สรรพคุณและประโยชน์ของ มะเขือเทศ ( Tomato )

สรรพคุณและประโยชน์ของมะเขือเทศ (Tomato)
มะเขือเทศมีสารไลโคปีนที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

มะเขือเทศ ( Tomato )

มะเขือเทศ ( Tomato ) คือ ผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่ามีความโบราณที่สุด เพราะมีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยในตอนแรกนั้น มะเขือเทศก็เป็นเพียงแค่วัชพืชที่ขึ้นท่ามกลางไร่มันสำปะหลังและไร่ถั่ว ซึ่งไม่ได้รับความสนใจมากนัก จนต่อมาได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ตามธรรมชาติ มนุษย์จึงได้เริ่มนำมาเพาะปลูกเป็นอาหาร โดยชนพื้นเมืองที่นำมะเขือเทศมาปลูกอย่างแพร่หลายเป็นครั้งแรก ก็คือชาวพื้นเมืองเอซเท็ค ( Aztecs ) ในประเทศเม็กซิโกนั่นเอง  ซึ่งในช่วงเวลาต่อมาที่กองทัพสเปนได้เข้าไปบุกยึดประเทศเม็กซิโกมาเป็นอาณานิคม ก็ได้มีการนำมะเขือเทศกลับไปปลูกที่ประเทศสเปนด้วย จากนั้นมะเขือเทศจึงค่อยๆ กลายเป็นที่รู้จักและนิยมกันอย่างแพร่หลาย   

มะเขือเทศ ชื่อสามัญ : Tomato

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lycopersicon Esculentum Mill.

จัดอยู่ในวงศ์มะเขือ : ( SOLANACEAE )

การเรียกชื่อมะเขือเทศ

แต่เดิมชาวเอซเท็ค จะเรียกมะเขือเทศว่า Tomat ในขณะที่คนสเปนเรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า Tomate ซึ่งเริ่มแรกที่มะเขือเทศเข้ามาสู่ชาวยุโรปนั้น ก็มีการเรียกชื่อมะเขือเทศว่า Love Apple ที่แปลว่าแอปเปิ้ลแห่งความรัก หรือแอปเปิ้ลทอง นั่นก็เพราะชาวฝรั่งเศสได้ฟังชื่อแอปเปิ้ลเพี้ยนมาจากภาษาอิตาเลียน ที่เรียกมะเขือเทศว่า Pomi Dei Mors โดยเพี้ยนไปเป็น Pomme d’ Amour ที่แปลว่าแอปเปิลแห่งความรัก และถึงแม้ว่ามะเขือเทศจะมีการบัญญัติให้ใช้ชื่อตามหลักสากลว่า Tomato แต่ในภาษาเยอรมันก็ยังคงเรียกมะเขือเทศว่า แอปเปิ้ลรัก กันอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว

และจากชื่อของมะเขือเทศดังกล่าว ก็ทำให้หลายคนมีความเข้าใจว่ามะเขือเทศเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณในการกระตุ้นกำหนัด หนุ่มสาวชาวอังกฤษจึงนิยมมอบมะเขือเทศสีแดงให้กับคนรัก เพื่อแสดงถึงความรักและความเสน่หาที่ตนมีให้กับคนรักนั่นเอง นอกจากนี้สำหรับผู้หญิงที่ยังโสด ไร้ชายใดมาเคียงคู่ ก็จะนำเอาเมล็ดของมะเขือเทศที่ตากจนแห้งแล้วมาห่อไว้ในผ้าพันคอแล้วพกติดกายตลอดเวลา เพราะเชื่อยาจะเป็นยาเสน่ห์ที่สามารถดึงดูดเพศตรงข้ามให้มาหลงรักได้ดี

นอกจากนี้ชื่อมะเขือเทศในภาษาอังกฤษ ก็จะเรียกกันว่า Tomato ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาสเปนและภาษาชาวพื้นเมืองเอซเท็ค จึงเริ่มแรกนั้นก็มีการเรียกเพี้ยนกันออกไปบ่อยๆ จึงได้มีการกำหนดให้มะเขือเทศมีชื่อเรียกว่า Tomato เพื่อความเป็นมาตรฐานและไม่เรียกผิดเพี้ยนกันบ่อยๆ

มะเขือเทศ นอกจากเป็นสุดยอดสารอาหารของผิวที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ด้านความงาม ยังมีคุณสมบัติต้านโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง เพราะในมะเขือเทศมีสารอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย สำหรับสารสำคัญที่พบมากในมะเขือเทศมากจะเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ ( Carotenoids ) ได้แก่ เบตาแคโรทีน (ฺ Beta Carotene ) และลูทีน ( Lutein ) ไลโคปีน ( Lycopene ) แอลฟาแคโรทีน ( Alpha Carotene )

จากข้อมูลเกี่ยวกับการแพทย์ทางธรรมชาติ (Natural Medicines Comprehensive Database) ได้แบ่งระดับความน่าเชื่อถือของการใช้การรักษาทางเลือกจากธรรมชาติเป็น 7 ระดับ

วิธีทานมะเขือเทศให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

คือต้องทำให้มะเขือเทศสุกเสียก่อน ปรุงเป็นอาหารเพราะจะทำให้ไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศหลุดออกจากกันได้ง่าย ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้ได้ดีกว่ากินแบบไม่ผ่านความร้อน อีกทั้งไลโคปีนนั้นสามารถละลายได้ดีในน้ำมัน ดังนั้นหากเราใช้น้ำมันในการปรุงมะเขือเทศ จะยิ่งทำให้ร่างกายดูดซึมไลโคปีนดียิ่งขึ้น

ตัวอย่างงานวิจัยกี่ยวกับมะเขือเทศและการรักษาโรค ( การรักษาทางเลือกจากธรรมชาติ )

โรคหอบหืด สารต้านอนุมูลอิสระอาจจะช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการป้องกันและขจัดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ แต่การศึกษาความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหอบหืดยังมีอยู่จำกัด มีงานวิจัยผู้ป่วยโรคหอบหืดและการอักเสบของทางเดินลมหายใจ โดยให้ลองรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระต่ำเป็นเวลา 10 วัน จากนั้นให้รับประทานยาหลอก 7 วัน ตามด้วยสารสกัดจากมะเขือเทศที่มีปริมาณไลโคปีน 45 มิลลิกรัมต่อวันอีก 7 วัน และต่อด้วยน้ำมะเขือเทศที่มีปริมาณไลโคปีน 45 มิลลิกรัมต่อวันอีก 7 วัน ผลพบว่า การบริโภคไลโคปีนอาจช่วยลดการอักเสบของปอดในโรคหืด ทั้งนี้ ไลโคปีนในรูปแบบอาหารเสริมควรได้รับการศึกษาเพิ่มเติม และระยะเวลาในการศึกษาค่อนข้างสั้น การระบุประสิทธิภาพของมะเขือเทศต่อการบรรเทาอาการโรคหอบหืดยังคงต้องมีการค้นคว้าเพิ่มขึ้น

โรคหัวใจและหลอดเลือด การศึกษาปริมาณไลโคปีน แอลฟาแคโรทีน เบตาแคโรทีน แอลฟาโทโคฟีรอล ( α-Tocopherol ) เรตินอยด์ ( Retinoid ) กับความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ชายชาวฟินแลนด์ อายุ 46-65 ปี จำนวน 1,031 คน โดยติดตามผลในช่วงประมาณ 12 ปี ผลพบว่าไลโคปีนในปริมาณสูงจากการรับประทานผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศอาจช่วยลดความความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองและสมองขาดเลือดลง ซึ่งระดับไลโคปีนที่ตรวจพบจากการเจาะเลือด อาจเป็นผลมาจากการรับประทานมะเขือเทศนั่นเอง และนอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่วิเคราะห์อาหารที่ทำจากมะเขือเทศ หรือมีสารไลโคปีนเยอะมีผลต่อความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้หญิงวัยกลางคนและสูงอายุด้วยเช่นกัน โดยมี จำนวน 39,876 คน ในช่วงระยะเวลา 7 ปี กลับพบว่าสารไลโคปีนในอาหารไม่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่การรับประทานไลโคปีนหรือสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) อื่น ๆ ที่มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบอาจส่งผลดีในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

โรคความดันโลหิตสูง ( Hypertension )การศึกษาเกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระจากสารสกัดจากมะเขือเทศในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงระดับที่ 1 โดยให้อาสาสมัครรับประทานสารสกัดจากมะเขือเทศสด 250 กรัม เปรียบเทียบกับยาหลอก ผลพบว่าการรักษาด้วยสารสกัดจากมะเขือเทศระยะสั้น ซึ่งอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสามารถลดความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้

โรคมะเร็ง ( Cancer )สารไลโคปีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพและพบมากในมะเขือเทศ โดยเฉพาะมะเขือเทศที่ผ่านการแปรรูปหรือผ่านความร้อน เช่น ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศเข้มข้น น้ำมะเขือเทศ ซอสมะเขือเทศ เป็นต้น สารไลโคปีนอาจไปกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอาจช่วยขัดขวางและหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็งบางประเภทเพื่อป้องกันเซลล์ได้รับความเสียหายจนกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ด้วยเหตุนี้การวิจัยหลายชิ้นจึงให้ความสนใจบทบาทของไลโคปีนต่อการป้องกันโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น 

  • โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินในมะเขือเทศที่เชื่อกันว่ามีฤทธิ์ต้านมะเร็ง จึงมีการศึกษาระดับแคโรทีนอยด์และวิตามินต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร จากการวิจัยเชิงสังเกตและติดตามผลชายชาวจีนวัยกลางคนและวัยชราจำนวน 18,244 คน ในระยะเวลา 12 ปี โดยเปรียบเทียบกลุ่มคนที่มีระดับความเข้มข้นของแคโรทีนอยด์และวิตามินหลายตัวในเลือดสูงกับกลุ่มทดลอง ปรากฏว่าแคโรทีนอยด์อย่างแคโรทีน ไลโคปีน และวิตามินซี อาจเป็นสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการรับประทานแคโรทีนอยด์ในปริมาณสูงก็อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคกระเพาะอาหารให้น้อยลง แต่ก็คล้ายคลึงกับการวิจัยโรคมะเร็งชนิดอื่นในด้านที่เป็นการศึกษาเฉพาะสารแคโรทีนอยด์และวิตามินทั่วไป ซึ่งร่างกายอาจได้รับจากการรับประทานอาหารประเภทอื่น ไม่ใช่เฉพาะแค่เพียงมะเขือเทศ จึงต้องมีการค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับประทานมะเขือเทศโดยตรง
  • โรคมะเร็งตับอ่อน แม้ว่าผักและผลไม้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสาเหตุของโรคมะเร็งตับอ่อน แต่บทบาทของสารพฤกษเคมีในกลุ่มอาหารเหล่านี้ยังได้รับความสนใจอยู่น้อย จากการศึกษาความสัมพันธ์ของแคโรทีนอยด์ในอาหารกับความเสี่ยงโรคมะเร็งตับอ่อนในผู้ป่วยโรคมะเร็งตับอ่อน จำนวน 462 คน เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งเป็นประชากรชาวแคนาดา จำนวน 4,721 คนจาก 8 รัฐ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการบริโภคอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบมากหรือรับประทานผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศที่มีปริมาณไลโคปีนสูงอาจช่วยให้ความเสี่ยงของโรคมะเร็งตับอ่อนลดลง แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องรอการค้นคว้าต่อในอนาคตเพื่อการยืนยันผลที่แน่ชัด
  • โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเขือเทศอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูงที่เรียกว่าไลโคปีน ซึ่งอาจช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและลดการเติบโตของเนื้องอกในผู้ชายที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของอาหารกับความเสี่ยงโรคมะเร็งต่อมลูกหมากที่จัดทำโดยสมาคมการวิจัยเพื่อการป้องกันโรคมะเร็ง (American Institute for Cancer Research: AICR) ประเทศสหรัฐอเมริกา และกองทุนวิจัยโรคมะเร็งโลก (World Cancer Research Fund: WCRF) ได้ศึกษากับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากจำนวน 1,806 คน และกลุ่มคนปกติ 12,005 คน ผลการวิเคราะห์พบว่าการรับประทานมะเขือเทศ ผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ หรือผักชนิดอื่นก็อาจช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ตรงกันข้ามกับการวิจัยอีกชิ้นที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแคโรทีนอยด์ในเลือดกับความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากในการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก จำนวน 692 ราย ในช่วง 1-8 ปี ผลการศึกษาพบว่ามีเฉพาะเบตาแคโรทีนในปริมาณสูงที่มีผลต่อความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากแต่ไคโลปีนและแคโรทีนอยด์ตัวอื่นไม่พบความเกี่ยวข้องกันกับโรค

มะเขือเทศ นอกจากเป็นสุดยอดสารอาหารผิวที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ด้านความงาม ยังมีคุณสมบัติต้านโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง มะเขือเทศมีสารอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ และพบสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ ( Carotenoids ) ได้แก่ เบตาแคโรทีน ลูทีน ไลโคปีนและแอลฟาแคโรทีน

ประโยชน์ของมะเขือเทศ

มะเขือเทศทั่วโลกมีมากกว่า 20,000 สายพันธุ์ ดังที่เห็นบ่อยๆจะมีทั้งแบบลูกเล็ก ลูกใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ก็จะล้วนเป็นสีแดงทั้งสิ้น แต่ก็ใช่ว่าจะมีมะเขือเทศเพียงสีเดียวเท่านั้น เพราะในปัจจุบันก็มีมะเขือเทศสีดำ มะเขือเทศสีขาว มะเขือเทศสีม่วง เช่นกัน ซึ่งก็มีประโยชน์และเป็นที่นิยมไม่แพ้มะเขือเทศสีแดงเลย ประเภทของมะเขือเทศในปัจจุบันมีหลายชนิด เช่น มะเขือเทศท้อ มะเขือเทศสีดา มะเขือเทศราชินี มะเขือเทศสีเหลือง ประโยชน์ของมะเขือเทศโดยทั่วไปคือ

  • มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารมากมายหลายชนิด และที่โดดเด่นที่สุด ก็คือวิตามินซีและวิตามินเอที่พบได้มากในมะเขือเทศ แถมยังเป็นวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย
  • มะเขือเทศมีสารจำพวกไลโคปีน ที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดความเสี่ยงโรคร้ายต่างๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อการเสื่อมของร่างกายได้ดี เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ข้อเสื่อม โรคหลอดเลือด และโรคตาต้อกระจก เป็นต้น
  • มะเขือเทศมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง แก้แผลร้อนในช่องปาก เป็นยาช่วยดับร้อนถอนพิษ และสามารถบรรเทาอาการของโรคหัวใจได้อย่างดีเยี่ยม
  • ผลของมะเขือเทศเป็นยาระบายอ่อนๆ แก้กระหายน้ำและเบื่ออาหาร
  • ต้นมะเขือเทศมีสารสำคัญ คือโทมาทีน ( tomatine ) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดที่เป็นต้นเหตุของโรคในพืชและคน
  • รากและใบแก่ต้มกินแก้ปวดฟัน ใบบดเป็นผงละเอียด เป็นยาเย็น ใช้ทาผิวถูกแดดเผา
  • ใบชงกับน้ำร้อนใช้เป็นยาพ่นกำจัดหนอนที่มากินผักได้ 

เพียงแค่ทานมะเขือเทศวันละประมาณ 1-2 ผลเท่านั้น และยิ่งทานมะเขือเทศไปพร้อมกับการรักษาด้วยแล้ว ก็จะยิ่ง เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้มากขึ้นไปอีก ทั้งนี้มะเขือเทศป้องกันโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ทั้งยังช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้านช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย มะเขือเทศยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ การเกิดโรคหัวใจวาย โรคหัวใจขาดเลือด ช่วยในระบบย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้สะดวกได้อีกด้วย

ทำความรู้จักกับสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์

สารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ส่วนใหญ่ จะเป็นสารประกอบอินทรีย์ท่สามารถพบได้มากในพืชและแบคทีเรียที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ซึ่งสารในกลุ่มนี้จะทำให้เกิดสีส้ม แดงและสีเหลือง จึงดูได้ไม่ยากว่าผักผลไม้ชนิดใดที่มีแคโรทีนอยด์สูงนั่นเอง ส่วนคุณสมบัติของสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ก็มีประโยชน์ในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเซลล์ ซึ่งในปัจจุบันพบว่าสารในกลุ่มนี้มีสูงมากถึง 600 ชนิด แต่ที่ได้รับความนิยมและมีการยอมรับมากที่สุด ก็มีเพียง 6 ชนิดได้แก่

1. อัลฟาแคโรทีน ( Alpha Carotene ) เป็นสาระสำคัญที่ร่างกายจะนำไปใช้ในการสังเคราะห์วิตามินเอ โดยจะพบมากในผักโขม มะเขือเทศ และแครอท

2. เบต้าแคโรทีน ( Beta Carotene ) เป็นสารที่จะช่วยสังเคราะห์วิตามินเอเช่นกัน แต่หากมีมากเกินความจำเป็น ก็จะทำหน้าที่ในการต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ซึ่งก็จะพบได้มากใน มะม่วง มันเทศ แครอท แคนตาลูปและลูกพีช

3. คริปโตแซนทีน ( Cryptoxanthin ) เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ และมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงโรคมะเร็งปอดโดยตรง ซึ่งมักจะพบได้มากในพริกหยวก ฟักทอง ส้มเขียวหวานและลูกพลัม

4. ไลโคปีน ( Lycopene ) มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกิดมะเร็งได้หลากหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม เป็นต้น และสามารถลดระดับไขมัน น้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติได้อีกด้วย

5. ลูทีน ( Lutein ) มีส่วนช่วยในการปกป้องและบำรุงสายตา พร้อมกับลดการเสื่อมสภาพของจอประสาทตา โดยเฉพาะในคนที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ จ้องแสงหน้าจอตลอดเวลา โดยสามารถพบลูทีนได้มากในดอกดาวเรือง และผักเคลหรือผักคะน้า

6. ซีแซนทิน ( Zeaxanthin ) มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาและป้องกันภาวะต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาเช่นกัน โดยจะพบได้มากในผักขม บร็อคโคลี และมะเขือเทศที่ปรุงผ่านความร้อนแล้ว

มะเขือเทศกับสารไลโคปีน

จากการวิจัยพบว่าในมะเขือเทศจะอุดมไปด้วยสารไลโคปีนเป็นจำนวนมาก และจะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อมีการปรุงมะเขือเทศด้วยความร้อน เพราะจะทำให้เกิดชีวประสิทธิผลที่ดีขึ้นและเพิ่มปริมาณของไลโคปีนให้สูงขึ้นไปอีก นั่นก็เพราะเมื่อไลโคปีนสัมผัสกับความร้อน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงพันธะเคมีแบบทรานส์ ทำให้ไลโคปีนกลายเป็นพันธุแบบซิสที่เป็นเส้นโค้งงอ โดยจะสามารถละลายในไขมันได้ดีกว่า จึงทำให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่าด้วยนั่นเองซึ่งจากกรณีของมะเขือเทศจะเห็นได้ว่า ผักผลไม้ทุกชนิดไม่ได้มีประโยชน์มากที่สุดเมื่อทานสดๆ เท่านั้น โดยเฉพาะมะเขือเทศที่จะยิ่งมีคุณค่าสูงขึ้นเมื่อได้ผ่านการปรุงด้วยความร้อนนั่นเอง เพราะฉะนั้นมาทานมะเขือเทศที่ปรุงด้วยความร้อนกันบ่อยๆ ดีกว่า

ไลโคปีนและสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ในมะเขือเทศ

ไลโคปีน ( Lycopene ) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก และยังช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ดีอีกด้วย ซึ่งจะช่วยเสริมสุขภาพให้แข็งแรงยิ่งขึ้นแม้จะอายุมากแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ไลโคปีนก็สามารถป้องกันโรคไม่ติดต่อได้หลายชนิดเช่นกัน อย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง ไขมันอุดตันในเส้นเลือดและโรคเส้นเลือดตีบในสมอง เป็นต้น ไลโคปีน เป็นสารที่พบได้มากในผักผลไม้สีแดง เหลืองและสีส้ม โดยถูกจัดอยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ( Carotenoid ) ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมเรียกสารในกลุ่มนี้ว่าสารเบต้าแคโรทีนนั่นเอง แต่ทั้งนี้ไลโคปีนจะมีโครงสร้างโมเลกุลที่แตกต่างจากสารในกลุ่มนี้อีกด้วย

คุณค่าทางโภชนาการของมะเขือเทศแดงสด 1 ส่วนต่อ 100 กรัม

สารอาหารในมะเขือเทศ (Nutrient)

หน่วย

1 ส่วนต่อ 100 กรัม

น้ำ ( Water ) กรัม 94.34
พลังงาน ( Energy ) กิโลแคลอรี 18
โปรตีน ( Protein ) กรัม 0.95
ไขมันรวม Total lipid ( Fat ) กรัม 0.11
คาร์โบไฮเดรต ( Carbohydrate ) กรัม 4.01
ไฟเบอร์ ( Fiber ) กรัม 0.7
น้ำตาล ( Sugars ) กรัม 2.49
แคลเซียม ( Calcium ) มิลลิกรัม 11
ธาตุเหล็ก ( Iron ) มิลลิกรัม 0.68
แมกนีเซียม ( Magnesium ) มิลลิกรัม 9
ฟอสฟอรัส ( Phosphorus ) มิลลิกรัม 28
โปแตสเซียม ( Potassium ) มิลลิกรัม 218
โซเดียม ( Sodium ) มิลลิกรัม 11
สังกะสี ( Zinc ) มิลลิกรัม 0.14
วิตามินซี ( Vitamin C ) มิลลิกรัม 22.8
ไทอามิน ( Thiamin ) มิลลิกรัม 0.036
ไรโบฟลาวิน (Riboflavin) มิลลิกรัม 0.022
ไนอาซิน ( Niacin ) มิลลิกรัม 0.532
วิตามินบี 6 ( Vitamin B-6 ) มิลลิกรัม 0.079
โฟเลท ( Folate ) มิลลิกรัม 13
มะเขือเทศมี วิตามินเอ ( Vitamin A ) IU 489
วิตามินอี ( Vitamin E ) มิลลิกรัม 0.56
วิตามินเค ( Vitamin K ) มิลลิกรัม 2.8
กรดไขมันชนิดอิ่มตัว ( Fatty Acids, Total Saturated ) กรัม 0.015
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ( Fatty Acids, Total Monounsaturated ) กรัม 0.016
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ( Fatty Acids, Total Polyunsaturated ) กรัม 0.044

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

มะเขือเทศสำหรับชาวยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่ 16

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 เป็นช่วงที่ชาวยุโรปไม่นิยมกินมะเขือเทศ เพราะไม่ชอบในรสชาติของมัน และยังคงรังเกียจมะเขือเทศอย่างต่อเนื่องจนเมื่อศตวรรษที่ 17 ชาวยุโรปก็ได้มีความเชื่อแบบผิดๆ ว่า มะเขือเทศเป็นต้นไม้ที่มีพิษที่อาจจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ เนื่องจากอาจมีสารอัลคาลอยด์ผสมอยู่ ซึ่งสารดังกล่าวก็อาจจะทำให้ผู้ที่กินมะเขือเทศเข้าไปเป็นโรคเกาต์ได้ง่ายด้วยนั่นเอง และถึงแม้ว่าในภายหลังความเชื่อดังกล่าวจะค่อยๆหมดไป แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงรังเกียจในรสชาติของมะเขือเทศอยู่ดี และเป็นอย่างนั้นอยู่ยาวนานกว่า 300 ปีเลยทีเดียว
ซึ่งหากมองย้อนมาในปัจจุบันนี้ กลับดูเป็นเรื่องที่น่าขำมาก เพราะชาวฝรั่งส่วนใหญ่กลับนิยมกินมะเขือเทศกันเป็นชีวิตจิตใจ แบบที่จะขาดไม่ได้เลยทีเดียว โดยสังเกตได้จากหลากหลายเมนูของพวกเขาที่มักจะมีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นพิซซ่า สลัด ซอส หรือสปาเกตตี้ จะเห็นได้ว่าชาวยุโรปมีความชอบในมะเขือเทศมาก

มะเขือเทศกับทวีปเอเชีย

ส่วนในทวีปเอเชีย มะเขือเทศ ได้เริ่มเข้ามาในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 โดยชาวอังกฤษเป็นผู้นำเข้ามาในประเทศ อินเดียเป็นครั้งแรก แต่ในสมัยนั้นมะเขือเทศยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก ส่วนในประเทศไทย มะเขือเทศได้ถูกนำเข้ามาโดยฝรั่งต่างชาติในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ฝรั่งได้นำพริกเข้ามาในไทยครั้งแรกเช่นกัน โดยตามบันทึกของหมอบรัดเลย์ ได้ระบุที่มาของชื่อมะเขือเทศว่า มะเขือเทศเป็นมะเขือที่นำเข้ามาจากเมืองเทศ จึงถูกเรียกว่ามะเขือเทศนั่นเอง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

รัชนี คงคาฉุยฉาย และ ริญ เจริญศิริ. โภชนาการกับผัก. กรุงเทพฯ : สารคดี, 2554. 1.ผลไม้–แง่โภชนาการ–ไทย. I.ชื่อเรื่อง. 641. ISBN 978-974-484-346-3.

USDA Nutrient database

“Tomato History. The history of tomatoes as food”. Home cooking. Retrieved 2013-08-07.

Solanum lycopersicum- Tomato”. Encyclopedia of Life. Retrieved 1 January 2014.

Aculops lycopersici (Tomato russet mite)”. Wallingford, UK: Invasive Species Compendium, Centre for Agriculture and Biosciences International. 23 June 2015. Retrieved 11 November 2016.