ประโยชน์ของกล้วย 33 ข้อ

0
กล้วย
กล้วยสามารถเพิ่มพลังงานในร่างกายได้ นิยมทานในประเทศไทยมีอยู่หลายสายพันธุ์ สามารถเพิ่มพลังงานในร่างกายได้ช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานดี

กล้วย

กล้วย

กล้วย (Banana) ที่นิยมทานในประเทศไทยมีอยู่หลายสายพันธุ์ อย่างเช่น กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหักมุก ต่างชาตินิยมทานกล้วยหอม เพราะมีกลิ่นหอม มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่าการทานกล้วย 2 ลูก สามารถเพิ่มพลังงานในร่างกายได้เท่ากับออกกำลังกาย 90 นาที เนื่องจากกล้วยมีน้ำตาลจากธรรมชาติ 3 ชนิด ได้แก่ ซูโครส กลูโคส ฟรุกโทส มีเส้นใย กากอาหาร วิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์กับร่างกาย อย่างเช่น ธาตุเหล็ก ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุโพแทสเซียม ธาตุแมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 วิตามินซี
รู้หรือไม่ ว่าผลแอปเปิลที่ขึ้นชื่อว่ามีประโยชน์แต่ก็แพ้กล้วย เนื่องจากกล้วยมีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มากกว่าแอปเปิล 2 เท่า กล้วยมีคาร์โบไฮเดรตมากกว่าแอปเปิล 2 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่าแอปเปิล 3 เท่า มีโปรตีนมากกว่าแอปเปิล 4 เท่า และมีวิตามินเอ ธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่า การทานกล้วยถ้าจะให้ผลดีที่สุดคือทานตอนเช้า เนื่องจากจะช่วยให้ระบบในร่างกายทำงานดี การทานกล้วยวันละ 2 ผล จะดีมาก ๆ จะทานกล้วยหอม กล้วยไข่ หรือกล้วยน้ำว้าก็ได้ทั้งนั้น

สรรพคุณของการทานกล้วย

  • ช่วยบรรเทาอาการนิ่วในไตได้ระดับหนึ่ง สามารถลดอัตราการเกิดตะคริวที่มือ เท้า น่องได้
  • สามารถช่วยรักษาแผลในลำไส้เรื้อรังได้ เนื่องจากกล้วยมีสภาพเป็นกลาง ทำให้ระคายเคืองในผนังลำไส้และกระเพาะอาหาร
  • สามารถช่วยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดเส้นโลหิตแตก
  • สามารถช่วยรักษาโรคโลหิตจาง เนื่องจากกล้วยมีธาตุเหล็กสูง จะช่วยผลิตฮีโมโกลบินในเลือด รักษาภาวะโลหิตจาง หรือตนที่อยู่ในสภาวะขาดกำลัง
  • สามารถบรรเทาอาการของริดสีดวงทวารหรือเวลาที่ขับถ่ายแล้วมีเลือดออกมาได้
  • สามารถช่วยคนที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ได้ เนื่องจากกล้วยมีวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 โพรแทสเซียม แมกนีเซียม ช่วยทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้นจากการเลิกนิโคติน
  • สามารถลดอาการหงุดหงิดของผู้หญิงช่วงที่ประจำเดือนมาได้
  • สามารถช่วยอาการนอนไม่หลับ
  • มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยชะลอความแก่ของร่างกายได้
  • มีวิตามินและแร่ธาตุ ที่สำคัญและจำเป็นกับร่างกาย อย่างเช่น ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 วิตามินซี
  • สามารถลดกลิ่นปากได้ดีระดับหนึ่ง ควรทานทันทีหลังตื่นนอนตอนเช้าแล้วค่อยแปรงฟัน ถ้าเป็นกล้วยน้ำว้าจะสามารถลดกลิ่นปากได้ดีขึ้น
  • บรรเทาอาการแพ้ท้องของมารดาลง
  • สามารถรักษาโรคซึมเศร้า และภาวะความเครียดได้ เนื่องจากกล้วยจะมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Tryptophan จะช่วยผลิตสาร Serotonin หรือฮอร์โมนแห่งความสุข ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ได้ดี
  • คนที่เป็นโรคกระเพาะหรือกระเพาะอักเสบ การทานกล้วยบ่อย ๆ จะดีมาก เนื่องจากกล้วยมีสภาพเป็นกลาง มีความนิ่ม และมีเส้นใยสูง
  • สามารถช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดฝอยแตกได้
  • สามารถลดอาการเสียดท้อง ลดกรดในกระเพาะได้ การทานกล้วยจะช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายจากอาการได้
  • สามารถช่วยรักษาอาการท้องผูกได้ เนื่องจากกล้วยมีเส้นใยกับกากอาหาร จะช่วยให้ขับถ่ายได้ปกติ
  • สามารถลดอาการเมาค้างได้ดีในระดับหนึ่ง เนื่องจากจะช่วยชดเชยน้ำตาลที่ร่างกายขาดขณะที่ดื่มแอลกอฮอล์
  • สามารถช่วยอาการหงุดหงิดตอนเช้าได้
  • ช่วยลดความอ้วนได้ เนื่องจากช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด และลดอาการที่อยากกินของจุกจิกได้
  • สามารถเพิ่มพลังให้สมองได้ เนื่องจากมีสารช่วยทำให้เกิดสมาธิและตื่นตัวตลอดเวลา
  • ช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายให้ปกติได้
  • นำผลดิบมาบดให้ละเอียดทั้งลูกผสมน้ำ สามารถใช้ทานแก้อาการท้องเสียได้

ประโยชน์ของกล้วย

  • สามารถนำใบอ่อนของกล้วยมาอังไฟให้นิ่ม ใช้ประคบแก้อาหารเคล็ดขัดยอก
  • สามารถนำยางของกล้วยสามารถมาใช้ห้ามเลือดได้
    เปลือกด้านในของกล้วย สามารถช่วยรักษาโรคหูดบนผิวหนัง ด้วยการใช้เปลือกกล้วยวางบริเวณหูด ใช้เทปกาวแปะไว้
  • สามารถนำกล้วยมาทำที่มาส์กหน้าได้ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิว ลดความหยาบกร้านของผิว โดยใช้กล้วยสุก
  • ผลมาบดให้ละเอียด เติมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ แล้วคลุกให้เข้ากัน ใช้พอกหน้าไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด
  • ใบตอง สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ อย่างเช่น ทำกระทง ห่อขนม ห่ออาหาร ทำบายศรี และงานบวงสรวงต่าง ๆ
    สามารถทานหัวปลี ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด บำรุงและขับน้ำนมสำหรับมารดาหลังคลอดบุตรได้
  • ก้านใบตอง สามารถลดอาการบวมของฝีได้ แต่ต้องตำให้แหลกก่อนใช้
  • เปลือกกล้วยด้านใน สามารถช่วยฆ่าเชื้อที่เกิดจากบาดแผลได้ เมื่อแปะที่บาดแผลแล้วควรเปลี่ยนเปลือกใหม่ทุก 2 ชั่วโมง
  • เปลือกของกล้วย สามารถช่วยแก้ผื่นคันที่เกิดจากยุงกัด โดยลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาตรงที่ถูกยุงกัด จะช่วยลดอาการคันได้ในระดับหนึ่ง

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม ของกล้วย

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
วิตามินบี 1 0.031 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 2 0.073 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี 3 0.665 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี 5 0.334 มิลลิกรัม 7%
วิตามินบี 6 0.4 มิลลิกรัม 31%
วิตามินบี 9 20 ไมโครกรัม 5%
วิตามินซี 8.7 มิลลิกรัม 10%
คาร์โบไฮเดรต 22.84 กรัม
เส้นใย 2.6 กรัม
โปรตีน 1.09 กรัม
น้ำตาล 12.23 กรัม
ไขมัน 0.33 กรัม
โคลีน 9.8 มิลลิกรัม 2%
ธาตุแมกนีเซียม 27 มิลลิกรัม 8%
ธาตุฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม 3%
ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
ธาตุฟลูออไรด์ 2.2 ไมโครกรัม
ธาตุเหล็ก 0.26 มิลลิกรัม 2%
ธาตุแมงกานีส 0.27 มิลลิกรัม 13%
โพแทสเซียม 358 มิลลิกรัม 8%
ธาตุสังกะสี 0.15 มิลลิกรัม 2%
พลังงาน 89 กิโลแคลอรี

ข้อมูลจาก USDA Nutrient database

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN), USDA Nutrient database

รูปจาก : fruitpeople ,naturehills

ตะขบบ้าน ผลไม้ที่มีสรรพคุณและประโยชน์ที่น่าทึ่ง

0
ตะขบบ้าน
ตะขบบ้าน ผลไม้ที่มีสรรพคุณและประโยชน์ที่น่าทึ่ง เปลือกลำต้นเรียบจะมีสีเทา กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม และมีดอกขาว ผลสุกสีแดง กลิ่นหอมให้รสหวาน

ตะขบบ้าน

ตะขบบ้าน

ตะขบบ้าน หรือ ตะขบฝรั่ง ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กซึ่งเป็นพืชโบราณที่พบได้ตามบ้านเรือน มีลำต้นไม่สูง แตกกิ่งจำนวนมาก กิ่งแผ่กางเป็นวงกว้างเป็นร่มเงา มีความสูงอยู่ประมาณ 5-7 เมตร และยังสูงได้อีกถึง 10 เมตร  เปลือกลำต้นเรียบจะมีสีเทา กิ่งอ่อนมีขนนุ่ม และมีดอกขาว ผลสุกหอมให้รสหวาน มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ จะปลูกเป็นไม้ประดับหรือปลูกทั่วไปในเขตร้อน และอาจจะพบเป็นวัชพืชในที่รกร้างตามป่าทั่วไป จะขยายพันธุ์ได้เองโดยวิธีการเพาะเมล็ด ออกดอกและติดผลได้ตลอดทั้งปี

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ

ตะขบบ้าน หรือตะขบไทย มีชื่อสามัญ คือ Calabura, Jam tree, Jamaican cherry, Malayan Cherry, West Indian Cherry
ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Muntingia calabura L. (ปัจจุบันจัดอยู่ในวงศ์ MUNTINGIACEAE)
ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ครบฝรั่ง (สุราษฎร์ธานี), หม่ากตะโก่เสะ (กะเหรี่ยงแดง), ตากบ (ม้ง), เพี่ยนหม่าย (เมี่ยน), ตะขบฝรั่ง (ไทย)
ชื่อวงศ์ : วงศ์สนุ่น (SALICACEAE)
ชื่อพ้อง : Flacourtia cataphracta Roxb. ex Willd.

ลักษณะของตะขบ

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับแบบทแยง ลักษณะเป็นรูปไข่ มีขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนหรืออาจจะข้างหนึ่งมนและอีกข้างหนึ่งแหลม ขอบใบจักเป็นซี่เล็ก ๆ ใบมีความกว้างอยู่ประมาณ 1.5-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4.5-9 เซนติเมตร หลังใบด้านบนจะเป็นสีเขียว ท้องใบด้านล่างมีสีนวล หลังใบและท้องใบมีขนนุ่มและจะเหนียวเล็กน้อย เส้นแขนงใบจะมีอยู่ 3-5 เส้น ก้านใบยาวประมาณ 0.2-0.6 เซนติเมตร มีขน และโคนก้านเป็นปม
ดอก จะเป็นดอกเดี่ยวหรือคู่ โดยจะออกเหนือซอกใบ มีสีขาว กลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่ป้อม ๆ ปลายกลีบจะมน มีความกว้างประมาณ 9 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 11 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ สีเขียว ลักษณะเป็นรูปหอก ปลายกลีบแหลม มีความกว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 10-12 มิลลิเมตรโคนกลีบตัด กลีบด้านนอกมีขน ส่วนด้านในเกลี้ยง มีเกสรเพศผู้อยู่มาก ก้านเกสรยาวประมาณ 5-6.5 มิลลิเมตร ไม่มีขน แต่ก้านเกสรเพศเมียจะสั้น มี 5-6 ช่อง อยู่ข้างใน และแต่ละช่องจะมีไข่อ่อนจำนวนมาก ก้านดอกยาวประมาณ 1.5-1.6 เซนติเมตร มีขน
ผล เป็นผลสด ลักษณะเป็นทรงกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ประมาณ 0.75-1.5 เซนติเมตร เปลือกบาง ผลอ่อนจะเป็นสีเขียว แต่ถ้าสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง รสหวาน มีเมล็ดแบนขนาดเล็กอยู่มาก

สรรพคุณของตะขบ

1. ผล มีรสหวาน มีความหอมและเย็น สามารถเป็นยาบำรุงกำลัง ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ
2. ดอก ใช้ดอกแห้งประมาณ 3-5 กรัม นำมาชงเป็นน้ำชาดื่ม แก้อาการปวดศีรษะ แก้หวัด ลดไข้ แก้อาการปวดเกร็งในทางเดิน แก้ปวดและแก้อักเสบ หรือใช้ต้มรวมกับสมุนไพรอื่นกินเป็นยาขับระดูของสตรี แก้โรคตับอักเสบ แก้ปวดและแก้อักเสบ
3.ใบ มีรสฝาด สามารถใช้เป็นยาขับเหงื่อ
4. ต้นและราก ต้นสามารถใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง หรือต้มกับน้ำกินเป็นยาระบาย เนื่องจากมีสาร mucilage มาก ส่วนรากใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง แก้ผื่นคันตามตัว แก้เสมหะ ช่วยกล่อมเสมหะและอาจม
5. เนื้อไม้ มีสามารถใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง บิดมูกเลือด แก้อาการปวดศีรษะ แก้ไข้หวัด ขับไส้เดือน แก้ตานขโมย
6. เปลือกต้น มีรสฝาด นำมาสับเป็นชิ้นต้มในน้ำเดือด 1 ลิตร ประมาณ 15 นาที แล้วกรองเอาแต่น้ำดื่มเป็นยาระบายได้

ประโยชน์ของตะขบ

1. อุดมไปด้วยพลังงาน ทั้งเส้นใยอาหาร แคลเซียม โพแทสเซียม และโซเดียม จากการวิจัยพบว่าสามารถช่วยดูดซับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ และเส้นเลือดในสมองแตกได้ (ตะขบ 100 กรัม จะให้พลังงาน 97 กิโลแคลอรี, แคลเซียม 51.7 มิลลิกรัม, โพแทสเซียม 773 มิลลิกรัม, โซเดียม 12.8 มิลลิกรัม) (นพ.สมยศ ดีรัศมี)
2. ผลสุกมีรสหวานและมีกลิ่นหอม เป็นผลไม้พื้นบ้านที่ชื่นชอบของเด็ก ๆ และยังเป็นอาหารของนกและสัตว์หลายชนิด ถ้าปลูกไว้ริมฝั่งแม่น้ำ ถ้าผลร่วงลงก็จะเป็นอาหารของปลาด้วยเช่นกัน
3. ผลตะขบฝรั่ง นิยมรับประทานกันมากในเม็กซิโก สามารถนำไปแปรรูปเป็นแยมหรือไวน์ หรือนำใบไปแปรรูปเป็นชา
4. เนื้อไม้ จะเนื้ออ่อน สามารถนำมาใช้ในงานช่างไม้ และเปลือกใช้เป็นแหล่งของเส้นใย
5. ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับหรือไม้ผลทั่วไปในเขตร้อน หรือปลูกประดับริมทางเดินเพื่อให้ร่มเงา

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “ตะขบฝรั่ง (Takhob Farang)”. หน้า 119.
2. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “ตะขบฝรั่ง, ตะขบ”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์), หนังสือสมุนไพรไทยตอนที่ 5 (ลีนา ผู้พัฒนพงศ์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [21 ธ.ค. 2014].
3. สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “ตะขบฝรั่ง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dnp.go.th/botany/. [21 ธ.ค. 2014].
4. ผักพื้นบ้านและผลไม้พื้นเมืองภาคใต้, คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่. “ตะขบฝรั่ง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : natres.psu.ac.th. [21 ธ.ค. 2014].
5. ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม, กระทรวงวัฒนธรรม. “ต้นตะขบ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.m-culture.in.th. [21 ธ.ค. 2014].
6. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “ตะขบฝรั่ง”. อ้างอิงใน : หนังสือผลไม้ 111 ชนิด (นิดดา หงส์วิวัฒน์, ทวีทอง หงส์วิวัฒน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : th.wikipedia.org. [21 ธ.ค. 2014].
7. ไทยโพสต์. “มหัศจรรย์ ‘ตะขบ’ ด้อยราคา-มากค่า”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.thaipost.net. [21 ธ.ค. 2014].

รูปอ้างอิง
1.https://www.komchadluek.net
2.https://specialtyproduce.com
3.https://plantingman.com
4.https://www.flickr.com

เสลดพังพอนตัวเมีย ใบคือยา แก้เริม รักษางูสวัด ดับพิษร้อน

0
เสลดพังพอนตัวเมีย
เสลดพังพอนตัวเมีย ใบคือยา แก้เริม รักษางูสวัด ดับพิษร้อน เป็นพรรณไม้พุ่มแกมเถา เลื้อยพาดไปตามต้นไม้ กลีบดอกเป็นสีแดงส้ม ใบสดนำมาตำแล้วพอกที่เป็นแผล

เสลดพังพอนตัวเมีย

เสลดพังพอนตัวเมีย

เสลดพังพอนตัวเมีย สมุนไพรชื่อแปลกมากสรรพคุณที่มักจะพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของประเทศไทย กลีบดอกเป็นสีแดงส้มทำให้ดูโดดเด่น เป็นยาที่ค่อนข้างเด่นในการใช้ภายนอก ส่วนมากใบสดจะนำมาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล แต่ในปัจจุบันวิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมแล้ว แต่องค์การเภสัชกรรมได้มีการผลิตครีมจากสมุนไพรเสลดพังพอนตัวเมียมาใช้ในการรักษาอยู่ และเรามักจะนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารอย่างแกงแค เสลดพังพอนตัวเมียถือเป็นยาดั้งเดิมที่กำลังนำมาพัฒนาในรูปแบบใหม่

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของเสลดพังพอนตัวเมีย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Snake Plant”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “พญาปล้องดำ พญาปล้องทอง” จังหวัดเชียงใหม่เรียกว่า “ลิ้นมังกร ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด” จังหวัดลำปางเรียกว่า “พญาปล้องคำ” จังหวัดพิษณุโลกเรียกว่า “เสลดพังพอนตัวเมีย” คนทั่วไปเรียกว่า “ลิ้นงูเห่า พญายอ” ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียกว่า “โพะโซ่จาง” จีนกลางเรียกว่า “ชิงเจี้ยน หนิ่วซิ้วฮวา”
ชื่อวงศ์ : วงศ์เหงือกปลาหมอ (ACANTHACEAE)
ชื่อพ้อง : Clinacanthus burmanni Nees, Clinacanthus siamensis Bremek., Justicia nutans Burm. f.

ลักษณะของเสลดพังพอนตัวเมีย

เสลดพังพอนตัวเมีย เป็นพรรณไม้พุ่มแกมเถา มักจะเลื้อยพาดไปตามต้นไม้อื่น พบตามป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของประเทศไทย หรือปลูกกันตามบ้านทั่วไป
ลำต้น : ลำต้นเกลี้ยง ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ลักษณะกลม ผิวเรียบเป็นปล้องสีเขียว
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ รูปใบหอก รูปวงรีแคบขอบขนาน ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ
ดอก : ออกดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3 – 6 ดอก กลีบดอกเป็นสีแดงส้ม ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก ในดอกหนึ่งมี 5 กลีบ รูปทรงกระบอก กลีบรองดอกเป็นสีเขียว มีขนเป็นต่อมเหนียวโดยรอบ มักจะออกดอกในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม
ผล : เป็นผลแห้งและแตก เป็นรูปกลมยาววงรี ก้านสั้น ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 4 เมล็ด

สรรพคุณของเสลดพังพอนตัวเมีย

  • สรรพคุณจากรากและเปลือกต้น
    – บำรุงกำลัง ด้วยการนำรากและเปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
  • สรรพคุณจากทั้งต้นและใบ ถอนพิษไข้ ดับพิษร้อน เป็นยารักษาโรคบิด
  • สรรพคุณจากใบ ตำรายาแก้งูสวัด รักษาอาการอักเสบ รักษาแผลร้อนในปาก แก้เริม แก้อีสุกอีใส แก้ขยุ้มตีนหมา เป็นยาถอนพิษต่าง ๆ แก้ถูกหนามพุงดอตำหรือถูกใบตะลังตังช้าง แก้หัด แก้เหือด
    – ลดไข้ แก้อาการปวดศีรษะ ด้วยการนำใบสด 1 กำมือ มาตำให้ละเอียด แล้วผสมกับน้ำซาวข้าว ทำการพอกบนศีรษะคนไข้ 30 นาที
    – แก้เจ็บคอ ด้วยการนำใบสดเคี้ยวประมาณ 10 ใบ กลืนเอาแต่น้ำยาพอให้ยาจืด แล้วค่อยคายกากทิ้ง
    – ช่วยแก้คางทูม ด้วยการนำใบสด 10 – 15 ใบ มาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับเหล้าโรง ทำการคั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่บวม
    – แก้แผลอักเสบมีไข้ แก้ไข่ดันบวม ด้วยการนำใบสด 3 – 4 ใบ มาตำกับข้าวสาร 3 – 4 เม็ด ทำการผสมกับน้ำพอเปียก ใช้พอก 2 – 3 รอบ
    – รักษาแผลจากสุนัขกัดมีเลือดไหล ด้วยการนำใบสด 5 ใบ มาตำพอกบริเวณแผล 10 นาที
    – รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ช่วยดับพิษร้อน ด้วยการนำใบสดมาตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผล หรือนำใบสดมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าใช้เป็นยาพอก
    – รักษาแผลเปื่อยเนื่องจากถูกแมงกะพรุนไฟ แก้แผลสุนัขกัด รักษาแผลที่เกิดจากการถูกกรด ด้วยการนำใบมาหุงกับน้ำมันแล้วนำมาทาบริเวณที่มีอาการ
    – รักษาแผลน้ำเหลืองเสีย ด้วยการนำใบ 3 – 4 ใบ กับข้าวสาร 5 – 6 เม็ด เติมน้ำลงไปให้พอเปียก แล้วนำมาพอก เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง แล้วให้เอาน้ำมาหยอดกันยาแห้ง
    – แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ด้วยการนำใบสดมาตำผสมกับเหล้าใช้ทา
    – แก้สิวเม็ดผดผื่นคัน ด้วยการนำใบมาดองกับเหล้า แล้วผสมดินสอพองใช้ทา
    – แก้ฝี ด้วยการนำใบมาโขลกผสมกับเกลือและเหล้า ใช้พอกบริเวณที่มีอาการ
    – เป็นยาขับพิษ ถอนพิษโดยเฉพาะพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้ผื่นคัน แก้ไฟลามทุ่ง แก้ลมพิษ แก้แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ด้วยการนำใบสด 5 – 10 ใบ มาขยี้หรือตำแล้วทา
    – แก้ลมพิษ ด้วยการนำใบมาตำผสมกับดินสอพอง ใส่น้ำเล็กน้อย ใช้ทาบริเวณที่มีอาการ
    – เป็นยาแก้พิษงู โดยคนเมืองนำใบมาตากแห้งแล้วตำผสมกับแมงป่องปิ้ง
    – แก้แพ้เกสรรักษาป่า แก้ยางรักป่า แก้ยางสาวน้อยประแป้ง ด้วยการนำใบผสมกับเหล้า นำมาทาบริเวณที่คัน
  • สรรพคุณจากราก ขับปัสสาวะ ขับประจำเดือน แก้อาการปวดเมื่อยบั้นเอว
    – ช่วยแก้อาการผิดสำแดง ด้วยการนำรากสดมาต้มกินครั้งละ 2 ช้อนแกง
  • สรรพคุณจากทั้งต้น แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ช่วยแก้อักเสบแบบดีซ่าน แก้ปวดบวม แก้เคล็ดขัดยอก แก้ฟกช้ำ แก้กระดูกร้าว ช่วยขับความชื้นในร่างกาย แก้อาการปวดเมื่อยเนื่องจากเย็นชื้น
  • สรรพคุณจากลำต้น
    – ช่วยทำให้แผลหายเร็ว ด้วยการนำลำต้นมาฝนแล้วใช้ทาแผลสด

ประโยชน์ของเสลดพังพอนตัวเมีย

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ยอดอ่อนและใบอ่อนนำมาปรุงเป็นอาหาร อย่างเมนูแกงแค
2. เป็นผลิตภัณฑ์ องค์การเภสัชกรรมได้ผลิตครีมจากเสลดพังพอนตัวเมีย สำหรับรักษา บรรเทาโรคเริมและงูสวัด

เสลดพังพอนตัวเมีย ยาสมุนไพรดั้งเดิมที่ส่วนของใบอุดมไปด้วยสรรพคุณ มักจะพบในรูปแบบของอาหารในแกงแค และพบในรูปแบบของครีมที่นิยมนำมาใช้รักษา บรรเทาโรคเริมและงูสวัด เสลดพังพอนตัวเมียมีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของใบ มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ ถอนพิษภายนอก แก้โรคผิวหนังผื่นคัน รักษาแผลน้ำเหลืองเสีย แก้แผลอักเสบมีไข้ บำรุงกำลัง ดับพิษร้อน และแก้งูสวัดได้

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “พญาปล้องทอง”. หน้า 521-522.
หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “พญาปล้องทอง”. หน้า 88.
หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. (วิทยา บุญวรพัฒน์). “เสลดพังพอนตัวเมีย”. หน้า 562.
สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “เสลดพังพอนตัวเมีย (พญาปล้องทอง)”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.rspg.or.th/plants_data/herbs/. [11 ก.ย. 2015].
ผักพื้นบ้านในประเทศไทย, สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง. “เสลดพังพอนตัวเมีย”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : area-based.lpru.ac.th/veg/. [11 ก.ย. 2015].
สารศิลปยาไทย ฉบับที่ ๑๐, สมาคมผู้ประกอบโรคศิลปแผนไทย (เชียงใหม่). “เสลดพังพอนตัวเมีย”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.oocities.org/thaimedicinecm/. [11 ก.ย. 2015].
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “พญาปล้องทอง, เสลดพังพอนตัวเมีย”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [11 ก.ย. 2015].
สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “พญาปล้องทอง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dnp.go.th/botany/. [11 ก.ย. 2015].
สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “พญายอ”. เข้าถึงได้จาก : www.medplant.mahidol.ac.th/pubhealth/. [11 ก.ย. 2015].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/
รูป : https://www.technologychaoban.com/
https://pharmacy.su.ac.th/

กรดน้ำ ทั้งต้นมีรสชุ่มหวาน เป็นยาเย็น ช่วยลดไข้ แก้เบาหวาน

0
กรดน้ำ
กรดน้ำ ทั้งต้นมีรสชุ่มหวาน เป็นยาเย็น ช่วยลดไข้ แก้เบาหวาน ใบมีรสฝาด ใบจักเป็นฟันเลื่อย ทั้งต้นมีรสชุ่มหวานและขมเล็กน้อย

กรดน้ำ

กรดน้ำ

กรดน้ำ เป็นพรรณไม้ล้มลุกพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเขตร้อน ปัจจุบันพบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนชื้น สามารถพบได้ทั่วทุกภาคในประเทศไทย ส่วนของใบมีรสฝาดและมีลักษณะขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ทั้งต้นมีรสชุ่มหวาน และขมเล็กน้อย ต้นไม่มีพิษ เป็นยาเย็นที่ดีต่อการดับร้อนในร่างกาย ส่วนราก ต้นและผลมีรสฝาด แต่อุดมไปด้วยสรรพคุณทางยามากมาย นอกจากนั้นยังเป็นอาหารของชาวปะหล่อง ชาวลัวะ ชาวเมี่ยนและชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนด้วย

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของกรดน้ำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scoparia dulcis Linn.
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Macao Tea” “Sweet Broomweed”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “ขัดมอนเล็ก ขัดมอญเล็ก หนวดแมว หญ้าขัด หญ้าหนวดแมว” ภาคเหนือเรียกว่า “หญ้าขัดหิน หญ้าจ้าดตู้ด หญ้าหัวแมงฮุน ยูกวาดแม่หม้าย” จังหวัดสิงห์บุรีเรียกว่า “ต้อไม้ลัด” จังหวัดจันทบุรีเรียกว่า “เทียนนา” จังหวัดกาญจนบุรีเรียกว่า “ปีกแมงวัน ผักปีกแมลงวัน” จังหวัดตราดเรียกว่า “หูปลาช่อนตัวผู้” จังหวัดกรุงเทพมหานครเรียกว่า “กรดน้ำ กระต่ายจามใหญ่ กัญชาป่า มะไฟเดือนห้า” จังหวัดปัตตานีเรียกว่า “ตานซาน” จังหวัดตรังเรียกว่า “ขัดมอนเทศ” ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียกว่า “ข้างไลดุ” ชาวเงี้ยวแม่ฮ่องสอนเรียกว่า “หญ้าพ่ำสามวัน” จีนกลางเรียกว่า “ปิงถางเฉ่า เหย่กานฉ่าน แหย่กานฉ่าน” จีนแต้จิ๋วเรียกว่า “เอี่ยกำเช่า”
ชื่อวงศ์ : วงศ์เทียนเกล็ดหอย (PLANTAGINACEAE)

ลักษณะของกรดน้ำ

กรดน้ำ เป็นพรรณไม้ล้มลุกพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเขตร้อนอายุ 2 ปี ปัจจุบันพบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนชื้น สามารถพบได้ทั่วทุกภาคในประเทศไทย ขึ้นเป็นวัชพืชในที่รกร้าง ป่าผลัดใบ และพื้นทรายริมฝั่งแม่น้ำ
ลำต้น : ลำต้นตั้งตรง เป็นพุ่มที่แตกกิ่งแผ่สาขามาก ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ไม่มีขน กิ่งเล็กเรียว
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามหรือเป็นวงรอบข้อ ข้อละ 3 – 4 ใบ แผ่นใบมีขนาดเล็กเป็นสีเขียว ลักษณะของใบเป็นรูปวงรีเรียว รูปใบหอกแกมรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ปลายใบแหลม โคนใบเรียวสอบ ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยตรงส่วนใกล้โคนใบ ท้องใบมีต่อม ก้านใบสั้นมากหรือแทบไม่มี
ดอก : ดอกมีขนาดเล็กสีขาว ออกดอกเดี่ยวที่ง่ามใบ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีวงละ 4 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก กลีบดอกเป็นสีขาว ส่วนกลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว
ผลแห้ง : พอแก่จะแตกออก ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมหรือเป็นรูปไข่ ภายในผลมีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก

สรรพคุณของกรดน้ำ

  • สรรพคุณจากกรดน้ำ ต้านเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดเริม แก้ปวดและลดการอักเสบ มีฤทธิ์ยับยั้งการบีบตัวของลำไส้ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านการเจริญของเชื้อแบคทีเรียได้บางชนิด ต้านอนุมูลอิสระ
  • สรรพคุณจากใบ เป็นยาบำรุงธาตุ เป็นยาแก้ปวดฟัน เป็นยาแก้หลอดลมอักเสบ เป็นยาขับลม แก้จุกเสียด เป็นยาขับประจำเดือน ขับระดูขาวของสตรี เป็นยาแก้พิษฝี ช่วยแก้อาการฟกช้ำ
    – แก้อาการผิดปกติของระบบลำไส้ ด้วยการนำใบชงดื่มเป็นยา
    – รักษาแผลสด แก้แผลถลอก แก้แผลเรื้อรัง ช่วยห้ามเลือด ด้วยการนำใบสดมาตำคั้นเอาน้ำทาหรือใช้พอกเป็นยา
  • สรรพคุณจากต้น เป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร แก้พิษไข้ เป็นยาแก้อาเจียน แก้เหงือกบวม แก้ปากเปื่อย แก้ท้องเสีย แก้ท้องเดิน แก้ปวดท้อง แก้ลำไส้อักเสบ เป็นยาขับลม แก้จุกเสียด ช่วยลดอาการบวมน้ำที่ขาจากการปัสสาวะ ช่วยแก้อาการฟกช้ำ
    – แก้เด็กเป็นไข้ ด้วยการนำลำต้นสดประมาณ 15 กรัม มาต้มใส่น้ำและน้ำตาล กรองเอาแต่น้ำกิน
    – แก้ไอ รักษาอาการไอเนื่องจากปอดร้อน ด้วยการนำลำต้นสดประมาณ 30 – 60 กรัม มาต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำมาทานเป็นยา
    – แก้หวัดและไอ ด้วยการนำต้นสด 30 กรัม สะระแหน่ 10 กรัม พลูคาว 15 กรัม มาต้มกับน้ำทาน
    – แก้เจ็บคอ ด้วยการนำต้นสดประมาณ 120 กรัม มาตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำผึ้ง ใช้ทานเป็นยา
    – แก้ลำไส้อักเสบ แก้ปวดท้อง แก้อาการปัสสาวะขัด ด้วยการนำลำต้นขนาดประมาณ 15 – 30 กรัม มาต้มให้เดือดแล้วกรองเอาแต่น้ำกิน
    – รักษาบิดติดเชื้อ ด้วยการนำต้นสด 30 กรัม หยางถีเฉ่า 30 กรัม ข้าวเก่าประมาณ 10 – 15 กรัม มาต้มกับน้ำทานวันละ 1 เทียบ
    – เป็นยาแก้ผื่นคันตามผิวหนัง ด้วยการนำลำต้นสดมาตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็นผื่นคัน
    – ช่วยลดอาการเป็นหัด ด้วยการนำลำต้นสดมาต้มแล้วกรองเอาแต่น้ำกินติดต่อกัน 3 วัน
    – รักษาอาการเท้าบวม แก้ขาบวมจากการเป็นเหน็บชา ด้วยการนำลำต้นสดประมาณ 30 กรัม น้ำตาลทรายแดง 30 กรัม มาต้มกับน้ำทานก่อนอาหาร หรือกินทุกเช้าและเย็นหลังอาหาร หรือกินก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง
    – ช่วยให้มารดาแข็งแรงและมีน้ำนมดี ด้วยการนำต้นสด 1 กำมือ มาต้มกินหลังคลอด
  • สรรพคุณจากดอก ช่วยเจริญไฟธาตุ เป็นยาแก้พิษฝี
  • สรรพคุณจากทั้งต้น ออกฤทธิ์ต่อตับ กระเพาะและลำไส้ใหญ่ เป็นยาขับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไอร้อน แก้ไอหวัด ลดไข้ แก้เด็กเป็นไข้อีสุกอีใส ช่วยขับเสมหะ เป็นยาแก้โรคไทฟอยด์ ช่วยแก้ไฟลามทุ่งหรือเชื้อไวรัสตามผิวหนัง
    – แก้อาการเบื่ออาหาร โดยชาวปะหล่องนำทั้งต้นมาต้มกับน้ำรวมกับต้นสาบแร้งสาบกาให้เด็กอาบ
    – แก้ไข้ ลดไข้ โดยยาพื้นบ้านนำทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
    – แก้แผลไฟไหม้ แก้น้ำร้อนลวก โดยชาวกะเหรี่ยงเชียงใหม่นำทั้งต้นมาต้มแล้วเอาน้ำมาใส่แผล
    – ช่วยให้แผลแห้งเร็วยิ่งขึ้น โดยคนเมืองนำทั้งต้นมาต้มแล้วใช้ไอน้ำมารมแผลสด
    – รักษาผื่นคันในเด็กและผู้ใหญ่ โดยชาวม้งนำทั้งต้นมาต้มกับน้ำอาบ
  • สรรพคุณจากต้นและใบ เป็นยาแก้ไอ เป็นยาแก้ขัดเบา
    – แก้โรคเบาหวาน ด้วยการนำลำต้นและใบสด 1 กำมือ มาต้มกับน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวนาน 30 นาที ใช้แบ่งนำมาดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น
  • สรรพคุณจากราก แก้โรคเบาหวาน แก้ไข้ตัวเย็น แก้เลือดเป็นพิษ เป็นยาแก้ปวดศีรษะ แก้โรคหัวใจอ่อน แก้บิด แก้ท้องร่วง ช่วยสมานลำไส้ เป็นยาขับลม แก้จุกเสียด เป็นยาขับพยาธิ เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยแก้อาการฟกช้ำ
    – แก้ไข้มาลาเรีย แก้เจ็บคอ แก้เสียงแหบ แก้ขัดเบา ด้วยการนำรากต้มกับน้ำดื่มเป็นยา
    – ช่วยฆ่าเชื้อโรค แก้พิษ ด้วยการนำรากต้มกับน้ำอาบ
    – แก้อาการปวดข้อ ด้วยการนำรากต้มกับน้ำดื่มร่วมกับลูกใต้ใบและหญ้าปันยอด
  • สรรพคุณจากผล เป็นยาแก้เหงือกบวม เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน เป็นยาแก้พิษฝี เป็นยาแก้ปวด
  • สรรพคุณจากรากและทั้งต้น
    – แก้ปวดท้อง แก้อาหารเป็นพิษ แก้อาหารไม่ย่อย แก้โรคกระเพาะอาหาร โดยชาวเขาเผ่าแม้ว กะเหรี่ยงนำรากและทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่มหรือเคี้ยวกินเป็นยา

ประโยชน์ของกรดน้ำ

เป็นส่วนประกอบของอาหาร ชาวปะหล่อง ชาวลัวะนำยอดอ่อนมาทานร่วมกับลาบ ชาวเมี่ยนนำใบมาเคี้ยวกินเล่น มีรสหวานหรือใช้ใส่ในแกงเพื่อเพิ่มรสชาติ ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนและคนเมืองนำทั้งต้นลวกหรือต้มกินกับน้ำพริก

กรดน้ำ ถือเป็นพืชที่มีสรรพคุณทางยาได้หลากหลายมาก เป็นต้นที่นิยมในชาวพื้นเมืองทั่วไปในการนำมาทานหรือใช้ปรุงอาหาร ทั้งต้นมีรสชุ่มหวาน และขมเล็กน้อย เป็นยาเย็นที่ดีต่อตับ กระเพาะและลำไส้ใหญ่ กรดน้ำมีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของต้น มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ แก้เบาหวาน ช่วยให้เจริญอาหาร เป็นยาลดไข้ ลดระดับน้ำตาลในเลือดและแก้อาการผิดปกติของระบบลำไส้ได้

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “กรดน้ำ (Krod Nam)”. หน้า 15.
หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “กรดน้ำ”. หน้า 193.
หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “กรดน้ำ”. หน้า 4-7.
หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. (วิทยา บุญวรพัฒน์). “กรดน้ำ”. หน้า 20.
หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ชนิด. (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก). “กรดน้ำ”. หน้า 54-55.
ข้อมูลพรรณไม้, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “กรดน้ำ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.rspg.or.th/plants_data/. [09 ก.ค. 2015].
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “กรดน้ำ, หญ้าปีกแมลงวัน”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์), หนังสือพืชสมุนไพรในสวนป่าสมุนไพรเขาหินซ้อน ฉบับสมบูรณ์ (พงษ์ศักดิ์ พลเสนา), หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 6. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [10 ก.ค. 2015].
มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 355 คอลัมน์ : เรื่องเด่นจากปก. (ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร, ภกญ.ผกากรอง ขวัญข้าว). “อาหารและสมุนไพร กระตุ้นน้ำนม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.doctor.or.th. [10 ก.ค. 2015].
M. R. Mishra, A. Mishra, D. K. Pradhan, A. K. Panda, R. K. Behera, S. Jha. “Antidiabetic and Antioxidant Activity of Scoparia dulcis Linn.”. Indian J Pharm Sci. 2013 Sep-Oct; 75(5): 610–614.
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/
รูป
https://thai-herbs.thdata.co/
https://ml.wikipedia.org/

กระสัง วิตามินซีสูง ช่วยต้านมะเร็งเต้านม รักษาสิว

0
กระสัง วิตามินซีสูง ช่วยต้านมะเร็งเต้านม รักษาสิว เป็นพรรณไม้ล้มลุก มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามินสูง

ผักกระสัง

กระสัง

กระสัง ขึ้นชื่อเรื่องการต้านมะเร็งพอสมควร เป็นพรรณไม้ล้มลุกชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้ทั่วทุกภาคในประเทศไทย เป็นวัชพืชที่น่ารำคาญในแปลงผัก หรือตามสนามหญ้าทั่วไป แต่มีสรรพคุณทางยาที่ยอดเยี่ยมแบบไม่คาดคิด จึงเป็นที่นิยมในตรินิแดด กียานา ประเทศบราซิล มาเลเซีย โบลิเวีย และหมอยาพื้นบ้านในประเทศไทย เป็นผักที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามินสูงอีกชนิดหนึ่ง

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของกระสัง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peperomia pellucida (L.) Kunth
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Peperomia” “Shiny leave”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “ผักกระสัง” ภาคเหนือเรียกว่า “ผักฮากกล้วย” ภาคใต้เรียกว่า “ชากรูด” จังหวัดแม่ฮ่องสอนเรียกว่า “ผักราชวงศ์” จังหวัดเพชรบุรีเรียกว่า “ผักกูด” จังหวัดสุราษฎร์ธานีเรียกว่า “ผักสังเขา” ชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียกว่า “ตาฉี่โพ”
ชื่อวงศ์ : วงศ์พริกไทย (PIPERACEAE)

ลักษณะของกระสัง

กระสัง เป็นพรรณไม้ล้มลุก และเป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง มักจะพบขึ้นทั่วไปในเขตร้อนทั่วโลก ในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค มักจะขึ้นในแปลงผัก ตามสวน และตามสนามหญ้าทั่วไป
ลำต้น : ลำต้นเปราะหักง่าย ลำต้นและใบเป็นสีเขียวและอวบน้ำ
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน โดยจะออกจากลำต้นในลักษณะตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลม โคนใบเว้าตื้น ขอบใบเรียบ มีต่อมโปร่งแสง แผ่นใบหนาเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบด้านบนเป็นมัน ด้านล่างขุ่นและมีสีอ่อนกว่า
ดอก : ออกดอกเป็นช่อตามซอกและที่ปลายกิ่ง ช่อดอกเป็นสีเขียวอ่อนหรือสีครีม ช่อดอกจะออกบริเวณข้อตรงข้ามกับใบ เรียงโค้งขึ้น ประกอบไปด้วยดอกเล็กที่ไม่มีก้าน มีดอกย่อยจำนวนมากเวียนรอบแกน ดอกเป็นแบบสมบูรณ์เพศ ไม่มีทั้งกลีบดอกและกลีบเลี้ยง
ผล : เป็นผลสดที่มีลักษณะกลม
เมล็ด : ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดเป็นสีดำทรงกลมและมีขนาดเล็ก

สรรพคุณของกระสัง

  • สรรพคุณจากกระสัง ในบราซิลจะใช้เพื่อลดคอเลสเตอรอล ในกียานา (Guyana) ใช้เป็นยาขับปัสสาวะและลดไข่ขาวในปัสสาวะ แถบแอมะซอนใช้เป็นยาขับปัสสาวะและหล่อลื่นและแก้หัวใจเต้นผิดปกติ หมอยาพื้นบ้านใช้เป็นยาแก้ปวดข้อ รักษาอาการปวดท้อง รักษาฝี รักษาสิว รักษาหัด รักษาอีสุกอีใส แก้แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แก้อาการอ่อนเพลีย แก้ปวดศีรษะ แก้ระบบประสาทแปรปรวน แก้อาการมีแก๊สในกระเพาะ แก้ปวดข้อรูมาติก ต้านอนุมูลอิสระสูง ต้านมะเร็ง เสริมสร้างและซ่อมแซมกระดูกส่วนที่สึกหรอ
    – รักษาโรคเกาต์ แก้อาการปวดข้อ แก้ข้ออักเสบ โดยประเทศฟิลิปปินส์นำต้นที่ยาวสัก 20 เซนติเมตร มาต้มกับน้ำ 2 แก้ว ให้เหลือประมาณ 1 แก้ว ใช้ทานครั้งละครึ่งแก้ว เช้าและเย็น
  • สรรพคุณจากใบ เป็นยารักษาโรคลักปิดลักเปิด หรือโรคเลือดออกตามไรฟัน ยาชงจากใบใช้เป็นยาแก้ชัก
    – ในตรินิแดด (Trinidad) ใช้เป็นยาเย็นสำหรับเด็ก
    – ในมาเลเซียใช้ทานช่วยรักษาโรคตาและต้อ (glaucoma)
    – แก้ปวดศีรษะ แก้ไข้ แก้อักเสบ ด้วยการนำใบมาตำให้แหลกเป็นยา
    – แก้มะเร็งเต้านม ด้วยการนำใบมาตำขยำใช้แปะทาเม็ดที่เป็นใต้ราวนม
    – แก้ปวดท้อง ด้วยการนำใบมาคั้นเอาน้ำใช้เป็นยา
    – ช่วยรักษาแผลฝีหนอง ด้วยการนำใบใช้ตำพอกฝีและแผล หรือคั้นเอาน้ำทาแผลฝี
  • สรรพคุณจากต้นและใบ
    – เป็นยารักษาเริม ด้วยการนำต้นมาผสมกับขมิ้นและข้าวสารฮูยงงูกุมารตอกูยิ ตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกทิ้งไว้ 1 คืน
  • สรรพคุณจากทั้งต้น แก้พิษฝี แก้ผื่นคัน
    – ต้านการอักเสบและต้านแบคทีเรียได้หลายชนิด แก้ฝีหรือตุ่มหนองและโรคผิวหนัง ช่วยกำจัดเนื้อตาย ทำให้ฝีแตกได้โดยง่าย โดยชาวฟิลิปปินส์นำทั้งต้นสดมาบดประคบ
    – ช่วยห้ามเลือด โดยในโบลิเวียนำทั้งต้นใช้บดผสมกับน้ำใช้กินเป็นยา
  • สรรพคุณจากราก
    – รักษาไข้ ด้วยการนำส่วนเหนือดินโปะแผล ใช้ส่วนของรากต้มกินเป็นยา

ประโยชน์ของกระสัง

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ต้นและใบใช้ทานเป็นผักสด ด้วยการนำมาผัด ลวก หรือนึ่ง ใช้ทำยำผักกระสังได้
2. ช่วยรักษาสิวและบำรุงผม น้ำคั้นจากใบใช้ทารักษาสิว ทำให้สิวยุบเร็วขึ้น ในสมัยก่อนยังใช้น้ำต้มจากผักชนิดนี้มาล้างหน้าเพื่อเป็นการบำรุงผิวและทำให้ผิวหน้าสดใส ใช้เป็นยาสระผม โดยนำใบมาขยำกับน้ำแล้วชโลมศีรษะให้ศีรษะเย็นเพื่อช่วยป้องกันผมร่วงและทำให้ผมนุ่มได้

คุณค่าทางโภชนาการของผักกระสัง

คุณค่าทางโภชนาการของผักกระสัง ต่อ 100 กรัม

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
วิตามิน 18 มิลลิกรัม
เบต้าแคโรทีน 285 ไมโครกรัม

กระสัง เป็นผักที่มีวิตามินซีสูงและอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ นิยมนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้ในหลายประเทศ ทั้ง ๆ ที่เป็นวัชพืชตามแปลงผักทั่วไป สามารถนำมาใช้รักษาสิวได้ด้วย เหมาะสำหรับสาว ๆ เป็นอย่างมาก กระสังมีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของต้นและใบ มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ แก้มะเร็งเต้านม ช่วยรักษาสิว ลดคอเลสเตอรอล แก้ข้ออักเสบและแก้ระบบประสาทแปรปรวนได้

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
ข้อมูลพรรณไม้, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “กระสัง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.rspg.or.th/plants_data/. [16 ส.ค. 2015].
ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. “ผักกระสัง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : clgc.agri.kps.ku.ac.th. [16 ส.ค. 2015].
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “Peperomia pellucida (L.) Humb., Bonpl. & Kunth”. อ้างอิงใน : หนังสือสารานุกรมสมุนไพร เล่ม 4 กกยาอีสาน หน้า 188. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.qsbg.org. [16 ส.ค. 2015].
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “กระสัง”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [16 ส.ค. 2015].
วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานีน้อมรับพระราชดำริ, โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “กระสัง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : rspg.svc.ac.th. [16 ส.ค. 2015].
กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. “เรื่องน่ารู้…ของผักกะสัง”. อ้างอิงใน : หน่วยปฏิบัติการวิจัยเคมีสารสนเทศ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dra.go.th. [16 ส.ค. 2015].
ผู้จัดการออนไลน์. “สมุนไพรไม้เป็นยา : กระสัง อีกหนึ่งสมุนไพรต้านมะเร็ง ซ่อมแซมกระดูก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.manager.co.th. [16 ส.ค. 2015].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/
รูป
https://lupuswiki.com/
http://www.premiumseedshop.com/

กรุงเขมา ยารสขม บำรุงกำลัง สงบประสาท ลดระดับน้ำตาลในเลือด

0
กรุงเขมา
กรุงเขมา ยารสขม บำรุงกำลัง สงบประสาท ลดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นไม้เถาที่ทั้งต้นมีรสขมชุ่มหวาน นิยมใช้ในตำรายาไทย และยังเป็นอาหารพื้นบ้าน

กรุงเขมา

กรุงเขมา

กรุงเขมา หรือเรียกอีกอย่างว่า “เครือหมาน้อย” เป็นไม้เถาที่ทั้งต้นมีรสขมชุ่มหวานเล็กน้อย เป็นยาอุ่นที่ดีต่อเลือด ส่วนของรากมีกลิ่นหอม รสสุขุมจึงใช้เป็นยาอายุวัฒนะได้ เป็นต้นที่นิยมใช้ในตำรายาไทยทั้งหลาย นอกจากนั้นยังเป็นอาหารพื้นบ้าน สามารถนำมาใช้ทำเมนู วุ้นหมาน้อย และลาบหมาน้อย ทำขนมหวานเลิศรสที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ ที่สำคัญยังนำมาใช้ในการรักษาสิว ใช้เป็นสมุนไพรมาส์กหน้า ถือเป็นพืชสมุนไพรชั้นยอดอีกชนิดหนึ่ง

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของกรุงเขมา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cissampelos pareira L.
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Icevine” “Pareira barva”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “กรุงเขมา ขงเขมา พระพาย” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า “เครือหมาน้อย” ภาคตะวันตกเฉียงใต้เรียกว่า “ก้นปิด” จังหวัดแม่ฮ่องสอนเรียกว่า “เปล้าเลือด” จังหวัดอุบลราชธานีเรียกว่า “หมอน้อย” จังหวัดเพชรบุรีเรียกว่า “สีฟัน” จังหวัดนครศรีธรรมราชเรียกว่า “กรุงเขมา” ชาวมลายูนราธิวาสเรียกว่า “อะกามินเยาะ” จีนกลางเรียกว่า “ยาฮูรู้ ซีเซิงเถิง อย่าหงหลง” มีชื่ออื่น ๆ เรียกว่า “วุ้นหมอน้อย หมาน้อย”
ชื่อวงศ์ : วงศ์บอระเพ็ด (MENISPERMACEAE)
ชื่อพ้อง : Cissampelos poilanei Gagnep., Cissampelos pareira var. hirsuta (Buch.-Ham. ex DC.) Forman

ลักษณะของกรุงเขมา

กรุงเขมา เป็นพรรณไม้เถาเลื้อยขนาดกลางเนื้อแข็ง ไม่มีมือเกาะ เลื้อยพาดพันตามต้นไม้อื่น มักจะพบตามในป่าดิบ ป่าผลัดใบ ป่าไผ่ ตามริมแม่น้ำลำธาร
ราก : มีรากสะสมอาหารใต้ดิน
ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปหัวใจ รูปไต รูปกลม หรือรูปไข่กว้าง ออกแบบสลับกัน ปลายใบส่วนมากมนหรือเรียวแหลมเป็นติ่งหนาม โคนใบกลมตัด หรือเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ
ดอก : ออกดอกเป็นช่อกระจุกสีขาว เป็นแบบแยกเพศและอยู่ต่างต้นกัน ออกเรียงเป็นช่อเชิงหลั่นขนาดเล็ก มีขนสั้นนุ่มออกเป็นกระจุก ช่อดอกเพศผู้จะออกตามง่ามใบ เป็นสีเขียวหรือสีเหลือง กลีบเลี้ยง 4 กลีบ เป็นรูปไข่กลับ ช่อดอกเพศเมียคล้ายช่อกระจุกแยกแขนง ทรงแคบ กลีบดอก 1 กลีบ เป็นรูปไข่กลับกว้าง โคนสอบ กลีบเลี้ยง 1 กลีบ เป็นรูปไข่กลับกว้าง
ผล : เป็นผลสดรูปทรงกลมวงรีอยู่ตอนปลาย ผลเป็นสีส้ม เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลแดง
เมล็ด : ภายในผลมีเมล็ดโค้งงอรูปพระจันทร์ครึ่งซีกหรือรูปเกือกม้า ผิวเมล็ดขรุขระ มีรอยแผลเป็นของก้านเกสรเพศเมียติดอยู่ด้านข้าง มีขนสั้นนุ่ม ผนังผลชั้นในเป็นรูปไข่กลับ ด้านบนมี 9 – 11 สัน เรียงเป็น 2 แถว

สรรพคุณของกรุงเขมา

  • สรรพคุณจากกรุงเขมา รักษาโรคธาตุอ่อน รักษาทางเดินปัสสาวะ แก้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แก้ลมอัมพาตหรือลมไม่เดิน
  • สรรพคุณจากทั้งต้น เป็นยาฟอกเลือด กระจายเลือด แก้เลือดกำเดา เป็นยาแก้ไข้ เป็นยาแก้ลมชื้น แก้โรคหัวใจ เป็นยาแก้ถุงน้ำดีรั่ว แก้ดีล้น แก้ดีซ่าน เป็นยาห้ามเลือด สมานแผล เป็นยาแก้ปวด แก้ฟกช้ำดำเขียว แก้ปวดเอว แก้ปวดบวม แก้ฟกช้ำดำเขียว คลายกล้ามเนื้อ
    – ลดความดันโลหิต โดยหมอยาไทยใหญ่นำทั้งต้นมาต้มกับน้ำกินเป็นยา
  • สรรพคุณจากราก เป็นยาแก้โลหิต แก้กำเดา เป็นยาอายุวัฒนะ เป็นยาเจริญอาหาร เป็นยาบำรุง ช่วยบำรุงร่างกาย เป็นยาสงบประสาท เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นยาแก้ไข้ เป็นยาลดไข้ แก้ไข้มาลาเรีย ไข้ออกตุ่ม แก้อาการไอ แก้เจ็บคอ แก้ไอเจ็บหน้าอก เป็นยาขับเหงื่อ เป็นยาแก้โรคตา เป็นยาแก้ลม เป็นยาขับเสมหะ แก้เสมหะ เป็นยาบำรุงหัวใจ เป็นยาขับปัสสาวะ ขัดเบา ระบายนิ่ว แก้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นยาบำรุงอวัยวะเพศให้แข็งแรง ช่วยรักษาโรคหนองใน บำรุงสมรรถภาพทางเพศ แก้ปวดประจำเดือน แก้ไข้ทับระดู ช่วยปรับสมดุลของประจำเดือนให้เป็นปกติ เป็นยาขับระดู เป็นยาแก้ถุงน้ำดีรั่ว แก้ดีล้น แก้ดีซ่าน ช่วยแก้อาการบวมน้ำ เป็นยาขับน้ำเหลืองเสีย รักษาประดงไฟ เป็นยาสมาน แก้ปวดเมื่อยตามตัว แก้ปวดหลังปวดเอว แก้บวม แก้ปวด
    – เป็นยาอายุวัฒนะ โดยหมอยาไทยและหมอยาพื้นบ้านบราซิลนำรากมาทำให้เป็นผงละลายกับน้ำผึ้งกิน หรือขยี้กับน้ำดื่มเป็นยา
    – รักษาระบบทางเดินอาหาร แก้ถ่ายเป็นเลือด เป็นยาระบาย ยาช่วยย่อย ยาถ่าย แก้ปวดท้อง แก้โรคบิด โดยหมอยาไทยนำรากมาต้มกินเป็นยา
    – ต้านอาการปวดเกร็งทั่วไป แก้โรคลำไส้อักเสบ รักษาโรคลำไส้แปรปรวน โดยหมอยาพื้นบ้านในอเมริกาใต้นำรากเป็นยา
  • สรรพคุณจากเปลือกและแก่น เป็นยาบำรุงโลหิต เป็นยาแก้ไข้ เป็นยาแก้ระดูพิการของสตรี
  • สรรพคุณจากลำต้น เป็นยาบำรุงโลหิตสตรี เป็นยาดับพิษไข้ทุกชนิด เป็นยาพอกแก้ตาอักเสบ
  • สรรพคุณจากเนื้อไม้ เป็นยารักษาโรคโลหิตจาง เป็นยารักษาโรคปอด
  • สรรพคุณจากใบและส่วนเหนือดิน เป็นยาแก้ร้อนใน
  • สรรพคุณจากใบ เป็นยาแก้หืด บำรุงสมรรถภาพทางเพศ
    – รักษาฝี แก้หิด แก้ผดผื่นคัน แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้อาการแสบร้อนตามผิวหนัง แก้อาการอักเสบของผิวหนัง พอกแผล แก้แผลมะเร็ง ช่วยลดอาการบวมตามข้อ โดยหมอยาพื้นบ้านนำใบมาขยี้เป็นวุ้นใช้เป็นยาพอก
  • สรรพคุณจากเถา ราก ใบและเปลือก รักษาอาการตกเลือดหลังคลอด ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับระบบประจำเดือนของผู้หญิง แก้สิวที่เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน
  • สรรพคุณจากส่วนเหนือดิน เป็นยาแก้โรคตับ
  • สรรพคุณจากรากและใบ เป็นยาพอกแก้หิด แก้โรคผิวหนัง
  • สรรพคุณจากใบและเถา
    – แก้ปวด โดยหมอยาพื้นบ้านชาวอินเดียนำใบและเถามาต้มกินเป็นยา

ประโยชน์ของกรุงเขมา

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ทำเมนูวุ้นหมาน้อย เมนูลาบหมาน้อย ทำเป็นของหวาน
2. ใช้ในทางการแพทย์ ประเทศจีนใช้สารสกัดจากกรุงเขมาและดอกลำโพง มาฉีดให้คนไข้ที่ต้องผ่าตัดส่วนท้องหรือส่วนอก เพื่อทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว
3. ใช้ในการเกษตร เป็นอาหารสัตว์ของโคกระบือ
4. ใช้ในด้านความงาม นำใบมาทำเป็นสมุนไพรมาส์กหน้า บำรุงผิว แก้สิวได้ด้วย

คุณค่าทางโภชนาการของใบกรุงเขมาที่มีการนำมาแปรรูปเป็นอาหาร

คุณค่าทางโภชนาการของใบที่มีการนำมาแปรรูปเป็นอาหาร ใน 100 กรัม ให้พลังงาน 95 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
โปรตีน 8.5 กรัม
ไขมัน 0.7 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 13.6 กรัม
เบต้าแคโรทีน 6,577 ไมโครกรัม
วิตามินเอ 1,096 ไมโครกรัมอาร์อี

กรุงเขมา เป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในตำรายาของชาวอินเดีย จีนและประเทศไทย มีสรรพคุณหลากหลาย นอกจากนั้นยังช่วยบำรุงด้านความงาม สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในด้านอุตสาหกรรมในอนาคตได้ แถมยังมีคุณค่าทางโภชนาการด้วย กรุงเขมามีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของราก มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ เป็นยาบำรุง สงบประสาท เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นยาแก้ไข้ บำรุงเลือดและอื่น ๆ อีกมากมาย

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. (วิทยา บุญวรพัฒน์). “กรุงเขมา”. หน้า 46.
หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ชนิด. (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก). “กรุงเขมา”. หน้า 55-56.
ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “เครือหมาน้อย”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.phargarden.com. [25 มิ.ย. 2015].
ข้อมูลพรรณไม้, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “กรุงเขมา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.rspg.or.th/plants_data/. [25 มิ.ย. 2015].
หนังสือพิมพ์มติชนบทเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 417, วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2550. “กรุงเขมา พืชป่ามหัศจรรย์ ณ แดนถิ่นอีสาน”.
สมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณ แห่งประเทศไทย. “วุ้นหมาน้อยหรือวุ้นจากต้นกรุงเขมา (Mha Noi Jelly) เครื่องดื่มและอาหารสุขภาพ คลายร้อน”. อ้างอิงใน : มูลนิธิสุขภาพไทย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.ayurvedicthai.com. [25 มิ.ย. 2015].
ตำรับยา ตำราไทย. “เรื่องน่ารู้ของเครือหมาน้อย กรุงเขมา : วุ้นธรรมชาติ ยาเย็น แก้ไข้ แก้ปวด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : thrai.sci.ku.ac.th. [25 มิ.ย. 2015].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/

สะเดา เปลือกต้นและใบคือยา ดีต่อระบบย่อยอาหารในร่างกาย

0
สะเดา
สะเดา เปลือกต้นและใบคือยา ดีต่อระบบย่อยอาหารในร่างกาย มีแคลเซียมสูงสุด ยอดอ่อนและดอกอ่อนจะนิยมนำมาทานกับน้ำปลาหวาน

สะเดา

สะเดา

สะเดา เป็นไม้ยืนต้นสูงใหญ่ที่มีส่วนประกอบเป็นยาสมุนไพรได้หลากหลายมาก เป็นต้นที่คนไทยทั่วไปรู้จักกันพอสมควร ส่วนของยอดอ่อนและดอกอ่อนจะนิยมนำมาทานเป็นผักสดจิ้มกับน้ำพริก และเมนูโดดเด่นเลยก็คือ น้ำปลาหวานสะเดา ที่สำคัญสะเดาถือเป็นผักที่มีแคลเซียมสูงสุดเป็นอันดับ 3 ด้วย ส่วนของไม้นำมาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างได้ ใช้ในการเกษตรได้ แถมคนไทยโบราณเชื่อว่าเป็นไม้มงคลที่ดีงามอีกตังหาก

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของสะเดา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Azadirachta indica A.Juss.
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Neem” “Neem tree” “Nim” “Margosa” “Quinine” “Holy tree” “Indian margosa tree” “Pride of china” “Siamese neem tree”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “สะเดา สะเดาบ้าน” ภาคเหนือเรียกว่า “สะเลียม” ภาคใต้เรียกว่า “เดา กระเดา กะเดา” คนกรุงเทพเรียกว่า “สะเดาอินเดีย” คนทั่วไปเรียกว่า “ควินิน” ส่วยเรียกว่า “จะดัง จะตัง” ไทลื้อเรียกว่า “ผักสะเลม” ชาวลัวะเรียกว่า “ลำต๋าว” ชาวขมุเรียกว่า “สะเรียม” ชาวกะเหรี่ยงแดงเรียกว่า “ตะหม่าเหมาะ” มีชื่ออื่น ๆ ว่า “กาเดา เดา ไม้เดา”
ชื่อวงศ์ : วงศ์กระท้อน (MELIACEAE)
ชื่อพ้อง : Azadirachta indica var. siamensis Valeton, Melia azadirachta L.

ลักษณะของสะเดา

สะเดา เป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มี 3 ชนิด ได้แก่ สะเดาไทย สะเดาอินเดีย สะเดาช้าง
ต้น : เป็นทรงเรือนยอดพุ่มหนาทึบตลอดปี
ราก : รากแข็งแรง หยั่งลึก
เปลือก : เปลือกของลำต้นหนา มีสีน้ำตาลเทาหรือสีเทาปนดำ ผิวเปลือกแตกเป็นสะเก็ด เนื้อไม้มีสีแดงเข้มปนสีน้ำตาล แกนไม้มีสีน้ำตาลแดง มีความแข็งแรงและทนทานมาก
ใบ : มีสีเขียวเข้มหนาทึบ เมื่ออ่อนจะมีสีแดง เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบย่อย 4 – 7 คู่ ใบเป็นรูปหอกกึ่งรูปเคียวโค้ง โคนใบเบี้ยวชัดเจน ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นจักคล้ายฟันเลื่อย ผิวก้านมีต่อม 1 คู่
ดอก : ออกดอกเป็นช่อแยกแขนงขนาดใหญ่ตามง่ามใบ ดอกมีขนาดเล็กสีขาวหรือสีเทา มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ปลายเป็นช่อกระจุก 1 – 3 ดอก ใบประดับย่อยเป็นรูปใบหอก กลีบเลี้ยงเป็นรูปทรงแจกัน กลีบดอก 5 กลีบเป็นรูปช้อนแคบ
ผล : มีลักษณะกลมวงรี คล้ายผลองุ่น ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมเขียว มีรสหวานเล็กน้อย
เมล็ด : ลักษณะกลมวงรี ผิวค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็ก ตามยาวเป็นสีเหลืองซีดหรือเป็นสีน้ำตาล

สรรพคุณของสะเดา

  • สรรพคุณจากดอก ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย เป็นยาขมเจริญอาหาร ช่วยแก้พิษโลหิตกำเดา ช่วยแก้ริดสีดวงในลำคอ ช่วยในการย่อยอาหาร
  • สรรพคุณจากใบ ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ช่วยบำรุงธาตุไฟ ขับน้ำย่อยอาหาร ช่วยบำรุงโลหิต เป็นยาขมเจริญอาหาร ช่วยรักษาโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยเอดส์ ช่วยลดความเครียด ช่วยทำให้นอนหลับสบาย ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง ช่วยแก้ไข้ สร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ช่วยรักษาแผลในช่องปาก แก้ปากมีกลิ่นเหม็น มีฤทธิ์ระบายอ่อน ๆ ช่วยรักษาเบาหวาน ช่วยแก้เลือดกำเดาไหล ช่วยแก้โรคในลำคอ ช่วยแก้อาการท้องผูก ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยทำให้อุจจาระละเอียด ช่วยบำรุงน้ำดี แก้แผลรองเท้ากัด รักษาฝี แก้พิษฝี เป็นยาฝาดสมาน ช่วยรักษาโรคผิวหนัง แก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยแก้ลมพิษ แก้ผดผื่นคัน ช่วยแก้อาการคันในร่มผ้า ช่วยแก้ประดงเข้าข้อ ช่วยฆ่าเชื้อ เป็นยาฆ่าแมลง ฆ่าเหา
  • สรรพคุณจากผล ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง ช่วยแก้โรคหัวใจ ยาถ่ายพยาธิ แก้พยาธิทั้งปวง เป็นยาระบาย
  • สรรพคุณจากแก่น ช่วยบำรุงธาตุไฟ ขับน้ำย่อยอาหาร ช่วยบำรุงโลหิต แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้จับสั่น ช่วยแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน ช่วยแก้ลม ช่วยขับเสมหะ
  • สรรพคุณจากลำต้น เป็นยาบำรุงร่างกาย เป็นยาขมเจริญอาหาร ช่วยแก้ไข้ สร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยแก้ไข้มาลาเรียหรือไข้จับสั่น ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ ช่วยแก้อาการปวดท้อง เป็นยาระงับอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
  • สรรพคุณจากยอดอ่อน ช่วยบำรุงและรักษาสายตา แก้ปากเปื่อยหรือริมฝีปากเป็นแผล
  • สรรพคุณจากผลอ่อน เป็นยาขมเจริญอาหาร ช่วยแก้ไข้มาลาเรียหรือไข้จับสั่น ช่วยขับลม ช่วยแก้ปัสสาวะพิการ แก้ปัสสาวะผิดปกติ ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร
  • สรรพคุณจากเปลือกต้น เป็นยาขมเจริญอาหาร ช่วยแก้กษัยหรือโรคซูบผอม ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง ช่วยแก้ไข้ สร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยแก้ไข้มาลาเรียหรือไข้จับสั่น ช่วยทำให้ฟันที่โยกคลอนแข็งแรงขึ้น ช่วยรักษาโรครำมะนาด เหงือกอักเสบ ช่วยรักษาโรครำมะนาด แก้เหงือกอักเสบ แก้กองเสมหะ ช่วยแก้อาการท้องเดิน ช่วยแก้อาการท้องร่วง ช่วยแก้บิด แก้อาการบิดเป็นมูกเลือด ช่วยรักษาแผลพุพองมีน้ำเหลืองไหล ฆ่าเชื้อโรค แก้แผลงูกัดและถูกแมงป่องต่อย เป็นยาฝาดสมาน ช่วยแก้โรคหิด แก้โรคเรื้อน ช่วยแก้ประดงเข้าข้อ เป็นยากระตุ้น
  • สรรพคุณจากราก เป็นยาขมเจริญอาหาร ช่วยแก้ไข้ สร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยแก้ไข้มาลาเรียหรือไข้จับสั่น ช่วยแก้อาการไอ ช่วยแก้ลม ช่วยแก้เสมหะที่จุกคอและแน่นอยู่ในอก แก้เสมหะติดคอ ช่วยรักษาริดสีดวงในลำไส้ แก้อาการปวดท้อง แก้ปวดเจ็บในลำไส้ แก้ถ่ายออกมาเป็นเลือด รักษาโรคกระเพาะ ช่วยรักษาโรคผิวหนัง เป็นยาระงับอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เป็นยากระตุ้น
  • สรรพคุณจากก้านใบ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ปวดศีรษะ แก้น้ำมูกไหล แก้อาการอ่อนเพลีย แก้เบื่ออาหาร แก้ครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายจะเป็นไข้ ช่วยแก้หัด
  • สรรพคุณจากยาง ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ในร่างกาย
  • สรรพคุณจากเปลือกรากแก้ว ช่วยทำให้อาเจียน ช่วยรักษาโรคผิวหนัง
  • สรรพคุณจากกระพี้ ช่วยแก้อาการเพ้อคลั่ง ช่วยบำรุงน้ำดี ช่วยแก้น้ำดีพิการ ช่วยแก้ถุงน้ำดีอักเสบ
  • สรรพคุณจากกิ่งอ่อน ช่วยทำให้เหงือกและฟันสะอาดแข็งแรง ช่วยทำลายแบคทีเรียในช่องปาก ช่วยแก้อาการเสียวฟัน ช่วยแก้อาการเจ็บคอ
  • สรรพคุณจากไม้สะเดาที่ใช้สีฟัน ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ
  • สรรพคุณจากน้ำมันเมล็ด รักษาโรคเรื้อนกวาง แก้สะเก็ดเงิน แก้หิด ช่วยรักษาโรคผิวหนัง ช่วยบรรเทาอาการผิวแห้ง
  • สรรพคุณจากสะเดาทั้ง 5 ช่วยแก้ประดงเส้น

ประโยชน์ของสะเดา

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ยอดอ่อนและดอกอ่อนนำมาใช้ทานเป็นผักสดจิ้มกับน้ำพริก ที่สำคัญนิยมใช้ทำน้ำปลาหวานสะเดา
2. ใช้ในอุตสาหกรรม ไม้สะเดานำมาใช้ในการก่อสร้างได้ ใช้ในอุตสาหกรรมสารเคมี ใช้สกัดทำสีย้อมผ้าโดยเปลือกต้นจะให้สีแดง ส่วนของยางจะให้สีเหลือง เมล็ดใช้ทำเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง
3. ใช้ในการเกษตร เป็นสารกำจัดแมลงศัตรูพืช เศษที่เหลือของเมล็ดนำมาใช้ทำปุ๋ยได้ด้วย
4. เป็นไม้ปลูกประดับ ให้ความร่มเงา
5. เป็นไม้มงคล คนไทยเชื่อว่าสะเดาเป็นไม้ที่ช่วยป้องกันปีศาจได้

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

สะเดา เป็นไม้ดั้งเดิมของไทยที่มีอายุยืน ให้ความร่มเงา สวยงาม และยังประกอบไปด้วยประโยชน์นานาชนิด โดยเฉพาะการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม ใช้ในการเกษตรได้อีกด้วย สะเดามีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของเปลือกต้นและใบ มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ ช่วยบำรุงร่างกาย ดีต่อระบบย่อยอาหาร ดีต่อระบบขับถ่ายในร่างกายและแก้อาการปวดได้ เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามจริง ๆ

เอกสารอ้างอิง
สวนพฤกษศาสตร์ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “สะเดา“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.dnp.go.th. [14 พ.ย. 2013].
สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “สะเดา (สะเดาไทย)“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th. [14 พ.ย. 2013].
หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย. สวนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้. (เต็ม สมิตินันทน์).
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์การมหาชน). “Siamese neem tree“. อ้างอิงใน: หนังสือสมุนไพรไทย ตอนที่ 7. (ก่องกานดา ชยามฤต). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [14 พ.ย. 2013].
KU eMagazine มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. “สะเดามากคุณค่า เกินคาดเดา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.ku.ac.th/e-magazine. [14 พ.ย. 2013].
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดนครราชสีมา (พืชสวน). “สะเดาไทย พืชสารพัดประโยชน์“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.aopdh06.doae.go.th. [14 พ.ย. 2013].
กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. “ชนิดของสะเดา“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.doae.go.th. [14 พ.ย. 2013].
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaihealth.or.th. [14 พ.ย. 2013].
นวัตกรรมการบริหารงานวิจัย การสร้างขุมความรู้เพื่อรองรับการวิจัยเชิงพื้นที่ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง. “ผักพื้นบ้าน สะเดา“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: area-based.lpru.ac.th. [14 พ.ย. 2013].
โรงเรียนสองแคววิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่. “สะเดา“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.songkaew.ac.th. [14 พ.ย. 2013].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/
รูปอ้างอิง
1.https://www.flickr.com/photos/dinesh_valke/31761735438
2.https://www.floraofqatar.com/azadirachta_indica.htm

ประดู่ ไม้ต้นมากประโยชน์ มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ การเกษตร ความเชื่อ สุขภาพ

0
ประดู่ ไม้ต้นมากประโยชน์ มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ การเกษตร ความเชื่อ สุขภาพ ดอกเป็นสีเหลืองแกมแสดซึ่งมีกลิ่นหอมแรง สรรพคุณทางยาสมุนไพร

ประดู่

ประดู่

ประดู่ เป็นไม้ยืนต้นสูงชะลูดที่มีดอกเป็นสีเหลืองแกมแสดซึ่งมีกลิ่นหอมแรง มีผลคล้ายกับรูปจานบินซึ่งค่อนข้างหาได้ยาก ทว่าประดู่ก็เป็นต้นไม้ที่คนไทยส่วนมากค่อนข้างรู้จัก เป็นต้นที่หาได้ทั่วไปและค่อนข้างมีชื่อเสียงพอสมควรเพราะนิยมปลูกกันตามที่สาธารณะและตามอาคารทั่วไปในเมือง ทว่าคนส่วนมากไม่ค่อยรู้จักนักว่าประดู่นั้นมีประโยชน์มากกว่าแค่การให้ความร่มเงาเท่านั้น ประดู่ยังเป็นต้นที่มีสรรพคุณทางยาสมุนไพรในตำรับยา แถมยังเป็นต้นที่สามารถนำมารับประทานได้ และยังเป็นไม้ที่ให้คุณค่าทางเศรษฐกิจ ประเด็นสำคัญที่คนส่วนมากไม่รู้ก็คือ ประดู่เป็นต้นที่กรองฝุ่นละอองและกำจัดอากาศเสีย นั่นคือเหตุผลที่เราพบต้นประดู่ได้มากตามข้างทางทั่วไปในเมือง

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของประดู่

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pterocarpus indicus Willd.
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Burma Padauk” “Narra” “Angsana Norra” “Malay Padauk” “Burmese Rosewood” “Andaman Redwood” “Amboyna Wood” “Indian rosewood”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “ประดู่บ้าน ประดู่ลาย ประดู่กิ่งอ่อน อังสนา” ภาคเหนือเรียกว่า “ดู่บ้าน” ชาวมาเลย์นราธิวาสเรียกว่า “สะโน” มีชื่ออื่น ๆ ว่า “ดู่ ประดู่ป่า ประดู่ไทย”
ชื่อวงศ์ : วงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE)

ลักษณะของต้นประดู่

ประดู่ เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซียหรือมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย อยู่ในแถบอันดามัน มัทราช เบงกอล มักจะพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณทางภาคใต้
ลำต้น : ต้นจะผลัดใบก่อนการออกดอก มีการแตกกิ่งก้านเป็นทรงพุ่มกว้างและปลายกิ่งห้อยลง เปลือกลำต้นหนาเป็นสีน้ำตาลเทา แตกหยาบเป็นร่องลึก
ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ใบออกรวมกันเป็นช่อ แต่ละช่อมีใบย่อยประมาณ 7 – 13 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปมนวงรี รูปไข่หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือค่อนข้างแหลม ขอบใบเรียบไม่มีหยัก แผ่นใบหนาเป็นสีเขียว ผิวใบมีขนสั้นปกคลุมด้านท้องใบมากกว่าด้านหลังใบ ก้านใบอ่อนมีขนขึ้นปกคลุมเล็กน้อย เส้นแขนงใบถี่โค้งไปตามรูปใบเป็นระเบียบ โคนก้านใบมีหูใบ 2 อันเป็นเส้นยาว
ดอก : ออกดอกเป็นช่อกระจะ โดยจะออกบริเวณซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง โคนก้านมีใบประดับ 1 – 2 อัน ลักษณะเป็นรูปวงรี กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ ติดกันเป็นถ้วยสีเขียว ปลายแยกเป็นแฉก 2 แฉก แบ่งเป็นอันบน 2 กลีบติดกัน และอันล่าง 3 กลีบติดกัน กลีบดอกมี 5 กลีบ เป็นสีเหลืองแกมแสด ลักษณะของกลีบเป็นรูปผีเสื้อ ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน ก้านชูอับเรณูติดกันเป็น 2 – 3 กลุ่ม ส่วนเกสรเพศเมียมี 1 อัน ดอกมีกลิ่นหอมแรง จะบานและร่วงพร้อมกันทั้งต้น มักจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน
ผล : เป็นผลแห้งแบบ samaroid ลักษณะของผลเป็นรูปกลมหรือวงรีแบน ที่ขอบมีปีกบางคล้ายจานบิน แผ่นปีกบิดและเป็นคลื่นเล็กน้อย ที่ผิวมีขนละเอียด ตรงกลางนูนป่องซึ่งเป็นที่อยู่ของเมล็ด โดยภายในจะมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด ผลอ่อนเป็นสีเขียวแกมเหลือง เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ผิวสัมผัสขรุขระเมื่อผลแก่
เมล็ด : เมล็ดมีลักษณะคล้ายกับเมล็ดถั่วแดง ผิวเรียบสีน้ำตาล

สรรพคุณของประดู่

  • สรรพคุณจากเปลือกต้น เป็นยาบำรุงร่างกาย เป็นยาแก้ปากเปื่อยหรือปากแตก เป็นยาแก้โรคบิด เป็นยาสมานบาดแผล
  • สรรพคุณจากแก่น เป็นยาบำรุงโลหิต บำรุงกำลัง บำรุงธาตุในร่างกาย เป็นยาขับยาเสมหะ เป็นยาแก้ผื่นคัน
    – แก้ไข้และแก้พิษไข้ แก้เสมหะ ช่วยแก้เลือดกำเดาไหล แก้โรคคุดทะราด ด้วยการนำแก่นเนื้อไม้มาต้มกับน้ำกินเป็นยา
  • สรรพคุณจากราก เป็นยาแก้ไข้ แก้พิษไข้
  • สรรพคุณจากใบ
    – ช่วยบรรเทาอาการระคายคอ ด้วยการนำใบมาตากแห้งใช้ชงกับน้ำร้อนเป็นชาใบประดู่
  • สรรพคุณจากผล เป็นยาแก้อาเจียน เป็นยาแก้ท้องร่วง
  • สรรพคุณจากยาง เป็นยาแก้โรคปากเปื่อย
  • สรรพคุณจากเปลือกต้นและยาง เป็นยาแก้อาการท้องเสีย
  • สรรพคุณจากใบอ่อน
    – แก้ผดผื่นคัน แก้แผล ใช้พอกฝีเพื่อทำให้ฝีสุกหรือแห้งเร็ว ด้วยการนำมาตำให้ละเอียดใช้เป็นยาพอก
  • สรรพคุณจากยางไม้ เป็นยาแก้โรคท้องเสีย

ประโยชน์ของต้นประดู่

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ใบอ่อนและดอกนำมาลวกทานเป็นอาหารได้หรือนำมาชุบแป้งทอดเป็นอาหารว่างได้
2. ใช้ในอุตสาหกรรม ไม้มีคุณภาพดีเพราะเป็นไม้เนื้อแข็ง ปลวกไม่ทำลายและมีสีสวย จึงนิยมนำมาใช้สร้างบ้านเรือน ทำเฟอร์นิเจอร์ ทำเกวียน ทำเรือคานและเรือทั่วไป ทำเครื่องมือเครื่องใช้ ทำเครื่องดนตรีไทย ประดู่มีปุ่มประดู่ซึ่งมีเนื้อไม้ที่มีคุณภาพสูงและงดงามแต่จะมีราคาแพงมากและหาได้ยาก ส่วนของเปลือกมีน้ำฝาดที่ใช้ฟอกหนังได้ เปลือกและแก่นนำมาใช้ย้อมสีผ้าโดยเปลือกจะให้สีน้ำตาล ส่วนแก่นจะให้สีแดงคล้ำ
3. ใช้สระผม ใบมีรสฝาดจึงนำมาชงกับน้ำใช้สระผมได้
4. ปลูกเป็นไม้ประดับ นิยมปลูกตามอาคารหรือสถานที่สาธารณะทั่วไป เพื่อความร่มเงาและให้ความสวยงาม ช่วยกำจัดอากาศเสีย ช่วยกรองฝุ่นละอองและกันลมกันเสียง
5. ใช้ในการเกษตร ช่วยป้องกันลมและคลุมดินให้ชุ่มชื้น ช่วยรองรับน้ำฝนและช่วยลดแรงปะทะหน้าดิน ระบบรากหยั่งลึกและแผ่กว้างที่ช่วยยึดหน้าดินไว้ไม่ให้พังทลายได้ง่าย รากที่มีปมขนาดใหญ่ช่วยตรึงไนโตรเจนในอากาศมาเก็บไว้ในรูปของไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ ใบเมื่อร่วงหล่นก็จะเกิดการผุพังกลายเป็นธาตุอาหารอินทรียวัตถุให้แก่ดินได้
6. เป็นความเชื่อ เชื่อว่าจะช่วยทำให้เกิดพลังแห่งความยิ่งใหญ่เพราะประดู่หมายถึงความพร้อม ความร่วมมือร่วมใจ มีพลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัยให้ปลูกต้นประดู่ไว้ทางทิศตะวันตกและให้ปลูกในวันเสาร์ ผู้ปลูกควรจะเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ นอกจากนั้นยังเป็นเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพเรือไทย เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดอุตรดิตถ์และเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศพม่า ต้นประดู่เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดภูเก็ตและโรงเรียนอีกหลายแห่งในประเทศไทย

ประดู่ เป็นต้นไม้สูงขนาดใหญ่ที่คนทั่วไปมักจะปลูกเพื่อความร่มเงา ทว่าประโยชน์นั้นมีมากกว่าที่เรารู้กัน ถือเป็นต้นที่คู่ควรแก่การอนุรักษ์หรือปลูกเอาไว้เพื่อใช้ประโยชน์ได้มากมายและหลากหลายด้าน ที่สำคัญยังเป็นไม้ที่มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจอีกด้วย ประดู่มีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของแก่นและเปลือกต้น มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ แก้ไข้ บรรเทาอาการระคายคอ บำรุงร่างกาย บำรุงเลือดและแก้บิดได้ นอกจากนั้นยังเป็นต้นที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างหรืออุตสาหกรรมย้อมผ้าได้อีกด้วย

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “ประดู่”. หน้า 446.
มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 291 คอลัมน์ : ต้นไม้ใบหญ้า. (เดชา ศิริภัทร). “ประดู่ : ตำนานความหอมและบิดาแห่งราชนาวี”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.doctor.or.th. [04 ก.ย. 2014].
ไขปริศนา พฤกษาพรรณ, ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “ประดู่”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.il.mahidol.ac.th/e-media/plants/. [04 ก.ย. 2014].
โรงเรียนอุดมศึกษา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.udomsuksa.ac.th/Latphrao/Knowledge/vijai/thai_Abstrait.htm. [04 ก.ย. 2014].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com
รูปอ้างอิง

Home


https://www.flickr.com/

ผักหนาม มีทั้งสรรพคุณและพิษ ดีต่อลำคอและผิวหนัง

0
ผักหนาม
ผักหนาม มีทั้งสรรพคุณและพิษ ดีต่อลำคอและผิวหนัง มักจะขึ้นในที่ชื้นแฉะและมีน้ำขัง มีหนามแหลมตามเส้นใบ ก้านใบ ใบอ่อนและดอกอ่อน รสชาติจืดจึงนำมาดองให้มีรสเปรี้ยว

ผักหนาม

ผักหนาม

ผักหนาม ภาษาอังกฤษ Lasia spinosa จัดเป็นพืชในวงศ์บอนที่มักจะขึ้นในที่ชื้นแฉะและมีน้ำขัง เป็นต้นที่มีหนามแหลมตามเส้นใบด้านล่างและตามก้านใบ ส่วนของยอดอ่อน ใบอ่อนและดอกอ่อน รสชาติจะจืดจึงนำมาทำผักดอง ให้มีรสเปรี้ยวแล้วนำมาทานเป็นผัก เป็นต้นที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ของโคกระบือและไก่ ซึ่งจะทำให้สัตว์มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เหมาะกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เป็นอย่างมากเพราะตัวไก่จะได้อ้วนและมีเนื้อหนัง นอกจากนั้นยังเป็นส่วนประกอบในตำรับยาสมุนไพรอีกด้วย

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lasia spinosa (L.) Thwaites
ชื่อท้องถิ่น : ชาวมลายูนราธิวาสเรียกว่า “กะลี” ชาวขมุและไทลื้อเรียกว่า “บอนหนาม” ชาวกะเหรี่ยงเชียงใหม่เรียกว่า “ผะตู่โปล่ เฮาะตู่คุ” ชาวปะหล่องเรียกว่า “ด่อแกงเล่อ” ชาวเมี่ยนเรียกว่า “บ่อนยิ้ม” ชาวลัวะเรียกว่า “บ่ะหนาม” จีนแต้จิ๋วเรียกว่า “หลั่นฉื่อโก จุยหลักเท้า”
ชื่อวงศ์ : วงศ์บอน (ARACEAE)

ลักษณะของผักหนาม

เป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุหลายปี พบได้ตามแหล่งธรรมชาติทั่วทุกภาคในประเทศไทย มักจะพบตามที่ชื้นแฉะมีน้ำขัง ตามริมน้ำ ริมคูคลอง หนอง บึง ตามร่องน้ำในสวน หรือบริเวณดินโคลนที่มีน้ำขัง
ลำต้น : ลำต้นมีลักษณะเป็นเหง้าแข็งอยู่ใต้ดินทอดเลื้อยขนานกับพื้นดิน ตั้งตรงและโค้งลงเล็กน้อย ชูยอดขึ้น ตามลำต้นมีหนามแหลม
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปหัวลูกศรหรือรูปโล่ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบและหยักเว้าลึกเป็น 9 พู รอยเว้ามักลึกเกือบถึงเส้นกลางใบ มีหนามแหลมตามเส้นใบด้านล่างและตามก้านใบ ใบอ่อนม้วนเป็นแท่งกลม ก้านใบมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาวและแข็ง
ดอก : ออกดอกเป็นช่อเชิงลด ลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกแท่งยาวขนานเท่ากับใบ แทงออกมาจากกาบใบ ก้านช่อดอกมีหนาม มีดอกย่อยอัดกันแน่น เป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ใบประดับเป็นกาบสีน้ำตาลแกมเขียวจนถึงสีม่วง กาบหุ้มม้วนบิดเป็นเกลียวตามความยาวของกาบ เป็นช่อดอกแบบแท่ง Spadix ช่อดอกเป็นสีน้ำตาล มีดอกเพศผู้จำนวนมากและอยู่ตอนบน ส่วนดอกเพศเมียจะมีจำนวนน้อยกว่าและอยู่ตอนล่าง มักจะออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน
ผล : ผลมีลักษณะเรียงชิดกันแน่นเป็นแท่งรูปทรงกระบอก เป็นผลสด หนาและเหนียว ผลอ่อนเป็นสีเขียวและมีเนื้อนุ่ม เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมแดง มักจะออกผลในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม

สรรพคุณของผักหนาม

  • สรรพคุณจากทั้งต้น ตำรายาไทยใช้เป็นยาแก้ปัสสาวะพิการ อินเดียใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง แก้ปวดตามข้อและโรคแก้ผิดปกติเกี่ยวกับลำไส้
    – บำรุงกำลัง แก้อาการปวดเมื่อย โดยชาวไทใหญ่นำทั้งต้นรวมกับไม้เปาและไม้จะลาย มาต้มอาบและดื่มเป็นยา
  • สรรพคุณจากต้น น้ำคั้นจากต้นเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร
  • สรรพคุณจากลำต้น เป็นยาแก้อาการผิดปกติเกี่ยวกับคอ เป็นยาแก้ไอ แก้กระหายน้ำ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเหลืองหรือแดง แก้ผิวหนังเน่าเปื่อยเป็นหนอง เป็นยารักษาโรคผิวหนัง
    – แก้อาการคันเนื่องจากพิษหัด แก้เหือด แก้ไข้ออกผื่น แก้สุกใส แก้ดำแดง ทำให้ผื่นหายเร็ว เป็นยาถอนพิษ ด้วยการนำลำต้นมาต้มเอาน้ำอาบ
    – แก้ผิวหนังเน่าเปื่อยเรื้อรัง แก้เท้าเน่าเปื่อย แก้ศีรษะเน่าเปื่อยเป็นแผลเรื้อรัง ด้วยการนำลำต้นมาต้มเอาน้ำชะล้างหรือบดให้เป็นผงแล้วนำมาทาบริเวณที่มีอาการ
  • สรรพคุณจากผล เป็นยาแก้อาการผิดปกติเกี่ยวกับคอ
  • สรรพคุณจากเหง้า เป็นยาขับเสมหะ แก้ไอ
    – แก้คันเนื่องจากพิษหัด แก้เหือด แก้สุกใส แก้ดำแดง รักษาโรคผิวหนัง ด้วยการนำเหง้ามาต้มกับน้ำอาบ
    – เป็นยาถ่ายพยาธิ ด้วยการนำเหง้ามาฝนกับน้ำกิน
  • สรรพคุณจากราก เป็นยาขับเสมหะ
    – แก้เจ็บคอ ด้วยการนำรากมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา หรือนำรากต้มกับน้ำให้เด็กแรกเกิดอาบ
  • สรรพคุณจากใบ เป็นยาขับเสมหะ เป็นยาแก้ปวดท้อง แก้ไอ

ผักหนาม ประโยชน์

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ยอดอ่อน ใบอ่อนและดอกอ่อนมีรสจืดจึงนำมาดองจะมีรสเปรี้ยว สามารถนำมารับประทานเป็นผักได้ โดยนำมาลวกหรือต้มกับกะทิ หรือใช้ทำผักดองแกล้มแกงไตปลาและขนมจีน ทานร่วมกับน้ำพริก นำไปผัด ปรุงเป็นแกง ก้านใบอ่อนใช้ต้มกินกับน้ำพริก ชาวอินเดียนำผลมาปรุงเป็นอาหาร ลำต้นนำมาสับเป็นชิ้นเล็กใช้ผสมในข้าวสารแล้วนำไปหุง
2. ใช้ในด้านการเกษตร ก้านและใบใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงโคกระบือด้วยการนำมาตำกับเกลือให้โคกระบือกิน ทำให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ เพราะมีฮอร์โมนบางชนิดในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ไก่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นด้วย

คุณค่าทางโภชนาการของผักหนาม

คุณค่าทางโภชนาการใน 100 กรัม ให้พลังงาน 18 แคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
โปรตีน 2.1 กรัม
ไขมัน 0.2 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 2.0 กรัม 
ใยอาหาร 0.8 กรัม 
เถ้า 0.8 กรัม 
วิตามินเอ 6,383 หน่วยสากล
วิตามินบี1 0.92 มิลลิกรัม 
วิตามินบี2 0.04 มิลลิกรัม
วิตามินบี3 0.91 มิลลิกรัม
วิตามินซี 23 มิลลิกรัม
แคลเซียม 14 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.9 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม

ข้อควรระวัง

ก่อนนำมารับประทานจะต้องนำไปทำให้สุกหรือดองเปรี้ยวเพื่อกำจัดพิษไซยาไนด์เสียก่อน เพราะส่วนของใบ ก้านใบ และต้นมีสารไซยาโนเจนิกไกลโคไซด์ (Cyanogenic. Glycosides) ซึ่งเป็นสารพิษที่ออกฤทธิ์ต่อระบบการไหลเวียนของเลือด เมื่อได้รับพิษหรือรับประทานดิบจะทำให้อาเจียน กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อกระตุก หายใจลำบาก มึนงง ไม่รู้ตัว ชักก่อนจะหมดสติ มีอาการขาดออกซิเจน ตัวเขียว ถ้าได้รับมากจะทำให้โคม่าภายใน 10 – 15 นาที และเสียชีวิตได้ ดังนั้นเมื่อได้รับพิษจะต้องทำให้อาเจียนออกมาก่อน แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการล้างท้อง

ผักหนาม เป็นต้นที่มีสรรพคุณและมีพิษอยู่ในตัว ก่อนที่จะนำมาใช้ไม่ว่าจะรูปแบบใดควรนำมาต้มให้สุกก่อน เป็นต้นที่นิยมนำมาดองเปรี้ยวในการทานร่วมกับอาหารชนิดอื่น นอกจากนั้นยังเป็นอาหารที่ดีต่อโคกระบือและไก่อีกด้วย มีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของลำต้น มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ แก้ปัสสาวะพิการ บำรุงกำลัง แก้อาการผิดปกติเกี่ยวกับคอและแก้โรคผิวหนังได้

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ผักหนาม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.phargarden.com. [29 ก.ย. 2015].
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “ผักหนาม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.qsbg.org. [29 ก.ย. 2015].
คมชัดลึกออนไลน์. “ใช้ผักหนามเลี้ยงไก่”. (พีรเดช ทองอำไพ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.komchadluek.net. [29 ก.ย. 2015].
ระบบวินิจฉัยและการรักษาอาการอันเนื่องจากพืชพิษในประเทศไทย, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “ผักหนาม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.medplant.mahidol.ac.th/tpex/poison/poison.htm. [29 ก.ย. 2015].
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “ผักหนาม” อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์), สมุนไพรใกล้ตัว เล่ม 6 : สมุนไพรที่เป็นพิษ (สมพร ภูติยานันต์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [29 ก.ย. 2015].
โครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์พันธุ์ผักพื้นบ้านและไม้ผลพื้นเมืองภาคใต้ สำหรับประชาชน, คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. “ผักหนาม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : natres.psu.ac.th/ProjectSite/webpage/detail-project.htm. [29 ก.ย. 2015].
ผักพื้นบ้านในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร. “ผักหนาม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : ftp://smc.ssk.ac.th/intranet/Research_AntioxidativeThaiVegetable/. [29 ก.ย. 2015].
กลุ่มรักษ์เขาใหญ่. “เดินป่า ศึกษาสมุนไพร แก่งยาว ๕๘ – ๒ (๕. ผักหนาม)”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.rakkhaoyai.com. [29 ก.ย. 2015].
มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 17 คอลัมน์ : อื่น ๆ. (ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ). “หนาดใหญ่และผักหนาม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.doctor.or.th. [29 ก.ย. 2015].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/

กัญชง พืชสำคัญอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นยาบำรุงเลือด ช่วยให้นอนหลับ

0
กัญชง
กัญชง พืชสำคัญอุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นยาบำรุงเลือด ช่วยให้นอนหลับ เป็นพืชที่นิยมนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการถักทอ เมล็ดมีโปรตีนสูง

กัญชง

กัญชง

กัญชง เป็นพืชที่คนทั่วไปรู้จัก เพราะมีความคล้ายคลึงกับต้นกัญชา แต่กัญชงนั้นไม่ใช่สารเสพติดเหมือนกัญชา ต้นกัญชงเป็นพืชที่นิยมนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการถักทอ โดดเด่นอย่างมากในการนำเส้นใยมาใช้ทำผ้า โดยเฉพาะกิโมโนในประเทศญี่ปุ่น ส่วนของเมล็ดมีโปรตีนสูงมาก เป็นส่วนหนึ่งของต้นที่นิยมนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน เป็นพืชที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของโลก

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของกัญชง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cannnabis sativa L. Subsp. sativa
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Hemp”
ชื่อวงศ์ : วงศ์กัญชา (CANNABACEAE)

ลักษณะของกัญชง

กัญชง เป็นพรรณไม้ล้มลุกอายุเพียงปีเดียวที่มีแหล่งกำเนิดในเอเชียกลาง และแพร่กระจายไปสู่เอเชียตะวันออก อินเดีย และในทวีปยุโรป
ลำต้น : ลำต้นเป็นสีเขียวตั้งตรง อวบน้ำเมื่อเป็นต้นกล้า จะเริ่มมีการสร้างเนื้อไม้เมื่ออายุประมาณ 2-3 สัปดาห์ ราก : เป็นระบบรากแก้วและมีรากแขนงเป็นจำนวนมาก
ใบ : เป็นใบเดี่ยวรูปฝ่ามือ แผ่นใบแก่แยกเป็นแฉก 7 – 9 แฉก การเรียงตัวของใบค่อนข้างห่าง ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อยและเว้าลึกจนถึงโคนใบ ปลายใบสอบและเรียวแหลม
ดอก : ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด ดอกมีขนาดเล็กสีขาว เป็นแบบแยกเพศและอยู่ต่างต้นกัน ช่อดอกเพศผู้มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เป็นสีเขียวอมเหลือง มีเกสรเพศผู้ 5 อัน ดอกเพศเมียมีกลีบเลี้ยงสีเขียวเข้มหุ้มรังไข่ไว้ ภายใน stigma 2 อัน สีน้ำตาลแดง
ผล : เป็นเมล็ดแห้งสีเทา ลักษณะเป็นรูปไข่ ผิวเรียบเป็นมันและมีลายประสีน้ำตาล เมื่อแห้งจะเป็นสีเทา ภายในเมล็ดมีอาหารสะสมจำพวกแป้งและไขมันอัดกันแน่น

สรรพคุณของกัญชง

สรรพคุณจากใบ เป็นยาบำรุงโลหิต ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ทำให้สดชื่น ช่วยให้นอนหลับสบาย ช่วยรักษาอาการวิงเวียนศีรษะ แก้ปวดศีรษะหรือไมเกรน ช่วยแก้กระหาย รักษาโรคท้องร่วง แก้บิด ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด ช่วยคลายกล้ามเนื้อ รักษาโรคเกาต์
สรรพคุณจากเมล็ด ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งในร่างกาย
– ช่วยสลายนิ่ว โดยภูมิปัญญาชาวม้งนำเมล็ดมาเคี้ยวสด ๆ เป็นยา
สรรพคุณน้ำมันจากเมล็ด ช่วยบำรุงผิวแห้ง รักษาโรคผิวแห้งคัน และสะเก็ดเงิน

ประโยชน์ของกัญชง

1. ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เปลือกจากลำต้นให้เส้นใยนำไปใช้ทำเป็นเส้นด้ายและเชือก ใช้สำหรับการทอผ้า ทำเครื่องนุ่งห่ม ใช้เป็นรองเท้าของคนตายเพื่อเดินทางไปสู่สวรรค์ ใช้ทำเป็นด้ายสายสิญจน์ในพิธีกรรมต่าง ๆ พิธีเข้าทรง เป็นเส้นใยมงคลที่ชาวญี่ปุ่นนิยมนำมาตัดกิโมโน
2. ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เนื้อของลำต้นผลิตเป็นกระดาษได้ แกนของต้นช่วยดูดซับกลิ่น น้ำ หรือน้ำมันได้ดี เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการตกแต่งอาคารและเฟอร์นิเจอร์
3. ผลิตเป็นพลังงาน ผลิตเป็นพลังงานชีวมวลในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ถ่านไม้, Alcohol, Ethanol, Methanol
4. เป็นส่วนประกอบของอาหาร เมล็ดใช้เป็นอาหารของคนและนก เมล็ดนำมาสกัดเอาน้ำมันมาใช้ในการปรุงอาหารได้ เมล็ดทำผลิตภัณฑ์เนย ชีส เต้าหู้ โปรตีนเกษตร นม ไอศกรีม น้ำมันสลัด อาหารว่าง อาหารเสริม ผลิตเป็นแป้งทดแทนถั่วเหลือง ใบนำมาใช้เป็นชาเพื่อสุขภาพ
5. ใช้ในอุตสาหกรรมทำความสะอาดและความงาม น้ำมันจากเมล็ดนำไปผลิตเป็นน้ำมันซักแห้ง ทำสบู่ เครื่องสำอาง ครีมกันแดด แชมพู สบู่ โลชั่นบำรุงผิว ลิปสติก ลิปบาล์ม แผ่นมาส์กหน้า เป็นตำรับครีมน้ำมันกัญชง สกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง
6. ด้านสิ่งแวดล้อม ในประเทศญี่ปุ่นมีการปลูกต้นกัญชงเพื่อกำจัดกัมมันตภาพรังสีให้สลายตัวที่จังหวัด Fugushima และสารกัมมันตภาพรังสีรั่วจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ระเบิดจากสึนามิ

กัญชง เส้นใยจากต้นกัญชงนั้นมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของคนม้ง เพราะเป็นวัตถุดิบสำคัญในการใช้งานได้หลายด้าน รวมถึงเป็นต้นสำคัญของตนญี่ปุ่นอีกด้วย ทั้งการนำมาใช้ทำกิโมโนและการนำมากำจัดกัมมันตภาพรังสีให้สลายตัว ถือเป็นต้นมากประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม กัญชงมีสรรพคุณทางยาได้ 2 ส่วนจากต้นทั้งใบและเมล็ด มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ เป็นยาบำรุงโลหิต ช่วยบำรุงผิวแห้ง ช่วยให้นอนหลับสบาย ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งในร่างกาย

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
สำนักงานเกษตรอำเภอพบพระ จังหวัดตาก. “มารู้จัก “กัญชง” กันเถอะ…”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.tak.doae.go.th. [20 มิ.ย. 2015].
ผู้จัดการออนไลน์. “สวยปิ๊ง! ด้วย “กัญชงจากกัญชา” ผลงานวิจัย จาก มช.”. ( ทีมนักวิจัยจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.manager.co.th. [20 มิ.ย. 2015].
พันทิปดอทคอม. “ความมหัศจรรย์ของผ้าทอจากเส้นใยต้นกัญชง”. (by ตาลโตน). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : pantip.com. [20 มิ.ย. 2015].
สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ (NNT). “ททท.ตาก ร่วมกับอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ นำพี่น้องชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง โชว์อลังการทอผ้าใยกัญชง สืบสานวัฒนธรรมชาวม้ง บูชาเทพเจ้า หรือ เย่อโซ๊ะ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : thainews.prd.go.th. [20 มิ.ย. 2015].
ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน). “เฮมพ์ (กัญชง)”. เข้าถึงได้จาก : www.sacict.net. [20 มิ.ย. 2015].
ข้อมูลอ้างอิง (Source) : https://medthai.com/
รูปอ้างอิง
1.https://www.theguardian.com/environment/2022/nov/24/could-hemp-be-a-key-tool-in-fight-against-climate-change
2.https://cals.ncsu.edu/news/hemp-north-carolinas-budding-industry/