุหรี่ งดดื่มเหล้า เพราะว่าได้มีการสำตรวจและทำการวิจัยพบว่าการสูบบุหรี่และการดื่มเหล้านั้นเป็นตัวกระตุ้นการเกิดมะเร็งที่ดีมาก ดังนั้นถ้าเราต้องการที่ป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็งเราก็ไม่ควรที่จะดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ จะสูบมากสูบน้อยก็ไม่ดีทั้งนั้น เพราะบุหรี่และเหล้าจะเข้าไปทำลายเซลล์ที่อยู่ในร่างกายให้อ่อนแอลงไม่มีภูมิต้านทานโรค เซลล์จึงถูกทำลายได้ง่ายจนกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด ใครที่กำลังสูบบุหรี่ก็ควรเลิกสูบเสียนะคะ อนาคตจะได้ไม่ต้องเสี่ยงเป็นมะเร็ง อันนี้ยังรวมถึงคนที่ทำงานอยู่ในสถานที่อับที่มีการสูบบุหรี่ก็มีความเสี่ยงเหมือนกันนะ เช่น คนทำงานตามผับบาร์ที่อนุญาตให้สูบบุหรี่ ถึงเราไม่สูบแต่เราก็สูดควันเข้าปอดไปด้วยเหมือนกัน ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงค่ะ

6.ออกกำลังกาย เราควรออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละ 4 วัน แค่เดินต่อเนื่องวันละ 30 นาทีก็ยังดี เพื่อเป็นการบริหารร่างกายให้แข็งแรง สร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย ดิฉันเองเดี๋ยวนี้ อบต.แถวบ้านมีการส่งเสริมเรื่องการออกกำลังกาย ตอนเย็นจะมีครูฝึกมาสอนเต้นแอโรบิคบ้าง สอนรำกระบี่กระบอง และบางครั้งดิฉันก็ออกไปปั่นจักรยานตอนเช้ากับป้าๆ น้าๆ ในหมู่บ้านบรรยากาศดีมาก ได้ทั้งสุขภาพได้ทั้งสังคม สุขภาพกายดีสุขภาพใจก็แข็งแรงไปด้วย

7.ตรวจสุขภาพประจำปี เป็นการป้องกันอันดับสุดท้าย การไปตรวจสุขภาพประจำปีทุกปีเพื่อเป็นการเช็คว่ามีอะไรในร่างกายผิดปกติเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ เวลาที่เจ็บป่วยหรือปวดมากผิดปกติก็ต้องไปหาหมอเพื่อตรวจดูด้วยว่ามีสาเหตุมาจากอะไรเป็นอันตรายไหม ถ้าเป็นมะเร็งจะได้รักษาแต่เนิ่นๆ ไม่ปล่อยทิ้งไว้จนเป็นขั้นลุกลามที่รักษาได้ยาก ในปัจจุบันนี้มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งบางชนิดขึ้นมา เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งได้ เช่น มะเร็งปากมดลูก ซึ่งถ้ามีให้ฉีดเราก็ควรไปฉีด ส่วนตัวดิฉันก็ไปฉีดมาแล้วเป็นการป้องกันไว้ก่อน

ที่กล่าวมาเป็นวิธีป้องกันความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง หลายคนคิดว่าไม่ง่ายเหมือนที่บอกตอนแรกเลย อ่านแล้วดูยุ่งยากจัง สิ่งโน้นก็ไม่ได้สิ่งนี่ก็ไม่ได้ ง่ายสิคะ ลองคิดตามนะคะ ถ้าเรารับประทานผักผลไม้เป็นหลักเนื้อสัตว์เป็นรอง ดื่มน้ำสะอาด 3 ลิตรทุกวัน สองอย่างนี้จะทำให้น้ำหนักตัวเราอยู่ในเกณฑ์ไม่อ้วน ออกกำลังกายมีกิจกรรมทำ มีสังคมที่รักสุขภาพก็ไม่อยากสูบบุหรี่ ไม่อยากกินเหล้า เพียงเท่านี้ชีวิตเราก็ห่างไกลจากมะเร็งแล้วจริงไหมคะ วันนี้คุณเริ่มป้องกันมะเร็งแล้วหรือยังค่ะ

Content by Amprohealth