ลักษณะและสรรพคุณของย่านงด

0
ลักษณะและสรรพคุณของย่านงด ประเทศไทยพบขึ้นทั่วไปตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้ เป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็ง เถากลมเรียบ สีน้ำตาลเข้ม เปลือกต้นเป็นสีเทา มียางใส
ย่านงด
เป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็ง เถากลมเรียบ สีน้ำตาลเข้ม เปลือกต้นเป็นสีเทา มียางใส

ย่านงด

ประเทศไทยพบขึ้นทั่วไปตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้ เป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็ง เถากลมเรียบ สีน้ำตาลเข้ม เปลือกต้นเป็นสีเทา มียางใส ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Poikilospermum suaveolens (Blume) Merr. อยู่ในวงศ์กะลังตังช้าง (URTICACEAE หรือ CECROPIACEAE)[1] ชื่อท้องถิ่นอื่น เช่น ชะไร, ย่านมูรู, มือกอ, เครือเต่าไห้, กุระเปี๊ยะ, โร, ขมัน, เถากะมัน, อ้ายไร, ยาวี [2]

ลักษณะย่านงด

  • ต้น เป็นพรรณไม้เถาเนื้อแข็ง เถากลมเรียบ เป็นสีน้ำตาลเข้ม ที่ตามข้อเถาจะมีรากอากาศงอห้อยลง ที่กิ่งอ่อนและลำต้นนั้นจะมีตุ่มระบายอากาศตามผิว เปลือกต้นมีลักษณะเป็นสีเทา มียางใส[1],[2] มีเขตการกระจายพันธุ์ที่ในอินเดีย อินโดจีน ไปถึงอินโดนีเซีย ประเทศไทยสามารถพบเจอขึ้นได้ทั่วไปตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้ มักขึ้นที่ตามชายป่าดิบชื้นที่มีแสงแดด[3]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงสลับที่ตามปลายกิ่ง ใบเป็นรูปไข่ รูปรีกว้าง ที่ปลายใบทู่หรือติ่งแหลม ส่วนโคนใบนั้นจะมนเว้าเล็กน้อย ที่ขอบใบเรียบ ใบกว้างประมาณ 14 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12-26 เซนติเมตร เนื้อใบมีลักษณะหนาเกลี้ยง ที่หลังใบกับท้องใบเรียบ มีเส้นใบจะออกจากจุดฐาน 3 เส้น มีเส้นแขนงใบอยู่ประมาณ 10-12 คู่ เห็นเส้นใบได้ชัด ก้านใบมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลอมแดง มีความยาวประมาณ 4-10 เซนติเมตร จะมีเกล็ดประปราย ยอดอ่อนมีสีน้ำตาลแดง[1],[2],[3]
  • ดอก ออกเป็นช่อที่ตามกิ่ง เป็นดอกแบบแยกเพศ ดอกเพศผู้ออกรวมกันเป็นช่อกลมหรือเป็นก้อนสีชมพูอมแดง มีขนาดประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ดอกเพศเมียรวมเป็นช่อกลม มีขนาดใหญ่กว่า ดอกย่อยติดกันแน่นอยู่ที่บนฐานดอก โคนกลีบดอกเชื่อมติดเป็นหลอดเล็ก ที่ปลายแยกเป็น 4 แฉก มีเกสรเพศผู้อยู่ 2-4 อัน มีรังไข่ 1 ช่อง ไข่อ่อนมี 1 หน่วย[1],[2],[3]
  • ผล เป็นรูปทรงกลม ผลเป็นสีแดงถึงสีน้ำตาลอมแดง ขนาดประมาณ 2-4 เซนติเมตร ก้านช่อผลสามารถยาวได้ถึง 4 เซนติเมตร[1],[3]

สรรพคุณของย่านงด

  • เปลือกจากเนื้อไม้ สามารถนำมาผสมปรุงเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงครรภ์รักษาสำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ บำรุงประสาท (เปลือกจากเนื้อไม้)[1],[2]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “ย่ า น ง ด”. อ้างอิงใน : หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 2. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.qsbg.org. [08 มิ.ย. 2015].
2. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ). “ย่ า น ง ด”. หน้า 132.
3. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “ขมัน (Khaman)”. หน้า 57.

อ้างอิงรูปจาก
1.http://www.epharmacognosy.com/2023/04/poikilospermum-suaveolens-blume-merr.html
2.https://www.nparks.gov.sg/florafaunaweb/flora/6/0/6068

ไม้พะยูง พรรณไม้เศรษฐกิจแบบยั่งยืน

0
ไม้พะยูง
ไม้พะยูง พรรณไม้เศรษฐกิจแบบยั่งยืน เนื้อแข็งเป็นสีแดงอมม่วง มีน้ำมันในตัว มีลวดลายสวยงาม แก่นหอมร้อนและมีรสขมฝาด เป็นไม้มงคลประจำบ้าน
ไม้พะยูง
เนื้อแข็ง สีแดงอมม่วง มีน้ำมันในตัว มีลวดลายสวยงาม แก่นหอมร้อนและมีรสขมฝาด เป็นไม้มงคลประจำบ้าน

ไม้พะยูง

ไม้พะยูง เป็นไม้เศรษฐกิจที่มีราคาสูง เนื้อแข็งมีลวดลายสวยงาม ชื่อสามัญ คือ Siamese Rosewood, Thailand Rosewood, Tracwood, Black Wood, Rose Wood[2] ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Dalbergia cochinchinensis Pierre[1],[2],[3] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ประดู่เสน, ขะยูง, ประดู่ตม, แดงจีน, พะยูงไหม[1] เหลือเฉพาะในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลกเท่านั้น ในปัจจุบันจัดเป็นไม้สงวน หากใครมีไว้ในครอบครองจะถือว่ามีความผิด สาเหตุที่คนไทยไม่ใช้ประโยชน์ เป็นเพราะไม้ชนิดนี้มีราคาสูงกับคนไทยมีความเชื่อว่าเป็นของสูง ผู้ที่มีบารมีไม่ถึงไม่สมควรเอามาใช้ [2]

ลักษณะไม้พะยูง

  • ต้น
    – เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่
    – มีความสูงได้ถึง 25 เมตร
    – เรือนยอดเป็นรูปทรงกลม
    – เปลือกต้นเรียบเป็นสีเทา
    – เปลือกด้านในเป็นสีน้ำตาลแกมสีเหลือง
    – เนื้อไม้เป็นสีแดงอมม่วง
    – มีแก่นหอมร้อนและมีรสขมฝาดเล็กน้อย
    – สามารถขยายพันธุ์โดยการนำเมล็ดมาเพาะให้เป็นต้นกล้า
    – เติบโตได้ในดินทุกชนิด ทนแล้งได้ดี
    – มีถิ่นกำเนิดในประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
    – พบได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าราบ ป่าโปร่ง[1],[2],[3]
  • ใบ
    – เป็นช่อแบบขนนกปลายคี่
    – ช่อติดเรียงสลับกัน
    – มีความยาว 10-15 เซนติเมตร
    – ใบและช่อจะมีใบย่อยเป็นรูปรีแกมรูปไข่
    – ติดเรียงสลับ 7-9 ใบ
    – ปลายสุดของช่อใบเป็นใบเดี่ยว
    – ใบเป็นรูปไข่
    – ปลายใบแหลม
    – โคนใบมน
    – ขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย
    – ใบมีความกว้าง 3-4 เซนติเมตร และยาว 4-7 เซนติเมตร
    – ก้านใบย่อยยาว 3-6 เซนติเมตร
    – แกนกลางใบประกอบยาว 10-15 เซนติเมตร[2],[3]
  • ดอก
    – เป็นช่อแยกแขนง
    – มีความยาว 10-20 เซนติเมตร
    – กลีบดอกเป็นรูปดอกถั่ว สีขาวนวล
    – เมื่อบานเต็มที่แล้วจะมีความกว้าง 5-8 มิลลิเมตร
    – กลีบดอกมี 5 กลีบ
    – กลีบฐานดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย
    – ขอบหยักเป็น 5 แฉก
    – กลีบคลุมเป็นรูปโล่
    – ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน มีแค่อันบนที่อยู่เป็นอิสระ ส่วนอันอื่นจะอยู่ติดกันเป็นกลุ่ม ๆ
    – รังไข่เป็นรูปรี ภายในมีช่องเดียว
    – หลอดท่อรังไข่มีหลอดเดียว
    – จะออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม[2],[3]
  • เมล็ด
    – เป็นรูปไต
    – สีน้ำตาลเข้ม
    – มีประมาณ 1-4 เมล็ด
    – ผิวเมล็ดค่อนข้างมัน
    – มีความกว้าง 4 มิลลิเมตร และยาว 7 มิลลิเมตร[3]

สรรพคุณไม้พะยูง

  • ยางสด แก้เท้าเปื่อย[3]
  • ยางสด รักษาโรคปากเปื่อย[1],[2]
  • ราก เป็นยารักษาอาการไข้พิษเซื่องซึม[1],[2],[3]
  • เปลือกต้น รักษาโรคปากเปื่อย [1],[2],[3]
  • เปลือกต้นหรือแก่นพะยูง เป็นยาแก้มะเร็ง[3]

ประโยชน์ไม้พะยูง

  • ผลใช้ทำเป็นไม้ประดับแห้ง[4]
  • เนื้อไม้มีความแข็งแรงทนทาน มีน้ำมันในตัว สามารถนำมาใช้ในการทำเครื่องเรือน เครื่องใช้ ทำสิ่งประดิษฐ์ งานแกะสลัก[2]
  • สามารถนำมาเลี้ยงครั่งได้ดีชนิดหนึ่ง โดยสามารถให้ผลผลิตสูงถึงต้นละประมาณ 50 กิโลกรัม[2]
  • เป็นไม้มงคลประจำบ้าน จะทำให้บุคคลในบ้านมีแต่ความเจริญ มีฐานะดีขึ้น ช่วยทำให้ชีวิตไม่ตกต่ำ ช่วยพยุงให้โชคดีมีชัย[3]
  • สามารถปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อให้ร่มเงาที่สาธารณะหรือในบริเวณบ้านได้[4]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

  • สารฟีนอลิกจากลำต้นพะยูงมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ 5alpha-reductase จึงช่วยลดปริมาณการสร้างฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจนได้ และอาจจะสามารถนำไปพัฒนาเป็นยารักษาโรคได้ในอนาคต[3]
  • ลำต้นพะยูงพบสารในกลุ่มฟีนอลิกและฟลาโวน ได้แก่ 6-hydroxy-2,7-dimethoxyneoflavene, 6,4′-dihydroxy-7-methoxyflavan , 2,2′,5-trihydroxy-4-methoxybenzophenone, 7-hydroxy-6-methoxyflavone, 9-hydroxy-6,7-dimethoxydalbergiquinol[3]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “พะยูง”. หน้า 552-553.
2. สวนพฤกษศาสตร์ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “พะยูง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dnp.go.th/pattani_botany/. [23 ส.ค. 2014].
3. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “พะยูง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.phargarden.com. [23 ส.ค. 2014].
4. สำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม. “พะยูง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : 203.155.220.217/office/ppdd/publicpark/thai/2011/. [23 ส.ค. 2014]

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.nparks.gov.sg/florafaunaweb/flora/2/8/2835
2.https://www.healthbenefitstimes.com/indian-rosewood-shisham/

แมงลักคา สมุนไพรช่วยขับประจำเดือน

0
แมงลักคา สมุนไพรช่วยขับประจำเดือน เป็นไม้ล้มลุกตระกูลเดียวกับกะเพรามีกลิ่นหอมฉุน ใบรูปไข่ปลายแหลมมีขน ดอกสีม่วงอ่อน ผลเป็นผลแห้งสีดำ มีเมล็ดสีน้ำตาลเข้ม 4 เมล็ด
แมงลักคา
ไม้ล้มลุกตระกูลเดียวกับกะเพรามีกลิ่นหอมฉุน ใบรูปไข่ปลายแหลมมีขน ดอกสีม่วงอ่อน ผลเป็นผลแห้งสีดำ มีเมล็ดสีน้ำตาลเข้ม 4 เมล็ด

แมงลักคา

แมงลักคา เป็นไม้ล้มลุกตระกูลเดียวกับกะเพรามีกลิ่นหอม มีชื่อสามัญ คือ Wild spikenard, Mild spikenard bushtea, Pugnet west Indian spikenard[1],[8] ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Hyptis suaveolens (L.) Poit. โดยจัดอยู่ในวงศ์กะเพรา[1],[2] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น กะเพราผี, แมงลักป่า, อีตู่ป่า, กอมก้อหวย[2],[4],[5],[8]

ลักษณะแมงลักคา

  • ต้น เป็นไม้พุ่มล้มลุกที่มีอายุหลายปี
    – ลำต้นตั้งตรง
    – มีความสูง 1.5 เมตร
    – ลำต้นเป็นสัน
    – มีขนสีขาว
    – มีกลิ่นฉุน
    – สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือวิธีการปักชำ
    – เติบโตได้ดีในดินร่วน
    – พบขึ้นตามที่รกร้างริมทาง ริมน้ำ เนินทราย และตามป่าละเมาะทั่วไป
    – ออกดอกและติดผลได้ตลอดปี[2],[3],[4]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน
    – ใบเป็นรูปไข่
    – ปลายใบแหลม
    – โคนใบสอบ
    – ขอบใบหยัก
    – ใบมีความกว้าง 2-5 เซนติเมตร และยาว 2-6 เซนติเมตร
    – แผ่นใบมีขน
    – ก้านใบยาวได้ถึง 3 เซนติเมตร[2]
  • ดอก เป็นช่อกระจุก ออกดอก 2-5 ดอกย่อย
    – ดอกเป็นสีม่วงอ่อน
    – ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 1 เซนติเมตร
    – มีขน มีริ้วประดับเล็ก
    – กลีบดอกโคนกลีบเป็นสีขาว
    – ปลายแยกออกเป็นปาก 2 ปาก
    – ปากด้านบนมี 2 แฉก รูปช้อน มีความกว้าง 2 มิลลิเมตร และยาว 2.5 มิลลิเมตร
    – ปากด้านล่างมี 3 แฉก มีขนาดเท่า ๆ กัน
    – กลีบดอกด้านข้างเป็นรูปรี มีความกว้าง 2 มิลลิเมตร และมีความยาว 1 มิลลิเมตร
    – กลีบกลางมีความคล้ายเรือ มีความกว้าง 1 มิลลิเมตร
    – กลีบเลี้ยงดอกเรียวแหลม
    – ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 คู่ ก้านเกสรจะไม่ติดกัน มีอับเรณูที่ติดกับก้านชูเกสรอยู่ด้านหลัง
    – เกสรเพศเมีย รังไข่จะอยู่เหนือวงกลีบ ก้านชูเกสรเพศเมียยาว 3-5 มิลลิเมตร[2]
  • ผล เป็นผลแห้ง สีดำ
    – มีความยาว 1.2-1.5 มิลลิเมตร
    – ปลายผลเว้า
    – ผิวมีรอยย่น
    – มีเมล็ดอยู่ 4 เมล็ด เป็นสีน้ำตาลเข้ม ค่อนข้างกลม[2]

สรรพคุณแมงลักคา

  • ยอดอ่อน ช่วยขับน้ำนม[2]
  • ใบ เป็นยาลดไข้[2]
  • ใบ เป็นยาฆ่าเชื้อ[3]
  • ใบ เป็นยาแก้ปวดท้อง[2]
  • ราก ช่วยให้เจริญอาหาร[2]
  • ราก ช่วยขับประจำเดือน[2],[8]
  • ทั้งต้น แก้อาการปวดท้อง[8]
  • ทั้งต้น ช่วยฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัด[5]
  • ใบและต้น ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด[1]
  • ใบและปลายยอด ช่วยรักษาอาการชักกระตุกและโรคปวดข้อ[8]

ประโยชน์แมงลักคา

  • ยอดอ่อน สามารถนำมาปรุงอาหารได้[2]
  • ราก ช่วยดับกลิ่นปากได้[2],[8]
  • กิ่งและใบ ช่วยไล่ไรไก่[2]
  • ทั้งต้น ช่วยไล่แมลง[2]

สารสำคัญที่พบในแมงลักคา

  • amyrin
  • aromadendrene
  • azulene
  • bergamotol
  • betulinic acid
  • cadinol
  • caryophyllene
  • terpinolene
  • ursolic acid
  • valencene[1]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

  • น้ำมัน มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ราพืชก่อโรคพืช และยีสต์[9]
  • สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ของใบ มีฤทธิ์ช่วยสมานแผล[7]
  • สารสกัด มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ซาโมเนลลา ยับยั้งเชื้อไวรัสต่าง ๆ และเสริมภูมิคุ้มกันโรคเอดส์
  • น้ำมันหอมระเหย มีฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและลบ รวมไปถึงฤทธิ์อย่างอ่อนในการต้านเชื้อรา Aspergillus niger และ Candida albicans[7]
  • จากการทดสอบความเป็นพิษ พบว่า เมื่อใช้สารสกัดจากส่วนที่อยู่เหนือดินของต้น ฉีดเข้าท้องของหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่ง มีค่าเท่ากับ 56.2 มิลลิกรัม ถ้าเป็นสารสกัดจากใบสด พบว่าในขนาดที่ทำให้เกิดพิษคือ 1 มิลลิกรัมต่อสัตว์ทดลอง 1 ตัว[1]

สั่งซื้อเนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ชนิด. (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก). “แมง ลัก คา”. หน้า 140.
2. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “แมง ลัก คา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.phargarden.com. [18 ส.ค. 2014].
3. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “แมง ลัก คา”. อ้างอิงใน : หนังสือ Flora Malesiana Volume 8, หน้า 371-372. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.qsbg.org. [18 ส.ค. 2014].
4. การใช้สารสกัดจากพืชเพื่อควบคุมแมลงวันผลไม้, สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. “แมง ลัก คา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : science.sut.ac.th. [18 ส.ค. 2014].
5. ศูนย์วิทยบริการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. “แมง ลัก คา ฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่-ไข้หวัดนก”. อ้างอิงใน : คม ชัด ลึก. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : elib.fda.moph.go.th. [18 ส.ค. 2014].
6. การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 37 วันที่ 3-5 ก.พ. 2542. (กนก อุไรสกุล). “ผลของสารสกัดจากพืชบางชนิดต่อการเจริญเติบโตของต้นมะละกอ และยับยั้งการเจริญเติบโตของไรแดงแอฟริกัน”. หน้า 11-18.
7. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dmsc.moph.go.th. [18 ส.ค. 2014].
8. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 320 คอลัมน์ : เรื่องเด่นจากปก. “รับมือไข้หวัดนกรอบ ๓”. (ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.doctor.or.th. [18 ส.ค. 2014].
9. ไม้หอมเมืองไทย, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.). “แมงลักคา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : tistr.or.th/essence/. [18 ส.ค. 2014].

ลักษณะและสรรพคุณของต้นสวาด

0
ลักษณะและสรรพคุณของต้นสวาด เป็นไม้เลื้อยมีหนามโค้งแหลม ดอกเล็กสีเหลือง ผลเป็นฝักรี มีหนามที่ยาวและแหลม ในฝักมีเมล็ดเป็นรูปกลมรี 2 เมล็ด
ต้นสวาด
เป็นไม้เลื้อยมีหนามโค้งแหลม ดอกเล็กสีเหลือง ผลเป็นฝักรี มีหนามที่ยาวและแหลม ในฝักมีเมล็ดเป็นรูปกลมรี 2 เมล็ด

ต้นสวาด

ต้นสวาด เป็นไม้เลื้อย พบทั่วไปในเขตร้อน ประเทศไทยพบมากตามป่าละเมาะใกล้ทะเล ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านของเถาสวาดมีหนามแหลมอยู่ทั่วไป ชื่อสามัญ Wait-a-while, Physic nut, Nicker nut, Fever nut, Grey nicker bean, Bonduc nut, Sea pearl, Gray nicker bean, Yellow nicker, Gray nicker, Physic nut, Guilandina seed, Molucca nut (ENGLISH)[6], Grey nickers, Nuckernut[1] ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Caesalpinia bonduc (L.) Roxb. ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ คือ Guillandina bonduc L., Guilandina bonduc Griseb., Caesalpinia bonducella (L.) Fleming, Guillandina bonducella (L.) Fleming, Guilandina bonducella L., Caesalpinia crista sensu auct. [6] อยู่วงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่วงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)[2] ชื่อในท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น มะกาเล็ง (เงี้ยว-จังหวัดเชียงใหม่), มะกาเลิง (ภาคใต้), หวาด (จังหวัดเชียงใหม่), ตามั้ด (ภาคใต้), ดามั้ด (มลายู-จังหวัดสตูล), หวาด (ภาคใต้), สวาด (ภาคกลาง), บ่าขี้แฮด (เชียงใหม่) [1],[2]

ลักษณะต้นสวาด

  • ต้น เป็นไม้เถาเลื้อยพันต้นไม้อื่นด้วยการใช้หนามของตัวเองช่วยประคอง ที่ตามลำต้น กิ่งก้าน เส้นใบมีหนามโค้งแหลม สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีใช้เมล็ด พบได้ทั่วไปที่เขตร้อน ชอบขึ้นที่ตามป่าเบญจพรรณ ริมแม่น้ำลำธาร ป่าโปร่งทั่วไป ป่าละเมาะใกล้ทะเล ปัจจุบันพบเจอได้น้อย[1],[3]
  • ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกมีสองชั้น ขนาดใหญ่ มีความยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร ใบย่อยเป็นรูปไข่ ที่ปลายใบจะแหลมนิดหน่อย ส่วนโคนใบไม่เท่ากัน ใบกว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะเป็นสีเขียวเข้ม หูใบประกอบเป็นแบบขนนก[1],[2],[3]
  • ดอก ออกเป็นช่อ ช่อมีความยาวประมาณ 15-25 เซนติเมตร ออกดอกที่กิ่งเหนือซอกใบนิดหน่อย ดอกสวาดนั้นจะเป็นช่อเดี่ยวหรือบางครั้งก็อาจแตกแขนงได้ ก้านช่อมีลักษณะยาวและมีหนาม มีดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกมีลักษณะเป็นสีเหลือง จะมีใบประดับเป็นเส้นงอ มีความยาวประมาณ 5-12 มิลลิเมตร[1],[3]
  • ผลเป็นฝัก เป็นรูปรี รูปขอบขนานแกมรูปรี จะมีหนามที่ยาวและแหลม หรือขนยาวแหลมแข็งคล้ายกับหนามอยู่ที่ตามเปลือก มีเมล็ดอยู่ในฝัก 2 เมล็ด เมล็ดเป็นรูปกลมรี เปลือกของเมล็ดนั้นแข็งและเป็นสีม่วงเทา เมล็ดมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร[1],[2]

สรรพคุณต้นสวาด

1. นำรากมาดองกับเหล้าขาวสามารถใช้เป็นยาแก้พยาธิได้ (ราก)[4] ยอดมีสรรพคุณที่เป็นยาถ่ายพยาธิ (ยอด)[4], เมล็ดจะมีสรรพคุณที่เป็นยาถ่ายพยาธิ (เมล็ด)[5]
2. ใบสวาดเป็นส่วนผสมในตำรับยาอม ยาอมมะแว้ง เป็นยาสามัญประจำบ้านและเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ จะมีสรรพคุณที่สามารถเป็นยาช่วยบรรเทาอาการไอ และละลายและขับเสมหะได้ (ใบ)
3. ในตำรายาไทยใช้ใบสวาดเป็นขับผายลม แก้อาการจุกเสียดแน่น และยาขับลม (ใบ)[1],[2]
4. ใบสวาดกับเมล็ดนั้นจะมีสรรพคุณที่เป็นยาแก้ไอ (ใบ,เมล็ด)[5]
5. ผลสวาดจะมีสรรพคุณที่เป็นยาแก้กระษัย (ผล)[2] บ้างก็ว่าใบสวาดนั้นก็มีสรรพคุณที่เป็นยาแก้กระษัย (ใบ)[5]
6. ใบสวาดกับผลสวาดจะมีสรรพคุณที่เป็นยาแก้ปัสสาวะพิการ (ใบ,ผล)[1],[2]
7. สามารถใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง และแก้ท้องเสียได้ (เมล็ด)[5]
8. บางข้อมูลก็ระบุเอาไว้ว่านำใบมาต้มกับน้ำใช้อมกลั้วคอ สามารถช่วยรักษาแผลในลำคอได้ (ใบ)[5]
9. นำยอดมาบดแล้วกรองเอาแต่น้ำ สามารถใช้เป็นยาแก้ไข้ได้ (ยอด)[4] เมล็ดนั้นจะมีสรรพคุณที่เป็นยาแก้ไข้ (เมล็ด)[5]

ประโยชน์ต้นสวาด

  • วรรณคดีหลายเรื่องได้มีการกล่าวเชิงเปรียบเทียบกับความรัก ความพิศวาส ระหว่างหญิงและชาย เนื่องจากมีความพ้องเสียงกัน ตามธรรมเนียมไทยในการจัดขันหมากงานแต่งงานบางพื้นที่ จะนำใบรักกับใบสวาดมารองก้นขันหมากโท ที่ใส่หมากพลู ขันหมากเงินทุน สินสอด จะใส่ใบรักกับใบสวาดรวมกับดอกไม้ สิ่งมงคล อย่างเช่น ใบเงิน ดอกบานไม่รู้โรย ใบทอง ถั่วงา [3]
  • สมัยก่อนเด็กจะใช้เมล็ดสวาดเล่นหมากเก็บ เนื่องจากมีขนาดรูปร่างเหมาะสม[3]

สั่งซื้อเนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. พืชสมุนไพรโตนงาช้าง. “สวาด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: paro6.dnp.go.th/web_km/พืชสมุนไพรโตนงาช้าง/. [10 มิ.ย. 2014].
2. ไม้ในวรรณคดีไทย. “สวาด (Caesalpinia Bonduc (L.) Roxb.)”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: ftp://smc.ssk.ac.th/thaienclycropedia/book23/b23p216.htm. [10 มิ.ย. 2014].
3. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “สวาด Nickernut/Grey Nickers”. หน้า 68.
4. MULTILINGUAL MULTISCRIPT PLANT NAME DATABASE. “Sorting Caesalpinia names”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.plantnames.unimelb.edu.au. [10 มิ.ย. 2014].
5. หนังสือพรรณไม้ป่าชายหาด. (มัณฑนา นวลเจริญ). “สวาด”.
6. สวนพฤกษศาสตร์สายยาไทย. “สวาด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.saiyathai.com. [10 มิ.ย. 2014].

โกฐพุงปลา ยาอายุรเวทแผนโบราณ

0
โกฐพุงปลา
โกฐพุงปลา ยาอายุรเวทแผนโบราณ ก้อนที่แข็งปูดหรือปุ่มหูดเกิดจากต้นสมอไทย คล้ายกระเพาะปลาขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายถุงแบน กลวง ปากแคบ มีคอคอดคล้ายมีขั้ว ก้นป่อง
โกฐพุงปลา
ลักษณะคล้ายกระเพาะปลาขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายถุงแบน กลวง ปากแคบ มีคอคอดคล้ายมีขั้ว ก้นป่อง เป็นก้อนที่แข็งปูดหรือปุ่มหูดเกิดจากต้นสมอไทย 

โกฐพุงปลา

โกฐพุงปลา มีลักษณะคล้ายกระเพาะปลาขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายถุงแบน กลวง ปากแคบ มีคอคอดคล้ายมีขั้ว ก้นป่อง แบน ชื่อสามัญ Terminalia Gall, Myrobalan Gall[2] ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Terminalia chebula Retz. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Myrobalanus chebula (Retz.) Gaertn.) อยู่ในวงศ์สมอ (COMBRETACEAE)[1] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ม่าแน่, ส้มมอ, กกส้มมอ, สมอ, หมากแน่ะ, มาแน่, ปูดกกส้มมอ, สมออัพยา [1]

หมายเหตุ : โกฐพุงปลาในบทความนี้ เป็นคนละชนิดกับต้นที่เป็นไม้เถาเลื้อย ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dischidia major (Vahl) Merr. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Dischidia rafflesiana Wall.) หรือทั่วไปเรียกกันว่า จุกโรหินี หรือ บวบลม

ลักษณะโกฐพุงปลา

โกฐพุงปลา คือก้อนที่แข็งปูดหรือปุ่มหูด (gall) เกิดจากต้นสมอไทย เกิดจากใบและยอดอ่อนของสมอไทย ลักษณะคล้ายกับกระเพาะปลาขนาดเล็ก จะมีรสฝาดและขมจัด เป็นยาฝาดสมานแรง คล้ายถุงแบน กลวง ปากแคบ จะมีคอคอดคล้ายมีขั้ว ที่ก้นมีลักษณะป่อง แบน ผิวเป็นสีน้ำตาลปนสีนวล บางตอนก็จะเป็นตะปุ่มตะป่ำ บางตอนก็จะเรียบ ส่วนที่เหมือนปลิ้นออกอาจจะเป็นสีแดงเรื่อ ที่ผิวด้านนอกจะย่น และมีสีน้ำตาล ด้านในขรุขระ เป็นสีดำ กว้างประมาณ 1-3 เซนติเมตร และมีความยาวประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร หนาประมาณ 0.4-1.5 เซนติเมตร ปุ่มหูดหรือปูด (gall) จะเป็นก้อนแข็งที่เกิดจากส่วนของพืช เช่นใบอ่อนหรือกิ่งอ่อนที่ถูกแมลงเจาะและหยอดไข่ไป แล้วต้นสมอไทยจะสร้างสารขึ้นมาป้องกัน ด้วยการห่อหุ้มไข่ของแมลงไว้ เมื่อปุ่มหูดแห้งและแข็ง จะมีลักษณะคล้ายกับถุงแบนและกลวง[1],[3]

สรรพคุณของโกฐพุงปลา

1. ใช้ในตำรับยาแผนโบราณของไทยในหลายตำรับ อย่างเช่นในเครื่องยาไทยที่เรียกว่า พิกัดโกฐ อยู่ใน พิกัดโกฐทั้งเก้า จะมีสรรพคุณเป็นแก้โรคในปากและคอ แก้สะอึก แก้หืดไอ ไข้เพื่อเสมหะ แก้ไข้จับ บำรุงโลหิต ยาแก้ลมในกองธาตุ แก้ไส้ด้วนไส้ลาม แก้โรคปอด แก้หอบ ไข้ในกองธาตุอติสาร ไข้เรื้อรัง บำรุงกระดูก ชูกำลัง และมีสรรพคุณเป็นยาขับระดูร้ายของสตรี[1]
2. สามารถช่วยแก้อาการท้องร่วงได้[2]
3. สามารถแก้อาเจียนได้[1]
4. ในตำรายาไทยจะใช้เป็นยาแก้อติสาร คุมธาตุ ลงแดง แก้โรคอุจจาระธาตุลมอติสาร แก้อุจจาระธาตุพิการ[1]
5. บัญชียาสมุนไพร ในตามประกาศของคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) มีปรากฏการใช้ในยารักษาอาการโรคในระบบของร่างกาย มีอยู่หลายตำรับ ก็คือ ยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิตหรือยาแก้ลม มีปรากฏในตำรับ ยาหอมเทพจิตร และตำรับ ยาหอมนวโกฐ จะมีส่วนประกอบอยู่ในพิกัดโกฐทั้งเก้าร่วมกับสมุนไพรอื่นอีกในตำรับ จะมีสรรพคุณเป็นยาแก้ตาลาย แก้ลมวิงเวียน ใจสั่น คลื่นเหียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง อาเจียน แก้อาการหน้ามืด, ยาแก้ไข้ มีปรากฏในตำรับ ยาจันทน์ลีลา มีส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรอื่นอีกในตำรับ จะมีสรรพคุณเป็นยาบรรเทาอาการปวดท้อง แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อที่เกิดจากอาหารไม่ย่อย เพราะธาตุไม่ปกติ, ยารักษากลุ่มอาการทางระบบอาหาร มีปรากฏในตำรับ ยาธาตุบรรจบ คือตำรับยาที่ช่วยบรรเทาอาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเสียที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ อาการท้องอืดเฟ้อ ในตำรับ ยาประสะกานพลู มีส่วนประกอบร่วมกับสมุนไพรอื่นอีกในตำรับ จะมีสรรพคุณเป็นยาแก้อาการจุกเสียดแน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย ที่เกิดจากธาตุไม่ปกติ บรรเทาอาการปวดท้อง [1] และยังปรากฏอยู่ในยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณในหลายตำรับ อย่างเช่น ตำรับยาหอมอินทจักร ตำรับยาอำมฤควาที ตำรับยาหอมทิพโอสถ [3]
6. มีสรรพคุณเป็นยาฝาดสมานแรง สามารถใช้เป็นยาสมานแผล แก้เม็ดยอดภายใน แก้ฝีภายในได้[1],[2]
7. สามารถใช้เป็นยาแก้เสมหะพิการได้[1]
8. สามารถใช้เป็นยาบิดมูกเลือด แก้บิดได้[1],[3]
9. สามารถใช้เป็นยาแก้ไข้พิษ แก้พิษทำให้ร้อน แก้ไข้จากลำไส้อักเสบ [1]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

  • สารที่พบ คือสารในกลุ่ม tannins อย่างเช่น gallic acid, tannic acid, chebulinic acid

สั่งซื้อเนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือคู่มือเภสัชกรรมแผนไทย เล่ม 5 : คณาเภสัช. (ภก.ศ.ดร. ชยันต์ พิเชียรสุทร, ภก.ศ.พิเศษ ดร. วิเชียร จีรวงส์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “โกฐ พุง ปลา”. หน้า 110.
2. ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “โกฐ พุง ปลา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.thaicrudedrug.com. [09 มิ.ย. 2015].
3. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “โกฐ พุง ปลา Myrobalan Gall/Terminalia Gall”. หน้า 217.

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.indiamart.com/proddetail/terminalia-chebula-extract-4171507773.html
2.https://indiabiodiversity.org/species/show/31838

ลักษณะและสรรพคุณของต้นข่อยหยอง

0
ต้นข่อยหยอง
ลักษณะและสรรพคุณของต้นข่อยหยอง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ริมขอบใบเป็นจัก มีหนามตามกิ่ง ดอกเล็กขาวและเหลือง ผลกลมเล็กสีขาวหรือเทา เปลือกมียางขาว ผลสุกสีเหลือง
ต้นข่อยหยอง
เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ริมขอบใบเป็นจัก มีหนามตามกิ่ง ดอกเล็กขาวและเหลือง ผลกลมเล็กสีขาวหรือเทา เปลือกมียางขาว ผลสุกสีเหลือง

ต้นข่อยหยอง

ต้นข่อยหยอง เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีถิ่นกำเนิดแถบอินโดจีนและมาเลเซีย พบตามป่าบนเนินเขาทั่วทุกภาคของประเทศ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Rinorea virgata (Thwaites) Kuntze (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Scyphellandra pierrei H. Boissieu) อยู่ในวงศ์หน้าแมว (VIOLACEAE)[1] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น คันทรง, ข่อยเตี้ย, เฮาสะท้อน, ข่อยหยอง, ข่อยหิน, กะชึ่ม, หัสสะท้อน, เฮาะสะต้อน, คันเพชร, ข่อยนั่ง, ข่อยหนาม, ชาป่า, ผักกรูด, ข่อยป่า [1]

ลักษณะข่อยหยอง

  • ต้น เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง สามารถสูงได้ประมาณ 10 เมตร เปลือกลำต้นมีลักษณะเป็นสีเทาปนสีน้ำตาลอ่อน สีเทาค่อนข้างขาว จะมีหนามแหลมยาวออกที่ตามลำต้นและที่กิ่งก้าน ไม่มียาง เนื้อไม้เหนียว ที่ส่วนบนจะค่อนข้างคดงอเป็นปุ่มปมเป็นร่องเล็กน้อย ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด สามารถขึ้นได้ทุกสภาพดิน ชอบความชื้นและแสงแดดระดับปานกลาง ชอบขึ้นที่ตามป่าบนเนินเขาทั่วทุกภาคของประเทศ มีถิ่นกำเนิดแถบอินโดจีนและมาเลเซีย ในประเทศไทยสามารถพบได้ที่ปากถ้ำวิมานจักรี จังหวัดสระบุรี ที่เขากระวาน จังหวัดจันทบุรี ตำบลทุ่งกร่าง[1],[2],[3]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกสลับกัน ใบกลม ที่ส่วนริมขอบใบจะมีลักษณะเป็นจักไม่เรียบและมีหนามแหลมอยู่[1],[2]
  • ดอกข่อยหยอง ดอกออกเป็นช่อขนาดเล็ก ดอกมีลักษณะเป็นสีขาวและสีเหลือง[3]
    ผลข่อยหยอง ผลมีลักษณะกลม มีขนาดเท่ากับหัวเข็มหมุด ผิวผลมีลักษณะเรียบ ผลอ่อนจะเป็นสีขาวหรือสีเทา ที่
  • เปลือกด้านในจะมียางสีขาว ผลสุกเป็นสีเหลือง[3]

สรรพคุณของข่อยหยอง

1. สามารถใช้ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะได้ (เนื้อไม้และราก)[1],[2]
2. สามารถใช้เนื้อไม้กับรากเป็นยารักษาโรคกษัย ไตพิการได้ (เนื้อไม้และราก)[1],[3]
3. ใบข่อยหยองจะมีรสเมาเฝื่อน นำมาตำกับข้าวสารแล้วคั้นเอาแต่น้ำ ใช้ดื่มเป็นยาถอนพิษยาเบื่อยาเมา อาหารแสลงได้ (ใบ)[2]
4. สามารถใช้ปรุงเป็นยาขับเมือกในลำไส้ได้ (เนื้อไม้และราก)[1],[2]

สั่งซื้อเนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. คมชัดลึกออนไลน์. (นายสวีสอง). “ข่อยหยอง เนื้อ-รากเป็นยา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.komchadluek.net. [04 มิ.ย. 2015].
2. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “ข่อยหยอง”. หน้า 99.
3. สวนพฤกษศาสตร์สายยาไทย. “ข่อยหยอง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.saiyathai.com. [04 มิ.ย. 2015].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.samunpri.com/
2.https://identify.plantnet.org/

ลักษณะและสรรพคุณของคนทีสอทะเล

0
คนทีสอทะเล
ลักษณะและสรรพคุณของคนทีสอทะเล เป็นไม้เถาเลื้อยตามพื้นทรายริมทะเล ดอกมีทั้งสีฟ้าอมม่วง สีคราม สีม่วง ผลสีเขียว และผลสีม่วง
คนทีสอทะเล
ไม้เถาเลื้อยตามพื้นทรายริมทะเล ดอกมีทั้งสีฟ้าอมม่วง สีคราม สีม่วง ผลสีเขียว และผลสีม่วง

คนทีสอทะเล

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Vitex trifolia subsp. litoralis Steenis (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Vitex rotundifolia L.f.)[4],[5] อยู่ในวงศ์กะเพรา (LAMIACEAE หรือ LABIATAE) ชื่อในท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น คนทิสอทะเล, คนที (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์), คนทิ,กูนิง (มลายู-จังหวัดนราธิวาส) [1],[4]

ลักษณะคนทีสอทะเล

  • ต้น มีถิ่นกำเนิดที่ในเอเชียถึงประเทศออสเตรเลีย เป็นไม้เถาเลื้อยตามพื้นทรายริมทะเลที่สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นสีน้ำตาล ถ้ามีอายุมากก็จะมีสะเก็ดหลุดออก ลำต้นจะแตกกิ่งก้านสาขาเยอะ ส่วนมากกิ่งจะโค้งงอลง ทั่วไปต้นกับดอกคล้ายต้นคนทีสอ แตกต่างที่ใบ ขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด การตอนกิ่ง ที่ประเทศไทยสามารถพบเจอได้เยอะที่ทางภาคใต้ มักขึ้นทั่วไปที่ตามริมน้ำลำคลองใกล้กับชายทะเล และที่ตามป่าชายเลน[1],[3],[4],[5]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงสลับถี่ที่แถว ๆ ปลายยอด ใบเป็นรูปรี ที่ปลายใบจะแหลม ส่วนที่ใบก็จะแหลม ใบกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร ผิวใบมีลักษณะเรียบ เนื้อใบค่อนข้างหนา ใบสีเขียวเข้ม ที่หลังใบจะเป็นสีอ่อนถึงสีนวล[1],[3],[5]
  • ดอก จะออกเป็นช่อแบบแยกแขนงที่ตามปลายกิ่งหรือที่ปลายยอด ช่อดอกมีความยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร แต่ละช่อดอกนั้นมีดอกย่อยเป็นจำนวนมาก ดอกมีกลีบเลี้ยงมีลักษณะเป็นรูปถ้วย ส่วนกลีบดอกจะเป็นหลอดที่ปลายแยกเป็นกลีบดอก 2 ส่วน ส่วนบนมี 2 กลีบ ส่วนล่างมี 3 กลีบ กลีบดอกจะมีทั้งสีฟ้าอมม่วง สีคราม สีม่วง มีเกสรเพศผู้อยู่ 4 ก้าน ดอกบานจากที่โคนช่อจนถึงปลายช่อ ดอกบานเต็มที่แล้วมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณเกือบจะ 1 เซนติเมตร สามารถออกดอกได้ทั้งปี[1],[3]
  • ผล เป็นผลสดเดี่ยว ผลกลม ที่ขั้วผลมีกลีบเลี้ยงหุ้มเกือบจะครึ่งผล มีทั้งผลสีเขียว และผลสีม่วง ผลจะแห้ง มีติ่งที่ปลายผล มีเมล็ดในผล[1],[5]

สรรพคุณคนทีสอทะเล

1. สามารถช่วยแก้อาการฟกช้ำบวมได้ (ทั้งต้น,เถา)[2],[4]
2. ในตำรายาไทยนั้นใช้รากเป็นยารักษาโรคตับ (ราก)[1]
3. สามารถแก้ตัวพยาธิได้ (ทั้งต้น, เถา)[2],[4]
4. เถาสามารถช่วยแก้ริดสีดวงที่ในลำคอได้ [2]
5. สามารถใช้เป็นยาบำรุงธาตุในร่างกายได้ (ใบ)[1],[2]
6. ผลสามารถใช้เป็นยารักษาโรคเอดส์ได้ [2]
7. นำใบมาต้มกับน้ำใช้อาบ สามารถช่วยแก้โรคผิวหนังผื่นคัน หรือทำแชมพูสระผม หมักผม สามารถช่วยฆ่ากลากเกลื้อน ชันนะตุ เชื้อรา หรือนำใบมาดองแอลกอฮอล์แล้วเอาแต่น้ำใช้เป็นยาหัวเชื้อ หรือนำใบมาสกัดกับน้ำกะทิเคี่ยวประมาณ 6 ชั่วโมงพอได้น้ำมันคนทีแล้ว ให้เก็บเป็นหัวเชื้อน้ำมันเอาไว้นวดตัว หรือใช้น้ำมันใบคนที 1 ส่วน ผสมน้ำมันมะรุม 1 ส่วน แล้วนำมาใช้หยอดเป็นยารักษาเล็บมือและเล็บเท้าที่เป็นเชื้อราได้ เพราะใบมีน้ำมันหอมและกลิ่นหอมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา(ใบ)[1],[2]
8. สามารถใช้รากเป็นยาขับประจำเดือนของสตรีได้ (ราก)[2]
9. สามารถใช้เป็นยาแก้ลมได้ (ทั้งต้น, เถา)[2],[4]
10. สามารถใช้เป็นยาขับเสมหะได้ (ใบ, เถา, ราก, ทั้งต้น)[1],[2],[4]

ประโยชน์คนทีสอทะเล

  • ภาคใต้จะนิยมใช้ใบเป็นส่วนประกอบในการทำขนม เป็นขนมพื้นเมืองที่มีเหนียว เป็นสีเขียว (ไม่ใช่กาละแม) เข้าใจว่านำใบแห้งมาให้บดเป็นผงแล้วใช้ทำเป็นขนม ด้วยการนำใบแห้งมาผสมแป้งข้าวเหนียวกับน้ำ นึ่งให้สุก แล้วหั่นเป็นชิ้น นำมาคลุกมะพร้าวขูด น้ำตาล เกลือ[3],[5]
  • นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะเมื่อแตกกิ่งก้านแตกต้นเยอะ และเมื่อดอกดกดอกบานทั้งต้นจะสวยมาก ๆ นิยมปลูกในกระถาง ประดับที่แจ้ง

สั่งซื้อเนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. ไทยรัฐออนไลน์. “คน ที สอ ทะเล ดอกสวย”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thairath.co.th. [14 ก.พ. 2014].
2. หนังสือพรรณไม้ป่าชายหาด (มัณฑนา นวลเจริญ). หน้า 27.
3. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. “คน ที สอ ทะเล”. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). หน้า 208.
4. ไทยโพสต์. “คนที ดูแลสุขภาพผิวรับหน้าร้อน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaipost.net. [14 ก.พ. 2014].
5. สวนพฤกษศาสตร์สายยาไทย. “คน ที สอ ทะเล”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.saiyathai.com. [14 ก.พ. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
https://plantworld2.blogspot.com/

ลักษณะและสรรพคุณของโกฐชฎามังสี

0
ลักษณะและสรรพคุณของโกฐชฎามังสี เป็นพรรณไม้ล้มลุก ดอกย่อยสีม่วงอมชมพู ผลยาวปกคลุมด้วยขนสีขาว รากใช้เป็นยารสสุขุม ขม และมีกลิ่นหอมแรง
โกฐชฎามังสี
พรรณไม้ล้มลุก ดอกย่อยสีม่วงอมชมพู ผลยาวปกคลุมด้วยขนสีขาว รากใช้เป็นยารสสุขุม ขม และมีกลิ่นหอมแรง

โกฐชฎามังสี

โกฐชฎามังสี มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ในประเทศไทยไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ ชื่อสามัญ Spikenard[1], Jatamansi[2] ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Nardostachys jatamansi (D.Don) DC. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Fedia grandiflora Wall. ex DC., Patrinia jatamansi D.Don, Valeriana jatamansi D.Don)[1] อยู่ในวงศ์สายน้ำผึ้ง (CAPRIFOLIACEAE) ชื่อเรียกอื่นว่า โกฐจุฬารส โกฐชฎามังษี [1]

ลักษณะโกฐชฎามังสี

  • ต้น เป็นพรรณไม้ล้มลุก มีเขตการกระจายพันธุ์ที่ในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ในประเทศอินเดีย เป็นสมุนไพรนำเข้า มีการนำมาใช้ในเครื่องยาไทยหลายตำรับ[1]
  • ใบ มีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม ขอบใบเรียบ ออกเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามกัน มีขนสีขาวปกคลุมอยู่ทั่วใบ
  • ดอก ออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายยอด ในแต่ละช่อจะประกอบไปด้วยดอกย่อยสีม่วงอมชมพูจำนวนมากมาย มีก้านช่อดอกยาวประมาณ 10-20 ซม. บริเวณโคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นหลอด ส่วนปลายแยกออกจากกันประมาณ 4-5 กลีบ บริเวณใบประดับมีขนปกคลุมอยู่ทั่ว
  • ผล เป็นผลลักษณะยาวที่ปกคลุมไปด้วยขนสีขาว
  • ราก เป็นส่วนที่ใช้เป็นยา เป็นไม้เนื้อแข็ง จะมีรากย่อยขึ้นปกคลุมเป็นเส้นยาว โดยรอบอย่างหนาแน่น รากมีรสสุขุม ขม และมีกลิ่นหอมเป็นกลิ่นแรงเฉพาะตัว[1]

สรรพคุณของโกฐชฎามังสี

1. สามารถใช้เป็นยาขับลม และช่วยย่อยอาหารได้[1],[2]
2. สามารถใช้เป็นยาแก้ไส้ด้วนไส้ลามได้ (แผลเนื้อร้ายทานแค่ปลายองคชาตและองค์กำเนิดบวม)[1]
3. ในตำรายาไทยนำมาใช้เป็นยาแก้รัตตะปิตตะโรค แก้โลหิตอันเกิดแต่กองปิตตะสมุฏฐาน[1]
4. สามารถช่วยขับพยาธิออกจากร่างกายได้[1]
5. โกฐชฎาสามารถใช้เป็นยาแก้โรคในปากคอได้[1]
6. บัญชียาจากสมุนไพร ในตามประกาศของคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ฉบับที่ 5 มีการใช้ในกลุ่มยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิตหรือยาแก้ลม ปรากฏในตำรับ ยาหอมเทพจิตร และตำรับ ยาหอมนวโกฐ มีส่วนประกอบของอยู่ในพิกัดโกฐทั้งเก้าร่วมสมุนไพรชนิดอื่นอีกในตำรับ จะมีสรรพคุณเป็นยาแก้อาเจียน, คลื่นเหียน, ตาลาย, ลมวิเวียน, แก้ลมจุกแน่นในท้อง, ใจสั่น, อาการหน้ามืด [1]
7. สามารถใช้เป็นยาแก้พิษทั้งปวงได้[1]
8. สามารถช่วยแก้แผลเนื้อร้ายได้[1]
9. ช่วยขับโลหิตระดูเน่าเสียของสตรี ขับประจำเดือน[1],[2]
10. ใช้ในตำรับยาแผนโบราณของไทยในหลายตำรับ และมีการใช้ในเครื่องยาไทยที่เรียกว่า พิกัดโกฐ และโกฐชฎามังสีนั้นจัดอยู่ใน โกฐทั้งเก้า จะมีสรรพคุณที่เป็นยาช่วยบำรุงโลหิต แก้ลมในกองธาตุ แก้ไส้ด้วนไส้ลาม แก้โรคในปากและคอ แก้หอบ แก้ไข้ในกองอติสาร แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงกระดูก ยาชูกำลัง ช่วยขับระดูร้าย แก้โรคปอด อาการสะอึก แก้หืดไอ แก้ไข้เรื้อรัง แก้ไข้จับ [1]
11. สามารถใช้เป็นยากระจายหนองที่ก้อนอยู่ภายในร่างกายได้[1]
12. การแพทย์อายุรเวทของอินเดีย ระบุเอาวไว้ว่า เหง้ากับรากมีคุณสมบัติที่กระตุ้นและลดการเกร็ง ทำให้ใช้ในการบำบัดแผลพุพองปวดบวมที่ผิวหนัง, โรคต่าง ๆ ที่เกิดในศีรษะ, โรคที่มีอาการชักทุกชนิด, โรคลมบ้าหมู, แก้อาการสะอึก, รวมทั้งโรคตา, โรคฮิสทีเรีย [1]
13. โกฐชฎาสามารถช่วยแก้ดีพิการได้[1]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

  • จากการทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดที่ได้จากรากด้วยแอลกอฮอล์:น้ำ (1:1) เข้าที่ช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง ก็คือ ขนาดที่มากกว่า 1 กรัมต่อกิโลกรัม การฉีดน้ำมันหอมระเหยเข้าที่ช่องท้อง ผลทดสอบพบว่าขนาดที่ทำให้สุนัขและหนูถีบจักรตายครึ่งหนึ่ง ก็คือ ขนาด 93 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และ 80.3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ในหนูตะเภาก็คือขนาด 2 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัม ในหนูขาวก็คือขนาด 1.5 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัม[1]
  • องค์ประกอบทางเคมีที่สามารถพบได้ในสมุนไพรคือ สาร jatamol B, jatamansone, jatamansin, angelicin, patchouli alcohol, jatamol A, jatamansinol, jatamansic acid [1]
  • จากการที่ศึกษาทางเภสัชวิทยา พบว่ามีฤทธิ์ในการฆ่าอสุจิ, ต้านแบคทีเรีย, ต้านหืด, คลายมดลูก, กล่อมประสาท, กดประสาทส่วนกลาง, ลดปริมาณของกรดยูริก, ลดความดันโลหิต, มีฤทธิ์ลดไข้, ต้านการเกิดแผล, ต้านการชัก, ต้านการเต้นไม่เป็นจังหวะของหัวใจ, ทำให้หัวใจเต้นช้า, ต้านการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ, เพิ่มการเรียนรู้และความจำ, เสริมฤทธิ์ยานอนหลับ, ลดน้ำตาลในเลือด, ลดคอเลสเตอรอลในเลือด [1]

สั่งซื้อเนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “โกฐชฎามังษี Jatamansi”. หน้า 217.
2. ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “โ ก ฐ ช ฎ า มั ง สี”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.thaicrudedrug.com. [10 มิ.ย. 2015].

อ้างอิงรูปจาก
1. https://powo.science.kew.org/

ลักษณะและสรรพคุณของแก้มขาว

0
ลักษณะและสรรพคุณของแก้มขาว เป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อย ดอกสีขาวนวล ผลรูปไข่ขนาดเล็กสีเขียว ผิวมีช่องอากาศ พบได้บ่อยแถวภาคเหนือ
แก้มขาว
เป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อย ดอกสีขาวนวล ผลรูปไข่ขนาดเล็กสีเขียว ผิวมีช่องอากาศ พบได้บ่อยแถวภาคเหนือ

แก้มขาว

แก้มขาว มีถิ่นกำเนิดในคาบสมุทรอินโดจีน สามารถพบเจอได้เยอะตามชายป่าดิบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังสามารถพบเจอได้ที่ตามป่าดิบเขา ป่าดิบแล้งทุกภาคของประเทศไทย ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 400-1,300 เมตร แก้มดอกขาวจะชอบความชุ่มชื้น แสงแดดปานกลาง ชื่อสามัญ Butterfly Flower ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Mussaenda sanderiana Ridl. อยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE)[1] ชื่อท้องถิ่นอื่นอีก เช่น ดอกย่าป่า, พอแต (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), กำเบ้อขาว (เพชรบูรณ์), กะเบ้อขาว (เลย), ใบต่างดอก, กำเบ้อ (เพชรบูรณ์), แก้มอ้น, รางแก้ม (ลั้วะ), ผีเสื้อ (เพชรบูรณ์)

ลักษณะแก้มขาว

  • ต้น เป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อย สามารถสูงได้ประมาณ 1-2 เมตร เนื้อไม้มีความเหนียว ผิวเปลือกมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลเทาถึงเข้ม กิ่งก้านนั้นจะแตกแขนงเป็นพุ่มแน่นที่ช่วงปลายกิ่ง ที่ลำต้นกับกิ่งก้านจะมีขนละเอียดสีน้ำตาลแดงหนา[1],[2] ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง [4]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงตรงข้ามกัน ใบแผ่เป็นรูปรี ที่ปลายใบจะแหลม ส่วนที่โคนใบสอบ ใบกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร ที่ใบทั้งสองด้านนั้นจะมีขนละเอียด ที่หลังใบมีลักษณะเป็นสีเขียวเข้มและเป็นมัน แผ่นใบจะแผ่สามารถมองเห็นเส้นแขนงใบเป็นลอน หูใบได้ชัดที่ระหว่างก้านใบ[1],[2]
  • ดอก จะออกเป็นช่อสั้นที่ตรงปลายกิ่ง มีดอกย่อยเป็นจำนวนมาก ก้านของดอกสั้น กลีบดอกมีลักษณะเป็นสีเหลืองสดถึงสีส้ม จะเชื่อมติดเป็นหลอด ที่กลีบเลี้ยงส่วนโคนนั่นจะเชื่อมติดเป็นหลอด ปลายจะแยกออกเป็นแฉก 5 แฉก กลีบดอกมีลักษณะเป็นหลอดมีความยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ที่ปากหลอดจะมีขนละเอียดยาว ปลายแยกเป็นกลีบ 5 กลีบ ดอกบานจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร มีเกสรเพศผู้ในหลอดดอกอยู่ 5 อัน ดอกแก่จะมีใบเลี้ยงขนาดใหญ่อยู่ 1 กลีบ เป็นสีขาวนวล คล้ายกับใบเป็นรูปรี กว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตร ที่ปลายจะแหลมคอดเรียว ส่วนที่โคนใบมนและสอบเรียว[1],[2],[3]
  • ผล มีลักษณะเป็นผลสด รูปไข่ รูปรีขนาดเล็ก เป็นสีเขียว ที่ผิวของผลมีช่องอากาศ ปลายผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ ผลแก่นั้นเนื้อจะนุ่ม มีเมล็ดอยู่ในผลเป็นเมล็ดจำนวนมาก 1 พวงมีผลประมาณ 15-20 ผล[1],[2]

สรรพคุณแก้มขาว

1. ลำต้นใช้เข้าในยารักษาโรคริดสีดวงทวาร (ลำต้น)[3]
2. ในตำรายาพื้นบ้านล้านนานำรากมาขูดผสมรากผักคราด รากแข้งกวางดง มาตุ๋นกับไก่สามารถทานเป็นยาแก้ปวดฟันได้ (ราก)[2]
3. เถามีสรรพคุณที่เป็นยาแก้ไข้ผิดสำแดง (เถา)[1]
4. เหง้า เปลือก เนื้อไม้ จะมีสรรพคุณที่สามารถเป็นยากระจายโลหิตได้ [1]
5. เปลือก, เนื้อไม้, เหง้า สามารถใช้เป็นยาขับน้ำนิ่วในไตได้ (เปลือก, เนื้อไม้, เหง้า)[1]
6. สามารถใช้เถาเป็นยาแก้ไข้ทับระดูได้ (เถา)[1]
7. ชาวเขาเผ่าแม้วนำรากมาต้มกับน้ำใช้ดื่มเป็นยาระบาย และสามารถช่วยเจริญอาหารได้ (ราก)[2]
8. ชาวลั้วะนำลำต้นมาต้มกับน้ำดื่มและผสมสมุนไพรอื่นอีก 9 ชนิด สามารถใช้เป็นยาบำรุงกำลังได้ (ลำต้น)[3]

ประโยชน์แก้มขาว

  • นิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับทั่วไป[4]

สั่งซื้ออาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “แก้ม ขาว”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [13 มิ.ย. 2015].
2. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ). “แก้ม ขาว”. หน้า 75.
3. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “แก้ม ขาว”. อ้างอิงใน : หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 1. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.qsbg.org. [13 มิ.ย. 2015].
4. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “แก้ม ขาว”. หน้า 157.

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.monaconatureencyclopedia.com/mussaenda-sanderiana-2/?lang=en
2.https://jardinsamoena.be/index.php/2020/02/09/ce-qui-nous-a-marque-a-singapour/

ลักษณะและสรรพคุณของเกล็ดมังกร

0
ลักษณะและสรรพคุณของเกล็ดมังกร ไม้ล้มลุกที่ใช้การเลื้อยอิงอาศัยต้นไม้อื่น ๆ เพื่อการเจริญเติบโต เป็นไม้อวบน้ำที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม
เกล็ดมังกร
ไม้ล้มลุกที่ใช้การเลื้อยอิงอาศัยต้นไม้อื่น ๆ เพื่อการเจริญเติบโต เป็นไม้อวบน้ำที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม

เกล็ดมังกร

เกล็ดมังกร ไม้ล้มลุกที่ใช้การเลื้อยอิงอาศัยต้นไม้อื่น ๆ เพื่อการเจริญเติบโต เป็นไม้อวบน้ำที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม  ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Dischidia minor (Vahl) Merr. ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Dischidia nummularia R. Br. อยู่วงศ์ตีนเป็ด (APOCYNACEAE) และอยู่วงศ์ย่อยนมตำเลีย (ASCLEPIADOIDEAE – ASCLEPIADACEAE)[1],[2] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น เบี้ย (ภาคกลาง), กับม้ามลม (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), หญ้าเกล็ดลิ่น (จังหวัดชลบุรี), กระดุมเสื้อ (จังหวัดชัยภูมิ, อุบลราชธานี), อีแปะ (จังหวัดจันทบุรี), ปิติ้ (มลายู-จังหวัดนราธิวาส), เบี้ยไม้ (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), กะปอดไม้ (จังหวัดเชียงใหม่-จังหวัดชุมพร), เกล็ดมังกร (ภาคกลาง), เกล็ดลิ่น (จังหวัดชัยภูมิ,จังหวัด อุบลราชธานี) [1],[2],[3]

ลักษณะเกล็ดมังกร

  • ต้น เป็นพรรณไม้ล้มลุกที่ลำต้นพันหรือเลื้อยเกาะยึดไปต้นไม้อื่น จะห้อยเป็นสายลง มีความยาวประมาณ 10-50 เซนติเมตร ต้นมีรากอยู่ที่ตามลำต้น จะมีน้ำยางสีขาวอยู่ทั้งต้น ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด มักพบเจอาี่ตามบริเวณป่าเบญจพรรณ ตามป่าทั่วไป มีเขตการกระจายพันธุ์ทั่วทุกภาคของประเทศ และสามารถพบในต่างประเทศได้ที่ประเทศมาเลเซีย[1],[2],[3]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงเป็นคู่ตรงข้าม ใบเป็นรูปกลม รูปวงรีแกมรูปโล่ มีขนาดเล็ก ที่ปลายใบจะแหลมเป็นติ่ง ส่วนโคนใบจะแหลมและมน ขอบใบเรียบ ใบกว้างประมาณ 4-8 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 4-11 มิลลิเมตร ผิวใบของต้นจะเกลี้ยง มีเนื้อใบที่หนา มีก้านใบสั้น สามารถยาวได้แค่ 1-2 มิลลิเมตร ที่ยอดอ่อนกับใบอ่อนจะมีขน[1],[2],[3]
  • ดอก ออกเป็นช่อกระจะสั้นที่ตามซอกใบ มีดอกย่อยขนาดเล็ก ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ จะมีสมมาตรตามรัศมี มีกลีบเลี้ยงดอกอยู่ 5 กลีบ กลีบเลี้ยงมีลักษณะเป็นสีเขียว กว้างประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร มีกลีบดอกอยู่ 5 กลีบ กลีบดอกมีลักษณะเป็นสีขาวแกมเหลืองหรือเป็นสีเขียว ที่โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดเป็นรูปคนโท ที่เป็นหลอดยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ที่เป็นพูกว้างประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร จะมีรยางค์เป็นรูปมงกุฎอยู่ 5 อัน แต่ละอันก็จะแยกเป็นพู 2 พู ดอกมีเกสรเพศผู้อยู่ 5 อัน มีเกสรเพศเมียอยู่ 1 อัน จะมีรังไข่ 2 อัน รังไข่อยู่ที่เหนือวงกลีบ มี 1 ช่อง มีออวุลเป็นจำนวนมาก จะติดตามที่แนวตะเข็บ ก้านเกสรเพศเมียมีอยู่ 2 อัน มียอดเกสรเพศเมีย 1 อัน ออกดอกช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกรกฎาคม[1],[2],[3]
  • ผล ผลเป็นฝัก ผลมีลักษณะรูปดาบแกมขอบขนาน จะโค้งนิดหน่อย สามารถยาวได้ประมาณ 5-7 เซนติเมตร กว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ที่บริเวณเหนือจุดกึ่งกลางจะแหลมและเรียวเป็นจะงอย ส่วนที่ใต้จุดกึ่งกลางจะเป็นรูปรีเบี้ยว แตกตะเข็บเดียว มีเมล็ดอยู่ในฝักเป็นจำนวนมาก เมล็ดแบน ปลายเมล็ดจะมีขนเป็นพู่หรือกระจุกอยู่ ขนเป็นสีขาว[1],[2],[3]

สรรพคุณเกล็ดมังกร

1. ลำต้นสามารถใช้เป็นยาแก้อักเสบ ปวดบวมได้ (ลำต้น)[1]
2. ยาสมุนไพรพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานีนั้นจะใช้ทั้งต้นเข้าในยาแก้โรคตับพิการ (ทั้งต้น)[2]
3. ในตำรายาไทยนั้นใช้ทั้งต้นเป็นยาพิษไข้กาฬ ถอนพิษไข้ (ทั้งต้น)[2]
4. สามารถใช้ต้นเป็นยาแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ (ทั้งต้น)[2]
5. สามารถใช้ใบสดที่ตำละเอียดแล้วเป็นยาพอกบริเวณแผลพุพองได้ (ใบสด)[1],[2]
6. สามารถใช้เป็นยาแก้พิษตานซางได้ (ทั้งต้น)[2]

สั่งซื้อเนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. พันธุ์ไม้ในสวน, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “เกล็ด มังกร”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dnp.go.th/pattani_botany/. [14 มิ.ย. 2015].
2. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “เกล็ด มังกร”. หน้า 75-76.
3. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “เกล็ด มังกร”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.phargarden.com. [14 มิ.ย. 2015].

อ้างอิงรูปจาก
1. http://hkcww.org/
2. http://stewartia.net/