ว่านสากเหล็ก ยาสมุนไพรโบราณบำรุงกำลัง

0
ว่านสากเหล็ก ยาสมุนไพรโบราณบำรุงกำลัง พืชจำพวกปาล์ม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ดอกรวมกันแน่นสีเหลืองโคนดอกเชื่อมติดกัน
ว่านสาก
พืชจำพวกปาล์ม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ดอกรวมกันแน่นสีเหลืองโคนดอกเชื่อมติดกัน

ว่านสากเหล็ก

ว่านสากเหล็ก มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Molineria latifolia (Dryand. ex W.T.Aiton) Herb. ex Kurz (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Curculigo latifolia Dryand. ex W.T.Aiton)[1],[3] จัดอยู่ในวงศ์ HYPOXIDACEAE[3]
นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า ว่านพร้าว จ๊าลาน (เชียงราย), มะพร้าวนกคุ่ม มะพร้าวนกคุ้ม (ยะลา), พญารากเดี่ยว (นราธิวาส), กูดพร้าว (ภาคเหนือ), ละโมยอ (มะลายู-นรา), ซีหนานเหวินสูหลาน (จีนกลาง) เป็นต้น[1],[2]

ลักษณะของว่านสากเหล็ก

  • ต้น เป็นพรรณไม้เตี้ยหรือไม้ล้มลุกที่มีอายุหลายปี มีลักษณะที่คล้ายกับพืชจำพวกปาล์ม มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 30-40 เซนติเมตร ลำต้นเหนือดินมีลักษณะกลมและชุ่มน้ำ มีหัวคล้ายกับรากแทงลึกลงไปในดินประมาณ 10-30 เซนติเมตร ตรงหัวจะมีรากเล็ก ๆ ลึกลงไปในดินอีกรากหนึ่ง ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับสากตำข้าว สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ และใช้เมล็ด มีถิ่นกำเนิดอยู่ในจังหวัดสระบุรี มีการแพร่กระจายอยู่ในพม่า และทางตอนใต้ของไทย รวมถึงหมู่เกาะมาเลเซียและบอร์เนียว[1],[2],[3],[5]
  • ใบ จะออกเรียงสลับติดกันตรงโคนต้น ใบมีลักษณะเป็นรูปยาวรีหรือรูปขอบขนานแกมรูปหอก แผ่นใบพับเป็นร่อง ๆ มีความยาวคล้ายกับใบปาล์ม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ส่วนตรงขอบใบเรียบเป็นคลื่นอยู่เล็กน้อย แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม มีความกว้างประมาณ 3.5-6 เซนติเมตร และความยาวประมาณ 20-70 เซนติเมตร ส่วนก้านใบมีความยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร โคนแผ่กว้างหุ้มอยู่กับลำต้น[2],[3]
  • ดอก จะออกเป็นช่อแทงขึ้นมาจากหัวที่อยู่ใต้ดิน จะออกดอกรวมกันแน่น ดอกมีกลีบอยู่ 6 กลีบ เป็นสีเหลือง โคนดอกเชื่อมติดกัน ดอกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร มีลักษณะเป็นช่อและเป็นรูปทรงกระบอกปลายแหลม มีความกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร และความยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร[3]
  • ผล มีลักษณะกลมเป็นสีเหลืองอมเขียวอ่อน ส่วนผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีขาวถึงสีแดง มีความยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร ส่วนที่ขั้วจะป่องออก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ประมาณ 1 เซนติเมตร และค่อย ๆ เรียวไปทางปลายผล ผลมีรสที่หวาน ถ้ากินน้ำหลังจากกินผลไม้นี้แล้ว จะทำให้รู้สึกว่าน้ำมีรสหวานชุ่มคอดี[1],[3]

สรรพคุณของว่านสากเหล็ก

1. ราก ช่วยบำรุงกำลัง (ราก)[4]
1.1 รากแห้ง นำมาบดให้เป็นผง ใช้ครั้งละ 10 กรัม และนำมาชงกับน้ำหรือเหล้ารับประทาน ช่วยแก้อาการฟกช้ำ [2]
2. ช่วยรักษาฝีภายนอก (ใบและราก)[2]
2.1 ช่วยแก้พิษงู แมลงกัดต่อย (ใบและราก)[2]
2.2 ช่วยแก้อาการปวดข้อ เคล็ดขัดยอก แก้บวม (ใบและราก)[2]
2.3 ใบและรากมีรสเผ็ดขม เป็นยาเย็นมีพิษเล็กน้อย ใช้เป็นยาดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ [2]
2.4 ช่วยกระจายโลหิต ฟอกโลหิต และทำให้โลหิตไหลเวียนได้สะดวก (ใบและราก)[2]
2.5 ช่วยแก้อาการไอ เจ็บคอ ด้วยการใช้ยาแห้งประมาณ 3-10 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ใบและราก)[2]
3. หัว สามารถนำมาใช้ดองกับเหล้ารับประทาน แก้มดลูกพิการ หรือเนื้องอกในมดลูกทำให้ฝ่อ ช่วยแก้กระบังลมพลัด (เรียกว่า “ดากโยนี” เวลานั่งโผล่ เวลานอนหดขึ้น) ทำให้ยุบเล็กและแห้งเหี่ยวไป (หัว)[6]
4. หัวและราก นำมาหั่นบาง ๆ แล้วตากให้แห้ง สามารถนำมาใช้ดองกับเหล้ากินเป็นยาชักมดลูก สำหรับผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตรใหม่ ๆ จะช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น และยังช่วยรักษามดลูกอักเสบเนื่องจากความเคลื่อนไหวของมดลูกจากที่เดิมให้เป็นปกติ (หัวและราก)[1],[2],[3]
5. ว่านสากเหล็กจัดอยู่ในตำรับยา “พิกัดเหล็กทั้งห้า” ซึ่งประกอบไปด้วยว่านสากเหล็ก แก่นขี้เหล็ก แก่นพญามือเหล็ก เถาวัลย์เหล็ก และสนิมเหล็ก มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษโลหิตทั้งบุรุษและสตรี เป็นยาบำรุงกำลัง และแก้กษัย[6]

หมายเหตุ : การใช้ตาม ให้ใช้ยาแห้งครั้งละ 3-10 กรัม ถ้าเป็นยาสดให้ใช้ครั้งละ 15-35 กรัม และนำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้เข้ากับตำรายาอื่นด้วยก็ได้ แต่ถ้านำมาใช้ภายนอกให้ใช้ต้นสดตำพอกบริเวณที่ต้องการ ว่านสากเหล็กและพลับพลึงมีสรรพคุณที่คล้ายคลึงกัน สามารถนำมาใช้แทนกันได้ แต่ในตำรายาไทยส่วนใหญ่แล้วจะใช้ว่านสากเหล็กเป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับมดลูกเป็นส่วนใหญ่ และก่อนจะนำมาใช้เป็นยาจะต้องนำไปกำจัดพิษออกก่อน และเวลาใช้ไม่ควรใช้ในปริมาณที่เกินกว่ากำหนด[2]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของว่านสากเหล็ก

1. สารที่พบได้แก่ สาร Alkaloids หลายชนิด เช่น Lycorine, Narcissine, Crinamrine, Tazettine, Amino acid เป็นต้น[2]
2. สาร Tazettine ที่สกัดได้จากว่านสากเหล็กในปริมาณ 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มีฤทธิ์ในการกระตุ้นหัวใจที่อยู่นอกตัวของกล ทำให้มีการบีบตัวแรงขึ้น[2]
3. ว่านสากเหล็กมีฤทธิ์ทางเภสัชที่สำคัญคือฤทธิ์การต้านการอักเสบ รักษาแผลพุพอง หนอง ลดอาการเจ็บปวด อาการบวม[5]
4. สารสกัดหยาบด้วยน้ำอุณหภูมิห้องจากส่วนของรากและเหง้าจะให้ผลผลิตสูงสุด รองลงมาคือเอทานอลและสารสกัดหยาบจากส่วนใบและลำต้น จากการศึกษาฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ พบว่าสารสกัดหยาบทั้งส่วนเหนือดิน (รากและเหง้า) และส่วนใต้ดิน (ใบและลำต้น) มีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระสูง โดยสารสกัดหยาบด้วยน้ำร้อนจากส่วนของใบและลำต้นจะมีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด[5]
5. นอกจากนี้ว่านสากเหล็กยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มก่อโรคผิวหนัง Candida albicans, Pseudomonas aeruginosa, Stapphylococcus aureus ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้[5]

ประโยชน์ของว่านสากเหล็ก

1. ผล มีรสหวาน สามารถนำมาใช้รับประทานได้ [1]
2. มีบางข้อมูลระบุไว้ว่า รากสามารถนำมาใช้ปรุงทำเป็นยาขัดผิว แก้สิวฝ้าจุดด่างดำได้[4],[5]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “ว่านสากเหล็ก”. หน้า 730-731.
2. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. (วิทยา บุญวรพัฒน์). “ว่านสากเหล็ก”. หน้า 516.
3. สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “ว่านสากเหล็ก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/herbs/. [04 มิ.ย. 2014].
4. ระบบฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). “ว่านสากเหล็ก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.bedo.or.th. [04 มิ.ย. 2014].
5. กรุงเทพธุรกิจ. “ว่านสากเหล็กต้านอนุมูลอิสระ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.bangkokbiznews.com. [04 มิ.ย. 2014].
6. ฐานข้อมูลสมุนไพร, ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “ว่านสากเหล็ก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th/medplantdatabase/. [04 มิ.ย. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.monaconatureencyclopedia.com/molineria-latifolia-2/?lang=en
2.https://www.biotaxa.org/Phytotaxa/article/view/phytotaxa.587.1.1

ลูกไหน ผลไม้เนื้อแน่นช่วยลดระดับความดันโลหิต

0
ลูกไหน
ลูกไหน ผลไม้เนื้อแน่นช่วยลดระดับความดันโลหิต ผลคล้ายลูกพีชและบ๊วย ผลโตเต็มที่แล้วจะมีสีขาวนวลปกคลุม รสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว
ลูกไหน
ผลคล้ายลูกพีชและบ๊วย ผลโตเต็มที่แล้วจะมีสีขาวนวลปกคลุม รสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว

ลูกไหน

ไหน (Plum) โดยทั่วไปแล้วเราจะเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า “พลัม” หรือ “ลูกพลัม” (ทับศัพท์) แต่สำหรับภาษาพูดจะเรียกกันว่า “ไหน” หรือ “ลูกไหน” ซึ่งเป็นชื่อไทย ส่วนลูกพลัมแห้งเราจะเรียกว่า “พรุน” หรือ “ลูกพรุน” ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ Prunus domestica L. จัดอยู่ในวงศ์ ROSACEAE ในตระกูลพรุน เช่นเดียวกับ ลูกท้อ บ๊วย เชอร์รี่ อัลมอนด์ และนางพญาเสือโคร่ง และมีถิ่นกำเนิดจากบริเวณคอเคซัสในเอเชียตะวันตก[3]

สายพันธุ์ลูกไหน

พลัมมีอยู่ด้วยกันหลากหลายสายพันธุ์ โดยมี 3 ชนิดที่สำคัญได้แก่ Prunus domestica, Prunus salicina และ Prunus americana พลัมหลาย ๆ ชนิดจะผสมตัวเองได้ไม่ดี จำเป็นต้องมีการปลูกร่วมกันหลาย ๆ สายพันธุ์เพื่อช่วยในการผสมเกสร เพราะจะทำให้เกิดการติดผลที่ดีขึ้น สำหรับสายพันธุ์ที่ปลูกได้ดีในประเทศก็มีอยู่หลายสายพันธุ์เช่นกัน โดยเฉพาะพลัมสายพันธุ์ญี่ปุ่น[1],[3] เช่น

  • พันธุ์กัลฟ์รูบี้ ผลเป็นรูปหัวใจมีขนาดใหญ่ เมื่อสุกเต็มที่จะเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเกือบดำ เนื้อในผลมีสีเหลือง รสหวานฉ่ำ[1]
  • พันธุ์กัลฟ์โกล สายพันธุ์จากฟลอริดา ผลมีขนาดใหญ่เท่ากับพันธุ์กัลฟ์โกล ผลเมื่อแก่จัดจะมีสีเหลืองและค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงอมเหลืองเมื่อสุก เนื้อในผลมีสีเหลือง รสชาติดี มีกลิ่นหอม[1]
  • พันธุ์แดงบ้านหลวง หรือพันธุ์บ้านหลวงแดง สายพันธุ์จากไต้หวัน ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม ที่ผลมีร่องลึกเห็นได้ชัด ผิวของผลมีสีแดง และมีจุดประอยู่บริเวณผิวผล ผลอ่อนเนื้อแข็งมีรสเปรี้ยว ส่วนผลสุกเนื้อจะนิ่มและมีรสหวาน โดยสายพันธุ์นี้จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีเนื้อสีแดงและชนิดที่มีเนื้อสีเหลือง[1]
  • พันธุ์เหลืองอินเดีย สายพันธุ์จากอินเดีย ออกดอกติดผลดก ผลแก่เป็นสีเหลือง เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เนื้อในผลมีสีเหลือง พันธุ์นี้ไม่นิยมนำมารับประทานสด แต่จะนิยมนำไปแปรรูปในลักษณะแช่อิ่มหรือดองมากกว่า[1]
  • พันธุ์แดงอินเดีย สายพันธุ์นี้นำเข้าจากอินเดียเช่นกัน ผลจะมีขนาดเล็ก มักนิยมปลูกไว้เพื่อใช้เป็นคู่ผสม[1]
  • พันธุ์จูหลี่ สายพันธุ์จากไต้หวัน ลักษณะของผลคล้ายกับสายพันธุ์แดงบ้านหลวง แต่ผลจะมีขนาดเล็กกว่า นิยมปลูกไว้เพื่อใช้เป็นคู่ผสม ใช้ผลแปรรูปเป็นพลัม และนำมาแช่อิ่มได้ดี[1]

ลักษณะของต้นพลัม

  • ต้น เป็นไม้ผลยืนต้น มีลักษณะทรงต้นค่อนข้างเล็กเช่นเดียวกับต้นพีช การปลูกในประเทศไทยต้องปลูกในที่ที่มีความหนาวเย็น และพื้นที่ที่ปลูกจะต้องมีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป แต่สำหรับบางสายพันธุ์อาจปลูกได้ในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 700 เมตรขึ้นไป[2]
  • ใบ เป็นรูปหอก ปลายและโคนใบแหลม แผ่นใบสีเขียว ขอบใบเป็นจักคล้ายฟันเลื่อยแบบถี่ๆ
  • ดอก ออกดอกจำนวนมาก ดอกมีขนาดเล็กและมีสีขาว ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ปกติแล้วจะผสมตัวเองไม่ได้ แต่จะต้องผสมข้ามพันธุ์และเฉพาะเจาะจงพันธุ์เท่านั้น และจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากได้รับความหนาวเพียงพอ[2]
  • ผล เป็นแบบผลเดีี่ยวจึงจัดเป็นพวก Stone Fruit คือมีส่วนของเนื้อที่แข็งเหมือนกับลูกพีชและบ๊วย และผลจะมีความหลากหลายในเรื่องของขนาด สีผล และเนื้อผล ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่เพาะปลูก บางพันธุ์ผลอาจมีร่องยาวด้านข้าง เมื่อผลโตเต็มที่แล้วจะมีสีขาวนวลปกคลุมอยู่ ซึ่งเราจะเรียกว่าสารเคลือบ หรือ “Wax bloom” เนื้อจะมีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว ภายในผลมีเมล็ดแข็งอยู่ 1 เมล็ด[2]
  • เมล็ดพลัม เมล็ดเป็นเมล็ดเดี่ยว แข็ง มีสีน้ำตาล

พลัมสามารถแบ่งตามการใช้ประโยชน์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ พลัมที่ใช้รับประทานแบบสดๆ (ลูกพรุนสด) ได้แก่พันธุ์กัลฟ์โกล พันธุ์กัลฟ์รูบี้ พันธุ์เหลืองบ้านหลวง และพันธุ์แดงบ้านหลวง และอีกชนิดคือพลัมสำหรับแปรรูป เช่น การนำมาทำเป็นแยมพลัม น้ำลูกพลัม นำมาดอง หรือนำมาแช่อิ่ม ได้แก่ พันธุ์จูหลี่[2]

ประโยชน์ของลูกไหน

1. ประโยชน์ของลูกพรุน ช่วยในการชะลอวัย ชะลอความแก่ ป้องกันโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ เพราะพรุนนั้นเป็นผลไม้ที่มีไขมันต่ำและมีสารอาหารที่สำคัญสูงอยู่หลายชนิด เช่น วิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต โพแทสเซียม[3],[4] ซึ่งกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาได้ระบุไว้ว่าผลไม้ที่ช่วยชะลอความแก่ได้ดีที่สุดคือ “ลูกพรุนแห้ง” หรือ “ลูกพรุนอบแห้ง” โดยสูงกว่าลูกเกด ส้ม แอปเปิล ลูกแพร์ เกรปฟรุต บลูเบอร์รี ฯลฯ[4]
2. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เนื่องจากลูกพรุนนั้นมีสารคริปโตคลอโรจีนิกในปริมาณที่มาก ซึ่งสารชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ ซึ่งงานวิจัยของ Tufts University in Boston ระบุเอาไว้ว่าให้พรุนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงเป็นอันดับ 1 โดยวัดจากค่า ORAC ของพรุน มี 5,770 หน่วยต่อกรัม และยังสูงเป็น 2 เท่าของผลไม้ที่มีค่า ORAC อันดับต้น ๆ[3]
3. ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ป้องกันดีเอ็นเอถูกทำลาย สามารถช่วยลดการอักเสบและช่วยป้องกันมะเร็ง โดยการยับยั้งการกลายพันธุ์และสารก่อมะเร็ง เพราะพรุนมีสารในการต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่หลายชนิดในปริมาณที่มาก มีธาตุเหล็กและวิตามินเอ และปริมาณของสารโพลีฟีนอลสูงถึง 282-922 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ซึ่งสารโพลีฟีนอลที่พบมากในลูกพรุนนั้นก็คือ กรดไฮดรอกซีซินนามิก ที่อยู่ในรูปของกรดนีโอคลอโรเจนิกและกรดคลอโรจีนิก นอกจากนี้แล้วยังมีโปรแอนโธไซยานิดิน และฟลาโวนอยด์พิกเมนต์ ดังนั้นการรับประทานผลิตภัณฑ์จากลูกพรุนเป็นประจำนั้นจะช่วยป้องกันมะเร็งได้เป็นอย่างดี[3]
4. ช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ช่วยรักษาระดับการเต้นของหัวใจ ช่วยป้องกันไขมันไม่ให้ถูกทำลาย เนื่องจากเซลล์เมมเบรน เซลล์สมอง และโมเลกุลของคอเลสเตอรอลนั้นล้วนมีส่วนประกอบไปด้วยไขมันเป็นส่วนใหญ่ ที่ง่ายต่อการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระของพรุนจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้[3]
5. ลูกพรุนอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่มีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือด ช่วยบำรุงเลือด ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง สมาธิสั้น การเรียนรู้ลดลง แก้อาการอ่อนเพลีย ช่วยในเรื่องของภาวะที่สตรีต้องสูญเสียเลือดไปกับประจำเดือน และยังช่วยในการดูดซึมของธาตุต่าง ๆ ในร่างกาย[3],[4]
6. ลูกพรุนมีวิตามินอีที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของออกซิเจนที่ไม่สมบูรณ์ในร่างกาย ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และยืดอายุของเม็ดเลือดแดงได้อีกด้วย[5]
7. มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด (LDL) และช่วยลดระดับความดันโลหิต ให้ประโยชน์ต่อหลอดเลือดหัวใจ ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี[3],[5]
8. พรุนมีค่าดัชนีของน้ำตาลต่ำมาก จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้เป็นเบาหวาน และมีงานวิจัยที่ระบุว่าพรุนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้[3] แม้ว่าลูกพรุนจะหวาน โดยประกอบด้วยน้ำตาลหลายชนิด เช่น ฟรุกโตส ซอร์บิทอล แต่ก็ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว[5]
9. การรับประทานลูกพรุนเป็นประจำในปริมาณมากจะช่วยลดน้ำหนักได้ เพราะลูกพรุนมีไขมันต่ำ แคลอรีน้อย และมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ[3] อีกทั้งยังมีเส้นใยอาหารเป็นจำนวนมาก ทั้งชนิดที่ละลายน้ำได้และชนิดที่ละลายน้ำไม่ได้ ซึ่งยังมีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้[5]
10. ผลไม้ที่มีสีแดง-ม่วง เช่น แอปเปิล องุ่น สตรอว์เบอร์รี แครนเบอร์รี แบล็กเบอร์รี รวมไปถึงลูกพรุน จะมีส่วนช่วยบำรุงการทำงานของเซลล์สมอง[3]
11. ใช้ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ เพราะลูกพรุนมีวิตามินอีและแร่ธาตุที่ช่วยลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อยามเครียดได้[4]
12. พรุนเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม การรับประทานลูกพรุนจะช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้[3]
13. ใช้ช่วยบำรุงสายตา ช่วยในการมองเห็น เนื่องจากลูกพรุนมีวิตามินที่ช่วยบำรุงตาในส่วนของจอรับภาพ แถมยังมีวิตามินบีที่ช่วยบำรุงเส้นประสาทที่เลี้ยงลูกตา[4],[5]
14. ช่วยเสริมสร้างและบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง[2],[3] ช่วยทำให้กระดูกผุช้าลง โดยพบว่าสตรีที่รับประทานลูกพรุนแห้งวันละ 1 ขีดเป็นเวลาติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน ผลพบว่ามีการสร้างมวลมากขึ้นอย่างชัดเจน[4]
15. ช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้ เนื่องจากพรุนมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารและยังมีฤทธิ์ในการระบายท้อง จึงสามารถช่วยบำบัดอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี และแถมยังช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย[3],[4]
16. ลูกพรุนอุดมไปด้วยโพแทสเซียม วิตามินอี ธาตุเหล็ก และเส้นใยอาหาร ที่ช่วยทำให้ผิวพรรณมีเลือดฝาด ผิวดูสดใส เนียนนุ่มชุ่มชื้น ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร จึงช่วยคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวได้ ธาตุเหล็กที่มีมากในลูกพรุนจะช่วยในเรื่องนี้ได้[3],[5]
17. ลูกพรุนมีวิตามินบี 2 ที่นอกจากจะช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงแล้ว ยังช่วยในกระบวนการสร้างและช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวหนัง เล็บ และผม[5]
18. สำหรับผู้ที่เป็นตะคริวบ่อยๆ นั้น ควรรับประทานอาหารหรือผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง โดยหนึ่งในผลไม้ที่อุดมไปด้วยแคลเซียมนั้นก็คือ “ลูกพรุน”[3]
19. ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนของสตรีได้ เพราะว่าลูกพรุนนั้นอุดมไปด้วยแมกนีเซียมที่เป็นตัวช่วยควบคุมฮอร์โมนให้เป็นปกติและช่วยบรรเทาอาการปวด แต่ทั้งนี้ต้องรับประทานก่อนมีอาการปวดประจำเดือนประมาณ 1-2 วัน[4]
20. ช่วยลดอาการอักเสบและอาการเจ็บปวดต่างๆ ได้[4]

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการผลลูกไหนสดต่อ 100 กรัมพลังงาน 46 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
คาร์โบไฮเดรต 11.42 กรัม
น้ำตาล 9.92 กรัม
เส้นใย 1.4 กรัม
ไขมัน 0.28 กรัม
โปรตีน 0.7 กรัม
วิตามินเอ 17 ไมโครกรัม 2%
เบตาแคโรทีน 190 ไมโครกรัม 2%
ลูทีนและซีแซนทีน 73 ไมโครกรัม
วิตามินบี 1 0.028 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี 2 0.026 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี 3 0.417 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 5 0.135 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 6  0.029 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี 9 5 ไมโครกรัม 1%
วิตามินซี 9.5 มิลลิกรัม 11%
วิตามินอี 0.26 มิลลิกรัม 2%
วิตามินเค 6.4 ไมโครกรัม 6%
ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม 1%
ธาตุเหล็ก 0.17 มิลลิกรัม 1%
ธาตุแมกนีเซียม 7 มิลลิกรัม 2%
ธาตุแมงกานีส 0.052 มิลลิกรัม 2%
ธาตุฟอสฟอรัส 16 มิลลิกรัม 2%
ธาตุโพแทสเซียม 157 มิลลิกรัม 3%
ธาตุโซเดียม 0 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.1 มิลลิกรัม 1%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการลูกไหนอบแห้ง ต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 240 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
คาร์โบไฮเดรต 63.88 กรัม
น้ำ 30.92 กรัม
น้ำตาล 38.13 กรัม
เส้นใย 7.1 กรัม
ไขมัน 0.38 กรัม
โปรตีน 2.18 กรัม
วิตามินเอ 39 ไมโครกรัม 5%
เบตาแคโรทีน 394 ไมโครกรัม 4%
ลูทีนและซีแซนทีน 148 ไมโครกรัม
วิตามินบี 1 0.051 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี 2 0.186 มิลลิกรัม 16%
วิตามินบี 3 1.882 มิลลิกรัม 13%
วิตามินบี 5 0.422 มิลลิกรัม 8%
วิตามินบี 6 0.205 มิลลิกรัม 16%
วิตามินบี 9 4 ไมโครกรัม 1%
โคลีน 10.1 มิลลิกรัม 2%
วิตามินซี 0.6 มิลลิกรัม 1%
วิตามินอี 0.43 มิลลิกรัม 3%
วิตามินเค 59.5 ไมโครกรัม 57%
ธาตุแคลเซียม 43 มิลลิกรัม 4%
ธาตุเหล็ก 0.93 มิลลิกรัม 7%
ธาตุแมกนีเซียม 41 มิลลิกรัม 12%
ธาตุแมงกานีส 0.299 มิลลิกรัม 14%
ธาตุฟอสฟอรัส 69 มิลลิกรัม 10%
ธาตุโพแทสเซียม 732 มิลลิกรัม 16%
ธาตุโซเดียม 2 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.44 มิลลิกรัม 5%
ธาตุฟลูออไรด์ 4 ไมโครกรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

ข้อควรระวังในการรับประทานลูกพลัม

1. สำหรับในคนทั่วไป ลูกพรุนหรือน้ำลูกพรุนมีฤทธิ์เป็นยาระบาย การรับประทานครั้งละมากๆ นั้นอาจทำให้ท้องเสียได้ ดังนั้นควรจะรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม คือครั้งละประมาณ 15-30 cc.[5]
2. น้ำลูกพรุนเข้มข้นนั้นจะค่อนข้างอันตรายสำหรับในเด็กและไม่แนะนำให้เด็กรับประทาน เพราะมีแร่ธาตุที่สูงจนเกินไปสำหรับเด็ก และทำให้มีการไปกระตุ้นระบบขับถ่าย เพราะในผู้ใหญ่ที่กินแล้วก็จะมีฤทธิ์คล้ายกับยาถ่าย แต่ถ้ามีลูกน้อยที่ท้องผูกจริงๆ ก็ให้ใช้ น้ำลูกพรุน 1 ส่วน ผสมกับน้ำต้มสุก 1 ส่วน และให้ลูกกินประมาณ 1 ช้อนชา (สำหรับเด็กที่มีอายุ 5 เดือนขึ้นไป) และขอย้ำไว้ว่าต้องใช้ในกรณีที่มีอาการท้องผูกจริงๆ เท่านั้น[3]
3. ผู้ป่วยที่เป็นโรคไต ผู้ที่ต้องล้างไตอยู่เป็นประจำ รวมไปถึงผู้ที่มีอาการถ่ายเหลวหรือมีอาการของลำไส้ที่ไม่ปกติ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานลูกพรุนเป็นอันขาด เพราะจะทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น เพราะลูกพรุนมีโพแทสเซียมที่สูง ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกจากร่างกายได้แบบที่ควรจะเป็น นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้โพแทสเซียมคั่งในเลือด ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนล้า หัวใจเต้นอย่างผิดปกติ และอาจถึงขั้นทำให้หัวใจหยุดเต้นได้[4]
4. สำหรับหญิงตั้งครรภ์นั้นไม่ควรรับประทานลูกพรุนในปริมาณที่มากจนเกินไป เพราะเนื่องจากลูกไหนเป็นผลไม้ที่ช่วยให้ขับถ่ายง่าย อาจทำให้เกิดอาการถ่ายเยอะและส่งผลให้มดลูกบีบตัว กระตุ้นให้คลอดลูกเร็วกว่ากำหนดอีกด้วย[3]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. ธนาคารพันธุกรรมพืช 50 ปี สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. อ้างอิงใน: สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร (โอฬาร ตัณฑวิรุฬห์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rdi.ku.ac.th. [6 พ.ย. 2013].
2. ระบบฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). อ้างอิงใน: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.bedo.or.th. [6 พ.ย. 2013].
3. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaihealth.or.th. [6 พ.ย. 2013].
4. บทความเผยแพร่ทางวิทยุกระจายเสียง โดยสำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา. “หลากประโยชน์ของลูกพรุน”. โดยนายสุดสายชล หอมทองภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.uniserv.buu.ac.th. [6 พ.ย. 2013].
5. วิชาการดอตคอม. [ออนไลน์]. “น้ำลูกพรุนมากคุณประโยชน์”. เข้าถึงได้จาก: www.vcharkarn.com. [6 พ.ย. 2013].

ส้มเกลี้ยง ผลไม้เนื้อหวานฉ่ำกลิ่นหอม

0
ส้มเกลี้ยง
ส้มเกลี้ยง ผลไม้เนื้อหวานฉ่ำกลิ่นหอม ผลกลมแป้น ผลอ่อนมีสีเขียวเข้ม ผลแก่มีสีเหลืองแกมเขียวถึงส้มสด รสหวานอมเปรี้ยว เปลือกในมีสีขาว ในผลมีเมล็ดเป็นรูปไข่
ส้มเกลี้ยง
ผลไม้เนื้อหวานฉ่ำกลิ่นหอม ผลกลมแป้น ผลอ่อนมีสีเขียวเข้ม ผลแก่มีสีเหลืองแกมเขียวถึงส้มสด รสหวานอมเปรี้ยว เปลือกในมีสีขาว ในผลมีเมล็ดเป็นรูปไข่

ส้มเกลี้ยง

ชื่อสามัญของส้มเกลี้ยง คือ Orange, Bilti, Sevile orange, Sweet orange, Surect orange, Sour orange, Bigarade [1],[2] ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Citrus sinensis (L.) Osbeck อยู่ในวงศ์ส้ม [1],[2]
ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ลีมาก ส้มตรา มะเกลี้ยง เซาะกา ส้มจีน หมากหวาน เซซุยเญอ ลีมามานิห์ เช้ง มะขุน ลีแย น้ำผึ้ง [1],[2],[4]

ลักษณะ

  • ต้น มีถิ่นกำเนิดบริเวณทางตอนใต้ของประเทศจีน ต่อมาได้แพร่กระจายไปประเทศสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก ทวีปยุโรป หมู่เกาะอินเดียตะวันตก ในประเทศไทยเชื่อว่าเริ่มมีการปลูกช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือสมัยกรุงธนบุรี เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงได้ 5-7 เมตร ทรงต้นมีลักษณะค่อนข้างทึบ แผ่กว้าง มีลำต้นกับกิ่งก้านที่แข็งแรง จะมีหนามที่ตามลำต้น หนามจะแข็งและใหญ่ ต้นที่เกิดจากเมล็ดจะมีหนามเยอะ มีลักษณะยาวเรียวแหลม ขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด การปักชำ การตอน การติดตา การต่อกิ่ง เกษตรกรจะนิยมขยายพันธุ์โดยวิธีการตอน ติดตา ต่อกิ่ง เพราะจะให้ผลผลิตเร็วกว่าการเพาะเมล็ด เติบโตได้ดีในที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่มาก[1],[3]
  •  ใบ อ่อนมีลักษณะเป็นเหลี่ยม มีหนามแหลมที่บริเวณซอกใบ ใบประกอบจะมีใบย่อยใบเดียว ใบจะออกเรียงสลับกัน มีลักษณะเป็นรูปวงรีถึงรูปไข่ ที่ปลายใบแหลมมน บางครั้งจะเว้าตื้นนิดหน่อย ส่วนที่ขอบใบจะเป็นคลื่นถึงหยักมน ใบกว้างประมาณ 1-2 นิ้วฟุต ยาวประมาณ 2-3 นิ้วฟุต สีใบด้านหลังเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ท้องใบมีสีเขียวอ่อน ก้านใบจะสั้น แผ่เป็นครีบ จะมีหูใบเล็กเรียวแทบไม่เห็น[1],[3]
  • ดอก ออกเป็นช่อกระจายที่ตามซอกใบ มีดอกย่อยดอกเดียวถึงหลายดอก 10-20 ดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีขนาดปานกลาง ดอกบานมีกลิ่นหอม กลีบดอกมีสีขาว 4-5 กลีบ ดอกมีเกสรเพศผู้อยู่ 20-25 อัน ฤดูที่ผลิดอกอยู่ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ดอกบานช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม เวลาผลิดอกถึงดอกบานประมาณ 30 วัน เวลาดอกบานถึงผลแก่ประมาณ 8 เดือน[1],[2],[3]
  • ผล เป็นรูปทรงกลมถึงกลมแป้น ผลอ่อนมีสีเขียวเข้ม ผลแก่มีสีเหลืองแกมเขียวถึงส้มสด มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8-10 เซนติเมตร ผิวผลจะมีตุ่มน้ำมันเล็ก ๆ กระจายรอบผล เปลือกผลหนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร ลักษณะจะค่อนข้างแข็ง ในผลแบ่งเป็นช่องประมาณ 12 ช่อง อัดแน่นด้วยเนื้อผล มีลักษณะเรียวและยาว สีเหลือง จะมีน้ำรสหวานอมเปรี้ยว ที่ตรงกลางจะมีแกนแข็งสีขาว เปลือกในมีสีขาว ในผลมีเมล็ดเป็นรูปไข่แกมรูปลิ่ม เมล็ดย่น มีสีขาว เมล็ดจะค่อนข้างแบน[1],[2],[3]

สรรพคุณของส้มเกลี้ยง

  • ดอกจะมีสรรพคุณที่ช่วยทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้[1],[2]
  • เปลือก อยู่ในตำรับ “ยาหอมเทพจิตร” เป็นตำรับยาที่มีส่วนประกอบใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” กับสมุนไพรชนิดอื่น ในตำรับ มีสรรพคุณที่เป็นยาแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืดตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง ช่วยบำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น [4]
  • ผลจะมีสรรพคุณที่สามารถช่วยรักษาโรคเกลื้อน และแก้อาการคันได้ [1]
  • สามารถช่วยขับน้ำดี และกระตุ้นการทำงานของน้ำเหลืองได้ (น้ำมันที่ได้จากเปลือกผล)[4]
  • สามารถช่วยขับระดูของสตรี และบีบมดลูกได้ (ใบ)[1],[2]
  • สามารถช่วยการย่อยอาหารได้ (น้ำมันที่ได้จากเปลือกผล)[4]
  • ผลจะมีสรรพคุณที่สามารถช่วยกัดเสมหะได้[1],[2] ใบจะมีสรรพคุณที่เป็นยาขับเสมหะ[1],[2]
  • สามารถใช้เป็นยาแก้ไข้ได้ (ผล)[1]
  • ทางสุคนธบำบัด น้ำมันที่ได้จากเปลือก ใช้เพื่อผ่อนคลายความเครียด และอาการนอนไม่หลับที่เกิดจากความกังวล ช่วยกระตุ้นให้เบิกบานได้[4]
  • สามารถลดระดับไขมันในเลือดได้ (ผล)[2]
  • ผลจะมีสรรพคุณที่เป็นยาบำรุงร่างกาย จะช่วยทำให้เจริญอาหาร[1],[2]
  • เปลือกอยู่ในตำรับยา “เปลือกส้ม 8 ประการ” มี เปลือกส้มจีน เปลือกส้มเขียวหวาน เปลือกส้มซ่า เปลือกส้มโอ เปลือกส้มตรังกานู เปลือกมะกรูด เปลือกมะงั่น เปลือกมะนาวหรือเปลือกส้มโอมือ มีสรรพคุณที่สามารถแก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสมหะโลหะ ใช้ปรุงเป็นยาหอม แก้ทางลมได้[4]
  • น้ำมันที่ได้จากเปลือกผลมีการนำมาใช้รักษาผิวหนังอักเสบ ฆ่าเชื้อโรค ช่วยลดริ้วรอย คลายกล้ามเนื้อเรียบ[4]
  • ผลมีสรรพคุณที่เป็นยาฝาดสมาน จะช่วยเร่งสมานแผล[1],[2]
  • เปลือกของผลจะมีสรรพคุณที่ช่วยทำให้ประจำเดือนของสตรีมาปกติ[1],[2]
  • สามารถช่วยขับปัสสาวะได้ (ใบ)[1],[2]
  • ดอกจะมีสรรพคุณที่เป็นยาแก้บิด[2]
  • ผลจะมีสรรพคุณที่ช่วยแก้อาการไอเรื้อรัง และหลอดลมอักเสบได้[1],[2]
  • ผลจะมีสรรพคุณที่ช่วยแก้รักษาโรคลักปิดลักเปิดได้[1],[2]
  • ตำรายาไทยใช้เปลือกเข้ายาแก้ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น[4]
  • สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เพราะมีไฟเบอร์และมีสาร pectin สูง เป็นตัวช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลจากทางเดินอาหาร จะทำให้ลดระดับน้ำตาลในเลือด (ผล)[2]

ประโยชน์ของส้มเกลี้ยง

  • มีรสชาติดี มีกลิ่นหอม นิยมทานสดหรือใช้ทำน้ำส้มคั้น หรือใช้นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ส้มเกลี้ยงแก้ว[3]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของส้มเกลี้ยง

  • ปี ค.ศ.2005 ที่ประเทศจีน ได้มีการทำการทดลองใช้สมุนไพรหลายตัวที่มีสารสกัดจากส้มเกลี้ยงผสมอยู่ โดยใส่สารแต่ละชนิด 1-5 gm. พบว่าสาร peoniflorin 15-40%, flavonoid 15-40% ในสมุนไพร มาทดลองกับหนู หลังการทดลองพบว่าระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง[1]
  • ปี ค.ศ.1994 มีการทำการทดลองพบว่าไฟเบอร์ในผลสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้[2]
  • ปี ค.ศ.1924 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการทำการทดสอบผลไม้ เช่น ส้ม มะนาว องุ่น ว่ามีผลเป็น insulin-like substanees หรือไม่ หลังการทดลองพบว่า มีไฟเบอร์และ Pectin มาก ทำให้มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือด[2]
  • จากการทดสอบความเป็นพิษ สารสกัดที่ได้จากผลเมื่อฉีดเข้าหลอดเลือดดำของหนูถีบจักรทดลอง จะพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง คือ 71.8 กรัม/กิโลกรัม[1],[2]
  • น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากเปลือกผลที่สกัดด้วยการบีบเย็น มีน้ำมันหอมระเหยประมาณร้อยละ 0.3-0.5 การสกัดด้วยน้ำจะมีน้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.8 องค์ประกอบคือ limonene (95.37%), myrcene (2.08%), linalool (0.25%), alpha-pinene, citronellal, decanal, geraniol, octanal, neral, sabinene[4]
  • ปี ค.ศ.2008 ที่ประเทศไนจีเรีย ได้ใช้ส้มเกลี้ยงมาศึกษาทดลองผลในการลดน้ำหนัก ทำการทดลองในหนูขาว (albino rat) ใช้สารสกัดจากส้มเกลี้ยงขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แบ่งหนูทดลองออกเป็น 8 กลุ่ม กลุ่มละ 8 ตัว กลุ่ม 1 ให้อาหารที่มีไขมันสูง 7 วัน ก่อนให้อาหารที่เป็นสารสกัดจากส้มเกลี้ยง, กลุ่ม 2 ให้มะนาว (Lemon), กลุ่ม 3 ให้มะนาวฝรั่ง (Lime), กลุ่ม 4 ให้ tangerine, กลุ่ม 5 ให้องุ่น (grape) ขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม 14 วัน, กลุ่ม 6 ให้สารรวมทุกชนิด, กลุ่ม 7 เป็นกลุ่ม positive control ให้อาหารไขมันสูง, กลุ่ม 8 เป็นกลุ่ม negative control ให้สารอาหารปกติธรรมดา จากการทดลองผล 7-14 วัน จะพบว่าสารสกัดทั้งหมด จะมีสาร flavonoid และ alkaloid เป็นส่วนสำคัญ องุ่นมีสาร saponin หลังการทดลองจะพบว่าหนูกลุ่ม 1-5 มีระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ลดลง[1]
  • ปี ค.ศ.2004 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีทฤษฎีว่าการมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจล้มเหลว จึงมีการค้นคว้าทดลองหาสารที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด มีสาร Phytosterol ที่มีผลลดระดับคอเลสเตอรอลได้ ทำการทดลองกับผู้ป่วยที่มีระดับไขมันในเลือดสูง 72 ราย ให้ดื่มน้ำส้มเกลี้ยง 2 gm. 8 สัปดาห์ จะพบว่าหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 2 ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลง หลัง 8 สัปดาห์ ระดับคอเลสเตอรอลจะลดลง 7.2%, LDL-C ลดลง 12.4%, HDL0C เพิ่มขึ้น 7.8% พบว่าสาร Folate Vit B12 เพิ่มระดับขึ้น ขณะที่สาร homocysteine ไม่เปลี่ยน[1]
  • ปี ค.ศ.1989 ที่ประเทศญี่ปุ่น มีการทำการทดลองใช้สารสกัดจากผลกับหนูขาวทดลอง ผลการทดลองพบว่าสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้[2]
  • ปี ค.ศ.2000 ที่ประเทศอังกฤษ มีการทำการศึกษาทดลองผลในการลดไขมันในเลือด พบว่ามีสาร casein ในส้ม และทำการทดลองในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงและมีไขมันในตับ 14 ราย พบว่ามีสาร Limonoid aglycons, glycoside และ Limonoid glucoside ในส้ม หลังการทดลองจะพบว่าผู้ป่วยจะมีระดับไขมันในเลือดลง[1]
  • การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พบว่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส ลดระดับคอเลสเตอรอลและน้ำในเลือด เร่งสมานแผล เหนี่ยวนำให้หลั่งอินซูลิน ทำให้ผอมลง ต้านมะเร็ง ขับลม ระบายท้อง แก้ไอ ยับยั้งการหดของมดลูก ลดการดูดซึมในทางเดินอาหาร ปรับปรุงความทรงจำ [1],[2] เปลือกผลจะมีฤทธิ์ที่สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ต้านการอักเสบ ช่วยเจริญอาหาร ขับลม บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้[4]
  • ได้พบสารสำคัญ คือ abscisic acid, acetaldehyde, acrimarin G, amyrin, aniline, apigenin, anthanilic acid, aurapten, bergamoltin, bergapten, bisabolene, braylin, cadinene, caffeic acid, camphene, campesterol, β-carotene, carvone, cirantin, citbismine, flavones, eriocitrin, glucoside, pectin, piperitone, poncirin, quercetin, linalool, nexanthin B, scoppsrone, sitosterol, stigmasterol, vicenin[1],[2]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด. (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก). “ส้มเกลี้ยง” หน้า 174-176.
หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ชนิด. (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก). “ส้มเกลี้ยง”. หน้า 154-155.
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “ส้มเกลี้ยง”. อ้างอิงใน : เปรมปรี ณ สงขลา, 2537. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : th.wikipedia.org/wiki/ส้มเกลี้ยง. [20 ต.ค. 2014].
ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ส้มจีน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.thaicrudedrug.com. [20 ต.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://thainews.prd.go.th

ส้มเขียวหวาน สรรพคุณและประโยชน์ 18 ข้อ

0
ส้มเขียวหวาน
ส้มเขียวหวาน สรรพคุณและประโยชน์ 18 ข้อ ผลที่สุกจะมีสีเขียวอมเหลืองหรือสีเหลืองแดง มีผิวเรียบเกลี้ยง เป็นมัน มีเปลือกที่อ่อน ผิวหนา ส่วนภายในมีเนื้อลักษณะฉ่ำน้ำ
ส้มเขียวหวาน
ผลที่สุกจะมีสีเขียวอมเหลืองหรือสีเหลืองแดง มีผิวเรียบเกลี้ยง เป็นมัน มีเปลือกที่อ่อน ผิวหนา ส่วนภายในมีเนื้อลักษณะฉ่ำน้ำ

ส้มเขียวหวาน

ส้มเขียวหวาน ผลไม้รสเปรี้ยวที่ได้รับความนิยมเนื่องจากมีรสหวานมากกว่าส้มชนิดอื่น ทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินซีและใยอาหาร มีวิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆ ที่ดีต่อสุขภาพ Mandarin orange , Tangerine , Mandarine , Mandarin ชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Citrus reticulata Blanco ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ส้มแก้วเกลี้ยง ส้มจุก ส้มแป้นกระดาน ส้มเชียงตุง ส้มขี้ม้า ส้มเหม็น มะเขียว ส้มแสงทอง ขะเขียว มะขุน มะบาง ส้มตรังกานู ส้มจีนเปลือกล่อน [1],[2]

ลักษณะ

  • ต้น กำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดย่อม ต้นสูงได้ประมาณ 3 – 5 เมตร ที่ลำต้นจะแตกกิ่งก้านมาก และที่กิ่งอ่อนจะมีหนาม [1],[5]
  • ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่มนรี ที่ปลายใบแหลม ส่วนที่ขอบใบจะเรียบหรือมีฟันเลื่อยเล็กน้อย ใบกว้างประมาณ 2.5 – 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5.5 – 8 เซนติเมตร ที่แผ่นใบมีสีเขียวเรียบเป็นมัน ที่เนื้อใบจะแข็ง และมีต่อมน้ำมันอยู่ที่ตามแผ่นใบ [1]
  • ดอก ออกดอกเดี่ยวหรือออกดอกเป็นช่อที่บริเวณง่ามใบและที่ปลายยอดกิ่ง มีกาบใบอยู่ 5 ใบ และมี 5 กลีบ ดอกมีขนาดเล็กมีสีขาวอมเหลือง ที่ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 18 – 24 อัน มีเกสรเพศเมียประมาณ 3 – 5 อัน และมีรังไข่ 9 – 5 อัน [1]
  • ผล มีลักษณะค่อนข้างกลม เนื้อนิ่ม เส้นผ่านศูนย์กลางขนาดประมาณ 5 – 7 เซนติเมตร ที่เปลือกนอกมีสีเขียว ผลที่สุกจะมีสีเขียวอมเหลืองหรือสีเหลืองแดง มีผิวเรียบเกลี้ยง เป็นมัน มีเปลือกที่อ่อน ผิวหนา ส่วนภายในมีเนื้อลักษณะฉ่ำน้ำ จะแบ่งออกเป็นกลีบ ๆ และมีสีส้ม ที่กลีบแต่ละกลีบจะมีเมล็ดสีขาวอยู่ด้านใน เมล็ดจะมีลักษณะเป็นรูปไข่ ที่ปลายจะแหลม มีสีขาวนวล นิยมนำเปลือกสีเขียวมาตาแห้ง ใช้เป็นยา มีรสปร่าหอมร้อน [1],[2],[5]

สรรพคุณของต้นส้มเขียวหวาน

  • ช่วยแก้อาการจุกเสียดแน่นหน้าอกได้ [1]
  • ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการของโรคไข้หวัดได้ [3]
  • สามารถใช้เมล็ดเป็นยาแก้อาการปวดเต้านม และเต้านมอักเสบ [1]
  • ช่วยแก้อาการปวดท้องได้ [1]
  • สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรีย [3]
  • รักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต ปรากฏอยู่ในตำรับ “ยาหอมเทพจิตร” มีส่วนประกอบของเปลือกส้มเขียวหวานอยู่ใน เปลือกส้มถึง 8 ประการ และสมุนไพรชนิดอื่น ๆ [2]
  • สามารถใช้เปลือกผล เป็นยารักษาโรคผมร่วง [2]
  • สามารถใช้เมล็ด เป็นยาแก้ปวดกระษัยลม [1]
  • เปลือกผล ช่วยแก้อาการปวดชายโครง [1]
  • สามารถใช้เป็นยาแก้ไอ และช่วยขับเสมหะ [1]
  • เปลือกผล ช่วยเป็นยาขับลม แก้อาหารไม่ย่อย ท้องขึ้นท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น [1],[2]
  • เปลือกผล สามารถใช้เป็นยาขับลมในตับ กล่อมตับ คลายการบีบตัวของตับ [1]
  • ผล ช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารภายในร่างกายทำงานอย่างปกติ [3]
  • เปลือกผล มีสรรพคุณเป็นยาแก้ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย ใจสั่น [1],[2]
  • สามารถช่วยแก้อาการปวดอัณฑะได้ [1]
  • ผล สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการของโรคไข้หวัด [3]
  • ผล มีสรรพคุณที่สามารถช่วยลดปริมาณของคอเลสเตอรอลในเลือดได้ [3]
  • ในตำรายาไทย เปลือกส้ม 8 ประการ ประกอบไปด้วย เปลือกมะกรูด เปลือกส้มโอ เปลือกส้มเขียวหวาน เปลือกมะนาวหรือเปลือกส้มโอมือ เปลือกส้มตรังกานู เปลือกมะงั่ว เปลือกส้มจีน เปลือกส้มซ่า [2]

วิธีใช้ : ใช้เปลือกผลแห้งครั้งละ 3 – 10 กรัม มาต้มกับน้ำแล้วรับประทาน หรือใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ในตำรับยา ส่วนเมล็ดใช้ครั้งละ 3 – 10 กรัม มาต้มกับน้ำแล้วรับประทาน หรือนำมาบดให้เป็นผงชงกับน้ำแล้วรับประทาน [1]
ข้อควรระวัง ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ ห้ามรับประทาน [1]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของส้มเขียวหวาน

  • เปลือก มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการก่อกลายพันธุ์ ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ ต้านมะเร็ง เพราะเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง และ ต้านยีสต์ ต้านเชื้อรา ต้านพยาธิ ต้านอะมีบา ต้านอาการหัวใจเต้นผิดปกติ ต้านแบคทีเรีย ต้านไวรัส ต้านอาการตัวเหลือง คลายกล้ามเนื้อเรียบ รักษาโรคเกี่ยวกับนิ่วในถุงน้ำดี ผสมในยาห้ามเลือด ยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนของเชื้อไวรัส ใช้ผสมในยารักษาโรคตับอักเสบ ไล่แมลง [2]
  • นำสารที่สกัดได้จากเปลือกผลมาฉีดที่หนูทดลอง พบว่าทำให้ไขมันในกระเพาะลำไส้น้อยลง [1]
  • มีวิตามินซี วิตามินบี 1 น้ำมันระเหย apigenin , anthranilic acid , creatine , citral , caryophyllene , geraniol , myrcene , d-Limonene , linalool , ocimene , limonene , hesperidin , hesperidin , nobiletin , ocimene , nerol , phellandrene , naringenin , sabinene , tangeretin , sinensetin , pinene [1],[2]
  • น้ำมันระเหยจากเปลือก มีฤทธิ์ที่ช่วยกระตุ้นลำไส้ให้มีน้ำย่อยมากขึ้น และช่วยกระตุ้นให้ลำไส้มีการบีบตัวแรงขึ้น ทำให้ช่วยขับลมออกจากลำไส้ [1]
  • ถ้าใช้สารดังกล่าว มาฉีดเข้าสุนัขหรือกระต่ายทดลอง จะพบว่าความดันโลหิตของสัตว์สูงขึ้น [1]
    สารสกัดที่ได้จากเปลือกผล จะมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้ที่บีบตัวได้ และมีฤทธิ์กระตุ้นหัวใจของกบทดลองให้เต้นเร็วขึ้น ถ้าใช้สารมากเกินไปจะทำให้การเต้นของหัวใจช้าลง [1]

ประโยชน์ของต้นส้มเขียวหวาน

  • ประโยชน์ด้านสุขภาพของการรับประทาน ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน รักษาโรคเหงือก ช่วยทำให้เจริญอาหาร ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายเร็วขึ้น บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ช่วยขจัดความหมองคล้ำ ชะลอการเกิดริ้วรอย มีบ้างที่นำมาใช้รักษาสิว
  • ผลรับประทานสดเป็นผลไม้ ใช้ทำน้ำส้ม ผลไม้กระป๋อง ฯลฯ และสามารถนำเปลือกผลมาทำน้ำมันสลัด สกัดเพกทิน [4]

คุณค่าทางโภชนา

คุณค่าทางโภชนาการของส้ม 100 กรัม พลังงาน 53 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
คาร์โบไฮเดรต 13.34 กรัม
โปรตีน  0.81 กรัม
ใยอาหาร 1.8 กรัม
น้ำตาล 10.58 กรัม
ไขมัน 0.31 กรัม
เบต้าแคโรทีน 155 ไมโครกรัม (1%)
โคลีน 10.2 มิลลิกรัม (2%)
ธาตุเหล็ก 0.15 มิลลิกรัม (1%)
สังกะสี 0.07 มิลลิกรัม (1%)
แมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม (3%)
โพแทสเซียม 166 มิลลิกรัม (4%)
โซเดียม 2 มิลลิกรัม (0%)
แคลเซียม 37 มิลลิกรัม (4%)
แมงกานีส 0.039 มิลลิกรัม (2%)
ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม (3%)
วิตามินเอ 34 ไมโครกรัม (4%)
วิตามินบี 1  0.058 มิลลิกรัม (5%)
วิตามินบี 2 0.036 มิลลิกรัม (3%)
วิตามินบี 3 0.376 มิลลิกรัม (3%)
วิตามินบี 5 0.216 มิลลิกรัม (4%)
วิตามินบี 6 0.078 มิลลิกรัม (6%)
วิตามินบี 9 16 ไมโครกรัม (4%)
วิตามินซี 2 6.7 มิลลิกรัม (32%)
วิตามินอี 0.2 มิลลิกรัม (1%)

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. (วิทยา บุญวรพัฒน์). “ส้มเขียวหวาน”. หน้า 528.
ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ส้มเขียวหวาน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.thaicrudedrug.com. [21 ต.ค. 2014].
พืชผลไม้, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “ส้มเขียวหวาน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.rspg.or.th/plants_data/use/fruit.htm. [21 ต.ค. 2014].
กรีนไฮเปอร์มาร์ท สารานุกรมผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากพืชในซุปเปอร์มาร์เก็ต, คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “ส้มเขียวหวาน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.sc.mahidol.ac.th/wiki/. [21 ต.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.tastingtable.com/816752/the-real-reason-some-oranges-are-green/
2.https://kasetgo.com/t/topic/554767

อินจัน พรรณไม้โบราณใกล้สูญพันธุ์บำรุงเลือดลมได้

0
อินจัน พรรณไม้โบราณใกล้สูญพันธุ์บำรุงเลือดลมได้ เป็นไม้ผลที่ต้นเดียวออกผล 2 แบบ ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลสุกมีสีเหลือง เนื้อนุ่ม มีกลิ่นหอม มีรสหวาน
อินจัน
ลูกกลมป้อมขนาดใหญ่ เรียกว่า ลูกอิน ส่วนลูกแบนแป้นขนาดเล็ก เรียกว่า ลูกจัน ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลสุกมีสีเหลือง เนื้อนุ่ม มีกลิ่นหอม มีรสหวาน 

อินจัน

อินจัน Gold apple เป็นต้นไม้โบราณที่ปัจจุบันหาดูได้ยากนิยมปลูกไว้ตามวัด ต้นจันเป็นไม้ผลที่ค่อนข้างแปลก ต้นเดียวกันแต่ออกผล 2 แบบ ผลหนึ่งลูกจะกลมป้อม ๆ ขนาดใหญ่ เรียกว่า ลูกอิน อีกผลลูกจะแบน ๆ แป้น ๆ มีขนาดเล็ก เรียกว่า ลูกจัน ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Diospyros decandra Lour. อยู่ในวงศ์มะพลับ ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น จันอินจันโอ ลูกจันทร์ จันอิน จันท์ลูกหอม อิน จันลูกหอม ลูกจัน จัน ลูกอิน

ลักษณะอินจัน

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-20 เมตร เรือนยอดจะเป็นทรงกลมหรือทรงกระสวย หนาทึบ ลำต้นตรง ที่เปลือกต้นจะเรียบ มีสีน้ำตาลเข้มอมเทา สีดำแตกเป็นสะเก็ด เนื้อไม้จะมีสีขาว กิ่งอ่อนกับยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาล มีกิ่งก้านเหนียว
  • ใบ เป็นใบเดี่ยวมีสีเขียวเข้ม จะออกเรียงสลับกัน ใบคล้ายกับรูปรี ที่โคนใบจะมน ส่วนที่ปลายใบสอบหรือแหลม แผ่นใบจะเรียบบางและมันลื่น ที่ขอบใบเรียบ ยาว 7-10 เซนติเมตร กว้าง 1-3 เซนติเมตร
  • ดอก มีสีขาวนวล สีเหลืองอ่อน เป็นดอกเดี่ยวหรือดอกช่อ จะแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกเพศผู้จะออกดอกเป็นช่อมีขนาดเล็ก ในช่อหนึ่งมีประมาณ 3 ดอก ส่วนต่าง ๆ จะมีขนสีน้ำตาลแดงอยู่ มีกลีบเลี้ยงอยู่ 4-5 กลีบเรียงเป็นรูปถ้วยไม่เชื่อมกัน มีกลีบดอกอยู่ 4-5 กลีบ ที่โคนกลีบจะเชื่อมกันเป็นรูปเหยือกน้ำ ดอกเพศเมียออกดอกเป็นดอกเดี่ยวที่ตามกิ่งเล็ก ๆ กลีบดอกกับกลีบเลี้ยงเหมือนกับดอกเพศผู้แต่ใบจะใหญ่กว่า
  • ผล มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-8 เซนติเมตร ผลจะมีส่วนของกลีบเลี้ยงติดอยู่ ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลสุกมีสีเหลือง เนื้อนุ่ม มีกลิ่นหอม มีรสหวาน สามารถทานได้ ผลมีสองแบบคือ ผลเป็นรูปกลมแป้น จะไม่มีเมล็ดหรือมีเมล็ดลีบ ผลมีรอยบุ๋มอยู่ตรงกลาง มีรสฝาดหวาน และมีกลิ่นหอม เรียกว่า ลูกจัน และผลเป็นรูปกลม มีเมล็ด 2-3 เมล็ด จะไม่มีรอยบุ๋ม จะมีรสฝาดหวาน เรียกว่า ลูกอิน ผลมีรสฝาด จะต้องคลึงให้ช้ำก่อนจะทำรสฝาดหายไป

ประโยชน์ของอินจัน

  • เนื้อไม้มีลวดลายสวย นิยมในการนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ประดับตกแต่ง แต่ปัจจุบันนี้เป็นไม้หวงห้ามไป เนื่องจากหายากและใกล้สูญพันธุ์
  • ผลสุกจะมีรสหวานฝาดเล็กน้อย นิยมทานเป็นผลไม้สด และนำไปแปรรูปเป็นของหวาน
  • สามารถแก้ดีพิการได้ (เนื้อไม้)
  • สามารถแก้ตับพิการได้ (แก่น)
  • สามารถบำรุงตับกับปอดให้ปกติได้ (เนื้อไม้, แก่น)
  • สามารถแก้อาการไข้ที่มีผลต่อตับกับดีได้ (เนื้อไม้)
  • สามารถแก้ไข้ที่มีผลต่อดีได้ (แก่น)
  • สามารถแก้อาการเหงื่อมากได้ (เนื้อไม้)
  • สามารถแก้อาการนอนไม่หลับ และอาการกระสับกระส่ายได้ (ผล)
  • สามารถบำรุงหัวใจได้ (แก่น)
  • สามารถแก้ลม และแก้อาการอ่อนเพลียได้ (แก่น)
  • สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณได้ (แก่น)
  • จากการศึกษาวิจัยผลไม้ในประเทศไทยพบว่า น้ำผลไม้ลูกจัน จะมีฤทธิ์ที่ต่อต้านอนุมูลอิสระได้
    เนื้อไม้จะแข็ง มักถูกตัดมาทำเป็นฟืนและเป็นถ่าน
  • สามารถขับพยาธิได้ (เนื้อไม้)
  • สามารถแก้อาการท้องเสียได้ (ผล)
  • สามารถแก้ปอดตับพิการได้ (เนื้อไม้)
  • สามารถแก้อาการไอได้ (แก่น)
  • สามารถแก้กำเดาได้ (แก่น)
  • สามารถแก้ไข้ได้ (เนื้อไม้, หรือใช้แก่นมาต้มกับสมุนไพรชนิดอื่น)
  • สามารถแก้อาการร้อนใน และอาการกระหายน้ำได้ (เนื้อไม้, แก่น)
  • เนื้อไม้สามารถใช้ปรุงเป็นยาบำรุงประสาทได้ จะทำให้เกิดปัญญา
  • สามารถบำรุงเลือดลมได้ (เนื้อไม้)
  • สามารถบำรุงกำลังให้สดชื่นได้ (ผล, เนื้อไม้)
  • มีฤทธิ์ที่ช่วยยับยั้งการแตกตัวของเม็ดเลือดแดงได้

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
หนังสือผลไม้ 111 ชนิด คุณค่าอาหารและการกิน (นิดดา หงส์วิวัฒน์, ทวีทอง หงส์วิวัฒน์), เว็บไซต์สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, เว็บไซต์หมอชาวบ้าน (รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ)

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com
2.https://www.sunshine-seeds.de

หางนกยูงฝรั่ง พันธุ์ไม้ดอกสีสันฉูดฉาดดั่งเปลวไฟแห่งป่า

0
หางนกยูงฝรั่ง พันธุ์ไม้ดอกสีสันฉูดฉาดดั่งเปลวไฟแห่งป่า ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่งและตามง่ามใบใกล้กับปลายกิ่ง ดอกสีแสด ฝักแบนแข็งโค้งรูปดาบมีเมล็ด
หางนกยูงฝรั่ง
ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่งและตามง่ามใบใกล้กับปลายกิ่ง ดอกสีเหลืองแดง และสีแสด ฝักแบนแข็งโค้งรูปดาบมีเมล็ด

หางนกยูงฝรั่ง

ต้นหางนกยูงฝรั่ง มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเกาะมาดากัสการ์ ทวีปแอฟริกา ซึ่งค้นพบครั้งแรกเมื่อช่วงปี พ.ศ. 2367 โดยนักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรเลียที่ชื่อว่า เวนเซล โบเจอร์ (Wenzel Bojer) ชื่อสามัญ Flam-boyant, The Flame tree, Royal poinciana ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Delonix regia (Hook.) Raf. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE) ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า นกยูงฝรั่ง อินทรี (ภาคกลาง), หงอนยูง (ภาคใต้), นกยูง นกยูงฝรั่ง ชมพอหลวง ส้มพอหลวง (ภาคเหนือ), ยูงทอง (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เป็นต้น

ข้อควรรู้ ! : เป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์

ลักษณะของ หาง นก ยูง ฝรั่ง

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นพุ่ม เมื่อต้นโตเต็มที่แล้วนั้นจะมีความสูงถึง 10-15 เมตร มีเรือนยอดแบแผ่กว้างเป็นทรงกลมคล้ายร่ม และแผ่กิ่งก้านออกคล้ายกับต้นจามจุรี แต่จะมีขนาดที่เล็กกว่า ลำต้นจะเกลี้ยง เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลอ่อนอมขาวถึงสีน้ำตาลเข้ม โคนต้นเป็นพูพอน และเมื่อต้นโตเต็มที่แล้วมักจะมีรากโผล่ขึ้นมาบนดินโดยรอบ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด วิธีการติดตา การต่อกิ่ง และการเสียบยอด โดยจะเจริญเติบโตได้ดีในดินทั่วไป
  • ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้นเรียงเวียนสลับกัน และมีใบย่อยเรียงตรงข้ามกัน โดยขนาดของใบย่อยนั้นจะมีขนาดใกล้เคียงกับใบย่อยของต้นมะขาม แผ่นใบเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบมีลักษณะกลมโคนเบี้ยว ผิวใบเกลี้ยง เป็นพืชที่ผลัดใบ ซึ่งจะผลัดใบในช่วงเดือนมีนาคมถึงช่วงเดือนมิถุนายน
  • ดอก ออกเป็นช่อดอก ออกตามปลายกิ่งและตามง่ามใบใกล้กับปลายกิ่ง ดอกประกอบไปด้วยกลีบดอกทั้งสิ้น 5 กลีบ มีเกสรเพศผู้ยาวงอนออกมาเหนือกลีบดอก กลีบดอกนั้นประกอบไปด้วย 2 สี คือสีแดงและสีเหลือง แต่เวลามองไปอาจจะเห็นเป็นสีแสด ซึ่งดอกใดที่เป็นสีเหลืองมากกว่า ดอกนั้นก็จะมีสีแสดออกเหลือง ๆ แต่ถ้าดอกใดที่เป็นสีแดงมากกว่าก็จะออกเป็นสีแสดออกแดง (แต่บางต้นที่ออกดอกเป็นสีแดงแท้ ๆ และออกดอกเป็นสีเหลืองแท้ ๆ ได้เหมือนกัน แต่ก็พบเห็นได้ยาก) ปกติโดยทั่วไปแล้วนั้นจะพบแต่ดอกสีแสด และเมื่อออกดอกและทิ้งใบอยู่ใต้ต้น เหลือแต่ดอกที่บานสะพรั่งไว้ ทำให้ดูงดงามเป็นอย่างมาก โดยในประเทศไทยนั้นฤดูที่ออกดอก ก็คือในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม
  • ผล เป็นฝักแบนแข็ง โค้งเป็นรูปดาบ มีความยาวอยู่ที่ประมาณ 30-60 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ลักษณะของฝักนั้นจะเป็นข้อ ๆ แต่ละข้อจะมีเมล็ด 1 เมล็ด เมื่อฝักแก่แล้วจะแตกออก และในฝักมีเมล็ดเรียงอยู่ตามขวางประมาณ 20-40 เมล็ด เมล็ดตอนอ่อนจะมีสีเขียว ส่วนเมล็ดเมื่อแก่เต็มที่แล้วจะเป็นสีเทาอมขาว มีลักษณะค่อนข้างเป็นทรงกลม (หรือทรงกระบอกหัวท้ายมน)

สรรพคุณหางนกยูงฝรั่ง

1. ลำต้นสามารถนำมาฝนใช้ทาแก้พิษ ถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ (ลำต้น)
2. รากสามารถนำมาใช้เป็นยาขับโลหิตสตรีได้ (ราก)
3. รากใช้ช่วยแก้อาการบวมต่าง ๆ ได้ (ราก)

ประโยชน์ของหางนกยูงฝรั่ง

1. เป็นต้นไม้ที่เป็นทรงพุ่มสวยงดงามเป็นอย่างมาก สีของดอกก็ดูสวยสดใส จัดได้ว่าเป็นต้นไม้ที่ปลูกได้ง่ายและทนทานต่อสภาพอากาศแห้งแล้ง มักนิยมปลูกไว้ประดับตามสถานที่ราชการต่าง ๆ รวมไปถึงตามสวนสาธารณะและตามขอบถนนหนทางต่าง ๆ
2. เมล็ดสามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้ เช่น การนำมาทำเป็นขนมหวานด้วยวิธีการต้มกับน้ำตาลราดกะทิ เป็นต้น
3. รากสามารถนำมาต้มหรือนำมาทอดรับประทานร่วมกับอาหารได้
4. เมล็ดอ่อนสามารถนำมารับประทานสดได้ แต่ถ้าเป็นเมล็ดที่แก่แล้วต้องนำมาทำให้สุกเสียก่อนจึงจะสามารถรับประทานได้ (เนื่องจากเมล็ดแก่นั้นจะมีสารประกอบบางชนิดที่เป็นพิษ แต่ก็จะถูกทำลายไปถ้าผ่านความร้อนแล้ว)

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
เว็บไซต์โรงเรียนวัดหอมเกร็ด (ไพศาลประชานุกูล) จังหวัดนครปฐม, เว็บไซต์หมอชาวบ้าน (เดชา ศิริภัทร), หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 4, ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com

หางนกยูงไทย ดอกสีแดงอมส้มบานสะพรั่งรับฤดูร้อน

0
หางนกยูงไทย
หางนกยูงไทย ดอกสีแดงอมส้มบานสะพรั่งรับฤดูร้อน ดอกสีเหลืองต้มดื่มบรรเทาอาการปวดฟัน รากของต้นดอกแดง มีรสเฝื่อนฝนกินเป็นยาแก้วัณโรค
หางนกยูงไทย
ดอกสีแดงอมส้มบานสะพรั่งรับฤดูร้อน ดอกสีเหลืองต้มดื่มบรรเทาอาการปวดฟัน รากของต้นดอกแดง มีรสเฝื่อนฝนกินเป็นยาแก้วัณโรค

หางนกยูงไทย

หางนกยูงไทย มีชื่อสามัญ Barbados Pride, Dwarf poinciana, Flower fence, Paradise Flower, Peacock’s crest, Pride of Barbados[1],[4] และชื่อวิทยาศาสตร์ Caesalpinia pulcherrima (L.) Sw. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)[1] มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า จำพอ ซำพอ (แม่ฮ่องสอน), ขวางยอย (นครราชสีมา), ชมพอ ส้มพอ ส้มผ่อ พญาไม้ผุ (ภาคเหนือ), นกยูงไทย (ภาคกลาง), หนวดแมว (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน, ฉานแม่ฮ่องสอน), หางนกยูง เป็นต้น[1],[2]

ลักษณะของหางนกยูงไทย

  • ต้น เป็นไม้พุ่ม มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 1-2.5 เมตร หรืออาจจะสูงประมาณ 3-4 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านมีสาขามาก เรือนยอดโปร่งพุ่มกลม ลำต้นมีขนาดเล็ก กิ่งก้านสาขาที่ยังอ่อนอยู่จะเป็นสีเขียว ส่วนกิ่งที่แก่แล้วจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม ส่วนเปลือกลำต้นจะเรียบและเป็นสีน้ำตาล ตามกิ่งก้านมีหนาม (บางพันธุ์ก็ไม่มีหนาม) สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่งและวิธีการเพาะเมล็ด ขึ้นทำได้ในดินทั่วไป เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ชอบแสงแดดจัด ต้องการน้ำและความชื้นในระดับกลาง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกาใต้ หมู่เกาะเวสต์อินดีส ในประเทศไทยจะพบได้มากตามบ้านทั่วไปทั้งในเมืองและชนบท หรือตามสวนสาธารณะริมทางก็จะมีให้เห็นบ่อยๆ[1],[2]
  • ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น ลักษณะเป็นแผง ๆ ออกเรียงสลับกัน มีใบย่อยอยู่ประมาณ 6-12 คู่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานหรือรูปไข่กลับ ปลายใบมน โคนใบมนและเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีความกว้างประมาณ 0.6-1 เซนติเมตร และมีความยาวประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ส่วนผิวด้านหลังใบมีสีเข้มกว่าด้านท้องใบ[1]
  • ดอก จะออกดอกเป็นช่อ โดยออกบริเวณตามซอกใบ ปลายกิ่ง หรือตามส่วนปลายยอดของต้น มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกมีหลายสีแยกไปตามสายพันธุ์ ได้แก่ สีส้ม สีแดงประขาว สีชมพู สีชมพูแก่ สีเหลือง มีกลีบดอกอยู่ 5 กลีบ ขอบกลีบดอกจะไม่เท่ากันหรืออาจจะยับย่นเป็นเส้น เส้นลอนสีเหลือง ขอบกลีบดอกเป็นสีเหลือง มีเกสรอยู่กลางดอกเป็นเส้นงอนยาวโผล่พ้นดอกออกมา ดอกมีเกสรเพศผู้เป็นเส้นยาวมีอยู่ 10 อัน และมีเกสรเพศเมีย 1 อัน มีรังไข่เหนือฐานรองดอก ก้านยอดเกสรเพศเมียเป็นสีแดงสดเหมือนก้านชูอับเรณู ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมีอยู่ 5 กลีบ ปลายแยก โคนเชื่อมติดกัน เมื่อดอกบานได้เต็มที่แล้วจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ประมาณ 4 เซนติเมตร สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี[1],[2]

สรรพคุณของหางนกยูงไทย

1. ดอกหางนกยูงสีเหลือง สามารถนำมาต้มกับน้ำ แล้วใช้อมเพื่อบรรเทาอาการปวดฟันได้ (ดอกของต้นดอกเหลือง)[3]
2. รากของต้นดอกแดง มีรสเฝื่อน สามารถนำมาต้มหรือฝนกินเป็นยาแก้วัณโรคในระยะที่สาม (การนำมาใช้เป็นยาโดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้ต้นที่มีดอกสีแดง) (รากของต้นดอกแดง)[1],[4]
3. รากของต้นดอกแดง สามารถใช้ปรุงเป็นยาขับประจำเดือนของสตรี (รากของต้นดอกแดง)[1],[4]
4. ราก สามารถใช้เป็นยาแก้บวม (ราก)[4]
5. เมล็ด สามารถใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ (เมล็ด)[4]

ประโยชน์ของหางนกยูงไทย

1. ดอก สามารถนำมาใช้บูชาพระได้[3]
2. เมล็ดในฝัก สามารถนำมารับประทานได้ โดยแกะเอาเปลือกกับเมล็ดซึ่งมีรสฝาดทิ้งไป โดยเนื้อในเมล็ดจะมีรสหวานมันเล็กน้อย (เมล็ด)[2]
3. ใบ สามารถนำมาวางตามห้องหรือใกล้ตัวเพื่อป้องกันแมลงหวี่ หรือใช้ใบแห้งนำมาจุดไฟให้มีควันเพื่อไล่แมลงหวี่ได้[3]
4. นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับกัน เพราะดอกมีความสวยงาม และสามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด มีความทนทาน ปลูกง่ายและขึ้นง่าย เหมาะกับการปลูกเป็นรั้ว เพราะบางสายพันธุ์จะมีหนามและกิ่งก้านเยอะ สามารถปลูกเกาะกลุ่มเป็นแนวได้ดี[2]
5. ส่วนในด้านความสำคัญทางเศรษฐกิจ สามารถปลูกและจำหน่ายต้นกล้าเพื่อเป็นไม้ประดับและจำหน่ายดอกเพื่อหารายได้[3]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “หาง นกยูง ไทย (Hang Nokyoong Thai)”. หน้า 333.
2. สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “หาง นกยูง ไทย”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/kp_bot_garden/kpb.htm. [17 ก.ค. 2014].
3. เทศบาลตำบลอุโมงค์. “ดอกซอมพอ หรือ ดอกซอมภอ หางนกยูงไทย”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: umongcity.go.th. [17 ก.ค. 2014].
4. โรงเรียนสองแคววิทยาคม จังหวัดเชียงใหม่. “หาง นก ยูง ไทย”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:www.songkaew.ac.th. [17 ก.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1. https://www.toothmountainnursery.com

ส้านใหญ่ สมุนไพรพื้นบ้านแหล่งวิตามินซีดีต่อสุขภาพ

0
ส้านใหญ่ สมุนไพรพื้นบ้านแหล่งวิตามินซีดีต่อสุขภาพ ผลมีสีเหลืองอมส้ม ผลแก่มีสีเหลือง สีส้ม สุกจะมีรสหวานอมเปรี้ยว มีเมล็ดจำนวนมาก ผลแห้งมีสีน้ำตาล
ส้านใหญ่
ผลมีสีเหลืองอมส้ม ผลแก่มีสีเหลือง สีส้ม สุกจะมีรสหวานอมเปรี้ยว มีเมล็ดจำนวนมาก ผลแห้งมีสีน้ำตาล

ส้านใหญ่

ส้านใหญ่ (Great elephant apple) เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้าน ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Dillenia obovata (Blume) Hoogland อยู่ในวงศ์ส้าน ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ซ่าน ชะวิง ส้านใหญ่ ส้านแข็ง ส้านต้อง เป็นพรรณไม้ในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าเบญจพรรณชื้น ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 50-1,300 เมตร

ลักษณะ

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ผลัดใบช่วงเดือนกุมภาพันธ์ สูงประมาณ 10-35 เมตร เรือนยอดของต้นมีลักษณะกลมทึบ ทรงพุ่มขนาดประมาณ 3-5 เมตร ลำต้นคดงอ เปลือกของต้นจะค่อนข้างเรียบหรือเป็นสะเก็ด มีสีเทาอมเหลืองอ่อน สีแดงอ่อน หรือสีชมพูปนเทา เปลือกด้านในมีสีแดงคล้ำ ที่กิ่งอ่อนเกลี้ยง ใบอ่อนจะมีขน ส่วนที่โคนต้นจะมีพูพอนเตี้ย ๆ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด[1],[2],[4]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว จะออกเรียงเวียงสลับกัน ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ ที่ปลายใบจะทู่หรือป้านมีติ่งสั้น สอบเรียวไปหาโคนใบ โคนมีลักษณะแหลม เป็นรูปลิ่มหรือสอบ ขอบใบจักฟันเลื่อย ใบกว้างประมาณ 8-13 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตร ใบหนา หลังจะใบเกลี้ยง ส่วนที่เส้นกลางใบจะมีขน เมื่อแห้งจะออกสีน้ำตาลแดง ท้องใบมีขน เส้นแขนงใบตรงและขนานกัน มีประมาณ 15-30 คู่ ที่ปลายเส้นแขนงจะยื่นเลยขอบใบ ก้านใบเลี้ยง[1],[2]
  • ดอก ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อกระจะ ที่ตามปลาบกิ่ง และปลายกิ่งแขนง หนึ่งช่อจะมีดอกประมาณ 1-3 ดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบเลี้ยงจะหนามีสีเขียวนวล มีกลีบดอก 5 กลีบ มีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ รูปช้อน มีสีเหลือง ขนาดใหญ่กว่า 3 เท่าของกลีบเลี้ยง ดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 14-16 เซนติเมตร ดอกมีสีเหลือง มีเกสรเพศผู้เป็นจำนวนมาก แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นนอกมีสีเหลืองที่เข้มกว่าชั้นใน รังไข่แบ่งเป็นช่อง 9-11 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 25-35 ออวุล ที่โคนกลีบเลี้ยงจะมีปลายเล็กแหลม 3 กาบ ที่โคนก้านดอกอีก 3 กลีบ เกสรเพศเมียปลายจะเป็นแฉก ๆ ที่เหนือเกสรเพศผู้ ดอกออกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน[1],[2]
  • ผล ลักษณะเป็นรูปทรงกลม เป็นผลสดอุ้มน้ำ มีสีเหลืองอมส้ม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.54 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงพัฒนาเป็นกาบหุ้มส่วนเนื้อ ผลแก่มีสีเหลือง สีส้ม ผลแห้งมีสีน้ำตาล ในผลมีเมล็ดจำนวนมาก ผลแก่ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม[1],[2]

สรรพคุณของส้านใหญ่

  • ตำรับยาพื้นบ้านอีสาน ใช้ลำต้นมาต้มกับน้ำแล้วนำมาดื่ม ใช้เป็นยาขับน้ำคาวปลาหลังคลอดหรืออยู่ไฟ[3]
  • นำเปลือกต้นมาเคี้ยว จะช่วยทำให้เหงือกและฟันกระชับแน่น[4]
  • นำเปลือกต้นมาเคี้ยวแล้วพ่นเป่าแผล เพื่อใช้เป็นยารักษาแผล[3]
  • เปลือกของเนื้อไม้และผล มีรสเปรี้ยว สามารถนำมาผสมปรุงเป็นยากระจายโลหิตได้[1]
  • นำเปลือกต้นมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม ใช้เป็นยาแก้ท้องเสียได้[4]

ประโยชน์ของส้านใหญ่

  • สามารถนำไม้มาใช้ในการก่อสร้างได้[2]
  • ผลสุกจะมีรสหวานอมเปรี้ยว สามารถรับประทานหรือนำมารับประทานกับผักสดและน้ำพริกได้ โดยแกะส่วนกลีบ
  • รองชั้นในมาจิ้มกับเกลือ จะมีรสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม กลีบรองชั้นนอกจะมีรสฝาด[2],[4]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ). “ส้ า น ใ ห ญ่”. หน้า 144.
ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “ส้ า น ใ ห ญ่”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : biodiversity.forest.go.th. [10 ต.ค. 2014].
ไทยรัฐออนไลน์. (นายเกษตร). “ส้านยอดแดงดอกเหลือง สีสวยทั้งใบและดอก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.thairath.co.th. [10 ต.ค. 2014].
ไทยเกษตรศาสตร์. “ส้ า น ใ ห ญ่”. อ้างอิงใน : ศาสตราจารย์พเยาว์ เหมือนวงษ์ญาติ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.thaikasetsart.com. [10 ต.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1. https://www.flickr.com

สาเก แหล่งอาหารโปรตีนหลักที่ดีต่อสุขภาพ

0
สาเก แหล่งอาหารโปรตีนหลักที่ดีต่อสุขภาพ ให้พลังงานและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ผลเป็นสีเขียวอมเหลือง ลูกคล้ายขนุน แต่ลูกเล็ก เนื้อเหลืองซีดหรือขาวไม่มีเมล็ด
สาเก
ผลเป็นสีเขียวอมเหลือง ลูกคล้ายขนุน แต่ลูกเล็ก เนื้อเหลืองซีดหรือขาวไม่มีเมล็ด

สาเก

สาเก (Breadfruit) เป็นหนึ่งในพืชผลที่เป็นแหล่งโปรตีนที่ให้พลังงานและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายถูกนำมาประกอบอาหารทั้งอาหารคาวและของหวาน เนื่องจากเนื้อประกอบไปด้วยแป้งเป็นหลักอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน ไฟเบอร์ และยังเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง จัดอยู่ในวงศ์ขนุน (MORACEAE) สาเกป่ามีถิ่นกำเนิดในนิวกินีและปลูกทั่วหมู่เกาะแปซิฟิกมีสายพันธุ์มากกว่า 120 สายพันธุ์ปัจจุบันเกษตรกรมีการคัดเลือกพันธุ์ที่มีรสชาติดีที่สุด มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และให้ผลผลิตในปริมาณมากสามารถเก็บเกี่ยวได้เป็นเวลานาน ชื่อสามัญ, Bread fruit tree, Bread nut tree ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Artocarpus altilis (Parkinson ex F.A.Zorn) Fosberg และมีชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ว่า Artocarpus communis J.R.Forst. & G.Forst., Artocarpus incisus (Thunb.) L.f., Saccus laevis Kuntze, Sitodium altile Parkinson ex F.A.Zorn
ชื่อเรียกอื่นอีกว่า “ขนุนสำปะลอ”

ถิ่นกำเนินของสาเก

สาเกป่าเดิมทีมีถิ่นกำเนิดในนิวกินีและปลูกทั่วหมู่เกาะแปซิฟิก เพาะปลูกกันมานานมากกว่า 3,000 ปีแล้ว ซึ่งในเกาะมาวีและเกาะฮาวาย คือแหล่งที่สะสมสายพันธุ์ต่าง ๆ เอาไว้หลายหลากสายพันธุ์ โดยปลูกเอาไว้ให้ชมกันมากที่สุดในโลกเลยทีเดียว เป็นไม้ผลที่ออกลูกดก (ในหนึ่งฤดูต้นอาจออกผลราว 200 ผล) ส่วนที่นิยมปลูกในบ้านเราคือ พันธุ์ข้าวเหนียว ซึ่งในบ้านเรานั้นอาจจะพบได้บ้างตามหมู่บ้านจัดสรรต่าง ๆ โดยวิธีการขยายพันธุ์นั้นจะขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อจากโคนต้นเก่ามาปลูก และเมื่อต้นมีอายุที่มากขึ้น มักจะตัดต้นทิ้ง เพราะว่าเป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ มีกิ่งก้านใบดูเก้งก้าง และมีหนอนมาเจาะตามกิ่งและลำต้นทำให้ต้นตายง่ายอีกด้วย

ลักษณะของสาเก

  • ต้น มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่โพลีนีเซีย และจัดว่าเป็นผลไม้พื้นเมืองของหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียตะวันออกและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกอีกด้วย ในเวลาต่อมาได้แพร่หลายไปยังหมู่เกาะอินดีสตะวันตก ซึ่งมีการปลูกอย่างแพร่หลายในภูมิภาคเขตร้อน โดยถูกจัดว่าเป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดกลาง มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 10-20 เมตร ลำต้นนั้นเป็นสีน้ำตาลปนเทา ทุกส่วนมียางขาว ๆ การขยายพันธุ์นั้นจะใช้วิธีการปักชำราก โดยสายพันธุ์ที่ปลูกในบ้านเรานั้นจะแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก ๆ ได้แก่ พันธุ์ข้าวเหนียว (ผลจะมีขนาดใหญ่ ผลสุกเนื้อเหนียว นิยมปลูกทั่วไป หรือปลูกไว้ทำขนม), และพันธุ์ข้าวเจ้า (ผลจะมีขนาดเล็กกว่า เนื้อหยาบร่วน ไม่เป็นที่นิยมปลูก และไม่ค่อยนำมารับประทานกันมากนัก)
  • ใบ เป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน ลักษณะใบคล้ายกับรูปไข่ ใบเป็นสีเขียวเข้ม มีขนาดใบที่ใหญ่และหนา มีรอยหยักหรือร่องลึกเกือบถึงก้านกลางใบ (คล้ายคลึงกับใบมะละกอ) ก้านใบจะเห็นเด่นชัด
  • ดอก ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบใกล้กับปลายยอด ดอกมีสีเหลือง มีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกตัวผู้มีลักษณะคล้ายกระบองและห้อยลงมา มีความยาวอยู่ที่ประมาณ 30 เซนติเมตร ส่วนช่อดอกตัวเมียนั้นมีลักษณะกลม แต่จะแยกกันคนละดอก และดอกออกได้ตลอดทั้งปี
  • ผล มีลักษณะของผลเป็นทรงกลมรี ผลเป็นสีเขียวอมเหลือง ลูกคล้ายคลึงกับขนุน แต่จะลูกเล็กกว่า มีความกว้างได้ประมาณ 15-20 เซนติเมตร ส่วนเนื้อภายในมีสีเหลืองซีดหรือขาวผลไม่มีเมล็ด (แต่จะมีอยู่สายพันธุ์หนึ่งที่มีเมล็ด นั่นก็คือ ขนุนสำปะลอ)

สรรพคุณของสาเก

1. มีฤทธิ์ในการช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ช่วยควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิต (ผล)
2. มีส่วนช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ (ผล)
3. ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย (เปลือกต้น)
4. รากมีรสเบื่อเมา สามารถใช้เป็นยารักษากามโรค ด้วยการนำรากมาฝนผสมกับน้ำดื่มครั้งละไม่เกิน 1 แก้วตะไล วันละครั้ง อาการจะค่อย ๆ ทุเลาลงและหายเป็นปกติในที่สุด (ราก)
5. ยางสามารถนำมาใช้ในการรักษากลากเกลื้อนและหิดได้ (ยาง)
6. มีส่วนช่วยยับยั้งการสร้างเมลานิน เนื่องจากสารสกัดจากเนื้อไม้ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ซึ่งมีความแรงเท่ากับกรดโคจิก (Kojic acid) โดยได้ทำการทดลองกับผิวหนังของหนูตะเภาสีน้ำตาลที่มีสีผิวคล้ำเนื่องจากแสง UV-B ผลการทดลองนั้นพบว่าสารสกัดจากเนื้อไม้สามารถทำให้สีผิวของหนูจางลงได้โดยที่ไม่ก่อให้เกิดอาการอักเสบที่ผิวหนังของหนูและไม่มีผลก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์อีกด้วย
7. ใช้ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ โดยการนำเปลือกต้นมาย่างไฟจนแห้ง แล้วหลังจากนั้นก็นำมาต้มดื่มแต่น้ำ (เปลือกต้น)
8. เปลือกต้นทำเป็นยาปรับประสาท ทำให้รู้สึกผ่อนคลายความเครียด และทำให้เกิดความกระชุ่มกระชวยได้
9. มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคกระดูกพรุน และกระดูกผุในหญิงวัยหมดประจำเดือน (ผล)

ประโยชน์ของสาเก

1. มีวิตามินหลากหลายชนิด ซึ่งช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกายได้
2. มีคุณสมบัติในการช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ ด้วยการช่วยเพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) และช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL)
3. เส้นใยอาหารช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลในร่างกายได้ จึงช่วยในการควบคุมโรคเบาหวานได้
4. ผลนำมาย่าง ต้ม อบ และนำมาเชื่อมได้ หรือจะใช้ทำเป็นขนม เช่น แกงบวด เชื่อม เป็นต้น
5. ทำเป็นแป้งเพื่อนำมาใช้ทำเป็นขนมปังกรอบอีกด้วย
6. สำหรับชาวอินโดนีเซียนั้น มักนิยมนำไปอบกรอบใช้รับประทานเป็นอาหารว่าง
7. มีฤทธิ์ช่วยในการทำงานของลำไส้และระบบขับถ่าย ช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ ช่วยกำจัดสิ่งตกค้างในลำไส้ และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
8. เนื้อให้พลังงานที่สูง แถมยังมีแคลเซียมและวิตามินเอที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย
9. ปลูกตามบ้านจัดสรรทั่วไปเพื่อเป็นไม้ประดับและยังนำมาใช้เป็นร่มเงาได้อีกด้วย
10. ยางของต้นนำมาใช้เป็นชันยาเรือ
11. สกัดเป็นผลิตภัณฑ์ ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางช่วยบำรุงผิวพรรณ ใช้ทำเป็นสารทำให้ผิวขาว (Skin whitening agent)
12. ดอกสามารถใช้ไล่ยุงได้
13. เนื้อไม้นำมาใช้ทำเป็นเครื่องประดับ และทำเป็นสิ่งปลูกสร้าง หรือจะนำมาสร้างบ้านก็สามารถทำได้

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการ 100 กรัมให้พลังงาน 103 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
คาร์โบไฮเดรต 27.12 กรัม
น้ำตาล 11 กรัม
เส้นใย 4.9 กรัม
ไขมัน 0.23 กรัม
โปรตีน 1.07 กรัม
น้ำ 70.65 กรัม
ลูทีนและซีแซนทีน  22 ไมโครกรัม
วิตามินบี 1 0.11 มิลลิกรัม 10%
วิตามินบี 2 0.03 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 3 0.9 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี 6 0.457 มิลลิกรัม 9%
วิตามินบี 9 14 ไมโครกรัม 4%
โคลีน 9.8 มิลลิกรัม 2%
วิตามินซี 29 มิลลิกรัม 35%
วิตามินอี 0.1 มิลลิกรัม 1%
วิตามินเค 0.5 ไมโครกรัม 0%
ธาตุแคลเซียม 17 มิลลิกรัม 2%
ธาตุเหล็ก 0.54 มิลลิกรัม 4%
ธาตุแมกนีเซียม 25 มิลลิกรัม 7%
ธาตุแมงกานีส 0.06 มิลลิกรัม 3%
ธาตุฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม 4%
ธาตุโพแทสเซียม 490 มิลลิกรัม 10%
ธาตุโซเดียม  2 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.12 มิลลิกรัม 1%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
หนังสือผลไม้ 111 ชนิด คุณค่าอาหารและการกิน (นิดดา หงส์วิวัฒน์ และทวีทอง หงส์วิวัฒน์), เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ), สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน), หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, www.lifestyle.iloveindia.com

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.halfyourplate.ca/
2.https://www.croptrust.org

ส้มจี๊ด ผลไม้มงคลช่วยแก้ท้องอืด

0
ส้มจี๊ด ผลไม้มงคลช่วยแก้ท้องอืด เป็นพืชท้องถิ่นในประเทศจีน ผลเล็กผิวบาง กินเปลือก มีกลิ่นหอม ถ้าผลสุกจะมีสีส้ม มีรสเปรี้ยว
ส้มจี๊ด
เป็นพืชท้องถิ่นในประเทศจีน ผลเล็กผิวบาง กินเปลือก มีกลิ่นหอม ถ้าผลสุกจะมีสีส้ม มีรสเปรี้ยว

ส้มจี๊ด

ส้มจี๊ด (Kumquats) หรือ ส้มกิมจ้อ เป็นพืชท้องถิ่นในประเทศจีน แล้วแพร่กระจายพันธุ์ไปญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี ภาษาจีนกวางตุ้งเรียกว่า ก่ำควิด เป็นที่มาของชื่อ kumquat ( คัมควอท ) มาจากภาษาจีน หมายถึง หมายถึงส้มแมนดารินที่มีสีทอง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Citrus japonica Thunb

ลักษณะ

  • ต้น เป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 1.5 – 3 เมตร ที่กิ่งจะมีหนามแหลม และยาวประมาณ 1 – 3 เซนติเมตร มีเขตกระจายพันธุ์ในเอเชียตะวันตก [1]
  • ใบ เป็นใบประกอบแบบลดรูป มีใบย่อย 1 ใบ ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ ที่ปลายใบจะแหลม โคนใบแหลม กว้างประมาณ 2 – 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4 – 7 เซนติเมตร ที่แผ่นใบจะหนาเนียน ผิวใบมีสีเขียว มีหูใบที่เล็ก [1]
  • ดอก เป็นดอกเดี่ยว มักออกรวมเป็นกลุ่ม ดอกมีสีขาวและมีกลิ่นหอม ดอกจะออกที่ตามซอกใบกับที่ปลายกิ่ง มีกลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วย ที่ปลายเป็น 5 แฉก มีกลีบดอก 5 กลีบ ร่วงง่าย ถ้าดอกบานจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 – 2.5 เซนติเมตร มีเกสรเพศผู้เป็นจำนวนมาก [1]
  • ผล มีลักษณะเหมือนส้มทั่วไป แต่ขนาดเล็กกว่า เป็นส้มกินเปลือก ผลมีขนาดที่เล็กและกลม เส้นผ่านศูนย์กลางมีขนาดประมาณ 1.5 – 3 เซนติเมตร ผลมีผิวที่บางมีสีส้มและมีกลิ่นหอม ถ้าผลสุกจะมีสีส้ม มีรสเปรี้ยว มีเมล็ด 1 – 3 เมล็ด [1]

สรรพคุณของต้นส้มจี๊ด

  • ผลสามารถช่วยแก้ภูมิแพ้ที่สำแดงอาการทางลำคอ [3]
  • สามารถช่วยในการย่อยอาหารได้ [2]
  • สามารถช่วยแก้เสียงแหบได้ [3]
  • ผลมีฤทธิ์เย็น และมีรสเปรี้ยวอมหวาน มีสรรพคุณที่ช่วยหล่อลื่นปอด [3]
  • นำผลมาดองกับเกลือแล้วทำให้แห้ง ใช้อมช่วยแก้อาการเจ็บคอ [1]
  • มีวิตามินสูง นำมาทำน้ำส้มคั้นใช้ผสมกับเกลือเล็กน้อย จิบกินแก้อาการไอ [1],[3]
  • น้ำในผลมาผสมกับเกลือ กินเป็นยาขับเสมหะ [1],[3]
  • ชาส้มจี๊ดช่วยรักษา ปอดเป็นอวัยวะที่ดูดซับอารมณ์ ความเศร้า คนที่มีเรื่องเศร้า หรือร้องไห้บ่อย จะสูญเสียพลังปอด และจะทำให้ปอดชื้น มีเสมหะ หายเป็นหวัดยาก  [3]
  • เปลือกผลที่ดิบสามารถนำมารับประทานสด ๆ ช่วยขับลม และช่วยแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ชาส้มมีสรรพคุณที่ช่วยแก้ท้องอืด มีลมในท้อง มีอาการลมตีขึ้นทำให้คลื่นไส้อาเจียน

วิธีทำชาส้มจี๊ด

เตรียมส้มสด 5 – 8 ลูก น้ำตาลกรวด 20 กรัม หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำใส่ในถ้วยชา แล้วใส่น้ำตาลกรวดเท่าที่ต้องการชงในน้ำร้อน ปิดฝาอบจนมีกลิ่นหอม ให้ดื่มขณะที่อุ่น [3]

ประโยชน์ของต้นส้มจี๊ด

  • สามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้ [2]
  • ผมมีวิตามินเอ วิตามินซี และกรดอินทรีย์หลายชนิดที่มีประโยชน์ [2]
  • ผลมีรสที่เปรี้ยว สามารถนำมาใช้ปรุงอาหาร ชา เชื่อม แยม และสามารถนำเปลือกผลห่าม ๆ มาจิ้มกับน้ำพริก [1],[2]
  • เปลือกผลสามารถนำมาทำน้ำมันหอมระเหยได้ เพราะที่เปลือกผลมีน้ำมันหอมระเหย

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 71 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
วิตามินบี 1 0.037 มิลลิกรัม (3%)
วิตามินบี 2 0.09 มิลลิกรัม (8%)
วิตามินบี 3  0.429 มิลลิกรัม (3%)
วิตามินบี 5 0.208 มิลลิกรัม (4%)
วิตามินบี 6 0.036 มิลลิกรัม (3%)
วิตามินบี 9 17 ไมโครกรัม (4%)
วิตามินซี 43.9 มิลลิกรัม (53%)
วิตามินอี 0.15 มิลลิกรัม (1%)
คาร์โบไฮเดรต 15.9 กรัม
ไขมัน 0.86 กรัม
น้ำตาล 9.36 กรัม
โปรตีน 1.88 กรัม
ใยอาหาร 6.5 กรัม
วิตามินเอ 15 ไมโครกรัม (2%)
ลูทีนและซีแซนทีน 129 ไมโครกรัม
สังกะสี 0.17 มิลลิกรัม (2%)
โคลีน 8.4 มิลลิกรัม (2%)
ธาตุเหล็ก 0.86 มิลลิกรัม (7%)
แมงกานีส 0.135 มิลลิกรัม (6%)
โพแทสเซียม 186 มิลลิกรัม (4%)
โซเดียม 10 มิลลิกรัม (1%)
ฟอสฟอรัส 19 มิลลิกรัม (3%)
แมกนีเซียม 20 มิลลิกรัม (6%) 

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
พรรณไม้ในประเทศ. “ส้ม จี๊ด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.vegetation.thmy.com. [21 ต.ค. 2014].
หนังสือผลไม้ 111 ชนิด : คุณค่าอาหารและการกิน (นิดดา หงส์วิวัฒน์ และทวีทอง หงส์วิวัฒน์). “ส้มกิมจ๊อ”.
โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี. “ชาส้มจี๊ด (น้ำกิมกิก)”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.skn.ac.th/skl/project/49/te/menu.htm. [21 ต.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.thespruce.com/
2.https://www.specialtyproduce.com/