ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)

ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)

(Triglyceride)

ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) คือ อนุภาคไขมันชนิดหนึ่งมีขนาดที่เล็กมาก ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เองจากในตับ หรืออาจจะมาจากอาหารต่างๆที่ทานเข้าไปในแต่ละวัน โดยเมื่อมีการกินอาหารเข้าไปร่างกายไตรกลีเซอไรด์จะถูกส่งผ่านเข้าไปในกระแสเลือด โดยอาศัยตัวช่วยอย่างไลโปโปรตีนและส่งต่อไปยังเซลล์ส่วนต่างๆของร่างกายหากมีปริมาณที่มากเกินไปจะทำการส่งไตรกลีเซอไรด์ไปเก็บที่เนื้อเยื่อไขมันตามส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งสาเหตุนี้เองทำให้เกิดการอ้วนขึ้นได้ ในผู้ที่ทานอาหารมากเกินความจำเป็น

ไตรกลีเซอไรด์ ประกอบด้วย กรดไขมันจำนวนสามโมเลกุลที่ยังไม่เสถียร รวมตัวกับกลีเซอรอล จำนวนหนึ่งโมเลกุล จึงรวมตัวกันเป็น ไตรกลีเซอไรด์หรือไขมันที่แท้จริง (True Fat) ส่วนบางตำรา ในข้อมูลทางวิชาการอาจจะใช้ชื่อตามโครงสร้างทางเคมีว่า ไตรอะซิลกลีเซอรอล ก็ได้

ข้อแตกต่างระหว่าง Triglycerides และ Cholesterol

หลายคนคงสงสัยว่าไตรกลีเซอไรด์ กับคอเลสเตอรอล เป็นชนิดเดียวกันหรือไม่ หรือแตกต่างกันอย่างไร สามารถอธิบายได้คือ ไตรกลีเซอไรด์ แตกต่างจากคอเลสเตอรอลเนื่องจาก ไตรกลีเซอไรด์ จะเป็นไขมันที่แท้จริงที่มีการให้พลังงาน หรือ มีแคลอรี่ ประมาณ 9 แคลอรี่ต่อ 1 กรัม แต่ คอเลสเตอรอล จะเป็นสารขี้ผึ้งที่คล้ายไขมัน จะไม่มีการให้พลังงานแต่อย่างใด หรือมีค่าพลังงานเท่ากับ 0 แคลอรี่

ในภาวะที่ร่างกายขาดพลังงานจาก กลูโคสในคาร์โบไฮเดรต ร่างกายจะไปดึงพลังงานสำรองที่เก็บไขในรูปของไขมันจาก ไตรกลีเซอไรด์ มาใช้แทน เพื่อให้ร่างกายสามารถดำรงชีวิตอยู่ไปได้ตามปกติ

ไตรกลีเซอไรด์เข้าสู่กระแสะเลือดได้อย่างไร

ไตรกลีเซอไรด์ ก็เหมือนกับ คอเลสเตอรอล คือ ไม่สามารถเข้าไปลอยอยู่ในกระแสเลือดในร่างกายได้เอง แต่ต้องมีตัวช่วยในการพาไป ซึ่งตัวช่วยที่ว่านี้ก็คือ ไคโลไมครอน (Chylomicron) ซึ่งเป็นไลโปโปรตีนชนิดความหนานานต่ำที่สุด มีหน้าที่หลักในการขนส่งลำเลียงสารอาหารประเภทไขมัน ทั้ง ไตรกลีเซอไรด์ และ คอเลสเตอรอล จากบริเวณลำไส้เล็ก ผ่านท่อน้ำเหลือง (Lymphatic System) จากนั้นจึงเข้าสู่การไหลเวียนของเลือดทางหลอดเลือดดำ (Left Subclavianvein)

ไคโลไมครอนจะเริ่มทำงานทันที เมื่ออาหารที่ทานเข้าไปเริ่มเข้าสู่กระบวนการย่อยที่ลำไส้เล็ก โดยจะทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นประเวลาประมาณ 12 ชั่วโมง ดังนั้น หากต้องการจะไปเจาะเลือดเพื่อตรวจวัดค่าไตรกลีเซอไรด์ ทางแพทย์จะต้องให้ผู้ที่จะตรวจ ทำการงดอาหารอย่างน้อย 12 – 14 ชั่วโมงก่อนทำการตรวจ เพื่อให้ผลการตรวจที่ได้ออกมาแม่นยำและตรงมากที่สุด

ไตรกลีเซอไรด์ จะไหลเวียนผ่านเข้าไปที่ตับและถูกย่อยสลายด้วยเอนไซด์ จนแตกตัวออกเป็นกรดไขมัน (Fatty Acids) ซึ่งเป็นส่วนที่เล็กสุดที่จะนำไปใช้ประโยชน์กับเซลล์ส่วนต่างๆในร่างกาย หากใช้ไม่หมดและมีส่วนที่เหลือจะเรียกว่า กรดไขมันอิสระ (Free Fatty Acids) โดยส่วนนี้จะถูกตับเข้ามาจัดการเก็บเอาไว้
ไตรกลีเซอไรด์กับแหล่งพลังงานสำรองในร่างกาย

นอกจากไตรกลีเซอไรด์ ที่เป็นพลังงานสำรองในร่างกายแล้ว ยังมีแหล่งสำรองพลังงานอีกรูปแบบหนึ่งคือ ไกลโคเจน (Glycogen) หมายถึง สารชนิดหนึ่ง ที่ถูกเก็บไว้เป็นพลังงานสำรอง ภายในร่างกาย

จากการทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต และถูกย่อยเป็นกลูโคส แล้วร่างกายนำไปใช้งานได้ไม่หมดจึงถูกนำไปเก็บไว้ในรูปของน้ำตาลปึกหากร่างกายได้รับสารอาหารประเภท กลูโคสมากจนเกินที่จะไปเก็บในรูปแบบของ ไกลโคเจน ได้ และยังคงเหลืออยู่ในกระแสเลือด กรณีนี้ค่อนข้างเป็นอันตรายต่อร่างกาย หากปล่อยไว้เป็นเวลานานเนื่องจากกลูโคส ส่วนเกินนี้ ตับซึ่งมีหน้าที่เก็บของที่เหลือใช้ ก็อาจจะไม่สามารถรับได้หมด จึงต้องทำการเปลี่ยนกลูโคสเหล่านี้ ให้อยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ พร้อมๆ กับเปลี่ยนกรดไขมันอิสระ ให้เปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ด้วยเช่นกัน และจึงทำการส่งผ่านทาง ไลโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำอย่าง VLDL จากตับในรูปของไตรกลีเซอไรด์ เข้าสู่กระแสเลือด เพื่อเตรียมรอให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อไขมัน (Adipose Tissue) นำไปใช้ประโยชน์ต่อไปซึ่งสัดส่วนของ VLDL และไตรกลีเซอไรด์ จะมีระดับที่สัมพันธ์กันและเป็นค่าคงที่เสมอ

สำหรับในร่างกายคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงปกติ จะพบว่ามีค่า VLDL อยู่ระหว่าง 7 – 32 mg/dL และ ไตรกลีเซอไรด์อยู่ระหว่าง 40 – 160 mg/dLดังนั้น ค่าของไตรกลีเซอไรด์จะมีสัดส่วนเป็น 5เท่าของ VLDL โดยน้ำหนัก หรือ VLDL คิดเป็น 20% ของไตรกลีเซอไรด์

ดังนั้น ไตรกลีเซอไรด์ จะเกิดขึ้นได้จาก ปริมาณอาหารที่กินเข้าไปเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ รวมกับ ไขมันที่ได้จากการทานอาหาร และ ปริมาณของไขมันที่เกิดจากส่วนเกินของกลูโคส หรืออาหารประเภทแป้ง
ไตรกลีเซอไรด์ ที่ผ่านเข้าไปยังกระแสเลือดแล้ว จะมีหน้าที่แจกจ่าย กรดไขมัน “Fatty Acids” ให้กับกล้ามเนื้อและเซลล์ไขมัน (Adipose Cells) ซึ่งช่วยให้ร่างกายมีปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายลดลงตามไปด้วย และในส่วนที่ใช้ไม่หมดที่เหลืออยู่ในกระแสเลือดนั้น จะถูกแยกสลายด้วยเอนไซม์ Lipoprotein Lipase ทำให้เกิดการแตกตัวของ ไตรกลีเซอไรด์ และ VLVD เป็น 2 ส่วนสำคัญคือ

1. Intermediate Density Lipoprotein (IDL) คือ ไลโปโปรตีน และไขมันในเลือดที่แตกตัวจาก VLDL จัดเป็นไขมันชนิดที่ไม่ดี
2. Apoprotein Cs ซึ่งจะผันแปรต่อไปเป็น HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ดี จะช่วยกำจัดไขมันแอลดีแอลออกจากผนังหลอดเลือด

การตรวจหาค่าของไตรกลีเซอไรด์ในร่างกาย

การตรวจหาค่าของไตรกลีเซอไรด์ ใช้สำหรับการตรวจวิเคราะห์ เพื่อต้องการเช็คระดับไขมันในเส้นเลือดของบุคคลนั้นๆ ซึ่ง หากในร่างกายมีค่าของ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ได้เช่นเดียวกับการมีระดับคลอเลสเตอรอลที่สูงด้วยเช่นกัน

ค่าปกติของ ไตรกลีเซอไรด์ สามารถแบ่งได้ดังนี้

ผู้ชาย    ไตรกลีเซอไรด์มีค่าอยู่ระหว่าง  40 – 160 mg/dL- ผู้ชาย    ไตรกลีเซอไรด์มีค่าอยู่ระหว่าง  40 – 160 mg/dL

ผู้หญิง   ไตรกลีเซอไรด์มีค่าอยู่ระหว่าง  35 – 135 mg/dL

สำหรับผู้ที่มีค่าของไตรกลีเซอไรด์จากการตรวจและพบว่า มีปริมาณที่สูงกว่า 400mg/dLขึ้นไปแสดงว่าร่างกายเกินความผิดปกติเกิดขึ้น มี ไตรกลีเซอไรด์ ในปริมาณที่สูงมาก ควรต้องรีบไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน

การมีค่า Triglyceride ที่ผิดปกติ แบ่งได้ 2 กรณี ดังนี้

1. ค่าไตรกลีเซอไรด์ ที่วัดได้น้อยกว่าค่ามาตรฐานปกติอาจแสดงผลว่า

อาจเกิดสภาวะการดูดซึมสารอาหารทำงานผิดปกติ (Malabsorption Syndrome) ส่งผลให้การดูดซึมไขมันจากอาหาร โดยลำไส้ได้ทำได้น้อยกว่าปกติ จึงส่งผลทำให้ค่าไตรกลีเซอไรด์ลดต่ำลงผิดปกติตามไปด้วย

อาจเกิดจาก การทานอาหารที่มีปริมาณของไขมันต่ำเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ

อาจเกิดสภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินปกติ  ทำให้เกิดการแยกสลาย (Catabolism) ของ  VLDL มากกว่าปกติ ทำให้เหลือ  VLDL น้อยกว่าปกติ เนื่องจาก  VLDL มีหน้าที่หลักในการนำไตรกลีเซอไรด์  เข้าสู่กระแสเลือด ดังนั้น เมื่อ VLDL มีปริมาณที่ต่ำ จากการถูกแตกสลาย จึงส่งผลให้ไตรกลีเซอไรด์มีระดับลดต่ำลงตามไปด้วย

2. ค่าไตรกลีเซอไรด์ ที่วัดได้มากกว่าค่ามาตรฐานปกติอาจแสดงผลว่า

อาจเกิดสภาวะท่อน้ำดีอุดตัน  (Biliary Obstruction)

อาจเกิดโรคเบาหวาน

อาจเกิดโรคเกี่ยวกับไต

อาจเกิดโรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ (Endocrine Disorders)

อาจเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เนื่องจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดนั้น จะมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบหลัก

อาจเกิดจากการกินอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ขนม แป้ง น้ำตาล มากเกินไปกว่าที่ร่างกายต้องการ

สำหรับผู้ที่มีค่าไตรกลีเซอไรด์สูงติดต่อกันเป็นเวลานานหลายวัน อาจเรียกได้ว่ามีภาวะของโรคไตรกรีเซอไรด์สูง (Hypertriglyceridemia) ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีอาการทางลูกนัยน์ตา เช่น จะมี ผื่นสีเหลืองเกิดขึ้นที่หนังเปลือกตา (Eruptive Xanthomas) หรืออาจะมี รอบขอบตาดำจะมีแถบสีเทาออกขาวโดยอยู่รอบขอบตาผู้ป่วยที่มีอาการนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ และต้องรูจักควบคุมปริมาณและประเภทอาหารที่กินให้เหมาะสม รวมทั้งต้องคอยหมั่นออกกำลังกายอย่างเหมาะสมด้วย

สามารถสรุปได้ว่า ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันชนิดที่มีทั้งประโยชน์และโทษกับร่างกาย ซึ่งหากตัวเราเองบริโภคอาหารในแต่ละมื้อด้วยปริมาณที่มากเกินความจำเป็นของร่างกาย ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะปริมาณของไขมันในร่างกายสูงได้ เสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายชนิดต่างๆต่อร่างกาย ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ ควรทานอาหารให้พอดีและเหมาะสมในแต่ละมื้อ และรู้จักหลีกเลี่ยงอาหารที่ไขมันสูงเอาไว้ด้วยก็จะดีที่สุด

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

Davidson, Michael H. (28 January 2008). “Pharmacological Therapy for Cardiovascular Disease”. In Davidson, Michael H.; Toth, Peter P.; Maki, Kevin C. Therapeutic Lipidology. Contemporary Cardiology. Cannon, Christopher P.; Armani, Annemarie M. Totowa, New Jersey: Humana Press, Inc. pp. 141–142. 

Balch, Phyllis A. (2006). “Carnitine”. Prescription for nutritional healing (4th ed.). New York: Avery. p. 54.

GILL, Jason; Sara HERD; Natassa TSETSONIS; Adrianne HARDMAN (Feb 2002). “Are the reductions in triacylglycerol and insulin levels after exercise related?”. Clinical Science. 102 (2): 223–231. Retrieved 2 March 2013.

 

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here