สูตรขนมไข่โบราณ
ขนมไข่ เป็นขนมที่ทำด้วยแป้งสาลี ไข่ และน้ำตาล ตีให้เข้ากัน ใส่พิมพ์รูปต่าง ๆ ผิงเตาถ่านหรืออบให้สุก

ขนมไข่

ขนมไข่ ( Egg dessert ) คือ ขนมทำด้วยแป้งสาลี ไข่ และน้ำตาล ตีให้เข้ากัน ใส่พิมพ์รูปต่าง ๆ ผิงเตาถ่านหรืออบไมโครเวฟให้สุก สูตรขนมไทยโบราณยังไม่พบหลักฐานแน่ชัด แต่เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศมาเลเซีย ” ขนมไข่ ” เป็นขนมที่ใช้แม่พิมพ์เดียวกันกับ “ขนมอาเกาะ” ซึ่งเป็นขนมพื้นเมืองขึ้นชื่อของ 3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ของบ้านเรา ลักษณะเป็นวงรียาวหรือวงกลมคล้ายดอกไม้ มีส่วนผสมหลักที่คล้ายๆ กัน หรือในบางพื้นที่ก็เรียก เค้กไข่โบราณ ปัจจุบับขนมไข่มีการประยุกต์ให้มีไส้ต่าง ๆ เช่น ใบเตย กล้วยหอม เผือก ช็อกโกแลต สตรอเบอรี่ ส้ม บลูเบอรี่ คัสตาร์ด วานิลลา เป็นต้น

วิธีทำขนมไข่โบราณ

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม สำหรับทำขนมไข่

  • พิมพ์ขนมไข่
  • ไมโครเวฟ

ส่วนผสม แป้งขนมไข่

1. แป้งเค้ก 90 กรัม
2. ผงฟู 1/2 ช้อนชา
3. ไข่ไก่ (เบอร์ 1) 3 ฟอง
4. น้ำตาลทราย 100 กรัม
5. กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา
6. ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ช้อนชา
7. น้ำเปล่า
8. น้ำมัน หรือเนย สำหรับทาบนพิมพ์ขนมไข่

ขั้นตอนการทำขนมไข่ (สูตรขนมไทยโบราณ)

1. นำส่วนผสมต่อไปนี้ร่อนเตรียมไว้ แป้งเค้ก ผงฟู เกลือ
2. ตีไข่ขาวจนเป็นฟองหยาบ ตามด้วยครีมออฟทาร์ทาร์ตีต่อให้เข้ากัน
3. แล้วค่อยๆ เติมน้ำตาลทรายลงไปตี แล้วตีต่อจนตั้งยอด
4. ใส่ไข่แดงลงไปแล้วตีให้เข้ากัน เติมกลิ่นวานิลลา น้ำเปล่าลงไปตีพอให้เข้ากันดี
(สังเกตเนื้อแป้งจะเริ่มฟูขึ้นมาพอประมาณ) นำแป้งที่ร่อนแล้วทยอยใส่ลงไปในส่วนผสมที่ตีไว้ (แบ่งร่อนสัก 2 รอบ)
ใช้ตะกร้อมือตะล่อมส่วนผสมและแป้งขนมไข่ให้เข้ากัน
5. เทแป้งใส่ถุงบีบ หรือภาชนะที่ตักได้สะดวก
6. ใช่แปรงซิลิโคนจุ่มน้ำมันหรือเนยทาลงพิมพ์ขนมไข่
7. ใช้ไฟกลางถ้าเป็นตาแก๊ส หรือไมโครเวฟ
8. หยอดแป้งขนมไข่ลงไปในพิมพ์ แล้วนำไปอบใช้ (ไฟบน-ล่าง) ที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส อบประมาณ 10 นาที จะสังเกตเห็นเมื่อขนมไข่เริ่มสุกแป้งจะฟูขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ แสดงว่าสุกแล้วให้นำออกจากแซะขนมไข่ออกจากพิมพ์พร้อมเสิร์ฟได้เลย

สำหรับคนที่ต้องการโรยหน้า หรือสอดไส้ขนมไข่ให้ดูน่าทานยิ่งขึ้น เช่น ลูกเกด ฝอยทอง ผลไม้รวม ธัญพืช หรือขนมไข่สอดไส้แยมต่างๆ เช่น แยมสตอเบอรี่ แยมส้ม แยมมะม่วง แยมมัลเบอรี่ แยมสับปะรด ไส้ครีม ไส้คัสตาร์ด สังขยาใบเตย สังขยาชาไทย หรือแยมช็อคโกแลต เป็นต้น

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

Previous articleเลือดออกตามไรฟัน อาจเป็นสัญญาณเตือนการขาดวิตามินซีของร่างกาย
Next articleพริกไทย เครื่องเทศมหัศจรรย์ช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่