มะเร็งดวงตากับการรักษาด้วยการฉายรังสี มีผลกระทบอะไรบ้าง

ผลกระทบต่อการฉายรังสีรักษามะเร็งต่อตา
ผลกระทบต่อการฉายรังสีรักษามะเร็งต่อตา

มะเร็งดวงตาด้วยการฉายรังสี มีผลกระทบอะไรบ้าง

มะเร็งดวงตา เป็นโรคมะเร็งชนิดปฐมภูมิกับ Adnexal Tumors ที่สามารถพบได้ที่ส่วนของตาและเบ้าตา คือ Uveal Malignant Melanoma และ Retanoblastoma ถึงแม้ว่ามะเร็งดวงตาที่ส่วนของตาและเบ้าตาจะโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมากก็ตาม นอกจากมะเร็งปฐมภูมิและ Adnexal Tumors ที่สามารถพบมะเร็งได้แล้ว มะเร็งชนิดทุติยภูมิที่เกิดขึ้นบริเวณเบ้าตาและตาก็มีเกิดขึ้นได้เช่นกัน ดวงตา

มะเร็งดวงตาชนิดนี้จะเกิดจากการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านมที่เกิดการกระจายตัวไปยังส่วนหลังของ Orbital region ตัวอย่างเช่น Choriod ซึ่งการเกิดแบบนี้จะส่งผลทำให้สูญเสียการมองเห็นชนิดที่รุนแรงมาก มะเร็งทุกชนิดที่เกิดขึ้นที่บริเวณเบ้าตาและตาจะเป็นมะเร็งดวงตาที่มีความว่องไวต่อรังสีทั้งสิ้น รังสีที่สามารถส่งผลเสียต่อตาและเบ้าตาอาจจะเกิดขึ้นได้จากการรักษาโรคชนิดอื่น เช่น การรักษาภาวะ Exophathalmos, Pseudolymphoma เป็นต้น หรือบางครั้งรังสีอาจจะเกิดจากการฉายเพื่อรักษามะเร็งในอวัยวะข้างเคียง เช่น การรักษาโรคมะเร็งที่โพรงจมูก การฉายรังสีที่แก้มเพื่อรักษามะเร็งสมองได้เช่นกัน

มะเร็งดวงตากับผลกระทบข้างเคียงทีเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน

ผลกระทบข้างเคียงชนิดเฉียบพลันมะเร็งดวงตาคือผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีที่ได้รับการรักษาหรือเกิดขึ้นภายหลังการรักษาเพียงเล็กน้อย ซึ่งผลกระทบแบบเฉียบพลันมะเร็งดวงตาที่เกิดขี้นสามารถหายเป็นปกติได้เองในภายหลังจากที่หยุดการฉายรังสีไปแล้วสักระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งผลกระทบแบบเฉียบพลันที่แบ่งได้ตามอวัยวะที่เกิดขึ้น สามารถแบ่งได้ดังนี้

1.เยื่อตาหรือเยื่อบุตา (Conjunctiva)
เยื่อตาหรือเยื่อบุตาเป็นส่วนที่จะแสดงปฏิกิริยาในทันที่หลังจากที่ได้รับการฉายรังสีไปแล้ว อาการที่เกิดขึ้น คือ ดวงตาเยื่อจะมีสีแดง ฉ่ำไปด้วยน้ำ ตาแห้ง ที่ส่วนของหัวตาหรือหางตา บางครั้งอาจจะมีขี้ตาที่เหนียวมากเกิดขึ้นมาด้วย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากด้วย นอกจากนั้นยังสามารถพบการเกิด Perilimbal Injection และอาการ Kerato-uveitis สำหรับการรักษาอาการที่เกิดขึ้นทำได้ คือ

– การให้ยาปฏิชีวนะแก่ผู้ป่วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

– การให้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา และลดการระคายเคืองดวงตา

– การใช้ Steroid Cream จะสามารถช่วยลดอาการตาแห้ง รวมถึงการลดเกิด Perilimbal Injection และอาการ Kerato-uveitis ได้อีกด้วย

2.บริเวณผิวหนัง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบริเวณของผิวหนัง คือ ผิวหนังจะเปลี่ยนเป็นสีแดงซึ่งอาการจะแสดงให้เห็นเด่นชัดในวันที่ 8 เมื่อได้รับการฉายรังสี และจะแดงชัดมากที่สุดในสัปดาห์ที่ 3 หลังจากได้รับการฉายรังสี ซึ่งส่วนที่เป็นสีแดงนยี้อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็น Dry หรือ Moist Skin Desquamation การลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการใช้เครื่องฉายรังสีที่มีพลังงานสูง Megavoltage เพื่อที่จะได้มี Skin-Sparing Effect เกิดขึ้นน้อยลง เมื่อเกิดอาการดังกล่าวผู้ป่วยไม่ควรที่จะให้บริเวณดังกล่าวถูกน้ำ ไม่ควรเกา ถู หรือปล่อยให้โดนความร้อนหรือแสงแดดอย่างเด็ดขาด และยังไม่ควรปิดส่วนดังกล่าวด้วยเทปกาวหรือใช้ยาเพื่ออาการแดง เพราะยาที่ใช้อาจจะส่งผลให้เกิดการระคายเคืองกับผิวหนังมากขึ้นจะไม่เป็นผลดีต่อตัวผู้ป่วยเอง นอกจากอาการข้างต้นบางครั้งอาจจะมีอาการขนตา ขนคิ้ว ผมที่เป็นส่วนของบริเวณที่รังสีออกมา ซึ่งอาการขนตาร่วงมักจะเป็นอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันแต่ว่าจะอยู่แบบถาวรได้

อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นมะเร็งดวงตาในระยะยาว

นอกจากอาการข้างเคียงแบบเฉียบพลันที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยที่ทำการรักษาด้วยการฉายรังสี ยังมีอาการข้างเคียงที่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะยาว ซึ่งอาการดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นภายหลังจากการได้รับรังสีเป็นระยะเวลาที่นานกว่าการเกิดอาการข้างเคียงแบบเฉียบพลัน ซึ่งบางอาการอาจจะเกิดขึ้นภายหลังจากการฉายรังสีนานนับ 10 ปีเลยทีเดียว ซึ่งสามารแบ่งอาการข้างเคียงตามอวัยวะได้ดังนี้

1.หนังตา (Eyelid)

ผลกระทบระยะยาวที่เกิดขึ้นกับเปลือกตามักจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเปลือกตาอยู่แล้วมากกว่าผู้ป่วยที่มีเปลือกตาปกติ ซึ่งผลกระทบข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับเปลือกตา มีดังนี้

1.1 เปลือกตาผิดรูป เช่น การที่ส่วนของขอบเปลือกตามีการแบะออก (Ectropion)

1.2 การที่เปลือกตามารวมอยู่ที่บริเวณที่ถูกรังสีฉายเข้าไป อาการนี้จะเกิดขึ้นเนื่องจากการหดตัวของเนื้อเยื่อที่ บริเวณเปลือกตาจนเกิด Colobomatous ลักษณะที่เห็นได้ชัด คือ เปลือกตาแหว่ง หลับตาแล้วเปลอกตาปิดไม่สนิท

1.3 การเกิด Lid Necrosis ซึ่งการเกิดอาการนี้จะเกิดขึ้นเนื่องจากเซลล์มะเร็งได้กัดกินไปทั่วทั้งบริเวณของเปลือกตา ทำให้ในการรักษาต้องทำการฉายรังสีที่มีปริมาณสูงมากเข้าสู่บริเวณดังกล่าว

ซึ่งการเกิดผลกระทบระยะยาวกับส่วนของเปลือกตามีสาเหตุมากจากการที่ผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัดที่บริเวณเปลือกตามากก่อนหรือเกิดจากการที่ต้องทำการรักษาด้วยรังสีที่มีปริมาณสูง จึงส่งผลให้เกิดผลกระทบระยะยาวกับตัวผู้ป่วย ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรทำตามข้อแนะนำดังนี้

– เมื่อได้รับการฉายรังสี ผู้ป่วยต้องไปพบจักษุแพทย์เพื่อทำการเฝ้าระวังและติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

– ถ้าเป็นไปได้บริเวณ Upper Eyelid ไม่ควรทำการฉายแสงเข้าสู่บริเวณดังกล่าว แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรเลือกการรักษาเป็น Hyperfractionation Regimen เพื่อลดอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นให้น้อยลง

– ไม่ควรฉายแสงเข้าสู่บริเวณดวงตาทั้งดวง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องทำการฉายแสงคลอบคลุมดวงทั้งหมดก็ควรเลือกการรักษาเป็น Hyperfractionation Regimen เพื่อลดอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นให้น้อยลง

– ไม่ควรโดนแสงแดดหรืออยู่ในที่มีความร้อนสูง เพื่อลดการระคายเคืองของตา

2.ส่วนของผิวหนังรอบดวงตา (External Eye) และส่วนของเบ้าตา (Orbit)

การรักษาด้วยการฉายรังสีเข้าสู่บริเวณดวงตาสามารถสร้างผลกระทบระยะยาวเกิดขึ้นกับส่วนของผิวหนังรอบดวงตาและส่วนของเบ้าตาได้ดังนี้

1.ผิวหนังรอบดวงตาบางลง โดยหลังจากที่ผ่านการฉายรังสีไปแล้ว บริเวณผิวหนังที่อยู่โดยรอบของดวงตาจะบางลงกว่าก่อนที่จะได้รับการฉายรังสี

2.ผิวหนังเหี่ยวหรือฝ่อ โดยบริวเณผิวหนังรอบดวงตาจะเกิดการฝ่อหรือเหี่ยวลง (Atrophy) ของส่วนที่อยู่ใต้ผิวหนังรอบดวงตา

3.เกิดเส้นเลือดขนาดเล็กเกิดขึ้นตามมาอีกด้วย ทำให้สีผิวที่อยู่บริเวณรอบดวงตาเกิดการเปลี่ยนแปลงไป

4.เปลือกตาหดตัว ผู้ป่วยบางคนจะมีอาการเปลือกตาเกิดการหดตัวจนทำให้สูญเสียส่วนของชั้นเปลือกตา หรือทำให้เปลือกตามีรูปร่างที่ผิดปกติไป

5.ม่านตาหรือTear Film เกิดการขาดหายไป จากการหดลงของเปลือกตายังส่งผลให้อวัยวะที่เป็นส่วนประกอบของม่านตาหรือส่วนของ Tear Film ทำให้เกิดอาการตาแห้ง โดยเฉพาะในส่วนของเนื้อเยื่อบุตา (Conjunctiva) และส่วนของกระจกตา (Corned)

3.เยื่อบุลูกตา Conjunctiva และส่วนของกระจกตา (Cornea)

เมื่อมะเร็งดวงตาได้รับการฉายรังสีแล้ว รังสีจะส่งผลให้เกิดภาวะเส้นเลือดฝอยเกิดการขยายตัวขึ้น (Conjunctiva Telangiectasia) แต่โอกาสจะเกิดการขยายตัวจนแตกออกนั้นเป็นไปได้น้อยมาก และเมื่อได้รับการฉายรังสีที่มีปริมาณตั้งแต่ 50 Gy ขึ้นไปพบว่าจะมีการเกิดเคราติน (Keratin Plaque) ที่บริเวณของเยื้อบุลูกตา ซี่งเมื่อมีการเกิดเคราตินแล้วจะส่งผลเสียต่อส่วนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเคราตินมีการลุกลามเข้าไปสู่ส่วนของในเปลือกตาด้านบน ซึ่งเคราตินจะเข้าไปทำให้เกิดการขีดข่วนจนเป็นเหตุให้เยื่อบุของกระจกตา (Cornea) เกิดเป็นแผลถลอกขึ้น และยังทำให้มีการเกิด Epithelial ที่จะส่งผลให้กระจกตามีความว่องไวต่อความรู้สึกน้อยลงด้วย นอกจากภาวะดังกล่าวที่เกิดขึ้นแล้วอาจจะมีอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้อีก คือ เปลือกตาหดลง น้ำตาไหลน้อยลง ขนตาคุต ซึ่งล้วนแต่จะส่งผลให้กระจกตาเกิดการระคายเคืองและเป็นแผลได้ ซึ่งเราสามารถแก้ไขได้ด้วยการป้องกันไม่ให้อาการแทรกซ้อนเหล่านี้เกิดขึ้นเท่านั้น ด้วยการใช้ Hyperfraciontion ในการรักษาร่วมกับการวาง Central Corneal Shielding รวมถึงการใช้ครีมและน้ำตาเทียมเพื่อช่วยเพื่อความชุ่มชื่นและหล่อลื่นให้กับดวงตา

เมื่อมะเร็งดวงตาได้รับการฉายรังสีแล้ว รังสีจะส่งผลให้เกิดภาวะเส้นเลือดฝอยเกิดการขยายตัวขึ้นแต่โอกาสจะเกิดการขยายตัวจนแตกออกนั้นเป็นไปได้น้อยมาก

4.ต่อมน้ำตา (Lacrimal Glands)

มะเร็งดวงตากับต่อมน้ำตาเป็นต่อมที่มีหน้าที่ในการขับน้ำตาและสร้างน้ำตาเพื่อใช้ในการหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อที่อยู่ภายในดวงตา หน้าที่ของม่านน้ำตา คือ

1.ป้องกันตาแห้ง โดยเมื่อทำการกระพริบตาบ่อย ๆ น้ำตาก็จะไหลออกมาเป็นม่านน้ำตาทำให้ตามีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ตลอด จึงช่วยป้องกันและลดอาการตาแห้งได้เป็นอย่างดี

2.ช่วยในการมองเห็น ม่านน้ำตาจะช่วยให้กระจกตาทำงานได้อย่างทรงประสิทธิภาพ สามารถมองเห็นได้ดีขึ้น เนื่องจากม่านน้ำตาจะเข้าไปช่วยทำให้ผิวของกระจกตาเรียบจึงสามารถโฟกัสสิ่งต่าง ๆ ได้ดี

3.ต่อต้านจุลินทรีย์ ม่านน้ำตาสมารถช่วยป้องกันเนื้อเยื่อบุผิวเนื่องจากม่านน้ำตานั้นมีฤทธิ์ต่อต้านจุลินทรีย์ได้เป็นอย่างดี

ม่านตามีกี่ชั้น

ม่านตามี 3 ชั้น คือ

1.ชั้น Deep Layer ภายในชั้นนี้จะประกอบไปด้วย Glycoprotein Mucin ที่การฉาบด้วย mucin ม่านน้ำตาชั้นนี้จะมีหน้าที่ป้องกันเยื่อบุเซลล์และช่วยในการกระจายน้ำตาไปยังทุกส่วนของดวงตา

2.ชั้น Middle Aqueous Layer ม่านตาในชั้นนี้เกิดจากการสร้างของ Accessary และต่อม Major Lacrimal

3.ชั้น Superficial Lipid Layer ม่านน้ำตาชั้นนี้เกิดจาการสร้างของต่อม Meibomian ที่อยู่ในบริเวณของเปลือกตา โดยเฉพาะส่วนของเปลือกตาบน มีหน้าที่ช่วยลดการระเหยของม่านตาในชั้น Middle Aqueous Layer

ม่านตาทั้ง 3 ชั้นมีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น เพราะว่าถ้าม่านตาชั้นใดชั้นหนึ่งเกิดการแตกสลายไปจะส่งผลให้ม่านตาชั้นอื่น ๆ เกิดการสลายไปได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะตากแห้งได้

น้ำตามีกี่ชนิด อะไรบ้าง

น้ำตาสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

1.Basal Tear มีการมีอยู่ที่ส่วนของ Minor Lacrimal Glands และส่วนของ Accessory Lacrimal Tissue ซึ่งพบได้ในส่วนของ Superior Conjunctival Fornix หรือส่วนของเปลือกตาบน น้ำตาชนิดนี้เป็นน้ำตาที่ใช้ในการหล่อเลี้ยงดวงตาที่อยู่ในสภาวะปกติ

2.Reflex Tear คือ น้ำตาที่พบในขณะที่ร่างกายได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้า เช่น การรู้สึกดีใจ เสียใจ เป็นต้น สร้างจาก Major Lacrimal Duct

จากการศึกษาของ Krap และ Bassel กับคณะ พบว่าปริมาณรังสีที่ส่งผลกระทบต่อการสร้างม่านน้ำตา คือ รังสีที่มีปริมาณมากกว่า 50 Gy ขึ้นไป โดยที่รังสีจะเข้าไปทำลายต่อม Meibomian ส่งผลให้ชั้นของ Oily Layer ในส่วนของม่านตาถูกทำลายไป แต่ถ้าหากผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีน้อยกว่า 30 Gy แล้วจะไม่พบผลกระทบดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเลย

มะเร็งดวงตากับการรักษาอาการตาแห้ง (Dry Eye Syndrome)

อาการตาแห้งที่พบเกิดขึ้นกับผู้ป่วยสามารถแบ่งตามระดับความรุนแรงที่พบออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

1.อาการเล็กน้อย อาการที่พบในระดับนี้จะเป็นอาการในระยะเริ่มต้น เช่น อาการแสบตา ไม่สบายตา เป็นต้น

2.อาการปานกลาง คือ อาการที่มีความรุนแรงส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย เช่น อาการตาแดง ปวดตา คันตา เยื่อบุตาเกิดความผิดปกติ บางครั้งจะมีอาการกลัวแสงเกิดขึ้น

3.อาการขั้นรุนแรง เนื่องจากการเกิดบาดแผลที่ส่วนของกระจกตา หรือมีฝ้าขาวขุ่นที่ภายในดวงตา ส่งผลให้การมองเห็นของผู้ป่วยลดลง และในบางรายก็จะเกิดการสูญเสียการมองเห็นไป

การรักษาหรือป้องกันไม่ให้อาการข้างเคียงนี้เกิดขึ้นจะมีลักษณะคล้ายกับการป้องกันเยื่อบุตาและกระจกตา เพราะถ้าสามารถลดการเกิดแผลที่กระจกตาจะลดลง อาการตาแห้งที่เกิดขึ้นก็จะลดน้อยลง และการเกิดแผลในกระจกตาจะลดลงเมื่อมีการ Hyperfractionation Regimen และมีการวาง Central Cornea Shielding เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดแผลที่บริเวณของกระจกตา ถึงการใช้น้ำตาเทียมและครีมหล่อลื่นให้กับลูกตาทั้งตอนกลางวันและ ตอนกลางคืน แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดมากจนกระทั้งสูญเสียการมองเห็น จะต้องทำการผ่าตัดเอาลูกตาที่มีอยู่ทั้งหมดออกมา (Enucleation) หรือทำการผ่าตัดเอาลูกตาบางส่วนออกมา (Evisceration) โดยเอาเฉพาะส่วนที่เป็น Inteaocular Contents เช่น Cornea, Len,Uvea,Vitreous, Retina, Optic Nerve ออกและเหลือไว้แต่เพียงส่วนของ Ocular Sac และยังสามารถทำการป้องกันการอุตตันบริเวณของท่อน้ำตาได้ด้วยการสวนล้างท่อน้ำตา หรือการใส่ท่อพลาสติกไว้ในขณะที่ทำการฉายรังสีเพื่อป้องกันการอุดตันของท่อน้ำตา

5.เบ้าตา (Orbit)

ผลกระทบที่เกิดขึ้นมะเร็งดวงตากับเบ้าตาจะพบมากในผู้ป่วยเด็กที่มีการเจริญเติบโตของเบ้าตายังไม่เต็มที่ เพราะเมื่อเบ้าตาได้รับรังสีจะทำให้กระดูกเบ้าตามีการเจริญเติบโตที่ช้าและไม่สมมาตรกันเมื่อมีการฉายรังสีไม่เท่ากันหรือไม่สมมาตรกันระหว่างกระดูกเบ้าตาทั้งสองด้าน ส่งผลให้ใบหน้าที่ลักษณะที่ผิดปกติ ซึ่งปัจจุบันนี้สามารถลดอาการข้างเคียงนี้ได้ด้วยการใช้เครื่อง Megavoltage Liner Accelerator ในการรักษา เพราะว่าเครื่องนี้จะทำให้รังสีที่เข้าสู่ส่วนของกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนทุกส่วนได้รับรังสีที่ปริมาณเท่ากันและรังสีจะมี Penumbra ที่น้อยกว่าด้วย

6.ลูกตา (The Globe)

ผลกระทบที่เกิดกขึ้นกับลุกตาไม่ว่าจะเป็นการเกิดต้อกระจก (Cataract) การเกิด Vitreous hemorrhage รวมถึงการเกิด Retinal Damage และ Opitic Atrophy ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้ผู้ป่วยต้องสูญเสียการมองเห็น ซึ่งส่วนที่สำคัญที่เกิดผลกระทบจนมองไม่เห็นในลูกตาก็คือส่วนของเลนท์

เลนท์ตาเป็นส่วนที่มีความว่องไวต่อแสงมากที่สุดในลูกตา ซึ่งเมื่อได้รับรังสีปริมาณเพียง 2 Gy ก็สามารถส่งผลให้เลนท์เกิดเป็นต้อกระจกในระยะเริ่มต้นได้แล้ว ดังนั้นในการรักษาด้วยรังสีจึงไม่ค่อยนำการเกิดต้อกระจกมาคำนวน เนื่องจากปริมาณรังสีเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เกิดต้อกระจกได้แล้ว

การรักษาต้อกระจกที่เกิดจากการฉายรังสี

การรักษาต้อกระจกที่เกิดขึ้นจากการฉายรังสีเพื่อรักษาโรคนั้น จะมีการรักษาทีเหมือนกับต้อกระจกที่เกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุอื่น ๆ คือทำการรักษาด้วยการผ่าตัดเอาส่วนของต้อกระจกออกจากลูกตา เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถมองเห็นได้เป็นปกติ ซึ่งในการผ่าตัดต้อกระจกที่เกิดจากการฉายรังสีบางครั้งจำเป็นจะต้องทำการผ่าตัดเอาเลนส์ ตาออกมาด้วย ซึ่งสามารถแก้ไขสภาวะการไม่มีเลนส์หรือภาวะ Aphakia ได้ดังนี้

1.การใส่แว่นตา จะใช้กับผู้ป่วยที่มีการเกิดภาวะ Aphakia กับตาทั้งสองข้าง

2.การใส่คอนแทคเลนส์ จะใช้กับผู้ป่วยที่มีการเกิดภาวะ Aphakia กับตาทั้งเพียงข้างใดข้างหนึ่ง

3.การใส่เลนส์ตาเทียมเข้าไปในลูกตา จะใช้กับผู้ป่วยที่มีสภาวะตาแห้งขั้นรุนแรงเกิดขึ้นกับตาข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น

การรักษาต้อกระจกที่เกิดขึ้นจากการฉายรังสีเพื่อรักษาโรคนั้น จะมีการรักษาทีเหมือนกับต้อกระจกที่เกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุอื่น ๆ คือทำการรักษาด้วยการผ่าตัดเอาส่วนของต้อกระจกออกจากลูกตา เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถมองเห็นได้เป็นปกติ

2.Retina Choroid และ Optic Nerve

การเกิดผลกระทบต่ออวัยวะเหล่านี้ก็ต่อเมื่อได้รับปริมาณรังสีมากกว่า 60 Gy เมื่อเกิดผลกระทบแล้วจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีการมองเห็นที่ไม่ดีเนื่องจาก Rediation Retinopathy ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเส้นเลือดที่อยู่ใน Retina ในส่วนของ Ciliary Arteries กับ Central Ratery ทำให้เกิดการอุดตันของ central Retinal Artery ที่จะส่งผลให้การมองเห็นลดลงจนถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นในที่สุด

สำหรับสภาวะ Radiation Induced Optic Neuropathy (RION) เป็นผลกระทบชนิดเรื้อรังที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับการฉายรังสีประมาณ 10 เดือนขึ้นไป ซึ่งปริมาณรังสีที่สร้างผลกระทบนี้ต้องมีปริมาณรวมประมาณ 50 Gy และผลกระทบนี้จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก นั่นคือมีการสูญเสียการมองเห็นอย่างฉับพลันและมีความรุนแรงสูงมาก เนื่องจากมีการเน่าของ Anterior Visual Pathway เกิดขึ้นร่วมกับการมี Vasculitis โดยพบว่าผนังของหลอดเลือดจะมีความหนาเพิ่มขึ้น และมีการแบ่งตัวของ Endothelial เกิดขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เซลล์ต้น กำเนิดของ Glial Cell กับ Vascular Endothelial Cells ถูกทำลายมากขึ้น เมื่อเซลล์ต้นกำเนิดถูกทำลายก็จะทำให้ Glial Cell จำนวนที่ลดลงพร้อมทั้งเส้นเลือดได้มีการโดนทำลายไป จึงไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อเส้นประสาทได้ เส้นประทสาทจึงไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้ นอกจากการสูญเสียการมองเห็นแล้วอาจจะมีอาการข้างเคียงอื่นเกิดขึ้นได้นี้อาจจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีสภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน อายุมากขึ้น การมีก้อนเนื้อที่ส่วนของ Optic Nerve หรือ Optic Chiasm ก่อนที่จะได้รับการฉายรังสี หรือการได้รับยาเคมีบำบัดบางชนิด เป็นต้น

ซึ่งการวินิจฉัยภาวะ Radiation induced Optic Neuropathy (RION) ต้องทำการวินิจฉัยเพื่อทำการแยกโรคหรือสภาวะอื่น ๆ ออกไปเสียก่อนที่จะทำการวินิจฉัย ด้วยการทำ MRI eith Gadolinium ที่สามารถช่วยในการวินิจฉัยได้ เพราะว่า Damaged Neural Tissue จะมีอาการบวมและเกิด Enhanced

มีการทำการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งดวงตา 2 กลุ่มด้วยกัน คือ

กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยมะเร็งดวงตาที่ทำการรักษาด้วยการฉายรังสีน้อยกว่า 3 ปี

กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยมะเร็งดวงตาที่ทำการรักษาด้วยการฉายรังสีมากกว่า 3 ปี

และนำมาเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับการฉายรังสีมาก่อน พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 มีการเกิด สภาวะ Radiation induced Optic Neuropathy (RION) ส่วนผู้ป่วยกลุ่มที่ 2 ไม่พบการเกิดสภาวะ Radiation induced Optic Neuropathy (RION) นั่นแสดงว่าการเกิดสภาวะ radiation induced Optic Neuropathy (RION) จะสามารถเกิดขึ้นได้น้อยมากเมื่อทำการรักษาด้วยการฉายรังสีและการให้เคมีบำบัด ถึงแม้ว่าอาการข้างเคียงนี้จะเกิดขึ้นได้ยาก แต่ผู้ป่วยก็ต้องทำการติดตามผลและเฝ้าระวังเพื่อป้องกันไม่ให้อการข้างเคียงเข้ามาสร้างปัญหาในการดำรงชีวิตของตนได้

มะเร็งดวงตาทำให้เลือดออกในวุ้นตา (Vitreous Hemorrhage)

การเกิดเลือดออกในวุ้นตาเป็นการแสดงที่มีต่อ Retina เกิดจากการที่เส้นเลือดมีความเปราะจึงแตกง่าย ถ้าเกิดเพียงเล็กน้อยก็จะส่งผลให้ว้นตาเสื่อม แต่ถ้าการเกิดเลือดออกในวุ้นตาเกิดมากจะทำให้ Retina หลุดออกมา ซึ่งอการนี้จะพบในผู้ป่วยที่มีการได้รับรังสีมากกว่า 60 Gy และมีการฉายรังสีแบบ Hypofractionation

การเกิดมะเร็ง second Primary Tumors

การเกิดมะเร็งทุติยภูมิที่เกิดขึ้นจากการฉายรังสีเพื่อรักษาเข้าสู่ส่วนของตา เบ้าตาหรืออวัยวะที่เกี่ยวกับการมองเห็น พบว่ามีการเกิดขึ้นน้อยมาก เมื่อเทียบกับการรักษามะเร็งที่อวัยวะอื่น ๆ ยกเว้นในผู้ป่วยโรค Retinoblastoma ที่จะส่งผลให้มีการเกิดมะเร็งทุติยภูมิเกิดขึ้นมากกว่าและเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่ามะเร็งชนิดนี้เป็น มะเร็งที่เกิดจากพันธุกรรมที่มีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งทุติยภูมิอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทำการรักษาด้วยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว หรือทำการรักษาด้วยการฉายรังสีร่วมกับการให้เคมีบำบัดก็ตาม ซึ่งจากาการศึกษาพบว่าผู้ป่วยมีโอกาสเกิดมะเร็งทุติยภูมิมากถึงร้อยละ 70 และมะเร็งทุติยภูมิที่พบได้มากคือ มะเร็งกระดูกชนิด Osteosarcoma ระยะเวลาที่เกิดจะหลังจากที่ได้รับการฉายรังสีไปแล้ว 1-42 ปี ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้มีความรุนแรงค่อนข้างสูงและโอกาสที่จะเกิดขึ้นก็มีมากด้วย

ดังนั้นก่อนที่จะทำการรักษาแพทย์ต้องทำการอธิบายและบอกถึงผลกระทลบที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวผู้ป่วยให้เข้าใจ เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้เตรียมตัว เตรียมใจและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำการรักษาอย่างเคร่งครัด และผู้ป่วยก็จะสามารถลดอาการข้างเคียงอาจจะเกิดขึ้นให้น้อยลงด้วย

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

อิ่มใจ ชิตาพนารักษ์. ผลกระทบจากการรักษาโรคมะเร็ง. เชียงใหม่: ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2557.

Hirano M.Clinical examination of voice. In:Arnold GE, Winkel F, Wyke BD, editors. Disorders of human communication. NewYork: Springer-Verlag. 81-84, 1981.