ต้นตะลุมพุก สมุนไพรพื้นบ้านใช้เป็นยาบำรุงกำลัง

0
ต้นตะลุมพุก
ต้นตะลุมพุก สมุนไพรพื้นบ้านใช้เป็นยาบำรุงกำลัง รากและแก่นไม้ตามตำรายาไทยใช้รักษาอาการท้องเสีย แก้บิดมูกเลือด ผลสีเขียวเมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง รสฝาดสุขุม
ต้นตะลุมพุก
สมุนไพรพื้นบ้าน ใช้รักษาอาการท้องเสีย แก้บิดมูกเลือด ดอกสีขาวมีกลิ่นหอม ผลสีเขียวเมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง รสฝาดสุขุม

ต้นตะลุมพุก

ต้นตะลุมพุก เป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากหลายประเทศทั้งบังคลาเทศ เวียดนาม ศรีลังกา อินเดียรวมถึงในประเทศไทยเป็นยาสมุนไพรพื้นบ้านใช้ประโยชน์ได้ทั้งผล รากและแก่นไม้ตำรายาไทยใช้สมุนไพรชนิดนี้รักษาอาการท้องเสีย แก้บิดมูกเลือด และใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเลือด เป็นต้นชื่อทางวิทยาศาสตร์ Tamilnadia uliginosa (Retz.) Tirveng. & Sastre[1] ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ คือ Solena uliginosa (Retz.) D.Dietr., Posoqueria uliginosa (Retz.) Roxb., Gardenia pomifera Wall., Xeromphis uliginosa (Retz.) Maheshw., Randia uliginosa (Retz.) Poir., Catunaregam uliginosa (Retz.) Sivar., Gardenia uliginosa Retz. อยู่วงศ์เข็ม (RUBIACEAE)[1],[2],[4] มีชื่อในท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ลุมปุ๊ก[2] ลุบปุ๊ก[1] (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ลุมพุก ( จังหวัดนครสวรรค์, จังหวัดลพบุรี, จังหวัดกาญจนบุรี, จังหวัดนครราชสีมา), หนามแท่ง (ตาก), มะข้าว (ภาคเหนือ), มะคัง (อุตรดิตถ์), มอกน้ำข้าว (ภาคเหนือ), โรคขาว, กระลำพุก (ภาคกลาง, ภาคตะวันตกเฉียงใต้, จังหวัดราชบุรี, จังหวัดสุโขทัย), มุยขาว, มะคังขาว (ภาคกลาง, ภาคตะวันตกเฉียงใต้, จังหวัดราชบุรี, จังหวัดสุโขทัย) [1],[2]

ลักษณะต้นตะลุมพุก

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ มีขนาดเล็ก ต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร ที่ตามลำต้นและที่ตามปลายกิ่งก้านจะมีหนามแหลมยาว หนามจะพัฒนาเป็นกิ่งเล็ก จะออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ เป็นปมขรุขระ กิ่งอ่อนมีลักษณะเป็นเหลี่ยมมน เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลเข้ม เนื้อไม้เป็นสีขาวปนน้ำตาลอ่อน เนื้อไม้จะมีความละเอียดและสม่ำเสมอมาก ๆ ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง การเพาะเมล็ด มักจะพบเจอขึ้นที่ตามริมน้ำ ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ[1],[2],[5] ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100-800 เมตร[4] ต้นมีความทนต่อสภาพแวดล้อม ไม่มีโรคและแมลงมากวน ต้นมีรูปทรงไม่แน่นอน ลำต้นไม่ตรง สามารถดัดตัดแต่งได้ไม่ยาก[3]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงตรงข้ามกัน ใบเป็นรูปไข่กลับ ที่ปลายใบจะเรียบ ส่วนโคนใบจะสอบแหลม ที่ขอบใบเรียบ กว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-14 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะเป็นสีเขียวอ่อน ผิวเรียบ หลังใบจะเรียบลื่นและเป็นมัน ท้องใบจะเรียบ เนื้อใบบาง ขาดง่าย ที่แผ่นใบจะมีขนประปรายคลุมอยู่ที่ด้านล่าง ก้านใบมีความยาวไม่เกิน 1 เซนติเมตร มีหูใบขนาดเล็กอยู่ที่ระหว่างก้านใบ[2]
  • ดอก เป็นดอกเดี่ยว ดอกจะออกที่ตามซอกใบใกล้ปลายยอด เส้นผ่านศูนย์กลางดอกมีขนาดประมาณ 3-5 เซนติเมตร กลีบดอกมีลักษณะเป็นสีขาวมีกลิ่นหอม กลีบดอกกลมใหญ่มีอยู่ 5 กลีบ ที่โคนกลีบดอกจะเชื่อมกัน ส่วนที่ปลายกลีบดอกจะมน กลีบดอกมีลักษณะค่อนข้างหนา หลอดกลีบจะมีความยาวกว่ากลีบดอก มีเกสรเพศผู้อยู่ 5 ก้าน มีอับเรณูสีเหลือง มีเกสรเพศเมียอยู่ 1 ก้าน ก้านเกสรจะเป็นสีขาว ที่ยอดเกสรเพศเมียจะแยกเป็น 2 แฉก ที่ปลายของเกสรเพศเมียจะเป็นรูปถ้วย ยอดเกสรเพศเมียนั้นจะมีน้ำเมือกค่อนข้างเยอะ กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีขาวมีอยู่ 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน ที่ปลายแยกเป็น 5 แฉก[2]
  • ผล เป็นผลสด ผลเป็นรูปไข่ กลมรี ยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร เนื้อจะแน่น แข็ง ผิวผลมีลักษณะเรียบ ผลสดนั้นจะเป็นสีเขียว ผลสุกเป็นสีเหลือง ที่ปลายผลจะมีกลีบเลี้ยงอยู่ มีเมล็ดอยู่ในผลเป็นจำนวนมาก เมล็ดจะมักฝ่อ[2] ติดผลช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม[3]

สรรพคุณต้นตะลุมพุก

1. ผลสามารถช่วยแก้อติสารได้ (ผล[1], [2])
2. สามารถนำแก่นมาผสมแก่นตะลุมพุกแดง แล้วต้มดื่มเป็นยาบำรุงร่างกายได้ (แก่น)[1],[2]
3. ใช้รากกับแก่นมาต้มดื่ม แก้ปวดเมื่อย (ราก, แก่น)[2]
4. ผลกับรากจะมีรสฝาดสุขุม สามารถช่วยแก้บิดมูกเลือด แก้ท้องเสีย (ผล, ราก)[1],[2],[4]
5. สามารถนำรากกับแก่นมาต้ม ใช้ดื่มช่วยบำรุงเลือดได้ (ราก, แก่น)[2]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

  • พบสารเคมี คือ (-arabinopyranosyl (1-3))-( -D-galactopyranosyl(1-4))-(-D-glucuronopynosyl (1-3)) -3-(-hydroxy: ; olean-12-en-28-oic acid, olean-12-en-28-oic acid, 3-(-hydroxy; methylester)), (-L-arabinopyranosyl(1-3)-)-(-D-galactopyranosyl (1-6))-(-D-galactopyranosyl (1-3))-3-(-hydroxy : methyl ester; olean-12-en-28-oic acid [6]

ประโยชน์ตะลุมพุก

1. ปัจจุบันเห็นได้ว่ามีการปลูกเป็นไม้ประดับ เนื่องจากต้นสามารถดัดตัดแต่งได้ไม่ยากนัก ขยายพันธุ์ง่าย ปลูกเลี้ยงดูแลง่าย ดอกสวยมีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ เมื่อเติบโตสามารถให้ร่มเงาได้ดีเพราะเป็นต้นไม้ที่มีใบเยอะ[5]
2. คนโบราณนำผลมาทุบให้แหลก เอาไว้ใช้เป็นส่วนผสมสีย้อมผ้าทำให้สีติดทน เช่น จีวรพระ[5]
3. เนื้อไม้เป็นสีขาวปนสีน้ำตาลอ่อน ละเอียดและสม่ำเสมอ นิยมใช้ในงานแกะสลักทั่วไป[1] หรือทำกระสวย ใช้ทำเครื่องใช้สอย ใช้สำหรับงานกลึง ใช้ทำด้ามเครื่องมือ [4],[5]

สั่งซื้อ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. แมกโนเลีย ไทยแลนด์. “ตะลุกพุก”. (ririka). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.magnoliathailand.com. [10 มี.ค. 2014].
2. ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. “ตะ ลุม พุก”. (นพพล เกตุประสาท). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: clgc.rdi.ku.ac.th. [10 มี.ค. 2014].
3. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. “ตะลุมพุก (Talum Phuk)”. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). หน้า 127.
4. เว็บไซต์ท่องไทยแลนด์ดอทคอม. “ตะลุกพุก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thongthailand.com. [10 มี.ค. 2014].
5. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “ตะลุมพุก”. อ้างอิงใน: หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 2. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.qsbg.org. [10 มี.ค. 2014].
6. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ตะลุกพุก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com. [10 มี.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com/photos/tgerus/26794075712
2.https://efloraofindia.com/2011/04/01/tamilnadia-uliginosa/

ตะขาบหิน ใช้ทาแผลจากแมลงสัตว์กัดต่อย

0
ตะขาบหิน
ตะขาบหิน ใช้ทาแผลจากแมลงสัตว์กัดต่อย ไม้พุ่มขนาดเล็ก ออกดอกเป็นช่อกระจุกเล็กสีขาวอมสีเขียว ผลกลมฉ่ำน้ำ ผลสุกสีแดงมีรสหวาน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ชอบความชื้น
ตะขาบหิน
ไม้พุ่มขนาดเล็ก ออกดอกเป็นช่อกระจุกเล็กสีขาวอมสีเขียว ผลกลมฉ่ำน้ำ ผลสุกสีแดงมีรสหวาน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ชอบความชื้น

ตะขาบหิน

ตะขาบหิน เป็นพืชพื้นเมืองพบในหมู่เกาะโซไลมอน และปาปัวนิวกินี นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ ชอบความชื้น มีสรรพคุณทางยาสมุนไพรสามารถใช้ได้ทั้งแบบสดหรือนำไปตากแดดให้แห้งใช้ทาแผลจากการหกล้ม หรือใช้ทาบริเวณมดแมลงสัตว์กัดต่อยเป็นต้น ซึ่งใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Homalocladium platycladum (F.Muell.) L.H.Bailey (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Muehlenbeckia platyclada (F.J. Müll.) Meisn.)[4] จัดอยู่ในวงศ์ผักไผ่ (POLYGONACEAE)[2] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ คือว่านตะขาบ (เชียงใหม่), ตะขาบหิน (คนเมือง), เพว เฟอ (กรุงเทพฯ), ว่านตะเข็บ (ภาคเหนือ), ตะขาบปีนกล้วย (ภาคกลาง), ว่านจะเข็บ (ไทลื้อ), ตะขาบบิน ตะขาบทะยานฟ้า ผักเปลว (ไทย), แงกังเช่า (จีน)[2],[3],[6]

ลักษณะของตะขาบหิน

  • ต้น[1],[2],[3]
    – มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะทางภาคตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก
    – เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก
    – แตกกิ่งก้านจำนวนมาก
    – มีความสูง 1-2 เมตร
    – เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล
    – ต้นอ่อนแบนเป็นสีเขียว
    – เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและกลมขึ้น
    – สามารถขยายพันธุ์โดยการปักชำ
    – พบขึ้นได้ตามพื้นที่ป่าทั่วไปของประเทศไทย
  • ใบ[1]
    – ใบเป็นใบเดี่ยว
    – ออกเรียงสลับกัน
    – หลุดร่วงได้ง่าย
    – ใบเป็นรูปรีหรือรูปใบหอก
    – มีขนาดเล็ก
    – ออกใบน้อยหรืออาจจะไม่มีเลย
    – ปลายใบแหลม
    – โคนใบสอบ
    – ขอบใบเรียบ
    – ใบมีความกว้าง 0.5-1.5 เซนติเมตร และยาว 2-5 เซนติเมตร
    – แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม
    – เนื้อใบอ่อนนิ่ม
    – หลังใบและท้องใบเรียบ
    – ไม่มีก้านใบ
  • ดอก[1]
    – ดอกเป็นแบบแยกเพศและอยู่กันคนละต้น
    – ออกดอกเป็นช่อสั้น ๆ เป็นช่อกระจุกเล็ก
    – ออกตามข้อของลำต้น
    – ดอกย่อยมีขนาดเล็กมาก มีสีเขียวอ่อน
    – กลีบดอกรวมเป็นสีขาวอมสีเขียว มี 5 กลีบ เป็นรูปไข่
    – ก้านดอกสั้น
    – โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน
    – ก้านชูดอกสั้น
    – เกสรเพศผู้จะล้อมรอบเกสรเพศเมียอยู่จำนวน 7-8 อัน
  • ผล[1]
    – ผลมีเป็นรูปทรงกลม
    – ผิวเรียบ ฉ่ำน้ำ
    – เป็นพู 5 พู
    – ผลอ่อนเป็นสีเขียว
    – ผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง
    – มีรสหวาน
    – ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 มิลลิเมตร
    – มีเมล็ดเดี่ยว มีสีเหลือง เป็นสัน 3 สัน

สรรพคุณของตะขาบหิน

สรรพคุณของใบ

  • ใบ สามารถนำมาทุบแล้วใช้ทาแผลจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้[2]
  • ใบ เมื่อนำมาตำให้ละเอียดและผสมกับเหล้าข้าวหอม แล้วคั้นเอาน้ำเพื่อใช้หยอดหู สามารถรักษาหูเป็นน้ำหนวกได้[4]

สรรพคุณของต้นและใบ

  • ต้นและใบ นำมาตำผสมกับเหล้า และนำมาพอกหรือคั้นเอาน้ำใช้เป็นยาทาถอนพิษตะขาบและแมงป่องได้[1]
  • ต้นและใบ นำมาตำผสมกับเหล้า และนำมาพอกหรือคั้นเอาน้ำมาใช้ทารักษาอาการฟกช้ำหรือเคล็ดขัดยอกได้ดี[1]

สรรพคุณของทั้งต้น

  • ทั้งต้น ใช้เป็นยาระงับอาการปวดได้[1]
  • ทั้งต้น ช่วยแก้อาการเนื่องจากปอด แก้อาการเจ็บคอ และเจ็บอกได้[1]
  • ทั้งต้น สามารถใช้เป็นยาแก้ร้อนใน หรือดับพิษต่าง ๆ พิษเลือด พิษร้อน พิษฝี และพิษฝีในปอดได้[1]

ประโยชน์ของ

  • นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป เนื่องจากเลี้ยงได้ง่ายและเจริญเติบโตได้เร็ว[3]

สั่งซื้อ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “ตะ ขาบ หิน (Ta Khap Hin)”. หน้า 120.
2. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “ตะ ขาบ หิน”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [20 ส.ค. 2014].
3. หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5. “ตะ ขาบ หิน”.
4. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ตะ ขาบ หิน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.phargarden.com. [20 ส.ค. 2014].
5. ไทยโพสต์. “ว่านตีนตะขาบ-ตะ ขาบ หิน มีฤทธิ์ถอนพิษตะขาบ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.thaipost.net. [20 ส.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://botany.cz/

ต้อยติ่ง ดอกทรงแตรสีม่วงสรรพคุณแก้ผดผื่นคัน

0
ต้อยติ่ง ดอกทรงแตรสีม่วงสรรพคุณแก้ผดผื่นคัน ดอกเป็นสีม่วงรูปกรวย ผลเป็นฝักยาว เมื่อรับความชื้นมากฝักจะแตกเป็น 2 ซีก
ต้อยติ่ง
ดอกทรงแตรสีม่วงสรรพคุณแก้ผดผื่นคัน ดอกเป็นสีม่วงรูปกรวย ผลเป็นฝักยาว เมื่อรับความชื้นมากฝักจะแตกเป็น 2 ซีก

ต้อยติ่ง

ชื่อสามัญ คือ Waterkanon, Watrakanu, Minnieroot, Iron root, Feverroot, Popping pod, Cracker plant, Trai-no, Toi ting จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ (ACANTHACEAE) ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Ruellia tuberosa L. ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ คือ ต้อยติ่งเทศ, ต้อยติ่งน้ำ, ต้นอังกาบ, อังกาบฝรั่ง, เป๊าะแป๊ะ ชื่อวิทยาศาสตร์  Hygrophila erecta (Burm.f.) Hochr. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Hygrophila phlomoides var. roxburghii C.B. Clarke) ส่วนอีกข้อมูลระบุชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hygrophila ringens var. ringens (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Hygrophila quadrivalvis (Buch.-Ham.) Nees) ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ คือ ต้อยติ่งนา (กรุงเทพ), น้ำดับไฟ (ประจวบคีรีขันธ์)

ชนิดของต้อยติ่ง

  • ต้อยติ่งไทย เป็นชนิดดั้งเดิมของบ้านเรา ซึ่งในปัจจุบันจะพบเห็นได้น้อยลง
  • ต้อยติ่งฝรั่ง เป็นชนิดที่พบเห็นได้ทั่วไปในช่วงฤดูฝน ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเขตร้อน

โดยทั้งสองชนิดนั้นจะมีลักษณะของดอกที่คล้ายกัน จะมีความต่างกันตรงส่วนของใบ โดยใบของต้นต้อยติ่งฝรั่งนั้นจะมีขนาดเล็กกว่าใบของต้อยติ่งไทย และต้อยติ่งฝรั่งจะโตเร็วกว่าต้อยติ่งไทย

ลักษณะของต้อยติ่ง

ต้น

  • จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก
  • มีลำต้นสูง 20-30 เซนติเมตร
  • ตามลำต้นจะมีขนอ่อน ๆ ขึ้นปกคลุม
  • สามารถขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
  • เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นได้ง่ายตามที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป
  • สามารถเพาะปลูกได้ง่าย

ใบ

  • ใบเป็นใบเดี่ยว
  • ออกเรียงกันเป็นคู่ ๆ ไปตามข้อของลำต้น
  • แผ่นใบมีสีเขียว
  • ใบเป็นรูปมนรี
  • ปลายใบมน
  • โคนใบแหลม
  • ขอบใบเรียบ ไม่มีจักและอาจมีคลื่นเล็กน้อย
  • บมีความกว้าง 1-1.5 นิ้ว และความยาว 2.5-3 นิ้ว

ดอก

  • ออกดอกเป็นช่อหรือออกเป็นดอกเดี่ยว ๆ
  • ออกตามง่ามใบบริเวณส่วนยอดของต้น
  • ดอกเป็นสีม่วง
  • ดอกเป็นรูปกรวย
  • ปลายดอกแยกออกเป็น 5 กลีบ
  • กลางดอกมีเกสร 4 ก้าน แบ่งออกเป็นก้านสั้น 2 ก้านและก้านยาว 2 ก้าน

ผล

  • ผลมีลักษณะเป็นฝักยาว
  • มีความยาวได้ประมาณ 1 นิ้วกว่า
  • ถ้าฝักได้รับความชื้นมากก็จะแตกออกเป็น 2 ซีก
  • ภายในฝักมีเมล็ดอยู่ 8 เมล็ด

ใบ

  • ใบ ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ
  • ใบ ใช้พอกแก้อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้

เมล็ด

  • เมล็ด ช่วยแก้อาการผดผื่นคัน
  • เมล็ด มีสรรพคุณช่วยทำให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้น
  • เมล็ด ใช้พอกฝีเพื่อดูดหนองและช่วยลดการอักเสบ
  • เมล็ด ใช้พอกแผลเรื้อรัง ช่วยสมานบาดแผล แผลมีฝ้ามีหนอง และช่วยเรียกเนื้อ

ราก

  • ราก ช่วยทำให้อาเจียน
  • ราก ใช้เป็นยาขับเลือด
  • ราก ช่วยดับพิษในร่างกาย
  • ราก ใช้เป็นยารักษาโรคไอกรน
  • ราก ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ
  • ราก ช่วยบรรเทาอาการสารพิษตกค้างในปัสสาวะ
  • ราก สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคไตได้
  • ราก ใช้ผสมเป็นยาแก้พิษ ดับพิษ และทำเป็นยาเบื่อ
  • ราก หากนำมาใช้ในปริมาณที่เจือจางสามารถช่วยกำจัดสารพิษในเลือดได้

ประโยชน์ของต้อยติ่ง

  • ฝักใช้เป็นของเล่นของเด็ก ๆ ได้โดยการสะสมฝักแก่จัด แล้วนำน้ำมาหยด สักพักหนึ่งฝักก็จะแตกตัวออกดังเปาะแปะ พร้อมกับดีดเมล็ดออกโดยรอบ ทำให้มีความเจ็บ ๆ คัน ๆ

ในตอนเด็ก ๆ เรามักจะใช้เมล็ดแก่ ๆ มาใส่น้ำแล้วจะมีเสียงดังเปาะแปะ แต่ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5, ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, เว็บไซต์ฝ่ายปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, เว็บไซต์หมอชาวบ้าน (เดชา ศิริภัทร), หนังสือสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2516, เว็บไซต์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์

อ้างอิงรูปจาก
1.https://inaturalist.ala.org.au/
2.https://keyserver.lucidcentral.org/

ต้นกระวานป่า สรรพคุณเมล็ดใช้เป็นยาขับลม

0
ต้นกระวานป่า สรรพคุณเมล็ดใช้เป็นยาขับลม ไม้ล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะบริเวณโคนของลำต้นเหนือดิน ผลสุกเป็นสีแดง
ต้นกระวานป่า
ไม้ล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะบริเวณโคนของลำต้นเหนือดิน ผลสุกเป็นสีแดง

ต้นกระวานป่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Amomum uliginosum J.Koenig ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ คือ Amomum ovoideum Pierre ex Gagnep., Amomum robustum K.Schum., Amomum uliginosum Koenig, Cardamomum uliginosum (J.Koenig) Kuntze, Wurfbainia uliginosa (J.Koenig) Giseke
จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)[1] ชื่อเรียกอื่น ๆ ว่า เร่ว (ภาคใต้ฝั่งตะวันออก) ส่วนที่จังหวัดปัตตานีจะเรียกชื่อว่า “กระวานป่า“[1]

ลักษณะของต้นกระวานป่า

  • ต้น[1]
    – จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก
    – มีเหง้าอยู่ใต้ดิน
    – ลำต้นที่อยู่เหนือดินมีความสูงได้ 2.5-4 เมตร
  • ใบ[1]
    – ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับ
    – เจริญจากลำต้นที่อยู่ใต้ดิน
    – มีใบประมาณ 16-24 ใบ
    – ใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก
    – ปลายใบแหลมมีติ่งแหลม ห้อยย้อยลง
    – โคนใบเป็นรูปลิ่ม
    – ขอบใบเรียบ
    – ใบมีขนาดยาวกว้าง 7-10 เซนติเมตร และยาว 40-60 เซนติเมตร
    – ผิวใบด้านบนเกลี้ยง
    – ผิวใบด้านล่างมีขนสีน้ำตาล
  • ดอก[1]
    – ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ
    – ดอกจะเกิดจากตาเหง้าบริเวณโคนของลำต้นเหนือดิน
    – มีดอกย่อย 15 ดอก
    – กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีขาวปนสีชมพูอ่อน
    – กลีบดอกเป็นสีขาว
    – มีเกสรเพศผู้สีขาว มีสีชมพูอ่อนที่โคน
    – เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มี 1 อัน
    – เกสรเพศเมียมีรังไข่อยู่ใต้วงกลีบ
  • ผล[1][2]
    – ผลเป็นแบบแคปซูล
    – เป็นผลแห้ง
    – ผลสุกเป็นสีแดง
    – ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาล รวมกลุ่มเป็น 3 กลุ่ม
    – มีกลิ่นคล้ายการบูร

สรรพคุณของกระวานป่า

ประโยชน์ของกระวานป่า

  • เมล็ด ใช้เป็นเครื่องเทศ[1],[2]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “กระวานป่า”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : biodiversity.forest.go.th. [03 ก.ย. 2015].
2. อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “กระวานป่า”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.pharmacy.mahidol.ac.th/siri/. [03 ก.ย. 2015].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.researchgate.net/figure/Young-plant-of-Zingiber-zerumbet_fig10_275637389

ข้าวสารหลวง ไม้ดอกขาวรับประทานแก้ปวดลดบวม

0
ข้าวสารหลวง ไม้ดอกขาวรับประทานแก้ปวดลดบวม เป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้น ใบเป็นรูปไข่แกมรูปขอบขนาน แกมใบหอก ท้องใบจะมีต่อมยาวสีเข้ม
ข้าวสารหลวง
เป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้น ใบเป็นรูปไข่แกมรูปขอบขนาน แกมใบหอก ท้องใบจะมีต่อมยาวสีเข้ม

ข้าวสารหลวง

ข้าวสารหลวง เป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้น พบเจอขึ้นได้ทั่วไปในป่าที่ชุ่มชื้น ป่าที่ไร่ร้าง ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ Maesa ramentacea (Roxb.) A. DC. อยู่วงศ์ PRIMULACEAE (MYRSINACEAE)  ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ลวย (จังหวัดตรัง), กะผ้าสะลาย (จังหวัดชุมพร), กระดูกไก่ (จังหวัดจันทบุรี), ไคร้ยอย (จังหวัดเชียงใหม่), ตุ๊ดเงย (ขมุ), ปัน (จังหวัดนครศรีธรรมราช), เสียดนก (จังหวัดชุมพร), เม้าหมด (จังหวัดจันทบุรี), ขี้หนอน (จังหวัดตราด), หลอดเขา (จังหวัดเชียงใหม่) [1],[4]

ลักษณะข้าวสารหลวง

  • ต้นมีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีรูปทรงโปร่ง สามารถสูงได้ถึงประมาณ 5-10 เมตร จะแตกกิ่งแขนงแผ่เป็นพุ่ม กิ่งก้านมีลักษณะโปร่งและจะห้อยลง ที่เปลือกต้นด้านนอกนั้นจะมีรูอากาศหนาแน่น ที่เปลือกด้านในเป็นสีครีมถึงสีชมพู ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด พบเจอขึ้นได้ทั่วไปในป่าที่ชุ่มชื้น ป่าที่ไร่ร้าง ตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคกลาง ส่วนในต่างประเทศพบเจอขึ้นได้ที่ในประเทศจีนตอนใต้ อินเดีย คาบสมุทรอินโดจีน มาเลเซีย พม่า
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงสลับ ใบเป็นรูปไข่แกมรูปขอบขนาน แกมใบหอก รูปรี ที่ปลายใบจะแหลมเรียว ส่วนโคนใบจะมน ที่ขอบใบจะเรียบหรือจะหยักเกือบเรียบ ใบกว้างประมาณ 2-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-14 เซนติเมตร มีเส้นแขนงใบอยู่ประมาณ 6-9 คู่ จะโค้งจรดขอบใบ แผ่นใบมีลักษณะเป็นหยัก ลอนหยาบ ๆ ที่หลังใบมน ก้านใบมีความยาวประมาณ 0.6-1.3 เซนติเมตร ใบแก่ไม่มีขน ท้องใบจะมีต่อมยาวสีเข้มอยู่[1],[2],[3],[5],[6]
  • ดอก ออกเป็นช่อที่บริเวณซอกใบ ช่อดอกจะแตกแขนงมาก มีความยาวประมาณ 4-12 เซนติเมตร มีดอกย่อยเป็นจำนวนมาก มีขนาดเล็กและเป็นสีขาว มีกลีบดอกอยู่ 5 กลีบ มีลักษณะเป็นรูประฆัง ที่ปลายจะแยกออกเป็นกลีบ 5 กลีบ ที่ปลายกลีบมน ที่โคนเชื่อมกันเป็นหลอดสั้น มีกลีบเลี้ยงดอกอยู่ 5 กลีบ โคนเชื่อมติดกัน กลีบเลี้ยงมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมกว้าง เป็นสีเขียว มีเกสรเพศผู้อยู่ 5 อัน ก้านเกสรเพศผู้จะยาวเท่ากับอับเรณู ก้านเกสรเพศเมียจะแยกเป็นพู 2 พู รังไข่ส่วนหนึ่งจะฝังอยู่ในฐานรองดอก ดอกออกช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม[1],[2],[5],[6]
  • ผล เป็นรูปทรงกลมและฉ่ำน้ำ เป็นสีเขียวอ่อนถึงสีน้ำตาลอ่อน ผลแก่เป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ผลมีขนาดประมาณ 0.2-0.6 เซนติเมตร มีเมล็ดขนาดเล็กอยู่ในผลหลายเมล็ด ผลแก่ช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน[1],[2],[5],[6]

สรรพคุณข้าวสารหลวง

1. สามารถนำรากมาเป็นยารักษาบาดแผลได้ ด้วยการเอามาบดแล้วใช้โรยแผลจะช่วยทำให้แผลแห้ง (ราก)[2]
2. สามารถนำใบมาตำพอกปิดบาดแผล แก้อาการปวดบวมได้ (ใบ)[2]
3. ชาวเขาเผ่าเย้าจะนำทั้งต้นมาต้มกับน้ำ สามารถใช้ล้างแผลน้ำร้อนลวก ไฟไหม้ (ทั้งต้น)[1],[3]

ประโยชน์ข้าวสารหลวง

  • ต้นเป็นไม้ที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก เป็นทรงพุ่มเรือนยอดสวย ครั้นออกดอกจะเป็นดอกสีขาวโพลนหนาแน่น ถ้าปลูกในพื้นที่จำกัด กว้าง 3 เมตร มีความยาวประมาณ 3 เมตร จะสามารถช่วยเพิ่มความสวยให้มากขึ้นได้ แต่ควรปลูกในที่ชุ่มชื้นหรือที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 200-500 เมตร[6]
  • สามารถทานดอกกับใบได้เหมือนผักสด [6]
  • ชาวขมุจะนำลำต้นมาทำฟืน ใช้เป็นเชื้อเพลิง[4],[5]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “ข้าวสารหลวง (Maesa ramentacea)”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : biodiversity.forest.go.th. [14 มี.ค. 2015].
2. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ข้าว สาร หลวง”. หน้า 146.
3. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ). “ข้าว สาร หลวง”. หน้า 79.
4. ทองไทยแลนด์. “ข้าว สาร หลวง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : thongthailand.igetweb.com. [14 มี.ค. 2015].
5. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “ข้าว สาร หลวง”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [14 มี.ค. 2015].
6. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ). “ข้าว สาร หลวง”. หน้า 97.

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com/photos/adaduitokla/13289250785
2.https://www.natureloveyou.sg/Maesa%20ramentacea/Main.html

ข้าวสารค่าง พรรณไม้ล้มลุกเลื้อยพันสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร

0
ข้าวสารค่าง
ข้าวสารค่าง พรรณไม้ล้มลุกเลื้อยพันสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร ใบจะออกเรียงสลับเวียนรอบลำต้น เว้าเป็นรูปหัวใจ ดอกขนาดเล็กสีขาว ผลสดสีเขียว
ข้าวสารค่าง
ไม้ล้มลุกเลื้อยพันสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร ใบจะออกเรียงสลับเวียนรอบลำต้น เว้าเป็นรูปหัวใจ ดอกขนาดเล็กสีขาว ผลสดสีเขียว

ข้าวสารค่าง

ข้าวสารค่าง พรรณไม้ล้มลุกเลื้อยพัน ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว พบขึ้นบริเวณป่าผลัดใบ ป่าไผ่ และตามที่รกร้าง ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Cardiopteris quinqueloba (Hassk.) Hassk. ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ คือ Cardiopteris lobata Wall. ex Benn. & R.Br., Cardiopteris javanica Blume อยู่วงศ์ CARDIOPTERIDACEAE[1] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ตุ๊กตู่ (จังหวัดชลบุรี), ผักแต๋นแต้ (จังหวัดลพบุรี), อีบี้ (จังหวัดสุโขทัย), ผักแตนแต้ (จังหวัดสระบุรี), ขะล๊านข่าง (จังหวัดชุมพร), หวี่หวี่ (จังหวัดสระบุรี), ตุ๊กตู่ (จังหวัดเชียงใหม่), อีหวี่ (จังหวัดปราจีนบุรี) [1],[2]

ลักษณะข้าวสารค่าง

  • ต้น เป็นพรรณไม้ล้มลุกเลื้อยพัน เมื่อฉีกขาดก็จะมีน้ำยางสีขาวออกมา ลำต้นกลมหรือค่อนข้างแบน จะแตกกิ่งก้านเยอะ สามารถทอดยาวได้ถึงประมาณ 2-5 เมตร มีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่เอเชียใต้ถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบเจอขึ้นได้ที่บริเวณป่าไผ่ ที่รกร้าง ป่าผลัดใบ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลถึงระดับ 600 เมตร บริเวณที่พบขึ้นในพื้นที่อุทยานฯ ก็คือ ที่ตามพื้นป่าราบทั่วไป โดยเฉพาะที่บริเวณปากทางเดินขึ้นเขากำแพง[1],[2]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงสลับเวียนรอบลำต้นหรือเป็นเกลียว รูปไข่กว้าง ปลายใบจะแหลมหรือมน ส่วนโคนใบจะเว้าเป็นรูปหัวใจ ที่ขอบใบจะเรียบหรือเว้าเป็นแฉกประมาณ 4-9 แฉก ที่ปลายของแฉกกลางจะแหลม ที่ปลายของแฉกด้านข้างจะแหลมหรือมน ใบกว้างประมาณ 3-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4-12 เซนติเมตร[1],[2]
  • ดอก ออกเป็นช่อแยกแขนงที่ตามซอกใบ มีความยาวประมาณ 4-9 เซนติเมตร มีดอกย่อยเป็นจำนวนมากเรียงออกมาด้านเดียว ดอกย่อยมีขนาดเล็ก จะมีดอกสมบูรณ์เพศและดอกเพศผู้อยู่บนต้นเดียวกัน กลีบดอกมีลักษณะเป็นสีขาว ดอกสมบูรณ์เพศมีดอกเป็นรูปหลอดรูปกรวย ที่ปลายจะแยกเป็น 4-5 แฉก ดอกมีเกสรเพศผู้อยู่ประมาณ 4-5 อัน ติดใกล้ปากหลอดดอก สลับกับกลีบดอก มีรังไข่ 1 ช่องอยู่ที่เหนือวงกลีบ ที่ปลายเกสรเพศเมียจะแยกออกเป็นแฉก 2 แฉก มีขนาดไม่เท่ากันและจะติดคงทนที่ผล ดอกเพศผู้คล้ายกับดอกสมบูรณ์เพศ แต่ดอกเพศผู้จะไม่มีเกสรเพศเมียกับก้านดอกย่อย ออกดอกช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน[1],[2]
  • ผล ผลสดเป็นสีเขียว ผลเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ รูปไข่กลับแกมรูปรีลักษณะแบน ที่ขอบจะแผ่เป็นครีบตามยาว มี 2 ปีก จะมีเส้นแขนงละเอียดเรียงขนานกันอยู่ กว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ที่ปลายผลเว้าตื้น ๆ ที่ปลายสุดจะเป็นติ่งยอดเกสรเพศเมียที่คงความเขียวได้นานและปรากฏให้เห็นแบบชัดจัน มีเมล็ดเดียวในผล จะออกผลช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม[1],[2]

สรรพคุณข้าวสารค่าง

  • ในตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะนำใบมาตำผสมเหง้าไพล มันหมูห่อใบตอง แล้วนำมาหมกไฟ สามารถใช้ประคบรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราได้ (ใบ)[1],[2]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “ข้าว สาร ค่าง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : biodiversity.forest.go.th. [16 มี.ค. 2015].
2. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ข้าว สาร ค่าง”. หน้า 60.

อ้างอิงรูปจาก
1.https://powo.science.kew.org/

ข่าต้น รากเป็นยาสมุนไพรใช้ขับลมในลำไส้

0
ข่าต้น รากเป็นยาสมุนไพรใช้ขับลมในลำไส้ เนื้อไม้จะฟ่ามเบาเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ เปลือกต้นเมื่อถากออกมาจะมีกลิ่นหอมฉุน ดอกสีขาวอมสีเขียว ผลเป็นรูปกลมไข่กลับสีดำ
ข่าต้น
ข่าต้น รากเป็นยาสมุนไพรใช้ขับลมในลำไส้ เนื้อไม้จะฟ่ามเบาเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ เปลือกต้นเมื่อถากออกมาจะมีกลิ่นหอมฉุน ดอกสีขาวอมสีเขียว ผลเป็นรูปกลมไข่กลับสีดำ

ข่าต้น

ข่าต้น หรือเทพทาโร เป็นต้นไม้หอมชนิดหนึ่ง ต้นมีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Cinnamomum porrectum (Roxb.) Kosterm. ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ คือ Cinnamomum parthenoxylon (Jack) Meisn. อยู่วงศ์อบเชย (LAURACEAE)[1],[2] ชื่อในท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น เซียงจาง (จีนกลาง), มือแดกะมางิง (มลายู, ปัตตานี), จวงหอม (ภาคใต้), จะไคต้น (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), ข่าต้น (จังหวัดกรุงเทพมหานคร), กะเพาะต้น (จังหวัดสระบุรี), เทพทาโร (จังหวัดปราจีนบุรี), จะไค้ต้น (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), พลูต้น (จังหวัดสระบุรี), เทพธาโร (จังหวัดปราจีนบุรี), มือแดกะมาริง (มลายู, จังหวัดปัตตานี), หวางจาง (จีนกลาง), พลูต้นขาว (เชียงใหม่), ตะไคร้ต้น (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ไม้จวง (ภาคใต้), จะไคหอม (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), จวง (ภาคใต้) [1],[2]

ลักษณะเทพทาโร

  • ต้น เป็นพรรณไม้ยืนต้น มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ บางต้นอาจจะสูงถึง 25 เมตร เนื้อไม้มีลักษณะฟ่ามเบาเป็นสีน้ำตาลอ่อน จะมีกลิ่นหอมฉุน ร้อน คล้ายกับกลิ่นการบูรหรือจะคล้ายกับกลิ่นของเทพทาโร พบเจอได้ทั่วไปตามป่าเชิงเขา มีมากตามเชิงเขาสระบาปและบ้านอ่าง จังหวัดจันทบุรี และที่ตามป่าในจังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระบุรี [1]
  • ใบ ใบดกหนาทึบ สามารถเป็นไม้ร่มได้[1] เป็นใบประกอบ ใบจะออกเรียงสลับ ใบกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-12 เซนติเมตร มีเส้นใบคล้ายกับขนนก จะเรียงเป็นคู่ ๆ ประมาณ 6-8 คู่ มีกิ่งเล็ก[2]
  • ดอก มีขนาดเล็ก ออกเป็นช่อคล้ายร่ม มีกลีบดอกอยู่ 6 กลีบ กลีบดอกเป็นรูปไข่ เป็นสีขาวอมสีเขียว ในดอกจะมีขนนิดหน่อย มีเกสรเพศผู้อยู่ 9 อัน[2]
  • มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6-8 มิลลิเมตร ตรงขั้วเมล็ดมีสีแดง เป็นแบบลูกกลมสามเหลี่ยม[2]

ข้อควรรู้ : มีลักษณะที่ต่างกับต้นเทพทาโร ก็คือ มีเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลอ่อน จะมีจำหน่ายที่ตามร้านสมุนไพรทั่วไป[1]

สรรพคุณเทพทาโร

1. สามารถใช้เป็นยาแก้ไขข้ออักเสบ ฟกช้ำ เพราะมีลมชื้นเกาะติดอยู่ด้านใน โดยนำรากมาดองกับเหล้าทาน (ราก)[2]
2. สามารถใช้เป็นยาช่วยขับโลหิตกับน้ำเหลือง (เนื้อไม้)[1]
3. ในตำรับยาแก้บิด จะนำเมล็ดประมาณ 5-8 กรัม มาต้มผสมใบยูคาลิปตัสประมาณ 6-8 กรัม ทาน (ในตำรับยานี้นั้นมีสรรพคุณที่เป็นยาแก้ไอ) (เมล็ด)[2]
4. สามารถนำรากมาดองกับเหล้าทานใช้เป็นยาขับลมชื้นในร่างกายได้ (ราก)[2]
5. สามารถนำเนื้อไม้มาใช้ปรุงเป็นยารักษาอืดเฟ้อ หอมลม จุกเสียด ท้องขึ้น (เนื้อไม้)[1]
6. เนื้อไม้มีรสเผ็ด มีสรรพคุณที่เป็นยาบำรุงธาตุ (เนื้อไม้)[1]
7. ในตำรับยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดเส้นเอ็น โกฐหัวบัว 20 กรัม ให้นำราก 20 กรัม โกฐสอ 10 กรัม เจตมูลเพลิง 15 กรัม โกฐเชียง 15 กรัม มาแช่กับเหล้าทาน (ตำรับนี้นั้นจะใช้เป็นยาขับลมชื้นในร่างกายได้เหมือนการใช้รากเดี่ยว) (ราก)[2]
8. ใบจะมีประสิทธิภาพในการช่วยห้ามเลือด ช่วยสมานแผลสด (ใบ)[2]
9. สามารถนำเนื้อไม้มาปรุงผสมกับสะค้าน ต้นดาวเรือง ใช้ทานเป็นยารักษาฝีลมได้ (เนื้อไม้)[1]
10. สามารถใช้เป็นยาแก้ท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะลำไส้ แก้ปวดท้องน้อย กระเพาะลำไส้อักเสบ แก้ท้องอืด (ใบ, ผล, ราก, เปลือก)[2]
11. สามารถใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ได้ (เนื้อไม้)[1]
12. ในตำรับยาอาการไอเรื้อรัง ออกหัดตัวร้อน แก้ไข้หวัด ตัวร้อน แก้ไอ

ขนาดกับวิธีใช้

  • ใช้ตาม [2] ยาแห้งใช้ครั้งละ 10-18 กรัม มาต้มน้ำทาน

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

  • พบน้ำมันระเหยอยู่ในเปลือกต้น เมล็ด ราก กิ่ง ประมาณ 2-4% และในน้ำมันระเหยพบ Cinnamic Aldehyde, Safrale 60-95%, B-pinene Phellandrene, Eugenol (น้ำมันกานพลู) [2]
  • ในใบพบน้ำมันระเหย 2.6-3.3% มีส่วนประกอบ เช่น น้ำมันไพล การบูร น้ำมันสน น้ำมันเขียว

ประโยชน์ของข่าต้น

  • สามารถใช้ทำเป็นไม้ตีพริก เพื่อทำให้พริกนั้นมีกลิ่นหอม และสามารถใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ได้[1]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. (วิทยา บุญวรพัฒน์). “ข่า ต้น”. หน้า 122.
2. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “ข่า ต้น”. หน้า 104-105.

ลักษณะและสรรพคุณของเข็มม่วง

0
เข็มม่วง
ลักษณะและสรรพคุณของเข็มม่วง ไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง ดอกสีม่วง สีฟ้าอมสีม่วง ผลเป็นรูปไข่ยาว ผลแห้งสามารถแตกได้
เข็มม่วง
ม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง ดอกสีม่วง สีฟ้าอมสีม่วง ผลเป็นรูปไข่ยาว ผลแห้งสามารถแตกได้

เข็มม่วง

ชื่อสามัญของเข็มม่วง คือ Violet ixora, Blue sage[4] ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Pseuderanthemum andersonii Lindau อยู่วงศ์เหงือกปลาหมอ (ACANTHACEAE)[1] ชื่อเรียกในท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น เข็มสีม่วง, รงไม้ (จังหวัดสุราษฎร์ธานี), เฒ่าหล้งลาย (จังหวัดชลบุรี), เข็มพญาอินทร์, ร่องไม้ (ภาคใต้), เฒ่าหลังลาย (จังหวัดชลบุรี), ยายปลัง (จังหวัดสุราษฎร์ธานี), เฉียงพร้าป่า (จังหวัดตรัง) [1],[4]

ลักษณะเข็มม่วง

  • ต้น เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง สูงประมาณ 1-1.5 เมตร อาจจะสูงได้ถึง 2 เมตร จะแตกกิ่งก้านเป็นจำนวนมาก ลักษณะเป็นทรงพุ่มแน่นทึบ ขยายพันธุ์โดยการตัดกิ่งปักชำ วิธีการตอน เติบโตได้ดีในดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี ต้นเข็มแดงชอบความชื้นปานกลาง และที่มีแสงแดดปานกลางถึงรำไร อัตราการเติบโตอยู่ระดับปานกลาง จะนิยมปลูกกันที่ที่มีแสงแดดแบบรำไร[1],[2] สำหรับประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาค ส่วนมากจะพบตามป่าภาคใต้ พื้นที่ร่มรำไรที่ตามป่าผสมผลัดใบ ป่าดิบแล้ง ตั้งแต่ที่ระดับน้ำทะเลถึงความสูงประมาณ 400 เมตร[3]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงตรงข้ามเรียงเวียนสลับ ใบเป็นรูปรี รูปใบหอกจนถึงรูปไข่แกมใบหอก ที่ปลายใบจะแหลม ส่วนโคนใบจะแหลมหรือมน ที่ขอบใบเรียบ ใบกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 12-15 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะเป็นมันและเป็นสีเขียวสด มีเส้นใบสีเขียวเข้ม[1],[2]
  • ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อฉัตร ออกดอกที่ตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง ดอกมีลักษณะเป็นสีม่วง สีฟ้าอมสีม่วง มีใบประดับสีเขียวเข้ม ที่โคนกลีบดอกจะเชื่อมกันเป็นหลอดเล็กยาว ที่ปลายจะแยกเป็น 5 กลีบ สองกลีบบนนั้นจะติดเป็นคู่ จะมีขนาดเล็กกว่าสามกลีบล่าง กลีบดอกมีลักษณะเป็นสีม่วงอ่อน มีจุดประสีม่วง ออกดอกได้ทั้งปี ดอกจะโรยเร็ว ออกดอกเยอะช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์[1],[2]
  • ผล เป็นผลแห้ง สามารถแตกได้ ผลเป็นรูปไข่ยาว[1]

สรรพคุณเข็มม่วง

1. นำต้นมาต้มกับน้ำดื่ม สามารถช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวารได้ (ต้น)[1]
2. ในตำรับยาพื้นบ้านล้านนาจะนำต้นผสมกับหัวยาข้าวเย็น (ไม่ได้ระบุว่าเป็นข้าวเย็นเหนือหรือข้าวเย็นใต้) แล้วต้มกับน้ำดื่ม สามารถช่วยแก้อาการปวดเมื่อยได้ (ทั้งต้น)[1]
3. ชาวบ้านจะนำต้นรวมรากมาต้มใช้ทานเป็นยา ว่ากันว่าช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ (ทั้งต้น)[3]
4. ชาวเขาเผ่าแม้ว ชาวกะเหรี่ยง นำต้นมาต้มกับน้ำ สามารถใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย แก้อาการอ่อนเพลียได้ (ต้น)[1]
5. นำใบมาตำแล้วนำมาพอกหรือต้มกับน้ำใช้อาบ สามารถช่วยแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน หูดได้ (ใบ)[1]

ประโยชน์เข็มม่วง

  • ความเชื่อของคนไทยโบราณมีความเชื่อกันว่า ถ้าบ้านไหนปลูกต้นเข็มไว้เป็นไม้ประจำบ้าน จะทำให้มีความเฉลียวฉลาด คนไทยจึงใช้ดอกเข็มในพิธีไหว้ครู และใช้ในพิธีทางศาสนา ใช้ดอกเข็มเป็นเครื่องบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์[3]
  • ดอกมีสีที่สวย ออกดอกได้ทั้งปี ตัดแต่งทรงพุ่มได้ ปลูกเป็นไม้ประดับได้ นิยมปลูกที่ตามลำธาร สวน สระว่ายน้ำ ริมน้ำตก [2]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม, กระทรวงวัฒนธรรม. “สมุนไพรพื้นบ้านดอกเข็มม่วง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: m-culture.in.th. [24 พ.ค. 2014].
2. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ร่องไม้”. หน้า 179.
3. ศูนย์รวมข้อมูลสิ่งมีชีวิตในประเทศไทย, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). “เข็มสีม่วง (Blue Sage)”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaibiodiversity.org. [24 พ.ค. 2014].
4. ฐานข้อมูลพรรณไม้ที่ใช้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม ศูนย์ความรู้ด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. “เข็มม่วง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: agkc.lib.ku.ac.th. [24 พ.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com/

ลักษณะและสรรพคุณของขางน้ำผึ้ง

0
ลักษณะและสรรพคุณของขางน้ำผึ้ง เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดใหญ่ ดอกสีเหลืองแกมสีเขียว ผลเป็นสีเขียว สามารถแตกได้กลางพู ผิวผลมีลักษณะเป็นสันร่อง มีขนสั้นนุ่ม
ขางน้ำผึ้ง
เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดใหญ่ ดอกสีเหลืองแกมสีเขียว ผลเป็นสีเขียว สามารถแตกได้กลางพู ผิวผลมีลักษณะเป็นสันร่อง มีขนสั้นนุ่ม

ขางน้ำผึ้ง

ขางน้ำผึ้ง เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ ขึ้นได้ทุกที่ พบตามป่าไม่ผลัดใบ บริเวณชายเขา และในพื้นที่โล่ง ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Claoxylon indicum (Reinw. ex Blume) Hassk. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Claoxylon polot Merr.) อยู่วงศ์ยางพารา (EUPHORBIACEAE)[1] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น งุ้นผึ้งขาว (ภาคเหนือ), ผักหวานใบใหญ่ (จังหวัดจันทบุรี), ขากะอ้าย (ภาคใต้), ฉับแป้ง (จังหวัดอุตรดิตถ์), หูควาย (จังหวัดนครศรีธรรมราช)[1]

ลักษณะขางน้ำผึ้ง

  • ต้น เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดใหญ่ สามารถสูงได้ถึงประมาณ 2-10 เมตร จะมีขนขึ้นอย่างหนาแน่นทั้งต้น ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ต้นสามารถขึ้นได้ทุกสภาพพื้นดิน พบเจอขึ้นได้ที่ตามบริเวณชายเขา ป่าไม่ผลัดใบ พื้นที่เปิดโล่ง ที่สูงตั้งแต่ 80-1,650 เมตร ปลูกได้ในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะที่ทางภาคเหนือแถว ๆ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย [1],[2]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะออกเรียงเวียนสลับกัน ผิวใบจะมีขนสั้นนุ่ม ใบเป็นรูปโล่แกมขอบขนานแกมรูปไข่ ที่ปลายใบจะแหลม ส่วนที่โคนใบจะเว้าตื้น ขอบใบจะจักเป็นซี่ฟันตื้น ใบกว้างประมาณ 7-16 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-25 เซนติเมตร ก้านใบสามารถยาวได้ประมาณ 8 เซนติเมตร[1],[2]
  • ดอก ออกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ออกดอกที่ตามซอกใบใกล้กับปลายกิ่ง ดอกย่อยจะเป็นแบบแยกเพศ อยู่คนละต้นกัน กลีบรวมจะมีขนขึ้น ช่อดอกเพศผู้สามารถยาวได้ถึงประมาณ 33 เซนติเมตร เป็นสีเหลืองแกมสีเขียว ดอกเพศผู้มีขนาดประมาณ 4.5 มิลลิเมตร มีเกสรเพศผู้อยู่ 20 อัน ช่อดอกเพศเมียมีความยาวถึงประมาณ 7.5 เซนติเมตร มีสีเขียวอ่อน ดอกเพศเมียมีขนาดประมาณ 3 มิลลิเมตร รังไข่มีช่องประมาณ 3-4 ช่อง[1],[2]
  • ผล เป็นผลแห้ง ผลเป็นสีเขียว สามารถแตกได้กลางพู ผิวผลมีลักษณะเป็นสันร่อง มีขนสั้นนุ่มขึ้นอย่างหนาแน่น เมล็ดมีขนาดประมาณ 3-3.8 มิลลิเมตร จะมีเยื่อหุ้มสีแดงอยู่[1],[2]

สรรพคุณขางน้ำผึ้ง

  • ชาวเขาเผ่าแม้วจะนำลำต้นมาตำใช้พอกแก้อาการหูอื้อ ปวดหูได้ (ลำต้น)[1]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “ขาง น้ำ ผึ้ง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : biodiversity.forest.go.th. [03 มิ.ย. 2015].
2. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ขาง น้ำ ผึ้ง”. หน้า 70.

อ้างอิงรูปจาก
1.http://www.epharmacognosy.com/2022/06/claoxylon-indicum.html
2.https://www.picturethisai.com/th/wiki/Claoxylon_indicum.html

ลักษณะและสรรพคุณของขางคันนา

0
ขางคันนา
ลักษณะและสรรพคุณของขางคันนา เป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว ต้นสีเขียวอ่อนมีขนสีขาวปกคลุมแน่น ดอกสีม่วงหรือสีม่วงปนขาวนวล ฝักมีขนคอดเป็นข้อ
ขางคันนา
เป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว ต้นสีเขียวอ่อนมีขนสีขาวปกคลุมแน่น ดอกสีม่วงหรือสีม่วงปนขาวนวล ฝักมีขนคอดเป็นข้อ

ขางคันนา

ขางคันนา สมุนไพรมีรสเมาเฝื่อน มีอายุสั้น เลื้อยไปตามพื้นดินหรือตั้งขนานไปกับพื้น ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Desmodium heterocarpon var. strigosum Meeuwen อยู่วงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่วงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE)[1],[2] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น พึงฮวย (จังหวัดชุมพร), หญ้าตืดหมา (จังหวัดลำปาง), เส่งช้างโชก (กะเหรี่ยง, จังหวัดลำปาง), ขางคันนาแดง (จังหวัดเชียงใหม่), อีเหนียวใหญ่ (จังหวัดชัยภูมิ) [1],[2] สามารถพบขึ้นได้ในจังหวัดศรีสะเกษ อุบลราชธานี, นราธิวาส, สงขลา, ขอนแก่น, นครศรีธรรมราช, เพชรบูรณ์, กาญจนบุรี, นครราชสีมา, ยะลา, พัทลุง ที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 76-892 เมตร[1],[2]

ลักษณะขางคันนา

  • ต้น เป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว ลำต้นตั้งกึ่งตั้งและกึ่งตั้งกึ่งเลื้อยถึงกึ่งแผ่คลุมดิน สามารถสูงได้ถึงประมาณ 50-175 เซนติเมตร และอาจสูงถึง 2 เมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นสีเขียวอ่อน ตรงที่โดนแสงแดดมักจะเป็นสีน้ำตาลแดงเข้ม ด้านล่างที่ไม่โดนแสงนั้นจะเป็นสีเขียวอ่อน ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.8-5.2 มิลลิเมตร จะมีขนสีขาวปกคลุมหนาแน่น
  • ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยมีอยู่ 3 ใบ จะออกเรียงสลับกัน ใบย่อยด้านบนสุดเป็นรูปไข่กลับแกมใบหอกหรือรูปไข่กลับ กว้างประมาณ 1.6-2.8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-3.5 เซนติเมตร ใบย่อยด้านข้างเป็นรูปไข่กลับ หรือรูปวงรี กว้างประมาณ 1.1-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.3-4 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะเป็นสีเขียวถึงค่อนข้างเขียวเข้ม ที่หลังใบจะมีขนสีขาวปกคลุมอย่างหนาแน่น ที่ด้านหน้าใบจะไม่ขน แต่สามารถพบได้บางสายพันธุ์ที่มีขนเล็กขึ้นกระจายตามเส้นใบ แผ่นใบด้านหน้า ก้านใบมีความยาวประมาณ 1.4-2.2 เซนติเมตร หูใบมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลจนถึงสีน้ำตาลแดงเข้ม[1],[2]
  • ดอก ออกเป็นช่อที่ตรงปลายยอดและที่ตามซอกใบ ช่อดอกมีความยาวประมาณ 4.3-5.8 เซนติเมตร มีดอกย่อยอยู่ประมาณ 43-90 ดอก ออกดอกแบบ Indeterminate กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว เป็นสีม่วงหรือสีม่วงปนขาวนวล มีเกสรเพศเมียเป็นสีเหลืองปนสีน้ำตาล ก้านเกสรเพศเมียเป็นสีเขียว ก้านอับเรณูจะเป็นสีแดง อับเรณูนั้นจะเป็นสีเหลืองปนสีน้ำตาล[1],[2]
  • ผล เป็นฝัก มีความยาวประมาณ 1.3-3 เซนติเมตร จะมีขนกับคอดหักเป็นข้อ สามารถแตกได้ตามตะเข็บล่าง มีเมล็ดอยู่ในแต่ละฝักประมาณ 4-9 เมล็ด บางช่อดอกย่อยฝักจะมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด ออกดอกติดเมล็ดดี เริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จะออกดอกเยอะช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน[1],[2]

สรรพคุณขางคันนา

1. ยาพื้นบ้านนำรากมาต้มกับน้ำผสมผงปวกหาด รากมะเดื่อดิน ใช้ดื่มเป็นยาถ่ายพยาธิ โดยให้ใช้ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มวันละ 3 ครั้ง (ราก)[1]
2. ในตำรายาไทยกล่าวไว้ว่า มีรสเมาเฝื่อน มีสรรพคุณที่เป็นยาแก้กาฬมูตร แก้เด็กตัวร้อน และดับพิษตานซางได้ (ลำต้น, ใบ)[1],[2]
3. ยาพื้นบ้านล้านนาจะนำลำต้นกับใบมาต้มกับน้ำ เอามาใช้อาบเป็นยาแก้บวมพองได้ (ใบ, ลำต้น)[1],[2]
4. สามารถใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ยาแก้โรคลำไส้ ขับพยาธิได้ทุกชนิด (ลำต้น, ใบ)[1],[2]

ประโยชน์ขางคันนา

  • สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยงได้

คุณค่าทางอาหาร

  • ต้นที่อายุ 45 วัน จะประกอบด้วย DMD 39.3-39.5%, ADF 38.7-47.3%, ฟอสฟอรัส 0.18-0.26%, โปรตีน 11.9-15.9%, ลิกนิน 14.2-17.7%, NDF 45.8-54.9%, โพแทสเซียม 1.17-1.26%, แคลเซียม 1.26-1.49% [2]
  • ต้นที่อายุประมาณ 75-90 วัน จะประกอบด้วย แทนนิน 4.2-6.1%, ไนเตรท 78.4-85 พีพีเอ็ม, มิโมซิน 1.17-1.54%, โปรตีน 11-12.8%, ออกซาลิกแอซิด 14.1-22.4 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ [2]

สั่งซื้อ อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์. “ขาง คัน นา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : nutrition.dld.go.th. [03 มิ.ย. 2015].
2. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ขาง คัน นา”. หน้า 91.

อ้างอิงรูปจาก
1.https://nanps.org/product/desmodium-canadense/
2.https://tropical.theferns.info/viewtropical.php?id=Desmodium+heterocarpon