Home Blog

ICSI (อิ๊กซี่) คืออะไร ช่วยให้ผู้มีบุตรยากตั้งครรภ์ได้จริงหรือ

ICSI คือ

ท่ามกลางความท้อแท้จากภาวะมีบุตรยาก ICSI หรือ การฉีดอสุจิเข้าไซโตพลาสซึมของไข่ เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ นำพาคู่รักสู่ประตูแห่งความหวังด้วย ICSI คือ เทคโนโลยีที่ช่วยให้ไข่และอสุจิ สองชีวิตจิ๋ว ผสานรวมเป็นหนึ่ง ก่อกำเนิดเป็นทารกน้อย เติมเต็มความฝันของคู่รักที่โหยหาการเป็นพ่อแม่ เติมเต็มความอบอุ่นให้กับครอบครัวด้วยสมาชิกใหม่ที่มีสุขภาพแข็งแรงในเวลาที่ต้องการ


ICSI (อิ๊กซี่) คืออะไร?

การทำอิ๊กซี่ หรือ ICSI คือ เทคโนโลยีที่ช่วยในการเจริญพันธุ์ โดยย่อมาจาก Intracytoplasmic Sperm Injection เป็นการใช้เข็มขนาดเล็กฉีดอสุจิ 1 ตัวเข้าสู่ไซโตพลาสซึมของไข่ 1 ใบโดยตรง ช่วยให้เกิดการปฏิสนธิ โดยไม่ต้องพึ่งพาการเคลื่อนที่ของอสุจิเอง ICSI เหมาะสำหรับผู้มีบุตรยากที่มีสาเหตุมาจากปัญหาการเคลื่อนที่ของอสุจิ ปัญหาที่ท่อนำไข่ ภาวะมีบุตรยากไม่ทราบสาเหตุ รวมถึงความต้องการในการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม

ขั้นตอนการทํา ICSI มีกระบวนการ ดังต่อไปนี้

  1. แพทย์จะฉีดยากระตุ้นไข่ แต่ต้องระวังอาการข้างเคียง เพื่อกระตุ้นให้รังไข่ผลิตไข่จำนวนมาก
  2. แพทย์จะทำการเก็บไข่ ICSI โดยใช้เข็มนำทางอัลตราซาวด์ผ่านช่องคลอด
  3. ฝ่ายชายจะเก็บตัวอย่างอสุจิ
  4. แพทย์จะคัดกรองอสุจิที่แข็งแรงที่สุด 1 ตัว และฉีดเข้าสู่ไซโตพลาสซึมของไข่ 1 ใบโดยตรง
  5. ตัวอ่อนที่เกิดจากการปฏิสนธิจะถูกเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ
  6. แพทย์จะเลือกตัวอ่อนที่มีคุณภาพดีที่สุด 1 – 2 ตัว ใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูก

อิ๊กซี่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีสำหรับผู้มีบุตรยาก ด้วยประสิทธิภาพของ ICSI คือ 

  • เพิ่มโอกาสการปฏิสนธิ เพราะ ICSI ช่วยให้แพทย์สามารถคัดกรองอสุจิที่แข็งแรงที่สุด และฉีดเข้าสู่ไข่โดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งพาการเคลื่อนที่ของอสุจิเอง ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาอสุจิจำนวนน้อย เคลื่อนที่ช้า หรือรูปร่างผิดปกติ
  • แก้ปัญหาท่อนำไข่สำหรับผู้ที่มีปัญหาท่อนำไข่อุดตัน โดยแพทย์สามารถเก็บไข่และอสุจิ นำมาผสมพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ และใส่ตัวอ่อนที่เกิดขึ้นกลับสู่โพรงมดลูก
  • ICSI ช่วยให้แพทย์สามารถเก็บตัวอย่างเซลล์จากตัวอ่อนก่อนใส่กลับสู่โพรงมดลูก เพื่อตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการคลอดบุตรที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม
  • ตัวอ่อนที่เกิดจาก ICSI สามารถแช่แข็งเก็บไว้ได้นานถึง 10 ปี ช่วยให้คู่รักสามารถตัดสินใจเรื่องการตั้งครรภ์ได้ในภายหลัง หรือบริจาคตัวอ่อนให้กับคู่รักอื่น ๆ ที่ต้องการมีบุตรได้

ICSI, IVF และ IUI มีข้อแตกต่างกันอย่างไร?

อิ๊กซี่

ICSI, IVF และ IUI ล้วนแต่เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในการเจริญพันธุ์ที่มีเป้าหมาย เพื่อช่วยให้ผู้มีบุตรยากตั้งครรภ์ ด้วยการกระตุ้นการตกไข่ในผู้หญิงก่อน โดยใช้ยาหรือฮอร์โมน แล้วเก็บตัวอย่างอสุจิจากฝ่ายชาย ก่อนจะผสมไข่และอสุจิในห้องปฏิบัติการ หากแต่ทั้ง 3 วิธีมีความแตกต่างกัน ดังนี้

ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) มีขั้นตอน คือ ฉีดอสุจิ 1 ตัวเข้าสู่ไข่ 1 ใบโดยตรง แล้วรอให้เกิดการปฏิสนธิ จากนั้น จึงใส่ตัวอ่อนที่เกิดขึ้นกลับสู่โพรงมดลูก เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาการเคลื่อนที่ของอสุจิที่รุนแรง, ปัญหาที่ท่อนำไข่ และต้องการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม อิ๊กซี่มีข้อดี คือ มีโอกาสสำเร็จสูงที่สุด เหมาะกับกรณีที่มีปัญหาอสุจิรุนแรง แต่มีขั้นตอนซับซ้อน ใช้เวลานาน และมีราคาแพงที่สุด โดยอัตราสำเร็จประมาณ 40 – 50% ต่อรอบ

IVF (In Vitro Fertilization) มีขั้นตอน คือ นำไข่และอสุจิมาผสมกันในจานเพาะเลี้ยง แล้วรอให้เกิดการปฏิสนธิ จากนั้น จึงใส่ตัวอ่อนที่เกิดขึ้นกลับเข้าสู่โพรงมดลูก เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาการเคลื่อนที่ของอสุจิ,  ปัญหาที่ท่อนำไข่ และภาวะมีบุตรยากไม่ทราบสาเหตุ IVF มีข้อดี คือ มีโอกาสสำเร็จสูงกว่า IUI และสามารถคัดเลือกตัวอ่อนก่อนใส่กลับได้ แต่มีขั้นตอนซับซ้อน ใช้เวลานาน และราคาแพง โดยอัตราสำเร็จประมาณ 25 – 35% ต่อรอบ

IUI (Intrauterine Insemination) มีขั้นตอน คือ ฉีดอสุจิที่ผ่านการคัดกรองแล้วเข้าสู่โพรงมดลูกในช่วงที่มีไข่ตก เหมาะสำหรับผู้มีปัญหาการเคลื่อนที่ของอสุจิ, ปัญหาที่ปากมดลูก, ปัญหาที่ท่อนำไข่ และการตกไข่ไม่สม่ำเสมอ IUI มีข้อดี คือ ขั้นตอนง่าย รวดเร็ว และราคาไม่แพง แต่โอกาสสำเร็จต่ำ โดยอัตราสำเร็จประมาณ 10 – 20% ต่อรอบ


ข้อดีของ ICSI คืออะไร

การทำอิ๊กซี่เป็นเทคโนโลยีที่มีขั้นตอนซับซ้อน แต่ก็มีข้อดีหลายประการ ได้แก่

  • เพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ของผู้ที่มีภาวะมีบุตรยากจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ท่อนำไข่อุดตัน เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมีภาวะหลังผ่าตัดท่อนำไข่ให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้
  • เพิ่มโอกาสในการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมก่อนใส่กลับสู่โพรงมดลูก
  • เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับอสุจิ ไม่ว่าจะเป็นอสุจิที่เก็บจากอัณฑะโดยตรง (TESA), อสุจิที่เก็บจากท่อนำไข่ (PESA) หรืออสุจิที่เก็บจากต่อมลูกหมาก (MESE) 
  • อิ๊กซี่เพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์แฝด เพราะแพทย์สามารถฉีดอสุจิหลายตัวเข้าสู่ไข่หลายใบ 
  • สามารถเก็บตัวอ่อนที่เกิดจาก ICSI ไว้ได้นานถึง 10 ปี ด้วยการแช่แข็ง
  • ช่วยลดความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรม เพราะ ICSI ช่วยให้แพทย์สามารถคัดเลือกตัวอ่อนที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมก่อนใส่กลับสู่โพรงมดลูกได้

วิธีการเตรียมตัวก่อนทำ ICSI 

ขั้นตอนการทํา ICSI 

การเตรียมตัวก่อนทำ ICSI เป็นขั้นตอนการทํา ICSI ที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะร่างกายจะต้องมีความพร้อม ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง โดยวิธีการเตรียมตัวก่อนทําอิ๊กซี่ คือ

  1. ฝ่ายหญิง
  • ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย เก็บตัวอย่างเลือด ตรวจฮอร์โมน และอัลตราซาวด์รังไข่ 
  • ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งงดสูบบุหรี่, งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักผลไม้ โปรตีน และธัญพืช, นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และลดความเครียด
  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่ทานประจำ แพทย์อาจสั่งให้หยุดยาบางชนิดก่อนทำ ICSI
  • เตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการกระตุ้นการตกไข่ เพราะแพทย์จะสั่งยาหรือฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้รังไข่ผลิตไข่จำนวนมาก
  • แพทย์จะนัดหมายเก็บไข่ ICSI เมื่อไข่เจริญเติบโตเต็มที่ โดยใช้เทคนิคการเก็บไข่ทางช่องคลอดโดยใช้เข็มนำทางอัลตราซาวด์
  1. ฝ่ายชาย
  • แพทย์จะนัดหมายเก็บตัวอย่างอสุจิ โดยทั่วไปจะแนะนำให้เก็บตัวอย่างอสุจิ 2 – 3 ครั้ง
  • ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่นเดียวกับฝ่ายหญิง

นอกจากนี้ ในการทำอิ๊กซี่ยังมีข้อควรระวังบางประการ ได้แก่

  • ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 2 – 3 วันก่อนทำ ICSI
  • ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด
  • ควรเลิกสูบบุหรี่ก่อนทำ ICSI อย่างน้อย 3 เดือน
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติดทุกชนิด

สรุป ICSI คืออะไร

การทำอิ๊กซี่ หรือ ICSI คือ เทคโนโลยีที่ช่วยในการทำลูก ด้วยการใช้เข็มขนาดเล็กฉีดอสุจิเข้าสู่ไข่โดยตรง ช่วยให้เกิดการปฏิสนธิ โดยไม่ต้องพึ่งพาการเคลื่อนที่ของอสุจิเอง เหมาะสำหรับผู้มีบุตรยากจากปัญหาการเคลื่อนที่ของอสุจิที่รุนแรง, ปัญหาที่ท่อนำไข่ และต้องการคัดเลือกตัวอ่อนที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม สำหรับคู่รักที่กำลังพิจารณาทำ ICSI ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด เพื่อรับคำแนะนำ พิจารณาข้อดี ข้อเสีย ความเสี่ยง และโอกาสความสำเร็จ


 

ฟิลเลอร์ (Filler) ตัวช่วยในการเติมเต็มริ้วรอยและมีใบหน้าสวยใสในสไตล์ที่ต้องการ

ฟิลเลอร์

กาลเวลาเป็นธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ริ้วรอยบนใบหน้าย่อมปรากฏชัดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ส่งผลต่อความมั่นใจและภาพลักษณ์ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีความงามที่ทันสมัยสามารถช่วยเติมเต็มความอ่อนเยาว์และคืนความมั่นใจให้คุณได้อีกครั้ง ด้วย “ฟิลเลอร์” ตัวช่วยเติมเต็มริ้วรอยและปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนตามต้องการ

ในปัจจุบันมีฟิลเลอร์หลายสูตรให้เลือก โดยแพทย์จะเลือกใช้ฟิลเลอร์ให้เหมาะกับปัญหาและความต้องการของแต่ละคน บทความนี้จะพาไปรู้จักกับข้อมูลควรรู้ก่อนฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก ยี่ห้อฟิลเลอร์ ข้อดี ข้อเสีย ราคาฟิลเลอร์ และคำแนะนำในการดูแลทั้งก่อนและหลังฉีดฟิลเลอร์ เพื่อให้ทุกคนสามารถตัดสินใจเลือกใช้ฟิลเลอร์อย่างปลอดภัย


ทำความรู้จักกับฟิลเลอร์ ก่อนฉีดครั้งแรกมีเรื่องอะไรบ้างที่ต้องรู้?

การฉีดฟิลเลอร์คือการฉีดสารในกลุ่มไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกายที่มีบทบาทในการเสริมสร้างโครงสร้างผิว จึงช่วยรักษาความยืดหยุ่น ความเต่งตึง และความชุ่มชื้นของผิว เมื่อร่างกายสูญเสียสารนี้เนื่องจากวัยที่มากขึ้นก็จะส่งผลให้ผิวเกิดริ้วรอย มีร่องลึก และความหย่อนคล้อย

การฉีด Filler เข้าไปยังจุดต่าง ๆ จะช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป เช่น ฟิลเลอร์ใต้ตา ฉีดฟิลเลอร์คาง ไปจนถึงฟิลเลอร์หลุมสิว ซึ่งจะทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้น นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติในการกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในชั้นผิว จึงนับเป็นทางเลือกยอดนิยมในการรักษาปัญหาริ้วรอยให้กลับมาดูอ่อนกว่าวัย


ฟิลเลอร์สามารถช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง?

ปัญหาที่แก้ไขได้ด้วยฟิลเลอร์

Filler คือวิธีรักษาปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยที่ได้รับความนิยม เนื่องจากให้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะการที่ฟิลเลอร์สามารถใช้แก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำในบริเวณที่ต้องการ หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนทรงปาก คาง ให้มีสัดส่วนที่สวยงามตามที่ต้องการ ผลลัพธ์ที่ได้รับจะดูเป็นธรรมชาติและกลมกลืนกับรูปลักษณ์ของใบหน้า

อีกหนึ่งประโยชน์สำคัญคือผลการรักษาจะเห็นได้อย่างรวดเร็วทันทีที่ทำ โดยไม่ต้องผ่านการผ่าตัดหรือใช้เวลาพักฟื้น และยังได้รับการรับรองด้านความปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงที่ร้ายแรง นอกจากนี้ ยังสามารถทำซ้ำได้อย่างต่อเนื่องเมื่อผลลัพธ์เริ่มลดลงตามระยะเวลาที่ผ่านไป


บริเวณไหนบ้างที่ฉีดฟิลเลอร์ได้?

จากคุณสมบัติของฟิลเลอร์ในการเติมเต็มบริเวณต่าง ๆ ทำให้ปัจจุบันมีหลายจุดที่ได้รับความนิยมในการฉีดฟิลเลอร์ ดังนี้

  • ฟิลเลอร์หน้าผาก : ช่วยลบริ้วรอยในช่วงหน้าผาก รอยขมวดคิ้ว ริ้วหน้าผากนูน หรือริ้วรอยย่นอื่น ๆ ให้ดูตื้นและจางลง
  • ฟิลเลอร์ใต้ตา : ช่วยเติมเต็มบริเวณรอบดวงตาที่เริ่มมีริ้วรอยหรือถุงใต้ตา ทำให้ดวงตาดูกระจ่างสดใส
  • ฟิลเลอร์ปาก : เพิ่มความอวบอิ่มให้ริมฝีปาก โดยเฉพาะการฉีดปากสายฝอ รวมถึงลดเลือนริ้วรอยรอบปาก
  • ฟิลเลอร์คาง : การฉีดคางเหมาะสำหรับคนที่มีคางสั้นหรือต้องการปรับรูปทรงใหม่ให้ดูเรียวยาวขึ้น
  • ฟิลเลอร์ร่องแก้ม : เติมร่องแก้มลึก ริ้วรอยบนแก้มให้ดูเรียบเนียน โดย filler ร่องแก้มจะทำให้ดูอ่อนวัย
  • ฟิลเลอร์ขมับ : ปรับรูปทรงและลดริ้วขมับที่ทำให้ดูหงิกงอ เพิ่มความกระชับให้แก่ใบหน้า

ฟิลเลอร์มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง อันตรายหรือไม่?

การฉีดฟิลเลอร์อาจมีผลข้างเคียงบางประการที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อาการบวมแดง ปวด หรือรอยช้ำบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นอาการชั่วคราวและมักจะหายไปเองภายในไม่กี่วัน นอกจากนี้ ผลข้างเคียงที่ร้ายแรง เช่น อาการแพ้หรืออาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้บ้างแต่ไม่บ่อย โดยเฉพาะถ้าฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการฉีดฟิลเลอร์

อย่างไรก็ดี คนที่ตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ควรระวังเรื่องการใช้ฟิลเลอร์ปลอม ไม่ว่าจะเป็นฟิลเลอร์ที่ผลิตจากแหล่งที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ผ่านการควบคุมคุณภาพ หรือการฉีดฟิลเลอร์ราคาถูกกว่าปกติ ซึ่งอาจมีการปนเปื้อน โดยควรฉีดฟิลเลอร์กับสถานประกอบการที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้น


การดูแลตัวเองก่อน-หลังฉีดฟิลเลอร์ควรทำอย่างไร?

การดูแลตัวเองเมื่อฉีดฟิลเลอร์

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงต่าง ๆ ของการฉีดฟิลเลอร์ การดูแลตัวเองทั้งก่อนและหลังฉีดล้วนมีความสำคัญ โดยมีแนวทางการดูแลตัวเองหลัก ๆ ดังนี้

การดูแลตัวเองก่อนฉีดฟิลเลอร์

ก่อนฉีดฟิลเลอร์ควรงดเว้นยาและวิตามินบางชนิด เช่น NSAIDs แอสไพริน และวิตามินอี หลีกเลี่ยงการโกนหนวด การใช้ยาผลัดเซลล์ผิว รวมทั้งเลเซอร์และนวดหน้าอย่างน้อย 3 วัน นอกจากนี้ ควรแจ้งแพทย์ถ้ามีโรคประจำตัวหรือยาที่ใช้เป็นประจำ เพื่อให้การฉีดฟิลเลอร์เป็นไปอย่างปลอดภัยมากที่สุด

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์

หลังฉีดฟิลเลอร์ควรงดการกดหรือนวดบริเวณที่ฉีด ไม่ควรทำหัตถการอื่น ๆ อีกประมาณ 2 สัปดาห์ งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ 2-3 วัน รวมทั้งหลีกเลี่ยงความร้อนจากการอบหรือซาวน่าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และงดอาหารรสจัด ของหมักดอง หรืออาหารที่แพ้ง่ายราว 1 สัปดาห์


ฉีดฟิลเลอร์เลือกไปฉีดที่ไหนดีที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ?

สำหรับใครที่กำลังมองหาคลินิกฉีดฟิลเลอร์ ควรเลือกคลินิกที่มีทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ตรง โดย ‘Infiniz Clinic’ เป็นหนึ่งในคลินิกชั้นนำที่ให้บริการด้านความงามอย่างครบวงจร โดยมีแพทย์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศเช่นอาจารย์หมออู๋ ณัฐพล ลาภเจริญกิจ อาจารย์สอนฉีดฟิลเลอร์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี จึงมั่นใจได้ว่าจะสามารถช่วยให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหาเรื่องผิวหน้าได้เป็นอย่างดี ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย


สรุปเกี่ยวกับฟิลเลอร์ เคล็ดลับความงามเพื่อการมีใบหน้าที่อ่อนกว่าวัย

ฟิลเลอร์เป็นหนึ่งในเคล็ดลับและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการแก้ไขปัญหาเรื่องผิวหน้าในปัจจุบัน โดยเป็นสารเติมเต็มริ้วรอยที่มีลักษณะคล้ายกับสารที่มีอยู่แล้วในร่างกาย จึงปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ โดยการฉีดฟิลเลอร์ภายใต้การดูแลของแพทย์จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างเป็นธรรมชาติ การฉีดฟิลเลอร์จึงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ โดยควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและมีแพทย์ผู้ชำนาญการที่มีประสบการณ์ เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

การฉีด PRP คืออะไร? นวัตกรรมช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเส้นผม

การฉีด PRP คืออะไร? นวัตกรรมช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของเส้นผม

ปัจจุบันมีนวัตกรรมมากมายที่สามารถช่วยในการฟื้นฟูและบรรเทาอาการผมร่วง ผมบางได้มากมาย หนึ่งในนั้นคือ “การฉีด PRP” นั่นเอง ซึ่งการใช้ PRP หรือ Platelet Rich Plasma นั้นจะเป็นการช่วยจากภายใน เสริมให้ร่างกายแข็งแรงยิ่งขึ้น ดังนั้น ในบทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ PRP ให้มากยิ่งขึ้น หากพร้อมแล้วสามารถไปอ่านข้อมูลต่าง ๆ ได้ด้านล่างนี้เลย! 



การฉีด PRP คืออะไร?

การฉีด PRP ผมคืออะไร? หลายคนอาจยังไม่รู้จักกับ PRP มากนัก โดย PRP ย่อมาจาก Platelet Rich Plasma ซึ่งเป็นการนำเลือดของผู้ที่ต้องการรักษาไปปั่นเพื่อแยกเกล็ดเลือดออกมา จากนั้นจะทำการฉีด PRP กลับเข้าไปในส่วนที่ต้องการทำการรักษา

โดยการที่จะทำการแยกเกล็ดเลือดออกจากพลาสมานั้น ต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพสูง จึงควรเลือกคลินิกหรือโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย เพื่อผลลัพธ์ที่ดี และลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงที่อันตราย

ใน PRP จะมีสารที่เรียกว่า Growth Factor ซึ่งเป็นสารกระตุ้นการเจริญเติบโต มีส่วนช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ รวมถึงกระตุ้น Stem Cell ให้สร้างเนื้อเยื่อใหม่ จึงทำให้หากเราฉีด PRP บริเวณหนังศีรษะก็จะมีโอกาสที่รากผมนั้นแข็งแรงขึ้น ทั้งยังกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผมได้อีกนั่นเอง


ขั้นตอนการฉีด PRP 

ฉีด prp ข้อเสีย

หากต้องการเข้ารับบริการฉีด PRP คุณจะต้องทำการปรึกษาและวางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์เฉพาะทาง หลังจากนั้นจะมีขั้นตอนการรักษา ดังนี้

  1. 1.แพทย์จะทำการเจาะเลือดจากผู้ที่ต้องการเข้ารักษาในปริมาณ 10-13 มล. 
  2. 2.หลังจากเจาะเลือดแล้ว แพทย์จะนำเลือดนั้นเข้าเครื่องแยกเกล็ดเลือดเป็นเวลาประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ได้ PRP
  3. 3.ระหว่างรอ แพทย์จะทำการฉีดยาชาบริเวณที่ต้องการฉีด PRP ผม
  4. 4.เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย แพทย์จะทำการฉีด PRP ปริมาณ 0.1 มล. ต่อตร.ซม. ที่ความลึก 2-3 มม. 
  5. 5.หลังจากฉีด PRP จะมีการฉายเลเซอร์ความเข้มขึ้นต่ำอีกประมาณ 20 นาที เพื่อบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ รวมถึงกระตุ้นการสร้างเส้นผมอีกด้วย

การฉีด PRP มีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร?

หลายคนอาจสงสัย และมีคำถามเกี่ยวกับข้อดี-ข้อจำกัดของการฉีด PRP เพราะการใช้ PRP ฉีดเข้าสู่ร่างกายนั้น ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาอาการผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน ดังนั้น ในหัวข้อนี้ เราได้รวมข้อมูลข้อดีและข้อจำกัดมาไว้แล้ว ดังนี้

ข้อดีของการฉีด PRP

  • สามารถช่วยรักษาอาการผมร่วง ผมบางจากกรรมพันธุ์ได้
  • ไม่ต้องพักฟื้นนานหลังทำหัตถการ
  • ช่วยให้เส้นผมที่มีอยู่แล้วแข็งแรงขึ้น
  • ปลอดภัยด้วยการใช้เลือดของคนไข้เอง
  • ช่วยชะลอการหลุดร่วงของเส้นผมได้
  • ไม่มีแผลเป็นจากการรักษา
  • สามารถฉีด PRP ร่วมกับการรักษาแบบอื่น ๆ ได้

ข้อจำกัดของการฉีด PRP

  • ไม่เหมาะกับผู้มีภาวะโลหิตจาง หรือมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคภูมิแพ้ตัวเอง, ผู้ติดเชื้อ HIV หรือมะเร็งเม็ดเลือด เป็นต้น
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือต้องให้นมบุตร
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยาประเภทสลายลิ่มเลือด หรือต้านเกล็ดเลือด เช่น NSAID
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่กำลังมีอาการไข้หวัด ไม่สบาย หรือเพิ่งหายจากอาการเจ็บป่วย

ทั้งก่อนและหลังฉีด PRP ผมนั้น คนไข้จะต้องทำการดูแลตนเองอย่างระมัดระวัง เพื่อลดโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียง ทั้งควรปฏิบัติตัวตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดอีกด้วย


ฉีด PRP ที่ไหนดี?

การเลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลในการเข้ารับบริการฉีด PRP นั้น ถือว่าเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะทำให้ผลลัพธ์ของการรักษาอาการผมร่วงผมบางออกมาปลอดภัย รวมถึงเป็นไปตามที่คนไข้คาดหวัง ดังนั้น เราจึงได้รวบรวมวิธีการเลือกที่ฉีด PRP มาไว้แล้ว ดังนี้

  • มีแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังและอื่น ๆ ที่สามารถทำหัตถการฉีด PRP ได้ และมีประสบการณ์ในการทำหัตถการนี้
  • เป็นสถานพยาบาลหรือคลินิกที่มีใบอนุญาตเปิดสถานประกอบการ โดยมีการแสดงเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก ที่สามารถนำไปตรวจสอบบนเว็บไซต์  https://checkmd.tmc.or.th/ ได้
  • ใช้เครื่องมือจากแล็บในการผลิต PRP ที่ได้มาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และมีการรับรองระดับสากล เพื่อลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงรุนแรง หรืออาการแทรกซ้อนอื่น ๆ
  • ภายในสถานพยาบาลมีความสะอาด ปลอดเชื้อ ลดโอกาสเกิดอันตรายหลังฉีด PRP ผม
  • มีราคาใกล้เคียงกับในท้องตลาด ไม่แพงหรือถูกจนเกินไป
  • มีที่ตั้งที่เข้าถึงง่าย สามารถเดินทางไปได้สะดวก เพื่อให้คนไข้สะดวกหากต้องเข้าพบแพทย์หลายครั้ง
  • มีช่องทางติดต่อที่ชัดเจน หลากหลายช่องทาง เพื่อที่จะสามารถติดต่อสอบถามได้ตามเหมาะสม

แนะนำคลินิกปลูกผม Dr.Tarinee Hair Clinic 

ฉีด prp ราคา

หากใครที่กำลังสงสัยว่า ฉีด PRP ผมที่ไหนดี? นอกจากสภาพเส้นผมของเราแล้ว การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานนั้นเป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้นของกระบวนการรักษา ฉะนั้น เราจึงควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจเข้ารับบริการในคลินิกใด ๆ ก็ตาม

เราขอแนะนำ Dr.Tarinee Hair Clinic คลินิกปลูกผมที่มีแพทย์เฉพาะทางต่อยอดโรคเส้นผม และการผ่าตัดปลูกถ่ายผม จากโรงพยาบาลศิริราช ที่มีประสบการณ์กว่า 15 ปี ด้วยนวัตกรรม Premium PRP ของ Dr.Tarinee Hair Clinic จะช่วยให้คนไข้มีเส้นผมที่แข็งแรง และสุขภาพดียิ่งขึ้น


สรุปเกี่ยวกับการฉีด PRP

การเสริมความแข็งแรงของเส้นผมด้วยการฉีด PRP ถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้ที่มีอาการผมร่วง ผมบาง ซึ่งการฉีด PRP ผมจะเป็นการฉีดเกล็ดเลือดของตัวคนไข้เองลงบนบริเวณหนังศีรษะ ช่วยให้เซลล์รากผมและเส้นผมนั้นมีสุขภาพดีมากขึ้น ทั้งยังมีโอกาสแพ้น้อยอีกด้วย

การฉีก PRP เหมาะกับผู้ที่ยังมีเส้นผมอยู่ แต่ต้องการให้เส้นผมเหล่านั้นแข็งแรงยิ่งขึ้น หากกำลังมองหาคลินิกที่ได้มาตรฐาน และมีแพทย์มากประสบการณ์ในการทำหัตถการฉีด PRP ขอแนะนำ Dr.Tarinee Hair Clinic คุณสามารถปรึกษาและวางแผนการรักษากับแพทย์เฉพาะทางได้ง่าย ๆ ก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการจริง


เลือกโรงงานผลิตครีมที่ไหนดี เคล็ดลับความสำเร็จสำหรับของคนอยากทำแบรนด์ครีม!

โรงงานผลิตครีม

การทำแบรนด์ครีมเป็นของตัวเองถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเมื่อผู้บริโภคได้ลองใช้ผลิตภัณฑ์แล้วพบว่าดี มีคุณภาพ ก็ไม่พลาดที่จะป้ายยาหรือรีวิวกันต่อเรื่อย ๆ การเลือกโรงงานผลิตครีมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์ครีมของคุณประสบความสำเร็จ อยากผลิตครีมที่ดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล แถมยังถูกใจผู้ใช้จริงต้องเลือกอย่างไร 

คอลัมน์นี้จะพาคุณไปดูเคล็ด (ไม่) ลับในการเลือกโรงงานครีมที่เจ้าของแบรนด์ครีมจะต้องถูกใจ พร้อมกับสาระดี ๆ เกี่ยวกับ 3 ผลิตภัณฑ์หลักที่ได้รับความนิยมจนสั่งผลิตไม่ทัน จะเป็นอย่างไรกันบ้าง ไปอ่านพร้อม ๆ กันเลย


เคล็ด(ไม่)ลับ เลือกโรงงานผลิตครีมอย่างไรให้ส่งผลดีในระยะยาว

การเลือกโรงงานรับผลิตครีมเป็นเรื่องที่สำคัญ ต้องเลือกอย่างไร พิจารณาข้อไหนบ้าง มาดูไปพร้อม ๆ กันเลย

1. โรงงานผลิตครีมแบบ OEM & ODM

ข้อแรกคือเลือกโรงงานผลิตครีม โรงงานรับผลิตสกินแคร์แบบ OEM & ODM เพราะโรงงานรับผลิตครีมในรูปแบบนี้ จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจสามารถเลือกการผลิตได้เหมาะสม ด้วยรูปแบบการรับผลิตครีมอย่าง OEM จะเหมาะกับเจ้าของแบรนด์ที่มีสูตรของตนเองอยู่แล้ว แต่อาจจะต้องการพัฒนาสูตรเพิ่มเติมไม่ให้ซ้ำใคร

ส่วน ODM จะเป็นการผลิตครีมที่เป็นสูตรมาตรฐานจากโรงงาน ข้อดีคือรวดเร็ว ไม่ต้องพัฒนาหรือปรับสูตรมากมาย สินค้าสามารถจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งรูปแบบการผลิตทั้ง 2 แบบก็จะมีข้อดีข้อจำกัดที่ต่างกันออกไป อยู่ที่เจ้าของแบรนด์ครีมว่าจะเลือกแบบใดที่เหมาะกับตนเอง 

2. โรงงานผลิตครีมที่ให้บริการแบบครบวงจร 

การเลือกโรงงานผลิตครีม โรงงานผลิตเครื่องสำอางที่ให้บริการแบบครบวงจรก็สำคัญ เพราะเจ้าของธุรกิจจะไม่ต้องเสียเวลาในการประสานงานไปมาหลายที่ เช่น การขอขึ้นทะเบียนอย. การสกรีนผลิตภัณฑ์ และอื่น ๆ โรงงานผลิตครัมดังกล่าวจะเป็นผู้ดำเนินการ เป็นผู้ช่วยสำคัญในการทำให้ธุรกิจทำแบรนด์ครีมของคุณราบรื่นไปอีกขั้น

3. โรงงานผลิตครีมที่มีทีมนักวิจัยมืออาชีพ

เลือกโรงงานผลิตครีมที่มีทีมนักวิจัยมืออาชีพก็จะยิ่งช่วยให้เจ้าของแบรนด์ครีมสบายใจไปอีก เพราะการมีทีมนักวิจัยมืออาชีพจะช่วยให้ครีมของคุณผ่านการคิดค้น พัฒนา ปรับปรุงสูตรให้ออกมามีคุณภาพ ถูกใจผู้ใช้งาน เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ใครที่กำลังพิจารณาว่าจะเลือกโรงงานผลิตครีมที่ไหนดี จะเลือกจากอะไรบ้างนั้น บอกเลยว่าข้อนี้ไม่ควรมองข้าม

4. โรงงานผลิตครีมที่มีเครื่องจักรนำเข้า ทันสมัย และได้มาตรฐาน

โรงงานรับผลิตครีมที่มีเครื่องจักรที่ทันสมัย เครื่องจักรนำเข้า มาพร้อมกับมาตรฐานก็จะยิ่งช่วยให้เกิดความได้เปรียบมากยิ่งขึ้น เพราะการใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยจะช่วยลดเวลาการผลิต การผลิตครีมมีกระบวนการ ระยะเวลาที่เร็วขึ้น แถมยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดจากการผลิตได้อีกด้วย

5. โรงงานผลิตครีมที่ได้มาตรฐาน GMP, ISO และ HALAL

ข้อสุดท้ายในการพิจารณาโรงงานรับผลิตครีม หนีไม่พ้นในเรื่องมาตรฐานสากลอย่าง GMP, ISO และ HALAL เพราะมาตรฐานเหล่านี้จะเป็นหนึ่งในเครื่องการันตีคุณภาพ รวมไปถึงการได้รับการยอมรับจากระดับสากล 

3 ผลิตภัณฑ์หลักจากโรงงานผลิตครีมชั้นนำ

แนะนำ 3 ผลิตภัณฑ์หลักจากโรงงานผลิตครีมชั้นนำ ที่ได้รับความนิยมในการสั่งผลิต มีดังต่อไปนี้

Body Care

ผลิตภัณฑ์ Body Care ถือเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ได้รับความนิยมในการผลิตจากโรงงานผลิตครีมชั้นนำ เพราะการดูแลผิวกายเป็นเรื่องที่จะขาดไปไม่ได้ ยิ่งแสงแดดและมลภาวะในปัจจุบันการทาครีมกันแดดอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงทำให้ต้องเสริมที่การบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์ Body Care  

โดยผลิตภัณฑ์ Body Care ที่ผลิตจากโรงงานผลิตครีมก็มีหลากหลายสูตร ตั้งแต่สูตรให้ความชุ่มชื้น สูตรฟื้นฟูผิวให้กระจ่างใส สูตรช่วยให้ผิวเนียนนุ่นน่าสัมผัส และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งเจ้าของแบรนด์ครีมที่สนใจในผลิตภัณฑ์กลุ่นนี้ก็สามารถเลือกได้เลยว่าจะเลือกผลิตสูตรไหนกับทางโรงงาน

Facial Care

ผลิตภัณฑ์หลักต่อมาจากโรงงานผลิตครีมชั้นนำที่ได้รับความนิยมในการผลิตไม่แพ้กันก็คือ ผลิตภัณฑ์ Facial Care ตั้งแต่คลีนซิ่ง, คลีนเซอร์, เซรั่ม, โลชั่นบำรุงผิวหน้า, มอยเจอร์ไรเซอร์ ถือเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยม หากเจ้าของแบรนด์ครีมท่านใดยังเลือกไม่ถูกจะผลิตสินค้าชนิดใดออกวางจำหน่าย กลุ่มผลิตภัณฑ์ Facial Care ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ตลาดไม่แพ้กัน

Make Up

ผลิตภัณฑ์กลุ่มสุดท้ายที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้นั่นก็คือ ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Make Up เช่น รองพื้น, คอนซิลเลอร์, บลัชออน, ลิปสติก, และอื่น ๆ อีกมากมายที่ช่วยเติมแต่งสีสันให้กับใบหน้า ยิ่งยุคปัจจุบันการแต่งหน้ามีหลากหลายรูปแบบที่ได้รับความนิยม การผลิตสินค้าในกลุ่มนี้สำหรับใครที่กำลังเริ่มต้นสร้างแบรนด์ และต้องการเป็นที่พูดถึงในตลาด การเริ่มด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ถือเป็นก้าวแรกในการเริ่มต้นที่ดีเลยทีเดียว


PURE DERIMA LABORATORIES โรงงานผลิตครีมมาตรฐาน บริการครบวงจร

ทำครีมขาย

ในยุคสมัยนี้การมีธุรกิจเป็นของตัวเองถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ท้าทายให้กับชีวิต เพราะนอกจากจะช่วยสร้างประสบการณ์แล้ว ยังช่วยสร้างกำไรให้งอกเงยอีกด้วย อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องเลือกโรงงานรับผลิตครีม รับผลิตเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้สินค้าที่ปลอดภัย มีคุณภาพต่อผู้บริโภค ตัวอย่างโรงงานรับผลิตครีมที่ได้มาตรฐานเช่น PDL เป็นโรงงานผลิตครีมที่มีบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่เครื่องจักรที่ทันสมัย ทีมผู้เชี่ยวชาญ และมาตรฐานระดับสากล

ใครที่กำลังพิจารณาและมองหาโรงงานรับผลิตครีมที่มีความเชี่ยวชาญ PDL ถือเป็นอีกหนึ่งโรงงานรับผลิตครีมที่ดี พร้อมให้บริการกับเจ้าของแบรนด์ที่กำลังเริ่มต้น สำหรับใครสนใจสั่งผลิตครีม สามารถติดต่อได้ที่ช่องทางดังนี้ 

Facebook : Pure Derima Laboratories
Line : Purederima 
Tel : 02-285-4266
หรือติดต่อโดยตรงได้ที่ Headquarter
88/34-35 TTN Avenue Nanglinchee Road Chong Nonsi Subdistrict, Yannawa District Bangkok 10120

นมโปรตีนสูง อร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ มียี่ห้อไหนบ้าง? อัปเดตฉบับปี 2024 

นมโปรตีนสูง

หนึ่งในอาหารและเครื่องดื่มยอดนิยมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เหมาะกับทุกเพศทุกวัยก็คงจะไม่พ้น ‘นม’ ที่มีสารอาหารสำคัญมากมาย โดยเฉพาะ ‘โปรตีน’ หนึ่งในสารอาหารหลัก 5 หมู่ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก มีส่วนช่วยในเรื่องความแข็งแรงของร่างกาย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในแต่ละวัน รวมถึงช่วยในเรื่องของกระดูกและกล้ามเนื้อ 

แต่การทานอาหารปกติหรือการดื่มนมธรรมดาอาจทำให้ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ดังนั้น การมีตัวช่วยอย่าง “นมโปรตีนสูง” จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ในบทความนี้เราได้รวบรวมยี่ห้อนมโปรตีนสูงไว้เป็นทางเลือกสำหรับบริโภคไว้ให้คุณแล้ว


ข้อควรรู้ก่อนเลือกดื่มนมโปรตีนสูง 

นมโปรตีนสูงน้ำตาลน้อย

โปรตีน เป็นหนึ่งในสารอาหารหลักที่ร่างกายคนเราต้องการมาก นอกจากจะเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายแล้ว ยังมีหน้าที่และประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย อีกทั้งยังเป็นส่วนประกอบของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกระดูก, กล้ามเนื้อ, เลือด, ผิวหนัง แม้กระทั่งผมและเล็บก็มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบทั้งนั้น 

ดังนั้น การได้รับสารอาหารอย่างโปรตีนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพอย่างยิ่ง เพราะหากร่างกายได้รับโปรตีนน้อยกว่าความต้องการอาจส่งผลต่อความแข็งแรงของร่างกาย อ่อนเพลีย และภูมิต้านทานต่ำ เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่าย

ซึ่งปกติแล้วร่างกายจะต้องการโปรตีนประมาณ 1 กรัมต่อ 1 กิโลกรัมต่อวันของน้ำหนักตัว และประมาณ 1.5 กรัมต่อ 1 กิโลกรัมต่อวันของน้ำหนักตัวสำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย แต่ทั้งนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อความต้องการโปรตีน เช่น เพศ, วัย, โรคประจำตัว รวมถึงการตั้งครรภ์ด้วย

เราควรดื่มนมโปรตีนเท่าไหร่

ปกติแล้วผลิตภัณฑ์นมสูตรโปรตีนสูง 1 ขวดจะมีปริมาณโปรตีนอยู่ที่ 15-30 กรัมโดยประมาณ เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่เพียงพอคุณอาจลองคำนวณสัดส่วน 1:1 กรัมโปรตีนต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวได้ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ก็ควรจะรับประทานโปรตีน 50 กรัมโดยประมาณ ทั้งนี้หากมื้ออาหารของคุณแทบจะไม่มีโปรตีนเลยก็อาจรับประทานนมที่โปรตีนสูงประมาณ 1-2 ขวดต่อวัน เป็นต้น

นมโปรตีนมีกี่ชนิด

ในน้ำนมจะประกอบไปด้วยโปรตีนอยู่ 2 ชนิดหลัก ได้แก่ เคซีน (Casein) และเวย์ (Whey) ซึ่งมีคุณสมบัติต่างกัน ดังนี้

  • เคซีน (Casein) เป็นโปรตีนหลักที่พบในนมมากถึง 80% อุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการครบถ้วน และยังมีวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิดที่ร่างกายต้องการอีกด้วย
  • เวย์ (Whey) เป็นโปรตีนที่พบในนมอยู่ 20% มักได้หลังจากกระบวนการแยกเคซีนออกจากน้ำนม ให้ปริมาณโปรตีนสูง ย่อยได้เร็ว และอุดมไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นมากมาย

แนะนำ 4 ยี่ห้อนมโปรตีนสูง ให้ประโยชน์ครบถ้วน 

อาหารเสริมโปรตีน

ทราบถึงประโยชน์ของโปรตีนกันไปแล้ว อย่ารอช้าที่จะเสริมสร้างสุขภาพที่ดีด้วยการรับประทานโปรตีนให้เพียงพอในแต่ละวัน เครื่องดื่มนมโปรตีนสูงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้คุณได้สารอาหารอย่างโปรตีนครบถ้วนง่ายขึ้น ซึ่งเราได้รวบรวมนมที่ให้โปรตีนสูงคุณภาพดีมาไว้ให้คุณแล้ว ดังนี้

Nestlé Boost Optimum

Nestlé Boost Optimum นมโปรตีนสูงที่ให้สารอาหารครบถ้วนใน 1 มื้อ เป็นอาหารทดแทนทางการแพทย์ที่ใช้สำหรับผู้ที่ต้องการสารอาหารครบถ้วน แต่มีข้อจำกัดไม่สามารถรับประทานอาหารตามปกติได้ อาทิ ผู้สูงอายุที่เบื่ออาหาร ไม่มีฟันเคี้ยวข้าว หรือผู้ป่วยระยะพักฟื้น 

Ensure Gold

อาหารสูตรครบถ้วนในรูปแบบนมโปรตีนสูง Ensure Gold ใช้สำหรับเสริมมื้ออาหาร หรือทานเป็นมื้อหลักในบางมื้อ ใน 1 หน่วยบริโภคอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็น 28 ชนิด อีกทั้งยังมีใยอาหาร ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายอีกด้วย 

Entrasol platinum 

เอนทราซอล เครื่องดื่มนมโปรตีนสูงรูปแบบชงดื่มจากไบโอฟาร์ม สูตรเข้มข้นเสริมสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายถึง 21 ชนิด อีกทั้งยังเสริมใยอาหาร ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย การรับประทานเอนทราซอลเพียง 1 แก้ว ให้ประโยชน์เทียบเท่ากับการทานไข่ไก่ต้ม 2 ฟอง, เต้าหู้ขาว 300 กรัม, อกไก่ต้ม 50 กรัม, นม 2 แก้ว, ส้ม 12 ลูก และปลาซาร์ดีน 60 กรัมเลยทีเดียว

เอนทราซอลนมโปรตีนสูง กลิ่นวานิลลา ทานง่าย อร่อย ชงได้ทั้งกับน้ำเย็นและน้ำอุ่น ให้พลังงาน 250 กิโลแคลอรีต่อแก้ว เหมาะกับรับประทานเสริมมื้ออาหารในทุกวัน

Blendera-MF

Blendera-MF นมโปรตีนสูง อาหารสูตรครบถ้วนทางการแพทย์ ให้โปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, วิตามิน, แร่ธาตุ และไขมันครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมใน 1 มื้อ ใช้สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงขาดสารอาหาร และสามารถใช้กับผู้ที่ไม่สามารถย่อยแลคโตสได้อีกด้วย


สรุป นมโปรตีนสูง ให้ประโยชน์มาก สายสุขภาพไม่ควรพลาด

เพื่อให้ร่างกายได้รับปริมาณโปรตีนและสารอาหารจำเป็นอย่างครบถ้วน การรับประทานอาหารตามปกติอาจทำให้สารอาหารที่ได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ การดื่มนมโปรตีนสูงจึงเป็นทางเลือกสำหรับสารสุขภาพที่ต้องการเสริมโปรตีนและสารอาหารอื่น ๆ อย่างครบถ้วนแบบง่าย ๆ 


เลเซอร์ขนครั้งแรกควรรู้! กำจัดขนถาวรได้อย่างไร ? ทำตำแหน่งไหนได้บ้าง ?

เลเซอร์ขน

เลเซอร์ขน เป็นหัตถการกำจัดขนที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงกำลังให้ความสนใจ เพราะหลังทำให้ผลลัพธ์ที่ดี กำจัดขนได้ถาวร และผิวบริเวณที่ทำมีความเรียบเนียน ไม่มีปัญหาขนคุดตามมา 

สำหรับใครที่มีแผนจะซื้อคอร์สเลเซอร์ขน บทความนี้ได้รวบรวมสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจทำครั้งแรกมาฝาก เช่น เลเซอร์ขน ช่วยกำจัดขนถาวรได้อย่างไร ? ทำตำแหน่งไหนได้บ้าง ? มีกี่แบบ เครื่องเลเซอร์ขนรูปแบบไหนที่เหมาะกับคนไทย ? และควรเลือกคลินิกความงามอย่างไร ?


เลเซอร์ขน คืออะไร ? ช่วยกำจัดขนแบบถาวรได้อย่างไร ?

เลเซอร์ขน คือ การกำจัดขนด้วยการส่งลำแสงที่มีขนาดความยาวคลื่นเหมาะสม ลงไปทำลายรากขนแบบเฉพาะเจาะจง โดยเซลล์เม็ดสีเมลานินภายในรากขนจะดูดซับพลังงานแสงจากเครื่องเลเซอร์แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ทำให้เนื้อเยื่อ และเส้นเลือดที่เชื่อมต่อบริเวณรากขนถูกทำลาย เส้นขนจึงหลุดร่วงไปเองตามธรรมชาติ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังบริเวณใกล้เคียง

เลเซอร์ขน-คืออะไร

การทำเลเซอร์ขนจะหยุดการเจริญเติบโตของเส้นขนในปัจจุบัน และช่วยชะลอวงจรการเกิดขนใหม่ หากทำอย่างต่อเนื่อง ตามคำแนะนำของแพทย์ เส้นขนจะขึ้นใหม่ช้าลง มีขนาดเล็กลง สีอ่อนลง และค่อย ๆ ขึ้นน้อยลงเรื่อย ๆ จนแทบจะไม่ขึ้นเลยในที่สุด การเลเซอร์ขนจึงถือเป็นวิธีลดจำนวนเส้นขนแบบถาวร 


เลเซอร์ขน ทำตำแหน่งไหนได้บ้าง ? 


ตำแหน่งเลเซอร์ขน

เลเซอร์ขนเป็นหัตถการที่ทำได้ทั้งบริเวณใบหน้าและร่างกาย ตามความต้องการของคนไข้ ตัวอย่างจุดที่นิยมทำ มีดังนี้

  • เลเซอร์ไรผม เหมาะกับผู้ที่มีไรผมเยอะ หรือไรผมหนา ต้องการทำให้หน้าผากดูเกลี้ยงเกลา หรือเพิ่มความกว้างปรับโหงวเฮ้งหน้าผากรับทรัพย์ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาผดผื่น หรือผิวอักเสบจากการแพ้ไรผมของตัวเอง
  • เลเซอร์ขนบริเวณใบหน้า เช่น ขนหน้า คิ้ว หนวด เครา หรือขนเหนือริมฝีปาก สามารถทำได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ช่วยให้ใบหน้าเกลี้ยงเกลา แต่งหน้าง่ายขึ้น ลดการระคายเคืองหรือแก้ปัญหาผิวอักเสบจากการโกน
  • เลเซอร์ขนรักแร้ เหมาะกับผู้ที่ต้องการกำจัดขนบริเวณใต้วงแขน ลดโอกาสเกิดขนคุด หรือผิวหนังไก่จากการแว็กซ์และการโกน รวมถึงช่วยแก้ปัญหาความอับชื้น ลดกลิ่นตัว และกลิ่นไม่พึ่งประสงค์จากการสะสมเหงื่อใต้วงแขน
  • เลเซอร์ขนแขน-ขา ช่วยให้แขนขาเรียบเนียน น่าสัมผัส ครีมบำรุงซึมเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น บางรายที่มีขนเส้นหนาและสีเข้ม หลังเลเซอร์ขนแขนและขา จะทำให้ผิวดูขาวขึ้น เพราะไม่มีเส้นขนมาปกคลุม
  • เลเซอร์ขนในที่ลับหรือจุดซ่อนเร้น เช่น เลเซอร์ขนบิกินี่ เลเซอร์บราซิลเลี่ยน เลเซอร์ Hollywood หรือเลเซอร์ขนน้องชาย เป็นการกำจัดขนที่อาจโผล่มาตามแนวกางเกงชั้นใน ช่วยเพิ่มความมั่นใจเวลาใส่ชุดว่ายน้ำ หรือเพื่อลดความอับชื้นในร่มผ้า
  • เลเซอร์ขนหลัง-ขนหน้าอก-ขนหน้าท้อง นิยมมากในผู้ชายครับ แต่ผู้หญิงก็สามารถทำได้เช่นกัน ช่วยให้ผิวเรียบเนียน และดูขาวขึ้น รวมถึงช่วยแก้ปัญหาขนคุด สิว ผดผื่น ที่เกิดจากความอับชื้น หรือการสะสมเชื้อแบคทีเรีย

เครื่องเลเซอร์ขน แต่ละแบบต่างกันอย่างไร ? แบบไหนเหมาะกับคนไทย ?

เครื่องเลเซอร์ขน แต่ละแบบต่างกันอย่างไร

เครื่องเลเซอร์ขนแต่ละแบบจะเหมาะกับประเภทผิว สีเส้นขน และเป้าหมายในการรักษาของแต่ละบุคคล สำหรับเครื่องเลเซอร์กำจัดขนที่ได้รับความนิยม และคลินิกความงามหลายแห่งให้บริการ มีดังนี้

1. YAG Laser 

YAG Laser หรือ YAG Long Pulse ND YAG เป็นเลเซอร์ความเข้มข้นสูง มีความยาวคลื่นอยู่ที่ 1,064 nm ออกแบบมาเพื่อทำลายรากขนโดยเฉพาะ สามารถกำจัดเม็ดสีเมลานินได้ดีกว่าเลเซอร์ขนชนิดอื่น ๆ เหมาะกับคนเอเชีย ที่มีเส้นขนสีเข้ม แต่มีสีผิวขาวเหลือง เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่ผิวจะเกิดการระคายเคือง และมีผลข้างเคียงน้อยหลังทำ นิยมทำบริเวณรักแร้ บราซิลเลี่ยน และขนหน้า

นอกจากนี้ยังสามารถใช้แก้ปัญหาขนคุด ผิวตุ่มหนังไก่ และรอยดำที่เกิดจากการกำจัดขนวิธีอื่น จุดเด่นของ YAG Laser คือ สามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ช่วยลดจำนวนเส้นขนในบริเวณที่ทำลงได้ 20-30% 

2. Diode Laser 

Diode Laser เป็นเครื่องเลเซอร์ขนที่มีความยาวคลื่นพลังงานที่หลากหลาย ตั้งแต่ 800-1350 nm สามารถปรับให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่ทำ และลักษณะผิวและสีขนของแต่ละบุคคลได้ นิยมใช้มากที่สุดคือช่วงความยาว 800-810 nm 

จุดเด่นของเครื่อง Diode Laser คือ สามารถทำลายรากขนได้แม่นยำ มีความอ่อนโยนต่อผิว ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน และลดความหมองคล้ำ รวมถึงลดปัญหาการเกิดตุ่มหนังไก่ และขนคุดได้ แต่จำเป็นต้องทำหลายครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ระยะยาว นิยมทำบริเวณพื้นที่กว้าง ๆ เช่น แขน ขา หน้าอก และแผ่นหลัง

3. Alexandrite Laser

Alexandrite Laser หรือ Long-pulsed Alexandrite Laser เป็นเครื่องเลเซอร์กำจัดขนที่ใช้ความยาวคลื่น 755 nm ลงลึกถึงผิวหนังชั้นลึก มีคุณสมบัติทำลายเม็ดสีในรากขน และมีประสิทธิภาพในการกำจัดขนค่อนข้างดี แต่ไม่เหมาะกับคนเอเชีย เพราะมีสีขนที่เข้ม ทำให้เสี่ยงผิวไหม้ หรือผิวเบิร์นได้ง่ายกว่าคนยุโรป

4. Ruby Laser

Ruby Laser เป็นเครื่องเลเซอร์ชนิดแรกที่ออกแบบมาสำหรับกำจัดขน ใช้ผลึกทับทิมเป็นตัวกลาง ทำให้ได้ความยาวคลื่น 694 nm ซึ่งอยู่ในช่วงแสงสีแดง มีคุณสมบัติจับเม็ดสีเมลานินได้ดี  แต่มีข้อจำกัด คือ ไม่สามารถทำลายขนได้ถึงรากแบบเลเซอร์ชนิดอื่น เหมาะกับผิวสีอ่อนที่มีขนสีเข้มเท่านั้น จึงไม่เหมาะกับคนเอเชียที่ผิวเข้ม เพราะเสี่ยงผิวไหม้ 

5. IPL

IPL (Intense Pulsed Light) เป็นการยิงลำแสงความเข้มข้นสูงลงบนผิวหนัง แต่ไม่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับเครื่องเลเซอร์ ตัวเครื่องมีความยาวคลื่นหลายชนิด และสามารถทำลายรากขนได้เช่นเดียวกับเครื่องเลเซอร์ การทำหลาย ๆ ครั้ง จะทำให้ขนที่ขึ้นใหม่สีอ่อนและบางลง สามารถทำบริเวณใบหน้า บิกินีไลน์ หรือส่วนผิวหนังที่บอบบาง

แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้เครื่อง IPL ในการกำจัดขน เพราะเสี่ยงทำให้ผิวไหม้ได้ง่าย และประสิทธิภาพในการทำลายรากขนต่ำกว่าเครื่องเลเซอร์ ทำให้ขนใหม่มีโอกาสกลับมาได้ง่ายกว่า จึงนิยมใช้ IPL ในการแก้ปัญหาผิว เช่น จุดด่างดำ ฝ้า หรือลดรอยแดงจากการอักเสบของผิวหนัง

จะเห็นได้ว่า มีเครื่องเลเซอร์หลายชนิดที่สามารถใช้ในการกำจัดขนได้ แต่สำหรับเครื่องที่นิยมในประเทศไทยจะเป็น YAG Laser และ Diode Laser เพราะมีความยาวคลื่นที่เหมาะสมกับสีขน และผิวของคนเอเชียที่มีความเข้มกว่าคนในแถบยุโรป


ก่อนเลเซอร์ขน เตรียมตัวอย่างไร ?

ก่อนเลเซอร์ขน งดใช้แว็กซ์

เพื่อให้การทำเลเซอร์ขนมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงไม่พึ่งประสงค์ แนะนำให้เตรียมตัว ดังนี้

  • ปรึกษากับแพทย์ก่อนทำหัตถการ เพื่อสอบถามข้อสงสัย และรับคำแนะนำในการเลือกเครื่องเลเซอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิว และสีเส้นขน
  • หลีกเลี่ยงการถอน การโกน การแว็กซ์ หรือใช้เครื่องถอนขนอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมหรือการใช้ผลิตภัณฑ์ ที่ทำให้สีผิวเข้มขึ้น เช่น การอาบแดด การทำกิจกรรมกลางแดดจัด หรือโลชั่นผิวแทน เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมผลัดเซลล์ผิว หรือก่อให้เกิดการระคายเคืองบนผิวหนังก่อนทำเลเซอร์ขน เช่น เรตินอล, กรดอัลฟ่าไฮดรอกซี หรือ AHA, และลูกกลิ้งระงับกลิ่นกาย
  • ตรวจเช็กสภาพผิวในจุดที่ทำ หากมีอาการอักเสบหรือติดเชื้อ จำเป็นต้องรอให้ผิวหนังกลับสู่สภาพปกติก่อน

เลเซอร์ขน มีขั้นตอนอย่างไร ?

ขั้นตอนเลเซอร์ขน อาจมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละคลินิกความงาม ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ทำ และรุ่นของเครื่องยิงเลเซอร์ที่เลือกใช้ โดยขั้นตอนทั่วไป มีดังนี้

  • การเตรียมผิว : ก่อนทำเลเซอร์ จะมีการเล็มหรือโกนขนบริเวณที่ทำให้เหลือความยาวประมาณ 0.5-1 mm
  • การทำเลเซอร์ขน : แพทย์หรือ Specialist ที่ผ่านเทรนนิ่งการใช้งานเครื่อง จะตั้งค่าพลังงานให้เหมาะสมกับขนาดเส้นขน และสีผิวในจุดที่ทำ ในระหว่างการยิงเลเซอร์ขน เครื่องจะปล่อยลมเย็น เพื่อปกป้องผิวชั้นบนจากความร้อน และบรรเทาอาการเจ็บ

ระยะเวลาในการทำเลเซอร์ขนจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่บริเวณที่ทำ เฉลี่ย 30- 60 นาที ครับ 


หลังเลเซอร์ขน ดูแลตัวเองอย่างไร ?

หลังเลเซอร์ขน ทาครีมสูตรอ่อนโยน

หลังเลเซอร์ขนสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่มีข้อควรปฏิบัติหลังทำ เพื่อลดความเสี่ยงทำให้ผิวเกิดระคายเคือง และช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีขึ้น ดังนี้

  • ห้ามขัด สครับผิว หรือเกาบริเวณที่ทำเลเซอร์ขน
  • ควรทายาลดการอักเสบ หรือผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวในช่วง 3-7 วัน หรือตามแพทย์สั่ง
  • ในช่วง 7 วันแรก ควรทาครีมบำรุงสูตรอ่อนโยนต่อผิว และงดใช้เครื่องสำอาง หรือครีมที่มีสารก่อการระคายเคือง เช่น สารฟอกสีขาว (Whitening), กรดวิตามิน เอ และกรดผลไม้ 
  • งดกิจกรรมที่ใช้ความร้อน เช่น อาบน้ำร้อน อบซาวน่า ทำสปา รวมถึงหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด อย่างน้อย 1 สัปดาห์

เลเซอร์ขน ที่ไหนดี ? รวมสิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกคลินิกความงาม 

เลเซอร์ขน-ที่ไหนดี

การทำเลเซอร์ขนให้มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องทำหลายครั้งครับ คนส่วนใหญ่จึงนิยมซื้อคอร์สเลเซอร์ เพราะสามารถรับบริการได้อย่างต่อเนื่อง และมีราคาประหยัดกว่าการจ่ายรายครั้ง ดังนั้นก่อนเลือกคลินิกความงาม แนะนำให้พิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ร่วมด้วย 

  • คลินิกความงามที่เปิดถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาต 11 หลักแสดงชัดเจน ภายในคลินิกมีความสะอาด พื้นที่เป็นสัดส่วน และสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ง่ายต่อการเข้ารับบริการ
  • เลเซอร์ขนกับแพทย์ หรือ Specialist ที่ผ่านการอบรมใช้งานเครื่อง มีความรู้ทางกายภาพของเส้นขนและสภาพผิวหนัง สามารถเลือกใช้พลังงานให้เหมาะสม ช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดได้
  • ใช้เครื่องเลเซอร์ที่ได้มาตรฐาน นำเข้าอย่างถูกต้อง และตรวจสอบได้ หากภายในคลินิกความงามมีเครื่องเลเซอร์ให้เลือกหลายแบบ ก็ยิ่งช่วยให้ครอบคลุมกับปัญหาของคนไข้ยิ่งขึ้น
  • รีวิวจากผู้ใช้บริการจริง อยู่ในเว็บไซต์ที่เป็นกลาง หรือแฟลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่คลินิกไม่สามารถลบรีวิวออกได้เอง เช่น Pantip, Google Review, Facebook
  • มีโปรโมชันที่น่าสนใจ และราคาสมเหตุสมผล ควรเปรียบเทียบโปรโมชันในคลินิกความงามที่น่าเชื่อถือ และดูเครื่องที่ใช้ร่วมด้วย หากเลือกบริการที่ราคาถูกเกินไปจะเสี่ยงเป็นเครื่องปลอมได้

สรุป

สำหรับใครที่อยากทำเลเซอร์ขน ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ปลอดภัย และคุ้มค่าราคา สามารถนำแนวทางการที่เราแนะนำไป มาปรับใช้ ที่สำคัญคือควรเลือกคลินิกความงามที่น่าเชื่อถือ ใช้เครื่องที่ได้มาตรฐานตรวจสอบได้ และทำหัตถการกับแพทย์หรือ Speciliast ที่ผ่านการอบรมใช้งานเครื่องมาเท่านั้นครับ

คู่มือเลเซอร์ขนรักแร้ครั้งแรก เตรียมตัวอย่างไร ? เลือกทำที่ไหนดี ?

เลเซอร์ขนรักแร้

ในปัจจุบันมีวิธีกำจัดขนรักแร้หลายรูปแบบ ทั้งวิธีที่ทำได้ด้วยตัวเอง และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เลเซอร์ขนรักแร้เป็นตัวเลือกหนึ่งที่หลายคนให้ความสนใจครับ เพราะช่วยกำจัดขนได้ลึกถึงราก แก้ปัญหาขนเส้นใหญ่และหนา ลดกลิ่นตัวจากความอับชื้น และยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใส่เสื้อผ้าอีกด้วย

สำหรับใครที่ตัดสินใจจะทำเลเซอร์ขนรักแร้เป็นครั้งแรก บทความนี้ได้รวบรวมสิ่งที่ควรรู้มาฝาก เช่น เลเซอร์ขนรักแร้ มีกี่แบบ แต่ละแบบมีหลักการทำงานอย่างไร ? ข้อดี-ข้อเสียในการทำเลเซอร์ขนที่ควรรู้รวมถึงแนวทางดูแลตัวเองก่อน-หลังทำ และควรวิธีเลือกคลินิก


เลเซอร์ขนรักแร้ ช่วยกำจัดขนใต้วงแขนได้อย่างไร ?

เลเซอร์ขนรักแร้ ช่วยกำจัดขนใต้วงแขนอย่างถาวร ด้วยการยิงลำแสงเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นเหมาะสมลงไปยังรากขน เซลล์เม็ดสีในรากขนจะดูดซับพลังงานความร้อนจากแสงเลเซอร์ไว้ ทำให้รากขนฝ่อตัวลง และขนหลุดร่วงออกไปได้เอง ช่วยชะลอวงจรการเกิดขนใหม่ได้

เลเซอร์ขนรักแร้ หลักการทำงาน

ทำไมเลเซอร์ขนรักแร้เป็นที่นิยม ?

การทำเลเซอร์ขนรักแร้ได้รับความนิยม เพราะสามารถทำลายได้ลึกถึงรากขน โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังบริเวณใกล้เคียง ลดโอกาสเกิดขนคุด และตุ่มหนังไก่ หากทำเลเซอร์ติดต่อกัน เส้นขนที่ขึ้นใหม่จะลดลง หรือแทบไม่ขึ้นเลย คงผลลัพธ์หลังทำได้นานกว่าการกำจัดขนด้วยวิธีอื่น ๆ ครับ


ปัญหาจากการกำจัดขนด้วยวิธีอื่น

หลาย ๆ คนอาจจะเคยกำจัดขนรักแร้ด้วยวิธีอื่นมาแล้ว เช่น การแว็กซ์ การโกน การถอน หรือการใช้ครีมกำจัดขน ซึ่งช่วยกำจัดขนได้ แต่แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่นานขนก็ขึ้นมาใหม่ และยังทำให้เกิดปัญหาหรือผลข้างเคียงหลังทำตามมา เช่น

  • ขนคุด : ลักษณะของผิวหนังที่เป็นตุ่มบวมนูนใต้เส้นขน จับแล้วสากมือ ส่วนใหญ่เกิดจากการถอน แว็กซ์ หรือโกน แล้วมีเส้นขนขาดอยู่ในชั้นผิว เมื่อเส้นขนใหม่ไม่สามารถงอกขึ้นมาได้ จะงอกม้วนอยู่ใต้ชั้นผิว และดันผิวขึ้นมาเป็นตุ่มแทน
  • ตุ่มหนังไก่: ผิวรักแร้ไม่เรียบเนียน เป็นตุ่ม มองแล้วเหมือนหนังไก่ เป็นปัญหาที่เกิดจากการถอน และแว็กซ์ ทำให้รูขุมขนรักแร้ขยายตัว มีขนาดใหญ่ขึ้น สังเกตเห็นเป็นตุ่มชัดเจน 
  • ตอขน: การใช้มีดโกน หรือการใช้มูสกำจัดขน มักช่วยกำจัดเส้นขนที่งอกยาวออกมาเท่านั้น แต่ไม่ได้กำจัดถึงราก ทำให้ยังเหลือเป็นตอขน เวลาจับจะรู้สึกผิวไม่เรียบเนียน และขนขึ้นใหม่เร็วกว่าการกำจัดขนวิธีอื่น ๆ 
  • รักแร้ดำ หรือมีรอยเหี่ยวย่น : ผิวรักแร้คล้ำ หรือมีรอยย่นสามารถเกิดได้จากการแพ้สารเคมีในครีมกำจัดขน หรือการเสียดสีเวลาใช้มีดโกน  
ปัญหาจากการกำจัดขนรักแร้ด้วยวิธีอื่น

เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ของเลเซอร์ขนรักแร้

ปัจจุบันวิธีการกำจัดขนรักแร้ที่เห็นผลขัดเจน ไม่ทำร้ายผิว และไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียง คือ การทำเลเซอร์ขนรักแร้  เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย มาเพื่อประกอบการตัดสินใจ ดังนี้

ข้อดี

  • กำจัดขนรักแร้ได้ลึกถึงราก
  • คงผลลัพธ์ได้นานกว่าการกำจัดขนรักแร้ด้วยวิธีอื่น ๆ ไม่ต้องทำบ่อย ๆ
  • หากทำเลเซอร์ขนรักแร้ติดต่อกัน ขนจะขึ้นใหม่ช้าลง หรือแทบจะไม่ขึ้นใหม่เลย
  • ลดโอกาสเกิดตุ่มหนังไก่
  • ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ขนคุด หรือรูขุมขนอักเสบ
  • ลดการสะสมของแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของกลิ่นตัวหรือกลิ่นไม่พึ่งประสงค์
  • ช่วยให้ผิวใต้วงแขนดูกระจ่างใส เพิ่มความมั่นใจในการใส่เสื้อผ้า

ข้อเสีย

  • ราคาสูงกว่าการกำจัดขนรักแร้ด้วยวิธีอื่น ๆ แต่ผลลัพธ์มีความคุ้มค่ามาก
  • จำเป็นต้องทำเลเซอร์ขนรักแร้กับแพทย์หรือ Specialist ที่ผ่านการอบรมใช้งานเครื่องเท่านั้น
  • หากใช้เครื่องเลเซอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน พลังงานไม่เสถียร จะเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ เช่น ผิวไหม้ รอยแผลเป็น รอยดำ

เครื่องเลเซอร์ขนรักแร้ มีกี่แบบ ?

เครื่องเลเซอร์ขนรักแร้ มีกี่แบบ

เครื่องเลเซอร์ขนรักแร้ที่นิยมในปัจจุบันจะมีด้วยกัน 3 แบบ ซึ่งแต่ละเครื่องจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • IPL (Intensive Pulsed Light) : เครื่อง IPL ไม่จัดอยู่ในกลุ่มเลเซอร์ แต่มีการทำงานใกล้เคียงกันครับ ตัวเครื่องจะใช้พลังงานแสงความเข้มข้นสูง ที่ความยาวคลื่น 515-1,200 nm ในการกำจัดขนรักแร้ ทำให้เส้นขนสีอ่อนลงและบางลง ราคาไม่แพงมาก แต่ประสิทธิภาพไม่ดีเท่ากับเครื่องเลเซอร์ จำเป็นต้องทำซ้ำหลายครั้ง และเห็นผลช้ากว่า    
  • YAG Laser : เครื่องเลเซอร์ขนรักแร้ที่ใช้ความยาวคลื่นที่ 1,064 nm ออกแบบมาเพื่อทำลายรากขนโดยเฉพาะ ช่วยแก้ปัญหาขนคุด และกำจัดเม็ดสีได้ดี ทำให้รักแร้เรียบเนียนใส สามารถกำจัดเส้นขนได้ 20-30% ตั้งแต่การทำครั้งแรก แต่ราคาจะสูงกว่าเลเซอร์แบบอื่น ๆ
  • Diode Laser : เครื่องเลเซอร์ขนรักแร้ที่มีความยาวคลื่นหลากหลายตั้งแต่ 800-1,350 nm สามารถปรับให้เหมาะสมกับลักษณะสีผิวและเส้นขนของแต่ละคนได้ หลังทำขนจะค่อย ๆ บางลง ราคาสูงกว่า IPL แต่ถูกกว่า YAG

เตรียมตัวก่อนเลเซอร์ขนรักแร้

การเตรียมตัวก่อนทำเลเซอร์ขนรักแร้ไม่มีอะไรที่ยุ่งยากครับ สามารถนำแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้ได้

  • ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเลเซอร์ขนรักแร้ เช่น หลักการทำงานของเลเซอร์ขน วิธีการดูแลตัวเอง การเลือกคลินิกความงาม และคุณสมบัติของเครื่องเลเซอร์ขนรักแร้แต่ละแบบ
  • งดกำจัดขนรักแร้ด้วยวิธีการอื่น ๆ เช่น โกน ถอน หรือแว็กซ์ อย่างน้อย 3-4 สัปดาห์ เพราะพลังงานของเครื่องเลเซอร์จะจับกับเม็ดสีที่รากขน หากถอนออกไปหมด ประสิทธิภาพของการทำเลเซอร์จะลดลง
  • งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกฮอล์, AHA, BHA และ เรตินอยด์ อย่างน้อย 3 วัน
  • งดทาโรลออน ขัดหรือสครับผิวบริเวณรักแร้ อย่างน้อย 1 สัปดาห์

ขั้นตอนเลเซอร์ขนรักแร้

ขั้นตอนเลเซอร์ขนรักแร้ ตั้งค่าพลังงาน
  • ขั้นตอนเลเซอร์ขนรักแร้ในแต่ละคลินิกความงามอาจแตกต่างกันไปตามเครื่องเลเซอร์ที่ให้บริการครับ แต่จะมีภาพรวม ดังนี้
  • ทำความสะอาดผิวใต้วงแขน และโกนขนให้มีความยาวเหลือเพียง 0.5-1 mm เพื่อเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการทำเลเซอร์ขนรักแร้
  • สำหรับใครที่กลัวเจ็บ สามารถแจ้งให้คลินิกความงามทายาหรือแปะเจลเย็นก่อนเริ่มยิงพลังงานได้ ซึ่งจะใช้เวลาเพิ่มประมาณ 30 นาที
  • แพทย์หรือ Specialist ตั้งค่าพลังงานให้เหมาะสมกับสีผิวและเส้นขน
  • เริ่มยิงพลังงานเลเซอร์ โดยเครื่องจะเป่าลมเย็น เพื่อปกป้องผิวจากความร้อน และช่วยให้ผู้รับบริการรู้สึกสบายขึ้น การทำเลเซอร์ขนรักแร้จะใช้เวลาประมาณ 10 นาที

ข้อควรปฏิบัติหลังเลเซอร์ขนรักแร้

หลังการทำเลเซอร์ขนรักแร้ผิวอาจมีอาการบวมแดงเล็กน้อย สามารถหายได้เองภายใน 1-2 วัน สำหรับแนวทางการดูแลตัวเองหลังเลเซอร์ขน จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี และลดโอกาสเกิดการระคายเคือง มีดังนี้ 

  • ทาครีมบำรุงหรือยาตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อบรรเทาอาการแสบร้อน และการระคายเคืองในจุดที่ทำ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ 3 วัน เพราะอาจทำให้ผิวแห้ง และระคายเคืองได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการสครับผิวเป็นเวลา 1 สัปดาห์
  • หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรงบริเวณรักแร้เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เช่น การอาบแดด การอยู่ในพื้นที่กลางแจ้ง
  • งดโกน ถอน หรือแว็กซ์ขนรักแร้ อย่างน้อย 2 สัปดาห์

เลเซอร์ขนรักแร้ ที่ไหนดี ?

การเลือกสถานที่เลเซอร์ขนรักแร้เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะในการทำเลเซอร์ขนให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องทำต่อเนื่องหลายครั้ง หลาย ๆ คนจึงควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมด้วย ก่อนตัดสินใจซื้อคอร์สเลเซอร์ขนรักแร้

  • คลินิกความงามที่เปิดถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาต 11 หลักแสดงไว้ชัดเจน
  • ที่ตั้งของคลินิกความงามใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ หรืออยู่ในห้างสรรพสินค้า เดินทางสะดวก
  • ทำเลเซอร์ขนรักแร้กับแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ ที่ผ่านการอบรมใช้งานเครื่องเลเซอร์เท่านั้น
  • มีให้บริการเครื่องเลเซอร์ขนรักแร้ที่หลากหลาย และใช้เครื่องที่ได้มาตรฐาน
  • เปรียบเทียบราคาและโปรโมชันในแต่ละคลินิกว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ หากราคาต่ำมากเกินไป เสี่ยงเป็นเครื่องเลเซอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำแล้วไม่เห็นผล หรือผิวไหม้ได้

ประโยชน์ด้านอื่นของเลเซอร์ขนรักแร้ มีไหม ? 

นอกจากเลเซอร์ขนรักแร้จะช่วยลดจำนวนเส้นขนบริเวณรักแร้อย่างถาวรแล้ว ยังสามารถใช้แก้ปัญหาผิวใต้วงแขนได้อีกด้วย

  • รักแร้ขาวขึ้น : เลเซอร์สามารถใช้กำจัดขน และกำจัดเม็ดสีใต้วงแขน แก้ปัญหารอยคล้ำ หรือรอยดำจากการกำจัดขนไม่ถูกวิธี ปรับให้สีผิวกระจ่างใสขึ้น เพิ่มความมั่นใจเวลาแต่งตัว
  • ลดตุ่มหนังไก่ : รักแร้เป็นตุ่มรูขุมขนเหมือนหนังไก่ มักเกิดจากการโกนหรือแว็กซ์ ทำให้รูขุมขนขยายใหญ่ขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่กระตุ้นให้รูขุมขนรักแร้อุดตัน การทำเลเซอร์รักแร้จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจน รูขุมขนกระชับขึ้น ผิวกลับมาเรียบเนียน
  • ลดรอยพับ หรือรอยย่นรักแร้ : ผิวใต้วงแขนไม่เรียบเนียน มองเห็นเป็นรอยพับ มักเกิดจากการเสียดสีระหว่างผิวรักแร้กับเสื้อผ้า หรือการกำจัดขนด้วยการโกน ถอน และแว็กซ์ ความร้อนของเลเซอร์ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ปรับผิวให้เรียบเนียน
เลเซอร์ขนรักแร้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลเซอร์ขนรักแร้

เลเซอร์ขนรักแร้ เจ็บไหม ?

การทำเลเซอร์ขนรักแร้ไม่เจ็บครับ มักจะรู้สึกอุ่น ๆ หน่วง ๆ เวลายิงเลเซอร์ และเครื่องเลเซอร์ส่วนใหญ่จะมีระบบเป่าลมเย็นในระหว่างยิงพลังงาน เพื่อช่วยปกป้องผิวและบรรเทาความรู้สึกเจ็บปวด สำหรับใครที่กังวลเรื่องความเจ็บ สามารถแจ้งให้คลินิกแปะยาชา ทาเจลเย็น หรือประคบเย็นก่อนยิงพลังงานได้

เลเซอร์ขนรักแร้ กี่ครั้งเห็นผล อยู่ได้นานไหม ?

เลเซอร์ขนรักแร้สามารถเห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ขึ้นอยู่กับลักษณะเส้นขนของแต่ละคนร่วมด้วย และจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนเมื่อทำ 5-9 ครั้ง คือ เส้นขนขึ้นใหม่น้อยลง และเส้นบางลง แต่อาจมีบางเส้นขนที่ขึ้นมาใหม่บ้าง จึงควรทำซ้ำต่อเนื่อง เพื่อกำจัดขนให้หมด 
หลังทำเลเซอร์ต่อเนื่อง ผลลัพธ์อยู่ได้นานเฉลี่ย 1-2 ปีหรือนานกว่านั้น หลาย ๆ คนจึงนิยมซื้อเป็นคอร์สเลเซอร์ขนรักแร้ เพื่อให้การกำจัดขนมีประสิทธิภาพ และมีราคาถูกกว่าการจ่ายเป็นรายครั้ง

เลเซอร์ขนรักแร้ ทำบ่อยแค่ไหน ควรเว้นระยะอย่างไร ?

เลเซอร์ขนรักแร้แต่ละครั้งควรเว้นห่างกัน 4-8 สัปดาห์ครับ ในช่วงแรกที่เส้นขนยังมีความหนา มีสีเข้ม และขึ้นใหม่เร็ว อาจจำเป็นต้องทำทุก 4 สัปดาห์ แต่เมื่อเส้นขนเริ่มบางลง เส้นเล็กลง สามารถขยายเวลาได้นานขึ้นเป็นทุก 6-8 สัปดาห์
สำหรับใครที่ใจร้อน อยากทำเลเซอร์ขนรักแร้บ่อยกว่านั้น เพื่อให้เห็นผลลัพธ์เร็ว ๆ ไม่แนะนำครับ เพราะการทำเลเซอร์บ่อยเกินไป อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงตามมา เช่น ผิวแดง ผิวไหม้ หรือระคายเคืองได้ 

เลเซอร์ขนรักแร้ทำให้ผิวบางลงไหม ?

การทำเลเซอร์ขนรักแร้ ไม่ได้ทำให้ผิวบางลงครับ เพราะพลังงานของเครื่องเลเซอร์จะโฟกัสที่รากขนโดยตรง จึงไม่ทำให้ผิวบางหรือก่อให้เกิดอันตรายกับผิวรอบข้าง  

เลเซอร์ขนรักแร้แต่ละครั้ง ด้วยเครื่องเลเซอร์คนละแบบได้ไหม ?

การเลเซอร์ขนรักแร้ด้วยเครื่องเลเซอร์ที่แตกต่างกัน สามารถทำได้ครับ ไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียใด ๆ ในบางรายเคยใช้เครื่องเลเซอร์แบบหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่พอใจผลลัพธ์ สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่อง ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น พลังงานแรงและลงลึกได้มากขึ้น หากไม่แน่ใจว่าควรใช้เครื่องแบบใด ก็สามารถขอคำปรึกษาจากคลินิกความงามที่รับบริการได้


สรุป

เลเซอร์ขนรักแร้ เป็นวิธีการกำจัดขนใต้วงแขนได้อย่างถาวร เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก หมดปัญหาขนคุด ตุ่มหนังไก้ใต้วงแขน ช่วยให้คุณมั่นใจได้มากขึ้น สำหรับใครที่ตัดสินใจการทำเลเซอร์ขนรักแร้ และมองหาคอร์สทำเลเซอร์ขนรักแร้ ควรเลือกคลินิกความงามที่น่าเชื่อถือ ใช้เครื่องเลเซอร์ขนที่ได้มาตรฐาน และทำหัตถการกับแพทย์หรือ Specialist ที่ผ่านการอบรม เพียงเท่านี้ก็จะได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ และบริการปลอดภัยแล้วครับ

ซิลิโคนเจล ยารักษารอยแผลเป็นให้จางลงได้

ซิลิโคนเจล รักษาแผลเป็น

อาการบาดเจ็บบริเวณผิวหนังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก มีหลายสิ่งรอบตัวที่ล้วนทำให้เกิดแผลเป็นได้ เช่น อุบัติเหตุต่าง ๆ, การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด, การเป็นสิว เป็นต้น 

สำหรับอาการบาดเจ็บบนผิวหนังที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมจะนำมาซึ่งปัญหาของการมีรอยแผลเป็นที่คอยทำลายความมั่นใจในบุคลิกของตนเองยามเมื่อปรากฏบนส่วนที่สำคัญของร่างกาย เช่น ใบหน้า ลำคอ แขน ขา ทำให้ดูไม่สวยงามและอาจเกิดอาการคันอีกด้วย

แต่การดูแลรักษาเบื้องต้นที่เหมาะสมก็สามารถช่วยรักษาแผลเป็นให้จางลง ยกตัวอย่างเช่น การใช้ซิลิโคนเจล ที่จะช่วยลบรอยแผลเป็นบนผิวหนัง ซึ่งมันมีสรรพคุณอะไร และมีวิธีอะไรอีกบ้างที่ช่วยลบรอยแผลเป็นได้ หาคำตอบได้จากบทความนี้


สารบัญบทความ


การปฐมพยาบาลสำหรับแผลหลายประเภท

การรักษาแผลเป็นที่ดีที่สุด คือ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนที่รอยจะลุกลามจนกลายเป็นรอยแผลเป็น ซึ่งตัวการที่ไปเร่งให้เกิดรอยแผลเป็น คือ อาการแผลติดเชื้อ,รับประทานอาหารปรุงไม่สุก, อาหารหมักดอง, สูบบุหรี่, ดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งต้องระมัดระวัง หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้

การรักษาความสะอาดเป็นขั้นตอนแรกของการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่จะช่วยให้แผลหายไวยิ่งขึ้น พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลบ่อย ๆ เพื่อไม่ให้เกิดอาการอักเสบที่ทำให้หายยากยิ่งขึ้น พร้อมแนะนำให้หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ๆ ในช่วงที่มีแผลใหม่ภายในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกแผลจะได้ไม่เกิดการปริแตก สุดท้ายเมื่อแผลหายสนิทก็สามารถใช้ซิลิโคนเจลรักษาหากเกิดรอยแผลเป็นขึ้น

ซึ่งแผลก็มีอยู่หลายแบบ โดยการปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับรอยแผลต่าง ๆ มีดังนี

ซิลิโคนเจล ลบรอยแผลเป็น

แผลถลอก

ทำให้เกิดเป็นแผลเป็นทั่วไป ช่วงแรกจะมีสีคล้ำแต่สุดท้ายก็จะกลับมาเรียบเนียน และจางลงเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไปจนกลายเป็นแผลเป็นที่ดูไม่เด่นชัดนัก การดูแลรักษาให้ล้างแผลด้วยน้ำเกลือ ทาครีมทาแผลเป็นรอยดำ

แผลจากความร้อน (ไฟไหม้ ท่อไอเสีย น้ำร้อนลวก)

แผลที่มีสาเหตุมาจากความร้อน เช่น ไฟไหม้ ท่อไอเสีย น้ำร้อนลวก จะทำให้ผิวหนังที่อยู่รอบบาดแผลเกิดการหดตัวและดึงรั้ง มีลักษณะเป็นรอยแผลขรุขระ ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ดูคล้าย ๆ กับถูกดึงรั้ง การใช้แผ่นแปะซิลิโคนเจลบนแผลเพื่อรักษาความชุ่มชื้นสามารถลดรอยแผลเป็นให้จางลงได้

แผลจากของมีคม

แผลที่เกิดจากของมีคม เช่น แผลผ่าตัด จะมีลักษณะนูนขึ้นมาจากพื้นผิวหนังระดับปกติ เพราะคอลลาเจนถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมากเกินไป แต่ขอบเขตการเกิดนั้นจะเป็นไปในขอบเขตของบาดแผลเท่านั้น เราควรป้องกันการติดเชื้อ ทำความสะอาดรักษาแผลจนหายสนิทก่อนที่จะใช้ยาซิลิโคนเจลเพื่อทำให้แผลเป็นมีขนาดเล็กลงและดูกลมกลืนกับผิวมากที่สุด 

แผลจากสัตว์เลี้ยง

การปฐมพยาบาลขั้นต้นหลังสัตว์เลี้ยงกัดก็คือการล้างแผลจนสะอาด แล้วทำการสำรวจความรุนแรงของแผล โดยระดับความรุนแรง ประเมินได้ดังนี้

  • แผลไม่รุนแรง ให้ใช้ครีมทาแผลฆ่าเชื้อแล้วปิดแผล ควรทำแผลทุกวันจนหาย
  • แผลไม่ใหญ่มาก แต่มีอาการปวด หลังล้างแผลทำความสะอาด ให้รีบไปพบแพทย์
  • แผลฉีกขาดเลือดเยอะ ควรล้างแผลทำความสะอาด ห้ามเลือดแล้วรีบไปพบแพทย์

รอยแผลเป็นเกิดได้อย่างไร

รอยแผลเป็นนั้นเกิดจากกระบวนการตามธรรมชาติเมื่อผิวหนังได้รับบาดเจ็บก็จะมีการสมานและปิดแผลเพื่อแทนที่ผิวบาดเจ็บหรือเสียหาย รอยแผลเป็นจะเกิดในช่วงที่มีการปรับสภาพหลังแผลปิดสนิทประมาณ 2-3 สัปดาห์ จำนวนคอลลาเจนที่ไม่เป็นระเบียบและมีจำนวนมากจะทำให้เส้นใยไม่ยืดหยุ่นเพียงพอจึงเกิดเป็นรอยแผลเป็น

นอกจากนี้แล้วรอยแผลเป็นยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิดดังนี้

  1. แผลเป็นปกติ (normal) มีลักษณะเรียบ ซีด จะค่อย ๆ จางลงตามเวลา
  2. แผลเป็นที่มีลักษณะโตนูน จะมีอยู่ 2 แบบคือ แผลเป็นนูนเกิน (hypertrophic scar) และแผลเป็นคีลอยด์
  3. แผลเป็นที่ลึกบุ๋มลงไป (depressed scar) มีลักษณะเป็นร่องหรือรูบุ๋มลงไปใต้ผิวหนัง
  4. แผลเป็นที่มีการหดรั้งร่วมด้วย (scar contracture) ลักษณะของแผลจะดึงรั้งผิวโดยรอบให้ดูผิดรูป

รอยแผลเป็นที่กล่าวเบื้องต้นนี้สามารถทำให้ลดเลือน เรียบเนียน จางลงได้ทั้งนี้ขึ้นกับขนาด และความลึก แต่ไม่สามารถทำให้หายไปหมดได้ การรักษาแผลเป็นอาจทำได้ด้วยตัวเองโดยการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลรอยแผลเป็นที่มีขายในท้องตลาด เช่นซิลิโคนเจลที่เป็นทั้งแผ่นแปะและยาทานั่นเอง

รักษาแผลเป็น


รักษารอยแผล ด้วยวิธีใด เหมาะกับแผลประเภทไหน

เพื่อจะได้ลบรอยแผลเป็นที่เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การผ่าตัด ทำเลเซอร์ อุบัติเหตุ ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เป็นสิว ฯลฯ คนไข้สามารถเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งในการรักษาแผลเป็นที่เราจะมาแนะนำให้รู้จักดังต่อไปนี้เพื่อเป็นการลดรอยแผลเป็น หรืออาจเป็นหลาย ๆ วิธีร่วมกันได้

โดยทั่วไปแล้วถ้าบาดแผลเกิดลึกถึงชั้นหนังแท้ หรือเป็นแผลติดเชื้อถึงชั้นหนังแท้ ก็อาจจะทำให้เกิดแผลเป็นขึ้นได้ สำหรับวิธีลดรอยแผลเป็น จากที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าสามารถใช้ซิลิโคนเจลได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายวิธี โดยสามารถเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งที่เหมาะสมกับแผลซึ่งเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกัน หรืออาจใช้หลายวิธีร่วมกันก็ได้เพื่อให้รอยแผลจางลงให้มากที่สุด

การเลเซอร์แผลเป็น (Laser therapy)

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่แพทย์ต้องเป็นผู้รักษาด้วยการยิงเลเซอร์ส่งพลังงานความร้อนผ่านชั้นผิวลงไปทำลายเนื้อเยื่อที่นูนขึ้นมาให้เรียบขึ้น

การฉีดยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Intralesional corticosteroid)

เป็นวิธีลดรอยแผลเป็นนูนใหญ่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยแพทย์จะเป็นผู้ฉีดยาสเตียรอยด์ไปยังแผลนูนโดยตรง ตัวยาที่ฉีดเข้าไปจะช่วยลดอาการอักเสบที่ทำให้เกิดแผลคีลอยด์ได้ ช่วยให้แผลนุ่ม ยุบ และแบนราบในที่สุด วิธีนี้จะเห็นผลก็ต่อเมื่อทำภายใน 1 ปีหลังจากบาดเจ็บมีแผลการใช้งาน : ควรฉีดประมาณ 1 ครั้งต่อเดือน ความถี่จะขึ้นอยู่กับอาการตอบสนองของยา

การผ่าตัดแผลเป็น

การใช้วิธีผ่าตัดเป็นการลดรอยแผลเป็นเพื่อให้ดูดีขึ้น สำหรับการผ่าตัดนั้นทำได้ 2 วิธีคือ ผ่าตัดออกเป็นเส้นตรง หรือตัดออกเป็นรูปซิกแซกเพื่อเอาแผลเก่าออกแล้วเย็บเป็นแผลใหม่อีกครั้ง หรือ ผ่าตัดเพื่อลดขนาดของแผลเป็นให้เล็กลง อาจมีการผ่าตัดมากกว่า 1 ครั้งก็ได้ ปกติแล้วจะใช้ร่วมกับการฉีดยา หรือปิดด้วยแผ่นซิลิโคนเจลแผ่นก็ได้

การใช้แผ่นซิลิโคนเจล (Silicone gel sheet)

เป็นวิธีรักษาแผลเป็นด้วยการปิดแผ่นซิลิโคนเจลบนแผลที่ปิดสนิทแล้ว หรือหลังจากที่ได้ตัดไหมเรียบร้อยแล้ว วิธีนี้จะช่วยรักษาความชุ่มชื้น ลดอาการอักเสบ ลดการสร้างคอลลาเจนของเซลล์ผิวหนังที่เป็นสาเหตุให้เกิดเป็นรอยแผลนูนเกิน ทั้งยังสามารถปรับสีของผิวบริเวณแผลเป็นให้จางลง และแบนราบลงได้ด้วย 

การใช้งาน : ให้แปะแผ่นซิลิโคนเจลต่อเนื่องอย่างน้อยวันละ 12 ชั่วโมงเป็นเวลานานอย่างน้อย 6-12 เดือน

การใช้ผลิตภัณฑ์ซิลิโคนเจลลดรอยแผลเป็น

ผลิตภัณฑ์ซิลิโคนเจลที่เป็นยาทารอยแผลเป็นนั้นเป็นได้ทั้งเจลทาแผลเป็น และครีมทาแผลเป็น การดูแลด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายสะดวกสบายเพราะหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไป มีวิธีการใช้ง่าย การพกพาก็สะดวก เพียงแต่ต้องเลือกซื้อซิลิโคนเจลที่เหมาะกับแผลเป็นที่มีด้วย

การใช้งาน : ให้ทาต้องทาเช้าเย็นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 6-12 เดือนหลังแผลหาย


สรุปประโยชน์จากซิลิโคนเจล

สำหรับซิลิโคนเจลนั้นไม่ว่าจะเป็นยาทารอยแผลเป็นหรือแบบแผ่นแปะก็จะมีคุณสมบัติเหมือน ๆ กันคือ ช่วยรักษารอยแผลเป็นนูนให้แลดูเรียบเนียนขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถช่วยลดความเจ็บปวดได้ เพียงแต่ว่าแบบชนิดทาสามารถลดอาการคันได้ดีกว่าแบบแปะ นอกเหนือจากนี้ควรดูแลแผลให้สะอาดและชุ่มชื้นอยู่เสมอ ห้ามกด บีบ แคะตุ่มสิว

อาหารเสริมผู้สูงอายุ ที่ดีต่อสุขภาพในปี 2024 มีอะไรที่น่าสนใจและคู่ควรกับผู้สูงอายุบ้าง

อาหารเสริมผู้สูงอายุ

ร่างกายของผู้สูงอายุนั้นจะเสื่อมสภาพลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องได้รับการดูแลมากเป็นพิเศษ นอกจากเรื่องของโภชนาการอาหารแล้ว ก็ยังต้องบำรุงด้วยอาหารเสริมผู้สูงอายุ  ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ปัจจุบันก็มีอาหารเสริมผู้สูงอายุที่จำหน่ายด้วยกันหลายประเภท เช่น อาหารเสริมผู้สูงอายุ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง อาหารเสริมผู้สูงอายุเบื่ออาหาร  อาหารเสริมผู้สูงอายุกระดูก อาหารเสริมกล้ามเนื้อผู้สูงอายุ และอาหารเสริมผู้สูงอายุประเภทอื่น ๆ นอกจากจะมีประโยชน์แล้วยังมีความจำเป็นต่อร่างกายผู้สูงอายุอีกด้วย 

ความจำเป็นของอาหารเสริมผู้สูงอายุนั้นจะมีมากน้อยแค่ไหน มีประโยชน์อย่างไร ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ หรือไม่ ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับอาหารเสริมผู้สูงอายุคืออะไร พร้อมแนะนำแบรนด์อาหารเสริม 5 อันดับที่ดีต่อสุขภาพของผู้สูงอายุมาฝากกันอีกด้วย


อาหารเสริมผู้สูงอายุมีความจำเป็นมากแค่ไหน?

หลายคนอาจยังไม่เข้าใจว่าอาหารเสริมผู้สูงอายุจำเป็นต่อร่างกายอย่างไร โดยพื้นฐานแล้วร่างกายของคนเราเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ระบบต่าง ๆ ในร่างกายก็จะเสื่อมสภาพลง อาหารที่เคยชอบทาน หรือทานได้เยอะ ๆ ก็จะทานน้อยลง ทำให้ร่างกายรับสารอาหารไม่เพียงพอและไม่ครบถ้วน และเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา อีกทั้งปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้การกินอยู่ของผู้สูงอายุเปลี่ยนไป สิ่งที่จะช่วยให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นก็คือ อาหารเสริมผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุหลายคนก็หันกลับมาสนใจอาหารเสริมผู้สูงอายุกันจำนวนมากขึ้น

และยิ่งอายุมากขึ้นร่างกายของเราก็จะมีการผลิตสารต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายลดลง ซึ่งประโยชน์จากอาหารเสริม หรือวิตามินผู้สูงอายุก็จะมีส่วนประกอบต่าง ๆ ตามที่ร่างกายต้องการ เช่น วิตามิน กรดอะมิโน กรดไขมัน แร่ธาตุ สารสกัดจากพืชและสัตว์ทำให้การทานอาหารเสริมผู้สูงอายุจึงจำเป็นอย่างมากกับร่างกายของพวกเขา


ประโยชน์ของอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุ มีอะไรบ้าง

ประโยชน์ของอาหารเสริมผู้สูงอายุมีหลายอย่าง และหลากหลายยี่ห้อเป็นอย่างมากด้วยความต้องการของท้องตลาด และตามปัญหาทั่วไปของผู้สูงอายุ จะมีทั้งอาหารเสริมผู้สูงอายุ อ่อนเพลียไม่มีแรง, อาหารเสริมแคลเซียมผู้สูงอายุ, อาหารเสริมบํารุงกระดูกผู้สูงอายุ, อาหารเสริมคนแก่เบื่ออาหาร และประเภทอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งโดยรวมแล้วอาหารเสริมผู้สูงอายุจะมีประโยชน์ ดังต่อไปนี้

  • อาหารเสริมผู้สูงอายุช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน และช่วยลดการเสื่อมสลายของแคลเซียมในร่างกายได้
  • อาหารเสริมผู้สูงอายุจะช่วยเสริมสร้างวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถผลิตได้เอง เช่น วิตามินบี วิตามินซี สังกะสี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายโดยไปช่วยเสริมความแข็งแรงของเม็ดเลือดขาว ทำให้เม็ดเลือดขาวกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 
  • อาหารเสริมผู้สูงอายุยังสามารถช่วยแก้อาการคนแก่เบื่ออาหาร กินอาหารน้อยได้อีกด้วย
  • อาหารเสริมผู้สูงอายุช่วยเสริมโคเอนไซม์ คิวเทน (CoQ10) เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย  ช่วยป้องกันบรรเทาโรค รวมถึงอาการต่าง ๆ ที่พบมากในผู้สูงอายุเช่น โรคหัวใจ โรคความผิดปกติทางสมอง (อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน) โรคความดันโลหิตสูง 

สารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ

ก่อนเลือกอาหารเสริมผู้สูงอายุ คุณควรรู้ก่อนว่าสารอาหาร หรืออาหารเสริมที่จำเป็นสำหรับร่างกายผู้สูงอายุมีอะไรบ้าง เพื่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายที่ดีขึ้น โดยมีสารอาหารที่จำเป็นดังต่อไปนี้

  • ผู้สูงอายุต้องการวิตามินซี ที่จะช่วยในเรื่องของการต้านอนุมูลอิสระ
  • ผู้สูงอายุต้องการวิตามินบี ที่จะช่วยบำรุงประสาทและสมอง ช่วยเพิ่มความทรงจำและสามารถช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  • ผู้สูงอายุควรได้รับอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สารสื่อประสาทโคลิน เลซิติน และวิตามินบีต่างๆ ได้แก่ บี1 บี6 และบี12 เป็นต้น เพื่อป้องกันการชาตามปลายมือปลายเท้า 
  • ผู้สูงอายุต้องการโปรตีน แคลเซียม วิตามินดี เค และแมกนีเซียม เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และชะลอความเสื่อมของกระดูก 

แนะนำอาหารเสริมและวิตามินสำหรับผู้สูงอายุ ยี่ห้อไหนดีในปี 2024

อาหารเสริมผู้สูงอายุมีความจำเป็นอย่างมากต่อสุขภาพของผู้ที่อายุมากขึ้น และในปัจจุบันก็มีหลายแบรนด์ที่ผลิตอาหารเสริมผู้สูงอายุออกมาจำหน่ายตามท้องตลาด ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำอาหารเสริมและวิตามินสำหรับผู้สูงอายุว่ามียี่ห้อไหนน่าสนใจบ้างในปี 2024

1. Biopharm Entrasol Platinum

Biopharm Entrasol Platinum

อาหารเสริมผู้สูงอายุที่ได้รับความนิยมจากยี่ห้อ Biopharm อย่าง เอนทราซอล (Entrasol) ที่อุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายหลากหลายชนิด ได้แก่  โปรตีน 12 กรัม ไฟเบอร์ 4 กรัม วิตามินและแร่ธาตุรวม 21 ชนิด โดยอาหารเสริมตัวนี้จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและร่างกายให้แข็งแรงด้วยเอนทราซอล พร้อมช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ เป็นโปรตีนที่ทานง่าย รสชาติอร่อย เป็นสูตรละลายได้ทั้งในน้ำอุ่นและน้ำปกติ 

2. Centrum Silver 50+

Centrum Silver 50+

อาหารเสริมผู้สูงอายุผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเซนทรัม ซิลเวอร์ 50+ เหมาะกับผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป จุดเด่นของผลิตภัณฑ์จะประกอบด้วยวิตามินและเกลือแร่รวม 23 ชนิด พร้อม เบต้า-แคโรทีน ลูทีน และไลโคปีน ให้วิตามินเอ ในรูปแบบเบต้า-แคโรทีน เป็นวิตามินสำหรับผู้สูงอายุที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เหมาะกับผู้ป่วยฟื้นไข้ รับประทานอาหารไม่เพียงพอ และเหมาะกับเป็นอาหารเสริมผู้สูงอายุ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง

3. Nestle Boost Optimum

Nestle Boost Optimum

อาหารเสริมผู้สูงอายุ Nestle Boost Optimum เป็นอาหารเสริมผู้สูงอายุแบบชงดื่ม ประกอบเวย์โปรตีน กรดอะมิโนที่จำเป็น มีแลคโตบาซิลลัสและพาราคาเซอิ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์โพรไบโอติก มีใยอาหาร วิตามินอีและสารอาหารรวม 29 ชนิด สามารถช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมโภชนาการให้เพียงพอ เช่นผู้สูงอายุ  ผู้ป่วยหรือผู้ที่อยู่ในระยะพักฟื้น 

4. Ensure Gold

Ensure Gold

อาหารเสริมผู้สูงอายุเอนชัวร์ โกลด์ กลิ่นวานิลลา เป็นอาหารเสริมชนิดผงชงดื่มที่มีสูตรครบถ้วนทั้ง เอช เอ็ม บี พร้อมวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร สามารถใช้เป็นอาหารมื้อหลัก หรือเป็นมื้อเสริม เพื่อให้ได้รับสารอาหารและพลังงานที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน และช่วยส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรง

5. Zenji เห็ดหลินจือสกัด LINGZHI ROSEHIP

Zenji เห็ดหลินจือสกัด LINGZHI ROSEHIP

อาหารเสริมผู้สูงอายุ Zenji เห็ดหลินจือสกัด LINGZHI ROSEHIP ช่วยบำรุงร่างกายให้มีกำลังวังชาตั้งแต่ตอนเช้า ไม่ง่วงเหงาหาวนอน เป็นอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุผลิตมาจากเห็ดหลินจือแดงสายพันธุ์ อีกทั้งยังมีอีกต่อหนึ่งซึ่งมาจากโรสฮิปสกัด ให้วิตามินซีธรรมชาติชนิดเข้มข้น มากกว่าวิตามินซีที่มีอยู่ในส้มถึง 20 เท่า 


ข้อควรรู้! ก่อนซื้ออาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุต้องดูอะไรบ้าง?

ด้วยแบรนด์อาหารเสริมผู้สูงอายุในปัจจุบันค่อนข้างเยอะพอสมควร ทำให้ก่อนการซื้ออาหารเสริมนั้นคุณควรมีวิธีการเลือกเพื่อให้เหมาะกับสุขภาพร่างกายมากที่สุด ดังนี้

  • เลือกอาหารเสริมผู้สูงอายุโดยดูจากชื่อของอาหาร
  • เลือกอาหารเสริมผู้สูงอายุที่มีการรับรองที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยในการรับประทาน
  • เลือกอาหารเสริมผู้สูงอายุโดยสังเกตจากชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ 
  • เลือกอาหารเสริมผู้สูงอายุตามปริมาณสารอาหารที่เพียงพอกับร่างกายทั้งปริมาณ และประเภทของสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ 
  • ควรเลือกอาหารเสริมผู้สูงอายุที่มีข้อความว่า “การได้รับสารอาหารต่าง ๆ นั้นควรได้รับจากการบริโภคอาหารหลักที่หลากชนิด ครบทั้ง 5 หมู่ และเป็นสัดส่วนที่พอเหมาะ”

สรุปอาหารเสริมผู้สูงอายุ ดูแลสุขภาพให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายของผู้สูงอายุก็คืออาหารเสริม เนื่องจากเมื่ออายุเพิ่มขึ้นร่างกายของเราก็จะมีประสิทธิภาพที่ลดลง การทานอาหารก็จะยากขึ้น ทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ดังนั้นอาหารเสริมผู้สูงอายุจึงจำเป็นอย่างมากที่จะช่วยเสริมสร้างสารอาหารที่จำเป็นให้กับร่างกาย ช่วยบำรุงร่างกายให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้

5 สิ่งควรรู้ ก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ ที่ไหนดี ? เพื่อผลลัพธ์ที่ดี คุ้มค่า ปลอดภัย

ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี

อยากฉีดฟิลเลอร์แต่ไม่รู้ว่าจะ ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ? เลือกหมออย่างไร ? หมอคนไหนเก่ง ? เรามีคำแนะนำฝาก เพราะการฉีดฟิลเลอร์ใช่ว่าจะฉีดกับใครที่ไหนก็ได้ จำเป็นต้องฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการฉีดฟิลเลอร์เท่านั้น เพื่อให้ผลลัพธ์หลังฉีดมีประสิทธิภาพ สวยงาม ปลอดภัย คุ้มค่าเงินที่จ่ายไป 


5 สิ่งควรรู้ ก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ 

ก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ? เราอยากให้เข้าใจก่อนว่า การฉีดฟิลเลอร์ เป็นหัตถการที่ต้องอาศัยฝีมือร่วมกับประสบการณ์ในการฉีดของแพทย์ ต้องใช้ทั้งศาสตร์ความรู้ด้านกายวิภาคและศิลปะในการออกแบบปรับรูปหน้า เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม มีความปลอดภัย และเมื่อต้องเลือกว่า จะฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ? เรามี 5 สิ่งควรพิจารณาก่อนเข้าใช้บริการดังนี้ 

1. ฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์ที่มีประสบการณ์ 

การจะฉีดฟิลเลอร์เพื่อปรับรูปหน้า และคืนความอ่อนเยาว์ให้ได้ดูเป็นธรรมชาติ สวยงาม ตัวแพทย์ผู้ฉีดจำเป็นต้องรู้สาเหตุของปัญหาที่แท้จริง เพื่อวางแผนฉีดฟิลเลอร์ได้ถูกตำแหน่ง ถูกชั้นผิว เลือกใช้เนื้อฟิลเลอร์รวมถึงปริมาณการใช้ได้อย่างเหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะออกมาดูเป็นธรรมชาติ ใบหน้าเข้ารูปและอ่อนเยาว์ ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับเจ้าของใบหน้าได้หลังฉีด  

ฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์มากประสบการณ์

นอกจากนี้แพทย์ที่มีประสบการณ์การฉีดฟิลเลอร์ มักจะมีเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ การลงน้ำหนักมือในการฉีดได้อย่างพอเหมาะ มือเบา จึงช่วยลดอาการบวมช้ำหลังฉีดฟิลเลอร์ได้อย่างดี 

แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าหมอเก่ง หมอมีประสบการณ์ ? 

ปัจจุบันการฉีดฟิลเลอร์เป็นที่นิยมมากขึ้น ทำให้เราสามารถสืบค้นข้อมูล เลือกฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ที่มีหมอเก่ง ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น เว็บไซน์  เฟซบุ๊กเพจ เฟซบุ๊กกลุ่ม ที่ออกมาแชร์เรื่องราวการฉีดฟิลเลอร์ รวมถึงบอกชื่อแพทย์ บอกพิกัดคลินิก ให้ตามไปใช้บริการได้หากสนใจ ซึ่งวิธีการดูแม้จะมีการเชียร์ให้ทำกับหมอคนนั้น คนนี้ แนะนำให้เช็กประวัติหมอท่านนั้นด้วย มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะหรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อ-นามสกุลได้จากฐานข้อมูลแพทยสภา https://checkmd.tmc.or.th/  

อีกหนึ่งเรื่องที่ต้องตรวจเช็กคือ แพทย์ท่านนั้นเป็นแพทย์ประจำคลินิกนั้น ๆ หรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันยังมีแพทย์ที่รับจ้างฉีดตามคลินิกความงาม ทำให้หลังฉีดหากมีข้อสงสัย หรือมีปัญหา การตามตัวหรือดำเนินการแก้ไขปัญหาอาจเป็นไปได้ยาก แนะนำให้เลือกใช้บริการกับแพทย์ที่อยู่ประจำคลินิกนั้น ๆ  

ข้อควรรู้ : ร้านสปา ร้านนวด ร้านเสริมสวย ไม่สามารถให้บริการฉีดฟิลเลอร์ได้ เพราะผิดกฏหมายและเข้าข่ายคลินิกเถื่อน ปัจจุบันยังพบว่ามีการโฆษณาผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ชักชวนให้เข้ารับบริการฉีดฟิลเลอร์ โบท็อก รวมถึงวิตามินผิวต่าง ๆ  โดยอ้างว่าผู้ให้บริการเป็นแพทย์จริง พร้อมแสดงเลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเพื่อให้น่าเชื่อถือ กรณีนี้ถือว่าผิดกฏหมาย และแพทย์จริง ๆ ก็จะไม่รับให้บริการในลักษณะนี้เช่นกัน  จึงไม่แนะนำให้เข้ารับบริการ

2. ฉีดฟิลเลอร์ด้วยผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์แท้ 

การฉีดฟิลเลอร์ไม่ว่าจะตำแหน่งใด ต้องใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ผ่านอย. ในประเทศไทยอย่างถูกต้องเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกใช้หลายยี่ห้อ จากหลายประเทศ และราคาที่แตกต่างกัน 

เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์แท้มากขึ้น ฟิลเลอร์แท้คืออะไร ? ฟิลเลอร์แท้คือ ฟิลเลอร์ ประเภทสาร Hyaluronic Acid (HA) เป็นฟิลเลอร์ที่ปลอดภัยและได้รับความนิยมมากที่สุด สามารถสลายไปเองได้ ฉีดใหม่ได้เรื่อย ๆ มีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีให้เลือกหลายยี่ห้อที่ผ่านอย. โดยยี่ห้อที่ได้รับความนิยมและแพทย์ทั่วโลกเลือกใช้ เช่น 

  • ฟิลเลอร์ยี่ห้อ Restylane จากสวีเดน
  • ฟิลเลอร์ยี่ห้อ Juvederm จากอเมริกา
  •  ฟิลเลอร์ยี่ห้อ Perfectha จากฝรั่งเศส
  • ฟิลเลอร์ยี่ห้อ Belotero จากสวิตเซอร์แลนด์
  • ฟิลเลอร์ยี่ห้อ Definisse จากอิตาลี

ตัวอย่างยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ผ่านอย .

ยี่ห้อฟิลเลอร์แท้

สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี คือ ฟิลเลอร์ที่ไม่ผ่านการลงทะเบียน ฟิลเลอร์หิ้วที่ลักลอบนำเข้ามา  ถึงแม้จะเป็นฟิลเลอร์ HA ก็ถือว่าเป็นฟิลเลอร์ปลอม เพราะตัวยาไม่อยู่ในการควบคุม มีการจัดเก็บ ขนส่งที่ไม่เหมาะสม อุณหภูมิการเก็บรักษาไม่คงที่ ทำให้ตัวยาเสื่อมคุณภาพและเป็นอันตราย ต่อร่างกายเพราะตัวยากลายเป็นสิ่งแปลกปลอม เมื่อนำมาฉีดอาจส่งให้เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ หรือผลข้างเคียงอื่น ๆ ตามมาได้  

ฉีดฟิลเลอร์แท้

คำถามต่อมา แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าคลินิกนั้น ๆ ใช้ฟิลเลอร์แท้ ที่นำเข้าอย่างถูกต้อง ?  วิธีตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี เพื่อให้ได้ฟิลเลอร์แท้ เบื้องต้นให้เลือกคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ ที่มีการแจ้งยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ใช้อย่างชัดเป็นหลัก จากนั้นก่อนฉีดสามารถขอให้หมอแกะกล่องให้ดูต่อหน้า หรือขอตรวจเช็กฟิลเลอร์ก่อนฉีด ซึ่งวิธีสังเกตว่าเป็นฟิลเลอร์แท้หรือไม่ มีดังนี้ 

  • ฟิลเลอร์ยี่ห้อนั้นต้องมีเลขทะเบียนอย. และมีเอกสารกำกับภาษาไทยอยู่ภายในกล่อง
  • มีเลข Lot ที่กล่อง เลข Lot ที่หลอด เลข Lot ที่สติกเกอร์ ต้องตรงกัน
  • บอกวันหมดอายุอย่างชัดเจน
  • ฟิลเลอร์บางยี่ห้อ เช่น ฟิลเลอร์ Restylane จะสามารถสแกน QR Code ด้วยแอปพลิเคชัน  Eztraker เพื่อตรวจสอบฟิลเลอร์แท้ได้ 
  • สามารถโทรสอบถามเลข Lot ได้ที่บริษัทนำเข้าของแต่ละยี่ห้อฟิลเลอร์ เช่น ฟิลเลอร์ Juvederm สามารถติดต่อสอบถามได้ที่บริษัทแอลเลอร์แกน (ประเทศไทย) ฟิลเลอร์ Restylane สามารถสอบถามได้ที่บริษัทกัลเดอร์มา (ประเทศไทย) เป็นต้น

3. ฉีดฟิลเลอร์ภายใต้คลินิกที่น่าเชื่อ 

ก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ควรพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ ของคลินิกที่สนใจอย่างละเอียด เพื่อความมั่นใจและความปลอดภัย ดังนี้ 

  • คลินิกมีชื่อแสดงชัดเจน เป็นคลินิกที่เปิดให้บริการอย่างถูกต้อง มีเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก สามารถนำชื่อคลินิกไปตรวจสอบสถานพยาบาลเอกชนที่ได้รับอนุญาต บนเว็บไซต์ https://hosp.hss.moph.go.th/ 
  • บรรยากาศคลินิกสะอาด สว่าง ไม่อึดอัด มีห้องทำหัตถการกว้างขวาง เครื่องมือทางการแพทย์ครบครัน ทันสมัย  
  • คลินิกมีการแจ้งชื่อแพทย์ผู้ฉีดอย่างชัดเจน และแพทย์ผู้ฉีดมีประสบการณ์ด้านการฉีดฟิลเลอร์ สามารถเช็กประวัติ และตรวจสอบเลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ที่เว็บไซต์ของแพทยสภา 
  • ใช้ฟิลเลอร์แท้ ยี่ห้อมาตรฐาน ผ่านการรับรองความปลอดภัยจาก อย. สามารถตรวจสอบกับบริษัทนำเข้าได้
  • มีรีวิวจากผู้ใช้บริการคลินิกนั้น ๆ จริง และมีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่หน้าม้า 
  • หากติดต่อสอบถามไปยังคลินิก ทางคลินิกจะต้องแจ้งข้อมูลชัดเจน ไม่ปิดบัง เช่น ถามชื่อแพทย์ผู้ฉีด ถามยี่ห้อฟิลเลอร์ ถามราคาโปรโมชันเป็นต้น 

4. ก่อนฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดีต้องเช็กรีวิว 

การเช็กรีวิวก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ที่สำคัญปัจจุบันทำได้ง่าย มีการแชร์ข้อมูลข่าวสารการใช้บริการมากมาย เราสามารถนำชื่อคลินิกไปหาข้อมูลได้อย่างสะดวกสบาย เมื่อพบข้อมูลแล้ว ก็ควรดูความน่าเชื่อถือด้วย ไม่ควรดูแค่รีวิวสวย ๆ ทำแล้วดี หรือรีวิวแจ้งราคาถูก ๆ โดยเฉพาะรีวิวที่คลินิกเป็นผู้โพสต์เพียงอย่างเดียว เพราะก็จะเห็นแต่เคสสวย ๆ ที่ได้ผลดีเอามาโชว์ ซึ่งเคสสวย ๆ ที่โชว์ 10 เคส จริง ๆ แล้วอาจจะมีเคสหลุดที่ไม่ได้โชว์เป็น 100 เคสก็ได้ 

ดังนั้น ควรดูรีวิวอย่างละเอียด เช็กผลลัพธ์หลังทำ ภาพถ่าย Before-After เป็นอย่างไร แต่งรูปหรือไม่ แนะนำให้สังเกตด้วยว่า Before-After ที่แสดง มีการแต่งหน้าที่แตกต่างกันหรือไม่ เพราะรีวิวส่วนใหญ่ รูป Before จะเป็นหน้าสด แต่รูป After จะแต่งหน้าแบบจัดเต็ม ดูสวยพร้อม ทำให้คนที่ดูรีวิวคาดหวังผลการรักษาที่เกินจริงได้ 

5. ราคาฉีดฟิลเลอร์มาตรฐาน 

ราคาค่าใช้จ่ายมีผลต่อการตัดสินใจก็จริง  แต่การจะฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ที่ไหนคุ้ม จะมองที่ราคาถูก ๆ เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะราคาฉีดฟิลเลอร์ที่ถูกมาก ๆ มีโปรเหมา ๆ ไม่จำกัด CC  เสี่ยงเจอหมอปลอม ยาปลอม 

สิ่งที่ควรรู้คือ การฉีดฟิลเลอร์ปรับรูปหน้า หรือลดริ้วรอยร่องลึก ต้องใช้ 1. ตัวยาฟิลเลอร์ 2.ใช้ความสามารถแพทย์ 3. ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ 4. ใช้เจ้าหน้าที่-พนักงานลูกมือ  ทั้งหมดนี้ล้วนมีค่าใช้จ่าย 

  • ตัวยาฟิลเลอร์มีค่าต้นทุน
  • แพทย์มีค่ามือ ค่าวิชาชีพ แพทย์ที่มีชื่อเสียง ฝีมือดี ค่ามือย่อมสูงขึ้น 

 กรณีฉีดฟิลเลอร์ราคา 1 พันบาทต้น ต่อ 1 CC เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะราคาต้นทุนฟิลเลอร์แพงกว่ามาก แม้จะแจ้งว่าเป็นฟิลเลอร์เกาหลี ราคาก็จะไม่ถูกมาก เพราะโดยปกติราคาฉีดฟิลเลอร์เกาหลี ตามราคามารตรฐานจะอยู่ที่ 6,000 บาทขึ้นไป ต่อ 1 CC  แต่ถ้าคลินิกดัง หมอมีชื่อเสียง ราคาเฉลี่ยอยู่ 7500 บาทขึ้นไป ต่อ 1 CC 

ฟิลเลอร์ราคาถูก

 เพื่อความปลอดภัย ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ราคาควรอยู่ในระดับมาตรฐาน กรณีพบราคาโปรโมชันถูก ๆ ควรเช็กชื่อหมอ เช็กยี่ห้อฟิลเลอร์ รวมถึงเช็กรีวิวอื่น ๆ ประกอบอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้พลาดใช้ฟิลเลอร์ ฟิลเลอร์หิ้ว หมอเถื่อน ที่สร้างผลเสียหลังฉีดตามมาได้  


สรุป

ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี ความปลอดภัยควรมาเป็นอันดับ 1 พิจารณาเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน  ให้บริการทำหัตถการโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ ใช้ตัวยาฟิลเลอร์แท้ ที่เหมาะกับตำแหน่งฉีด เพื่อให้ผลลัพธ์หลังการฉีดออกมาดี ดูเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย คุ้มค่า คุ้มราคาที่สุด