สูตรขนมครกสิงคโปร์
ขนมครกสิงคโปร์ คือ ขนมไทยอีกชนิดที่ใช้แป้งสาลี ไข่ไก่ น้ำตาลทราย ต้มกับใบเตยและกะทิ แล้วนำไปหยอดพิมพ์

ขนมครกสิงคโปร์

ขนมครกสิงคโปร์ คือ ขนมไทยอีกชนิดที่ใช้แป้งสาลี ไข่ไก่ น้ำตาลทราย ต้มกับใบเตยและกะทิ แล้วนำไปหยอดพิมพ์ ซึ่งที่มีชื่อเรียกหลากหลายเช่น ขนมครกใบเตย ขนมเขียว จอร้อ ชาราบี ซึ่งขนมครกสิงค์โปร์นั้นมีรูปลักษณะที่จำง่ายและสะดุดตาคือรูปดอกไม้มีสีเขียวสดใส มีใบเตยและกะทิเป็นส่วนผสมหลัก รสชาติหอมหวาน มีเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบใครยังไม่ได้ชิมถือว่าพลาด ปัจจุบันมีการปรับสูตรลดความหวานลงเพื่อให้เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ หรือควบคุมน้ำหนักที่ต้องการทานขนมหวาน เช่น ขนมครกใบเตย ขนมครกฟักทอง ขนมครกผักโขม ขนมครกชาไทย ขนมครกมันม่วง ขนมครกบร็อกโคลี่ ขนมครกแครอท ขนมครกอัญชัน

เตรียมอุปกรณ์ สำหรับทำขนมครกสิงคโปร์

1. พิมพ์เหล็กลายดอกมะยม
2. เตาแก๊ส
3. ไม้สำหรับแซะขนม
4. กระบวยหรือขวดบีบ (สำหรับใส่แป้งที่ผสมแล้ว)
5. ตะแกรงเหล็ก หรือภาชนะ (สำหรับวางพักขนมครกสิงคโปร์)
6. ตะกร้อมือ
7. ที่ร่อนแป้งแบบละเอียด

วัตถุดิบสำหรับทำขนมครกสิงคโปร์

1. แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ถ้วยตวง
2. น้ำใบเตยเข้มข้น 1 ถ้วยตวง
3. นมรสจืด 1 ถ้วยตวง
4. หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
5. น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
6. ไข่ไก่ 2 ฟอง
7. ผงฟู 2 ช้อนชา
8. เกลือ 1/4 ช้อนชา
9. น้ำมันพืช ( สำหรับทาพิมพ์ )

ขั้นตอนการทำขนมครกสิงคโปร์

1. เริ่มจากการนำส่วนผสมที่เตรียมไว้ทั้ง แป้งสาลี แป้งมัน และผงฟู มาเทใส่ที่ร่อนแป้งแบบละเอียดร่อนแป้งให้เข้ากัน
2. ใส่น้ำตาลทรายและเกลือลงในส่วนผสมกับแป้ง แล้วเคล้าให้ส่วนผสมแป้งและน้ำตาลเข้ากัน
3. ใส่ไข่ไก่ลงไปใช้มือนวดเบาๆ ให้ส่วนผสมเข้ากัน แล้วค่อยๆ ใส่น้ำกะทิ และนมสดรสจืดตามลงไปทีละน้อย
4. จากนั้นใส่น้ำใบเตยใช้ทัพพีคนจนน้ำตาลละลาย ตั้งพักไว้ 20 นาที
5. นำเตาขนมครกวางบนเตาแก๊ส ใช้ไฟอ่อนที่สุด แล้วใช้ผ้าชุบน้ำมันทาเตาบางๆ จากนั้นตักแป้งหยอดลงในเตาไม่ต้องเต็ม รอสักพักขนมครกใบเตยจะเริ่มฟูขึ้นมา ปิดฝาเพื่อให้ขนมขนมครกใบเตยสุกเร็วขึ้น
6. เมื่อขนมสุกแล้วใช้ไม้ปลายแหลม หรือไม้จิ้มฟันแซะขึ้นมาจากพิมพ์ จัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

เมนูขนมครกสิงคโปร์ หรือขนมครกใบเตย สามารถทำได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะทำกินเองกับครอบครัว หรือทำขายสร้างรายได้ก็ดี แถมวัตถุดิบก็หาซื้อง่ายราคาไม่แพง อย่าลืมลองทำกันดูนะคะ

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

Previous articleผักชีล้อม ประโยชน์ และเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ
Next articleนม ( Milk ) ป้องกันมะเร็ง หลอดเลือดหัวใจได้จริงหรือไม่?