มะพอก สมุนไพรใช้รักษาโรคผิวหนัง

0
มะพอก
มะพอก สมุนไพรใช้รักษาโรคผิวหนัง ผลจะมีสีน้ำตาลและมีจุดประสีขาว ผิวผลหยาบฉ่ำน้ำ เนื้อชุ่มบาง ชั้นในมีขนขึ้นหนา เนื้อในแข็ง ออกเป็นช่อ เนื้อในเมล็ดมีรสมันคล้ายกับถั่ว
มะพอก
ผลมีสีน้ำตาลและมีจุดประสีขาว ผิวผลหยาบฉ่ำน้ำ เนื้อชุ่มบาง ชั้นในมีขนขึ้นหนา เนื้อในแข็ง ออกเป็นช่อ

มะพอก

มะพอก เป็นไม้ยืนต้นที่เขียวชอุ่มตลอดปีพบได้ในป่าดิบและป่าเต็งรังผลสามารถรับประทาน ซึ่งมีชื่อเรียกท้องถิ่น คือ มะคลอก (ภาคเหนือ) ประดงลวด (ทิศตะวันตกเฉียงใต้) กะทอนโลก (ทิศตะวันออกเฉียงใต้) นอกจากนั้นพรรณไม้ชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Parinari anamensis Hance จัดอยู่ในวงศ์ (CHRYSOBALANACEAE) สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น เมล็ดมีน้ำมันสำหรับใช้เคลือบเครื่องเงิน ใช้ทำร่มกระดาษ ใช้ทำสบู่ และเนื้อไม้มีความแข็งแรงเหมาะสำหรับทำที่พักอาศัย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า จัด จั๊ด (ลำปาง), พอก (อุบลราชธานี), มะคลอก (สุโขทัย, อุตรดิตถ์), หมักมอก (พิษณุโลก), ประดงไฟ ประดงเลือด (ราชบุรี), กระท้อนลอก (ตราด), ท่าลอก (พิษณุโลก, นครราชสีมา, ประจวบคีรีขันธ์), หมากรอก (ประจวบคีรีขันธ์), มะมื่อ หมักมื่อ (ภาคเหนือ), ตะเลาะ เหลอะ (ส่วย สุรินทร์), ตะลอก, ตะโลก เป็นต้น[1],[2]

ลักษณะของมะพอก

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ไม่มีการผลัดใบ มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 10-30 เมตร ลำต้นมีลักษณะสูงตรง ปลายกิ่งมักจะเอนลงมา ตามกิ่งอ่อนมีขนเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาล เปลือกต้นค่อนข้างหนามีสีน้ำตาลปนเทา เปลือกเรียบ แตกเป็นสะเก็ดถี่ ๆ หรือแตกเป็นร่องลึกลงไป สามารถลอกหลุดได้ จะขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด สามารถพบขึ้นทั่วไปตามป่าดิบ ป่าดิบแล้ง ป่าดงดิบ ป่าผลัดใบ ป่าผสม ป่าเต็งรัง และตามป่าเบญจพรรณ ส่วนในประเทศไทยพบได้ทุกภาค แต่ยกเว้นทางภาคใต้ ที่ความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึง 1,500 เมตร และในต่างประเทศพบได้ที่ลาว กัมพูชา และเวียดนาม[1],[2]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว มีการออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรีหรือเป็นรูปไข่ ปลายใบมนหยักและมีติ่งแหลม โคนใบแหลมหรือมน ส่วนขอบใบจะเรียบ ใบมีความกว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตร และความยาวประมาณ 6-15 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้างหนา หลังใบเป็นสีเขียว ตรงท้องใบเหลือบขาวเด่นชัดและมีขนละเอียดด้านล่างสีขาวแกมน้ำตาล หลังใบอ่อนมีขนสาก ๆ ส่วนใบแก่ค่อนข้างเกลี้ยง ไม่มีขน เส้นใบข้างตรงและขนานกันมี 12-15 คู่ เส้น ด้านบนใบจะนูน ก้านใบมีความยาวประมาณ 0.7-1 เซนติเมตร และมักมีต่อมเล็ก ๆ อยู่ 2 ต่อม [1],[2]
  • ดอก จะออกดอกเป็นช่อ โดยจะออกตรงปลายกิ่ง มีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ก้านช่อมีขนเป็นสีน้ำตาลอมส้มขึ้นอยู่หนา ดอกเป็นสีขาวขนาดค่อนข้างเล็ก ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ อยู่ กลีบดอกมี 5 กลีบ และแยกออกจากกันอย่างอิสระ ยาวพอ ๆ กับกลีบเลี้ยง ก้านดอกมีขนาดที่สั้นมาก กลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปกรวย ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉกแหลม ขนาดไม่ได้เท่ากัน ขนาดประมาณ 0.3-0.4 เซนติเมตร สีขาวปนเหลือง ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 5-12 อัน ขนาดไม่เท่ากัน ส่วนก้านเกสรเพศเมียติดที่ฐานของรังไข่ ขนาดยาวเท่ากับเกสรเพศผู้ รังไข่จะมีขนขึ้นหนา เชื่อมกับชั้นกลีบเลี้ยงด้านหนึ่ง ออกดอกในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน[1],[2]
  • ผล เป็นผลสด มีลักษณะเป็นรูปทรงค่อนข้างจะกลม กลมรีเหมือนไข่ หรืออาจจะเป็นรูปกระสวย มีความกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร และความยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ผลจะมีสีน้ำตาลและมีจุดประสีขาว ผิวผลค่อนข้างหยาบ ผิวฉ่ำน้ำเนื้อชุ่มบาง ชั้นในมีขนขึ้นหนา เนื้อในแข็ง เมล็ดเดี่ยวโต ลักษณะค่อนข้างแข็ง ออกเป็นช่อประมาณ 3-15 ผล ผลจะแก่ในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์[1],[2]

สรรพคุณของมะพอก

1. เปลือกต้น สามารถใช้เป็นยาประคบแก้อาการช้ำใน แก้ปวดบวม (เปลือกต้น)[1],[2]
1.1 นำเปลือกต้นไปอุ่นไอน้ำร้อนใช้ประคบแก้อาการฟกช้ำ (เปลือกต้น)[2]
2แก่น ตำรายาพื้นบ้านจะใช้แก่นผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้หืด (แก่น)[1],[2]
2.1 ตำรายาไทยจะใช้แก่น นำมาต้มกับน้ำดื่มและอาบแก้ประดง (อาการของโรคผิวหนังที่เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด มีอาการคันมากและมักมีไข้ร่วมด้วย) แก้ผื่นคันทั่วตัว ปวดแสบปวดร้อน มีน้ำเหลืองไหลซึม (แก่น)[1],[2]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

เปลือกต้นเมื่อนำมาทำการสกัดด้วยเทคนิคแบบ Sequential Extraction โดยการหมักแบบ Maceration ด้วยตัวทำละลายอินทรีย์เรียงจากตัวทำละลายที่มีขั้วต่ำไปสูง คือ เฮกเซน เอทิลอะซิเตต และเมทานอล ตามลำดับ และนำสารสกัดไปกรองและระเหยแยกตัวทำละลายออกด้วยเครื่องระเหยสุญญากาศแบบหมุนจะได้สารสกัดหยาบ และนำสารสกัดหยาบที่ได้ทดลองสอบฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย (Plasmodium falciparum) สายพันธุ์ K1 ด้วยวิธี Microculture Radioisotope Technique ที่ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นที่สกัดด้วยตัวทำละลายที่เป็นเฮกเซนมีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย โดยมีค่า IC50 เท่ากัน 3.25 µg/ml ผลการวิจัยดังกล่าวเป็นการยืนยันฤทธิ์ทางชีวภาพด้านการออกฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย ซึ่งสามารถนำไปสู่การพัฒนาเพื่อผลิตเป็นยาต่อไปได้ (ข้อมูลจาก : ผู้ช่วยศาสตราจารย์อุดมเดชา พลเยี่ยม)

ประโยชน์ของมะพอก

1. เนื้อในเมล็ดมีรสมันคล้ายกับถั่ว สามารถรับประทานได้ เมื่อกะเทาะเปลือกหุ้มเมล็ดจะพบข้างในมีปุยสีน้ำตาลคล้ายปุยฝ้ายหุ้มเมล็ดอยู่ กระแต กระรอก จะชอบกินเมล็ดใน[2]
2. เนื้อผลสุกรอบ ๆ เมล็ด มีรสหวานหอม สามารถรับประทานได้[2] ชาวบ้านจะใช้เนื้อของผลสุกนำมาบดผสมกับแป้งและน้ำตาล ทำเป็นขนมหวานนำมารับประทาน ซึ่งจะมีกลิ่นหอมเฉพาะในปัจจุบันมีคนรับประทานกันน้อย แต่ก็ยังมีคนรับประทานอยู่บ้าง
3. เนื้อไม้ กระพี้สีเหลืองอ่อน แก่นสีชมพูเรื่อ ๆ เนื้อค่อนข้างจะละเอียด สามารถนำมาใช้ในงานก่อสร้างได้[3]
4. เมล็ด สามารถนำมาสกัดเอาน้ำมันใช้ทำเป็นน้ำมันหมึกพิมพ์และน้ำมันหล่อลื่นได้[2] น้ำมันจากเมล็ดสามารถนำมาใช้ทาเครื่องเขินให้เป็นเงา ทากระดาษร่มกันน้ำซึม ใช้เคลือบธนบัตรให้มีความทนทานเป็นเงาและเนื้อกระดาษไม่ติดกัน[3] มีบางข้อมูลระบุไว้ว่า น้ำมันจากเมล็ดมีคุณสมบัติในการใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ค่อนข้างจะดี และยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นน้ำมันชักเงาและเครื่องสำอางได้อีกด้วย

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ). “มะพอก”. หน้า 122.
ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “มะพอก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.phargarden.com. [03 พ.ย. 2014].
พรรณไม้สวนรุกขชาติห้างฉัตร. “มะพอก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : lampang.dnp.go.th/Departments/Techical_Group/plant.pdff. [03 พ.ย. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.phakhaolao.la/en/
2.https://eva.vn/tin-tuc/

มะม่วงหิมพานต์ ผลไม้เนื้อนิ่มหวานฉ่ำราชาแห่งเมล็ดพืช

0
มะม่วงหิมพานต์
มะม่วงหิมพานต์ ผลไม้เนื้อนิ่มหวานฉ่ำราชาแห่งเมล็ดพืช ผลคล้ายผลชมพู่หรือลูกแพร์เป็นพวงห้อย เนื้อผลฉ่ำน้ำมีกลิ่นหอม เม็ดผลเปลือกแข็งคล้ายกับรูปไต
มะม่วงหิมพานต์
ผลไม้เนื้อนิ่มหวานฉ่ำราชาแห่งเมล็ดพืช ผลคล้ายผลชมพู่หรือลูกแพร์เป็นพวงห้อย เนื้อผลฉ่ำน้ำมีกลิ่นหอม เม็ดผลเปลือกแข็งคล้ายกับรูปไต

มะม่วงหิมพานต์

มะม่วงหิมพานต์ (Cashew, Cashew nut) ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Anacardium occidentale L. จัดอยู่ในวงศ์มะม่วง (ANACARDIACEAE) ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มะม่วงกุลา มะม่วงลังกา มะม่วงหยอด มะม่วงสินหน (ภาคเหนือ), มะม่วงสิโห (เชียงใหม่), มะโห (แม่ฮ่องสอน), มะม่วงกาสอ (อุตรดิตถ์), มะม่วงเล็ดล่อ มะม่วงยางหุบ (ระนอง), กายี (ตรัง), ส้มม่วงทูนหน่วย มะม่วงทูนหน่วย (สุราษฎร์ธานี), กะแตแก (นราธิวาส), นายอ (ยะละ), ยาโงย ยาร่วง (ปัตตานี), มะม่วงหิมพานต์ มะม่วงไม่รู้หาว (ภาคกลาง), กาหยู กาหยี ม่วงเม็ดล่อ ม่วงเล็ดล่อ หัวครก ท้ายล่อ ตำหนาว ส้มม่วงชูหน่วย (ภาคใต้) เป็นต้น

ลักษณะของมะม่วงหิมพานต์

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดกลาง เมื่อโตเต็มที่แล้วจะมีความสูงโดยเฉลี่ย 6 เมตร (สามารถสูงได้ถึง 12 เมตร) ลำต้นมีเนื้อไม้ที่แข็ง มีกิ่งแขนงแตกออกไปเป็นพุ่มแน่นทรงกลมถึงแบบกระจาย มีเปลือกหนา และผิวเรียบเป็นสีน้ำตาลเทา ในบ้านเราสามารถพบได้ทั่วไปในภาคใต้
  • ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงเวียนกัน ใบมีลักษณะหนาผิวเกลี้ยงเหมือนกับแผ่นหนัง ใบคล้ายรูปไข่กลับหัวถึงรูปรีกว้าง ปลายใบกลม โคนใบนั้นแหลม เนื้อใบมีกลิ่นหอม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-20 เซนติเมตร
  • ดอก ออกเป็นช่อกระจาย ดอกเป็นสีขาวถึงสีเหลืองนวล และจะเปลี่ยนสีไปเป็นสีชมพู ช่อดอกแต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยเป็นจำนวนมาก และมีกลีบเลี้ยงสีเขียวขนาดเล็ก โคนดอกเชื่อมติดกัน ดอกหนึ่งมีปลายแยกเป็นกลีบอยู่ 5 กลีบ ปลายดอกแหลมเรียว ตรงกลางดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 8-10 อัน หลังจากที่ดอกร่วงแล้วจะติดผล
  • ผล มีลักษณะคล้ายผลชมพู่หรือลูกแพร์ ผลเป็นพวงห้อยลงมา ขนาดผลยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร เนื้อผลมีความฉ่ำน้ำและมีกลิ่นหอม ผลเมื่ออ่อนจะเป็นสีเขียวหรือเหลืองอมชมพู แต่เมื่อผลสุกแล้วนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีส้มแดง ที่ปลายผลนั้นมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด ลักษณะคล้ายรูปไต เปลือกนอกมีผิวที่แข็ง และมีขนาดยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร มีสีเป็นสีน้ำตาลอมเทา
  • เม็ดผลมีเปลือกแข็ง มีเมล็ดเดียวลักษณะคล้ายกับรูปไต หรือคล้ายคลึงกับนวมของนักมวย มีสีเป็นสีน้ำตาลปนเทา ข้างในผลมีเมล็ดคล้ายรูปไต

สรรพคุณของมะม่วงหิมพานต์

1. แพทย์ในประเทศอินเดียใช้เมล็ดเลี้ยงเด็กทารกที่อายุเกิน 6 ขวบ เพื่อช่วยทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้รวดเร็วและแข็งแรง
2. เม็ดอุดมไปด้วยธาตุทองแดง จึงมีฤทธิ์ช่วยบำรุงเส้นผมและผิวหนังได้เป็นอย่างดี
3. เม็ด ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดได้
4. การวิจัยในประเทศบราซิลและอินเดียพบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นและสารสกัดจากส่วนเหนือดินของต้นนั้น สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
5. เมล็ดนั้นมีกรดไลโนเลอิก (Linoleic acid) ซึ่งมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ป้องกันโรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับทรวงอกได้
6. แมกนีเซียมในเม็ด ช่วยลดความดันโลหิตได้
7. เม็ด มีฤทธิ์ป้องกันโรคมะเร็ง และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
8. เม็ด มีธาตุแมกนีเซียมในปริมาณที่สูง จึงสามารถป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ ช่วยบำรุงสุขภาพเหงือก สุขภาพฟัน และกระดูกให้แข็งแรงได้
9. การรับประทานเม็ด เป็นประจำนั้นจะช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมได้
10. เมล็ดมีกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่มาก จึงมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคไขมันตับ และแถมยังไม่ให้มีการสะสมในร่างกายมากจนเกินไป จึงไม่ทำให้อ้วน
11. เม็ด มีแมกนีเซียมที่สูง ซึ่งแร่ธาตุชนิดนี้จะช่วยในเรื่องการทำงานของหัวใจ และมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงาน แถมยังช่วยป้องกันอาการหมดเรี่ยวแรงได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
12. ช่วยรักษาโรคฟันผุ บรรเทาอาการเสียวฟันหรือปวดฟันได้ เนื่องจากเม็ดมีกรดอนาร์ดิกที่มีคุณสมบัติในการช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของโรคฟันผุได้ แต่อย่างไรก็ดี การแปรงฟันก็เป็นวิธีที่ดีที่สุด เนื่องจากกรดชนิดนี้จะออกฤทธิ์เพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น (ชาร์ลส์ เวเบอร์ นักวิทยาศาสตร์จากนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา)
13. กรดอนาร์ดิกในเม็ดสามารถนำไปประยุกต์ใช้รักษาโรคอื่น ๆ ได้ เช่น วัณโรค โรคเรื้อน กำจัดเชื้อโรคที่พบในสิว เป็นต้น (ชาร์ลส์ เวเบอร์ นักวิทยาศาสตร์จากนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา)
14. ใช้ช่วยแก้อาการเลือดออกตามไรฟัน (ยางจากต้น)
15. สามารถช่วยแก้อาการปวดฟัน และใช้กลั้วคอล้างปากได้ (เปลือกต้น)
16. ใบสดถ้านำมาเผาไฟแล้วสูดดมควันเข้าไปจะช่วยรักษาและบรรเทาอาการไอ อาการเจ็บคอได้ (ใบสด)
17. ชาวโบลีเวียเชื่อกันว่าน้ำจากผลสามารถช่วยกระตุ้นสมองทำให้มีความทรงจำที่ดีขึ้น (ผล)
18. มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากโรคประสาทพิการ และช่วยแก้โรคปวดตามข้อได้อีกด้วย (ผล)
19. ช่วยในการลดไข้ (ผล, ใบ)
20. สามารถแก้อาเจียน และรักษาแผลในช่องปากได้ (น้ำจากผล)
21. รากมีสรรพคุณช่วยแก้อาการท้องร่วงและเป็นยาฝาดสมาน (ราก)
22. ใช้ช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง (ยอด, ใบ)
23. ในประเทศบราซิลนิยมนำผลมาทำเป็นไวน์ เพราะมีความเชื่อว่ามันสามารถช่วยรักษาโรคบิดเรื้อรังได้ (ผล)
24. มีฤทธิ์ช่วยในการขับเหงื่อ (น้ำจากผล)
25. เมล็ดสามารถนำมาคั่วโรยเกลือรับประทานเป็นยาแก้อาการบวมน้ำได้ (เมล็ดคั่ว)
26. การรับประทานเม็ด ช่วยในการย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี (เมล็ด)
27. ใบยอดอ่อนมีสรรพคุณช่วยในการสมานแผลในลำไส้ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และบรรเทาอาการของโรคท้องร่วงได้ (ใบ)
28. น้ำคั้นจากผลสามารถใช้ดื่มเป็นยาขับปัสสาวะได้ (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม) (น้ำคั้นจากผล, เมล็ดคั่ว)
29. เปลือกต้นนำมาใช้รักษาโรคผิวหนังพุพอง และกามโรคเข้าข้อได้ (เปลือกต้น)
30. เปลือกต้นใช้เป็นยาแก้ปวดเนื่องจากรำมะนาด (เปลือกต้น)
31. สามารถใช้เป็นยารักษาหูด โดยการใช้ยางจากผลสดที่ยังไม่สุก 1 ผล เด็ดออกมาใหม่ ๆ แล้วใช้ยางทาตรงบริเวณที่เป็นหูด ใช้ทาเป็นประจำจนกว่าจะหาย (ยางจากผลสด, ยางจากต้น)
32. มีฤทธิ์ในการช่วยทำลายตาปลา ช่วยกัดทำลายเนื้อด้านที่เป็นปุ่มโตหรือโรคเท้าแตกได้ โดยการใช้ยางจากต้นสด ๆ ทาบริเวณที่เป็นตาปลาหรือเนื้อด้านบ่อย ๆ จนกว่าจะหาย (ยางจากต้น)
33. เมล็ดนั้นใช้ผสมเป็นยารับประทาน ช่วยแก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน โรคเรื้อน ทำให้หนังชา (เมล็ด, น้ำมันจากเมล็ด)
34. การรับประทานเม็ดช่วยป้องกัน และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนิ่วได้ (เมล็ด)
35. มีฤทธิ์ในการช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงได้ (ใบ)
36. สามารถช่วยต้านกามโรคได้ (น้ำจากผล)
37. น้ำมันสกัดจากเมล็ดมีสรรพคุณใช้เป็นพิษต้านเชื้อจุลินทรีย์ได้ โดยเฉพาะเชื้อหนองชนิด Staphylococus (การสูดดมน้ำมันชนิดนี้อาจทำให้เกิดการระคายเคือง เนื่องจากมีพิษรุนแรง และควรระมัดระวังเมื่อต้องใช้กับเด็ก)
38. สามารถช่วยรักษาแผลไฟไหม้ และน้ำร้อนลวกได้ โดยการนำใบแก่มาบดใส่บริเวณที่เป็นแผล (ใบแก่)

ประโยชน์ของมะม่วงหิมพานต์

1. เม็ด มีฤทธิ์ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้ดีเลยทีเดียว
2. ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี
3. เม็ดสามารถรักษารูปร่างให้สมส่วนได้ เพราะมีเส้นใยอาหารที่สูง จึงช่วยลดการดูดซึมไขมันได้ดี
4. ผล มีเนื้อที่นิ่ม ฉ่ำน้ำ รสเปรี้ยว สามารถนำมารับประทานเป็นผลไม้สดได้ ทั้งผลดิบและผลสุก
5. ผลห่าม ทางภาคใต้ของไทยนิยมนำมาใช้ทำแกงส้มหรือใช้ยำ
6. ผลดิบ ใช้รับประทานร่วมกับเกลือเป็นของทานเล่นได้
7. ช่วยทำให้ท้องอิ่มนานขึ้นและรับประทานอาหารได้ ในปริมาณที่น้อยลงอีกด้วย (แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม)
8. เป็นผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคเกาต์สามารถรับประทานได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะเนื่องจากว่าเป็นผลไม้ที่มีสารพิวรีนน้อยหรือไม่มีเลยนั่นเอง
9. เมล็ด นิยมนำมารับประทานเป็นอาหารว่าง และยังเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกของประเทศอินเดีย เวียดนาม และบราซิลอีกด้วย (90% ของการส่งออกทั่วโลกมาจากสามประเทศนี้)
10. ผลสุกสามารถนำไปหมักทำเป็นไวน์ ทำเป็นน้ำส้มสายชู หรือเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ ได้
11. เมล็ดสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย ยกตัวอย่างเมนูเม็ดมะม่วงหิมพานต์ก็เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ แหนมผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เต้าหู้ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ขนมจีนผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น
12. ยางจากเปลือกของเมล็ด ควาญช้างในประเทศอินเดียมักจะนำมาใช้เพื่อคุมช้างให้เชื่อง
13. ยางจากลำต้นนั้น สามารถนำมาทาบ้านกันปลวกได้
14. เปลือกต้นหรือเปลือกเมล็ด นั้นมีประโยชน์ที่หลากหลายอย่างในด้านของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น สามารถนำไปทำเป็นผ้าเบรค และแผ่นคลัชได้ ซึ่งมีคุณสมบัติทนความร้อนที่เกิดจากแรงเสียดสีได้สูง หรือสามารถนำมาใช้ทำฉนวนป้องกันไฟฟ้าแมกนิเตอร์เมเตอร์ นำมาใช้ทำน้ำประสานในการบัดกรีโลหะ น้ำมันชักเงาสำหรับใช้ในเครื่องบิน สามารถใช้ผสมทำน้ำหมึก ทำหมึกประทับตราผ้า ทำเป็นลูกกลิ้งยางพิมพ์ดีด นำมาทำกาว ใช้ย้อมอวนให้ทนทาน ทำเป็นผลิตภัณฑ์ปูพื้น ใช้ในการผสมปูนซีเมนต์ทำให้เหนียวขึ้นได้ ใช้กำจัดตัวอ่อนของยุงด้วยการนำไปผสมกับพาราฟินเหลว ผลิตภัณฑ์ทาไม้ป้องกันปลวก ยาฆ่าแมลงและปลวก เป็นต้น
15. ใบอ่อน และยอดอ่อนนั้น สามารถนำมาใช้รับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรือแกงเผ็ด ลาบ ก้อย ขนมจีนน้ำยาได้
16. ใบแก่นั้นสามารถนำมาขยี้และใช้สีฟันได้
17. ไม้จากลำต้นเป็นไม้ที่เนื้ออ่อนและมีขนาดเล็ก จึงเหมาะที่จะนำไปใช้ทำลังไม้ หรือหีบใส่ของ ใช้ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ ใช้ในการต่อเรือ ใช้ทำเรือเอก แอกเทียม วัวเทียมควายเทียม คุมล้อเกวียน และยังสามารถนำไปทำเป็นฟืนและถ่านได้อีกด้วย
18. เยื่อหุ้มเมล็ดถ้ามีในปริมาณที่มาก อาจใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแทนนิน ที่ใช้กันในอุตสาหกรรมฟอกหนังได้
19. ประโยชน์ของเปลือกเมล็ดที่สกัดเป็นน้ำมันแล้วนั้น ในด้านทางการแพทย์สามารถใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเหน็บชา วัณโรค โรคเท้าช้าง โรคเลือดคั่ง โรคเรื้อน โรคผิวหนัง หูด ตาปลา และส้นเท้าแตกได้
20. ผลนั้นสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น แยม ผลไม้กวน เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ ไวน์ และน้ำส้มสายชู เป็นต้น
21. เปลือกเมล็ด สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านความงามได้ เช่น ใช้ลอกหน้าที่เกิดจากการตกกระ (แต่อาจจะส่งผลเสียได้) เป็นต้น
22. ผล มีกลิ่นต่าง ๆ ถึง 20 กลิ่น เพราะเหตุนี้จึงสามารถนำมาสกัดทำเป็นหัวน้ำหอมได้
23. ผลนอกจากจะใช้รับประทานเป็นผลไม้ได้แล้ว ยังสามารถนำมาทำเป็นอาหารสัตว์ของโค และกระบือ ได้อีกด้วย
24. เมล็ดนั้นสามารถนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เช่น อบเกลือ คั่ว อบเนย อบน้ำผึ้ง เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการของเม็ดดิบ ต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 553 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
คาร์โบไฮเดรต 30.19 กรัม
แป้ง 23.49 กรัม
น้ำตาล 5.91 กรัม
เส้นใย 3.3 กรัม
ไขมัน 43.85 กรัม
กรดไขมันอิ่มตัว 7.78 กรัม
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 23.8 กรัม
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 7.85 กรัม
โปรตีน 18.22 กรัม
น้ำ 5.2 กรัม
วิตามินบี 1 0.42 มิลลิกรัม 37%
วิตามินบี 2 0.6 มิลลิกรัม 5%
วิตามินบี 3 1.06 มิลลิกรัม 7%
วิตามินบี 5 0.86 มิลลิกรัม 17%
วิตามินบี 6 0.42 มิลลิกรัม 32%
วิตามินบี 9 25 ไมโครกรัม 6%
วิตามินซี 0.5 มิลลิกรัม 1%
วิตามินอี 0.9 มิลลิกรัม 6%
แคลเซียม 37 มิลลิกรัม 4%
ธาตุเหล็ก 6.68 มิลลิกรัม 51%
แมกนีเซียม 292 มิลลิกรัม 82%
แมงกานีส 1.655 มิลลิกรัม 79%
ฟอสฟอรัส 593 มิลลิกรัม 85%
โพแทสเซียม 660 มิลลิกรัม 14%
โซเดียม 12 มิลลิกรัม 1%
สังกะสี 5.78 มิลลิกรัม 61%
ทองแดง 2.195 มิลลิกรัม
ซีลีเนียม 19.9 มิลลิกรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

คำแนะนำในการรับประทาน

1. เม็ดมีน้ำมันมากและให้พลังงานที่สูง ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือครั้งหนึ่งไม่ควรรับประทานเกิน 10 เม็ด (แต่ถ้าอยากรู้ว่าพลังงานเยอะแค่ไหน ให้ลองใช้ไฟจุดดู จะเห็นไฟลุกเป็นเปลว และถ้ายิ่งนำไปอบหรือทอดเนยก็จะมีพลังงานที่มากขึ้นไปอีก)
2. ใช่ว่าจะมีแต่ถั่วลิสงที่มีสารอะฟลาทอกซินอย่างเดียว ในเมล็ดอาจจะมีปนเปื้อนด้วยเช่นกัน ดังนั้นควรจะเลือกบริโภคเมล็ดที่สะอาด ปิดมิดชิด และไม่ได้ถูกเก็บไว้นานจนเกินไป มีเลขทะเบียน อย. ที่ถูกต้อง หรือผ่านการผลิตด้วยระบบ GMP/HACCP
3. สำหรับบางรายที่รับประทานเม็ดแล้วมีอาการแพ้เกิดขึ้น โดยมีอาการ ดังนี้ เกิดอาการบวมที่ใบหน้า และลำคอ มีผดผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง หายใจลำบาก คลื่นไส้อาเจียนหรือท้องเสีย ถ้ามีอาการดังกล่าวที่ว่ามาข้างต้นควรที่จะหลีกเลี่ยงการรับประทาน

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
เว็บไซต์สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, รศ.พญ.ปรียานุช แย้มวงษ์ (มหาวิทยาลัยมหิดล), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), เว็บไซต์คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, www.cashewthai.com

อ้างอิงรูปจาก
1. https://tirolplantas.com/product/caju-130m-a-160m-pote/
2. https://picclick.fr/

มะยมต้นไม้ชื่อมงคล สารพัดประโยชน์ที่น่าสนใจ

0
มะยมต้นไม้ชื่อมงคล สารพัดประโยชน์ที่น่าสนใจ ผลไม้รสเปรี้ยว อ่อนผลจะเป็นสีเขียว ผลแก่แล้วจะเป็นสีเหลืองหรือขาวแกมเหลือง เนื้อมีความฉ่ำน้ำ
มะยม
ผลไม้รสเปรี้ยว อ่อนผลจะเป็นสีเขียว ผลแก่แล้วจะเป็นสีเหลืองหรือขาวแกมเหลือง เนื้อมีความฉ่ำน้ำ

มะยม

มะยม (Star gooseberry) เป็นผลไม้รสเปรี้ยวเมื่อผลเริ่มแก่สามารถนำมารับประทานได้ทั้งแบบดิบหรือจะนำมาแปรรูป เช่น เชื่อม ดอง แช่อิ่ม ออกผลในช่วงฤดูฝน นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพรพื้นบ้านทั้ง เปลือก ราก ผล และดอก ประกอบด้วยสารอาหารสำคัญ เช่น วิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม และแร่ธาตุอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งผลไม้ชนิดนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Phyllanthus acidus (L.) Skeels จัดอยู่ในวงศ์มะขามป้อม (PHYLLANTHACEAE) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หมากยม หมักยม (ภาคอีสาน), ยม (ภาคใต้) เป็นต้น

ลักษณะของมะยม

  • ต้น ไม้ยืนต้นที่มีขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง เปลือกของลำต้นมีลักษณะขรุขระ มีสีเป็นสีเทาปนน้ำตาล
  • ใบเป็นใบประกอบ มีใบย่อยออกเรียงสลับกันเป็น 2 แถว
  • ดอก ต้นตัวผู้จะออกดอกเต็มต้นแต่ไม่ติดลูก ส่วนต้นมะยมตัวเมียนั้นจะมีดอกที่น้อยกว่า ในทางการแพทย์นั้นจะนิยมใช้มะยมตัวผู้เป็นหลักทั้งในส่วนของใบและราก เพราะมีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูงกว่ามะยมตัวเมีย
  • ผล เมื่ออ่อนผลจะเป็นสีเขียว แต่เมื่อผลแก่แล้วจะเป็นสีเหลืองหรือขาวแกมเหลือง เนื้อมีความฉ่ำน้ำเป็นอย่างมาก ในผลมีเมล็ดกลม ๆ 1 เมล็ด เป็นสีน้ำตาล ในส่วนของรสชาตินั้นจะมีรสหวานอมฝาด

ข้อควรระวัง : น้ำยางจากเปลือกของรากมะยมนั้นจะมีพิษเล็กน้อย หากรับประทานเข้าไปอาจมีอาการปวดท้อง ปวดศีรษะ และมีอาการง่วงซึมได้ ควรระวังน้ำยางจากเปลือกรากให้ดี

สำหรับความเชื่อในตำราพรหมชาติฉบับหลวง ระบุเอาไว้ว่า ถ้าปลูกในทางทิศตะวันตกจะช่วยป้องกันสิ่งไม่ดีไม่ให้มากล้ำกรายได้ และเชื่อกันว่าเป็นต้นไม้มงคลนาม ซึ่งคล้ายกับคำว่า “นิยม” ซึ่งเชื่อว่าผู้ที่ปลูกจะมีเมตตามหานิยม

ประโยชน์ของมะยม

1. ผลมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่ จึงช่วยในการชะลอวัยและความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้
2. ผลมีฤทธิ์ช่วยในการดับร้อนและปรับสมดุลในร่างกายได้
3. สามารถใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ด้วยการใช้ผลแก่นำมาดองในน้ำเชื่อมเป็นเวลา 3 วัน (การผสม : น้ำ 1 ส่วน ต่อ น้ำตาล 3 ส่วน) จากนั้นก็นำมารับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ
4. มีฤทธิ์ช่วยในการแก้ไข้ (ราก)
5. ช่วยต้านหวัดได้ เพราะมีวิตามินซีสูง
6. ผลมีฤทธิ์กัดเสมหะ และดับพิษเสมหะได้ ด้วยการรับประทานผลแบบสุกหรือแบบดิบก็ได้เช่นเดียวกัน
7. ช่วยในการบำรุงโลหิต โดยการใช้ผลแก่นำมาดองในน้ำเชื่อมจนครบ 3 วัน (น้ำ 1 ส่วน / น้ำตาล 3 ส่วน) แล้วนำมารับประทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ
8. ดอกสดนำมาต้มกรองเอาแต่น้ำสามารถใช้แก้โรคตา ชำระล้างดวงตาได้ (เป็นสูตรในสมัยโบราณ ในปัจจุบันไม่ขอแนะนำให้ทำ)
9. มีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ทับระดู ระดูทับไข้ ด้วยการใช้เปลือกต้นนำเอามาต้มกับน้ำดื่ม (เปลือกของลำต้น)
10. ผลสามารถใช้เป็นยาระบายได้
11. สามารถใช้แก้น้ำเหลืองเสียให้แห้งได้ (ราก)
12. สามารถใช้ช่วยรักษาเม็ดผดผื่นคันหรือแก้โรคประดง (โรคผื่นคันตามผิวหนัง) ด้วยการใช้รากประมาณ 1 กิโลกรัมนำมาต้มกับน้ำ 10 ลิตร ต้มให้เดือดประมาณ 10 นาที แล้วทิ้งไว้ให้อุ่นจากนั้นก็นำมาอาบ และควรทำควบคู่ไปกับการใช้รากที่ฝนกับน้ำซาวข้าวทาบริเวณที่เป็นผดผื่นคัน (ราก)
13. นิยมนำมารับประทานเป็นผลไม้สด และได้มีการนำมาประกอบอาหาร เช่น ใช้ทำส้มตำ ส่วนของยอดอ่อนก็นำมาใช้รับประทานเป็นผักสดทานกับน้ำพริก ลาบ ขนมจีน ส้มตำ
14. ใช้ช่วยรักษาโรคผิวหนังได้ (ราก)
15. ช่วยแก้อาการปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ โรคไขข้ออักเสบ ด้วยการนำผลมาตำรวมกับพริกไทยแล้วพอกบริเวณที่ปวด
16. สามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย เช่น แช่อิ่ม ดอง เชื่อม น้ำผลไม้ แยม กวน หรือจะนำมาใช้ทำเป็นน้ำส้มสายชูก็ได้เช่นกัน

สรรพคุณของมะยม

1. ใบ สามารถแก้เบาหวานได้ ด้วยการใช้ใบสดและรากใบเตยพอประมาณนำมาใส่หม้อ เติมน้ำแล้วต้มเอาน้ำมาดื่ม ซึ่งจะช่วยในการไปกระตุ้นตับอ่อนให้แข็งแรง และสามารถผลิตน้ำตาลในภาวะที่สมดุลโดยไม่ต้องพึ่งอินซูลินจากภายนอกได้อีกด้วย
2. มีฤทธิ์ในการช่วยลดความดันโลหิต ด้วยการใช้ใบแก่พร้อมก้านประมาณ 1 กำมือ นำมาใส่ในหม้อเติมน้ำให้พอท่วม จากนั้นใส่น้ำตาลเล็กน้อยเพื่อดับรสเฝื่อน แล้วต้มให้เดือดประมาณ 5 นาที จากนั้นนำมาดื่มจนความดันเป็นปกติแล้วจึงหยุดรับประทาน (ส่วนท่านใดที่รักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันอยู่แล้วไม่ควรหยุดยาที่แพทย์ให้รับประทาน)
3. ใบมีส่วนช่วยบำรุงประสาท
4. ใบ ช่วยรักษาโรคอีสุกอีใสได้ โดยการนำใบมาต้มกับน้ำแล้วนำมาอาบ
5. ใบสามารถนำมาใช้ต้มน้ำอาบแก้พิษคันได้
6. สามารถนำมาใช้ปรุงเป็นส่วนประกอบของยาเขียวได้
7. นำมาทำเป็นอาหารได้
8. ใบ มีสรรพคุณทางยา ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ ด้วยการใช้ใบแก่รวมก้าน 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ เติมน้ำตาลกรวดพอประมาณไม่ให้หวานมาก ต้มจนเดือด ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น
9. มีฤทธิ์แก้ไข้เหือด ไข้หัด โดยการนำใบมาต้มกับน้ำแล้วนำมาอาบ
10. ใบสามารถช่วยแก้สำแดงได้
11. ใช้ช่วยทำให้ผู้ที่มีอาการติดเหล้า สามารถเลิกเหล้าได้โดยเด็ดขาด ด้วยการใช้รากมะยมตัวผู้ นำมาสับเป็นชิ้นบาง ๆ จำนวน 10 ชิ้น ชิ้นละ 2 ข้อมือ จากนั้นก็นำไปย่างไฟก่อน แล้วเอามาตากแดด 3 แดด แล้วจึงนำไปดองในเหล้าขาวพอท่วมยาประมาณ 5 วัน แล้วนำมาดื่ม ยิ่งช่วงกำลังเมาจะยิ่งออกฤทธิ์ได้ดี เมื่อดื่มไปได้ไม่ถึงครึ่งแก้ว จะคลุ้มคลั่งและอาเจียนออกมา ซึ่งช่วงนี้ให้ระวังเอาไว้ให้มาก เพราะอาจจะดิ้นคลุ้มคลั่งมีอาการประสาทหลอนกันเป็นพักใหญ่ ต้องหาคนมาช่วยกันจับไว้ ถ้าหมดช่วงนี้ไปได้แล้วละก็จะเป็นปกติ และไม่อยากดื่มเหล้าอีกเลย (อ้างอิง : คุณจำรัส เซ็นนิล, คุณสมจิต คำน้อย )

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, หนังสือผลไม้ 111 ชนิด คุณค่าอาหารและการกิน (นิดดา หงส์วิวัฒน์, ทวีทอง หงส์วิวัฒน์), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.floraofbangladesh.com/

มะพลับ ไม้มงคลนิยมปลูกไว้ในบ้านเพื่อเรียกทรัพย์

0
มะพลับ
มะพลับ กับสรรพคุณและประโยชน์รู้ไว้ติดตัว ดอกเดี่ยวสีเหลือง ผลมีกลีบเลี้ยงที่มีขนสีน้ำตาล ผลสุกหรือผลแก่สีส้มเหลืองค่อนข้างจะนุ่ม
มะพลับ
ดอกเดี่ยวสีเหลือง ผลมีกลีบเลี้ยงที่มีขนสีน้ำตาล ผลสุกหรือผลแก่สีส้มเหลืองค่อนข้างจะนุ่ม

มะพลับ

มะพลับ เป็นต้นไม้มีถิ่นกำเนิดมาจากในป่าดงดิบของประเทศไทย พบขึ้นในป่าที่ลุ่มต่ำบริเวณกันชนระหว่างป่าบกและป่าชายเลน ชายป่าพรุ บริเวณชายคลอง ป่าดิบใกล้แหล่งน้ำ ป่าละเมาะริมทะเล และตามเรือกสวนทั่วไป ที่ระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 2-30 เมตร ในประเทศไทยสามารถพบได้ทางภาคใต้ ส่วนในต่างประเทศจะพบได้ในมาเลเซีย ชื่อสามัญ Bo tree, Sacred fig tree, Pipal tree, Peepul tree ชื่อวิทยาศาสตร์ Diospyros malabarica var. siamensis (Hochr.) Phengklai (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Diospyros siamensis Hochr.) จัดอยู่ในวงศ์ (EBENACEAE) นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขะนิง ถะยิง (นครราชสีมา), มะเขื่อเถื่อน (สกลนคร), ตะโกสวน ปลาบ (เพชรบุรี), ตะโกไทย (ภาคกลาง), ตะโกสวน พลับ มะพลับใหญ่ (ทั่วไปเรียก), มะสุลัวะ (ลำปาง-กะเหรี่ยง) เป็นต้น

ลักษณะของมะพลับ

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีความเปลาตรง มีความสูงได้ประมาณ 8-15 เมตร ทรงพุ่มกลมและทึบ เปลือกต้นเรียบ หรือบางทีแตกเป็นร่องเล็ก ๆ ตามยาว มีสีเทาปนดำ ส่วนเนื้อไม้เป็นสีขาว สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยที่มีน้ำและความชื้นระดับกลาง และชอบแสงแดดจัด เป็นไม้ป่าดงดิบ
  • ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน ใบมีลักษณะเป็นรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปหอกกลับ ปลายใบแหลมทู่ โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีความกว้างประมาณ 2.5-8 เซนติเมตรและความยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้างหนา หลังใบเรียบและมัน ส่วนท้องใบเรียบและมีสีที่อ่อนกว่า มีขนขึ้นอยู่ประปรายตามเส้นกลางใบด้านล่าง โดยมีเส้นใบอยู่ประมาณ 6-12 คู่ แต่ละเส้นมีความคดงอไปมา ส่วนก้านใบมีความยาวอยู่ประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และมีขนขึ้นอยู่ประปราย[1],[5]
  • ดอก เป็นดอกแบบแยกเพศและอยู่กันคนละต้น ดอกเพศผู้จะออกดอกแบบเป็นช่อสั้น ๆ และจะออกตามซอกใบ ก้านดอกมีความยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร และมีขนขึ้นอย่างหนาแน่น กลีบดอกมี 4-5 กลีบ มีความยาวประมาณ 7-15 มิลลิเมตร ส่วนดอกเพศเมียจะออกดอกเดี่ยว สีเหลือง ก้านดอกมีความยาวประมาณ 5-10 มิลลิเมตร และมีขน ส่วนที่โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกแบบตื้น ๆ และจะออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน[1],[3],[5]
  • ผล มีลักษณะเป็นรูปทรงกลม ที่โคนและปลายผลยุบเป็นรอยลึกลงไป มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ที่ขั้วของผลมีกลีบเลี้ยงที่มีขนสีน้ำตาลแผ่กว้างแนบอยู่กับส่วนล่างของผล ขอบกลีบเป็นรูปคลื่น กลีบไม่พับ ผลเมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มเหลือง ผลสุกหรือผลแก่ค่อนข้างจะนุ่ม ผิวของผลมีเกล็ดและเป็นสีน้ำตาลแดง เกล็ดเหล่านี้จะหลุดได้ง่ายมาก เมล็ดมี 8 เมล็ด เป็นสีน้ำตาลดำทรงรีแป้น มีความกว้างประมาณ 1 เซนติเมตรและความยาวประมาณ 2 เซนติเมตร โดยจะออกผลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม[1],[2],[3],[5]

สรรพคุณของมะพลับ

1. เปลือกต้น มีรสฝาด สามารถใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงธาตุ (เปลือกต้น, เนื้อไม้)[1],[2]
1.1 ใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มช่วยทำให้เจริญอาหาร (เปลือกต้น, เนื้อไม้)[1],[2]
1.2 ช่วยขับผายลม (เปลือกต้น, เนื้อไม้)[1],[2]
1.3 เปลือกต้น สามารถใช้เป็นยาทาสมานบาดแผลและช่วยห้ามเลือด (เปลือกต้น, เนื้อไม้)[1],[2]
1.4 เปลือกต้น เมื่อนำมาย่างให้กรอบชงกับน้ำดื่ม จะเป็นยาแก้กามตายด้าน แก้ความกำหนัด บำรุงความกำหนัด (เปลือกต้น, เนื้อไม้)[1],[2]
1.5 เปลือกต้น สามารถนำมาใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้บิด แก้ท้องร่วง (เปลือกต้น, เนื้อไม้)[1],[2]
2. เปลือกต้น มีสรรพคุณเป็นยาลดไข้ (เปลือกต้น)[6]
3. เปลือกและผลอ่อน สามารถใช้เป็นยาแก้ไข้มาลาเรีย (เปลือกและผลอ่อน)[6]
4. เปลือกและผลแก่ มีรสฝาดหวาน สามารถใช้เป็นยารักษาแผลในปาก แก้คออักเสบ ด้วยการใช้เปลือกและผลแก่นำมาต้มเป็นยาอม กลั้วคอ (เปลือกและผลแก่)[6]
5. เปลือกและผลอ่อน สามารถนำมาต้มกับน้ำ ใช้เป็นยาแก้บิด แก้ท้องร่วง (เปลือกและผลอ่อน, ผลดิบ, เมล็ด)[6]
6. ผลดิบ สามารถใช้เป็นยาห้ามเลือดได้ หรือใช้เปลือกและผลอ่อนนำมาต้มเอาน้ำใช้ชะล้างบริเวณบาดแผล สมานแผล (เปลือกและผลอ่อน, เปลือกต้น, ผลดิบ)[6]

ประโยชน์ของมะพลับ

1. ผลแก่ สามารถใช้รับประทานได้[2]
2. เปลือกต้น ให้น้ำฝาดที่นำมาใช้สำหรับการฟอกหนัง[2]
3. เนื้อไม้นำมาใช้ทำเครื่องมือทางการเกษตร เครื่องกลึง และใช้ในงานแกะสลักได้[2]
4. ยางของลูกจะมีสีน้ำตาล นำมาละลายกับน้ำใช้ย้อมผ้า แห และอวนเพื่อให้มีความทนทานเช่นเดียวกับตะโก แต่ยางจากลูกจะมีคุณภาพที่ดีกว่า และมีราคาดีกว่าลูกตะโกมาก จึงมีพ่อค้าหัวใสนำยางของลูกตะโกมาปลอมขาย จึงเกิดคำพังเพยที่ว่า “ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก”[2]
4. ปลูกเพื่อใช้งานด้านภูมิทัศน์นั้น สามารถปลูกได้ตามริมน้ำ เพื่อให้ร่มเงาได้ดี เพราะเป็นไม้ที่ไม่มีการผลัดใบ[3]
5. เป็นไม้ที่ควรปลูกไว้ทางทิศใต้ แต่ยังยืนยันไม่ได้แน่ชัด แต่คาดว่าคงเป็นเพราะต้นเป็นไม้ยืนต้นที่มีอายุยืน ทนทานต่อความแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี หากนำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้าน เชื่อว่าจะทำให้มีความอดทนต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนดังต้นมะพลับ[6]
6. ในด้านของความเชื่อ คนไทยเชื่อว่าเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ด้วยเชื่อว่าการปลูกไว้ในบริเวณบ้านจะทำให้ร่ำรวยยิ่งขึ้น โดยให้ปลูกไว้ในทางทิศใต้[2]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. “ม ะ พ ลั บ (Ma Phlap)”. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). หน้า 228.
2. สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก. “ม ะ พ ลั บ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: webhost.cpd.go.th/plkcoop/download/b006.pdf. [17 พ.ค. 2014].
3. สำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร. “ม ะ พ ลั บ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: minpininteraction.com. [17 พ.ค. 2014].
4. ศูนย์การเรียนคณิตศาสตร์ Online . “ต้นไม้ประจำจังหวัดอ่างทอง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: 203.172.205.25/ftp/intranet/mc41/. [17 พ.ค. 2014].
5. สถาบันการแพทย์แผนไทย. “ม ะ พ ลั บ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: ittm-old.dtam.moph.go.th. [17 พ.ค. 2014].
6. สถาบันการแพทย์แผนไทย. “ตะโกสวน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: ittm-old.dtam.moph.go.th. [22 ธ.ค. 2014].

มะฝ่อ พืชพรรณพื้นเมืองบังคลาเทศใช้แก้พิษคัน

0
พืชพรรณพื้นเมืองบังคลาเทศใช้แก้พิษคัน พบได้บริเวณริมแม่น้ำในป่าดิบ ดอกสีครีมอมเขียวขนาดเล็ก ผลสดค่อนข้างแข็ง มีขน และฉ่ำน้ำ
มะฝ่อ
พืชพรรณพื้นเมืองบังคลาเทศใช้แก้พิษคัน พบได้บริเวณริมแม่น้ำในป่าดิบ ดอกสีครีมอมเขียวขนาดเล็ก ผลสดค่อนข้างแข็ง มีขน และฉ่ำน้ำ

มะฝ่อ

มะฝ่อ เป็นพืชพรรณพื้นเมืองของบังคลาเทศรวมถึงในอินเดีย ซึ่งพบได้บริเวณริมแม่น้ำในป่าดิบและกึ่งป่าดิบชื้นการแพร่กระจายไปยังทั่วโลกอินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ อินโดจีน เทือกเขาหิมาลัย มาเลเซีย เมียนมาร์ อยู่วงศ์ยางพารา EUPHORBIACEAE ชื่อสามัญอท่นๆ Gutel, Fals white teak และชื่อวิทยาศาสตร์ Trewia nudiflora L. ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มะปอบ (ภาคเหนือ), ม่อแน่ะ เส่โทคลึ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หม่าที (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) เป็นต้น

ลักษณะของมะฝ่อ

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบช่วงสั้นๆ มีความสูงได้อยู่ประมาณ 20-30 เมตร กิ่งก้านใหญ่และแผ่ออกกว้าง ตรงโคนต้นมีพูพอนเล็กๆ อยู่ เปลือกต้นมีสีน้ำตาลอมเทา กิ่งก้านตัดขวางคล้ายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ตามกิ่งอ่อน ท้องใบ และช่อมีขนคล้ายรูปดาว สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีการกระจายพันธุ์ในอินเดียถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบขึ้นในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบ ป่าชุ่มชื้นหรือริมห้วย ที่ระดับความสูงประมาณ 50-600 เมตร[1],[2],[3]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน เป็นคู่ๆ มีลักษณะเป็นรูปไข่กว้างๆ รูปไข่แกมรี รูปหัวใจ หรือรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ปลายใบมีความเรียวแหลม ตรงโคนใบจะมีความมนแหลมหรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบเรียบคล้ายกับใบโพธิ์ ใบมีความกว้างประมาณ 8-13 เซนติเมตร และความยาวประมาณ 10-22 เซนติเมตร ตรงผิวใบด้านบนจะไม่มีขน แต่ที่เส้นใบจะมีขน และส่วนด้านล่างมีขนขึ้นปกคลุม เส้นใบแตกออกจากฐานใบเป็น 3 เส้น ใบอ่อนมีขนคล้ายรูปดาว ใบแก่บางเป็นสีเขียวออกเหลือง[1],[2]
  • ดอก จะออกดอกอยู่ตามซอกใบ ดอกย่อยมีจำนวนค่อนข้างมาก จะเป็นแบบแยกเพศและอยู่คนละต้นกัน ดอกเป็นสีครีมอมเขียว ขนาดค่อนข้างเล็ก และไม่มีกลีบดอก ดอกเพศผู้จะออกช่อตามซอกใบ มีเกสรเพศผู้จำนวนค่อนข้างมาก มีความยาวประมาณ 15-22 เซนติเมตร ดอกจะทยอยบานจากโคนไปสู่ปลายช่อ กลีบรองดอกมีอยู่ประมาณ 3-4 กลีบ มีขนาดประมาณ 3.5 มิลลิเมตร ส่วนดอกเพศเมียออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อ ๆ ก้านดอกจะยาว มีกลีบรองดอกประมาณ 3-5 กลีบ หลุดร่วงได้ค่อนข้างง่าย รังไข่จะมีอยู่มี 2-4 ช่อง ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม[1],[2]
  • ผล เป็นผลสด ลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือกลมแป้น ผลค่อนข้างแข็ง มีขน และฉ่ำน้ำ มีขนาดประมาณ 2-4 เซนติเมตร มีเมล็ดเป็นเมล็ดเดี่ยว[1],[2]

สรรพคุณของมะฝ่อ

1. เปลือกต้น น้ำต้มจากเปลือกต้นเป็นยาเย็น มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย (เปลือกต้น)[3]
1.1 สามารถใช้เป็นยาขับเสมหะ แก้ท่อน้ำดีอักเสบ (เปลือกต้น)[3]
1.2 เปลือกต้น สามารถนำมาต้มกับน้ำ ใช้เป็นยาแก้อาการบวมน้ำ (เปลือกต้น)[3]
1.3 นำมาย่างกับไฟ ต้มกับน้ำดื่มต่างน้ำชา เป็นยารักษาอาการปวดบวมทั้งตัว (เปลือกต้น)[1]
2. ราก สามารถนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับลม แก้อาการท้องอืด (ราก)[2],[3]
2.1 น้ำต้มจากรากใช้เป็นยาทาถูนวดแก้อาการปวดตามข้อ (ราก)[3]
3. ตำรายาไทยจะใช้เปลือกต้นและราก เข้ายาแก้พิษต่อผิวหนัง มีอาการคัน (เปลือกต้น, ราก)[1]

ประโยชน์ของมะฝ่อ

1. ผล มีรสหวาน สามารถใช้รับประทานได้[1],[2]
2. เนื้อไม้ สามารถใช้ทำหีบ ลังใส่ของ และใช้ทำก้านไม้ขีด คนสมัยก่อนจะชอบนำมาใช้ทำแอกไถนา เพราะมีน้ำหนักเบา[2],[3]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา.(ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ม ะ ฝ่ อ”. หน้า 216.
2. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “ม ะ ฝ่ อ”. อ้างอิงใน : หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 7, ไม้ต้นในสวน Tree in the Garden. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.qsbg.org. [03 พ.ย. 2014].
3. สวนพฤกษศาสตร์ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “ม ะ ฝ่ อ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dnp.go.th/pattani_botany/. [03 พ.ย. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.floraofbangladesh.com/
2.http://flora-peninsula-indica.ces.iisc.ac.in/

มะปราง ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย

0
มะปราง
มะปราง ผลดิบสีเขียวอ่อนถึงเข้ม ผลสุกสีเหลืองถึงเหลืองอมส้ม เปลือกจะนิ่ม เนื้อด้านในสีเหลืองแดงส้มออกแดง มีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว หรือเปรี้ยวจัด
มะปราง
ผลดิบสีเขียวอ่อนถึงเข้ม ผลสุกสีเหลืองถึงเหลืองอมส้ม เปลือกจะนิ่ม เนื้อด้านในสีเหลืองแดงส้มออกแดง มีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว หรือเปรี้ยวจัด

มะปราง

มะปราง (Plum mango) มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ไทย ลาว พม่า มาเลเซีย ซึ่งจะมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Bouea macrophylla Griff. อยู่ในวงศ์มะม่วง ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น มะผาง ปราง บักปราง ต้นมีลักษณะค่อนข้างแหลมถึงทรงกระบอก จะมีรากแก้วแข็งแรง กิ่งก้านสาขาจะค่อนข้างทึบ ลำต้นสูง 15-30 เมตร

ลักษณะของ

  • ต้น ลักษณะทรงพุ่มค่อนข้างเป็นทรงกระบอก เนื่องจากแตกกิ่งในระดับต่ำ จำนวนกิ่งมาก โดยเฉพาะกิ่งแขนงที่แตกออกจากกิ่งหลัก และกิ่งมีใบติดตลอดจนถึงเรือนยอด ลำต้นมีความสูงในช่วง 15-30 เมตร เนื้อไม้เป็นไม้เนื้อแข็ง ออกสีเหลืองส้มหรือเหลืองแดง เปลือกลำต้นมียาง
  • ใบ คล้ายกับใบมะม่วงแต่เล็กกว่า ใบเรียวยาว สีเขียว ที่ขอบใบจะเรียบ ส่วนที่แผ่นใบจะเหนียว สามารถเห็นเส้นใบได้ชัด ใบอ่อนจะเป็นสีม่วงแดง มีความยาวประมาณ 14 เซนติเมตร กว้างประมาณ 3.5 เซนติเมตร
  • ดอกออกเป็นช่อ ออกดอกที่บริเวณปลายกิ่งแขนง เมื่อดอกบานจะเป็นสีเหลือง เป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ช่อดอกยาว 8-15 เซนติเมตร
  • ผล คล้ายรูปไข่และกลม ที่ปลายจะเรียวแหลม 1 ช่อ จะมีผลประมาณ 1-15 ผล ผลดิบจะเป็นสีเขียวอ่อนถึงเข้ม ผลสุกจะเป็นสีเหลืองถึงเหลืองอมส้ม เปลือกจะนิ่ม เนื้อด้านในจะเป็นสีเหลืองแดงส้มออกแดงจะขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ มีรสชาติหวานหรือหวานอมเปรี้ยว หรือเปรี้ยวจัด ภายในผลจะมีเมล็ด 1 เมล็ดมีลักษณะคล้ายเมล็ดของมะม่วง

พืชตระกูลมะปราง

  • มะยงห่าง ภายนอกจะคล้ายมะยงชิด ที่ต่างกันคือรสชาติ มะยงห่างรสจะเปรี้ยวมากมีรสหวานเล็กน้อย มะยงห่างไม่ค่อยนิยมปลูกเพื่อการค้า
  • มะปรางเปรี้ยว มีรสเปรี้ยวทั้งผลดิบและผลสุก เหมาะกับการนำไปแปรรูปมากกว่าการนำมาทานสด อย่างเช่น ดอง แช่อิ่ม น้ำผลไม้ เป็นต้น
  • กาวาง ภายนอกคล้ายกับมะยงชิดกับมะยงห่าง ที่ต่างคือมีกาวางมีรสเปรี้ยวใกล้เคียงกับมะดัน ที่มาของชื่อกาวาง มีเรื่องเล่าว่า มีนกกาหิวโซบินมาเห็นผลไม้ชนิดนี้สีเหลืองสวย เมื่อลองจิกเพื่อลิ้มรสชาติก็ต้องวางแล้วบินหนีไปทันที เป็นที่มาของชื่อ “กาวาง”
  • มะปรางหวาน ผลดิบกับผลสุกมีรสชาติหวานสนิท ความหวานจะแตกต่างกัน หวานมากหรือหวานน้อย เมื่อทานอาจทำให้ไอระคายคอ คันคอ ถ้ามีรสชาติหวานสนิท
  • มะยงชิด มีรสหวานอมเปรี้ยวหรือหวานและเปรี้ยวอยู่ในผลเดียว ขนาดมีทั้งผลเล็กและผลใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 เซนติเมตร ยาว 5-7 เซนติเมตร มะยงชิดมีรสชาติหวานมากกว่าเปรี้ยว ผลดิบมีรสมัน ผลสุกจะมีรสออกหวาน เนื้อจะค่อนข้างแข็ง เปลือกหนา (ถ้ารสเปรี้ยวมากกว่าหวาน จะเรียกว่า “มะยงห่าง”)

มะยงชิดและมะปรางกันอย่างไร

  • ผลดิบจะมีรสมัน ส่วนมะยงชิดผลดิบจะมีรสเปรี้ยวจัด
  • ผลดิบเป็นสีเขียวออกซีด ส่วนมะยงชิดผลดิบจะเป็นสีเขียวจัดกว่า
  • ผลมีขนาดเล็กกว่ามะยงชิด
  • ผลสุกจะมีรสชาติหวานมาก ส่วนมะยงชิดผลสุกจะมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว
  • ผลสุกจะเป็นสีเหลืองอ่อน ส่วนมะยงชิดจะเป็นสีเหลืองแกมส้ม
  • บางสายพันธุ์เมื่อทานอาจจะทำให้คันหรือระคายคอ ส่วนมะยงชิดเมื่อทานจะไม่มีอาการคันหรือระคายคอ

ประโยชน์ของมะปราง

  • ผลสุกสามารถทานเป็นผลไม้ หรือใช้ทำน้ำผลไม้ ทำแยม นำไปกวน ทานผลดิบกับน้ำปลาหวาน กะปิหวาน หรือนำไปดอง แช่อิ่ม
  • สามารถใช้ใบทำเป็นยาพอกแก้อาการปวดศีรษะได้
  • สามารถแก้น้ำลายเหนียวได้
  • สามารถช่วยฟอกโลหิตได้
  • มีแคลเซียม, ฟอสฟอรัส สามารถช่วยบำรุงกระดูกกับฟันได้
  • สามารถช่วยป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดัน
  • มีวิตามินซีกับเบตาแคโรทีนสูง
  • เหมาะกับคนธาตุดิน หรือผู้ที่เกิดราศีพฤษภ ราศีกันย์ ราศีมังกร ผู้เกิดธาตุนี้มักเสี่ยงโรคความอ้วน ความดัน เบาหวาน โรคทางเดินหายใจ
  • สามารถใช้น้ำจากต้นเป็นยาอมกลั้วคอได้
  • ราก มีสรรพคุณที่เป็นยาแก้อาการไข้กลับและถอนพิษสำแดงได้
  • สามารถแก้เสลดหางวัวได้
  • สามารถป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันได้
  • มีวิตามินสูง สามารถช่วยบำรุงและช่วยรักษาสายตาได้
  • ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายได้

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัมให้พลังงาน 47 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณที่ได้รับ
วิตามินบี 1 0.11 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.5 มิลลิกรัม
วิตามินซี 100 มิลลิกรัม
โปรตีน 0.4 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 11.3 กรัม
เส้นใย 1.5 กรัม
เบตาแคโรทีน 230 ไมโครกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.3 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 9 มิลลิกรัม

ข้อมูลจาก หนังสือคัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), เว็บไซต์สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, หนังสือเภสัชกรรมไทยฯ (วุฒิ วุฒิธรรมเวช), หนังสือคัมภีร์แพทย์สมุนไพร ผลไม้สมุนไพรและพืชผักสวนครัว

มะตาด สมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ

0
มะตาด
มะตาด สมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ผลสีเขียวอมเหลือง ผลสุกเต็มที่มีรสเปรี้ยวถึงหวาน มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ป้องกันการติดเชื้อ และลดความดัน
มะตาด
ผลสีเขียวอมเหลือง ผลสุกเต็มที่มีรสเปรี้ยวถึงหวาน มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ป้องกันการติดเชื้อ และลดความดัน

มะตาด

มะตาด เป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่พบขึ้นตามป่าดิบชื้นที่ใบเขียวชอุ่มตลอดปี ซึ่งอยู่ในวงศ์ Dilleniaceae พืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่อินเดีย บังคลาเทศ และศรีลังกา ทางตะวันออกไปจนถึงจีนตะวันตกเฉียงใต้ เวียดนาม ประเทศไทยไปยังมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ชื่อสามัญ Chulta, Chalta, Ouu, Elephant apple ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Dillenia indica L. จัดอยู่ในวงศ์ส้าน (DILLENIACEAE) ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ส้มปรุ ส้านกวาง ส้านท่า ส้านป้าว ส้านปรุ ส้านใหญ่ (เชียงใหม่), แส้น (นครศรีธรรมราช, ตรัง), สั้น บักสั้นใหญ่ (อีสาน), แอปเปิ้ลมอญ, ส้านมะตาด, ไม้ส้านหลวง (ไทใหญ่), ตึครือเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), ลำส้าน(ลั้วะ), เปียวกับ (เมี่ยน) เป็นต้น โดยมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย คาบสมุทรมลายู ไทย ลาว พม่า และอินโดจีน

ลักษณะของมะตาด

  • ต้น จัดให้เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 10-20 เมตร เป็นไม้ที่ไม่มีการผลัดใบ ลักษณะต้นเป็นทรงเรือนยอดทรงพุ่มกลมหรือเป็นรูปไข่ เป็นทรงพุ่มทึบ ลำต้นมักจะคดงอ จะไม่ตั้งตรง และมักจะมีปุ่มปมปรากฏอยู่ตามลำต้น ซึ่งจะเกิดจากร่องรอยของกิ่งแก่ที่หลุดร่วงไปแล้ว ส่วนเปลือกต้นเป็นเปลือกหนา เป็นสีน้ำตาลอมแดงหรือสีทองแดง แต่เมื่อแก่แล้วเปลือกต้นจะเปลี่ยนเป็นสีเทา และจะหลุดล่อนออกมาเป็นแผ่นบาง ๆ ส่วนการแตกกิ่งก้านของลำต้นนั้นจะไม่สูงจากพื้นดินมามากนัก และการแตกกิ่งย่อยจะเกิดตรงที่ส่วนปลายของยอดกิ่งหลัก ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดและกิ่งตอน ต้นมีความทนทานต่อความแห้งแล้งและน้ำท่วมได้ดี ในประเทศไทยจะสามารถพบขึ้นได้ทั่วไปตามป่าพรุ ป่าดิบชื้น และริมแม่น้ำลำธาร[1]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับถี่ออกกันเป็นช่อ ๆ บริเวณปลายที่กิ่ง ลักษณะใบเป็นรูปใบหอกหรือรูปไข่กลับ ใบมีความกว้างประมาณ 8-12 เซนติเมตรและยาวอีกประมาณ 25-30 เซนติเมตร ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้น ๆ ส่วนโคนใบนั้นเรียวสอบแคบและมน แผ่นใบหนา ใบเป็นคลื่นลอนตามเส้นแขนง ใบที่แยกขนานออกจากเส้นใบไปตามขอบใบ ขอบใบหยักและเป็นฟันเลื่อย มีหนามเล็ก ๆ อยู่ที่ปลายสุดของเส้นแขนงตรงขอบใบ ส่วนท้องใบนั้นจะเห็นเส้นแขนงได้ชัดและมีขนขึ้นอยู่ประปราย ส่วนเส้นแขนงใบตรงมีประมาณ 30-40 คู่ และก้านใบมีความยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร มีลักษณะเป็นร่อง โคนก้านใบแบนและเป็นกาบห่อหุ้มกิ่งเอาไว้[1],[3]
  • ดอก เป็นสีขาวนวลและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกดอกเดี่ยว ๆ บริเวณง่ามใบและกิ่งบริเวณที่ใกล้กับปลาย ส่วนก้านดอกมีความยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร และมีขนที่สากมือ กลีบเลี้ยงดอกมีลักษณะเป็นแผ่นโค้งคล้ายช้อนมีอยู่ 5 กลีบ ลักษณะกลีบเป็นรูปไข่กลับผิวบาง มีความกว้างประมาณ 15-18 เซนติเมตร กลีบดอกจะร่วงหลุดได้ง่ายเมื่อดอกบาน ดอกมีเกสรเพศผู้เป็นสีเหลืองอยู่จำนวนมากล้อมรอบเกสรเพศเมียไว้ โดยเกสรเพศเมียจะเป็นสีขาว ยอดเกสรเพศเมียจะแยกออกเป็นแฉก รังไข่มี 20 ช่อง เมื่อดอกตูมในระยะแรกนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับผล และเมื่อดอกมีขนาดที่เท่ากับผลมะนาวก็จะบานออก และเมื่อดอกบานและได้รับการผสมแล้ว กลีบเลี้ยงจะเริ่มมีการห่อหุ้มเข้ามาใหม่จนมีลักษณะที่เป็นผลกลม ๆ เมื่อเกาะอัดกันแน่นและมีการเจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะกลายเป็นผล[1],[3]
  • ผล เป็นผลเดี่ยวและเป็นผลสด ลักษณะเป็นรูปทรงกลม มีขนาดใหญ่และอวบ ซึ่งเป็นกาบที่เกิดขึ้นจากกลีบเลี้ยงที่อัดกันจนแน่นและแข็ง มีความกว้างอยู่ที่ประมาณ 10-15 เซนติเมตร ผลเมื่ออ่อนจะเป็นสีเขียว แต่เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม ผลมีกลิ่นที่เฉพาะตัว มีเมือกเหนียว ๆ และมีรสชาติที่เปรี้ยวอมฝาด ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาล มีความกว้างประมาณ 0.5-0.8 เซนติเมตร เมล็ดมีเมือกห่อหุ้ม และเมื่อถึงเวลาที่แก่จัดแล้ว เมล็ดจะมีสีน้ำตาลเข้มไปจนเกือบดำ โดยในหนึ่งผลจะมีเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก[1],[3]

มะส้าน มี 2 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเหนียวและข้าวเจ้า ซึ่งจะแบ่งออกไปตามรสสัมผัสของเนื้อผล โดยผลที่นิยมนำมาใช้ก็คือข้าวเหนียว เพราะมีเนื้อที่เหนียวนุ่มกว่าข้าวเจ้า [5] ผลสีเขียวอมเหลืองเมื่อสุกเต็มที่จะมีรสเปรี้ยวถึงหวาน มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น รักษาโรคกระเพาะ บำรุงไต สร้างเม็ดเลือดแดง ชะลอความแก่ ป้องกันการติดเชื้อ และลดความดันโลหิต เป็นต้น

สรรพคุณของมะตาด

1. ผลมีสารที่ชื่อว่าฟลาโวนอยด์และสารฟีนอลิก ซึ่งมีฤทธิ์ในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ (ผล)[1]
2. ผลมีรสชาติที่เปรี้ยวสามารถนำมาใช้รับประทานเป็นยาบำรุงร่างกายได้ (ผล)[2],[3]
3. ใช้ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[1]
4. ใช้ช่วยแก้อาการไอ (ผลสุก)[1],[3],[4]
5. ใช้ช่วยขับเสมหะ (ผลสุก)[1],[3],[4]
6. เปลือกต้นถ้านำมาเคี้ยวจะช่วยทำให้เหงือกและฟันกระชับแน่นขึ้นได้ (เปลือกต้น)[7]
7. ใบและเปลือกต้นมีรสที่ฝาด มักจะนำมาต้มดื่มเป็นยาแก้ท้องเสีย โดยการนำเปลือกต้นนั้นเอามาต้มกับน้ำใช้สำหรับดื่ม 2],[4],[7]
8. ผลสุกมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว นำมาใช้รับประทานเป็นยาเย็นได้ [2],[3],[4]
9. ใช้ช่วยต้านอาการลมชัก (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)[1]
10. มีฤทธิ์ช่วยถอนพิษไข้ และระบายพิษไข้ (ใบ, เปลือกต้น)[1],[2],[4]
11. ใช้ช่วยแก้ไข้ และลดไข้ (ผล, ใบ, เปลือกต้น)[2],[3],[4]
12. นำมาใช้เป็นยาแก้ปวดท้อง (ผล)[1],[2],[3]
13. ผลมีเมือกเหนียว ๆ คล้ายกับวุ้น ที่ช่วยในการเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและในลำไส้ (เมือกผล)[1],[7]
14. เปลือกและใบมีรสชาติฝาด นำมาใช้เป็นยาสมานแผลได้ (ใบ, เปลือกต้น)[1]
15. มีฤทธิ์ที่ช่วยในการขับถ่าย ทำให้ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น ทำให้ท้องไม่ผูก (ผล)[1],[7]
16. นำมาใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ ได้ (ผล, ใบ, เปลือกต้น)[1],[2],[3]
17. รากสามารถนำมาใช้เป็นยาถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ (ราก)[1]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

  • สารสกัดหยาบจากผลเทียมและใบด้วยตัวทำละลาย คือ Ethanol 95 % และ Acetone จากการทดสอบความไวของเชื้อแบคทีเรียต่อสารสกัดหยาบ ผลพบว่า สารสกัดหยาบจากผลเทียมที่สกัดด้วยตัวทำละลาย 2 ชนิดที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillus cereus แต่จะไม่ยับยั้งเชื้อ Escherichia coli และ Staphylococcus aureus ส่วนสารสกัดจากใบที่สกัดด้วย Acetone นั้นจะมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ Bacillus cereus แต่จะไม่ยับยั้งเชื้อ Escherichia coli และ Staphylococcus aureus ส่วนสารสกัดหยาบจากใบที่สกัดด้วย Ethanol 95 % ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียทั้ง 3 ชนิดนี้เลย และจากการทดสอบผลของอุณหภูมิและระยะเวลาต่อความเสถียรของสารสกัดหยาบต่อการเจริญของเชื้อ Bacillus cereus โดยผลพบว่าสารสกัดหยาบจากผลเทียมและใบที่เก็บไว้ในอุณหภูมิห้องจะมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดีที่สุด รองลงมาคือ 4 องศาเซลเซียส, 60 องศาเซลเซียส และ 100 องศาเซลเซียส ไปตามลำดับ ส่วนผลของระยะเวลาพบว่าในระยะเวลาตั้งแต่ 0, 2, 4 และ 6 สัปดาห์ที่สารสกัดหยาบจากผลเทียมและใบยังคงเสถียรต่อการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย[2]
  • สารสกัดจากใบมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ กดระบบประสาทส่วนกลาง และช่วยต่อต้านการอักเสบได้[5]

ประโยชน์ของมะตาด

1. ผลนำมาใช้รับประทานเป็นผลไม้ได้ และสามารถนำมาใช้ประกอบอาหารเพื่อรับประทานมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เช่น การทำเป็นแกงส้ม แกงคั่ว หรือจะนำไปทำเป็นอาหารอื่น ๆ[1] หรือใช้ผลสดจิ้มกินกับน้ำพริก[3] กลีบชั้นในที่มีลักษณะอวบอุ้มน้ำนั้น ใช้จิ้มกับเกลือกินได้ จะให้รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย และมีกลิ่นหอม[7]
2. เมล็ดที่แก่แล้วนั้นสามารถนำมารับประทานสดได้ (มีรสชาติมัน)[5],[6]
3. เปลือกและผล สามารถนำมาใช้ในการย้อมหนังสัตว์และทำเป็นหมึกได้[6]
4. จากภูมิปัญญาของชาวรามัญนั้นได้ทำการนำเปลือกด้านในของผลใช้ทาท้องเรือ เพื่อทำให้เรือแล่นได้เร็วขึ้นได้ เพราะเมือกช่วยลดความเสียดทานของท้องเรือกับผิวน้ำได้[7]
5. คนไทยโบราณนิยมปลูกไว้ในสวนบริเวณบ้าน หรือปลูกไว้ในพื้นที่กลางแจ้งและมีเนื้อที่ที่มากพอสมควร เพื่อที่จะใช้เป็นร่มเงาและให้ความร่มรื่น เพราะใบเป็นใบขนาดใหญ่ และขึ้นอยู่หนาแน่น จึงสามารถช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับบรรยากาศ แถมยังช่วยลดโลกร้อนไปในตัวได้อีกด้วย และที่สำคัญมักจะนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เนื่องจากมีดอกที่มีความโดดเด่นสวยงามเป็นอย่างยิ่ง และมีเส้นใบเป็นริ้วที่ดูสวยงามแปลกตาอีกด้วย[1],[2],[5]
6. เนื้อไม้ของต้นสามารถนำมาใช้ทำเป็นเครื่องมือทางการเกษตรหรือทำเครื่องเรือน ใช้ทำเป็นโครงสร้างต่าง ๆ ของบ้านได้ เช่น ทำเสาบ้าน หรือทำเป็นพานท้ายปืน และยังใช้ทำเป็นฟืนได้อีกด้วย[1],[3]
7. น้ำยางจากผลดิบนั้นสามารถนำมาใช้สระผมได้ ซึ่งปัจจุบันนั้นได้มีผู้คิดค้นและดัดแปลงนำมาแปรรูปผลทำเป็นผลิตภัณฑ์สระผม[1],[3]
8. เมือกที่ห่อหุ้มเมล็ดอยู่นั้นสามารถนำมาใช้บำรุงเส้นผมได้ และแถมยังช่วยปกป้องเส้นผมจากแสงแดดและมลพิษได้ โดยการนำเมล็ดที่มีเมือกไปผสมกับน้ำ 4-5 เท่า แล้วจากนั้นนำมาใส่ขวดปิดฝาให้สนิท เขย่าแรง ๆ แล้วกรองด้วยผ้าขาวบางหรือกระชอน จากนั้นใช้น้ำที่ได้นี้มาหมักเส้นผมประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง จากนั้นก็สระผมตามปกติ[5]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา. “มะตาด”. (รศ.ชนะ วันหนุน). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: 158.108.70.5 (www.kus.ku.ac.th). [8 ธ.ค. 2013].
2. การสำรวจความหลากหลายของพืชสมุนไพร จากตลาดพื้นเมืองทางภาคตะวันตกของประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. “มะตาด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: pirun.kps.ku.ac.th/~b4816187/. [8 ธ.ค. 2013].
3. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “มะตาด, ส้านใหญ่”. อ้างอิงใน: หนังสือสมุนไพรตอนที่ 5 (ลีนา ผู้พัฒนพงศ์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [8 ธ.ค. 2013].
4. สวนพฤกษศาสตร์สายยาไทย. “มะ ตาด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.saiyathai.com. [8 ธ.ค. 2013].
5. กรุงเทพธุรกิจ. “เมล็ดมะตาด บำรุงเส้นผม”. (ผศ.ดร.ไชยยง รุจจนเวท). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.bangkokbiznews.com. [8 ธ.ค. 2013].
6. คมชัดลึกออนไลน์. “มะ ตาด เมล็ดกินได้”. (นายสวีสอ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.komchadluek.net. [8 ธ.ค. 2013].
7. สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย. “การถนอมแปรรูปผลมะตาดเพื่อการถนอมอาหารและอนุรักษ์พืชพื้นบ้าน”. (วศินา จันทรศิริ, สุมาลี สุนทรนฤรังสี, นงนุช กัณฑานนท์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.nutritionthailand.or.th. [8 ธ.ค. 2013].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://indiabiodiversity.org/species/show/229573
2.https://www.tasteatlas.com/elephant-apple

มะเดื่อหอม ช่วยบำรุงกำลัง และบำรุงหัวใจ

0
มะเดื่อหอม
มะเดื่อหอม ช่วยบำรุงกำลัง และบำรุงหัวใจ ลำต้นและกิ่งก้านมีขนแข็งและสากมีสีน้ำตาลแกมสีเหลืองอ่อน ผลสดกลมรีสีเหลือง สุกเปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้ม มียางสีขาว
มะเดื่อหอม
ลำต้นและกิ่งก้านมีขนแข็งและสากมีสีน้ำตาลแกมสีเหลืองอ่อน ผลสดกลมรีสีเหลือง สุกเปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้ม มียางสีขาว

มะเดื่อหอม

มะเดื่อหอม (Ficus hirta) เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มีน้ำยางสีขาว ลำต้นมีความสูงได้ถึง 10 เมตร ไม่ค่อยแตกกิ่ง ลำต้นและกิ่งก้านมีขนแข็งและสากมีสีน้ำตาลแกมสีเหลืองอ่อน เมื่อแก่ลำต้นจะกลวง ที่ตาดอกและใบอ่อนมีขนขึ้นหนาแน่น มีรากเก็บสะสมอาหารเป็นหัวอยู่ใต้ดิน มีกลิ่นหอม พบขึ้นตามป่าดิบแล้ง ป่าละเมาะ ป่าโปร่ง และที่โล่งแจ้ง ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด และวิธีการปักชำกิ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Ficus hirta Vahl จัดอยู่ในวงศ์ขนุน (MORACEAE)[1] นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หาด (เชียงใหม่), นอดน้ำ (ลำปาง), นมหมา (นครพนม), เดื่อหอมเล็ก เดื่อหอมใหญ่ (ตราด), นอดหอม มะเดื่อเตี้ย (จันทบุรี), มะเดื่อขน (นครราชสีมา), พุงหมู (อุบลราชธานี), เดื่อขน (ภาคเหนือ), เยื่อทง (เย้า-เชียงราย), ส้าลควอย (ขมุ), แผละโอชัวะ เพี๊ยะตะโละสัวะ เพี๊ยะดู้ก (ลั้วะ) เป็นต้น

ลักษณะของมะเดื่อหอม

  • ต้น เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นมีความสูงได้ถึง 10 เมตร จะไม่ค่อยแตกกิ่ง ทั้งลำต้นและกิ่งก้านมีขนที่ค่อนแข็งและสาก มีสีน้ำตาลอมสีเหลืองอ่อน เมื่อแก่แล้วลำต้นจะกลวง ที่ตาของดอกและใบอ่อนจะมีขนขึ้นหนาแน่น มีรากที่คอยเก็บสะสมอาหารเอาไว้อยู่ใต้ดิน มีกลิ่นหอม สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการปักชำกิ่ง และจะพบได้ตามป่าดิบแล้ง ป่าละเมาะ ป่าโปร่ง และที่โล่งแจ้ง เขตในการกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศศรีลังกา จีนตอนใต้ เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน ใบมีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน รูปขอบขนานที่คล้ายกับรูปไข่กลับ หรือคล้ายกับรูปใบหอก แผ่นใบเป็นพูลึก 3-5 พู และไม่เท่ากัน โดยเฉพาะในต้นอ่อน หรือเป็นขอบเรียบ ปลายใบแหลมเป็นติ่ง โคนใบเบี้ยว ส่วนขอบใบจักเป็นเลื่อย ใบมีความกว้างอยู่ประมาณ 5-12 เซนติเมตรและมีความยาวอีกประมาณ 12-25 เซนติเมตร ส่วนแผ่นใบมีขนขึ้นทั้งสองด้าน ด้านบนขนจะหยาบเป็นสีน้ำตาลอมเหลืองขึ้นอยู่ประปราย ขนมีความยาวและหยาบบนเส้นใบ ด้านล่างขนจะมีความอ่อนนุ่มกว่าขนด้านบน ส่วนใบแก่มีลักษณะที่ค่อนข้างบาง เส้นใบที่ฐานมีความยาวน้อยกว่า 1/2 ของใบ มีเส้นข้างใบประมาณ 7-9 เส้น ส่วนก้านใบมีความยาวประมาณ 11 เซนติเมตร และมีหูใบที่แหลม ขนาดประมาณ 0.8-2 เซนติเมตรที่กิ่งก้านมักกลวง และที่ข้อพองออกในต้นอ่อน[1]
  • ดอก ดอกช่อเกิดอยู่ข้างในโครงสร้างกลวงออกตามซอกใบ และประกอบไปด้วยดอกขนาดเล็กจำนวนมากเบียดกันแน่นอยู่บนฐานรองดอก ซึ่งเจริญหุ้มดอก มีช่องเปิดด้านบน และมีใบประดับซ้อนทับกันหลายชั้นปิดอยู่ทำให้ดูคล้ายกับรูปไข่ค่อนข้างกลมอยู่บริเวณกิ่งที่มีใบติดอยู่ ดอกจะเป็นแบบแยกเพศแต่อยู่ในช่อดอกเดียวกัน ดอกเพศผู้จะมีจำนวนค่อนข้างน้อย โดยจะอยู่ในบริเวณรูเปิดของช่อดอก มีกลีบดอกอยู่ 3-4 กลีบ มีเกสรเพศเมียประมาณ 1-2 ก้าน ส่วนดอกเพศเมียจะมีรังไข่เหนือวงกลีบ ออกดอกได้ตลอดปี[1]
  • ผล เป็นผลสดมีลักษณะที่กลมรี มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ประมาณ 1.1-2.5 เซนติเมตร ออกเดี่ยว ๆ หรือออกคู่ ผลมีสีเหลือง แต่เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้ม ผลมีขนที่หยาบสีทองขึ้นหนาแน่น มียางสีขาว ไม่มีก้านผล[1],[2]

สรรพคุณของมะเดื่อหอม

1. ผล มีรสฝาดเย็น สามารถใช้เป็นยาแก้พิษฝี (ผล)[1],[2]
2. ราก มีรสฝาดเย็นหอม ช่วยบำรุงกำลัง ชูกำลัง ทำให้ชื่นบาน (ราก)[1],[2]
2.1 ช่วยแก้หัวใจพิการ (ราก)[1],[2]
2.2 รากใช้ฝนกับน้ำกินเป็นยาแก้ผิดสำแดง (ราก)[1],[2],[3]
2.3 รากใช้ฝนกับน้ำกินเป็นยาขับลมในลำไส้และเป็นยาระบาย (ราก)[1],[2],[3]
2.4 รากใช้ฝนกับน้ำดื่มช่วยบำรุงน้ำนมของสตรี (ราก)[1]
2.5 ช่วยแก้ตับพิการ (ราก)[1],[2]
2.6 รากเป็นยาแก้พิษอักเสบ แก้พิษฝี แก้พิษงู (ราก)[1],[2]
3. ลำต้นหรือราก สามารถนำมาต้มกับน้ำดื่ม เป็นยาบำรุงหัวใจ (ลำต้น, ราก)[1],[2],[3]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของมะเดื่อหอม

  • ส่วนที่อยู่เหนือดินของต้น สกัดด้วยแอลกอฮอล์ 50% มีพิษเฉียบพลันปานกลาง เมื่อทำการฉีดเข้าช่องท้องของหนูถีบจักรจะมีค่า LD50 เท่ากับ 681 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม[1]

ประโยชน์ของมะเดื่อหอม

  • ผลสุก สามารถใช้กินได้ (ขมุ, ลั้วะ)[3]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “มะเดื่อ หอม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com. [15 พ.ค. 2014].
2. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. “มะเดื่อ หอม”. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ). หน้า 154.
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์การมหาชน). “มะเดื่อ หอม, มะเดื่อขน”. อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์), หนังสือสมุนไพรไทยตอนที่ 7 (ก่องกานดา ชยามฤต, ลีนา ผู้พัฒนพงศ์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [15 พ.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.inaturalist.org/

มะเดื่อฝรั่ง แหล่งไฟเบอร์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

0
มะเดื่อฝรั่ง
มะเดื่อฝรั่ง แหล่งไฟเบอร์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ผลอ่อนมีสีเขียว เปลือกบางผลสุกมีสีเหลือง สีแดง สีชมพู เนื้อผลสุกกลิ่นหอม
มะเดื่อฝรั่ง
ผลอ่อนมีสีเขียว เปลือกบางผลสุกมีสีเหลือง สีแดง สีชมพู เนื้อผลสุกกลิ่นหอม

มะเดื่อฝรั่ง

มะเดื่อฝรั่ง (Fig) เป็นหนึ่งในผลไม้ที่อร่อยมีถิ่นกำเนิดในตุรกีไปจนถึงอินเดีย ส่วนใหญ่ปลูกในสภาพอากาศที่อบอุ่น มะเดื่อลูกฟิกมีวิธีทานทั้งแบบสดและแบบแห้งมีรสหวานโดยธรรมชาติอุดมไปด้วยสารอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น กรดฟีนอลและฟลาโวนอยด์ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังที่สามารถช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคเรื้อรังและเกิดการอักเสบได้ ผลไม้ชนิดนี้มีอยู่หลายร้อยชนิดจะมีสี รสชาติ และขนาดที่แตกต่างกัน สามารถรับประทานได้ทั้งผลดิบและผลสุก ชื่อสามัญ Fig ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของมะเดื่อ คือ Ficus carica L. อยู่ในวงศ์ขนุน ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น มะเดื่อญี่ปุ่น มะเดื่อฝรั่ง มะเดื่อในบทความนี้เป็นคนละชนิดกับมะเดื่อไทย (มะเดื่ออุทุมพร, มะเดื่อชุมพร) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ficus racemosa L.

ลักษณะมะเดื่อฝรั่ง

  • ต้น มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง พบเจอเยอะที่ในประเทศตุรกี กรีก เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ที่ลำต้นเป็นปุ่มแตกกิ่งก้านออก ที่ลำต้นมียางสีขาว
    ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบจะหนาและแข็ง ด้านหนึ่งจะมีขน ที่ผิวด้านบนจะหยาบ ที่ขอบใบจะหยักลึก 3-5 หยัก
  • ผล ออกเป็นกระจุก ผลมีลักษณะกลมแป้นหรือรูปไข่ เปลือกจะบาง ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลือง สีแดง สีชมพู ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เนื้อมีสีแดงเข้ม เนื้อผลสุกจะกลิ่นหอม มะเดื่อยังเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ของประเทศอียิปต์ อิตาลี กรีซ

ประเทศไทยมีการนำเข้ามะเดื่อแห้งจากต่างประเทศ มีการทดลองปลูกมะเดื่อครั้งแรกที่ดอยอ่างขางเมื่อ พ.ศ.2524 มูลนิธิโครงการหลวงกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น มะเดื่อเป็นผลไม้ต่างถิ่นมีคุณค่าทางโภชนาการสูงติด 1 ใน 10 ของโลก

สรรพคุณของมะเดื่อฝรั่ง

  • ช่วยเสริมสร้างพลังทางเพศได้
  • ช่วยฟอกตับกับม้ามได้
  • ช่วยป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
  • ช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยในการขับถ่าย กำจัดของเสียออกจากร่างกายได้ และช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้
  • บรรเทาอาการเจ็บคอได้
  • บำรุงกระดูกกับฟันให้แข็งแรง และช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้
  • ป้องกันโรคโลหิตจางได้ เพราะมีธาตุเหล็กกับโฟเลตสูง
  • ลดความเสี่ยงการของเกิดโรคหัวใจกับหลอดเลือดได้
  • ช่วยบำรุงร่างกายและช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้
  • ช่วยป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงการเกิดของโรคมะเร็งเต้านมในหญิงวัยทองได้
  • บรรเทาอาการของโรคกามโรคได้
  • ป้องกันนิ่วในไต, กระเพาะปัสสาวะอักเสบได้
  • สามารถใช้เป็นยาระบาย และช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้
  • สามารถสมานแผลในช่องปากได้
  • สามารถปรับสมดุลกรดด่างในร่างกายได้
  • ช่วยบำรุงและช่วยรักษาสายตาได้
  • สามารถทำให้หัวใจทำงานได้เป็นปกติ และช่วยป้องกันการเกิดของโรคความดันโลหิตสูงได้
  • สามารถช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งและช่วยลดความเสี่ยงการเกิดของโรคมะเร็งต่าง ๆ ได้

ประโยชน์ของมะเดื่อฝรั่ง

  • สามารถใช้เปลือกของมะเดื่อแทนน้ำตาลได้
  • มีแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัสสูง สามารถช่วยเสริมสร้าง ซ่อมแซม เพิ่มความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อได้
  • ให้พลังงานสูง จะมีคอเลสเตอรอลกับไขมันน้อย ผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคตับ สามารถทานได้
  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยลดปริมาณการใช้อินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้
  • สามารถทานเป็นผลไม้สดได้ และสามารถใช้ทำขนมได้ อย่างเช่น พาย แยม อบแห้ง ผลไม้กวน พุดดิง เค้ก ไอศกรีม ใช้ผสมในชาไข่มุก ใส่ในขนมแทนลูกเกด นำผลแห้งไปคั่ว แล้วป่นใช้แทนกาแฟ
  • ประเทศอินเดียนิยมนำใบของมะเดื่อมาทานเป็นอาหาร
  • สามารถช่วยคงความอ่อนเยาว์และช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยได้
  • มะเดื่อเหมาะมากกับผู้ที่ต้องลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากมีเส้นใยสูง

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการของผลแห้ง 100 กรัม ให้พลังงาน 249 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารอาหาร
วิตามินบี 1 0.085 มิลลิกรัม 7%
วิตามินบี 2 0.082 มิลลิกรัม 7%
วิตามินบี 3 0.619 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี 5 0.434 มิลลิกรัม 9%
วิตามินบี 6 0.106 มิลลิกรัม 8%
วิตามินบี 9 9 ไมโครกรัม 2%
วิตามินซี 1.2 มิลลิกรัม 1%
วิตามินเค 15.6 ไมโครกรัม 15%
คาร์โบไฮเดรต 63.87 กรัม
เส้นใย 9.8 กรัม
โปรตีน 3.3 กรัม
น้ำตาล 47.92 กรัม
ไขมัน 0.93 กรัม
โคลีน 15.8 มิลลิกรัม 3%
ธาตุเหล็ก 2.03 มิลลิกรัม 16%
ธาตุแมงกานีส 0.51 มิลลิกรัม 24%
ธาตุโพแทสเซียม 680 มิลลิกรัม 14%
ธาตุสังกะสี 0.55 มิลลิกรัม 6%
ธาตุแคลเซียม 162 มิลลิกรัม 16%
ธาตุแมกนีเซียม 68 มิลลิกรัม 19%
ธาตุฟอสฟอรัส 67 มิลลิกรัม 10%
ธาตุโซเดียม  10 มิลลิกรัม 1%

ข้อมูลจาก USDA Nutrient database

แนะนำ การทานแห้งอาจจะทำให้ฟันผุ เพราะมีน้ำตาลสูง การทานมะเดื่อมากไปอาจทำให้ท้องร่วงได้

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
หนังสือผลไม้ 111 ชนิด คุณค่าอาหารและการกิน (ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์, นิดดา หงษ์วิวัฒน์), เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, www.organicfacts.net

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.eatingwell.com/
2.https://www.homesandgardens.com/

มะดูก ผลไม้ป่าหายากดอกสีขาวนวล

0
มะดูก
มะดูก ผลไม้ป่าหายากดอกสีขาวนวล ดอกมีสีขาวนวลหรือสีเหลืองอมส้ม ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแก่หรือสุกเต็มที่เป็นสีเขียวอมเหลืองแทน
มะดูก
ดอกมีสีขาวนวลหรือสีเหลืองอมส้ม ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแก่หรือสุกเต็มที่เป็นสีเขียวอมเหลืองแทน

มะดูก

มะดูก (Ivru wood) เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกแบบทุกสภาพ แต่จะชอบดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี และที่ๆมีแสงแดดเต็มวัน เป็นพรรณไม้ที่มักพบขึ้นตามบริเวณป่าราบ ป่าโปร่งที่ค่อนข้างชื้น โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทย ที่ระดับความสูงไม่เกิน 800 เมตร จากระดับน้ำทะเล และมีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Siphonodon celastrineus Griff. จัดอยู่ในวงศ์กระทงลาย (CELASTRACEAE)[1] นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ยายปลวก (สุราษฎร์ธานี), ไม้มะดูก (คนเมือง), บั๊กโค้ก (เขมร-สุรินทร์) เป็นต้น

ลักษณะของมะดูก

  • ต้น เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่มีการผลัดใบ ลำต้นมีความสูงได้ถึงประมาณ 20-35 เมตร แตกกิ่งก้านทึบ ตรงเรือนยอดมีลักษณะกลมและทึบ เปลือกต้นเป็นสีเทาอมดำ จะแตกเป็นร่องตามยาว สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง และการปักชำกิ่ง
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน มีลักษณะเป็นรูปค่อนข้างรีหรือเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบสอบแถบและเข้าหากัน ส่วนขอบใบเป็นแบบหยักหรือจักเป็นซี่ฟันตื้นๆ จักห่างหรืออาจจะแทบมองไม่ชัด ใบมีความกว้างประมาณ 1-3.5 นิ้ว และความยาวประมาณ 1.5-9 นิ้ว แผ่นใบค่อนข้างหนาคล้ายกับแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม เส้นแขนงของใบมีข้างละ 6-10 เส้น ก้านใบมีความยาวประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร ใบอ่อนเป็นสีเขียวแก่ แต่เมื่อแห้งแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวมะกอกหรือสีเขียวอมเทาแทน[1],[2],[5]
  • ดอก จะออกดอกเป็นช่อกระจุกอยู่ตามซอกใบ มีประมาณ 2-3 ดอก ก้านช่อดอกมีความยาวประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร ส่วนก้านดอกย่อยมีความยาวประมาณ 5-11 มิลลิเมตร บางทีจะมีจุดสีน้ำตาลแดงอยู่ ดอกมีสีขาวนวลหรือสีเหลืองอมส้ม กลีบดอกเป็นรูปไข่หรือรูปรี มีอยู่ 5 กลีบ จะซ้อนทับกัน มีความกว้างประมาณ 1.7-2.5 มิลลิเมตร และความยาวประมาณ 2.2-3.5 มิลลิเมตร ปลายกลีบค่อนข้างมน ส่วนกลีบเลี้ยงมีอยู่ 5 กลีบ โคนกลีบจะเชื่อมติดกัน ส่วนปลายแยกเป็นรูปไข่หรือกึ่งกลม ค่อนข้างมน มีความยาวได้ประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ตรงกลางดอกมีเกสรเชื่อมติดกับกลีบดอกข้างใน มีเกสรเพศผู้อยู่ 5 อัน ก้านของเกสรเพศผู้แบน ยาวได้ถึงประมาณ 1 มิลลิเมตร เชื่อมติดกันที่ครึ่งหนึ่งหรือใกล้ ๆ โคนดอก จะออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน[1],[2],[5]
  • ผล มีลักษณะเป็นรูปกลมหรือรูปรี มีความกว้างประมาณ 1-2.5 นิ้ว และความยาวประมาณ 1.5-3 นิ้ว ผลอ่อนเป็นสีเขียว แต่เมื่อแก่หรือสุกเต็มที่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลืองแทน มีเมล็ดคล้ายรูปไข่อยู่หลายเมล็ด จะออกผลในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์[1],[2],[5]

สรรพคุณของมะดูก

1. ลำต้น สามารถนำมาตากแห้งผสมกับลำต้นฮ่อสะพานควาย, ข้าวหลามดง, ตานเหลือง, มะตันขอ, ม้ากระทืบโรง, หัวยาข้าวเย็น, แก่นฝาง, โด่ไม่รู้ล้ม และเปลือกลำต้นนางพญาเสือโคร่ง และนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง แก้อาการปวดเมื่อยได้ (ลำต้น)[3]
2.ราก มีรสมันเมา สามารถใช้รับประทานเป็นยาบำรุงกระดูก ดับพิษในกระดูก (ราก)[1],[2]
2.1 สามารถนำมาต้มผสมกับขันทองพยาบาท ใช้กินเป็นยารักษาโรคมะเร็ง (ราก)[4]
2.2 สามารถใช้กินเป็นยาแก้พิษฝีภายใน ฝีในตับ ฝีในปอด ฝีในกระดูก (ราก)[1],[2]
2.3 สามารถใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน แก้ประดง น้ำเหลืองเสีย เข้าข้อออกดอก (ราก)[1],[2]
2.4 สามารถใช้เป็นยาแก้อาการปวดแสบปวดร้อน (ราก)[2]
2.5 สามารถใช้เป็นยาแก้เส้นเอ็นพิการ (ราก)[1],[2]
2.6 สามารถนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดกระดูกและข้อ (ราก)[3]

ประโยชน์ของมะดูก

1. ผลสุก สามารถใช้รับประทานได้ มีรสที่หวานและมีกลิ่นหอม[1],[2]
2. มีการใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป[5]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “ม ะ ดู ก”. หน้า 612-613.
2. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ). “ม ะ ดู ก”. หน้า 152.
3. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “ม ะ ดู ก”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [04 พ.ย. 2014].
4. คมชัดลึกออนไลน์. (นายสวีสอง). “ม ะ ดู ก ผลกินได้-รากเป็นยา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.komchadluek.net. [04 พ.ย. 2014].
5. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “ม ะ ดู ก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : biodiversity.forest.go.th. [04 พ.ย. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com/photos/