ฟักทอง (Pumpkin) สรรพคุณและประโยชน์ของฟักทอง
ฟักทอง มีกากใยอาหารสูง มีแคลอรีและไขมันน้อย ใช้ได้ทั้งอาหารคาวและหวาน มีวิตามินแร่ธาตุมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ฟักทอง

ฟักทอง ( Pumpkin ) แบ่งออกเป็น 2 ตระกูล คือ ตระกูลฟักทองอเมริกัน ผลใหญ่เนื้อนุ่ม และตระกูลสควอช ( Squash ) เนื้อแน่นหนัก ได้แก่ฟักทองไทยและฟักทองญี่ปุ่น โดยฟักทองไทยผิวมีลักษณะขรุขระเล็กน้อย เปลือกจะแข็ง เนื้อด้านในเป็นสีเหลืองสดธรรมชาติให้สีสันน่ารับประทาน ชนิดของฟักทองที่นิยมนำมารับประทานได้แก่ ฟักทองของไทย พันธุ์คางคก พันธุ์ญี่ปุ่น พันธุ์คิงคอง พันธุ์ผลมะพร้าว พันธุ์เนื้อสีส้ม เป็นต้น นอกจากนี้ฟักทอง ถือเป็นอาหารที่อุดมด้วยสารอาหาร เเต่อย่างไรก็ตามพบว่า ฟักทองให้พลังงานแคลอรี่ต่ำมากอย่างเหลือเชื่อ ถึงเเม้ว่าจะเต็มไปด้วยสารอาหารก็ตาม ฟักทองปริมาณ 245 กรัม (ถ้วย) ให้พลังงานที่ต่ำกว่า 50 แคลอรี่ต่อถ้วย และประกอบด้วยประมาณของน้ำมากถึง 94 เปอร์เซนต์ นอกจากนี้ยังพบว่า ฟักทองยังเป็นแหล่งของใยอาหาร หรือไฟเบอร์ที่ดีอีกด้วย ซึ่งสามารถช่วยลดความอยากอาหารได้

ฟักทองชื่อวิทยาศาสตร์ คือ :  Cucurbita maxima ‘Kabocha Group’ หรือ Cucurbita moschata Duchesne จัดอยู่ในวงศ์แตง ( CUCURBITACEAE ) 

ประโยชน์ของฟักทอง

ประโยชน์ของฟักทองในส่วนประกอบของฟักทองที่ให้คุณค่าสารอาหารมีอะไรบ้าง?

  • เปลือกฟักทอง ประโยชน์ของเปลือกฟักทองมีฤทธิ์ทางยามากมาย หากทานฟักทองทั้งเปลือก จะสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกาย ซึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายไป ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ประโยชน์ของฟักทองใบอ่อน มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง แต่มีแคลเซียม ( Calcium ) และฟอสฟอรัส ( Phosphorus ) สูงกว่าในเนื้อ นิยมเด็ดยอดอ่อนมาลวดจิ้มน้ำพริกในตำรับอาหารไทย
  • ประโยชน์ของฟักทองตรงเนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูง รวมทั้งฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง และที่จะลืมไปไม่ได้เลยก็คือ ” เบต้าแคโรทีน ” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในเนื้อสีเหลืองของฟักทอง สามารถช่วยลดการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจได้ แถมเบต้าแคโรทีน ยังช่วยต้านความชรา ป้องกันโรคผิวหนัง บรรเทาอาการปวดเมื่อยของข้อเข่า และบั้นเอวได้เป็นอย่างดี
  • ประโยชน์ของฟักทองที่เยื่อกลางผลฟักทอง สามารถนำมาพอกแผล แก้อาการฟกช้ำ อาการปวด อักเสบได้
  • ฟักทองเหมาะเป็นอาหารของคนที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะไขมันน้อย น้ำตาลน้อย กากใยอาหารสูง พลังงานต่ำ ใยอาหารสูง
  • ประโยชน์ของฟักทองที่ดอกฟักทอง ( Pumpkin Flower ) มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีวิตามินซีเล็กน้อย
  • เมล็ดฟักทอง ประกอบด้วยแป้ง ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน รวมทั้งสารที่ชื่อว่า ” คิวเคอร์บิติน ” ( Cucurbitine ) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี และยังช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันการเกิดนิ่ว มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ น้ำมันจากเมล็ดฟักทองยังช่วยบำรุงประสาทได้ดี และยังมีกรดอะมิโนบางชนิดที่ช่วยป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากของผู้ชายขยายใหญ่ขึ้น และช่วยปรับระดับฮอร์โมนเพศชายที่ได้จากลูกอัณฑะให้อยู่ในระดับปกติ
  • รากฟักทอง น้ำมาต้มน้ำใช้ดื่มแก้อาการไอได้ และยังช่วยบำรุงร่างกาย ถอนพิษของฝิ่นได้

คนส่วนมากมักเข้าใจผิดว่าฟักทองเป็นผัก แต่แท้จริงแล้วฟักทองจัดอยู่ในกลุ่มของผลไม้

สรรพคุณของฟักทอง

  • ช่วยในเรื่องรักษาและบำรุงสุขภาพหัวใจ  เนื่องจากในฟักทองประกอบด้วยแคโรทีนชนิดต่างๆเช่น เบต้าแคโรทีนอัฟฟาแคโรทีน ซึ่งช่วยให้บำรุงสุขภาพของหัวใจให้แข็งแรงนอกจากนี้ในฟักทองยังมีไฟเบอร์และโพแทสเซียมซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบหัวใจด้วยเช่นกันโดยการทานฟักทองแค่เพียง 1 ถ้วยเล็กสามารถเพิ่มแคโรทีนต่างๆให้กับร่างกายได้มากถึง 1,000 มิลลิกรัมเลยทีเดียว 
  • ประโยชน์ของฟักทองช่วยลดความดันโลหิต เนื่องจาก ในฟักทองนั้นมากไปด้วย โพแทสเซียมและไฟเบอร์ต่างๆซึ่งสองสิ่งนี้เป็นตัวช่วยอย่างดีในการไปลดและควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีโดยฟักทองปริมาณหนึ่งเสิร์ฟมีโพแทสเซียมเกือบ 300 มิลลิกรัม หรือ 10% ของความต้องการ พร้อมด้วยใยอาหาร 4 กรัม หรือ 20% ของความต้องการต่อวัน  นอกจากนี้สารแคโรทีนในฟักทองอย่างเบต้าและอัลฟ่า ยังช่วยไปต่อต้านอนุมูลอิสละช่วยคุ้มครองมิให้ LDL ซึ่งเป็นพาหะนำคอเลสเตอรอล ( Cholesterol ) ไหลเวียนไปทั่วร่างกายถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ
  • ฟักทองช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลเนื่องจาก มีผลการทดลองกับสัตว์โดยเพิ่มเมนูฟักทองลงมื้ออาหารประจำวันสามารช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในสัตว์ตัวนั้นๆได้ซึ่งก็น่าจะมีผลที่ดีเหมือนกันในร่างกายของมนุษย์เราได้เช่นกันด้วยคุณประโยชน์ที่มากมายของฟักทองทุกบ้านควรนำฟักทองมาประกอบเป็นอาหารมื้อหลักให้บ่อยๆ
  • สารเคอร์บิซินในเมล็ดฟักทอง ช่วยให้ปัสสาวะคล่อง ช่วยชะลอความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก ลดอาการต่อมลูกหมากโต

ข้อควรระวังในการทาน “ ฟักทอง ”

ฟักทอง มีฤทธิ์อุ่นดังนั้นคนที่กระเพาะร้อน จะมีอาการเบื้องต้น เช่น กระหายน้ำ ปากเหม็น หิวง่าย ปัสสาวะเหลือง ท้องผูก เป็นแผลในช่องปาก เหงือกบวม ไม่ควรทานฟักทองมากเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายร้อนขึ้นได้นั่นเอง หรือแม้แต่ในคนปกติ การทานฟักทองมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้อง และตัวเหลือง

ตัวอย่างอาหารหวานจากฟักทอง เช่น ฟักทองเชื่อม ฟักทองนึ่ง ฟักทองแกงบวช พายฟักทอง ขนมปังหรือคุกกี้ที่มีส่วนผสมของฟักทอง เป็นต้นแม้ว่าประโยชน์ของฟักทองมีมากมายแต่การที่นำฟักทองไปประกอบเป็นอาหารต่างๆก็ควรระมัดระวังเรื่องของส่วนผสมในอาหารชนิดนั้นๆ ไม่ให้ในอาหารนั้นมีปริมาณของไขมันและน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะเมนูอาหารหวานปกติฟักทองเองก็สามารถทานเป็นผลสดๆเลยก็ได้ สามารถหาทานได้ง่ายทุกฤดูการหรือจะเลือกทานแบบอัดกระป๋องก็ยังได้โดยฟักทองแบบอัดกระป๋องนั้นจะมีคุณค่าทางอาหารที่สูงกว่าแบบการทานสดๆเนื่องจากมีปริมาณน้ำน้อยกว่า และมากไปด้วยแคโรทีน

เมนูบำรุงต่อมลูกหมาก

ตรีมมธุรสฟักทอง ( บำรุงธาตุ ป้องกันต่อมลูกหมากโต )

ส่วนผสม
เมล็ดฟักทอง 1 ถ้วย
งาขาว 1/4 ถ้วย
งาดำ 1/4 ถ้วย
น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันเนย 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. นำเมล็ดฟักทองกระเทาะเปลือก งาขาว งาดำ คั่วจนสุกหอม
2. นำกะทะทองเหลืองตั้งไฟ ใส่น้ำผึ้ง น้ำตาล และน้ำมันเนย คนให้ละลายเข้ากัน
3. นำเมล็ดฟักทอง งาขาว งาดำ ใส่ลงไปกวนให้เข้ากันจนแห้ง เหนียว
4. เมื่อแห้งดีแล้วนำใส่จานแผ่ให้เย็น และนำมาทานเป็นอาหารว่างได้

ตารางคุณค่าทางโภชนาการของฟักทอง

เนื้อฟักทองปริมาณ 100 กรัม มีสารอาหารอะไรบ้าง

พลังงาน 26 กิโลแคลอรี
วิตามินเอ 476 ไมโครกรัม 53%
เบตาแคโรทีน 3,100 ไมโครกรัม 29%
ลูทีนและซีแซนทีน 1,500 ไมโครกรัม
วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี 2 0.11 มิลลิกรัม  9%
วิตามินบี 3 0.6 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี 5 0.298 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี 6 0.061 มิลลิกรัม 5%
ฟักทองวิตามินบี 9 16 ไมโครกรัม 4%
วิตามินซี  9 มิลลิกรัม  11%
วิตามินอี 0.44 มิลลิกรัม 3%
วิตามินเค 1.1 ไมโครกรัม 1%
ธาตุแคลเซียม 21 มิลลิกรัม 2%
ธาตุเหล็ก 0.8 มิลลิกรัม 6%
ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม 3%
ธาตุแมงกานีส 0.125 มิลลิกรัม 6%
ธาตุฟอสฟอรัส 44 มิลลิกรัม 6%
ธาตุโพแทสเซียม 340 มิลลิกรัม 7%
ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.32 มิลลิกรัม 3%
คาร์โบไฮเดรต 6.5 กรัม
น้ำตาล 2.75 กรัม
เส้นใยกากใย 0.5 กรัม
โปรตีน 1 กรัม
ไขมัน 0.1 กรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ ( ข้อมูลจาก : USDA Nutrient Database )

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง 

ศัลยา คงสมบูรณ์เวช. บำบัดเบาหวานด้วยอาหาร. พิมพ์ครั้งที่ 4 (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ : อัมรินทร์เฮลท์ อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2559. (12), 311 หน้า. (ชุดชีวิตและสุขภาพ ลำดับที่ 113) 1.เบาหวาน 2.โภชนบำบัด 3.การปรุงอาหารสำหรับผู้ป่วย 4.การดูแลสุขภาพตนเอง. 616.462 ศ7บ6 2559. 

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, USDA National Nutrient Database

“Pumpkin seed (Cucurbitae peponis semen)”. Heilpflanzen-Welt Bibliothek. Retrieved March 25, 2015.

Pumpkin. (1992). In The Encyclopedia Americana International Edition. Danbury, Connecticut: Grolier Incorporated.