สรรพคุณของต้นต้างใหญ่

0
ต้นต้างใหญ่
สรรพคุณของต้นต้างใหญ่ ดอกเป็นช่อสวยงาม สีขาวครีมกลางดอกมีเส้าเกสรเป็นแผ่นรยางค์รูปมงกุฎ ใบใช้อังไฟแล้วนาบที่ข้อเป็นยาบรรเทาอาการปวดบวมข้อ ฝักยาวปลายแหลม
ต้นต้างใหญ่
ดอกเป็นช่อสวยงาม สีขาวครีมกลางดอกมีเส้าเกสรเป็นแผ่นรยางค์รูปมงกุฎ ใบใช้อังไฟแล้วนาบที่ข้อเป็นยาบรรเทาอาการปวดบวมข้อ ฝักยาวปลายแหลม

ต้นต้างใหญ่

ต้นต้างใหญ่ หรือโฮย่าประกายแก้ว ผักสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา เป็นพรรณไม้ล้มลุกเลื้อยพัน มีเขตการกระจายพันธุ์ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทย ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง แผ่นใบมีเนื้ออวบหนา มียางสีขาว ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Hoya pachyclada Kerr อยู่ในวงศ์ตีนเป็ด (APOCYNACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยนมตำเลีย (ASCLEPIADOIDEAE หรือ ASCLEPIADACEAE)[1] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ดอกตั้ง, โฮย่าประกายแก้ว, ต้าง, ประกายแก้ว, ป้าง[1],[2]

ลักษณะโฮย่าประกายแก้ว

  • ต้น เป็นพรรณไม้ล้มลุกเลื้อยพันเกาะ จะอาศัยบนพรรณไม้ชนิดอื่น จะมีน้ำยางสีขาว มีเขตการกระจายพันธุ์ที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทย มักพบขึ้นที่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ[1],[2]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ใบเป็นรูปไข่กลับกว้าง ใบกว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร แผ่นใบมีเนื้ออวบหนา ก้านใบมีความยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร[1],[2]
  • ดอก ออกเป็นช่อแบบซี่ร่มหรือรูปครึ่งวงกลม ดอกจะออกที่บริเวณซอกใบ มีดอกย่อยเป็นจำนวนมาก ประมาณ 20-30 ดอก ก้านช่อมีความยาวประมาณ 2 เซนติเมตร กลีบดอกเป็นสีขาวครีม มีกลีบ 5 กลีบ ที่โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็นแฉก 5 แฉก ที่ขอบกลีบจะม้วนลงด้านล่าง กลางดอกมีเส้าเกสรเป็นแผ่นรยางค์รูปมงกุฎสีเหลืองหรือสีชมพู 5 แฉก มีเกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านดอกย่อยมีความยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร[1],[2]
  • ผล เป็นฝักยาวคู่ ที่ปลายฝักจะแหลม ฝักกว้างประมาณ 0.3-0.4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร เมื่อแห้งจะแตกตามตะเข็บเดียว มีเมล็ดสีน้ำตาลอยู่ภายใน เมล็ดเป็นรูปรีและแบน มีขนคล้ายเส้นไหมที่ปลาย[1],[2]

สรรพคุณของโฮย่าประกายแก้ว

  • ในตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ใบต้างใหญ่ มาอังไฟแล้วใช้นาบที่ข้อเป็นยาบรรเทาอาการปวดบวมที่ตามข้อ (ใบ)[1]

ประโยชน์ของโฮย่าประกายแก้ว

  • ดอกต้างใหญ่จะออกดอกเป็นช่อสวยงาม นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ[2]

สั่งซื้อเนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1.หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ต้างใหญ่”. หน้า 127.
2.หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 3. “ต้างใหญ่”.

อ้างอิงรูปจาก
1.https://worldofsucculents.com

สรรพคุณและประโยชน์ของ ต้นตะแบก

0
ต้นตะแบก
สรรพคุณและประโยชน์ของ ต้นตะแบก ไม้ยืนต้นกึ่งผลัดใบ ดอกออกเป็นช่อแบบกลุ่มย่อย ดอกขนาดเล็กสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูอ่อน ผลขนาดเล็กรูปไข่ ผลแก่สีน้ำตาล
ต้นตะแบก
ไม้ยืนต้นกึ่งผลัดใบ ดอกออกเป็นช่อแบบกลุ่มย่อย ดอกขนาดเล็กสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูอ่อน ผลขนาดเล็กรูปไข่ ผลแก่สีน้ำตาล

ต้นตะแบก

ต้นตะแบก เป็นไม้ประดับและไม้มงคล ดอกบานมีความสวยงาม ช่อดอกสีม่วงอมชมพูขนาดใหญ่ นิยมปลูกเพื่อประดับบ้าน สวน และริมทาง เชื่อที่ว่าเป็นไม้ที่ช่วยค้ำจุนครอบครัวให้ร่มเย็น ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia calyculata Kurz อยู่ในวงศ์ตะแบก (LYTHRACEAE)[2] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ตะแบกหนัง, ตะแบกแดง, บองอยาม, เปลือยดง, แลนไห้, ตะแบกใหญ่, อ้าย, ตะคู้ฮก[1],[2]

ลักษณะต้นตะแบก

  • ต้น เป็นพรรณไม้ยืนต้นกึ่งผลัดใบ ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ต้นสามารถสูงได้ประมาณ 15-35 เมตร เรือนยอดจะเป็นรูปเจดีย์ต่ำ ๆ จะแตกกิ่งก้านสาขาออกรอบต้น ที่เปลือกลำต้นจะเกลี้ยงมีสีเทาอมเหลือง หรือสีน้ำตาลอมเทา จะมีรอยขรุขระเป็นหลุมตื้นเกิดจากสะเก็ดแผ่นบางของเปลือกที่หลุดไป จะดูคล้ายเปลือกต้นฝรั่ง แต่มีจุดด่างขาว ๆ ตามลำต้น ที่ทางตอนบนของลำต้นค่อนข้างเรียบ เปลือกชั้นในมีสีชมพูอมม่วง ซ้อนเป็นชั้น ๆ สลับกับชั้นลายเส้นสีขาว ที่โคนต้นจะเป็นพูพอนชัด ส่วนที่เป็นพูพอนมักกลวงขึ้นไปประมาณ 3-5 เมตรจากผิวดิน ที่ตามกิ่งอ่อนจะมีขนสีน้ำตาลสาก ๆ ขึ้นอย่างหนาแน่น เนื้อไม้แข็งประมาณ 628 กก. ความถ่วงจำเพาะประมาณ 0.68 แข็งแรงประมาณ 1,219 กก./ตร.ซม. มีความเหนียวประมาณ 2.89-กก.-ม. มีความดื้อประมาณ 112,700 กก.ตร.ซม. ทนทานตามธรรมชาติ ตั้งแต่ 3-17 ปี เฉลี่ยประมาณ 9.4 ปี อาบน้ำยาไม้ได้ยากมาก (ชั้นที่ 5) ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด สามารถพบได้ที่ในป่าดงดิบ และป่าเบญจพรรณชื้น ป่าราบ และแล้งทั่วไปทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีความสูงจากน้ำทะเลประมาณ 100-400 เมตร จะพบเจอได้มากที่ป่ายุบศรีราชา (ขึ้นตามป่าดงดิบจะไม่ผลัดใบ)[1],[2]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงสลับกัน บางทีจะออกเรียงเกือบตรงข้าม ใบเป็นรูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมรูปหอก จะเห็นตาง่ามชัด ใบมีขนาดเล็กกว่าใบอินทนิลน้ำ ที่ปลายใบจะทู่ ที่โคนใบจะทู่หรือกลม ใบกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7-14 เซนติเมตร แผ่นใบมีสีเขียว ที่หลังใบเกลี้ยงหรือเกือบจะเกลี้ยง ที่ท้องใบจะมีขนสีน้ำตาลสาก ๆ ขึ้นอย่างหนาแน่น ตะแบกเป็นไม้กึ่งผลัดใบ จะผลัดใบหรือไม่ผลัดใบก็ได้ แต่ถ้าผลัดใบก็จะผลัดใบช่วงประมาณเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม จะแตกใบใหม่ช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม[1],[2]
  • ดอก จะออกเป็นช่อแบบเป็นกลุ่มย่อย จะออกเป็นช่อใหญ่ที่ตามปลายกิ่ง ตามส่วนต่าง ๆ มีขนสากขึ้นทั่วไป ดอกมีขนาดเล็ก ดอกบานเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร ดอกมีกลีบ 6 กลีบ แยกจากกันเป็นอิสระ โคนกลีบจะติดกับผนังด้านในของถ้วยกลีบเลี้ยง ที่โคนกลีบดอกจะแคบ ที่ปลายกลีบเป็นแผ่นกลม ๆ เป็นสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูอ่อน มีกลีบเลี้ยง 6 กลีบ โคนกลีบเลี้ยงจะเชื่อมติดเป็นรูปถ้วย ที่ปลายจะแยกเป็นแฉก 6 แฉก (จะเรียกว่า “ถ้วยกลีบเลี้ยง”) มีขนสีสนิมปกคลุม ดอกจะมีเกสรเพศผู้เป็นจำนวนมาก ขนาดจะไล่เลี่ยกัน ดอกออกช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ถ้าดอกบานต้นทั้งต้นจะมีอยู่ 2 สี[1],[2]
  • ผล เมื่อดอกร่วงก็จะติดผล ผลตะแบกเป็นผลแห้งที่เมื่อผลแก่จะแห้งแตกออกเป็นแฉก 6 แฉก ถ้วยกลีบเลี้ยงหุ้มโคนของผลเช่นเดียวกับอินทนิลน้ำและอินทนิลบก ผลตะแบกมีขนาดเล็ก ผลเป็นรูปไข่ มีความยาวประมาณ 0.8-1 เซนติเมตร ผลแก่มีสีน้ำตาล แข็ง มีเมล็ดในผลเป็นจำนวนมาก มีปีก เมล็ดมีสีน้ำตาลเข้ม ผลตะแบกเริ่มแก่ช่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม เมล็ดหล่นเมื่อเปลือกผลแตกและอ้า[1],[2]
  • ขอนดอก คือเนื้อไม้ที่ได้จากต้นตะแบกหรือต้นพิกุลที่มีราลง เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลเข้มประขาว จะมองเห็นเป็นจุดสีขาวกระจายทั่วไป ที่ภายในจะผุเป็นโพรงเล็ก ๆ และมีกลิ่นหอม รสจืด ขอนดอกอาจเป็นเนื้อไม้ที่ได้จากต้นตะแบกหรือต้นพิกุลที่มีอายุมาก ยอดหักจะเป็นโพรง มักมีเชื้อราเข้าไปเจริญในเนื้อไม้และไม้ยืนต้นตาย เนื้อไม้ก็เลยเหมือนไม้ผุ[3]

สรรพคุณของต้นตะแบก

  • บัญชียาจากสมุนไพร มีปรากฏการใช้ขอนดอกในกลุ่มยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) มีส่วนประกอบของขอนดอก ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นในตำรับ ได้แก่ ตำรับ “ยาหอมเทพจิตร” มีสรรพคุณเป็นยาแก้ลมกองละเอียด (อาการสวิงสวาย หน้ามืด บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น สวิงสวาย ใจสั่น ตาลาย) และตำรับ “ยาหอมนวโกฐ” มีสรรพคุณในการ อาเจียน แก้ลมวิงเวียน แก้ลมจุกแน่นในอก คลื่นเหียน ในผู้สูงอายุ แก้ลมปลายไข้ (อาการหลังการฟื้นไข้แล้วมีอาการวิงเวียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นเหียน ท้องอืด) (ขอนดอก)[3]
  • สามารถใช้เป็นยาแก้ลมกองละเอียด ได้แก่ ตาลาย ใจสั่น สวิงสวาย อาการหน้ามืด บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น สวิงสวาย(ขอนดอก)[3]
  • ตำราพระโอสถพระนารายณ์มีปรากฏการใช้ขอนดอกร่วมกับสมุนไพรอื่นอีก 15 ชนิด อย่างละเท่า ๆ กัน มาบดให้ละเอียด ทำเป็นแท่ง ใช้น้ำดอกไม้เป็นกระสายยา ถ้าจะใช้ก็นำไปละลายน้ำซาวข้าวหรือน้ำดอกไม้ก็ได้ ใส่พิมเสนไปเล็กน้อย ใช้ชโลมตัวเป็นยาแก้ไข้ (ขอนดอก)[3]
  • สามารถใช้เป็นยาแก้ไข้ร้อนเพื่อตรีโทษ แก้เสมหะ แก้เหงื่อ (ขอนดอก)[3]
  • ขอนดอกมีสรรพคุณที่เป็นยา บำรุงปอด บำรุงหัวใจ บำรุงทารกในครรภ์ บำรุงตับ(ขอนดอก)[3]
  • สามารถใช้เปลือกปรุงเป็นยาแก้บิด และมูกเลือดได้ (เปลือก)[1]
  • เปลือกจะมีสรรพคุณที่เป็นยาแก้ลงแดง (เปลือก)[1]

ประโยชน์ของต้นตะแบก

  • เนื้อไม้สามารถใช้ทำเชื้อเพลิงได้ดี คือ ถ้านำมาถ่ายเป็นถ่านและฟืนจะให้ค่าความร้อน 7,524 และ 4,556 แคลอรีต่อกรัม (คำนวณจากตัวอย่างแห้ง)[2]
  • ปลูกเป็นไม้ประดับในรูปสวนป่าน้อย ในปัจจุบันนิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ[2]
  • ไม้ตะแบกเป็นไม้ที่มีคุณค่าชนิดหนึ่งของไทย เนื้อไม้เป็นสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา เสี้ยนไม้จะตรงหรือเกือบตรง เนื้อไม้มีความละเอียดปานกลาง จะเป็นมัน แข็ง เหนียว แข็งแรง เลื่อยไสกบ สามารถตกแต่งได้ง่าย ขัดชักเงาได้ดี ทำให้ใช้ประโยชน์กันมาก ไม่ว่าจะใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่ต้องการรับน้ำหนักมาก อย่างเช่น ใช้ในงานก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ตอ เครื่องมือกสิกรรม เรือ กาน เครื่องบน ไม้ปาร์เกต์ เรือ แพ เกวียน รอด แจว ฯลฯ ไม้ตะแบกชนิดลายจะนิยมใช้ทำด้ามหอก ด้ามปากกา ด้ามมีด ด้ามร่ม พานท้ายปืน คิวบิลเลียด ไม้ถือ กรอบรูปภาพ ไม้ถือ เครื่องเรือน สันแปรง ไม้บุผนังที่สวยงาม มีลักษณะที่เหมือนไม้เสลา สามารถใช้ทดแทนได้ดี[2]

สั่งซื้อเนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1.หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “ตะแบก”. หน้า 310-311.
2.สวนพฤกษศาสตร์ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “ตะแบกแดง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dnp.go.th/pattani_botany/. [20 ธ.ค. 2014].
3.ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ขอนดอก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.thaicrudedrug.com. [20 ธ.ค. 2014].

ต้นดูกไก่ย่าน พรรณไม้พุ่มเลื้อยดอกขาวแก้ไข้ป่า

0
ต้นดูกไก่ย่าน พรรณไม้พุ่มเลื้อยดอกขาวแก้ไข้ป่า ดอกออกเป็นช่อกระจุก กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีเหลือง ผลเป็นรูปไข่กลับแตกตามพูเป็น 2 ฝา
ต้นดูกไก่ย่าน
ไม้พุ่มเลื้อยดอกขาวแก้ไข้ป่า ดอกออกเป็นช่อกระจุก กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีเหลือง ผลเป็นรูปไข่กลับแตกตามพูเป็น 2 ฝา

ต้นดูกไก่ย่าน

ดูกไก่ย่าน เป็นไม้ล้มลุกรอเลื้อย ขึ้นบริเวณที่โล่งในป่าผลัดใบ ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Hedyotis capitellata Wall. ex G.Don และมีชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ คือ Oldenlandia capitellata (Wall. ex G.Don) Kuntze) ถูกจัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE)[1] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กำลังหัวละมาน เครือเขาขื่น, เครือมุ้งกระต่าย, ขมิ้นไม้, ย่านตะครองแห้ง, ย่านเบื้องถ้วย, ตองแห้ง, ลิกามาโก๊, มึฉะแอว เป็นต้น[1],[2]

ลักษณะต้นดูกไก่ย่าน

  • ต้น เป็นไม้ล้มลุกรอเลื้อย ที่มีอายุอยู่ได้หลายปี
    – มีความยาวประมาณ 2-3 เมตร
    – ลำต้นเป็นสันสี่เหลี่ยม แตกกิ่งก้านมาก
    – ตามลำต้นและใบนั้นจะมีขนนุ่ม ๆ สีเหลือง สามารถพบขึ้นบริเวณที่โล่งในป่าผลัดใบ[1]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ใบมีความกว้างประมาณ 1.5-4 เซนติเมตร และมีความยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร
    – ใบเป็นรูปใบหอกถึงรูปไข่แกมใบหอก
    – ผิวใบเรียบ และมีหูใบอยู่ระหว่างก้านใบ[1]
  • ดอก จะออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่น ๆ แยกแขนงกัน
    – จะออกที่บริเวณซอกใบและที่ปลายกิ่ง ก้านสั้น
    – ดอกย่อยมีจำนวนมาก กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอด แฉกกลีบตั้งตรง
    – กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีเหลือง เชื่อมกันเป็นหลอด
    – แฉกกลีบจะมีลักษณะม้วนออกด้านนอก และจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม[1]
  • ผล เป็นผลแห้ง
    – ลักษณะของผลนั้นเป็นรูปไข่กลับ แตกตามพูหรือตามตะเข็บเป็น 2 ฝา[1]

สรรพคุณต้นดูกไก่ย่าน

  • ราก สามารถใช้เป็นยาแก้บิด (ราก)[1]
  • ราก สามารถใช้เป็นยาแก้อาการมึนเวียนศีรษะ (ราก)[1]
  • ตำรายาไทยจะใช้รากเข้ายาบำรุงกำลัง (ราก)[1]
  • ราก มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคธาตุพิการ (ราก)[1]
  • ใบ มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ป่า (ใบ)[1]
  • ใบ ใช้ตำพอกแผลสดลดการอักเสบจากพิษงูกัด แผลฟกบวม (ใบ)[1]
  • ใบ ใช้ตำพอกโรคบวมตามข้อและกล้ามเนื้อ โรคปวดเอว กระดูกหัก กระดูกแตก (ใบ)[1]
  • เครือ นำมาทุบแล้วคั้นเอาน้ำ ใช้เป็นยาทารักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกแล้วพันผ้าไว้ (เครือ)[2]
  • ชาวเขาเผ่าแม้วมักจะใช้ดูกไก่ย่านทั้งต้น นำมาต้มกับน้ำอาบหรืออบไอน้ำบรรเทาอาการชามือ ชาเท้า หรืออัมพาต (ทั้งต้น)[1]

สั่งซื้อเนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ดูกไก่ย่าน”. หน้า 125.
2. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “ดูกไก่ย่าน”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [23 ธ.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1. https://www.vnbacsi.net/2019/09/27/da-cam/

สรรพคุณของต้นตะบา

0
ต้นตะบา
สรรพคุณของต้นตะบา เป็นพรรณไม้เลื้อยที่ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้ที่มีลำต้นใหญ่ ดอกเป็นรูปดาว มีขนเส้นเล็ก ขึ้นตามป่าชื้นหรือป่าพรุ ซึ่งจะเกาะอยู่ตามต้นไม้ใหญ่
ต้นตะบา
พรรณไม้เลื้อยที่ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้ที่มีลำต้นใหญ่ ดอกเป็นรูปดาว มีขนเส้นเล็ก ขึ้นตามป่าชื้นหรือป่าพรุ ซึ่งจะเกาะอยู่ตามต้นไม้ใหญ่

ตะบา

ตะบา หรือโฮย่าดาว เป็นโฮย่าชนิดหนึ่งที่เป็นพรรณไม้เลื้อยที่ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้ที่มีลำต้นใหญ่ มีขนเส้นเล็ก ขึ้นตามป่าชื้นหรือป่าพรุ ซึ่งจะเกาะอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Hoya coronaria Blume อยู่ในวงศ์ตีนเป็ด (APOCYNACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยนมตำเลีย (ASCLEPIADOIDEAE หรือ ASCLEPIADACEAE)[1] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ดาวชมพู, ตะขา, โฮย่าดาว, ดาวขาว

ลักษณะโฮย่าดาว

  • ต้น เป็นไม้พรรณไม้เลื้อย จะชอบอาศัยอยู่ที่บนต้นไม้ที่ลำต้นใหญ่ ที่ตามกิ่งก้านและที่ยอดอ่อนจะมีขนเส้นเล็ก ๆ ปกคลุม จะหงิกงอไม่เป็นระเบียบ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ด มักขึ้นที่ตามป่าชื้นหรือป่าพรุ จะเกาะอยู่ที่ตามต้นไม้ใหญ่ [1]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงเป็นคู่ ๆ ที่ตามข้อของต้น ใบเป็นรูปมนรี ที่ปลายใบจะแหลม ส่วนที่โคนใบจะมน ที่ขอบจะม้วนลงเล็กน้อย ใบกว้างประมาณ 1-2 นิ้ว ยาวประมาณ 3-4 นิ้ว แผ่นใบมีสีเขียว เนื้อใบหนา ที่ด้านล่างจะมีขน ก้านยาวไม่เกิน 0.5 นิ้ว[1]
  • ดอก ออกเป็นช่อที่บริเวณยอดของกิ่งหรือที่ตามซอกใบ ก้านช่อดอกมีความยาวประมาณ 0.5-1 นิ้ว ดอกเป็นรูปดาว มีกลีบดอกอยู่ 5 กลีบ กลีบดอกจะค่อนข้างหนาเป็นสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน บนกลีบอาจจะมีจุดสีชมพูหรือสีม่วง กลีบรองดอกเป็นสีเขียว มี 5 กลีบ[1]
  • ผล เป็นฝักหนา เปลือกฝักจะหนา ชั้นในแข็ง ผลเป็นรูปเกือบทรงกระบอก ปลายมน กว้างประมาณ 1.5-2 นิ้ว ยาวประมาณ 6-8 นิ้ว จะมีเมล็ดอยู่ภายใน[1]

สรรพคุณโฮย่าดาว

  • ยางจะมีรสขมมาก มีสรรพคุณช่วยทำให้อาเจียนได้ (ยาง)[1]
  • ชาวชวาจะนำยางมาใช้ทำเป็นอาหาร ผสมกับน้ำพริกทานเป็นยาเจริญอาหาร (ยาง)[1]

ข้อควรระวัง : ยางจากที่ทุกส่วนของต้นถ้าทานเข้าไปจะทำให้อาเจียนแรง[2]

ประโยชน์โฮย่าดาว

  • ดอกสวยงาม มีทั้งดอกขาวและดอกชมพู นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป[1]

สั่งซื้อเนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1.หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “ต ะ บ า”. หน้า 309-310.
2.ศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา. “พืชมีพิษในประเทศไทย (2)”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/ez.mm_main.asp. [20 ธ.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://garden.org/

ดาดตะกั่วเถา สมุนไพรตำรายาพื้นบ้านล้านนา

0
ดาดตะกั่วเถา
ดาดตะกั่วเถา สมุนไพรตำรายาพื้นบ้านล้านนา เป็นพรรณไม้พุ่มเลื้อยหรือไม้เถาเลื้อยพาดพัน ต้นเกลี้ยงหรือมีขนนุ่ม มีมือเกาะเป็นสองง่าม บริเวณปลายกิ่งเป็นสีแดง ดอกสีขาว ผลกลมสีแดงมีเนื้อหนึ่งเมล็ด
ดาดตะกั่วเถา
ไม้พุ่มเลื้อยหรือไม้เถาเลื้อยพาดพัน ต้นเกลี้ยงหรือมีขนนุ่ม มีมือเกาะเป็นสองง่าม บริเวณปลายกิ่งเป็นสีแดง ดอกสีขาว ผลกลมสีแดงมีเนื้อหนึ่งเมล็ด

ดาดตะกั่วเถา

ดาดตะกั่วเถา มี ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Cissus javana DC. และชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ คือ Cissus discolor Blume โดยจัดอยู่ในวงศ์องุ่น (VITACEAE)[1]
นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เอ็นเขา, คำแดง, หลังแดง, สะออบลาย, สะมึกริ๊ด (ลั้วะ) เป็นต้น[1],[2]

ลักษณะดาดตะกั่วเถา

  • ต้น เป็นพรรณไม้พุ่มเลื้อยหรือไม้เถาเลื้อยพาดพัน
    – มีความยาวอยู่ประมาณ 2-10 เมตร
    – ลำต้นและกิ่งนั้นจะมีลักษณะเป็นสันตามยาว 5-6 สัน ไม่มีขนหรือมีขนนุ่ม
    – มีมือเกาะเป็นสองง่ามอยู่บริเวณปลายกิ่งและเป็นสีแดง[1],[3]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ
    – ใบเป็นรูปไข่แกมขอบขนานแกมใบหอก
    – ปลายใบมน โคนใบตัด ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย
    – มีขนาดกว้างประมาณ 3-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-15 เซนติเมตร
    – ผิวใบด้านบนนั้นจะเป็นสีเขียวเข้ม มักมีแถบสีเขียวแกมเทาเป็นแถวคู่ตามยาว
    – ด้านล่างท้องใบจะเป็นสีแดงเข้ม มักมีขนสีขาวบริเวณเส้นใบ มีก้านใบเป็นสีแดง[1],[3]
  • ดอก เป็นช่อแบบช่อซี่ร่ม จะออกตรงซอกใบหรือปลายยอด
    – ก้านช่อดอกจะมีความยาวประมาณ 0.6-4 เซนติเมตร และมีขน
    – ดอกย่อยก็มีจำนวนมาก กลีบเลี้ยงเป็นพูตื้น ๆ ส่วนกลีบดอกเป็นสีเขียว
    – ปลายกลีบนั้นเป็นสีแดง รูปรี มีความยาวประมาณ 2.5 มิลลิเมตร
    – เกสรเพศผู้มีลักษณะเป็นรูปไข่แกมรูปขอบขนาน รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ[1],[3]
  • ผล เป็นผลสดแบบมีเนื้อหนึ่งเมล็ด
    – ขนาดประมาณ 5 มิลลิเมตร
    – ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมสีแดงเข้ม[1],[3]

สรรพคุณ

  • ใบ สามารถนำไปอังกับไฟแล้วนำมาขยี้ทาผิวหนังรักษาแผลตุ่มคัน (ใบ)[2]
  • ทั้งต้น สามารถนำมาทุบแล้วใช้ประคบบริเวณที่ปวดกระดูกร่วมกับยากริ๊ด (ลั้วะ) (ทั้งต้น)[2]
  • ตำรายาพื้นบ้านล้านนานั้นมีการใช้ใบสดขยี้ทาแก้กลากเกลื้อน (ใบ)[1]

ประโยชน์

  • สามารถใช้ปลูกเป็นไม้ดอก ไม้ประดับได้[3]
  • ชาวลั้วะนั้นจะใช้เครือมามัดคล้องคอวัวควายที่ถูกตัวทักแถ้เข้าไปในจมูก โดยเชื่อว่าจะทำให้ตัวทักแถ้หลุดออกมา ซึ่งจะใช้คาถาร่วมด้วย[2]

สั่งซื้อเนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ดาด ตะกั่ว เถา”. หน้า 68.
2. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “ดาด ตะกั่ว เถา, คำแดง”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [24 ธ.ค. 2014].
3. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “ดาด ตะกั่ว เถา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : biodiversity.forest.go.th. [24 ธ.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.nparks.gov.sg/
2.https://efloraofindia.com/

ดอกกระดาษ ไม้ดอกอายุสั้นสรรพคุณแก้อาการตกขาว

0
ดอกกระดาษ ไม้ดอกอายุสั้นสรรพคุณแก้อาการตกขาว เป็นไม้ล้มลุก ดอกเป็นกลีบแห้งและแข็ง มีหลายสีออกเป็นช่อ ผลแห้งผิวเกลี้ยงมีพู่คล้ายขนนกสีขาว
ดอกกระดาษ
ดอกเป็นกลีบแห้งและแข็ง มีหลายสีออกเป็นช่อ ผลแห้งผิวเกลี้ยงมีพู่คล้ายขนนกสีขาว

ดอกกระดาษ

ดอกกระดาษ เป็นพรรณไม้ล้มลุก มีอายุปีเดียว นิยมปลูกกันในทั่วทุกภาคในประเทศไทย ชอบแดดจัด ดูแลง่ายโตเร็ว ดอกออกเป็นช่อ 3-4 ดอก มีหลายสี สามารถใช้งานได้ทั้งไม้ประดับ ไม้ตัดดอก และดอกไม้แห้ง มีชื่อสามัญ คือ Straw flower หรือ Everlasting[2] ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Helichrysum bracteatum (Venten.) Willd. โดยจัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)[1],[2] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า บานไม่รู้โรย , ดอกกระดาด ดอกบานไม่รู้โรยฝรั่ง เป็นต้น[1],[2]

ลักษณะดอกกระดาษ

  • ต้น เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีอายุเพียงแค่ปีเดียว ลำต้นตั้งตรงและค่อนข้างเป็นทรงกระบอก มีสัน มีความสูงได้ประมาณ 0.5-1.2 เมตร ตามลำต้นเมื่ออ่อนแล้วจะมีขนนุ่ม ๆ ขึ้นอยู่ทั่ว สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ชอบแสงแดด ดินร่วนซุย เติบโตได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย เป็นพรรณไม้กลางแจ้งและเป็นไม้พื้นเมืองของประเทศออสเตรเลีย[1]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว แผ่นใบเป็นสีเขียว ออกเรียงสลับกันไปตามข้อต้น ไม่มีก้านใบ ใบเป็นรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบแคบ ส่วนขอบใบเรียบไม่มีจัก มีความกว้างประมาณ 1-1.5 นิ้ว และความยาวประมาณ 3-10 นิ้ว[1]
  • ดอก มีลักษณะกลีบดอกแห้งและแข็ง มีหลายสี เช่น ขาว ชมพู แดง ม่วง และเหลือง ดอกออกเป็นช่อมี 3 – 4 ดอก
  • ผล เป็นผลแห้ง ผิวผลเกลี้ยง ที่ปลายผลมีพู่คล้ายขนนก ผลเป็นสีขาวรูปขอบขนาน มีความยาวประมาณ 4-10 มิลลิเมตร[1]

สรรพคุณ

  • ต้น สามารถนำมาต้มกับน้ำ เป็นยาแก้ขัดเบาและแก้นิ่ว (ต้น)[1]
  • ต้น สามารถนำมาต้มกับน้ำ เป็นยาแก้โรคหนองในหรือระดูขาว ตกขาว (ต้น)[1]

ประโยชน์

  • สามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามที่สูงทางภาคเหนือได้
  • เป็นไม้ดอกที่ปลูกได้ง่าย ต้องการการดูแลรักษาน้อย ชอบอากาศเย็น
  • นับตั้งแต่วันเพาะเมล็ดจนถึงวันที่ออกดอกชุดแรกใช้เวลาเพียงแค่ 3 เดือน
  • สามารถเก็บเกี่ยวดอกได้ติดต่อกันนานร่วม 2 เดือน[1],[2]

สั่งซื้ออาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “ดอกกระดาด”. หน้า 282.
2. คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่. “ด อ ก ก ระ ด า ษ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : natres.psu.ac.th. [24 ธ.ค. 2014].

อ้างอิงจาก
1.https://meadowflowers.com.au
2.https://www.thegardenhelper.com

ซ้องแมว กับสรรพคุณและประโยชน์น่ารู้

0
ซ้องแมว
ซ้องแมว กับสรรพคุณและประโยชน์น่ารู้ ดอกเป็นช่อกระจุก สีเหลือง ผลกลมรีหรือเป็นรูปไข่ ผิวเรียบและเป็นมัน ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีเหลืองเข้ม
ซ้องแมว
ดอกเป็นช่อกระจุก สีเหลือง ผลกลมรีหรือเป็นรูปไข่ ผิวเรียบและเป็นมัน ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีเหลืองเข้ม

ซ้องแมว

ต้นซ้องแมว เป็นไม้ทรงพุ่มกึ่งเลื้อยขนาดใหญ่ มีถิ่นกำเนิดในประเทศฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยพบมีการเจริญเติบโตอยู่ตามป่าเบญจพรรณทั่วไป ดอกเป็นช่อกระจุกยาวประมาณ 50 ซม. ห้อยลงมาจากปลายกิ่ง ชอบแสงแดดแบบเต็มวัน ชื่อสามัญ คือ Parrot’s beak, Hedgelhog, Wild sedge, Ching-chai[2] ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Gmelina philippensis Cham. ซึ่งจัดอยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE)[2] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ข้าวจี่ (ทั่วไป), ซ้อแมว (ลำปาง), เล็บแมว (สระบุรี), ส้มแมว (ราชบุรี), ยวงขนุน (สุราษฎร์ธานี), จิ้งจ๊อ (ปัตตานี), คางแมว หางกระรอกแดง (ภาคกลาง), คางแมว จิงจาย (ภาคใต้), ปะงางอ (มลายู-ปัตตานี)[1]

ลักษณะของต้นซ้องแมว

  • ต้น มีถิ่นกำเนิดในประเทศฟิลิปปินส์ เป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อย มีความสูง 2-6 เมตร เปลือกลำต้น เรียบและเป็นสีน้ำตาลอ่อน ตามลำต้น มีหนามใหญ่และยาว สามารถขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งหรือการปักชำ ชอบดินร่วน และต้องการน้ำในปริมาณที่ไม่มากไปและไม่นอนไป ปลูกในที่ที่โดนแสงแดดตลอดวัน ในประเทศไทย สามารถพบได้ตามป่าเบญจพรรณทั่วไป ออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม[1],[2]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกใบตรงข้ามกัน เป็นรูปรีหรือจักคล้ายรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ปลายใบแหลมมน โคนใบมนหรือเรียวสอบ ขอบใบเรียบ ใบมีความยาว 1.5-7.5 เซนติเมตร แผ่นใบเกลี้ยง เส้นแขนงใบมีข้างละ 3-4 เส้น ก้านใบจะยาว 1-2.5 เซนติเมตร[1],[2]
  • ดอก เป็นช่อกระจุก ออกเป็นคู่เรียงกันและออกตรงข้ามสลับตั้งฉาก ช่อดอกยาวได้ 50 เซนติเมตร มีใบประดับขนาดใหญ่รองรับ เป็นรูปไข่กว้าง เป็นสีเขียวอ่อนหรือมีสีน้ำตาลอมแดง ปลายแหลม มีความยาว 2-3 เซนติเมตร ใบประดับที่ปลายช่อจะมีขนาดเล็กตามลำดับ ก้านดอกสั้น หนา ดอกเป็นสีเหลือง กลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วย มีความยาว 5 มิลลิเมตร เป็นจักตื้น ๆ 5 จัก กลีบดอกเป็นรูปลำโพง มีความยาว 5 เซนติเมตร หลอดกลีบเรียวแคบ มีความยาว 1-1.5 เซนติเมตร ปลายกลีบบานออกและแยกออกเป็น 2 ปากโดยจะมี 4 แฉก ปลายกลมมน พับงอ 3 แฉกบนเป็นแฉกตื้น ๆ ส่วนแฉกล่างจะยื่นยาวกว่าแฉกบน มีขนสั้น ๆ อยู่ด้านนอก มีเกสรเพศผู้ติดกันเป็นคู่ 2 คู่ อยู่เหนือคอหลอดกลีบดอก แบ่งเป็นอันยาว 2 อัน ยาว 2 เซนติเมตร และอันสั้น 2 อัน ยาว 1 เซนติเมตร อับเรณูมี 2 พู กางออกนิดหน่อย มีความยาว 2 มิลลิเมตร รังไข่เป็นทรงกลม ไม่มีขน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 มิลลิเมตร และมี 4 ช่อง ก้านเกสรเพศเมียมีความยาว 3.5 เซนติเมตร ยอดเกสรแยกออกเป็น 2 แฉก[2]
  • ผล เป็นทรงกลมรีหรือเป็นรูปไข่กลับ มีความยาว 1.2 เซนติเมตร ผิวผลเรียบและมีความเป็นมัน ผลอ่อนเป็นสีเขียว แต่เมื่อสุกแล้วจะกลายเป็นสีเหลืองเข้ม มีเมล็ดอยู่ประมาณ 2-4 เมล็ด[1],[2]

สรรพคุณของซ้องแมว

  • ราก ใช้เป็นยาแก้ตานขโมย[1]
  • ราก ใช้เป็นยาแก้พิษฝีภายใน[1]
  • ราก มีรสขมเย็น ใช้เป็นยาแก้กระษัย[1]
  • ผล ใช้เป็นยาทาแผลน้ำกัดเท้า[1]
  • ผล ใช้เป็นยาแก้โรคท้องมาน[1]
  • ผล มีรสเปรี้ยวอมร้อน ใช้เป็นยาแก้ไอ[1]
  • ผล ใช้เป็นยาแก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ[1]
  • ผล มีรสขมเย็น มีสรรพคุณเป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ[1]
  • ใบ ใช้เป็นยาทาแก้บวม[1]
  • ใบ สดใช้ตำพอกศีรษะแก้ผมร่วง[1]
  • ใบ มีรสขม นำมาตำให้ละเอียด ใช้เป็นยาพอกสุมลงบนศีรษะ ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ[1]
  • ใบ นำมาต้มเอาน้ำอมหรือใช้บ้วนปาก เป็นยาแก้เหงือกบวมอักเสบ แก้อาการปวดฟัน[1]
  • ใบหรือผล ใช้เป็นยาขับพยาธิ[1]
  • ใบและผลสด มีรสเปรี้ยวขม ใช้คั้นเอาน้ำมาหยอดหู แก้ปวดหู[1]
  • รากหรือผล ใช้เป็นยาแก้วัณโรค[1]

ประโยชน์ของซ้องแมว

  • สามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปได้[2]
  • ใบสด สามารถนำมาขยำกับน้ำซาวข้าวครั้งแรก แล้วนำมาใช้หมักผม จะทำให้ผมมีความเงางามมากขึ้น[3]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “ซ้อง แมว (Song Maeo)”. หน้า 110.
2. สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “ซ้อง แมว”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dnp.go.th/botany/. [25 ธ.ค. 2014].
3. ภาควิชาเภสัชเวท คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : pg.pharm.su.ac.th. [25 ธ.ค. 2014].
4. https://medthai.com/

อ้างอิงจากรูป
1.https://www.nparks.gov.sg/
2.https://souqgarden.com/

สรรพคุณของครอบฟันสี

0
ครอบฟันสี
สรรพคุณของครอบฟันสี ไม้พุ่มที่เป็นวัชพืชและพืชในตำรับยาสมุนไพรไทย ดอกสีเหลือง ผลกลมเป็นกลีบเรียงติดกันคล้ายกับฟันเฟืองข้าว มีขนสั้นปกคลุม
ครอบฟันสี
ไม้พุ่มที่เป็นวัชพืชและพืชในตำรับยาสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณหลากหลาย ดอกสีเหลือง ผลกลมเป็นกลีบเรียงติดกันคล้ายกับฟันเฟืองข้าว มีขนสั้นปกคลุม

ครอบฟันสี

ชื่อสามัญของครอบฟันสี คือ Indian mallow, Moon flower, Country mallow ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Abutilon indicum (L.) Sweet อยู่ในวงศ์ชบา (MALVACEAE)[1],[2],[4] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น มะก่องเข้า, พรมชาติ, มะอุบข้าว, ก่อนเข้า, ครอบจักรวาล, กิมฮวยเช่า, โพะเพะ, หมากก้นจ้ำ, ครอบตลับ[1],[2],[6],[9],[11]

หมายเหตุ : จากข้อมูลทั่วไปแล้ว Abutilon indicum (L.) Sweet เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของต้นครอบฟันสี แต่ในหนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีนที่ใช้บ่อยในประเทศไทยจะแยกต้นครอบฟันสี ต้นครอบตลับ ต้นครอบจักวาลออกจากกัน โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกัน แบ่งออกได้ดังนี้

1. ครอบฟันสี ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Abutilon sinense Oliv. (ทั่วไปเรียก “ก่องข้าวดอย“) ชนิดนี้ที่บริเวณกิ่งและลำต้นจะมีสีเพียงเล็กน้อย ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ค่อนข้างกลม ดอกมีสีส้มหรือสีแสด ต่างจากครอบตลับที่มีดอกสีเหลือง
2. ครอบจักรวาล หรือ ครอบจักรวาฬ ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Abutilon persicum (Burm.f.) Merr. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Abutilon polyandrum (Roxb.) Wight & Arn.) (ทั่วไปเรียก “ก่องข้าวหลวง“) มีลักษณะของต้นคล้ายกับต้นครอบตลับ แต่พันธุ์นี้ขนาดของใบจะใหญ่กว่าและบางกว่าครอบตลับ
3. ครอบตลับ ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Abutilon indicum (L.) Sweet ใบจะมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ ดอกเป็นสีเหลือง (เป็นชนิดที่กล่าวถึงในบทความนี้)

โดยทั้งสามชนิดนี้จะมีสรรพคุณทางยาที่คล้ายคลึงกันและสามารถใช้แทนกันได้[11]

ลักษณะ

  • ต้น เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสูงประมาณ 0.5-2.5 เมตร ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งก้านสาขามาก มีขนสีขาวนวลหรือสีเทาอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ทั่วไป ต้นครอบฟันสีนั้นมักเกิดตามดินปนทราย พบได้ทั่วไปตามที่รกร้างริมถนนหนทาง มีเขตการกระจายพันธุ์ในทวีปแอฟริกาและในทวีปเอเชีย เช่น ในประเทศ เวียดนาม ศรีลังกา ลาว อินเดีย ฯลฯ ในประเทศไทยพบได้มากที่ทางภาคกลางและภาคตะวันออก[7] ทั้งต้นจะมีสาร Amino acids, Flavonoid glycoside, Phenols, และน้ำตาล (จำพวก Flavonoid glycoside มี Cyanidin-3-rutinoside, Gossypin, Gossypitrin) ส่วนรากจะมี Asparagin[1],[2]
  • ใบ จะออกสลับกัน ใบมีลักษณะกลมโต ที่ปลายจะแหลมสั้น ฐานใบจะเว้าเป็นรูปคล้ายหัวใจ ที่ขอบใบเป็นหยักรูปฟัน ใบกว้างประมาณ 2.5-7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-9 เซนติเมตร ใบมีสีเขียวค่อนข้างหนาและมีขนสีขาวนวลหรือสีเทาขึ้นปกคลุมทั้งสองด้าน มีก้านใบยาว ใบจะมีสาร Organic acid, Mucilage, Tannins, Traces of asparagin และมีเถ้าที่ประกอบไปด้วย Alkaline sulphates, Calcium carbonate, Chlorides และ Magnesium phosphate[1],[2]
  • ดอก ออกเป็นดอกเดียวจากซอกของก้านใบ ดอกมีสีเหลือง มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 เซนติเมตร ก้านดอกยาว ทางใกล้โคนดอกจะมีรอยเป็นข้อ 1 รอย กลีบเลี้ยงดอกติดกัน ถ้าบานออกจะคล้ายกับจาน และมีรอยแยกฉีกแบ่งออกเป็น 5 กลีบ ที่กลีบปลายจะแหลมสั้น ๆ มีสีเขียว มีขนนุ่มสีเทาปกคลุมด้านนอกของกลีบดอกทั้งห้า มีเกสรตัวผู้เป็นจำนวนมากติดกันอยู่ที่โคนเป็นหลอดสั้น ๆ รังไข่จะอยู่เหนือส่วนอื่นของดอกทั้งหมด ผนังของรังไข่เป็นกลีบเรียงติดกันรอบ ๆ เป็นรูปทรงกลม[1],[2]
  • ผล มีลักษณะกลมเป็นกลีบเรียงติดกัน คล้ายกับฟันเฟืองข้าว มีกลีบประมาณ 15-20 กลีบ เส้นผ่านศูนย์มีขนาดกลางประมาณ 2 เซนติเมตรและหนาประมาณ 1.5 เซนติเมตร ภายนอกของผลจะมีขนสั้นปกคลุมอยู่ ชนิดนี้ผลจะมีลักษณะเป็นรูปตูม ไม่บานอ้าเหมือนกับชนิดอื่น
  • เมล็ด มีลักษณะคล้ายรูปไต มีขนสั้น ๆ ในเมล็ดจะมีไขมันอยู่ประมาณ 5% โดยมี Oleic acid 41.3%, Linoleic acid 26.67%, Linolenic acid 6.8%, Palmitic acid 5.08%, Stearic acid 11.17% และ Non-saponified matter ประมาณ 1.77% (เป็นพวก Sitosterol) กากเมล็ดจะประกอบไปด้วย Raffinose (C18 H32 O16)[1],[2]

สรรพคุณของครอบฟันสี

1. สามารถใช้เป็นยาแก้ปวดในกระดูก โดยใช้ครอบฟันสีทั้ง 5 ส่วนมาต้มกินและนำมาใช้อาบ หรือนำมาประคบร่วมด้วย (ทั้งต้น)[3]
2. สามารถช่วยแก้อัมพาต แก้ลมเข้าข้อ ต้านเชื้อแบคทีเรียได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8],[9]
3. สามารถใช้เป็นยาแก้ฝีบวมแดง แก้อีสุกอีใส (เมล็ด, ทั้งต้น)[11]
4. สามารถช่วยแก้ฝีฝักบัว โดยใช้เมล็ด 1 ช่อนำมาบดให้เป็นผงแล้วนำมาชงกับน้ำสุกอุ่น ๆ ใช้ทาน และให้ใช้ใบสดมาตำผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำตาลแดงก็ได้ แล้วนำมาใช้พอกที่แผล (เมล็ด, ใบสด)[1]
5. สามารถช่วยรักษาแผลเรื้อรัง ด้วยการใช้ครอบฟันสีทั้ง 5 ส่วนมาต้มกินและนำมาใช้อาบ หรือนำมาใช้ประคบร่วมด้วย (ทั้งต้น)[3] ในอินเดียใช้ดอกและใบ มาพอกรักษาฝีและแผลเรื้อรังต่าง ๆ (ดอก, ใบ)[2] ส่วนฟิลิปปินส์ใช้ใบมาต้มเอาน้ำใช้ชะล้างรักษาบาดแผลและแผลเรื้อรังชนิดต่าง ๆ (ใบ)[2] หรือใช้ใบผสมน้ำใช้ล้างก็ได้ (ใบ)[5],[6] และยังช่วยรักษาแผลพุพองและแผลเบาหวานได้ด้วย โดยจะช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น ทำให้คอลลาเจนมาเกาะที่แผลมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการเรียงตัวและการเติบโตดีขึ้น[9]
6. สามารถช่วยแก้หกล้มแล้วเป็นบาดแผลได้ โดยใช้รากแห้งประมาณ 60 กรัม มาต้มกับขาหมู 2 ขา ผสมกับเหล้าเหลืองประมาณ 60 กรัม ต้มกับน้ำใช้ทาน (รากแห้ง)[1]
7. สามารถช่วยบำรุงไต รักษาโรคไตได้ (ราก)[8]
8. สามารถใช้เป็นยาแก้มุตกิดสตรี หรืออาการปัสสาวะขุ่น เสียวในมดลูก มีอาการตกขาวและมีกลิ่นเหม็นคาว และมีอาการปวดที่บริเวณชายกระเบนเหน็บ (ราก)[4],[5],[6],[10]
9. สามารถใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวารได้ โดยใช้รากประมาณ 100-150 กรัม มาต้มเอาน้ำข้น ๆ ดื่มประมาณ 1 ถ้วยชา วันละ 1-3 ครั้ง ส่วนกากที่เหลือให้นำมาต้มเป็นน้ำยาแล้วอบที่ทวารให้พออุ่น ๆ และพอทนได้ ให้อบวันละประมาณ 5-6 ครั้ง และเอาน้ำอุ่น ๆ มาชะล้างแผล (ราก)[1],[11]
10. สามารถช่วยขับปัสสาวะ (ราก, ทั้งต้น) ช่วยแก้อาการปัสสาวะขัด เจ็บ ขุ่น ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ปวดแสบเวลาขับปัสสาวะ หรือที่เรียกว่าโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้ ด้วยการใช้ทั้งต้นสด 40-80 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม (ทั้งต้น)[1],[8],[9][11] ใบหรือทั้งต้นใช้ต้มกับน้ำดื่มใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยแก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบได้ (ใบ, ทั้งต้น)[4],[5],[6] บ้างก็ว่าเปลือกนั้นมีเมือก ที่สามารถนำมาใช้เป็นยาขับปัสสาวะได้ (เมือกจากเปลือก)[2] ในอินโดจีนจะใช้ดอกอ่อนและเมล็ดเป็นยาขับปัสสาวะ และหล่อลื่น (เมล็ด, ดอกอ่อน)[2],[11] ในอินเดียจะใช้ยาชงจากรากเป็นยาแก้อาการขัดเบาเป็นเลือด และระบุด้วยว่ารากและเปลือกนั้นมีฤทธิ์ขับปัสสาวะได้เป็นอย่างดี (ราก, เปลือก)[2]
11. สามารถช่วยขับพยาธิในท้องได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]
12. สามารถช่วยแก้อาการท้องร่วงได้ (ทั้งต้น, ราก)[1]
13. สามารถใช้ดอกเป็นยาฟอกลำไส้ให้สะอาดได้ (ดอก)[5],[6],[10]
14. สามารถช่วยในการย่อยอาหารได้ (ต้น, ทั้งต้น)[4],[5],[6]
15. นำทั้งต้นมาต้มกับน้ำ ใช้ดื่มช่วยขับลม (ต้น,ทั้งต้น)[1],[4],[5],[6],[10]
16. สามารถช่วยแก้อาการสะอึกได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]
17. สามารถช่วยขับเสมหะได้ (เมล็ดแห้ง)[2]
18.รากเป็นยาเย็น จะมีรสหวานจืด สามารถใช้เป็นยารักษาอาการไอได้ (ราก)[1],[4],[5],[6],[10],[11]
19. สามารถใช้เป็นยาแก้ไข้ได้ โดยใช้ครอบฟันสีทั้ง 5 ส่วนมาต้มกินและนำมาใช้อาบ (ทั้งต้น[3], ราก[4],[5],[6]) ช่วยลดไข้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]
20. สามารถช่วยแก้เลือดร้อนได้ (ทั้งต้น)[1]
21. สามารถใช้เป็นยาแก้คอตีบได้ โดยใช้รากสดประมาณ 30 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม หรืออาจเพิ่มรากว่านหางช้างสด 20 กรัม และรากหญ้าพันงูสด 20 กรัม มาตำคั้นเอาแต่น้ำผสมกับเหล้าขาวดื่ม (รากสด)[1],[11]
22. นำใบมาขยี้ใช้อุดฟัน สามารถช่วยแก้อาการปวดฟัน แก้อาการเหงือกอักเสบได้ (ใบ)[5],[6]
23. สามารถช่วยแก้อาการเหงือกอักเสบได้ (ราก)[1]
24. สามารถช่วยแก้อาการหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรังได้ โดยใช้รากแห้งประมาณ 15-30 กรัม ข้าวเหนียวปริมาณ 1 ถ้วย (หรือจะใช้เนื้อหมูไร้มันหรือเต้าหู้แทนข้าวเหนียว) ในปริมาณพอสมควร มาต้มกับน้ำดื่ม (รากแห้ง)[1]
25. สามารถช่วยแก้อาการหูหนวกได้ (ทั้งต้น, ราก)[1]
26. สามารถใช้เป็นยาแก้โรคลมบ้าหมูหรือโรคลมชักได้ โดยใช้ทั้งต้นรวมรากนำมาต้มกับน้ำปริมาณพอสมควรจนเดือด แล้วใช้ดื่มในขณะยังอุ่นทุกวัน วันละ 2-3 ครั้ง ผู้ที่เพิ่งเป็นโรคดังกล่าวจะหายในเวลาไม่นาน แต่ถ้าเป็นนานเกิน 5 ปีแล้ว ต้องต้มดื่มติดต่อกันทุกวันเป็นเวลา 1 ปีจึงจะหาย (ทั้งต้น)[6]
27. นำใบหรือทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาแก้โรคเบาหวาน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือใช้ยอดสดยาว 1 คืบ จำนวน 15 ยอด มาต้มกับน้ำ 6 แก้วโอเลี้ยงจนเดือด ใช้ดื่มขณะยังอุ่นจนหมด ติดต่อกันประมาณ 2-3 อาทิตย์ บ้างก็ใช้ผลต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 8-9 ผลต่อน้ำ 2 ลิตร ถ้าน้ำตาลในเลือดลดลงแล้วให้ใช้เพียง 4-5 ผลต่อน้ำ 2 ลิตร ต้มดื่มต่างน้ำ จะสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ บ้างก็ว่าใช้ทั้ง 5 ส่วนของครอบฟันสีก็ใช้รักษาโรคเบาหวานได้ และผู้ที่เป็นแผลเปื่อยจากเบาหวานก็หายด้วย (ผล, ใบ, ทั้งต้น)[4],[5],[6],[9] และยังมีการทดลองเพื่อทดสอบฤทธิ์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือดของสารสกัดจากใบครอบฟันสี ด้วยการป้อนสารสกัดในขนาด 500 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักหนู 1 กิโลกรัม พบว่าสารสกัดดังกล่าวใช้เวลาดูดซึมประมาณ 2 ชั่วโมง ถึงจะออกฤทธิ์[7]
28. สามารถช่วยบำรุงปอดได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]
29. นำทั้งต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาบำรุงโลหิต (ต้น, ทั้งต้น)[4],[5],[6],[10]
30. สามารถใช้รากเป็นยาบำรุงธาตุในร่างกายได้ (ราก)[4],[5],[6],[10]
31. สามารถใช้รากเป็นยาบำรุงกำลังได้ (ราก)[4],[5],[6],[10] สามารถช่วยแก้อาการร่างกายอ่อนแอไม่มีกำลังได้ โดยใช้รากแห้งประมาณ 60 กรัม มาต้มกับขาหมู 2 ขา แล้วผสมกับเหล้าเหลืองประมาณ 60 กรัม ใช้ต้มกับน้ำดื่ม (รากแห้ง)[1]
32. สามารถช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศได้ (เมล็ดแห้ง)[2]
33. สามารถช่วยแก้อาการข้อมือและข้อเท้าอักเสบ หรือเป็นแผลอักเสบที่ทำให้กล้ามเนื้อลีบได้ โดยใช้รากแห้งประมาณ 30 กรัม มาผสมกับน้ำและเหล้าอย่างละเท่ากัน แล้วใช้ตุ๋นทาน (รากแห้ง)[1]
34. สามารถใช้เป็นยาแก้อาการผดผื่นคันที่เกิดจากอาการภูมิแพ้ โดยใช้ทั้งต้นแห้งประมาณ 80 กรัม มาต้มกับเนื้อสันของหมูประมาณ 200 กรัม โดยต้มเป็นน้ำแกง ใช้ทานจนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ (ทั้งต้นแห้ง)[1],[11]
35. นำใบมาตำใช้พอกบ่มหนองให้สุกไวและแตกเร็วขึ้น (ใบ)[5],[6],[10],[11]
36. สามารถช่วยรักษาโรคเรื้อนได้ (ทั้งต้น)[1]
37. ทั้งต้นสามารถใช้รักษาแผลบวมเป็นหนองได้(ทั้งต้น)[1]
38. เมล็ดสามารถใช้เป็นยาสมานแผลได้ (เมล็ด)[11]
39. สามารถช่วยรักษาโรคต่อมลูกหมากอักเสบได้ โดยใช้สมุนไพรครอบจักรวาล รางจืด ลูกใต้ใบ อย่างละเท่า ๆ กันมาต้มดื่ม (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]
40. สามารถช่วยขับระดูของสตรีได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]
41. สามารถช่วยแก้อุจจาระกะปริบกะปรอยได้ (เมล็ด, ทั้งต้น)[11]
42. สามารถช่วยแก้อาการบิดมูกเลือด บิดมูกขาวได้ โดยใช้เมล็ดนำมาคั่วให้เกรียมแล้วบดให้เป็นผง ใช้ครั้งละ 3-5 กรัม มาผสมกับน้ำผึ้งใช้ทานก่อนอาหาร วันละ 3 ครั้ง (เมล็ด)[1],[11]
43. ผงจากเมล็ดสามารถใช้ฆ่าพยาธิเส้นด้ายได้ โดยใช้ผงจากเมล็ดนำมาโปรยบนถ่านไฟ เอาควันมารมก้นเด็กที่เป็นพยาธิเส้นด้าย (เมล็ดแห้ง)[2]
44. สามารถช่วยแก้อาการปวดท้อง แก้บิดได้ (ราก)[1]
45. เมล็ดแห้งสามารถใช้ทานประมาณ 3.5-7.5 กรัม ใช้เป็นยาระบายในคนที่เป็นริดสีดวงทวาร (เมล็ดแห้ง)[2]
46. สามารถช่วยแก้อาการจุกเสียดแน่นเฟ้อได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]
47. สามารถช่วยแก้โรคเกี่ยวกับหลอดลมและน้ำดีได้ (ราก)[4],[5],[10] ช่วยแก้โรคลมและดีพิการ (ราก)[6]
48. สามารถช่วยละลายเสมหะได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]
49. สามารถช่วยแก้หืดได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]
50. สามารถใช้รากเป็นยารักษาโรคไข้ผอมเหลือง (ราก)[4],[5],[6],[10]
51. ทั้งต้นจะมีรสหวานเป็นยาสุขุม จะออกฤทธิ์กับปอด กระเพาะอาหาร ลำไส้ ไต ใช้เป็นยาแก้หวัด ไอแห้ง ไข้ตัวร้อนไม่ยอมลด ช่วยกระจายลมร้อน ขับลมชื้น (ทั้งต้น)[11]
52. รากจะมีรสจืด ชุ่ม เย็น ส่วนต้นมีรสชุ่มและสุขุม มีสรรพคุณเป็นยาช่วยแก้อาการร้อน ชื้น (ทั้งต้น, ราก)[1]
53. สามารถช่วยแก้อาการเจ็บคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ อาการไอ หลอดลมอักเสบได้ โดยนำรากมาทุบแล้วแช่กับน้ำส้มสายชูประมาณหนึ่งชั่วโมง จากนั้นนำมาอมจะทำให้อาการดีขึ้น และอีกวิธีแก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ให้ใช้ทั้งต้นสด 40-80 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม (ราก, ทั้งต้น)[8],[9],[11]
54. สามารถช่วยแก้อาการรากฟันเน่าและเป็นหนองได้ โดยใช้รากแห้งประมาณ 15 กรัม มาผสมกับน้ำตาลแดงพอสมควร ใช้ต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้รากแห้งนำมาแช่กับน้ำส้มสายชูประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วใช้ผ้าห่อนำมาอมไว้ในปากบ่อย ๆ (รากแห้ง)[1]
55. สามารถช่วยรักษาคางทูมได้ (ทั้งต้น)[1]
56. สามารถช่วยแก้อาการปวดหู ลมออกหูได้ (ทั้งต้น)[8]
57. สามารถใช้เป็นยาแก้อาการหูอื้อได้ (ทั้งต้น)[1],[8],[11]
58. ทั้งต้นสามารถใช้เป็นยารักษาโรคความดันโลหิตได้ (ทั้งต้น)[8]
59. สามารถช่วยแก้โรคประสาทได้ (ทั้งต้น)[8]
60. สามารถช่วยฟอกโลหิตได้ (ทั้งต้น, ราก)[1] ช่วยขับโลหิตเสีย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]
61. สามารถช่วยทำให้เจริญอาหารได้ (ต้น[4],[5], ราก[5], ทั้งต้น[6])
62. ในอินโดจีนใช้ดอกอ่อนและเมล็ดเป็นยาบำรุง (เมล็ด, ดอกอ่อน)[2]

วิธีใช้และขนาดที่ใช้ : การใช้ตาม [1] ทั้งต้นและราก ให้เก็บช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว โดยตัดมาทั้งต้นแล้วล้างให้สะอาด เอามาตากให้แห้งแล้วเก็บไว้ใช้ ถ้าเป็นส่วนของราก ให้ใช้รากแห้งประมาณ 10-15 กรัม ถ้าใช้ภายในให้นำมาต้มกับน้ำดื่ม แต่ถ้าใช้ภายนอกให้นำรากมาตำแล้วพอกหรือต้มกับน้ำใช้ชะล้าง สำหรับในส่วนของทั้งต้น ให้ใช้ทั้งต้นแห้งประมาณ 30-60 กรัม ถ้าใช้ภายในให้นำมาต้มกับน้ำดื่มหรือใช้ตุ๋นกับเนื้อไก่ทาน แต่ถ้านำมาใช้ภายนอกก็ให้นำมาตำแล้วใช้พอก ทั้งนี้ก็ให้ดูลักษณะของอาการประกอบด้วย[1] ส่วนการใช้ตาม [11] ต้นสดและรากให้ใช้ครั้งละ 40-80 กรัม ต้นแห้งใช้ครั้งละ 20-30 กรัม ส่วนการนำมาใช้ภายนอกนิยมใช้ต้นสดมาตำพอก เมล็ดแห้งนำมาบดให้เป็นผงใช้ครั้งละ 3-5 กรัมทาน[11]

ประโยชน์ของครอบฟันสี

1. ในฟิลิปปินส์มีการนำใบมาต้มเอาน้ำมาใช้สวนล้างช่องคลอด[2]
2. เปลือกต้นมีเส้นใยที่เหนียวและแข็งแรง สามารถใช้ทำเชือกได้ดี โดยทำใช้กันเอง ไม่มีการทำเป็นการค้า[2]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “ครอบฟันสี“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th. [20 ธ.ค. 2013].
2. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 11 คอลัมน์: สมุนไพรน่ารู้. “ฟันสี“. (ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.doctor.or.th. [20 ธ.ค. 2013].
3. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ บันทึกของแผ่นดิน ๑: หญ้า ยา สมุนไพร ใกล้ตัว (สุภาภรณ์ ปิติพร).
4. อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “มะก่องข้าว“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th/siri/. [20 ธ.ค. 2013].
5. สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. “มะก่องข้าว“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.walai.msu.ac.th. [20 ธ.ค. 2013].
6. ไทยรัฐออนไลน์. “ครอบฟันสี แก้โรคลมบ้าหมู“. (นายเกษตร). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thairath.co.th. [20 ธ.ค. 2013].
7. จุฬาสัมพันธ์ ฉบับที่ 43 (วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2552). “สารสกัดจากใบครอบฟันสีพัฒนาเป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวาน“. (รศ.สพญ.ดร.ศิรินทร หยิบโชคอนันต์ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.research.chula.ac.th. [20 ธ.ค. 2013].
8. จำรัส เซ็นนิล. “สมุนไพรครอบจักรวาล“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.jamrat.net. [20 ธ.ค. 2013].
9. “ใบความรู้เรื่องครอบฟันสี“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: api.ning.com/files/M9hL–WJJPRB13WbJDEQZzube9lpVbp9G7APhYxlt6JvosH9Aqh2Rz-TfRW90uXgPNFHpSzMjrR3AZyuvtdsVSYgmtFClRnb/2.docx. [20 ธ.ค. 2013].
10. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. “ครอบจักรวาฬ, ครอบตลับ, ครอบฟันสี”. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). หน้า 164-167.
11. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. “ครอบตลับ”. (วิทยา บุญวรพัฒน์). หน้า 152.

อ้างอิงรูปจาก
1. https://www.flickr.com
2. https://www.flickr.com

สรรพคุณและประโยชน์ของ โกงกางใบใหญ่

0
โกงกางใบใหญ่
สรรพคุณและประโยชน์ของ โกงกางใบใหญ่ เป็นไม้ไม่ผลัดใบขึ้นบริเวณป่าชายเลนที่ใกล้กับทะเล ผลกลมคล้ายไข่ ใต้ใบเลี้ยงเมล็ดงอกยื่นยาวคล้ายฝัก
โกงกางใบใหญ่
เป็นไม้ไม่ผลัดใบขึ้นบริเวณป่าชายเลนที่ใกล้กับทะเล ผลกลมคล้ายไข่ ใต้ใบเลี้ยงเมล็ดงอกยื่นยาวคล้ายฝัก

โกงกางใบใหญ่

โกงกางใบใหญ่ เป็นไม้ไม่ผลัดใบขึ้นบริเวณป่าชายเลนที่ใกล้กับทะเล เปลือกหยาบสีเทาถึงดำ แตกเป็นร่องทั้งตามยาวและขวาง หรือแตกเป็นร่องตาราง สี่เหลี่ยม หากทุบเปลือกทิ้งไว้สักครู่ ด้านในของเปลือกจะเป็นสีเหลืองถึงส้ม โคนต้นมีรากที่ใหญ่และแข็งแรงทำหน้าที่พยุงลำต้น ชื่อสามัญ คือ Red mangrove[1], Asiatisk mangrove[2], Loop-root mangrove[2] ชื่อวิทยาศาสตร์ Rhizophora mucronata Lam.[2] จัดอยู่ในวงศ์โกงกาง (RHIZOPHORACEAE) เช่นเดียวกับโกงกางใบเล็ก[1],[2] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น กงเกง , กงกางนอก โกงกางนอก, กงกอน, ลาน, กางเกง พังกา พังกาใบใหญ่ เป็นต้น[1],[3],

ลักษณะ

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยมีความสูงประมาณ 20-30 เมตร ลำต้นมีลักษณะเปลาตรง เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลเทา เปลือกต้นค่อนข้างเรียบ เปลือกในเป็นสีส้ม กระพี้เป็นสีเหลืองอ่อน ส่วนแก่นเป็นสีน้ำตาล สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้ฝักโดยตรง สามารถพบได้ตามชายฝั่งทะเลตะวันออกของแอฟริกา ทวีปเอเชีย ภูมิภาคมาเลเซีย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกไปจนถึงหมู่เกาะตองกา สำหรับในประเทศไทยจะพบได้มากตามริมคลอง ริมชายฝั่งทะเลที่มีน้ำเค็มท่วมถึงเป็นระยะเวลานาน[1],[4]
  • ราก เป็นแบบค้ำจุนขนาดใหญ่ จะงอกจากลำต้นออกเป็นจำนวนมาก แตกแขนงระเกะระกะ เป็นทรงเรือนยอดรูปกรวยคว่ำแบบแคบ ๆ[1],[3]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตรงข้ามกัน แต่ละคู่ใบจะออกแบบสลับทิศทางกัน ใบเป็นรูปใบมนค่อนไปทางรูปหอก ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งแข็งเล็ก ๆ ฐานใบสอบเข้าหากันคล้ายกับรูปลิ่ม หน้าใบเป็นสีเขียวอ่อน เป็นสีเขียวอมเหลือง และยังมีจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ ที่เห็นได้ชัด ใบจะมีความกว้างประมาณ 5-13 เซนติเมตรและยาวประมาณ 8-18 เซนติเมตร ส่วนก้านใบนั้นยาวประมาณ 2.5-5.5 เซนติเมตร หูใบสีแดงเข้มยาวประมาณ 5-9 เซนติเมตร มีไว้หุ้มใบอ่อน[1]
  • ดอก ดอกเป็นช่อแบบ Cymes ในแต่ละช่อนั้นก็จะจะประกอบไปด้วยดอกประมาณ 2-12 ดอก ที่มีสีขาวอมเหลือง โดยมีกลีบอยู่รอบดอก 4 กลีบ กลีบรอบกลีบดอกจะเป็นรูปไข่ โคนกลีบติดกัน ส่วนกลีบดอกนั้นจะเป็นรูปใบหอก ที่มีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร และจะมีเกสรตัวผู้จำนวน 8 ก้าน มีความยาวประมาณ 0.5-0.8 เซนติเมตร[1]
  • ผล เป็นรูปทรงกลมคล้ายไข่ โดยจะเป็นผลที่งอกก่อนผลจะร่วง ในส่วนใต้ใบเลี้ยงเมล็ดจะงอกยื่นยาวออกมาคล้ายกับฝัก และมักจะเรียกว่า “ฝักโกงกางใบใหญ่” เมื่อผลแก่แล้วจะมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 36-90 เซนติเมตร[1]

สรรพคุณของโกงกาง

1. ช่วยแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน[1],[6]
2. ช่วยแก้อาเจียนเป็นเลือด[1],[6]
3. เปลือกต้น นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องร่วง (เปลือกต้น)[1],[3],[4],[6]
4. ช่วยแก้บิด บิดเรื้อรัง (เปลือกต้น)[1],[3],[4],[6]
5. เปลือกต้น นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาสมาน (เปลือกต้น)[1]
6. เปลือกต้น นำมาตำใช้เป็นยาพอกช่วยห้ามเลือดได้ดีและช่วยสมานแผล (ใบ, เปลือก)[1],[5],[6]
7. เปลือกต้น ใช้ชะล้างแผลและห้ามเลือดได้เช่นกัน (น้ำจากเปลือกต้น)[3],[4]
8. เปลือกต้น นำมาต้มกับน้ำใช้ชะล้างรักษาบาดแผลเรื้อรัง หรือจะใช้น้ำจากเปลือกต้นก็ได้ (เปลือกต้น, น้ำจากเปลือกต้น)[1],[3],[4]

ประโยชน์ของต้นโกงกางใบเล็ก

1. เนื้อไม้สามารถนำมาใช้ทำฟืนและถ่านที่มีคุณภาพดีได้[1]
2. สามารถนำมาแปรรูปเพื่อใช้ในงานก่อสร้างต่าง ๆ ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ หรือใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ก็ได้[1],[2]
3. ฝักนำมาใช้ทำไวน์[4]
4. เปลือกของต้นโกงกางใบเล็ก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำสี ทำหมึก ยา ใช้ในการฟอกหนัง ใช้ทำกาวสำหรับติดไม้[1]
5. เปลือกต้น สามารถนำไปใช้ย้อมสีผ้า แห อวน เชือก หนัง ฯลฯ[2],[4]
6. ป่าไม้โกงกางมีความสำคัญอย่างมากสำหรับสัตว์ทะเลจำพวก กุ้ง หอย ปู ปลา เพราะเป็นที่วางไข่และฟักตัวอ่อน
7. ป่าไม้โกงกางมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยป้องกันรักษาชายฝั่งทะเลจากการกัดเซาะของกระแสน้ำ
8. ใช้เป็นแนวกำบังคลื่นลมที่เคลื่อนเข้ามาปะทะชายฝั่งได้อีกด้วย

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. สวนพฤกษศาสตร์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “โกงกางใบใหญ่“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.dnp.go.th. [18 ธ.ค. 2013].
2. Germplasm Resources Information Network (GRIN). “Rhizophora mucronata Lam.“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.ars-grin.gov. [18 ธ.ค. 2013].
3. ข้อมูลพรรณไม้ สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “โกงกางใบใหญ่“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/. [18 ธ.ค. 2013].
4. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “โกงกางใบใหญ่“. อ้างอิงใน: หนังสือพรรณไม้ในป่าชายเลน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2549. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.qsbg.org. [18 ธ.ค. 2013].
5. ระบบนิเวศป่าชายเลนและแนวปะการัง (ครูพจนาถ นันทวนิช โรงเรียนชลบุรี สุขบท). “โกงกางใบใหญ่“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: 202.143.144.83/~pojanart/. [18 ธ.ค. 2013].
6. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง. “โกงกาง”. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ). หน้า 76.

อ้างอิงจากรูป
1.https://www.mozambiqueflora.com/
2.http://www.africanplants.senckenberg.de/

สรรพคุณและประโยชน์ของ โกงกางใบเล็ก

0
โกงกางใบเล็ก
สรรพคุณและประโยชน์ของ โกงกางใบเล็ก เป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่ขึ้นได้ในดินเลน และมีน้ำทะเลท่วมถึง พบตามป่าชายเลนตามฝั่งทะเลทั่วไป
โกงกางใบเล็ก
เป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่ขึ้นได้ในดินเลน และมีน้ำทะเลท่วมถึง พบตามป่าชายเลนตามฝั่งทะเลทั่วไป

โกงกางใบเล็ก

โกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculata) เป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่ขึ้นได้ในดินเลนที่ค่อนข้างอ่อน และมีน้ำทะเลท่วมถึง พบตามป่าชายเลนตามฝั่งทะเลทั่วไป การกระจายพันธุ์ก็จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Rhizophora apiculata Blume จัดอยู่ในวงศ์โกงกาง (RHIZOPHORACEAE) เช่นเดียวกับโกงกางใบใหญ่[1],[2] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น โกงกาง, พังกาทราย, พังกาใบเล็ก เป็นต้น[1],[2]

ลักษณะโกงกางใบเล็ก

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 20-30 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านเยอะ เปลือกต้นเป็นสีเทาเกือบเรียบ เปลือกจะมีความหนาประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร กระพี้จะเป็นสีเหลืองอ่อน ส่วนแก่นเป็นสีน้ำตาลแดง เนื้อไม้มีลักษณะเป็นมันวาว มีรอยแตกตามแนวตั้งเยอะกว่าแนวนอน และส่วนมากนิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้ฝักโดยตรง
  • ราก เป็นระบบรากแก้ว โคนของลำต้นนั้นจะมีรากเสริมออกมาเหนือโคนต้นประมาณ 1-3 เมตร โดยรากที่โคนต้นหรือรากค้ำจุนลำต้นจะแตกแขนงแบบพันกันไปมา โดยมีหนึ่งหรือสองรากที่จะทำมุมเกือบตั้งฉากกับลำต้นและหักเป็นมุมฉากลงดิน มีไว้เพื่อช่วยพยุงลำต้นให้ตั้งตรง[4]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน แต่ละคู่ของใบนั้นจะออกแบบสลับทิศทางกันไปมา ใบค่อนข้างหนาและเป็นมัน เป็นรูปมนค่อนไปทางรูปใบหอก ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งเล็ก ๆ สีดำมองเห็นได้ชัด ขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างอยู่ประมาณ 3-8 เซนติเมตรและจะยาวประมาณ 7-18 เซนติเมตรหรือเล็กกว่านั้น ส่วนก้านใบจะยาวประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร หูใบเป็นสีแดงเข้ม ยาวประมาณ 4-8 เซนติเมตร หุ้มใบอ่อนไว้ ใบมีจุดสีน้ำตาล[1]
  • ดอก เป็นช่อแบบ Cymes ในช่อหนึ่งนั้นจะมี 2 ดอกย่อยอยู่ติดกัน ที่ฐานของดอกย่อยนั้นจะมีใบประดับรองรับอยู่ มีกลีบเลี้ยงอยู่ 4 กลีบ เป็นสีเขียวอมเหลือง ยาวประมาณ 10-14 เซนติเมตร โคนกลีบจะติดกัน แต่ปลายกลีบจะแยกออกเป็นแฉก ๆ เป็นรูปไข่ ส่วนกลีบดอกมี 4 กลีบ เป็นรูปใบหอกแผ่นบาง ๆ สีขาว มีความยาวประมาณ 8-11 มิลลิเมตร ไม่มีขนและร่วงเร็ว ดอกจะมีเกสรตัวผู้ทั้งหมด 12 อัน ยาวประมาณ 0.6-0.75 เซนติเมตร และเกสรตัวผู้กับเกสรตัวเมียจะอยู่ในดอกเดียวกัน ส่วนรังไข่จะมีอยู่ 2-3 ห้อง ซึ่งในแต่ละห้องจะมี 2 ออวุล ดอกโกงกางใบเล็กจะออกดอกในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม[1]
  • ผล เป็นรูปทรงกลมคล้ายไข่ เมื่อผลแก่จะไม่แตก เปลือกหยาบมีสีน้ำตาล และมีส่วนของกลีบเลี้ยงติดอยู่ด้วย ภายในหนึ่งผลนั้นจะมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด โดยเมล็ดจะเจริญต่อไปในขณะที่ผลยังติดอยู่บนต้น เมล็ดจะงอกส่วนของ Radicle แทงทะลุออกมาทางส่วนปลายของผล ตามด้วยส่วนของต้นอ่อน ปลายแหลมยาว เป็นสีเขียว โดยจะเรียกกันว่า “ฝักโกงกางใบเล็ก” มีความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ผลจะแก่ในช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกรกฎาคม[1]

สรรพคุณของโกงกางใบเล็ก

1. ใช้ใบอ่อนรับประทานแก้ท้องร่วง [3]
2. ช่วยแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน (เปลือก)[4]
3. แก้อาการท้องร่วง ช่วยแก้บิด (น้ำจากเปลือก)[2]
4. น้ำจากเปลือกใช้ชะล้างแผลและใช้ห้ามเลือดได้ (น้ำจากเปลือก)[2]
5. เปลือกมาตำให้ละเอียด ใช้พอกห้ามเลือดจากบาดแผลสด หรือจะใช้ใบอ่อนนำมาเคี้ยวหรือบดให้ละเอียดก็ใช้พอกแผลสดเพื่อห้ามเลือดได้เช่นกัน (ใบ, เปลือก)[4]

ประโยชน์ของต้นโกงกางใบเล็ก

1. เนื้อไม้สามารถนำมาใช้ทำฟืนและถ่านที่มีคุณภาพดีได้[1]
2. สามารถนำมาแปรรูปเพื่อใช้ในงานก่อสร้างต่าง ๆ ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ หรือใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ก็ได้[1],[2]
3. ฝักนำมาใช้ทำไวน์[4]
4. เปลือกของต้นนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำสี ทำหมึก ยา ใช้ในการฟอกหนัง ใช้ทำกาวสำหรับติดไม้[1]
5. เปลือกต้น สามารถนำไปใช้ย้อมสีผ้า แห อวน เชือก หนัง ฯลฯ[2],[4]
6. ป่าไม้โกงกางมีความสำคัญอย่างมากสำหรับสัตว์ทะเลจำพวก กุ้ง หอย ปู ปลา เพราะเป็นที่วางไข่และฟักตัวอ่อน
7. ป่าไม้โกงกางมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยป้องกันรักษาชายฝั่งทะเลจากการกัดเซาะของกระแสน้ำ
8. ใช้เป็นแนวกำบังคลื่นลมที่เคลื่อนเข้ามาปะทะชายฝั่งได้อีกด้วย

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. สวนพฤกษศาสตร์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “โกง กาง ใบ เล็ก“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.dnp.go.th. [18 ธ.ค. 2013].
2. ข้อมูลพรรณไม้ สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “โกง กาง ใบ เล็ก“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/. [18 ธ.ค. 2013].
3. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “โกง กาง ใบ เล็ก“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: biodiversity.forest.go.th. [18 ธ.ค. 2013].
4. “โกง กาง ใบ เล็ก“. (วรรณี ทัฬหกิจ หัวหน้างานสิ่งแวดล้อม โรงเรียนท้ายหาด อ.เมืองฯ จ.สมุทรสงคราม). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.geocities.ws/Jukkrit_L. [18 ธ.ค. 2013].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com
2.https://www.flickr.com