การทำศัลยกรรมของคนแต่ละช่วงอายุ

การทำศัลยกรรมของคนแต่ละช่วงอายุ
การทำศัลยกรรม นับเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมจากคนทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะวัยรุ่น วัยทำงาน วัยกลางคนหรือวัยสูงอายุ

การทำศัลยกรรม

ปัจจุบันนี้ การทำศัลยกรรม นับเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมจากคนทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะวัยรุ่น วัยทำงาน วัยกลางคนหรือวัยสูงอายุ เนื่องจากการทำศัลยกรรมสามารถเสริมบุคลิกภาพหรือภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูโดดเด่น เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและโอกาสให้กับตนเอง 

ตามค่านิยมของสังคมปัจจุบันที่คนสวย คนหล่อจะได้รับการยอมรับจากสังคมมากกว่าคนที่ไม่สวยไม่หล่อ โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่ต้องการได้รับการยอมรับจากสังคม ต้องการให้คนส่วนมากให้ความสำคัญ การชมเชยหรือการชื่นชม จึงให้ความสนใจกับการศัลยกรรมเป็นอย่างมาก ซึ่งการศัลยกรรมใช่ว่าจะสามารถที่จะทำได้ทุกช่วงอายุ เพราะว่าการทำศัลยกรรมในช่วงอายุที่ไม่เหมาะสมหรือทำในช่วงอายุที่อวัยวะยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่จะส่งผลเสียต่อร่างกาย คือ

ผลเสียจากการทำศัลยกรรมในช่วงอายุที่ไม่เหมาะสม

1.อวัยวะเติบโตช้าลง
การทำศัลยกรรม ด้วยการผ่าตัดเสริมอวัยวะที่ต้องใช้วัสดุใส่เข้าไปในร่างกาย เช่น การเสริมจมูก การเสริมเต้านม เป็นต้น การวางวัสดุหรือการฉีดวัสดุเข้าไปเพื่อเสริมอวัยวะให้ดูใหญ่หรือสูงขึ้น วัสดุดังกล่าวจะไปกดทับเนื้อเยื่อและกระดูกบริเวณดังกล่าวทำให้เนื้อเยื่อและกระดูกมีการเจริญเติบโตทกว่าที่ควรจะเป็นตามช่วงอายุ เมื่ออวัยวะเจริญเติบโตได้ช้าลงย่อมส่งผลให้ขนาดและรูปร่างของอวัยวะไม่สมดุลกับอวัยวะส่วนอื่นของร่างกายอีกด้วย เช่น การเสริมจมูกเมื่ออายุประมาณ 12-13 ปี เมื่ออายุ 18 ปีซึ่งใบหน้าจะมีการเจริญเติบโตที่เต็มที่ ใบหน้าจึงมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น แต่จมูกกลับมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับขนาดของใบหน้าทำให้จมูกแลดูมีขนาดที่เล็กแลดูไม่สมดุลและสวยงามนั่นเอง

2.รูปทรงไม่สวย
เนื่องจากอวัยวะของร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างต่อและเติบโตสูงสุดที่อายุประมาณ 18-20 ปี ซึ่งถ้าทำการศัลยกรรมก่อนที่ร่างกายจะมีการเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ย่อมทำให้รูปทรงที่เกิดขึ้นจาก การทำศัลยกรรม มีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะวัสดุที่ทำการเสริมเข้าไปไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตตามกระดูกหรือเนื้อเยื่อของร่างกาย ทำให้รูปทรงที่ทำศัลยกรรมผิดจากที่ต้องการไป หรือการผ่าตัดกระดูกเพื่อดึงหรือปรับรูปทรงของใบหน้า เมื่อกระดูกเจริญเติบโตขึ้น รูปทรงของใบหน้าก็จะเปลี่ยนแปลงไม่เป็นรูปตามที่ได้กำหนดไว้ในครั้งแรกหลังการทำศัลยกรรม

3.เจ็บตัวซ้ำซ้อน
เมื่อศัลยกรรมที่ทำเกิดการผิดรูปทรงที่ต้องการ เนื่องจากร่างกายมีการเจริญเติบโตมากขึ้น ส่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้คือ การทำศัลยกรรม ซ้ำเพื่อปรับปรุงรูปทรงของการศัลยกรรมให้เหมาะสมกับโครงสร้างของอวัยวะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งบางครั้งการศัลยกรรมซ้ำ อาจจะไม่สามารถปรับปรุงให้อวัยวะกลับมาสวยงามหรือมีขนาดที่เหมาะสมกับรูปร่างได้ เหมือนในการทำศัลยกรรมครั้งแรก เพราะว่าอวัยวะดังกล่าวมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ เนื่องจากการกดทับของวัสดุที่ใช้ทำการศัลยกรรมในครั้งแรกหรือกว่าจะสามารถทำให้อวัยวะกลับมาสวยงามตามที่ต้องการ ผู้ป่วยต้องทำการผ่าตัดหลายครั้งนำมาซึ่งความเจ็บปวดซ้ำซ้อน

4.เสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากขึ้น
การทำศัลยกรรม เพื่อแก้ไขมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการทำศัลยกรรมครั้งแรก เพราะว่าการแก้ไขจะต้องทำการนำวัสดุที่เสริมครั้งแรกออก แล้วจึงจะสามารถทำการใส่วัสดุใหม่เพื่อเสริมเข้าไปแทนที่ได้ ซึ่งบางครั้งเมื่อนำวัสดุเก่าออกแล้วจะไม่สามารถทำการเสริมหรือตกแต่งอวัยวะได้ในทันที ต้องทำการพักฟื้นเพื่อให้ร่างกายทำการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและกระดูกที่บริเวณดังกล่าวให้กลับสู่สภาวะปกติก่อน ทำให้ผู้เข้ารับการศัลยกรรมต้องทำการผ่าตัดอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ผ่าตัดนำออกและผ่าตัดนำเข้า ซึ่งค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มเป็นสองเท่าหรือสามเท่าหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการผ่าตัด และระยะในการพักฟื้นก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้สูญเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายมากขึ้น 2-3 เท่าตัวเป็นอย่างต่ำ
จะพบว่าการศัลยกรรมในช่วงวัยที่ไม่เหมาะสม คือ การศัลยกรรมในช่วงอายุที่อวัยวะของร่างกายมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่นั่นเอง ดังนั้นเมื่อต้องการทำศัลยกรรมควรเลือกทำตามช่วงวัยให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของอวัยวะดังกล่าว ซึ่งช่วงอายุที่เหมาะสมกับการทำศัลยกรรม โดยแบ่งตามอวัยวะของร่างกายดังนี้

การทำศัลยกรรม เป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมจากคนทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะวัยรุ่น วัยทำงาน วัยกลางคนหรือวัยสูงอายุ เนื่องจากช่วยเสริมบุคลิกภาพหรือภาพลักษณ์ให้ดูโดดเด่น และสร้างความเชื่อมั่นและโอกาสให้กับตนเอง

ช่วงอายุที่เหมาะสมกับการทำศัลยกรรม

1.กระดูกหน้าผาก (Frontal bone)
ช่วงอายุสำหรับ การทำศัลยกรรม หน้าผากสามารถแบ่งได้ดังนี้
1.1การเสริมหน้าผาก ด้วยวัสดุเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสำหรับผู้ที่มีหน้าผากไม่เรียบเนียน หน้าผากแคบหรือหน้าผากมีลักษณะแบน การเสริมหน้าผากจะทำการเสริมวัสดุเข้าไปใต้ผิวหนัง ซึ่งวัสดุที่นิยมนำมาใช้ เช่น ซีเมนต์เชื่อมกระดูก (Bone cement) ซิลิโคนแผ่น Gore- Tex (e-PTFE) เป็นต้น ซึ่งผู้ที่ต้องการเสริมหน้าผากหน้าผากควรมีอายุประมาณ 18-20 ปีขึ้นไป เพราะช่วงอายุดังกล่าวกระดูกหน้าผากจะมีการเจริญเติบโตที่เต็มที่แล้ว เมื่อทำการเสริมหน้าผากที่ช่วงอายุนี้จะทำให้ลักษณะของหน้าผากที่ได้จะมีรูปทรงที่คงที่
1.2 กรอหน้าผาก เหมาะสำหรับผู้ที่มีลักษณะของสันโหนกคิ้วสูงมากหรือบริเวณหน้าผากบางส่วนมีความสูงมากจนทำให้หน้าผากมีผิวที่ไม่เรียบเนียน การกรอหน้าผากคือการกรอเอากระดูกส่วนที่เป็นผิวหน้าออกไปทำให้กระดูกส่วนที่นูนหรือสูงออกมาราบเนียน ซึ่งการกรอกระดูกควรทำให้ช่วงอายุ 20 ปีขึ้นไป
1.3 ดึงหน้าผากและการยกคิ้ว คือ การดึงเนื้อบริเวณหน้าผากให้ตึง จุดประสงค์เพื่อลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เกิดขึ้น ซึ่งช่วงอายุที่ทำการดึงหน้าผากควรมากกว่า 35 ปี เพราะช่วงอายุดังกล่าวผิวหนังที่บริเวณหน้าผากมีการเสื่อมสมภาพทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นชนิดถาวรขึ้น ซึ่งไม่สามารถรักษาด้วยการทาครีมได้ จึงจัดเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมในการทำการศัลยกรรมดึงหน้าผากและยกคิ้ว

2.การศัลยกรรมดวงตา (Eyelid Surgery)
ดวงตาและบริเวณรอบดวงตาจะมีขนาดที่เจริญเติบโตเต็มที่เมื่ออายุประมาณ 17-18 ปี ซึ่งการศัลยกรรมดวงตา ไม่ว่าจะเป็นการทำตาสองชั้นด้วยการกรีด การเย็บชั้นหนักตา การเปิดหัวตาหรือหางตา การนำเนื้อหรือไขมันที่บริเวณหนังตาออกเพื่อให้สังเกตชั้นตาได้ชัดเจนขึ้น ควรทำหลังจากช่วงอายุ 18 ปี เนื่องจากทำแล้วดวงตาจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงขนาดเพิ่มขึ้น จึงทำให้ลักษณะของ การทำศัลยกรรม ที่ทำมาสามารถสังเกตได้ชัดเจน ไม่จางลงหรือเนื้อที่เติบโตขึ้นเข้ามาบดบังชั้นหนังตานั่นเอง แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับถุงใต้ตา ไม่ว่าจะเป็นกรณีถุงใต้ตาใหญ่ ถุงใต้ตาคล้ำเนื่องจากกรรมพันธุ์ควรทำการศัลยกรรมถุงใต้ตาเมื่อมีอายุมากกว่า 19 ปีหรือทำตอนอายุ 20 ปีจะดีที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ถุงใต้ตามีการเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว ถุงใต้ตาจะไม่สามารถเพิ่มขนาดขึ้นในภายหลัง
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของดวงตาก็คือ หนังตาตกหรือผิวหนังเกิดการเหี่ยวย่น สืบเนื่องมากจากอายุที่มากขึ้นทำให้กระบวนการผลิตคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) ของผิวหนังเกิดขึ้นน้อยลง ผิวหนังที่บริเวณหนังตาจึงหย่อนลงมาบังชั้นหนังหรือบางครั้งหย่อนลงมาบดบังการมองเห็นของดวงตา สามารถทำการศัลยกรรมเพื่อตัดส่วนของหนังตาที่หย่อนลงมาบดบังได้ ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่ง การทำศัลยกรรม อาจจะต้องทำอีกครั้งเมื่ออายุประมาณ 45-50 ปี เนื่องจากเซลล์ผิวหนังมีความเสื่อมเพิ่มขึ้น

3.การศัลยกรรมจมูก (Rhinoplasty)
การศัลยกรรมจมูกไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเพื่อเสริมจมูก (Augmentation Rhinoplasty) หรือการผ่าตัดเพื่อลดขนาดจมูก (Reduction rhinoplasty) สามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่กระดูกโครงสร้างของจมูกมีการเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ดังนั้นเมื่อทำ การทำศัลยกรรมจมูก รูปทรงและลักษณะของจมูกที่ทำไว้จะคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการเจริญเติบโตของกระดูกและเนื้อเยื่อที่เพิ่มขึ้น จนทำให้เปลี่ยนขนาดวัสดุให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเพื่อให้รูปทรงของจมูกมีลักษณะที่เหมาะสมกับใบหน้า

4.ศัลยกรรมปาก (Lips Surgery)
การทำศัลยกรรมปาก คือ การผ่าตัดเพื่อปรับปรุงรูปร่างและลักษณะบางอย่างของปากให้เหมาะสมกับใบหน้าหรือตามความชื่นชอบของผู้เข้ารับการผ่าตัด ซึ่ง การทำศัลยกรรม ปากที่พบได้บ่อย คือ การผ่าตัดริมฝีปากหนาให้มีลักษณะที่บางลง (Lips Reduction) การผ่าตัดยกริมฝีปากบน (Upper lips lift, Upper lips lift shortening) และการเสริมขนาดของริมฝีปาก (Lips Augmentation) ซึ่งเหมาะการศัลยกรรมริมฝีปากสามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป เพราะขนาดของริมฝีปากมีขนาดที่เติบโตเต็มที่แล้ว ผลของการศัลยกรรมที่เกิดขึ้นจะทำให้รูปทรงของปากและลักษณะของริมฝีปากได้รูปที่สวยงาม

5. ศัลยกรรมคาง (Chin Surgery)
คางเป็นอวัยวะที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกและเนื้อเยื่อเต็มที่เมื่ออายุ 18 ปี ดังนั้น การทำศัลยกรรม คาง ไม่ว่าจะเป็นการเสริมคราง (Chin Augmentation) ด้วยวัสดุเพื่อเพิ่มขนาดและความยาวของคาง การตัดคาง (Chin Reduction) หรือการเลื่อนคาง (Chin Sliding) เพื่อลดขนาดและปรับรูปร่างของคางตามต้องการ ควรทำที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปจะดีที่สุด เพราะกระดูกจะไม่มีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น ทำให้กระดูกไม่เกิดการเคลื่อนที่จากตำแหน่งที่ทำศัลยกรรมไว้

6.การศัลยกรรมกราม (Jaw surgery)
คนไทยส่วนมากจะมีกรามที่ใหญ่และขยายออกมาด้านข้าง จึงนิยมที่จะตัดกรามเพื่อให้ใบหน้าและดูเรียว ซึ่งการศัลยกรรมกรามซึ่งเป็นกระดูกหลักของใบหน้า จะต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีจึงจะเหมาะสมใน การทำศัลยกรรม กราม เพราะผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปนั้น กระดูกขากรรไกรจะมีการเจริญเติบโตเต็มแล้ว

7. ศัลยกรรมหน้าอก (Breast surgery)
การมีขนาดหน้าที่อกที่ใหญ่หรือขนาดที่เหมาะสมกับรูปร่างจะช่วยให้ผู้หญิงมีความมั่นใจในตนเองไม่แพ้การมีใบหน้าที่สวยงาม ดังนั้นการศัลยกรรมหน้าอกจึงเป็นการศัลยกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยม แต่การศัลยกรรมหน้าอกก็มีช่วงอายุที่เหมาะสมเช่นเดียวกัน เพราะ การทำศัลยกรรม หน้าอกอาจจะมีผลต่อการให้นมบุตรได้ ดังนั้นก่อนที่จะทำการศัลยกรรมควรทำการศึกษาข้อมูลเสียก่อนว่าการทำศัลยกรรมวิธีใดที่สามารถให้นมบุตรได้ อย่าลงเชื่อคำโฆษณาของสถานบันเสริมความงามบางแห่ง และช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำศัลยกรรมหน้าอก คือ ช่วงอายุตั้งแต่ 18 – 20 ขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนและอวัยวะที่แสดงความเป็นเพศหญิงมีการเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว

จากข้อมูลข้างต้นจะพบว่า การทำศัลยกรรม ควรเริ่มทำที่อายุประมาณ 18-20 ปีขึ้นไปเพื่อเสริมสร้างความสวยงามให้กับตนอง เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายของทั้งผู้หญิงและผู้ชายมีการเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว และหลังจากอายุ 40 -45 ปี เพื่อลดจุดบกพร่องที่เกิดจากความเสื่อมของผิวหนังที่ทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นถาวร และก่อนที่จะทำศัลยกรรมทุกครั้ง ควรศึกษาหาข้อมูลให้ดี เลือกแพทย์และสถานบริการที่ได้มาตรฐานเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อระหว่างการเข้ารับการศัลยกรรม อย่างนี้แล้วการศัลยกรรมที่เกิดขึ้นจะเป็นการเปิดโอกาสให้ชีวิตสดใสสวยงามอย่างแน่นอน

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

Maniglia A.J. (1989), Reconstructive rhinoplasty, The Laryngoscope, 99(8), page 865.

Lock, Stephen etc. (2001). The Oxford Illustrated Companion to Medicine. USA: Oxford University Press. ISBN 0-19-262950-6. (page 652)