กะพวมมะพร้าว เป็นยาช่วยระบบย่อยอาหาร

0
กะพวมมะพร้าว
กะพวมมะพร้าว เป็นยาช่วยระบบย่อยอาหาร กิ่งอ่อนมีขนสีเหลือง ดอกเป็นช่อกระจุกแน่นบริเวณปลายยอด ดอกเป็นสีขาวหรือสีม่วง ผลเป็นรูปกิ่งสามเหลี่ยม
กะพวมมะพร้าว
กิ่งอ่อนมีขนสีเหลือง ดอกเป็นช่อกระจุกแน่นบริเวณปลายยอด ดอกเป็นสีขาวหรือสีม่วง ผลเป็นรูปกิ่งสามเหลี่ยม

กะพวมมะพร้าว

กะพวมมะพร้าว เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ประเทศไทยพบได้ทางภาคเหนือและภาคใต้ ขึ้นตามป่าดิบ ทุ่งหญ้าคา ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Vernonia arborea Buch.-Ham. จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)[1],[2] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ คือ หนาดจืด (คนเมือง), จวง อ้ายเหนียวหมา (นครศรีธรรมราช), นวลแป้ง (สุราษฎร์ธานี), ตอนเลาะ (กระบี่), สมองกุ้ง (ตรัง), กะพวมมะพร้าว กะพอมมะพร้าว (สงขลา), ขี้อ้น (ยะลา), กะพวม งวงช้าง (ภาคใต้)[1],[2],[3]

ลักษณะของต้นกะพวมมะพร้าว

  • ลักษณะของต้น[1],[2]
    – เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง
    – มีความสูงได้ 7-15 เมตร
    – เปลือกต้นเป็นสีขาว
    – ตามกิ่งอ่อนมีขนสีเหลือง
    – เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง
    – สามารถขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือวิธีการตอนกิ่ง
    – มีเขตการกระจายพันธุ์ในเทือกเขาหิมาลัยตอนใต้ อินเดีย ศรีลังกา และในภูมิภาคมาเลเซีย
  • ลักษณะของใบ[2]
    – ใบเป็นใบเดี่ยว
    – ออกเรียงสลับกัน
    – ใบเป็นรูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมรี
    – ปลายใบเรียวแหลม
    – โคนใบสอบเป็นรูปลิ่มหรือสอบเข้ากัน
    – ขอบใบเรียบ
    – ใบมีความกว้าง 5-7.5 เซนติเมตร และยาว 10-15 เซนติเมตร
    – แผ่นใบด้านบนเกลี้ยง
    – แผ่นใบด้านล่างมีขน
    – มีขนขึ้นตามเส้นใบ
    – เส้นแขนงใบมีข้างละ 8-13 เส้น
    – ก้านใบยาวได้ 1-2 เซนติเมตร
  • ลักษณะของดอก[2]
    – ออกดอกเป็นช่อ
    – เป็นช่อกระจุกแน่นบริเวณปลายยอด
    – มีหลายช่ออยู่รวมกันเป็นช่อแยกแขนง
    – ในแต่ละช่อจะมีวงใบประดับ 5-6 ชั้น
    – เป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่
    – มีขนที่ปลาย
    – มีความกว้าง 4-6 มิลลิเมตร และยาว 5 มิลลิเมตร
    – มี 5-6 ดอก
    – กลีบเลี้ยงเป็นเส้นยาว 5-7 มิลลิเมตร
    – ที่ปลายเส้นมีขนยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร 2-3 เส้น
    – ดอกเป็นสีขาวหรือสีม่วง
    – โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร
    – ส่วนปลายจักเป็น 5 จัก
    – มีเกสรเพศผู้ 5 อัน
    – รังไข่อยู่ใต้วงกลีบ
  • ลักษณะของผล[1],[2]
    – ผลเป็นรูปกิ่งสามเหลี่ยม
    – ผลยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร
    – มีสันตามยาว 10 สัน
    – ผิวผลเกลี้ยงหรือมีขนนุ่มห่าง ๆ
    – รยางค์เป็นสีขาวหม่น ๆ
    – มักเรียงกันเป็นวง 2 วง
    – โดยวงในจะยาวกว่าวงนอก
    – ยาวได้ถึง 5-7 มิลลิเมตร

สรรพคุณของกะพวมมะพร้าว

  • ลำต้น สามารถนำมาฝนกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการผิดเดือน[3]
  • เปลือก สามารถใช้เคี้ยวเป็นยาบำบัดโรคริดสีดวงทวารหนักในระยะเริ่มแรก[2]
  • ลำต้น สามารถนำไปต้มรวมกับปูเลย เถารางจืด และกิ่งเปล้าน้อย[3]
  • ลำต้น สามารถใช้เป็นยาห่มให้สตรีหลังคลอดบุตรที่อยู่ไฟได้[3]
  • ใบ สามารถใช้เป็นยาชงดื่ม มีฤทธิ์เป็นยาช่วยย่อยและเป็นยากระตุ้น[1]
  • ทั้งต้น สามารถใช้ยาชงจากทั้งต้นเป็นยาช่วยย่อยได้[2]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ). “กะ พวม มะ พร้าว”. หน้า 50-51.
2. ข้อมูลพรรณไม้, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “กะ พวม มะ พร้าว”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.rspg.or.th/plants_data/. [21 มิ.ย. 2015].
3. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “กะ พวม มะ พร้าว”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [21 มิ.ย. 2015].

อ้างอิงจาก
1.https://indiabiodiversity.org/observation/show/16533937

ลักษณะและสรรพคุณของกรามช้าง

0
กรามช้าง
ลักษณะและสรรพคุณของกรามช้าง เป็นไม้ล้มลุกหรือไม้ขนาดเล็ก มีสีเขียวอมน้ำตาลแดง ดอกเหลืองแกมเขียว ผลสุกเป็นสีม่วงเข้ม
กรามช้าง
เป็นไม้เถาขนาดเล็ก มีสีเขียวอมน้ำตาลแดง ดอกเหลืองแกมเขียว ผลสุกเป็นสีม่วงเข้ม

กรามช้าง

กรามช้าง เป็นไม้ล้มลุกหรือไม้ขนาดเล็ก มีสีเขียวอมน้ำตาลแดง ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Smilax blumei A.DC. ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ คือ Smilax perfoliata Blume อยู่วงศ์ข้าวเย็นเหนือ (SMILACACEAE)

ลักษณะของต้นกรามช้าง

  • ต้น เป็นไม้เลื้อย สามารถยาวได้ถึง 10 เมตร กิ่งก้านมีลักษณะเรียวและมีหนาม
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงสลับ ใบเป็นรูปไข่แกมวงรีถึงรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม ใบกว้างประมาณ 8-18 เซนติเมตร ยาวประมาณ 13-27 เซนติเมตร จะมีเส้นใบที่ออกจากโคนใบจรดกับปลายใบอยู่ 5 เส้น ก้านใบมีลักษณะเป็นสันสามเหลี่ยมมน มีหูใบเป็นรูปไข่กลับแผ่เป็นครีบ จะมีมือเกาะที่ยาวประมาณครึ่งหนึ่งของแผ่นใบ[1]
  • ดอก ออกเป็นช่อ ออกดอกเป็นคู่ที่ตามซอกใบ เป็นดอกแบบแยกเพศอยู่คนละต้น ช่อดอกเพศผู้นั้นมีดอกย่อยอยู่ประมาณ 30-50 ดอก ช่อดอกเพศเมียมีดอกย่อยอยู่ประมาณ 20-40 ดอก กลีบรวมเป็นสีเหลืองแกมเขียว[1]
  • ผล เป็นทรงกลม ผลสุกเป็นสีม่วงเข้ม[1]

สรรพคุณของรากกรามช้าง

1. ในตำรับยารักษารำมะนาดให้นำรากกรามช้าง ต้นกระไดลิง ข้าวสารเหนียว รากปอขาว รากแตงเถื่อน รากงิ้ว รากชุมเห็ดเล็ก ต้นมะกอกเผือก เครือข้าวเย็น รากเกล็ดลิ่น ข้าวสารเจ้า รากฟักข้าว รากชุมเห็ดเทศ รากถั่วพู มาฝนกับน้ำซาวข้าวเจ้าทานสามารถรักษารำมะนาดได้ (ราก) [1]
2. ในตำรับยาแก้ทอนซิลอักเสบ ให้นำรากกรามช้าง รากไผ่ รากตาล มาฝนน้ำ สามารถทานเป็นยาแก้ทอนซิลอักเสบได้ (ราก) [1]
3. ในตำรับยาผีเครือเหลือง ให้นำรากกรามช้าง นอแรดเครือ ต้นกระไดลิง ข้าวเย็น แก่นศรีคันไชย แก่นชมพู่ รากมะพร้าว รากช่ำ รากคำแสนซีก ว่านกีบแรด ต้นหมากขี้แรด เขาเลียงผา แก่นหาดเยือง แก่นจันทน์แดง รากเล็บเหยี่ยว รากก่อเผือก รากมะตูมป่า รากไค้ตีนกรอง มาฝนกับน้ำข้าวเจ้า สามารถทานเป็นยาผีเครือเหลืองได้ (ราก) [1]

สรรพคุณของหัวกรามช้าง

  • ในตำรับยาพื้นบ้านล้านนาจะนำหัวที่อยู่ใต้ดินของต้นมาฝนหรือหั่นเป็นชิ้น ใช้ครั้งละ 2-3 ชิ้น มาต้มกับน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง สามารถใช้เป็นยาแก้ท้องเสียได้ (หัว) [1]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

  • มีวิจัยทางคลินิกที่ในประเทศจีน โดยนำมาผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นมากกว่า 10 ชนิด เพื่อใช้ในการรักษาโรคตับอักเสบชนิดบี ผลการทดลองปรากฏว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น 74.5%[1]

ประโยชน์กรามช้าง

  • นำหัวใต้ดินมาใช้แทนหัวข้าวเย็นได้ [1]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “กรามช้าง”. หน้า 197.

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com/
2.http://www.westafricanplants.senckenberg.de/

กระจับนก กับสรรพคุณและประโยชน์น่ารู้

0
กระจับนก
กระจับนก กับสรรพคุณและประโยชน์น่ารู้ เป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็ก ดอกเล็ก ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแก่สีชมพูหรือสีแดงเข้ม เมล็ดเล็กสีดำ
กระจับนก
เป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็ก ดอกเล็ก ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแก่สีชมพูหรือสีแดงเข้ม เมล็ดเล็กสีดำ

กระจับนก

ไม้ยืนกระจับนก เป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็ก เป็นยาสมุนไพรไทยพื้นบ้าน พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณริมห้วยหรือป่าดิบชื้น ลำธาร ชื่อวิทยาศาสตร์ Euonymus cochinchinensis Pierre (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Euonymus similis Craib.) จัดอยู่ในวงศ์กระทงลาย (CELASTRACEAE)[1],[4] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ คือ มะดะ (เชียงราย), กระจับนก (เชียงใหม่), นางใย, อึ่งเปาะ (อุบลราชธานี), ตานขี้ม้า, ตาสีไสว, มะดะ, มะหากาหลัง (ภาคเหนือ), กระดูกไก่ ชะแมง (ภาคใต้), คอแห้ง[1],[3],[4]

ลักษณะของต้นกระจับนก

  • ลักษณะของต้น[1],[2],[3],[4]
    – เป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ขนาดเล็ก
    – มีความสูงได้ถึง 10-12 เมตร
    – มีเส้นรอบวงยาวประมาณ 5.5 นิ้ว
    – เปลือกต้นบาง มีสีน้ำตาลครีม
    – มีร่องแตกตามยาวแคบ ๆ
    – แตกกิ่งก้านเล็ก มีสีเขียว
    – สามารถขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งและการเพาะเมล็ด
    – เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ทนต่อความร้อนได้ดี
    – มีเขตการกระจายพันธุ์ในจีน กัมพูชา และภูมิภาคมาเลเซีย
    – ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค
    – สามารถพบได้ขึ้นตามลำธาร ตามป่าดิบแล้งในระดับต่ำจนถึงความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 เมตร
  • ลักษณะของใบ[1],[2],[3],[4]
    – ใบเป็นใบเดี่ยว
    – ออกเรียงตรงข้ามกัน
    – ใบเป็นรูปรีหรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน
    – ปลายใบแหลม
    – โคนใบสอบเข้าหากัน
    – ขอบใบเรียบหรือเป็นหยักตื้นห่าง ๆ ค่อนไปทางปลายใบ
    – ใบมีความกว้าง 2.5-7 เซนติเมตร และยาว 4.5-16 เซนติเมตร
    – ผิวเนื้อใบบาง ไม่มีขน
    – ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน
    – เส้นใบเห็นได้ไม่ชัดเจน
    – เส้นใบข้างมี 7-11 คู่ จรดกันที่ขอบใบ
    – ก้านใบยาว 3-8 มิลลิเมตร
    – มีหูใบแคบ ๆ ร่วงง่าย
    – กิ่งก้านเป็นมัน
  • ลักษณะของดอก[3]
    – ออกดอกเป็นช่อแบบแยกแขนง
    – จะออกตามง่ามใบ แต่ส่วนมากจะออกตรงโคนกิ่งที่ออกใหม่
    – มีความยาว 3-10.5 เซนติเมตร
    – ก้านช่อดอกยาว 1.3-8 เซนติเมตร
    – ใบประดับมีขนาดเล็กมาก
    – ขอบเป็นครุย
    – ดอกมีขนาดเล็ก
    – กลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ มีรูปร่างคล้ายไต
    – ขอบกลีบเป็นครุยสั้น
    – กลีบดอกมี 5 กลีบ
    – สีเหลืองอ่อนหรือสีเหลืองอมเขียว เป็นรูปไข่กลับ ขอบเป็นครุย
    – จานฐานดอกหนา เป็นรูปวงแหวนหรือเป็นห้าเหลี่ยม
    – ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน อยู่ที่ขอบจานฐานดอก
    – ก้านชูอับเรณูแบน และสั้นมาก
    – อับเรณูเป็นรูปสามเหลี่ยม
    – รังไข่จะอยู่เหนือวงกลีบ
  • ลักษณะของผล[1],[2],[3],[4]
    – ผลเป็นรูปไข่กลับหรือค่อนข้างกลม
    – มีรูปร่างคล้ายกับระฆังคว่ำ
    – มีความยาว 1 เซนติเมตร
    – ปลายผลนูน
    – โคนผลจะเล็กกว่าปลายผล
    – ปลายผลหยักเว้าเป็นพู 5 พู
    – ผลอ่อนเป็นสีเขียว
    – ผลแก่จะเป็นสีชมพูหรือสีแดงเข้ม
    – ผลแก่จัดจะแตกออกเป็น 5 ซีก จะแตกตรงกลางพู
    – แต่ละซีกมีเมล็ด 1 เมล็ด
  • ลักษณะของเมล็ด[1],[2],[4]
    – เมล็ดเป็นสีดำ
    – มีขนาดเล็กมาก
    – เป็นมัน
    – มีเยื่อสีส้มหรือสีแดงปกคลุมที่ขั้ว
    – เมล็ดเป็นรูปรี
    – ปลายและโคนมน
    – มีความยาวประมาณ 5-6 มิลลิเมตร

สรรพคุณของกระจับนก

  • ราก สามารถนำมาฝนกับน้ำกินเป็นยาแก้เมาเห็ดได้[4]
  • ราก สามารถนำมาแช่น้ำหรือใช้ฝนกับน้ำกินเป็นยาแก้ผิดสำแดง[4]
  • ลำต้น สามารถนำมาต้มกับน้ำดื่มบำรุงเลือดได้[4]
  • เปลือก สามารถนำมาดองหรือแช่ในเหล้าโรง และใช้ดื่มกินก่อนอาหาร เป็นยาช่วยเจริญอาหาร ช่วยให้อยากอาหาร[1],[2],[4]

ประโยชน์ของกระจับนก

  • สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้[5]
  • เนื้อไม้ สามารถใช้ทำเครื่องประมงได้[5]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “กระ จับ นก”. หน้า 8-9.
2. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ). “กระ จับ นก”. หน้า 2.
3. ข้อมูลพรรณไม้, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “กระ จับ นก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.rspg.or.th/plants_data/. [09 ก.ค. 2015].
4. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “มะหากาหนัง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.phargarden.com. [09 ก.ค. 2015].
5. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “กระ จับ นก”. อ้างอิงใน : หนังสือพรรณไม้ป่าชายหาด หน้า 2 (มัณฑนา นวลเจริญ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : th.wikipedia.org. [09 ก.ค. 2015].

กกอียิปต์ กับสรรพคุณและประโยชน์น่ารู้

0
กกอียิปต์
กกอียิปต์ กับสรรพคุณและประโยชน์น่ารู้ เป็นต้นไม้น้ำที่มีอายุหลายปี ลำต้นเป็นเหลี่ยมมีสีเขียวเข้ม ลักษะเป็นมัน สำหรับใบเป็นลักษณะลดรูปเป็นกาบ
กกอียิปต์
ต้นไม้น้ำที่มีอายุหลายปี ลำต้นเป็นเหลี่ยมมีสีเขียวเข้ม ลักษะเป็นมัน สำหรับใบเป็นลักษณะลดรูปเป็นกาบ

กกอียิปต์

กกอียิปต์ หรือ พาไพรัส เป็นพืชน้ำชนิดหนึ่ง ที่เติบโตในพื้นที่ราบลุ่มริมแม่น้ำไนล์  ชื่อสามัญ คือ Egyptian paper plant, Papyrus, Egyptian paper reed[1], Papyrus sedge, Paper reed, Indian matting plant, Nile grass ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Cyperus papyrus L. จัดอยู่ในวงศ์กก (CYPERACEAE)[1]

ลักษณะของต้นกกอียิปต์[1]

  • เป็นพรรณไม้ริมน้ำหรือวัชพืชน้ำ
  • มีอายุอยู่ได้หลายปี
  • ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้าใหญ่แข็ง แตกไหลได้
  • ลำต้นที่อยู่เหนือดินจะแตกเป็นกอ
  • ลำต้นเป็นสีเขียวเป็นรูปสามเหลี่ยม
  • มุมมน
  • ภายในต้นมีความตัน
  • มีความสูงได้ถึง 2.5 เมตร
  • สามารถขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ดและการแตกไหลของลำต้น
  • ชอบขึ้นในดินเหนียวที่ชุ่มชื้นและมีอินทรีย์วัตถุสูง
  • เป็นพรรณไม้ที่เติบโตเร็ว
  • ชอบความชื้น และแสงแดดแบบเต็มวัน
  • สามารถพบขึ้นได้ตามแหล่งน้ำขัง ริมคูคลอง และตามคลองส่งน้ำทั่วไป

ลักษณะของใบกกอียิปต์[1]

  • ใบเป็นใบเดี่ยว
  • ลดรูปเป็นเกล็ดหรือแผ่นสีน้ำตาล
  • เรียงตัวเป็นกระจุกสามระนาบอยู่รอบ ๆ โคนต้น

ลักษณะของดอกกกอียิปต์[1]

  • ออกดอกเป็นช่อแบบซี่ร่มย่อยที่ปลายกิ่ง
  • ช่อดอกแตกแขนงย่อย 100-200 แขนง
  • ยาวได้ 12-30 เซนติเมตร
  • ดอกเป็นสีน้ำตาลปนแดง
  • มีใบประดับรองรับช่อดอก 4-10 ใบ
  • มีความกว้าง 15 มิลลิเมตร และยาว 15-35 เซนติเมตร
  • แต่ละแขนงจะมีดอกย่อยช่อละ 20-30 ดอก
  • ดอกย่อยจะมีกาบหุ้มกว้าง 1 มิลลิเมตร และยาว 1.5-2 มิลลิเมตร
  • ดอกย่อยเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดกว้าง 1.5-2 มิลลิเมตร
  • สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี

ลักษณะของผลกกอียิปต์[1]

  • ผลแห้ง
  • เป็นรูปรีหรือรูปไข่
  • ผลมีความกว้าง 0.4-0.5 มิลลิเมตร และยาว 0.9-10 มิลลิเมตร
  • เปลือกผลแข็ง สีเหลืองอมน้ำตาล
  • มีเมล็ดแค่อันเดียว

สรรพคุณของกกอียิปต์

  • ใบและดอก สามารถใช้เป็นยาแก้อาเจียน ถ่ายพิษไข้ และเป็นยาระบายอ่อน ๆได้
  • ลำต้น สามารถนำมาตีด้วยไม้ แล้วนำน้ำยางที่ได้มาใช้สมานแผลได้
  • ลำต้น สามารถนำมาตีเป็นเส้นและนำมาดามกับโคลนเพื่อเป็นการเข้าเฝือกได้

ประโยชน์ของกกอียิปต์

  • สามารถนำมาใช้ทำเป็นเสื่อ กระเป๋าเป๋ เปลญวนได้[1]
  • สามารถนำมาใช้แทนเชือกมัดของได้[1]
  • ในสมัยโบราณใช้ทำเป็นกระดาษ[1]
  • นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในสวนน้ำได้[1]
  • ปลูกประดับในอ่างเลี้ยงปลาได้[1]
  • ใช้จัดสวนได้[1]
  • ปลูกไว้ในภาชนะประดับตามมุมอาคารและสถานที่ต่าง ๆได้[1]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. ฐานข้อมูลพรรณไม้ที่ใช้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม ศูนย์ความรู้ด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. “กกอียิปต์”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : agkc.lib.ku.ac.th. [25 ก.ค. 2015].
2. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “กกอียิปต์”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : th.wikipedia.org. [25 ก.ค. 2015].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.naturalista.mx/taxa/598622-Cyperus-papyrus-papyrus
2.https://www.gardenia.net/plant/cyperus-papyrus

อรพิม พรรณไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งดอกขาว

0
อรพิม
อรพิม พรรณไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งดอกขาว เป็นไม้ประจำถิ่นของไทย พบทางภาคกลางตามป่าผลัดใบและป่าละเมาะ เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ขนสีน้ำตาลที่กิ่งอ่อน
อรพิม
พรรณไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งดอกขาว เป็นไม้ประจำถิ่นของไทย พบทางภาคกลางตามป่าผลัดใบและป่าละเมาะ เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง ขนสีน้ำตาลที่กิ่งอ่อน

อรพิม

อรพิม มาจากชื่อของพระยาวินิจวนันดร นักพฤกษศาสตร์ชาวไทยในอดีต ผู้ที่เป็นคนค้นพบพันธุ์ไม้ชนิดนี้เป็นคนแรก เป็นไม้ประจำถิ่นของไทย พบทางภาคกลางตามป่าผลัดใบและป่าละเมาะ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia winitii Craib ชื่อวงศ์ : CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE
ชื่อท้องถิ่น : คิ้วนาง (ภาคกลาง)

ลักษณะอรพิม

  • ต้น
    – เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ เป็นสีน้ำตาล
    – เป็นพรรณไม้เฉพาะถิ่นของเมืองไทย
    – สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง
    – เติบโตได้ดีในดินที่มีความชื้นและดินร่วนซุยระบายน้ำได้ดี
    – สามารถพบได้ทางภาคเหนือตอนล่าง ทางภาคกลาง และทางภาคตะวันตกเฉียงใต้
    – จะขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าละเมาะ หรือตามที่โล่งบนเขา [1],[2],[3]
  • ดอก
    – เป็นช่อกระจะขนาดใหญ่
    – ดอกย่อยมีก้านเรียงสลับกันบนแกนกลาง
    – ช่อดอกยาว 13-17 เซนติเมตร
    – ก้านช่อยาว 1-2.5 เซนติเมตร
    – ดอกย่อยเป็นสีขาว
    – กลีบดอกมี 5 กลีบ เป็นรูปรี
    – กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ แยกจากกัน เป็นสีครีมรูปไข่กลับ
    – มีเกสรเพศเมีย 1 อัน มีขนสีน้ำตาล
    – ออกดอกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน[1],[2],[3]
  • ผล
    – เป็นฝักแบนรูปใบหอก
    – เป็นสีน้ำตาลอมแดง
    – มีความกว้าง 3.5-7 เซนติเมตร และยาว 12-30 เซนติเมตร
    – ก้านผลมีความยาว 6-9.5 เซนติเมตร
    – เมื่อแก่แล้วจะแตกออก
    – มีเมล็ด 6-10 เมล็ด มีความแบน
    – มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 เซนติเมตร[1],[2]

สรรพคุณและประโยชน์ อ ร พิ ม

– เปลือกต้น เป็นยาแก้ท้องเสีย[1],[2]
– เป็นยาแก้อาการปวดศีรษะ
– แก้บิด
– ช่วยขับเสมหะ
– เปลือก สามารถนำเส้นใยมาใช้ทำเชือกได้[3]
– เปลือก ใช้เคี้ยวกินกับหมากได้[1],[3]
– นำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามริมรั้ว ริมทางเดิน[3]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “อ ร พิ ม (Ora Phim)”. หน้า 338.
2. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. “อ ร พิ ม”. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ). หน้า 196.
3. สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “อ ร พิ ม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/kp_bot_garden/kpb.htm. [25 ก.ค. 2014].

หญ้าเกล็ดปลา สรรพคุณทางยาโบราณแก้อาการไอเป็นเลือด

0
หญ้าเกล็ดปลา สรรพคุณทางยาโบราณแก้อาการไอเป็นเลือด เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก ดอกสีขาวหรือชมพูอ่อน มีน้ำหวาน สามารถนำมาใช้ต้มดื่มแทนชาได้
หญ้าเกล็ดปลา
พืชล้มลุกขนาดเล็ก ดอกสีขาวหรือชมพูอ่อน มีน้ำหวาน สามารถนำมาใช้ต้มดื่มแทนชาได้

หญ้าเกล็ดปลา

หญ้าเกล็ดปลา เป็นพืชพรรณไม้เลื้อยล้มลุกขนาดเล็กชนิดปกคลุมดิน เจริญเติบโตได้ดีในเขตที่มีอากาศอบอุ่นและมักพบขึ้นตามริมทางน้ำและริมถนนทั่วไป ชื่อสามัญ คือ Lippia, Common lippia, Turkey tangle fogfruit ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Phyla nodiflora (L.) Greene[1],[2] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ก้วยกังติ้ง ไตหยี่หนึ่งจี้

ลักษณะหญ้าเกล็ดปลา

  • ต้น
    – เป็นพรรณไม้เลื้อย
    – ลำต้นมีความยาว 15-90 เซนติเมตร
    – สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด
    – เติบโตได้ดีในดินปนทราย
    – ชอบอากาศชื้น ทนต่อแสงแดดได้ดี
    – กระจายพันธุ์ทั่วไปในเขตร้อนและเขตอบอุ่น
    – สามารถพบขึ้นได้ตามที่ลุ่ม ริมทางน้ำ นาเกลือ และริมถนน[1],[2]
  • ใบ
    – เป็นใบเดี่ยว
    – เป็นรูปไข่กลับ
    – ปลายใบมน
    – โคนใบเรียว
    – ขอบใบหยัก
    – ขอบใบด้านล่างเรียบ
    – ใบมีความกว้าง 1-7 มิลลิเมตร และยาว 0.5-1.3 เซนติเมตร
    – แผ่นใบหนา
    – มีขนแบบ 2 แขน
    – ก้านใบยาว 1-4 มิลลิเมตร[1],[2]
  • ดอก
    – เป็นช่อเชิงลด รูปกลม
    – ช่อดอกยาว 0.2-0.21 เซนติเมตร
    – ก้านช่อดอกยาว 3-8 เซนติเมตร
    – ใบประดับเป็นรูปหัวใจ กว้าง 2-2.5 มิลลิเมตร และยาว 2-2.5 มิลลิเมตร
    – ปลายใบเป็นติ่งแหลม
    – กลีบเลี้ยงเป็นถ้วยที่
    – ปลายแยกเป็น 2 กลีบ
    – ในแต่ละกลีบจะเป็นรูปหอก กว้าง 0.5-1 มิลลิเมตร และยาว 1-2.5 มิลลิเมตร
    – ดอกมีเกสรเพศผู้ 4 อัน
    – อับเรณูเป็นรูปกลม ยาว 0.1-0.2 มิลลิเมตร
    – ก้านชูเกสร ยาว 0.1-0.2 มิลลิเมตร
    – เกสรเพศเมีย รังไข่จะอยู่เหนือวงกลีบ เป็นรูปรี 2 อันประกบกัน
    – ยอดเกสรเป็นก้อนกลมเล็ก[1],[2]
  • ผล
    – มีกลีบเลี้ยงหุ้ม
    – เมื่อผลแก่เต็มที่แล้วจะแยกออกจากกันเป็นเมล็ด[1]

สรรพคุณและประโยชน์หญ้าเกล็ดปลา

  • ลำต้น ใช้เป็นยาแก้ไข้[1]
  • ลำต้น ช่วยขับปัสสาวะ[1]
  • ลำต้น ใช้เป็นยาพอกแผล[1]
  • ลำต้น ช่วยแก้ปัสสาวะเป็นเลือด[1]
  • ลำต้น ช่วยแก้อาการไอเป็นเลือด[1]
  • ใช้เป็นพืชคลุมดินตามบริเวณริมแม่น้ำเพื่อช่วยในการยึดเกาะดินไม่ให้พังทลาย[1]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “หญ้า เกล็ด ปลา”. หน้า 798-799.
2. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “หญ้า เกล็ด ปลา”. อ้างอิงใน : Flora of Thailand Volume 10 Part 2, หน้า 261-262. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.qsbg.org. [19 ส.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.monaconatureencyclopedia.com/phyla-nodiflora/?lang=en

ลักษณะและสรรพคุณของสังกรณี

0
ลักษณะและสรรพคุณของสังกรณี เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ดอกออกเป็นช่อสีฟ้าและสีปูน ผลเป็นฝักลักษณะแบนเกลี้ยง สีน้ำตาล พอแห้งจะแตก มีเมล็ดเป็นรูปกลมแบน 4 เมล็ด
สังกรณี
ไม้พุ่มขนาดเล็ก ดอกออกเป็นช่อสีฟ้าและสีปูน ผลเป็นฝักลักษณะแบนเกลี้ยง สีน้ำตาล พอแห้งจะแตก มีเมล็ดเป็นรูปกลมแบน 4 เมล็ด

สังกรณี

สังกรณี เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กหายาก เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยและมีความชื้นปานกลาง มักพบขึ้นมากตามป่าเต็งรัง ป่าไผ่ ป่าดงดิบ และป่าดิบแล้ง ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Barleria strigosa Willd. อยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ (ACANTHACEAE)[1] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น หญ้าหงอนไก่, กวางหีแฉะ, เพิงดี, ขี้ไฟนกคุ้ม, หญ้าหัวนาค, กำแพงใหญ่, จุกโรหินี [1],[2],[4]

ลักษณะสังกรณี

  • ต้น เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก จะแตกกิ่งก้านสาขารอบต้น ลำต้นสูงประมาณ 60-120 เซนติเมตร ที่กิ่งก้านจะมีขนสีน้ำตาลปกคลุม เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด เติบโตได้ดีในดินร่วนซุย มีความชื้นปานกลาง มักพบเจอที่ตามป่าดงดิบ ป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ป่าไผ่ [1],[2]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ตามข้อต้น ใบเป็นรูปรีค่อนข้างยาวหรือเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน ที่ปลายใบจะแหลมมีติ่ง ส่วนที่โคนใบแหลมและจะเริ่มเรียวแหลมไปถึงก้านใบ ขอบใบจะมีขนเป็นหนามเล็ก ใบกว้างประมาณ 4-7 เซนติเมตร มีความยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ที่แผ่นใบเป็นสีเขียว ส่วนที่ท้องใบจะมีขนยาวที่ตามเส้นใบ หลังใบจะมีขนบ้างประปราย ก้านใบมีความยาวประมาณ 0.2-0.5 เซนติเมตร[1],[2]
  • ดอก ออกเป็นช่อกระจะแน่น ดอกจะออกที่ตามง่ามใบหรือที่ปลายยอด มีดอกย่อยอยู่ประมาณ 10 ดอก ดอกจะมีใบประดับ ใบประดับมีลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปหอก มี 2 แผ่น มีความกว้างประมาณ 4 มิลลิเมตร มีความยาวประมาณ 10 มิลลิเมตร ที่ปลายจะแหลม ส่วนที่ขอบจะหยักเป็นซี่ฟันถี่ เป็นชายครุย หุ้มโคนดอกไว้ เมื่อดอกย่อยบานเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เซนติเมตร ก้านดอกย่อยมีความยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร มีกลีบเลี้ยงอยู่ 2 กลีบ จะเรียงตัวตรงข้ามเป็นคู่ เชื่อมที่โคน ที่ปลายจะแยก คู่ด้านนอกเป็นรูปไข่ มีความกว้างประมาณ 1.6 เซนติเมตร มีความยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร ที่ปลายจะแหลม ขอบจะหยักซี่ฟันถี่ เป็นชายครุย คู่ด้านในเป็นรูปใบหอกขนาดเล็ก กว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 10 มิลลิเมตร ที่ปลายจะเรียวแหลม ส่วนที่ขอบกลีบมีขนต่อม มีกลีบดอก 5 กลีบ จะเชื่อมกันเป็นหลอด รูปจะปากเปิด เป็นสีม่วงอ่อน หลอดกลีบดอกสามารถยาวได้ประมาณ 2.5 เซนติเมตร ที่ด้านนอกนั้นจะเรียบ ด้านในจะขรุขระ กลีบปากด้านบนจะมีแฉก 4 แฉก แต่ละแฉกมีขนาดใกล้เคียงกัน เป็นรูปไข่แกมรูปรี มีความกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร มีความยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ปลายแฉกจะมนถึงกลม ขอบจะเรียบ ผิวด้านนอกนั้นจะมีขนต่อม กลีบปากด้านล่างจะมีกลีบ 1 กลีบ มีขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับ มีความกว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ที่ปลายแฉกจะมนกลมถึงเว้าตื้น ขอบเรียบ ดอกมีเกสรเพศผู้อยู่ 5 อัน ติดอยู่ที่โคนหลอดกลีบดอก จะแบ่งเป็น 2 คู่ เกสรเพศผู้คู่ยาวก้านเกสรมีความยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ที่ช่วงโคนจะมีขนสั้น ที่ช่วงปลายนั้นจะเรียบ อับเรณูมีลักษณะเป็นรูปขอบขนานและมีสีม่วง กว้างประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร จะแตกตามแนวยาว เกสรเพศผู้คู่สั้นก้านเกสรจะมีความยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร มีขนสั้นปกคลุมตลอด อับเรณูมีขนาดเล็ก มีความกว้างประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร มีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันอีก 1 อัน มีความยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร แทรกระหว่างกลาง เกสรเพศเมีย 1 อัน รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ เป็นรูปขอบขนาน สามารถกว้างได้ประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผิวมีลักษณะเรียบ ด้านในจะแบ่งเป็น 2 ช่อง แต่ละช่องมีออวุลอยู่ 2 ออวุล ติดที่แกนจานฐานดอก สามารถสูงได้ประมาณ 2 มิลลิเมตร หุ้มรอบรังไข่ ก้านเกสรเพศเมียมีความยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร เกลี้ยง ยอดเกสรเพศเมียมีความยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ออกดอกช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนมกราคม[5]
  • ผล ออกเป็นฝัก ฝักแบนเกลี้ยง เป็นสีน้ำตาล เมื่อแห้งจะสามารถแตกได้ มีเมล็ดอยู่ในผล 4 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะกลมแบน[1],[2],[5]

สรรพคุณของสังกรณี

1. สามารถนำทั้งต้นมาดองกับเหล้าใช้เป็นยาบำรุงกำหนัดได้ (ทั้งต้น)[5]
2. สามารถนำใบมาใช้เป็นยาแก้คออักเสบได้ (บางข้อมูลก็ระบุว่าสามารถช่วยแก้ต่อมทอลซิลอักเสบ แก้วัณโรคปอดได้) (ใบ)[6]
3. ตำรายาพื้นบ้านอีสานนำทั้งต้นมาต้มกับน้ำ สามารถใช้ดื่มเป็นยาแก้อาการไอเป็นเลือดได้ (ทั้งต้น)[5]
4. สามารถช่วยแก้ไข้จับสั่นได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]
5. รากจะมีรสขม สามารถใช้ต้มกับน้ำ นำมาดื่มเป็นยาดับพิษร้อน ช่วยลดความร้อนในร่างกาย แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ (ราก)[1],[2],[4]
6. สามารถนำต้นมาต้มกับน้ำ ใช้ดื่มเป็นยาบำรุงกำลังได้ (ทั้งต้น)[2],[3],[4] คนเมืองจะนำรากมาต้มกับน้ำกับสมุนไพรดู่เครือ ฮ่อสะพานควาย ดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง (ราก)[7]
7. ตำรับยาขับน้ำคาวปลาหลังการคลอดบุตรของสตรี ระบุว่าให้ใช้รากของสังกรณี รากของชุมเห็ดไทย และรากหรือต้นของก้างปลาแดง มาต้มกับน้ำ ใช้ดื่มเป็นยาร้อน จะสามารถช่วยขับน้ำคาวปลาหลังคลอดได้ (ราก)[4]
8. สามารถช่วยแก้ปัสสาวะพิการ ขับปัสสาวะได้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[8]
9. สามารถนำรากมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้เป็นยาแก้โลหิตกำเดาได้ (ราก)[4],[5] บางข้อมูลระบุว่าใบสามารถใช้เป็นยาแก้กำเดาได้ (ใบ)[6]
10. ประเทศอินเดียจะนำรากมาปรุงเป็นยาแก้ไอ
11. สามารถนำใบมาใช้เป็นยาแก้ไข้หวัดใหญ่ได้ (ใบ)[6]
12. ประเทศไทยจะนำรากมาปรุงเป็นยาถอนพิษไข้กาฬ ด้วยการผสมกับเครื่องยาอื่น เป็นยาดับพิษไข้ทั้งปวง ยาแก้ไอ (ราก)[1],[2],[3]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “สัง กรณี”. อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [06 มิ.ย. 2014].
2. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “สัง กรณี”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com. [06 มิ.ย. 2014].
3. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “สังกรณี”. หน้า 769-770.
4. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. “สังกรณี”. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ). หน้า 180.
5. การสำรวจทรัพยากรป่าไม้เพื่อประเมินสถานภาพและศักยภาพ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี). “ขี้ไฟนกคุ่ม / สังกรณี”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: inven.dnp9.com/inven/. [06 มิ.ย. 2014].
6. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “สังกรณี”. หน้า 44.
7. งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน, โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ. “สังกรณี”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.wattano.ac.th. [06 มิ.ย. 2014].
8. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “สัง กรณี (Sang Korani)”. หน้า 295.

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com/photos/helicongus/7166608978
2.https://indiabiodiversity.org/observation/show/397238

ลักษณะและสรรพคุณของสร้อยอินทนิล

0
ลักษณะและสรรพคุณของสร้อยอินทนิล เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เลื้อยพาดพันต้นไม้ ดอกสีม่วงแกมสีน้ำเงิน
สร้อยอินทนิล
เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เลื้อยพาดพันต้นไม้ ดอกสีม่วงแกมสีน้ำเงิน

สร้อยอินทนิล

สร้อยอินทนิล เป็นเถาวัลย์ที่เขียวชอุ่มตลอดปี มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชื่อสามัญ Clock vine, Blue Skyflower, Bengal clock vine, Heavenly Blue, Skyflower, Blue Trumpet [1],[5],[6] ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Thunbergia grandiflora (Roxb. ex Rottl.) Roxb.[1],[2] อยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ (ACANTHACEAE)[5] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ปากกา, น้ำผึ้ง, ย่ำแย้, ช่องหูปากกา, คาย, ช่ออินทนิล [1]

ลักษณะสร้อยอินทนิล

  • ต้น มีถิ่นกำเนิดที่ในพม่า ไทย อินเดียตอนเหนือ เป็นไม้เถาเนื้อแข็งขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เลื้อยพาดพันต้นไม้อื่นได้ไกล 15-20 เมตร เถากลม เปลือกเถามีลักษณะเป็นสีน้ำตาล จะแตกเป็นร่องตื้น และลอกออกเป็นสะเก็ดบางเล็ก ต้นที่อายุยังน้อยเปลือกจะมีลักษณะเรียบและเป็นสีเขียวเข้ม ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง การปักชำเถาหรือหน่อ เพาะเมล็ด สามารถปลูกได้ในดินทั่วไป เติบโตเร็ว ชอบความชื้นปานกลาง แสงแดดแบบเต็มวัน[1],[3],[5],[6] สามารถพบขึ้นกระจายได้ตั้งแต่ที่ทางตอนเหนือของอินเดียไปถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วไปที่ตามที่โล่ง ชายป่า ป่าเบญจพรรณ ตามป่าดิบแล้ง ที่มีระดับความสูงใกล้ระดับน้ำทะเลไปถึง 1,200 เมตร ออกดอกและติดผลได้ตลอด[4]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงตรงข้ามกัน ใบเป็นรูปหัวใจหรือเป็นรูปไข่กว้าง ที่ปลายใบจะเรียวแหลม ส่วนที่โคนใบจะมนเว้าลึกเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเว้าเป็นแฉกตื้น 3-5 พู ใบกว้างประมาณ 10-13 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12-15 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะค่อนข้างหนา ที่หลังใบด้านบนจะมีขนสากคายมือ ท้องใบด้านล่างจะเกลี้ยง มีก้านที่ใบยาว จะมีเส้นใบออกจากโคนใบประมาณ 3-5 เส้น แตกแขนงสานเป็นร่างแห ใบอ่อนมีลัษณะเป็นสีเขียวอ่อน ส่วนใบแก่เป็นสีเขียวเข้ม ก้านใบมีความยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร มีขนปกคลุมที่สกระคายมือ[1],[2],[4]
  • ดอก ลักษณะคล้ายกับดอกรางจืด ออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอดหรือที่ปลายกิ่ง จะห้อยลง ดอกย่อยมีลักษณะเป็นสีม่วงแกมสีน้ำเงิน สีฟ้าอ่อนถึงเข้ม จะมีใบประดับหรือกลีบเลี้ยงขนาดใหญ่อยู่ 2 ใบ มีลักษณะเป็นสีเขียว มีประจุดดำเล็ก เป็นรูปขอบขนานหรือรูปโล่ ที่ปลายจะมนแหลม กว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และสามารถยาวได้ประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงจะร่วงเมื่อดอกบาน มีกลีบดอก 5 กลีบ จะมีขนาดไม่เท่า เป็นรูปขอบขนานหรือรูปโล่ ที่ปลายกลีบดอกจะมน ส่วนขอบกลีบดอกจะบิดย้วยและหยักนิดหน่อย กว้างประมาณ 2.7-3.2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดเป็นหลอดใหญ่ ที่ปลายบานออก มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7-8 เซนติเมตร ที่โคนกลีบดอกด้านล่างมีลักษณะมีแต้มสีม่วงเข้ม ในหลอดเป็นสีเหลืองนวล มีเกสรเพศผู้ 4 อัน แบ่งเป็นขนาดสั้น 2 อัน ยาว 2 อัน มีเกสรเพศเมียอยู่ในหลอดดอก ดอกทยอยบานจากโคนช่อไปที่ปลายช่อ ออกดอกได้ตลอดปี[1],[3],[4]
  • ผล เป็นผลแห้งสามารถแตกได้ ผลเป็นรูปทรงกลม ที่ปลายสอบแหลมเป็นจะงอยคล้ายกับปากของนก ผลมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ผลอ่อนมีลักษณะเป็นสีเขียวอ่อน ผลแก่เป็นสีน้ำตาลเกือบดำ ผลแก่แตกเป็น 2 ซีกจากปากจะงอย ทั่วไปต้นจะไม่ติดผลและเมล็ด[1],[4]

สรรพคุณของสร้อยอินทนิล

1. สามารถนำรากและเถามาใช้เป็นยาพอกแก้ฟกช้ำบวม หรือนำมาใช้ตำพอกแผลแก้อักเสบได้ (รากและเถา)[4]
2. สามารถนำน้ำที่ได้จากการนำใบมาตำแล้วคั้นเอาแต่น้ำมาใช้ทา พอก หรือเคี้ยวกินเป็นยาแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน หูดได้ (ใบ)[1],[2]
3. ชาวเขาเผ่าอีก้อจะนำ ราก ใบ ทั้งต้นมาต้มกับน้ำ สามารถใช้ดื่มเป็นยารักษาโรคทางเดินปัสสาวะ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ยาขับปัสสาวะได้ (ราก,ใบ,ทั้งต้น)[1],[2]
4. นำราก ใบ ทั้งต้น มาต้มกับน้ำ ใช้ดื่มเป็นยาบำรุงร่างกายได้ (ราก,ใบ,ทั้งต้น)[1],[2]
5. สามารถใช้ใบเป็นยารักษากระดูกหัก อาการปวดกระดูกได้ (ใบ)[1],[2]
6. สามารถใช้ใบเป็นยารักษา แผลถลอก ช่วยห้ามเลือด แผลสดได้ (ใบ)[1],[2]
7. สามารถช่วยบรรเทาอาการบวมเป็นก้อน ติดเชื้อ อักเสบได้ (ใบ)[1],[2]
8. สามารถใช้ใบมาชงกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวดท้องได้ (ใบ)[4]

ประโยชน์ของสร้อยอินทนิล

  • นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป ปลูกประดับซุ้มโปร่งเนื่องจากมองเห็นดอกห้อยลงมาดูสวยงาม หรือจะปลูกที่ริมทะเลก็ได้ ดอกมีความสวยงาม สามารถออกดอกได้ตลอด[4],[6]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. ความเหมือนที่แตกต่างแห่งพรรณไม้, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “สร้อย อินทนิล”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/herbs/. [08 มิ.ย. 2014].
2. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “สร้อยอินทนิล”. หน้า 212.
3. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “สร้อย อินทนิล (Soi Intanin)”. หน้า 288.
4. ฐานข้อมูลพรรณไม้ที่ใช้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม ศูนย์ความรู้ด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. “สร้อยอินทนิล” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: agkc.lib.ku.ac.th. [08 มิ.ย. 2014].
5. หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 2. “สร้อย อินทนิล”.
6. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. “สร้อย อินทนิล”. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ). หน้า 176.

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flora-toskana.com/en/tropical-climbers/606-thunbergia-grandiflora-grossbluetige-himmelsblume.html
2.https://www.flickr.com/photos/42964440@N08/49500740448

สมี สรรพคุณใช้เป็นยาแก้ไข้

0
สมี
สมี สรรพคุณใช้เป็นยาแก้ไข้ เป็นไม้พุ่ม ต้นมีขนสีขาวปกคลุม ถิ่นไทยพบตามที่ลุ่มชื้นแฉะ หรือในน้ำตื้น ดอกมีลักษณะเป็นสีเหลืองสด กลีบมีประสีน้ำตาล
สมี
เป็นไม้พุ่ม ต้นมีขนสีขาวปกคลุม ถิ่นไทยพบตามที่ลุ่มชื้นแฉะ หรือในน้ำตื้น ดอกมีลักษณะเป็นสีเหลืองสด กลีบมีประสีน้ำตาล

สมี

สมี เป็นไม้พุ่ม ต้นมีขนสีขาวปกคลุม ถิ่นไทยพบตามที่ลุ่มชื้นแฉะ หรือในน้ำตื้น ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Sesbania sesban (L.) Merr. อยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)[1] มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น สะเภาลม, ผักฮองแฮง [1]

ลักษณะสะเภาลม

  • ต้น เป็นไม้พุ่ม ต้นสูงประมาณ 3-5 เมตร ลำต้นตั้งตรง จะแตกกิ่งก้านได้น้อย ที่ตามต้นนั้นมีขนสีขาวขึ้นปกคลุมอยู่[1]
  • ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ใบจะออกเรียงสลับ มีใบย่อยอยู่ประมาณ 12-18 คู่ ใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ที่โคนใบจะเบี้ยว ที่ขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนและแผ่นใบด้านล่างจะเรียบ[1]
  • ดอก ออกเป็นช่อที่ตรงปลายยอด ดอกมีลักษณะเป็นสีเหลืองสด ที่กลีบบนด้านนอกจะมีประสีน้ำตาล ส่วนกลีบเลี้ยงที่โคนจะเชื่อมติดกัน[1]
  • ผล เป็นผลฝัก มีความยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร มีเมล็ดภายในฝักเป็นจำนวนมาก[1]

สรรพคุณของสะเภาลม

1. สามารถช่วยลดความเย็นในร่างกายได้ (ใบ)[1]
2. คนเมืองใช้กิ่งมาแช่กับน้ำร่วมกับฝอยลม เห็ดลม นำน้ำที่ได้มาอาบเพื่อรักษาตุ่มคัน อาการแพ้ (กิ่ง)[2]
3. สามารถนำใบมาใช้เป็นยาแก้ไข้ได้ (ใบ)[1]
4. สามารถนำใบมาใช้เป็นยากระทุ้งพิษได้ (ใบ)[1]
5. สามารถนำใบมาใช้เป็นยาเขียวหรือใช้สุมหัวเด็กเป็นยาแก้อาการปวดหัวตัวร้อน และแก้หวัดได้ (ใบ)[1]

ประโยชน์ของสะเภาลม

  • ใบใช้ในพิธีพลีกูณฑ์ของพราหมณ์ (ข้อมูลจาก : พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 )

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “ส มี”. อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [10 มิ.ย. 2014].
2. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. “ส มี”. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ). หน้า 174.

อ้างอิงรูปจาก
1.http://www.westafricanplants.senckenberg.de/root/index.php?page_id=14&id=1435#
2.https://www.feedipedia.org/node/253

ลิ้นมังกร ไม้ประดับไม้ฟอกอากาศเพื่อสุขภาพ

0
ลิ้นมังกร
ลิ้นมังกร ไม้ประดับไม้ฟอกอากาศเพื่อสุขภาพ เป็นพรรณไม้นิยมปลูกในห้อง ช่วยฟอกอากาศปากใบ ขอบใบเรียบ หลังใบสีเขียวเข้มลาย เส้นใบกับท้องใบสีเขียวนวลหรือเขียวอ่อน เส้นโคนใบมีขน
ลิ้นมังกร
ไม้ฟอกอากาศเพื่อสุขภาพ ขอบใบเรียบ หลังใบสีเขียวเข้มลาย เส้นใบกับท้องใบสีเขียวนวลหรือเขียวอ่อน เส้นโคนใบมีขน

ลิ้นมังกร

ลิ้นมังกร หรือต้นดาบพระอินทร์ เป็นพรรณไม้นิยมปลูกในห้อง ช่วยฟอกอากาศปากใบจะเปิดในตอนกลางคืนจะช่วยเพิ่มการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นออกซิเจนที่สูงช่วยให้นอนหลับสบาย ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลางตะวันตกรวมถึงในไทย มีรากใต้ดินแตกเป็นแขนงและใบรูปดาบยาวหนามีลายแถบเป็นเอกลักษณ์จะออกดอกปีละครั้งและดอกจะออกเป็นช่อยาวสีเขียวอมเทา มีชื่อสามัญ Dracaena trifasciata ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Sansevieria trifasciata Prain ชื่อเรียกอื่น ๆ ว่า หลงลี่เยียะ, เหล่งหลี่เฮียะ, หลงซื่อเยียะ, เหล่งจิเฮี้ย การปลูกเหมาะกับสภาพอากาศแบบเขตร้อนทนต่อความแห้งแล้ง ทนต่อความชื้นต่ำ และอุณหภูมิเย็นประมาณ 50 องศา พืชชนิดนี้ค่อนข้างทนทาน ปลูกง่าย และตายยาก

ลักษณะลิ้นมังกร

  • ต้น เป็นไม้กลางแจ้งยืนต้นขนาดเล็ก ต้นสูงประมาณ 1-1.5 ฟุต ลำต้นตั้งตรง คองอเล็กน้อย จะมีขนสั้น ๆ ปกคลุม ขยายพันธุ์โดยการปักชำ การเพาะเมล็ด จะเจริญเติบโตได้ดีในที่ดินชุ่มชื้นระบายน้ำดี อย่างเช่น ดินร่วนปนทราย ดินปนทราย[1],[2]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงสลับกันตามข้อต้น ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ รูปมนรี ที่ปลายใบจะมน ส่วนที่โคนใบสอบแหลมเข้าหาก้านใบ ขอบใบเรียบ หลังใบเป็นสีเขียวเข้มลาย ที่ตามเส้นใบกับท้องใบจะเป็นสีเขียวนวลหรือเขียวอ่อน เส้นโคนใบจะมีขน[1],[2]
  • ดอก ออกเป็นช่อหรือออกเป็นกระจุกที่ตามซอกใบกับลำต้น ดอกเรียงติดกันเป็นแถวสั้นคล้ายกับช่อดอก แต่แยกออกเป็นดอกเพศผู้กับดอกเพศเมีย ดอกจะมีขนาดเล็กเป็นสีแดงม่วงหรือสีม่วงเข้ม ดอกหนึ่งมีกลีบอยู่ 6 กลีบ กลีบดอกกลมรีและมีเนื้อหนา มีเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่อย่างละ 3 อัน [1],[2]
  • ผล มีลักษณะคล้ายเม็ดถั่ว จะมีก้านสั้น ผลถูกกลีบเลี้ยงที่ขยายตัวหุ้มไว้[1]

สรรพคุณของลิ้นมังกร

1. สามารถช่วยแก้อาการท้องผูกได้ (ใบ)[2]
2. นำใบสดประมาณ 7-8 กรัม หรือใบแห้งประมาณ 10-30 กรัมมาต้ม ใช้ดื่มสามารถช่วยบำรุงปอดได้ (ใบ)[1],[2]
3. สามารถช่วยขับเสมหะได้ (ใบ)[2]
4. นำใบสดประมาณ 7-8 ใบ และผลอินทผลัม 7 ผล มาต้มกับน้ำทาน ถ้าเป็นใบแห้งให้ใช้ประมาณ 15 กรัม มาต้มผสมกับเนื้อหมูแล้วดื่มแต่น้ำ (ใบ)[1],[2]
5. ใบจะมีรสจืด เป็นยาสุขุม จะออกฤทธิ์กับปอด สามารถใช้เป็นยาแก้ปอดร้อน ช่วยทำให้ปอดชุ่มชื่นได้ (ใบ)[2]
6. สามารถใช้เป็นยาทาหรือพอกแก้พิษร้อนอักเสบได้ โดยนำใบมาตำหรือขยี้ (ใบ)[4]
7. สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ โดยนำทั้งต้นรวมรากด้วย มาล้างให้สะอาด แล้วใส่ลงไปในหม้อต้มกับน้ำ 2-3 ส่วน ต้มเคี่ยวจนเหลือน้ำ 1 ส่วน ต้มให้เดือดประมาณ 20 นาที ผสมน้ำตาลกรวดเพื่อเพิ่มรสชาติด้วยก็ได้ ทานครั้งละ 1 แก้ว เช้า กลาง เย็น ทานก่อนอาหารหรือทานหลังอาหารก็ได้ จะช่วยทำให้อาการดีขึ้นและควบคุมได้ (ทั้งต้น)[3]
8. สามารถช่วยแก้หลอดลมอักเสบ หอบหืด โรคติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบนได้ โดยการนำใบสดประมาณ 7-8 ใบ หรือนำใบแห้งประมาณ 15 กรัม มาต้มกับน้ำทาน (ใบ)[1],[2]
9. ใบจะมีรสขม มีสรรพคุณเป็นยาแก้เจ็บคอ แก้ไอแห้ง ไอร้อน ไอหอบหืด ไอเป็นเลือด แก้เสียงแหบแห้ง ไม่มีเสียง โดยการนำใบสดประมาณ 7-8 กรัม หรือนำใบแห้งประมาณ 10-30 กรัม มาต้มทาน (ใบ)[1],[2]
10. นำดอกสดมาต้มน้ำทานเป็นยาแก้อักกระอักเลือด ไอเป็นเลือด หรือนำใบสด 10-15 กรัม มาต้มน้ำทาน หรือจะผสมกับสันเนื้อหมูต้มน้ำแกงทานก็ได้ (ใบ,ดอก)[1]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

  • มีฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด[1]

ประโยชน์ของลิ้นมังกร

  • ปลูกเป็นไม้ประดับ ไม้ขอบรั้ว ที่ตามทางเดินทั่วไป[3]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “ลิ้น มัง กร”. หน้า 699-700.
2. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. (วิทยา บุญวรพัฒน์). “ลิ้น มัง กร”. หน้า 498.
3. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. (นายเกษตร). “ลิ้น มัง กร กับสูตรแก้ความดันโลหิต”.
4. สมุนไพรน่ารู้. “พืชถอนพิษต่าง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rajini.ac.th. [31 พ.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://plants.ces.ncsu.edu/plants/dracaena-trifasciata/