ยมหิน ประโยชน์ใช้ทำเครื่องจักสาน

0
ยมหิน
ยมหิน ประโยชน์ใช้ทำเครื่องจักสาน ดอกเล็กกลีบเลี้ยงสีเขียวอมม่วงและกลีบดอกสีเหลืองกลิ่นหอม สุกสีดำ ผลแห้งมีเปลือกแข็งสีน้ำตาล ปลายผลเป็นติ่งแหลม
ยมหิน
ดอกเล็กกลีบเลี้ยงสีเขียวอมม่วงและกลีบดอกสีเหลืองกลิ่นหอม สุกสีดำ ผลแห้งมีเปลือกแข็งสีน้ำตาล ปลายผลเป็นติ่งแหลม

ยมหิน

ยมหิน มีชื่อสามัญ คือ Almond-wood, Chickrassy Chittagong-wood[2] และชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Chukrasia tabularis A.Juss.[4] (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Chukrasia velutina M.Roem.)[1],[2] จัดอยู่ในวงศ์กระท้อน (MELIACEAE)[1] นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ฝักดาบ (จันทบุรี), เสียดกา (ปราจีนบุรี), เสียดค่าย (สุราษฎร์ธานี), ยมขาว (ภาคเหนือ), มะเฟืองต้น มะเฟืองช้าง ยมหิน สะเดาหิน สะเดาช้าง (ภาคกลาง), ช้ากะเดา (ภาคใต้), มะยมหลวง (ไทใหญ่), โค้โย่ง (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), ริ้งบ้าง รี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ลำชา (ลั้วะ), ตุ๊ดสะเต๊ะ (ขมุ) เป็นต้น[1],[2],[4],[6]
Note : เป็นต้นไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระราชทานเพื่อปลูกเป็นไม้มงคลประจำจังหวัดแพร่[2]

ลักษณะของต้นยมหิน

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เป็นไม้ผลัดใบแต่ใช้เวลาผลิใบใหม่เร็ว ลำต้นมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 15-25 เมตร ลำต้นมีความเปลาตรง เรือนยอดเป็นทรงพุ่มรูปกรวยต่ำ มีพูพอนที่โคนต้น เปลือกต้นมีสีน้ำตาลคล้ำ สีเทา หรือสีเทาปนสีดำ เปลือกต้นเมื่อมีอายุมากขึ้นจะแตกเป็นสะเก็ดคล้ายรูปสี่เหลี่ยม และแตกเป็นร่องลึกตามยาวของลำต้น เปลือกชั้นในมีสีแดงออกน้ำตาลหรือสีชมพู ส่วนกระพี้เป็นสีเหลืองคล้ายสีของฟางข้าว และแก่นไม้เป็นสีเหลืองเข้มถึงสีน้ำตาล มีกิ่งอ่อนและใบอ่อน ช่อดอกมีขนที่นุ่ม สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด และเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินทุกชนิด มีความต้องการน้ำและความชุ่มชื้นในระดับกลาง ถูกจัดเป็นไม้กลางแจ้ง พบได้ตามป่าเบญจพรรณแล้งและชื้นทั่วไป ป่าดิบแล้ง และป่าผลัดใบผสม ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ที่ประมาณ 300-800 เมตร มีการกระจายพันธุ์มาจากอินเดียถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในปัจจุบันนี้มีจำนวนที่พบได้ตามธรรมชาติลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเดิมทีเป็นพรรณไม้ที่ขึ้นตามป่า มีการกระจัดกระจายไปตามภาคต่าง ๆ ในประเทศไทย แต่ในปัจจุบันเกิดการบุกรุกป่าและปัญหาการเสื่อมสภาพของดิน ทำให้ได้รับผลกระทบไปด้วย[1],[2],[3]
  • ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกออกเยื้องกันเล็กน้อย ก้านใบมีความยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร และมีใบย่อยอยู่ประมาณ 6-20 คู่ เรียงตัวกันแบบสลับกัน แต่ใบย่อย 2 คู่แรกจะเรียงตัวกันแบบตรงข้ามกัน ลักษณะของใบย่อยมีความคล้ายรูปรี รูปไข่ หรือรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือกลม ส่วนขอบใบจะเรียบ ใบย่อยมีความกว้างประมาณ 3.5-6.5 เซนติเมตรและความยาวประมาณ 10-17.5 เซนติเมตร หลังใบเรียบมีความมัน ท้องใบมีขนอ่อนนุ่ม 2 ชนิด ชนิดแรกเป็นแบบขนยาว ปลายแหลม อ่อนนุ่ม ส่วนอีกชนิดจะมีจำนวนน้อยกว่าและสั้นกว่า มีลักษณะปลายขนแข็งกว่าชนิดแรก ขึ้นปกคลุมอยู่ด้านหลังใบเป็นจำนวนมาก ก้านใบมีความยาวประมาณ 2-8 มิลลิเมตร[1],[2],[7]
  • ดอก จะออกดอกเป็นช่อตามมุมกิ่งอ่อนหรือตามปลายยอด ปลายช่อห้อยลงมา มีความยาวอยู่ประมาณ 10-30 เซนติเมตร กิ่งหลักของช่อดอกมีความยาวประมาณ 16 เซนติเมตร ส่วนกิ่งย่อยมีความยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็กและมีกลิ่นหอม มีความยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร เป็ดดอกชนิดมีเพศเดียวและดอกแบบสมบูรณ์เพศ มีใบประดับขนาดประมาณ 2-7 มิลลิเมตร ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมแคบ และจะร่วงโรยไปเมื่อดอกบาน ส่วนก้านดอกมีความยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร อยู่ติดกับก้านดอกเทียมที่มีความยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร และอยู่ติดกับกลีบเลี้ยงซึ่งเป็นสีเขียวออกม่วงหรือสีแดง มีกลีบอยู่ 4-5 กลีบ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5-3.5 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงดอกมีความปลายมน ส่วนกลีบดอกมีกลีบ 4-5 กลีบ แยกจากกันอย่างอิสระ โดยจะมีความยาวมากกว่ากลีบเลี้ยง ซึ่งมียาวประมาณ 12-20 มิลลิเมตร มีรูปร่างเป็นแผ่นยาวแคบ ปลายมน เป็นสีเขียวอ่อนหรือสีเหลืองปนสีม่วง มีขนสั้น ๆ ขึ้นปกคลุมทั้งกลีบดอก ก้านชูเกสรเพศผู้มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก ปลายเรียวแคบ ขอบจะหยักเล็กน้อย เกสรเพศผู้ติดอยู่บนขอบทรงกระบอกนี้ ไม่มีขน มีสีเหมือนกลีบดอก มีรูปทรงแบบขอบขนาน มีความยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ส่วนรังไข่จะอยู่เหนือวงกลีบ เป็นรูปทรงคล้ายแจกัน ภายในมีช่องประมาณ 3-5 ช่อง ในแต่ละช่องจะมีไข่เป็นจำนวนมาก ส่วนก้านชูเกสรเพศเมียจะมีลักษณะที่ยาวและแคบ ตรงปลายมีรอยหยัก แบ่งออกเป็น 3-5 หยัก มีน้ำเหนียว ๆ และมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ เรณูมีลักษณะเดี่ยวขนาดเล็ก เรณูมีขั้วและได้สัดส่วนกันทุกด้าน มีขนาดความยาวของแนวแกนระหว่างขั้วต่อความกว้างของแนวแก่นเส้นศูนย์สูตรเฉลี่ยเท่ากับ 21:19.74 ไมโครมิเตอร์ รูปทรงของเรณูเป็นแบบ prolate-spheroidal มีช่องเปิดแบบผสมจำนวน 4 ช่อง และมีผนังเรณูเป็นแบบร่างแห จะออกดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์[1],[2],[6],[7]
  • ผล จะออกเป็นพวง ลักษณะของผลคล้ายกับรูปทรงรีหรือรูปไข่ ผลเป็นแบบผลแห้งมีเปลือกแข็งสีน้ำตาล ปลายผลเป็นติ่งแหลม ผลมีความยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ประมาณ 1.8-4 เซนติเมตร ผลเป็นสีน้ำตาล เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนสีดำ เมื่อแห้งหรือแก่จะแตกเป็น 3-5 เสี่ยง ภายในผลแบ่งออกเป็นช่องประมาณ 3-5 ช่อง เมล็ดมีลักษณะแบน เป็นแผ่นบาง ๆ สีน้ำตาล มีความยาวเป็น 2 เท่าของความกว้าง โดยมีความกว้างอยู่ที่ประมาณ 0.4-1.0 เซนติเมตรและความยาวประมาณ 0.8-1.8 เซนติเมตร ในแต่ละช่องของผลจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 60-100 เมล็ด ซึ่งการเรียงตัวของเมล็ดจะเรียงตัวกันแบบสลับกันระหว่างส่วนหัวและปลายเมล็ดที่อยู่ในช่องแต่ละช่อง[1],[6],[7]

สรรพคุณของยมหิน

1. เปลือก สามารถใช้เป็นยาสมานแผลได้[5]
2. เปลือก ใช้ผสมเป็นยาปรุงแก้ไข้เปลี่ยนฤดู หนาว ๆ ร้อน ๆ ไข้จับสั่น[1]

ประโยชน์ของยมหิน

1. ผลสุกสามารถรับประทานได้ (ชาวลัวะ)[4]
2. เนื้อไม้มีลายที่สวยสดงดงามและมีสีน้ำตาลอมเหลืองเป็นมัน เนื้อไม้ค่อนข้างละเอียด ไสกบตกแต่งได้ง่าย ทำให้ขึ้นเงาได้ดี เหมาะสำหรับงานไม้ที่ใช้ในที่ร่ม และไม่ควรให้ส่วนใดส่วนหนึ่งสัมผัสกับดิน โดยสามารถแปรรูปเป็นไม้ที่มีคุณค่าเศรษฐกิจได้ ส่วนใหญ่จะนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ที่มีราคาแพง หรือนำไปใช้ในการสร้างบ้านสร้างเรือน งานโครงสร้างอื่น ๆ เครื่องจักสาน และเครื่องมือใช้สอยต่าง ๆ เช่น การนำมาใช้ทำเสา ขื่อ รอด ตง ปูพื้นห้อง กระดาน หน้าต่าง ประตู ฝาบ้าน และลังบรรจุสิ่งของต่าง ๆ เป็นต้น[2],[4],[6]
3. ประโยชน์ด้านอื่น ๆ เช่น มีการนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ใช้ในงานศิลปะ และใช้เป็นสมุนไพร[6]

หมายเหตุ : ในพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 ได้กำหนดให้เป็นไม้หวงห้ามธรรมดา ประเภท ก.[6]

สั่งซื้ออาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง. “ย ม หิ น”. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ). หน้า 131.
2.สำนักความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “พรรณไม้ประจำจังหวัด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: chm-thai.onep.go.th. [21 พ.ค. 2014].
3. หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 4. “ยมหิน”.
4. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์การมหาชน). “ย ม หิ น”. อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [21 พ.ค. 2014].
5. พืชสมุนไพรโตนงาช้าง. “ยมหิน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: paro6.dnp.go.th/web_km/พืชสมุนไพรโตนงาช้าง/. [21 พ.ค. 2014].
6. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “ย ม หิ น”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: biodiversity.forest.go.th. [21 พ.ค. 2014].
7. รายชื่อพรรณไม้ (ป่า) ในประเทศไทย, เครือข่ายวิจัยนิเวศวิทยาป่าไม้ประเทศไทย, สำนักงานเครือข่ายการวิจัยนิเวศวิทยาป่าไม้ ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. “ยมหิน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: t-fern.forest.ku.ac.th. [21 พ.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก

1.https://www.quintadosouriques.com/store/seeds/trees/white-cedar-indian-mahogany-indian-sequoia-burmese-almond-bastard-cedar/

มารัง ผลไม้พื้นเมืองคล้ายจำปาดะ

0
มารัง ผลไม้พื้นเมืองคล้ายจำปาดะ ผลมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลือง กลิ่นหอม เนื้อคล้ายขนุนยวงใหญ่กว่า เนื้อสีขาว แกะแล้วต้องทันทีเพื่อรสจะได้ไม่เปลี่ยน
มารัง
ผลไม้พื้นเมืองคล้ายจำปาดะ ผลมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลือง กลิ่นหอม เนื้อคล้ายขนุนยวงใหญ่กว่า เนื้อสีขาว แกะแล้วต้องทันทีเพื่อรสจะได้ไม่เปลี่ยน

มารัง

ม า รั ง เป็นพืชพื้นเมืองในเกาะบอร์เนียว เกาะปาลาวัน และเกาะมินดาเนา ในฟิลิปปินส์พบกระจายพันธุ์ในมินโดโร เกาะมินดาเนา บาซิลัน และคาบสมุทรซูลู ในเกาะบอร์เนียว ชื่อภาษาอังกฤษ Timadang, Breadfruit cousin, Madang, Terap, Green pedalai, Marang, Johey oak ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Artocarpus odoratissimus ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ตีมาดัง เปอดาไลเขียว ตารับ มาดัง เตอรับ เป็นผลไม้พื้นเมือง เป็นที่นิยมมากในประเทศฟิลิปปินส์ตอนใต้ และที่เกาะมินดาเนา เกาะปาลาวัน เกาะบอร์เนียว ผลมีลักษณะคล้ายจำปาดะ สาเก ขนุน

ลักษณะ

  • ต้น สูงได้ถึง 25 เมตร สามารถรับประทานผลได้
  • ผลมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลือง กลิ่นหอม เนื้อมีลักษณะคล้ายขนุน แต่ยวงใหญ่กว่า เนื้อมีสีขาว ถ้าแกะแล้วต้องรับประทานทันที เนื่องจากถ้าปล่อยทิ้งเอาไว้จะทำให้รสชาติเปลี่ยนและมีสีดำ
  • เมล็ดนำไปต้มหรืออบแล้วนำมารับประทานได้

ประโยชน์ของมารัง

  • เป็นแหล่งพลังที่ดี จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายและนักกีฬา

ข้อควรระวัง : มีน้ำตาลสูง ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานรับประทาน

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
วิตามินซี 30 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 2.1 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 15 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 35 มิลลิกรัม
โปรตีน 0.8-1.47 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 32.4 กรัม
น้ำ 65.7-84.2 กรัม
ไขมัน 0.2-0.3 กรัม
เส้นใย 0.6-0.77 กรัม

เมล็ดมีโปรตีนมากกว่าเมล็ดของผลไม้ชนิดอื่น
ข้อมูลจาก Philippine Medicinal Plants

สั่งซื้ออาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งที่มา
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN), www.stuartxchange.com
อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.seedsdelmundo.com/
2.https://lahatdito.com.ph/product/

มามอนซีโย ผลไม้เมืองร้อนแห่งทวีปอเมริกา

0
มามอนซีโย
มามอนซีโย ผลไม้เมืองร้อนแห่งทวีปอเมริกา เป็นผลไม้เมืองร้อน ผลทรงกลมรีสีเขียว ผลจะสุกงอมในช่วงฤดูร้อน เนื้อในมีสีครีมถึงเหลืองอมส้ม
มามอนซีโย
ผลไม้เมืองร้อนแห่งทวีปอเมริกา เป็นผลไม้เมืองร้อน ผลทรงกลมรีสีเขียว ผลจะสุกงอมในช่วงฤดูร้อน เนื้อในมีสีครีมถึงเหลืองอมส้ม

มามอนซีโย

มามอนซีโย หรือ มามันซีโอ Mamoncillo เป็นผลไม้เมืองร้อนมีถิ่นกำเนิดที่ทางตอนเหนือของอเมริกาใต้เกิดขึ้นตามธรรมชาติจะมีผลไม้ชนิดนี้ที่เฉพาะเขตร้อนเหนือเส้นศูนย์สูตรและในทวีปอเมริกา ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกับลิ้นจี่ ลำไย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์  Melicoccus bijugatus Jacq.

ลักษณะ

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 30 เมตร เปลือกมีสีเทาและเรียบ ใบยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร
  • ดอก เป็นดอกเล็ก ๆ มีสีออกเขียวและขาว มีกลิ่นหอม ดอกมีเกสรเพศผู้กันเกสรเพศเมียในดอกเดียวกัน ดอกจะบานช่วงฤดูฝน
  • ผล มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมรี ผลเป็นสีเขียว ผลสุกช่วงฤดูร้อน เนื้อมีสีครีมถึงเหลืองอมส้ม ถ้านำผลไปคั้นเป็นน้ำผลไม้จะมีสีน้ำตาลเข้ม ผลมีเมล็ดขนาดใหญ่เป็นทรงรี นำเมล็ดไปอบและรับประทานได้

สรรพคุณของมามันซีโอ

  • สามารถนำใบมาใช้ปรุงเป็นยาช่วยสมานแผลในลำไส้
  • ประเทศปานามามีการนำใบมาใช้ไล่และกำจัดหมัด
  • ในเวเนซุเอลานำเมล็ดไปคั่วแล้วนำมาบดผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานแก้อาการท้องร่วง

ประโยชน์ของมามันซีโอ

  • สามารถนำเมล็ดไปอบแล้วรับประทานได้
  • มักนิยมปลูกตามข้างถนนเพื่อความสวยงาม และช่วยป้องกันฝุ่นและเสียงได้
  • ผลสามารถรับประทานได้

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 58.11-73 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
วิตามินบี 1 0.03-0.21 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.01-0.20 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.15-0.090 มิลลิกรัม
วิตามินซี 0.8-10 มิลลิกรัม
ทริปโตเฟน 14 มิลลิกรัม
ไลซีน 17 มิลลิกรัม
แทนนิน 1.88 กรัม
ธาตุเหล็ก 0.47-1.19 มิลลิกรัม
แคโรทีน 0.02-0.44 มิลลิกรัม (70 I.U.)
ธาตุแคลเซียม 3.4-15 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 9.8-23.9 มิลลิกรัม
ไขมัน 0.08-0.2 กรัม
เส้นใย 0.07-2.60 กรัม
โปรตีน 0.5-1.0 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 13.5-19.2 กรัม

ข้อควรระวัง
เมล็ดมีเยื่อหุ้มและลื่น อาจทำให้เผลอกลืนแล้วติดคอ ทำให้หายใจไม่ออก

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN), เว็บไซต์มหาวิทยาลัยเพอร์ดู สหรัฐอเมริกา (Purdue University)

อ้างอิงรูปจาก
1.https://identify.plantnet.org/es/the-plant list/species/
2.https://specialtyproduce.com/produce/

มันสําปะหลัง พืชเศรษฐกิจอุดมด้วยสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

0
มันสำปะหลัง
มันสําปะหลัง พืชเศรษฐกิจอุดมด้วยสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก รากจะค่อยๆ สะสมแป้ง ทำให้รากมีขนาดโตขึ้น
มันสำปะหลัง
เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก รากจะค่อยๆ สะสมแป้ง ทำให้รากมีขนาดโตขึ้น

มันสำปะหลัง

มันสำปะหลัง (Cassava) มีถิ่นกำเนิดในแถบที่ลุ่มเขตร้อน มีหลักฐานแสดงว่ามีการเพาะปลูกกันในประเทศโคลัมเบียและเวเนซุเอลามานานกว่า 3,000-7,000 ปีแล้ว โดยมีการสันนิษฐานอีกว่าแหล่งกำเนิด น่าจะมาจาก 4 แหล่งด้วยกัน คือ แถบประเทศกัวเตมาลาและเม็กซิโก, ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้, ทางทิศตะวันออกของประเทศโบลิเวียและทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินา, หรือทางทิศตะวันออกของบราซิล จัดอยู่ในวงศ์ยางพารา (EUPHORBIACEAE) ใช้ชื่อสามัญ คือ Bitter Cassava, Manioc, Sweet Potato Tree, Tapioca plant, Yuca[1],[2]และมีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Manihot esculenta Crantz (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Manihot utilissima Pohl) [1],[2],[5] ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า มันหิ่ว (พังงา), มันสำโรง มันไม้ (ชื่อเดิม), ต้าวน้อย, ต้าวบ้าน (ภาคเหนือ), มันต้นเตี้ย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), สำปะหลัง มันสำโรง (ภาคกลาง), มันเทศ มันต้น มันไม้ (ภาคใต้), ต้าง (คนเมือง, ไทลื้อ), ก๋อนต้ง (ม้ง), โคร่เซาะ (กะเหรี่ยงแดง), หน้อยซิ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่), หน่วยเซ่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน), ลำหม่อน ไคว่ต้น (ลั้วะ), กวายฮ่อ (ขมุ), ม่ะหนิ่ว (ปะหล่อง), ต้างน้อย, ต้างบ้าน, มันตัน, อุบีกายู เป็นต้น[2],[6]

มันสำปะหลังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

1. ชนิดหวาน จะใช้เพื่อบริโภคหรือใช้ทำอาหารได้โดยตรง เช่น การนำไปนึ่ง เชื่อม ทอด ซึ่งมีปริมาณของกรดไฮโดรไซยานิคต่ำและไม่มีรสขม[7]
2. ชนิดขม จะไม่เหมาะสำหรับนำมาบริโภคหรือใช้เลี้ยงสัตว์โดยตรง เนื่องจากมีปริมาณของกรดไฮโดรไซยานิคสูง ซึ่งมีความเป็นพิษต่อร่างกาย การนำมาใช้ต้องผ่านการแปรรูปก่อน แต่ในประเทศไทยจะมีการปลูก ชนิดขมเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมกันมากกว่าชนิดหวาน[7]

ลักษณะของต้นมันสำปะหลัง

  • ต้น เป็นไม้พุ่ม มีลำต้นตั้งตรง เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความสูงประมาณ 1-5 เมตร มีการแตกกิ่ง กิ่งที่แตกจากลำต้นหลักเรียกว่า “กิ่งชุดแรก” ส่วนกิ่งที่แตกจากิ่งชุดแรกเรียกว่า “กิ่งชุดที่สอง” ต้นมันสำปะหลังจะแตกกิ่งเป็นแบบ 2 กิ่ง หรือ 3 กิ่ง ตามลำต้นจะเห็นรอยก้านใบที่หลุดร่วงไปจะเรียกว่า “รอยแผลใบ” และในระหว่างแผลใบจะมีชื่อเรียกอีกว่า “ความยาวของชั้น” ส่วนที่อยู่เหนือรอยแผลใบจะมีตาอยู่ ทุกส่วนของต้นเมื่อนำมาสับจะมีน้ำยางสีขาวไหลออกมา และรากสะสมอาหารเป็นแท่งหนาอยู่ใต้ดิน มีอยู่ประมาณ 5-10 รากต่อต้น รากมันสำปะหลัง (หัวมันสำปะหลัง) ระบบรากเป็นแบบรากฝอย รากจะเกิดจากข้อของลำต้นที่ใช้ปลูกและขยายใหญ่จนเป็นหัว โดยหัวมันสำปะหลังเมื่อนำมาตัดตามขวางแล้วจะมีส่วนประกอบดังนี้ คือ เปลือกชั้นนอก เปลือกชั้นใน และส่วนสะสมแป้งหรือที่เรียกว่าไส้กลาง และจะมีอีกข้อมูลหนึ่งระบุว่าราก มีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ รากจริง และรากสะสมอาหาร (ทั่วไปเรียกว่าหัว) ที่มีปริมาณแป้งอยู่ประมาณ 15-40% รากสะสมอาหารจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-15 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-100 เซนติเมตร[1],[3],[4] ,[5],[6]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับอยู่รอบลำต้น ใบมีลักษณะคล้ายกับรูปโล่ ขอบใบจะแยกเป็นแฉกประมาณ 3-9 แฉก เว้าลึกเกือบถึงโคนใบ ในแต่ละแฉกนั้นจะมีลักษณะเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ แกมรูปใบหอก หรือแกมรูปดาบ ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบ มีความกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และมีความยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ด้านบนเกลี้ยง และจะส่วนที่เป็นสีแดง และด้านล่างเป็นสีขาวนวล และอาจมีขนเล็กน้อยตามเส้นใบ ก้านใบเป็นสีแดงเข้ม มีความยาวประมาณ 5-30 เซนติเมตร ที่โคนก้านใบติดกับลำต้นมีหูใบ หูใบมักจะเป็นแฉกคล้ายรูปหอก 3-5 แฉก มีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร และร่วงได้ง่าย[1],[4],[6]
  • ดอก จะออกดอกเป็นช่อ โดยจะออกตามซอกใบและปลายกิ่ง มีความยาวประมาณ 3-10 เซนติเมตร ใบประดับเป็นรูปยาวแคบ ร่วงง่าย ในแต่ละช่อจะมีดอกย่อยจำนวนมาก โดยช่อดอกจะเป็นแบบ Panicle ช่อดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน แต่อยู่คนละตำแหน่ง ดอกเพศผู้มีก้านดอกที่ยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร และมีกลีบเลี้ยงดอกยาว 3-8 มิลลิเมตร เชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ที่ปลายจะแยกเป็นแฉกสามเหลี่ยม 5 แฉก แต่ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศผู้มีก้านเกสรเพศผู้ เกสรเพศผู้มี 10 อัน เรียงเป็น 2 วง สั้นและยาวสลับกัน ก้านเกสรจะไม่ติดกัน อับเรณูมีขนาดเล็ก ส่วนดอกเพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ และมีก้านดอกที่ยาวประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ติดกันที่โคนเพียงเล็กน้อย มีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร รังไข่มีสันอยู่ 6 สัน และไม่มีขน มีความยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ท่อรังไข่เชื่อมติดกัน ปลายจะแยกเป็น 3 กลุ่ม ในแต่ละกลุ่มจะแยกเป็นแขนงเล็กๆ น้อยๆ อีกเป็นจำนวนมาก ดอกเพศเมียจะไม่มีกลีบดอก และดอกจะประกอบไปด้วยรังไข่ 3 คาร์เพล ในแต่ละคาร์เพลมี 1 ออวุล[1],[4],[6]
  • ผล เป็นแบบแคปซูล มีลักษณะกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ประมาณ 1.5 เซนติเมตร และมีปีกแคบ ๆ ตามยาว เมล็ดมีอยู่ 3 เมล็ด เมล็ดเป็นสีน้ำตาลลายดำ ลักษณะคล้ายกับเมล็ดละหุ่งแต่มีขนาดที่เล็กกว่า เมล็ดมีลักษณะรี มีความยาวประมาณ 12 มิลลิเมตร รอยของก้านออวุลที่เหลืออยู่มีลักษณะเป็นสันนูนขึ้นทางด้านหนึ่งของเมล็ด ส่วนด้านล่างของเมล็ดมีลักษณะคล้ายฟองน้ำ มีสีขาว สีชมพู หรือสีม่วง[4],[5],[6]

สรรพคุณของมันสำปะหลัง

1. ใบอ่อน นำมาต้มให้สุกใช้รับประทาน ช่วยแก้โรคขาดวิตามินบี1 (ใบ))[6]
2. ส่วนของรากหรือหัวเมื่อนำมาใช้ปรุงเป็นอาหาร จะสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ (ราก)[1]

ประโยชน์ของมันสำปะหลัง

1. ลำต้นสามารถนำมาใช้ทำเป็นท่อนพันธุ์ได้ โดยนำมาตัดเป็นท่อนๆ แล้วนำไปปลูก[3]
2. เมล็ดนำมาใช้สกัดเป็นน้ำมันที่มีคุณภาพดีที่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาได้[3]
3. นอกจากจะใช้หัวเป็นอาหารแล้ว เรายังใช้ใบมันสำปะหลังมารับประทานแบบสดๆ หรือนำมาต้มจิ้มกับน้ำพริก นำมาทำแกงก็ได้ อีกทั้งใบยังมีประโยชน์ในการช่วยลดคอเลสเตอรอลอีกด้วย[1],[3]
4. สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรชาวไทยได้มากเป็นอันดับ 4 (รองจากข้าว ยางพารา และอ้อย) โดยผลผลิตครึ่งหนึ่งจะถูกนำมาทำมันเส้นและมันอัดเม็ด ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนำไปแปรรูปเป็นแป้ง ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับมันสำปะหลังมากที่สุดในโลก[3]
5. เป็นพืชอาหารที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 5 ของโลก (รองจากข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าว และมันฝรั่ง) โดยเป็นพืชอาหารที่มีความสำคัญอย่างมากของประเทศในเขตร้อน ด้วยการนำมารับประทานสด ต้ม นึ่ง ย่าง อบ เชื่อม หรือทำเป็นแป้งแล้วแปรรูปเป็นอาหารชนิดต่างๆ ตลอดจนนำมาฝานเป็นแผ่นแล้วทอด[3]
6. นอกจากนี้ใช้เป็นวัตถุดิบประกอบในอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกด้วย เช่น อุตสาหกรรมทอผ้า อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมไม้อัด อุตสาหกรรมกาว อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่าง ๆ เส้นก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น สาคู ซอสต่างๆ ไอศกรีม ก็ใช้แป้งเป็นส่วนผสมแทบทั้งสิ้น[3]
7. หัวสด ใบสด และลำต้นเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วย โดยส่วนของหัวสามารถใช้ได้ทั้งหัวสด เปลือกของหัว และกากที่เหลือจากการทำแป้ง ในส่วนใบจะใช้ใบสดนำมาตากแห้งป่นผสมกับอาหารข้นเลี้ยงสัตว์และเป็นอาหารผสม และในส่วนของลำต้น จะนำมาตัดส่วนยอดผสมกับใบสดใช้เลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง ตากแห้งเป็นอาหารหยาบ[3]
8. ใช้ในอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง (แป้งนำมาทำอาหาร เครื่องปรุง วุ้นเส้น เบียร์ ใช้เป็นทำให้สารติดแน่นคงรูปร่าง ทำเป็นตัวให้ผงฝุ่นในอุตสาหกรรมทอผ้า ซักรีด ทำกาว กระดาษ แอลกอฮอล์ แป้งเปียก ยา อะซีโตน กลูโคส ใช้ในอุตสาหกรรมเจาะน้ำมัน แป้งแปรรูป ฯลฯ), แป้งดิบ (ใช้สำหรับทำขนมอบชนิดต่าง ๆ คล้ายกับแป้งสาลี สามารถใช้ทดแทนแป้งสาลี แป้งข้าวจ้าวได้ ฯลฯ), อุตสาหกรรมมันเส้น (ใช้เป็นอาหารสัตว์), อุตสาหกรรมมันอัดเม็ด ฯลฯ[3]
9. เป็นวัตถุดิบหลักในการแปรรูป ก็ได้แก่ ผงชูรส (monosodium glutamate), ไลซีน (กรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้), และสารให้ความหวาน ซึ่งได้แก่ กลูโคสเหลว (ใช้เป็นวัตถุในการผลิตลูกกวาดและเครื่องดื่มหลายชนิด), กลูโคสผง (แบ่งเป็น เดกซโตสโมโนไฮเดรส (ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง) และเดกซโตสแอนไฮดรัส (ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา)), และซอร์บิทอล (ใช้ในอุตสาหกรรมยาสีฟันและเครื่องสำอาง) เป็นต้น[3]
10. ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ได้จากแป้งมันสำปะหลัง ก็ได้แก่ พลาสติกที่สลายได้ทางชีวภาพ, สารดูดน้ำ (ใช้ในด้านอนามัยทางการแพทย์ ได้แก่ ผ้าอ้อมสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ และใช้ในอุตสาหกรรมเป็นสารข้นสำหรับหมึกสกรีนระบบน้ำ วัสดุดูดน้ำออกจากเชื้อเพลิง เป็นต้น), แอลกอฮอล์ (สามารถนำมาผสมกับน้ำมันเบนซินใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ที่เรียกว่า “ก๊าซโซฮอล์” (gasohol) ได้ ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง)[3]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

1. สารสำคัญที่พบได้แก่ amento flavone, linamarin, linustatin, glucoside, querecetin, yucalexin[1]
2. มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อไวรัส ยับยั้งคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ยับยั้งการมีไขมันในเลือดสูง ยับยั้งการสร้างเอสเตอร์ของคอเลสเตอรอล แต่มีฤทธิ์ทำลายไตและเป็นพิษต่อปลา[1]
3. เมื่อปี ค.ศ.1985 ได้มีการศึกษาทดลองในกระต่าย โดยให้กระต่ายกินรากเป็นอาหาร หลังการทดลองพบว่ากระต่ายมีระดับไขมันในเลือดลดลง[1]
4. เมื่อปี ค.ศ.1982 ที่ประเทศอินเดีย ได้ทำการศึกษาทดลองในหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นให้มีไขมันในเลือดสูง ด้วยการให้รากมันสำปะหลังเป็นอาหาร หลังการทดลองพบว่าหนูทดลองมีระดับไขมันในเลือดลดลง[1]
5. เมื่อปี ค.ศ.2002 ที่ประเทศเกาหลี ได้ทำการศึกษาทดลองผลการลดไขมันในเลือด ด้วยการนำแป้งที่ได้จากรากมันกับโอ๊ตไฟเบอร์ โดยทำการทดลองในหนูแฮมสเตอร์ที่ถูกทำให้อ้วน (ให้อาหารที่มีไขมัน 17%, คอเลสเตอรอล 2% เป็นเวลา 20 วัน) แล้วนำหนูดังกล่าวมาให้มันสำปะหลัง พบว่าหนูทดลองในกลุ่มที่ให้มันสำปะหลัง สามารถลดคอเลสเตอรอลได้ โดยให้ 916 mg./dl. และข้าวโอ๊ต 964 mg./dl. พบว่าสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลได้ถึง 32.4% ในกลุ่มที่ให้มันสำปะหลัง และลดไขมันได้ 51.7% ในกลุ่มที่ให้ข้าวโอ๊ต[1]
6. เมื่อปี ค.ศ.2007 ที่ประเทศบราซิล ได้ทำการศึกษาทดลองผลในการลดไขมันของใบ จากการทดลองพบสาร Polyphenol และสาร Saponins ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและลดไขมันจำพวกไตรีกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล และไขมันอื่น ๆ โดยทำการศึกษาทดลองกับหนูวิสตร้าเพศผู้เป็นระยะเวลา 7 สัปดาห์ ด้วยการนำใบมาอบแห้งที่ 30-35 ≥ และนำใบในขนาด 5%, 10%, 15% มาผสมในอาหารที่ให้หนูทดลองกิน ผลการทดลองพบว่าในขนาด 10% และ 15% สามารถช่วยลดไขมันในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ[1]

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการ 100 กรัม ให้พลังงาน 160 กิโลแคลอรี่

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
คาร์โบไฮเดรต 38.06 กรัม
น้ำตาล 1.7 กรัม
ใยอาหาร 1.8 กรัม
ไขมัน  0.28 กรัม
โปรตีน 1.36 กรัม
น้ำ 59.68 กรัม
วิตามินเอ 13 หน่วยสากล
วิตามินบี1 0.087 มิลลิกรัม
วิตามินบี2 0.048 มิลลิกรัม
วิตามินบี3 0.854 มิลลิกรัม
วิตามินบี6 0.088 มิลลิกรัม
วิตามินบี9 27 ไมโครกรัม
วิตามินซี 20.6 มิลลิกรัม
วิตามินอี 0.19 มิลลิกรัม
วิตามินเค 1.9 ไมโครกรัม
แคลเซียม 16 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.27 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 21 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 27 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 271 มิลลิกรัม
โซเดียม 14 มิลลิกรัม
สังกะสี (ซิงค์) 0.34 มิลลิกรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

โทษของมันสำปะหลัง

1. มันชนิดหวานจะมีพิษน้อยกว่าชนิดขมที่ปลูกกันอยู่ทั่วไป ถ้านำมากินแบบดิบๆ ระบบย่อยจะดูดซึมพิษไซยาไนด์ โดยไซยาไนด์จะอยู่ในรากที่เป็นกรดไฮโดรไซยานิก (HCN) หรือกรดพรัสซิก (Prussic acid) ซึ่งมีความเป็นพิษ และจะมีอยู่ในเปลือกมากกว่าเนื้อ การนำมาแช่น้ำและการนำมาต้ม จะทำให้กรดเหล่านี้ระเหยไปได้
2. โดยสารไซยาไนด์ชนิดนี้จะเป็นสาเหตุของ Cyanogens พิษของรากหากไม่นำมาปรุงให้สุกจะมีพิษ ซึ่งการนำมาปรุงอาหารก็ต้องเอาเปลือกออก ส่วนการต้มโดยเฉพาะในส่วนของรากควรต้มประมาณ 30-40 นาที แล้วทิ้งน้ำที่ต้ม ถ้าเป็นส่วนของใบให้ต้มมากกว่า 10 นาที ยิ่งถ้าเป็นใบแก่ก็ยิ่งต้องต้มนานมากขึ้น[5],[7]
3. ทั้งต้น ราก ใบ และหัวดิบมีสารพิษที่ชื่อว่า Cyanogenic glycoside เป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบไหลเวียนของเลือด ทำให้ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์สมองได้น้อยลง[2],[7]
4. เมื่อกินพืชที่มีสาร Cyanogenic glycoside สด ๆ จะทำให้เกิดอาการอาเจียน หายใจลำบาก กล้ามเนื้ออ่อนเพลีย กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน กล้ามเนื้อกระตุก มีอาการมึนงง ไม่รู้ตัว มีอาการชักก่อนจะหมดสติ มีอาการขาดออกซิเจน ตัวเขียว ลมหายใจมีกลิ่นไซยาไนด์[2],[7]
5. หากได้รับ Cyanogenic glycoside เข้าไปในปริมาณมากจะมีอาการโคม่าภายใน 10-15 นาที และทำให้เสียชีวิตได้ และยังพบอาการเป็นพิษแบบเฉียบพลัน คือ อาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อาเจียน ปวดท้อง และอุจจาระร่วง โดยทั่วไปอาการที่พบมี 2 อาการสำคัญ คือ อาการ Konzo หรือ tied legs (อัมพาตฉับพลันที่ขาทั้งสองข้าง เป็นโรคที่เกิดจากความบกพร่องในการควบคุมการเคลื่อนไหวของประสาทสวนบน), และอาการ Tan หรือ Tropical ataxic neuropathy (อาการที่เกิดจากพิษโดยมีอาการชา ความรู้สึกผิดปกติ สูญเสียการมองเห็น ตาพร่ามัว หูหนวก ขาลีบ สูญเสียการทรงตัว)[2],[7]
6. สำหรับวิธีการรักษา ให้รีบทำให้ผู้ป่วยอาเจียน แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการล้างท้อง ในกรณีที่มีอาการรุนแรงให้ดม amyl nitrite แล้วรีบล้างท้องด้วย 5% sodium thiosulfate หรือทำให้อาเจียน แล้วตามด้วยการฉีด odium nitrite (3% solution at 2.5-5 ml/min.) ร่วมกับ sodium thiosulfate (50 ml of 25% solution,IV) โดยอาจจะต้องให้ยาซ้ำ และให้ออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจกับผู้ป่วย[2]

สั่งซื้ออาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด. (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก). “มันสำปะหลัง” หน้า 154.
2. ระบบวินิจฉัยและการรักษาอาการอันเนื่องจากพืชพิษในประเทศไทย, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “มันสำปะหลัง” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.medplant.mahidol.ac.th/tpex/. [26 พ.ค. 2014].
3. ระบบข้อมูลทางวิชาการ, กรมวิชาการเกษตร. “มันสำปะหลัง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: it.doa.go.th/vichakan/. [26 พ.ค. 2014].
4. ภาควิชาพืชไร่นา, คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. “มันสำปะหลัง (cassava)” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: agri.kps.ku.ac.th/agron/. [26 พ.ค. 2014].
5. ศูนย์สารสนเทศชุมชน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “มัน สำปะหลัง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: 202.28.48.140. [26 พ.ค. 2014].
6. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “Cassava, Manioc, Tapioca”. อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์), หนังสือสมุนไพรไทยตอนที่ 5 (ลีนา ผู้พัฒนพงศ์), หนังสือสมุนไพรใกล้ตัว เล่ม 6 : สมุนไพรที่เป็นพิษ (สมพร ภูติยานันต์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [26 พ.ค. 2014].
7. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสิงห์บุรี. (วันทนีย์ วัฒนาสุรกิตต์). “Cassava (มันสำปะหลัง)”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.sbo.moph.go.th. [26 พ.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://toplist.info/top-list/

มันฝรั่ง พืชอาหารสารพัดประโยชน์

0
มันฝรั่ง พืชอาหารสารพัดประโยชน์ เป็นพืชกินหัว หัวมีตาอยู่โดยรอบในลักษณะวงกลม สามารถใช้ทดแทนธัญพืชได้และมีคุณทางทางโภชนาการสูง
มันฝรั่ง
เป็นพืชกินหัว หัวมีตาอยู่โดยรอบในลักษณะวงกลม สามารถใช้ทดแทนธัญพืชได้และมีคุณทางทางโภชนาการสูง

มันฝรั่ง

มันฝรั่ง (Potato) เป็นพืชกินหัวที่สำคัญชนิดหนึ่งที่กลายเป็นอาหารหลักและวัตถุดิบสำคัญอันดันที่ 4 ของโลก เนื่องจากสามารถใช้ทดแทนธัญพืชได้และมีคุณทางทางโภชนาการสูง ทำให้มีความต้องการเพื่อบริโภคสูง ถูกจัดอยู่ในวงศ์มะเขือ SOLANACEAE เชื่อว่ามีต้นกำเนินในเทือกเขาแอนดีสอยู่บนพื้นที่ระหว่างเม็กซิโกและชิลี ในประเทศโบลิเวีย หรือเปรู เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุตั้งแต่การปลูกไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวประมาณ 4-5 เดือน ซึ่งภายหลังมีการใช้ชื่อสามัญอื่น ๆ เช่น Irish potato, White potato และมีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Solanum tuberosum L. นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า มันเทศ มันอาลู มันอีลู (ภาคเหนือ) เป็นต้น

ลักษณะของมันฝรั่ง

  • ลำต้นมีลักษณะเป็นกิ่ง ที่ตั้งตรงและมีความสูงประมาณ 0.6-1 เมตร ลำต้นเป็นครีบ เมื่ออ่อนแล้วจะมีขน หัวเกิดจากลำต้นที่อยู่ใต้ดิน ใน 1 ต้นนั้นจะได้หัวประมาณ 8-10 หัว สำหรับแหล่งปลูกในประเทศไทยที่ได้ผลดีนั้น คือ จังหวัดทางภาคเหนือซึ่งมีอากาศหนาวเย็น เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ส่วนทางภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้นั้นก็มีปลูกกันบ้างแต่มีผลผลิตน้อยเมื่อเทียบกับจังหวัดทางภาคเหนือ โดยจังหวัดเชียงใหม่เป็นที่มีการปลูกและผลิตมากที่สุด[1],[2]
  • หัว เป็นลำต้นที่เปลี่ยนแปลงไป เกิดเป็นกิ่งหรือเกิดจากส่วนล่างของลำต้น งอกชอนไชลงไปอยู่ในดิน ขยายใหญ่ เพื่อสร้างหัว หัวมีตาอยู่โดยรอบในลักษณะวงกลม ตาแต่ละตานั้นจะสามารถแตกออกได้ 3 กิ่ง ตามีเกล็ดที่มีรูปร่างคล้ายจาน มีไว้สำหรับป้องกันตาไม่ให้ได้รับอันตรายใดๆ และภายในหัวจะมีแกนตรงกลางพุ่งไปยังตาทุกตา[2]
  • ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเรียงสลับกัน มีขนขึ้นอยู่เล็กน้อย และจะประกอบไปด้วยใบยอด 1 ใบ และใบย่อยที่มีลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่แกมวงรีหรือแกมไข่กลับ ปลายแหลมประมาณ 2-4 คู่ และใบย่อยก็จะสั้นอีก 2 คู่ หรือมากกว่านั้น ใบมีความกว้างประมาณ 1.5-5 เซนติเมตร และมีความยาวประมาณ 1.5-7 เซนติเมตร[1],[2]
  • ดอก จะออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกเกิดเป็นกลุ่มๆ อยู่ตรงยอดของต้นหรือซอกใบ ก้านดอกยาว จะประกอบไปด้วยดอกฝอยที่มีอยู่ประมาณ 7-20 ดอก ก้านดอกย่อยจะมีขน ดอกหนึ่งมีกลีบดอกอยู่ 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีขาว สีกุหลาบ สีชมพูม่วง หรือเป็นสีม่วง โคนดอกนั้นจะเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ดอกมีเกสรเพศผู้อยู่ 5 อัน และเกสรเพศเมียอีก 1 อัน ซึ่งมีก้านชูเกสรยาว[1],[2]
  • ผล เป็นผลสดที่มีหลายเมล็ด ผลจะมีลักษณะเล็กและกลม เป็นสีเขียวหรือสีน้ำตาล มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ผลติดกันเป็นพวงๆ[1],[2]

สรรพคุณของมันฝรั่ง

1. ช่วยขับน้ำนมของสตรี (หัว)[1]
2. หัวมีสรรพคุณเป็นยาระงับประสาท (หัว)[1]
3. ช่วยถอนพิษที่เป็นอันตรายในตับ (หัว)[4]
4. มีวิตามินซีมาก จึงช่วยป้องกันไข้หวัดได้ (หัว)[4]
5. หัวใต้ดินมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยในการย่อย (หัว)[1]
6. ช่วยลดไขมัน ด้วยการใช้หัวมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน (หัว)[1]
7. ชาวเปรูจะนำมาทาบริเวณศีรษะเพื่อช่วยรักษาอาการปวดศีรษะ (หัว)[3]
8. หัวมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตสูงและช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว (หัว)[1],[4]
9. ชาวเปรูเป็นชาติแรกที่นำมาทำเป็นยาพอกกระดูก เมื่อกระดูกหัก (หัว)[3]
10. นอกจากจะช่วยป้องกันหวัดแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย (หัว)[5]
11. ตำรับยาแก้คางทูม ให้ใช้ 1 หัว นำมาฝนกับน้ำส้มสายชู แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็น เมื่อแห้งแล้วให้ทาซ้ำจนหาย (หัว)[3]
12. ช่วยป้องกันและรักษาโรคโลหิตจางได้ เพราะร่างกายจะดูดซึมธาตุเหล็กกับวิตามินซีที่มีอยู่ในหัว ซึ่งจะช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกาย (หัว)[4]
13. ใช้รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ด้วยการใช้น้ำคั้นจากหัวนำมาทาบริเวณแผลบ่อย ๆ หรือนำมาตำให้ละเอียดแล้วใช้พอก และให้เปลี่ยนยาหลาย ๆ ครั้ง (หัว)[1],[3]
14. อุดมไปด้วยแคลเซียมมีส่งผลดีต่อหัวใจ ช่วยปรับฮอร์โมนและทำให้ระบบภายในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยในการดูดซึมอาหารได้ดี ป้องกันการบูดเน่าของอาหารภายในลำไส้ ลดอาการบวมและไตอักเสบ (หัว)[4]
15. ชาวอิตาลีในสมัยก่อนจะปลูกและนำไปต้มหรือเผากิน ครั้นเวลาจะกินก็จะเติมเกลือลงไปด้วยเล็กน้อย ด้วยเชื่อว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นความต้องการทางเพศได้ ทำให้คนที่กินมากจะมีลูกมาก (เรื่องนี้ก็ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นใดนะครับ) (หัว)[5]
16. มีสารจำพวกเพกทิน (เป็นสารที่พบในผนังเซลล์และเนื้อเยื่อของพืชบางชนิด) ประกอบด้วยกรดกาแล็กทูรอนิก ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของกาแล็กโทสเป็นหลัก (ในผลไม้จะมีเพกทินเป็นตัวเชื่อมผนังเซลล์ทำให้แข็งและคงรูป เมื่อผลไม้สุกงอม เพกทินจะสลายตัวเป็นน้ำตาลที่ละลายได้ดี ทำให้ผลไม้นิ่มและเสียรูป) ซึ่งมีประโยชน์ช่วยทำให้การบีบตัวและการคลายตัวของลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น (หัว)[4]
17. ใบมีสรรพคุณช่วยทำให้หลับ (ใบ)[1]
18. ใบมีสรรพคุณแก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ (ใบ)[1]
19. ช่วยบำรุงสมองได้ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินบี 6 ที่เป็นตัวช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ทำให้ผลิตสารสื่อประสาทได้อย่างเป็นปกติ เช่น เซโรโทนิน (ช่วยกระตุ้นอารมณ์), กาบา (ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย), และอดรีนาลิน (ช่วยลดความเครียด) โดยปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ ครึ่งถึงหนึ่งถ้วยตวง (ทั้งแบบบดและแบบต้ม) และไม่ควรรับประทานมากกว่านี้ เพราะมีวิตามินซีอยู่ จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร จนทำให้รู้สึกท้องอืดเฟ้อได้

ประโยชน์ของมันฝรั่ง

1. นอกจากจะใช้เป็นอาหารของมนุษย์โดยตรงแล้วยังนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ได้อีกด้วย ด้วยการใช้หัวสดต้มหรือหมักเป็นอาหารของวัว ควาย และสุกร[2]
2. ใช้ 2-3 หัว และนมอุ่น 3-4 ช้อนโต๊ะ ขั้นตอนแรกต้มให้สุก ปอกเปลือกและบดให้เละ แล้วใส่นมลงไปคนให้เข้ากัน เสร็จแล้วให้นำมาพอกมือให้หนา ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วค่อยล้างออก มือจะมืออ่อนนุ่ม[7]
3. หัวเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีปริมาณของแป้ง โปรตีน แร่ธาตุ และวิตามินบางชนิดอยู่ในเกณฑ์สูง จึงใช้เป็นอาหารประจำวันได้เป็นอย่างดี ซึ่งประชากรในยุโรปและอเมริกาจะรับประทานเป็นอาหารหลักแทนข้าว ด้วยวิธีการนำมาต้ม ทอด อบ ฯลฯ[2]
4. โลชั่น (สำหรับผิวมันและผิวธรรมดา) ให้ใช้น้ำคั้นจากหัวดิบ 1 แก้ว และน้ำมะเขือเทศ 1 แก้ว ชั้นตอนแรกให้ไสและคั้นเอาแต่น้ำโดยใช้ผ้ากรองคั้นอีกครั้ง จากนั้นให้คั้นเอาแต่น้ำมะเขือเทศ นำมาผสมเข้าด้วยกัน แล้วใช้สำลีชุบโลชั่นที่ได้เช็ดหน้าเช้าเย็น ส่วนที่เหลือให้เก็บไว้ในตู้เย็น[7]
5. โปรตีนที่ได้มีคุณภาพสูงกว่าโปรตีนที่ได้จากถั่วลิสงอีกด้วย และอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ทำให้นักโภชนาการเชื่อว่าหากคนที่ติดอยู่บนเกาะร้างปลูกไว้กินเป็นอาหารพวกเขาจะไม่มีวันอดตาย และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดกัปตันเรือในสมัยก่อนจึงนิยมบรรทุกไว้เป็นเสบียงสำหรับการเดินทาง[5]
6. นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น การนำมาทำแป้ง นำมาหั่นๆ บางแล้วทอดกรอบ ทำเป็นขนมขบเคี้ยว ทำน้ำตาลกลูโคสและเดกทริน (ใช้สำหรับทำกาวและสารให้ความเหนียวต่างๆ) หรือใช้อุตสาหกรรมการหมักเพื่อผลิตแอลกอฮอล์และกรดซิตริก ล้อยาง พลาสติก ฟิล์ม สีน้ำมัน และใช้ในอุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมทอผ้า เป็นต้น[2],[3]
7. ลดความอ้วนได้ หลายๆ คนอาจเคยเข้าใจผิดว่าหากรับประทานมากก็จะยิ่งทำให้อ้วน แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้อย่างที่คุณคิดทั้งหมด ซึ่งความจริงก็คือ ช่วยในการลดน้ำหนักและความอ้วนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว เพราะจะช่วยทำให้อิ่มท้องได้นาน ทำให้ไม่รู้สึกหิวง่าย และช่วยลดการกินจุกจิก
8. เป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำและอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด แต่อย่างไรก็ตามถ้านำมาปรุงแบบผิดวิธี มันก็ทำให้อ้วนได้เหมือนกัน เพราะสามารถดูดซับเครื่องปรุงต่างๆ โดยเฉพาะน้ำมันได้มากถึง 30-40% คุณอาจจะเคยชินกับการกินฝรั่งในรูปของการทอด เฟรนช์ฟรายด์
9. ทำเป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างถูกวิธีนั้นก็สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การนำมาต้มให้สุกแล้วบด โรยเกลือและพริกไทยป่นเล็กน้อย (ถ้าอยากให้มีกลิ่นหอมก็ให้ใส่ส่วนผสมที่ได้ห้อในกระดาษฟรอยด์แล้วค่อยนำเข้าเตาอบ) หรือจะนำมาต้มให้สุกผสมในน้ำแกง เช่น ในเมนูหัวปลาต้มเผือก เป็นต้น หรือนำมาทำเป็นขนม เช่น บัวลอย เป็นต้น
10. ทำให้ผิวชุ่มชื้นได้ ด้วยการใช้น้ำมันฝรั่งต้ม 4 ช้อนโต๊ะ และนม 140 มิลลิกรัม ขั้นตอนแรกให้นำมาต้ม แล้วกรองเอาน้ำต้มที่ได้มา 4 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงไปในนมแล้วคนให้เข้ากัน เก็บใส่ขวดแล้วนำไปแช่เย็น เมื่อจะนำมาใช้ก็ให้เขย่าขวดก่อน แล้วนำมาทาหน้าด้วยการนวดเบาๆ เป็นวงกลม ทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงใช้ผ้าซับออก[7]
11. ใช้น้ำต้มมันฝรั่ง 2 ช้อนชา, สบู่ป่น 2 ช้อนชา, เนย 2 ช้อนชา, และน้ำมันอัลมอนด์ 8 ช้อนโต๊ะ ขั้นตอนแรกให้นำสบู่และน้ำมันอัลมอนด์ใส่ถ้วย และอุ่นในน้ำร้อนจนผสมเข้ากัน จากนั้นใส่เนยลงไปคนและตามด้วยน้ำต้ม แล้วนำออกจากเตาและคนต่อไปอีกจนส่วนผสมเย็นตัวลง เสร็จแล้วเก็บไว้ในขวด เมื่อจะใช้ก็ให้นำครีมที่ได้มาใช้ทำความสะอาดใบหน้าเหมือนโลชั่น ด้วยการนวดคลึงใบหน้าเบา ๆ เป็นวงกลม ทิ้งไว้สักครู่ แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่น[7]
12. มาส์กหน้าสูตรผิวกระชับผิวเต่งตึงมาส์กหน้ากระชับรูขุมขน และทำให้เลือดไหลเวียนดี ด้วยการป่น 2 ช้อนโต๊ะ แล้วให้เทน้ำอุ่นลงในถ้วย คนเข้ากันจนเนื้อข้น ก่อนมาส์กหน้าให้ใช้ครีม หรือน้ำมันเบบี้ออยล์เล็กน้อยทาใบหน้าให้ทั่ว และให้ใช้พู่กันจุ่มมาส์กมาทาใบหน้าและคอ ยกเว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เมื่อครบแล้วให้ใช้ผ้าอุ่นประคบใบหน้าให้มาส์กอ่อนตัวก่อน แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำอุ่น (สูตรนี้จะทำให้ผิวแห้ง จึงไม่ควรทำบ่อยจนเกินไป)[7]
13. มาส์กหน้าสูตรบำรุงผิวหน้า ให้ใช้น้ำต้ม 7ช้อนโต๊ะครึ่ง, ขี้ผึ้ง 3 3/4 ช้อนโต๊ะ, น้ำมันโจโจ้บา 1/4 ช้อนโต๊ะ, และบอแร็กซ์ 1/4 ช้อนโต๊ะ ขั้นตอนแรกให้ใช้ความร้อนอ่อนๆ ละลายขี้ผึ้งและน้ำมันให้เข้ากัน ใส่ผงบอแร็กซ์ตามลงไปในน้ำต้ม แล้วค่อยๆ ใส่ส่วนผสมดังกล่าวลงไปคนกับขี้ผึ้งที่ละลายแล้ว เสร็จแล้วเอาขึ้นจากเตาและคนต่อไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมเย็นตัว แล้วนำมาทาใบหน้าด้วยการนวดเบาๆ เป็นวงกลม เสร็จแล้วทิ้งไว้สักครู่ แล้วใช้ผ้าซับออก (สูตรนี้สามารถนำมาใช้ทามือ ทาผิว เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวอ่อนนุ่มได้อีกด้วย)[7]
14. ช่วยลดรอยคล้ำใต้ตา ลดรอยคล้ำใต้ตาเพราะ มีเอนไซม์ที่ทำให้สีผิวดูอ่อนและจางลงได้ จึงช่วยลดความหมองคล้ำลงได้ชั่วคราว วิธีนี้จึงเหมาะกับสาวๆ ที่ต้องการแก้ปัญหาตาคล้ำอย่างเร่งด่วนได้เป็นอย่างดี วิธีการก็คือให้นำมาฝานบางๆ นำมาแปะดวงตาไว้ประมาณ 15-20 นาที (หากนำไปแช่เย็นก่อนนำมาใช้ก็จะยิ่งดี เพราะจะช่วยลดปัญหาตาบวมและทำให้ตาสดชื่นได้ด้วย) สำหรับผู้ที่มีอาการคันยุบยิบเล็กน้อย ก็ไม่ต้องเอามือไปเกา เพราะตามข้อมูลบอกไว้ว่าอาจรู้สึกคันยิบๆ เพียงเล็กน้อย แต่ไม่มีผลร้ายแต่อย่างใด[6]

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการของหัวดิบ ต่อ 100 กรัม พลังงาน 77 กิโลแคลอรี่

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
คาร์โบไฮเดรต 17.47 กรัม
แป้ง 15.44 กรัม
ใยอาหาร 2.2 กรัม
ไขมัน 0.1 กรัม
โปรตีน 2 กรัม
น้ำ 75 กรัม
วิตามินบี1 0.08 มิลลิกรัม 7%
วิตามินบี2 0.03 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี3 1.05 มิลลิกรัม 7%
วิตามินบี5  0.296 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี6 0.295 มิลลิกรัม 23%
วิตามินบี9 16 ไมโครกรัม 4%
วิตามินซี 19.7 มิลลิกรัม 24%
วิตามินอี 0.01 มิลลิกรัม 0%
วิตามินเค 1.9 ไมโครกรัม 2%
แคลเซียม 12 มิลลิกรัม 1%
ธาตุเหล็ก 0.78 มิลลิกรัม 6%
แมกนีเซียม 23 มิลลิกรัม 6%
แมงกานีส 0.153 มิลลิกรัม 7%
ฟอสฟอรัส 57 มิลลิกรัม 8%
โพแทสเซียม  421 มิลลิกรัม 9%
โซเดียม 6 มิลลิกรัม 0%
สังกะสี (ซิงค์)  0.29 มิลลิกรัม 3%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

1. มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ต้านการเป็นพิษต่อตับ ลดคอเลสเตอรอล ลดน้ำในเลือด[1]
2. สารสำคัญที่พบ ได้แก่ Barogenin, Chaconine, Erytoxanthin, Glucinol optatolectin, Glucoside, Patatin, Stearic acid, Tuberoside, Zeaxanthin[1]
3. Yamakawa และคณะ (1999) ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการทดลอง Sweetpotato พบว่ามีสาร angiotensin converting enzyme ที่ช่วยลดความดันโลหิตสูงและลดไขมันได้[1]
4. จากการทดสอบความเป็นพิษ โดยให้แกะกินส่วนที่อยู่เหนือดินในขนาด 2.8 กิโลกรัม และ 3.85 กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 9 วัน ไม่พบพิษ[1]
5. Noguchi และคณะ (2007) ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการทดลองสารสกัดจาก Potato snacks จำนวน 1.7 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในหนูถีบจักรทดลอง ผลการทดลองพบว่าสามารถลดความดัน SBP ได้ 35 มิลลิเมตรปรอท และลดไขมันได้[1]
6. มีสาร Solanine โดยในมันฝรั่ง 1 กิโลกรัม จะมี Solanine ประมาณ 20-100 มิลลิกรัม โดย Solanine จะมีมากในรากและเปลือกมันฝรั่ง ในมันฝรั่งเปลือกแดงจะมี Solanine มากกว่ามันฝรั่งเปลือกเหลือง และมันฝรั่งดิบจะมี SOlanine มากกว่ามันฝรั่งสุก นอกจากนี้มันฝรั่งเมื่อโดนแสงแดดเปลือกจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียว และทำให้ปริมาณของ Solanine เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย[3]
7. เฉพาะในเนื้อของมันฝรั่งที่มีรากงอกออกมาหรือเปลือกเปลี่ยนเป็นสีเขียวจะมีปริมาณของ Solanine น้อย เมื่อกินแล้วจะไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าหากมีปริมาณของ Solanine เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติเป็น 4-5 เท่า หรือมากกว่า 0.4 กรัมต่อกิโลกรัม เมื่อกินแล้วจะเกิดอาการเป็นพิษได้ แต่ก็ไม่ถึงกับตาย และเคยมีรายงานว่า เด็กที่กินมันฝรั่งที่เปลือกเปลี่ยนเป็นสีเขียวจะทำให้เกิดอาการกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบถึงตาย[3]

การเลือกซื้อมันฝรั่ง

1. ในการเลือกซื้อควรเลือกหัวที่มีผิวสวย เนื้อแน่น ผิวเป็นสีเหลืองทอง ไม่มีรากงอกออกมา ไม่มีการเปลี่ยนสี ไม่มีรอยแผลเน่าเป็นสีดำ สีเขียวหรือเนื้อนิ่ม เนื่องจากจะทำให้ปริมาณของสารพิษ Solanine มีเพิ่มมากขึ้น[3]
2. โดยเฉพาะในส่วนของราก ตาราก เปลือก และบริเวณที่เน่า เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะเกิดอาการเป็นพิษต่อร่างกาย โดยพิษของ Solanine ถ้าได้รับจะทำให้มีอาการคอแห้ง ชา ปวดแสบปวดร้อนในลำคอ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องร่วง ทำให้มึนงง การเต้นของหัวใจอ่อนลง ตัวเย็นชืด การหายใจล้มเหลว ชักมีไข้ สลบ เป็นต้น (ส่วนการรักษาคือการทำให้อาเจียน หรือให้ Activated chacoal เพื่อช่วยดูดซึมสารพิษ และทำการรักษาไปตามอาการ)[3]
3. มีรายงานว่าถ้าสตรีตั้งครรภ์กินสาร Solanine เข้าไปจะทำให้แท้งบุตรได้ ถ้ามีรากงอกออกมาหรือมีตาราก ให้ตัดส่วนรากและตารากออก แล้วนำไปแช่น้ำสักพัก ก็สามารถนำมาใช้ปรุงเป็นอาหารได้[3]
4. การปรุงอาหาร ก่อนนำมาปรุงอาหารต้องนำมาล้างให้สะอาดก่อนนำไปอบหรือต้ม และให้ปรุงทั้งเปลือก เพราะเปลือกจะช่วยรักษากลิ่นหอมไว้และช่วยรักษาคุณค่าของสารอาหารต่าง ๆ ที่มีอยู่ไม่ให้เสื่อมสลายไปด้วย ส่วนน้ำที่ต้มสามารถเก็บไปทำเป็นน้ำซุปได้
5. ไม่ควรเก็บไว้ในตู้เย็น เพราะความเย็นจะไปกระตุ้นให้เกิดการงอกของรากได้ ดังนั้นควรเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องปกติจะดีที่สุด

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด. (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก). “มัน ฝรั่ง” หน้า 153.
2. โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. “มัน ฝรั่ง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: kanchanapisek.or.th/kp6/. [25 พ.ค. 2014].
3. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 90 คอลัมน์: อาหารสมุนไพร. (วิทิต วัณนาวิบูล). “มัน ฝรั่ง อาหารหลักของชาวยุโรป”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.doctor.or.th. [25 พ.ค. 2014].
4. เดลินิวส์. “มัน ฝรั่ง สุดยอดอาหารสุขภาพ”. อ้างอิงใน: หนังสือสมุนไพร 91 ชนิด พิชิตโรค ชุด ตำรายาล้ำค่าของหมอโฮจุน (สำนักพิมพ์อินสปายร์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.dailynews.co.th. [25 พ.ค. 2014].
5. ราชบัณฑิตยสถาน. (ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน). “มัน ฝรั่ง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.royin.go.th. [25 พ.ค. 2014].
6. ผู้จัดการออนไลน์. “พิสูจน์! ฝานมัน ฝรั่งมาแปะตา ลดอาการรอยคล้ำใต้ตาได้ทันใจ?”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.manager.co.th. [25 พ.ค. 2014].
7. เอ็มไทย. “ผิวสวย 6 วิธี ด้วย.. มัน ฝรั่ง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: women.mthai.com. [25 พ.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.livescience.com/
2.https://www.gardeningknowhow.com/

มะแว้งเครือ กับสรรพคุณและประโยชน์รู้ไว้ติดตัว

0
มะแว้งเครือ
มะแว้งเครือ กับสรรพคุณและประโยชน์รู้ไว้ติดตัว ผลเป็นช่อคล้ายกับมะเขือพวง ผลอ่อนสีเขียวมีลายสีขาวผล ผลสุกสีแดงสด รสขมขื่นเปรี้ยว
มะแว้งเครือ
ผลเป็นช่อคล้ายกับมะเขือพวง ผลอ่อนสีเขียวมีลายสีขาวผล ผลสุกสีแดงสด รสขมขื่นเปรี้ยว

มะแว้งเครือ

มะแว้งเครือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Solanum trilobatum L. จัดอยู่ในวงศ์มะเขือ (SOLANACEAE)[1]
นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า แขว้งเคีย (ตาก), มะแว้งเถา (กรุงเทพฯ), มะแว้ง มะแว้งเถาเครือ (ทั่วไป) เป็นต้น[1],[3]
หมายเหตุ : นิยมใช้ทำเป็นยา นำมาจิ้มกับน้ำพริกรับประทาน แพทย์แผนไทยในอดีตจะนิยมใช้ทั้งมะแว้งเครือและมะแว้งต้นร่วมกัน โดยเรียกว่า “มะแว้งทั้งสอง”[8]

ลักษณะของมะแว้งเครือ

  • ต้น เป็นไม้เถาขนาดเล็ก มีลักษณะกลมเป็นเถาสีเขียว ตามลำต้นนั้นจะมีหนามแหลมขึ้นอยู่ สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือจากสัตว์ (โดยเฉพาะนก) ที่กินผลแล้วถ่ายเมล็ดออกมา เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ต้องการน้ำและความชื้นอยู่ในระดับปานกลาง มักจะขึ้นเองโดยธรรมชาติในบริเวณที่ราบชายป่า ที่โล่งแจ้ง และบริเวณที่รกร้างริมทาง สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย[1],[5],[8]
  • ใบ จะเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน มีลักษณะเป็นรูปไข่ ขอบใบเว้า ใบมีความกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตรและมีความยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร หลังใบเรียบมัน ส่วนท้องใบนั้นจะมีหนามตามเส้นใบ[1],[2],[3]
  • ดอก จะออกดอกเป็นช่ออยู่ตามซอกใบและตรงปลายกิ่ง ในช่อดอกหนึ่งนั้นจะมีดอกอยู่ประมาณ 5-12 ดอก ซึ่งดอกย่อยจะเป็นสีม่วงอมชมพู ที่มีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกมีลักษณะย่น ปลายกลีบแหลม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน แต่ละดอกจะมีขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงดอกนั้นมี 5 กลีบ มีเกสรเพศผู้สีเหลืองอยู่ 5 ก้าน ส่วนก้านดอกและก้านช่อเป็นสีเขียว[1],[3],[5]
  • ผล จะออกเป็นช่อคล้ายกับมะเขือพวง มีลักษณะที่ค่อนข้างกลม ผิวผลเรียบเกลี้ยง ผลมีขนาดที่เล็กกว่าผลของมะเขือพวง หรือมีขนาดประมาณ 0.5-0.8 เซนติเมตร ผลอ่อนจะเป็นสีเขียวมีลายเป็นสีขาวๆ ตามยาว แต่เมื่อแก่หรือสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ผลจะมีเมล็ดลักษณะแบนๆ อยู่หลายเมล็ด และผลจะมีรสขม[1],[2],[3],[5]

สรรพคุณของมะแว้งเครือ

1. ช่วยขับเหงื่อ (ทั้งต้น)[4]
2. ช่วยบำรุงน้ำดี (ผล)[4]
3. ช่วยบำรุงโลหิต (ผล)[4]
4. ผลใช้เป็นน้ำกระสายยากวาด (ผล)[1]
5. ผล แห้งมีฤทธิ์ช่วยทำให้น้ำตับอ่อนเดินได้สะดวก (ผล)[3]
6. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด แก้เบาหวาน ด้วยการใช้ผลที่โตเต็มที่ประมาณ 10-20 ผล นำมารับประทานเป็นอาหาร เป็นผักจิ้มกับน้ำพริก (ผล)[1],[3],[4]
7. ช่วยขับเสมหะ ตำรายาไทยจะใช้ผลสด 4-10 ผล นำมาโขลกพอแหลกคั้นเอาแต่น้ำมาใส่เกลือเล็กน้อย ใช้จิบบ่อย ๆ หรือเคี้ยวกลืนเฉพาะน้ำจนหมดรสขมเฝื่อน (ผล)[1],[2],[3],[4]
8. ทั้งผลสุกและผลดิบเป็นยาขมช่วยทำให้เจริญอาหาร ด้วยการใช้ผลสดประมาณ 5-10 ผล นำมาโขลกให้พอแหลก คั้นเอาแต่น้ำผสมกับเกลือใช้จิบบ่อย ๆ หรือจะใช้ผลสดนำมาเคี้ยวแล้วกลืนทั้งน้ำและเนื้อ (ผล)[1],[2],[3],[4]
9. ต้นมีสรรพคุณขับเสมหะ (ต้น)[4]
10. ต้นช่วยแก้หญิงท้องขึ้นในขณะตั้งครรภ์ (ต้น)[4]
11. เปลือกต้น ใช้ฝนกับสุราปิดแผล รับประทานแก้พิษงู (เปลือกต้น)[7]
12. ช่วยแก้กระหายน้ำ (ราก)[4]
13. รากมีสรรพคุณกัดและขับเสมหะให้ตก (ราก)[3],[4]
14. รากมีรสขมขื่นเปรี้ยว เป็นยาแก้ไข้สันนิบาต (ราก)[3],[4]
15. สรรพคุณของรากมะแว้งในบางตำราระบุว่า ใช้ระงับความร้อน (ราก)[8]
16. ช่วยกระทุ้งพิษไข้ให้ลดลง (ต้น,ราก)[4],[8]
17. ใบและรากใช้เป็นยารักษาวัณโรค (ใบและราก)[3],[4]
18. ใบและรากนำมาทำเป็นยาลูกกลอน หรือต้มและทำเป็นผง ทำเป็นยาแก้ไอ (ใบและราก)[3]
19. ช่วยแก้น้ำลายเหนียว (ต้น, ราก, ใบ, ผล)[3],[4]
20. กากทิ้ง จะช่วยบำบัดอาการไออย่างได้ผลชะงัด (บ้างก็ใช้ผลแห้งปรุงเป็นยาแก้ไอ) (ราก, ใบ, ผล, ทั้งต้น)[1],[2],[3],[4]
21. ช่วยแก้โลหิตออกทางทวารหนัก ทวารเบา (ราก, ผล)[4]
22. ช่วยแก้หืด หืดหอบ ด้วยการใช้ผลสดประมาณ 5-10 ผล โขลกพอแหลก คั้นเอาแต่น้ำและใส่เกลือ นำมาจิบบ่อย ๆ หรือใช้ผลสดเคี้ยวแล้วกลืนทั้งน้ำและเนื้อ (ราก, ทั้งต้น)[4]
23. ใบ รากมีรสขม เป็นยาบำรุงธาตุในร่างกาย (ราก, ใบ, ผล)[3],[4],[5]
24. ต้น ราก ผลสด ผลแห้ง และทั้งต้นใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ต้น, ราก, ผลสด, ผลแห้ง, ทั้งต้น)[1],[2],[3],[4]
25. ราก ใบ ผล และทั้งต้นใช้เป็นยาแก้ไอ ตำรายาไทยจะใช้ผลสดเป็นยาแก้ไอ แก้เจ็บคอ ด้วยการใช้ในผลสด 4-10 ผล นำมาโขลกพอแหลกคั้นเอาแต่น้ำมาใส่เกลือเล็กน้อย ใช้จิบบ่อย ๆ หรือใช้ผลสดเคี้ยวกลืนเฉพาะน้ำจนหมดรสขมเฝื่อน แล้วคาย

ประโยชน์ของมะแว้งเครือ

1. ผลอ่อน ใช้รับประทานสดหรือลวก ต้ม เผาไฟ ใช้เป็นผักร่วมกับน้ำพริก
2. ผลอ่อนและยอดอ่อน สามารถใช้รับประทานเป็นผักได้เช่นกัน แต่ต้องนำมาต้มให้สุกเสียก่อน แล้วจึงนำไปใช้เป็นผักจิ้ม (ส่วนผลอ่อนดิบจะใช้เป็นผักจิ้มได้เลย) นิยมรับประทานกับปลาร้า แต่ก็ใช้จิ้มกับน้ำพริกได้เหมือนกัน[8]
3. ในปัจจุบันนั้นสรรพคุณของมะแว้งในด้านการเป็นยาแก้ไอ ได้ถูกพัฒนาเป็นยาสำเร็จรูปโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ รักษาแผลในลำคอ โดยถือเป็นตำรับยาแผนโบราณที่มีประสิทธิภาพสูงอีกตำรับหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้เป็นยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณขนานหนึ่ง มีการผลิตออกมาจำหน่ายอย่างจริงจัง และได้มีการปลูกต้นมะแว้งเพื่อนำมาผลิตเป็นยาโดยเฉพาะกันบ้างแล้ว[8]
4. ผลสุกของมะแว้ง ยังช่วยดึงดูดนกให้มาเยี่ยมเยียนขอชิมอยู่บ่อยๆ ด้วย นอกจากนั้นต้นมะแว้งยังมีหนามอยู่มากมายที่จะทำหน้าที่เป็นรั้วได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น[8]

คุณค่าทางโภชนาการ

โดยคุณค่าทางโภชนาการของผลมะแว้ง เครือต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 59 แคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
 น้ำ 82.3%
โปรตีน 2.6 กรัม
ไขมัน  1 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 9.9 กรัม
ใยอาหาร 3.3 กรัม
เถ้า 0.9 กรัม
วิตามินเอ 1,383 หน่วยสากล
วิตามินบี 1 0.04 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.1 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 8.4 มิลลิกรัม
วิตามินซี 6 มิลลิกรัม
แคลเซียม 50 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 68 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 1 มิลลิกรัม

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

1. ใบมะแว้งเครือมีสาร Tomatid-5-en-3-ß-ol, ส่วนดอกมะแว้งเครือมีสาร Alkaloids, Cellulose, Pectins Unidentified organic acid Lignins, Unidentified saponins, และผลมะแว้งเครือมีสาร Enzyme oxidase, Vitamin A ค่อนข้างสูง[4]
2. จากการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง โดยทำการเปรียบเทียบสารสกัดจากมะแว้งเครือด้วยคลอโรฟอร์ม ปิโตรเลียมอีเทอร์ เอทิลอะซิเตทและเอทานอล พบว่าสารที่สกัดด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์มีความเป็นพิษต่อเซลล์ Leuk-L292 และ Vero มากที่สุด และเมื่อทำการแยกส่วนสกัดต่อก็พบว่าส่วนที่มีความเป็นพิษต่อเซลล์มากที่สุดคือส่วน Sobatum โดยมีค่า LD50 เมื่อทดสอบกับเซลล์ Leuk-L292 และ Vero มีค่าเท่ากับ 7 และ 7.5 ไมโครกรัมต่อมิลลิกรัมตามลำดับ[6]
3. เมื่อให้สาร Sobatum เข้าทางช่องท้องในขนาด 100, 200 และ 400 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พบว่าสารดังกล่าวไม่มีฤทธิ์เหนี่ยวนำ micronucleus ของเซลล์เม็ดเลือดแดงในไขกระดูก หรือทำให้เกิดความผิดปกติในโครโมโซม และเมื่อทำการทดสอบความเป็นพิษกึ่งเฉียบพลันและแบบเฉียบพลันของส่วนสกัดดังกล่าว ก็ไม่พบว่าก่อให้เกิดอาการพิษ หรือความผิดปกติในเนื้อเยื่อ หรือทำให้หนูตาย[6]
4. จากการทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดด้วยเอทานอลและน้ำ ในอัตราส่วน 1:1 ด้วยการฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูขาวทดลอง พบว่าในขนาดที่ทำให้หนูทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าเท่ากับ 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม[6]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. “มะแว้งเครือ”. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). หน้า 641-642.
2. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “มะ แว้ง เครือ”. หน้า 191.
3. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. “มะ แว้ง เครือ (Ma Waeng Khruea)”. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). หน้า 237.
4. สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “มะ แว้ง เครือ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/herbs/. [18 พ.ค. 2014].
5. ผักพื้นบ้าน ในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร, สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง. “มะแว้งเครือ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: area-based.lpru.ac.th/veg/. [18 พ.ค. 2014].
6. ฐานข้อมูลความปลอดภัยของสมุนไพรที่มีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณ, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “มะ แว้ง เครือ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.medplant.mahidol.ac.th/poisonpr/. [18 พ.ค. 2014].
7. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “Solanum trilobatum L.”. อ้างอิงใน: หนังสือสารานุกรมสมุนไพร เล่ม 1, หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.qsbg.org. [18 พ.ค. 2014].
8. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 235 คอลัมน์: ต้นไม้ใบหญ้า. “มะแว้ง : ทั้งต้นและเครือล้วนเชื้อพันธุ์เดิม”. (เดชา ศิริภัทร). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.doctor.or.th. [18 พ.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.comdept.cmru.ac.th/
2.https://tropical.theferns.info/

มะหลอด สมุนไพรพื้นเมืองโบราณผลสีแดงสะดุดตา

0
มะหลอด
มะหลอด สมุนไพรพื้นเมืองโบราณผลสีแดงสะดุดตา ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีส้มแดง รสเปรี้ยวนิยมทานสดเป็นผลไม้ ก่อนนำมารับประทานต้องทำให้นิ่มก่อน
มะหลอด
ผลสีแดงสะดุดตา ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีส้มแดง รสเปรี้ยวนิยมทานสดเป็นผลไม้ ก่อนนำมารับประทานต้องทำให้นิ่มก่อน

มะหลอด

มะหลอด เป็นพันธุ์ไม้พุ่มสมุนไพรพื้นเมืองของไทยที่พบได้มากในทางภาคเหนือ ตามป่า ตามทุ่งนา หรือตามบ้านเรือนชนบท และสามารถพบได้ตามชายป่าชื้น ป่าเบญจพรรณ และมักจะขึ้นอยู่ตามเนินเขาในที่ร่มที่ความสูงระดับ 200-1,600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เมื่อสุกผลจะมีสีแดงดูสะดุดตารสเปรี้ยวมีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการหอบหืด แก้ไอ แก้หอบหืด ลดไข้ เมล็ดในมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อและฆ่าพยาธิ รากมีฤทธิ์ห้ามเลือด แก้ปวด เป็นต้น
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Elaeagnus latifolia L. จัดอยู่ในวงศ์ (ELAEAGNACEAE) ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ส้มหลอด (ภาคใต้), สลอดเถา หมากหลอด หรือ บะหลอด บ่าหลอด (ภาษาคำเมือง), ควยรอก (ตราด) เป็นต้น

ลักษณะของมะหลอด

  • ต้น เป็นไม้เถาที่มีเนื้อแข็ง ลำต้นและกิ่งมีเกล็ดสีเทาหรือสีเงินขึ้นปกคลุม
  • ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน ลักษณะใบเป็นรูปรีหรือรูปรีแกมหอก ปลายใบแหลม โคนใบเป็นสอบ ขอบใบนั้นจะเรียบ แผ่นใบด้านบนเป็นสีเขียวอมน้ำเงินเกลี้ยง ส่วนใบด้านล่างมีเกล็ดเล็ก ๆ สีน้ำตาลขึ้นอยู่ทั่วไป กว้างประมาณ 3.5-4.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-12 เซนติเมตร และก้านใบยาวประมาณ 0.8-1.2 เซนติเมตร
  • ดอก ออกเป็นกระจุกตามง่ามใบ มีความยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศหรือมีดอกเพศเมียปะปนรวมอยู่ด้วย ลักษณะกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นหลอดคล้ายสันเหลี่ยม ยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร ที่ปลายนั้นแยกเป็นกลีบ 5 กลีบ มีเกสรเพศผู้ 5 อัน ติดอยู่กับหลอดท่อดอก
  • ผล มีลักษณะหลายรูปทรง เช่น ผลรูปรี รูปไข่ รูปกรวย รูปลูกแพร์ และรูปทรงกระบอก ยาวอยู่ที่ประมาณ 1-2 เซนติเมตร ลักษณะโดยรวมจะคล้าย ๆ กับมะเขือเทศราชินี ผิวของเปลือกจะมีความสากเล็กน้อย มีจุดสีขาวสีเงินบนผล ผลเมื่ออ่อนจะเป็นสีเขียว ผลเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม สีแดง สีส้มแดง หรือสีเหลือง ผลมีรสชาติที่เปรี้ยว รสชาติที่ฝาดจนถึงรสชาติหวาน นำมารับประทานเป็นผลไม้ได้ และผลมีเมล็ดสีน้ำตาลเหลือง ลักษณะเมล็ดหัวท้ายจะแหลมยาวรี ตัวเมล็ดเป็นพู (ร่อง) โดยเมล็ดหนึ่งจะมีอยู่ 8 พู

ผลไม้ชนิดนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 3 รส โดยทุกรสนั้นจะมีรสชาติฝาดรวมอยู่ด้วย ซึ่งได้แก่ รสชาติที่เปรี้ยว สีผลจะออกสีส้มใส, รสหวานนั้นจะมีสีที่ค่อนข้างแดงเข้ม หารับประทานได้ยาก, และมะหลอดก๋ำปอ มีรสชาติที่ไม่เปรี้ยวและไม่หวานมาก ก่อนที่จะนำมารับประทานต้องทำให้นิ่มเสียก่อนด้วยวิธีการนวดหรือคลึง เพราะจะสามารถช่วยลดรสชาติความฝาดลงไปได้เยอะเลยทีเดียว แถมยังช่วยให้แยกเมล็ดออกมาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ผลไม้ชนิดนี้บางคนอาจไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินมาก่อน เพราะเท่าที่ทราบนั้นก็คือผลไม้ชนิดนี้เป็นผลไม้ของทางภาคเหนือ โดยจะออกดอกออกผลในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อตอนผลสุก ต้นจะดูสวยงามเป็นอย่างมากเพราะจะเต็มไปด้วยผลที่มีสีแดงสด สีส้ม สีเหลือง และสีเขียว คละเคล้ากันไป เห็นแล้วน่ารับประทานเป็นอย่างมาก แต่น่าเสียดายที่ผลไม้ชนิดนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายมากนัก ทำให้มีผลผลิตจำหน่ายเข้าสู่ตลาดนั้นมีจำนวนที่น้อยมาก และมักจะพบเห็นวางจำหน่ายตามตลาดในจังหวัดรอบนอกตามแถบชนบทเสียมากกว่า ทำให้ไม่เป็นที่รู้จักเหมือนผลไม้ชนิดอื่น ๆ และยังไม่มีการส่งเสริมการปลูกอย่างจริงจัง ทำให้ในปัจจุบันนี้ค่อนข้างจะหาได้ยากขึ้นไปทุกที

สรรพคุณของมะหลอด

1. ดอกช่วยบำรุงหัวใจ
2. ใบใช้ช่วยบำรุงเนื้อหนังให้สมบูรณ์
3. ผลและดอกนั้นช่วยคุมธาตุในร่างกาย
4. ดอกช่วยแก้โรคตา
5. ผลมีฤทธิ์ช่วยแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียนได้
6. ดอกสามารถช่วยแก้อาการปวดศีรษะได้
7. เถาช่วยแก้ไข้พิษ
8. เปลือกต้นช่วยขับเสมหะ
9. ดอกมีฤทธิ์ใช้แก้ริดสีดวงจมูก
10. ผลดิบและดอกใช้เป็นยาฝาดสมาน
11. รากนำมาผสมกับรากเติ่ง แล้วนำไปแช่เหล้าที่ทำจากข้าวเหนียวตำ ใช้กินแก้อาการปวดกระดูก ปวดหัว หรืออาการเข่าเดินไม่ได้
12. ดอกใช้เข้าเครื่องยา
13. ทั้งต้นนั้นนำไปใช้ต้มน้ำอาบแก้อาการใจสั่นได้ (ทั้งต้น)
14. ผลสุกสามารถใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ ได้
15. ผลสุกใช้ช่วยแก้อาการบิดและอาการท้องผูกในเด็ก (ผลสุก)
16. ตำรับยาพื้นบ้านของชาวล้านนานั้น จะใช้เนื้อในเมล็ดผสมกับเหง้าสับปะรด 7 แว่น กับสารส้มขนาดเท่าหัวแม่มือ นำเอาไปต้มเป็นน้ำดื่มช่วยแก้โรคนิ่ว (เนื้อในเมล็ด)

ประโยชน์ของมะหลอด

1. อุดมไปด้วยวิตามินซี จึงช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ
2. ผลดิบสีเขียวนั้น สามารถนำมารับประทานร่วมกับน้ำพริกถั่วเน่าพันด้วยผักกาดและผักชีได้ รับประทานคล้าย ๆ เมี่ยงคำ หรือนำมาทำส้มตำ ทำแกงส้ม เป็นต้น
3. ผลสุกรับประทานเป็นผลไม้ได้ กินคู่กับน้ำพริกหวาน หรือจะนำไปดองกับเกลือก็ได้
4. ผลสุกนำไปแปรรูปเป็นผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม หรือนำไปทำไวน์ เป็นต้น

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 1, หนังสือผลไม้ 111 ชนิด คุณค่าอาหารและการกิน (นิดดา หงส์วิวัฒน์, ทวีทอง หงส์วิวัฒน์), เว็บไซต์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์,เว็บไซต์สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com/photos/
2.https://www.ydhvn.com/
3.https://blogcaycanh.vn/

มะแฟน พรรณไม้พื้นบ้านสรรพคุณเป็นยารักษาแผลในปาก

0
มะแฟน
มะแฟน พรรณไม้พื้นบ้านสรรพคุณเป็นยารักษาแผลในปาก เป็นสมุนไพรพื้นบ้านใช้รากแก้ไข้ ถอนพิษ ผลมีเนื้อนุ่มสีขาวรสเปรี้ยว ผลแก่สีแดง ผลสุกเป็นสีดำรสหวาน
มะแฟน
มีเนื้อนุ่มสีขาวรสเปรี้ยว ผลแก่สีแดง ผลสุกเป็นสีดำรสหวาน

มะแฟน

มะแฟน เป็นสมุนไพรพื้นบ้านมักใช้รากแก้ไข้ ถอนพิษ ไข้กลับไข้ซ้ำ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษตานซาง ถอนพิษผิดสำแดง ผล รักษาแผลในปาก ใบอ่อนและผลรับประทานได้ผลดิบมีรสเปรี้ยวและผลสุกจะมีรสหวาน ส่วนลำต้นเนื้อไม้มีความเหนียวนิยมนำมาใช้ทำเสาที่พักอาศัย กระดาษพื้นบ้าน ประตูไม้ วงกบ โต๊ะนั่ง รวมถึงใช้ทำอุปกรณ์ใช้ทางการเกษตร ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Protium serratum (Wall. ex Colebr.) Engl. จัดอยู่ในวงศ์ (BURSERACEAE) ชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า แฟนส้ม (เลย), ส้มแป้น (นครราชสีมา), ค้อลิง (ชัยภูมิ), มะแทน (ราชบุรี), กะโปกหมา กะตีบ (ประจวบคีรีขันธ์), ปี (ภาคเหนือ), มะแฟน (ภาคกลาง), พี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ฟีแซ พีแซ ผี (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), ตะพีเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), ไฮ่ม่าดี้ (ปะหล่อง), เจี้ยนต้องแหงง (เมี่ยน) เป็นต้น[1],[2]

ลักษณะของมะแฟน

  • ต้น เป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง มีความสูงได้ถึงประมาณ 10-30 เมตร ลำต้นเปลาตรง โคนต้นเป็นพูพอน เรือนยอดค่อนข้างทึบ เป็นพุ่มกลมในช่วงบน เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาล แตกเป็นสะเก็ดใหญ่ๆ สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เป็นพรรณไม้ที่ชอบอยู่กลางแจ้ง ทนต่อความร้อนได้ดี มักพบขึ้นเป็นกลุ่มๆ ตามป่าเบญจพรรณทั่วไป หรือตามป่าเบญจพรรณบริเวณเขาหินปูนและป่าดิบแล้งใกล้ลำธาร ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 100-800 เมตร[1],[3]
  • ใบ เป็นใบประกอบ เป็นช่อๆ แบบขนนก ช่อใบติดเรียงสลับ แต่ละแขนงจะมีใบย่อยอยู่ประมาณ 3-11 ใบ ติดตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ยกเว้นใบยอดช่อจะเป็นใบเดี่ยว ลักษณะเป็นรูปรียาว หรือเป็นรูปแกมขอบขนาน ปลายใบหยักเป็นติ่งแหลม โคนใบกลมมนหรือเบี้ยวๆ ขอบใบอ่อนหยักเป็นฟันเลื่อย ส่วนใบแก่มักเรียบหรือเป็นรูปคลื่น ใบมีความกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และความยาวประมาณ 6-13 เซนติเมตร เนื้อใบค่อนข้างหนา ใบอ่อนมีขนขึ้นหน่อยๆ เมื่อแก่แล้วขนจะหลุดออกหมดเป็นใบเรียบเกลี้ยง ท้องใบมองเห็นเส้นใบเป็นรูปตาข่ายได้ค่อนข้างชัดเจน ก้านใบมีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร[1],[3]
  • ดอก จะออกดอกเป็นช่อกระจายอยู่ตรงบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง ในแต่ละช่อจะมีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและดอกแยกเพศ ลักษณะของดอกจะมีกลีบดอกและรองกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ส่วนโคนกลีบของรองกลีบดอกจะติดกันคล้ายรูปถ้วยตื้นๆ ปลายแยกออกเป็นแฉกเล็กๆ 5 แฉก ส่วนกลีบดอกจะมี 5 กลีบ มีขนอยู่ด้านนอก ดอกเป็นสีขาว สีเขียวอ่อน หรือสีเหลืองอ่อน ตรงกลางดอกจะมีเกสรเพศผู้อยู่ประมาณ 10 อัน และมีเกสรเพศเมีย 1 อัน มีขนาดสั้นกว่ากลีบดอก จะออกดอกในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์[1],[3]
  • ผล มีลักษณะค่อนข้างกลมมน และมีร่องแบ่งอยู่ประมาณ 2-4 พู มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร ภายในผลมีเนื้อที่นุ่มเป็นสีขาวและมีเมล็ด เมล็ดมีลักษณะค่อนข้างกลมแข็ง ส่วนเปลือกผลจะเป็นสีแดง สีเขียว สีเหลือง เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง พอแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ออกผลในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม[1],[3]

สรรพคุณของมะแฟน

1. ราก ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ (ราก)[4]
1.1 ราก สามารถนำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ ถอนพิษไข้กลับไข้ซ้ำ กระทุ้งพิษไข้หัว ไข้เหนือ (ราก)[1],[2]
1.2 รากสดหรือรากแห้ง สามารถนำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้พิษซาง พิษตานซาง ถอนพิษผิดสำแดง และเป็นยาถอนพิษต่างๆ (ราก)[1],[2],[4]
2. ผล มีสรรพคุณเป็นยารักษาแผลในปาก (ผล)[4]

ประโยชน์ของมะแฟน

1. ผล มีรสที่เปรี้ยว สามารถรับประทานได้[1],[2]
2. ใบอ่อน สามารถรับประทานได้เช่นกัน (กะเหรี่ยงแดง)[2]
3. เนื้อไม้ มีความเหนียว เมื่อตัดใหม่ๆ แก่นจะเป็นสีแดง พอทิ้งไว้นานๆ จะเปลี่ยนเป็นสีอิฐหรือสีน้ำตาลคล้ำ เสี้ยนไม้มักสน เนื้อไม้ละเอียดและสม่ำเสมอพอประมาณ เลื่อย ผ่า ไสกบ ตกแต่งได้ง่าย[2],[3]
4. เนื้อไม้ สามารถนำมาใช้ทำเสาอาคารบ้านเรือน กระดานพื้น ฝา ฝ้า เพดาน ประตู หน้าต่าง วงกบ กรอบรูป กรอบกระจก กรอบประตูหน้าต่าง เครื่องเรือน เครื่องใช้ทางการเกษตร ไถ หัวหมูไถ ใช้ทำฟืน ฯลฯ[2],[3]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).“ม ะ แ ฟ น”. หน้า 625-626.
2. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “ม ะ แฟ น”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [02 พ.ย. 2014].
3. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “ม ะ แ ฟ น”. อ้างอิงใน : หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 1, ไม้ต้นในสวน Tree in the Garden. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.qsbg.org. [02 พ.ย. 2014].
4. พืชสมุนไพรโตนงาช้าง. “มะแฟน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : paro6.dnp.go.th/web_km/พืชสมุนไพรโตนงาช้าง/. [02 พ.ย. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.http://rspg.mfu.ac.th/plant-genetic-conservation/

มะพูด ผลไม้ป่าดงดิบรสเปรี้ยวอมหวานแห่งอินโดนีเซีย

0
มะพูด
มะพูด ผลไม้ป่าดงดิบรสเปรี้ยวอมหวานแห่งอินโดนีเซีย ผลอ่อนจะมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลืองสดอมสีส้ม เนื้อผลมีสีเหลืองเรียบเป็นมัน มีรสเปรี้ยวอมหวาน
มะพูด
ผลไม้ป่าดงดิบรสเปรี้ยวอมหวานแห่งอินโดนีเซีย ผลอ่อนจะมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลืองสดอมสีส้ม เนื้อผลมีสีเหลืองเรียบเป็นมัน มีรสเปรี้ยวอมหวาน

มะพูด

มะพูด (Yelloe mangoesteen) เป็นพันธุ์ไม้ในตระกูลมังคุดและส้มแขก และยังถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมาย ซึ่งผลไม้ชนิดนี้เมื่อผลสุกจะมีรสเปรี้ยวอมหวานรับประทานได้หรือใช้แทนมะนาวในการปรุงอาหาร หรือใช้ผลสุกแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ ผลไม้กวน ชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Garcinia dulcis (Roxb.) Kurz อยู่ในวงศ์มังคุด ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น จำพูด ปะหูด ไข่จระเข้ ปะพูด พะวาใบใหญ่ ส้มปอง ประโฮด ตะพูด ประโหด ส้มม่วง มะนู ประหูด ตะพูด

ลักษณะ

  • ต้น มีถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน[3] เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 7-10 เมตร บ้างก็ว่าสูงประมาณ 15 เมตร เรือนยอดมีลักษณะกลมหรือเป็นรูปไข่ เป็นทรงพุ่ม ลำต้นตรง อาจมีร่องรอยแผลเป็น ลักษณะเป็นปุ่มปมตะปุ่มตะป่ำ เกิดจากการหลุดร่วงของกิ่งก้าน จะแตกกิ่งก้านต่ำเป็นพุ่มโปร่ง ก้านแตกออกจากลำต้นถี่ เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลเข้ม เรียบ แตกเป็นร่อง ถ้าเปลือกต้นเกิดบาดแผลจะมียางสีขาวและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองไหลออกมา โดยการใช้เมล็ด การใช้ต้นกล้าปักชำ มีเขตการกระจายพันธุ์ที่ป่าดิบชื้น ตามชายห้วย พื้นที่ริมน้ำที่ป่าเบญจพรรณ พบเจอได้มากทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ และพื้นที่แถบชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ ที่ต่างประเทศสามารถพบเจอได้ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ชวา ลาว กัมพูชา บอร์เนียว[1],[2],[3],[5],[6]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตรงข้ามกันเป็นคู่ ใบมีลักษณะเป็นรูปใบหอก แกมรูปขอบขนาน ที่โคนใบจะกว้างมนตัดตรง เว้าคล้ายรูปหัวใจแล้วค่อย ๆ สอบเรียวเล็กที่ปลายใบ ขอบใบจะเรียบ ใบกว้าง 8-12 เซนติเมตร ยาว 15-25 เมตร แผ่นใบจะเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบจะเหนียวหนาคล้ายกับแผ่นหนัง ส่วนหลังใบจะเรียบลื่นและเป็นมัน มีสีเขียวเข้ม ท้องใบมีขน แต่บางครั้งก็ไม่มี ใบแห้งจะมีสีเหลืองอมสีเทา ก้านใบยาวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร มีขนบาง ๆ ปกคลุม[1],[2],[3]
  • ดอกออกเป็นช่อ ช่อละ 3-5 ดอก ดอกออกที่ตามซอกใบตามแผลใบตามกิ่งก้าน ดอกมีสีขาวอมเหลือง ดอกแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน มีกลีบดอกอยู่ 5 กลีบซ้อนกัน ดอกจะมีลักษณะตูมเป็นทรงกลม กลีบดอกมีลักษณะเป็นทรงกลม หนามีสีเหลืองอ่อน ถ้าดอกบานเต็มที่จะกว้าง 1-1.5 เซนติเมตร บานเป็นรูปถ้วยโถ ดอกออกช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม[1],[3],[7]
  • ผล มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือรูปไข่ มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 เซนติเมตร ผิวผลจะเรียบเป็นมัน ผลอ่อนจะมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลืองสดอมสีส้ม เนื้อผลมีสีเหลือง มีรสเปรี้ยวอมหวาน ในผลมีเมล็ด 2-5 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปรี มีสีน้ำตาล ติดผลช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน[1],[2],[3],[7]

สรรพคุณของมะพูด

  • สามารถแก้อาการช้ำในได้ (ผล)[4]
  • สามารถช่วยขับถ่ายโลหิตเสียให้ตก (ผล)[4]
  • ผลจะมีฤทธิ์ที่เป็นยาระบายอ่อน ๆ[4]
  • สามารถแก้อาการเจ็บคอได้ (ผล,น้ำที่คั้นจากผล)[1],[2],[3]
  • สามารถแก้อาการร้อนในได้ (ราก)[1],[2],[3]
  • น้ำที่คั้นได้จากผลจะมีรสเปรี้ยวอมหวาน สามารถช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันได้[1],[2],[3]
  • นำเมล็ดมาบดผสมน้ำส้มหรือเกลือ สามารถใช้ทาแก้อาการบวมได้[9]
  • เปลือกต้นจะมีรสฝาด นำไปต้มแล้วกรองเอาน้ำมาใช้ชำระล้างบาดแผล[2],[3],[4]
  • สามารถถอนพิษผิดสำแดงได้ (ราก)[1],[2],[3]
  • สามารถช่วยขับเสมหะ และช่วยกัดเสมหะได้ (ผล,น้ำที่คั้นจากผล)[1],[2],[3],[4]
  • สามารถแก้อาการไอได้ (ผล,น้ำที่คั้นจากผล)[1],[2],[3],[4]
  • รากจะมีรสจืด สามารถใช้เป็นยาแก้ไข้ได้[1],[2],[3]

ประโยชน์ของมะพูด

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นที่มีทรงพุ่มสวยงาม ใบกับผลจะเด่น ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับหรือปลูกเพื่อให้ร่มเงา เช่น ปลูกที่บริเวณศาลา ที่ใกล้ทางเดิน ริมน้ำ หรือในสวนผลไม้[3],[7]
  • ผลดิบจะมีรสเปรี้ยว สามารถใช้ผลดิบแทนมะนาวในการทำแกงส้มกุ้งสดได้[3]
    คนไทยโบราณเชื่อกันว่า ถ้าปลูกต้นในบริเวณบ้าน จะส่งเสริมให้ลูกหลานเป็นคนช่างพูดช่างเจรจา พูดในสิ่งที่ดีงาม พูดจาไพเราะ และเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน และสามารถแก้เด็กปากหนักไม่ยอมพูดกับใคร นิยมปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้าน[3],[5]
  • ผลสุกจะมีรสหวานอมเปรี้ยว สามารถทานเป็นผลไม้ได้ ปัจจุบันมีการนำไปแปรรูปเป็นน้ำผลไม้กับผลไม้กวน[2],[3],[9]
  • ใบกับเปลือกต้น สามารถนำมาใช้สกัดย้อมสีเส้นไหมได้ จะให้สีเหลืองคล้ายกับสีเหลืองของดอกบวบ[3] ให้สีเหลืองสด สีน้ำตาล[6]

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 49 Unit

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
วิตามินเอ 42 I.U.
วิตามินบี 1 0.06 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.3 มิลลิกรัม
วิตามินซี 5 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 13 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 5 มิลลิกรัม
โปรตีน 0.4 กรัม
เส้นใยอาหาร 1.0 มิลลิกรัม
คาร์โบไฮเดรต 12.2 กรัม
ไขมัน 0.5 กรัม

แหล่งที่มา ผักพื้นบ้านในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร[8]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “ม ะ พู ด (Mapud)”. หน้าที่ 229.
ข้อมูลพรรณไม้ สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่ สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “มะพูด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th. [12 ม.ค. 2014].
งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา. “มะพูด”. (รศ.ชนะ วันหนุน). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: 158.108.70.5/botanic/. [12 ม.ค. 2014].
อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล. “มะ พูด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th. [12 ม.ค. 2014].
๑๐๘ พรรณไม้ไทย. “มะ พูด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.panmai.com. [12 ม.ค. 2014].
พันธุ์ไม้ย้อมสีธรรมชาติ กรมหม่อนไหม. “ม ะ พู ด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: qsds.go.th. [12 ม.ค. 2014].
สำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร. “มะพูด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: 203.155.220.217/office/ppdd/publicpark/thai/2011/. [12 ม.ค. 2014].
สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง, ผักพื้นบ้านในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร. “มะพูด”. อ้างอิงใน: หนังสือไม้อเนกประสงค์กินได้ (คณะอนุกรรมการประสานงานวิจัยและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้และไม้โตเร็วอเนกประสงค์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: area-based.lpru.ac.th/veg/. [12 ม.ค. 2014].
เดลินิวส์ วันพฤหัสบดี 29 ธันวาคม 2554. “มะ พู ด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.dailynews.co.th. [12 ม.ค. 2014].
ศูนย์รวมข้อมูลสิ่งมีชีวิตในประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). “ม ะ พู ด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaibiodiversity.org. [12 ม.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com/photos/adaduitokla/

มะม่วงหัวแมงวัน ใช้รักษาอาการจากแมลงสัตว์กัดต่อย

0
มะม่วงหัวแมงวัน
มะม่วงหัวแมงวัน ใช้รักษาอาการจากแมลงสัตว์กัดต่อย ดอกมีขนาดเล็กสีขาว ผลอ่อนจะเป็นสีเขียวปนม่วง หรือเขียวปนม่วงแดง ผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ มีรสชาติหวาน
มะม่วงหัวแมงวัน
ดอกมีขนาดเล็กสีขาว ผลอ่อนจะเป็นสีเขียวปนม่วง หรือเขียวปนม่วงแดง ผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ มีรสชาติหวาน

มะม่วงหัวแมงวัน

มะม่วงหัวแมงวัน มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Buchanania cochinchinensis (Lour.) M.R.Almeida (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Buchanania lanzan Spreng., Buchanania latifolia Roxb.)[1],[2] จัดอยู่ในวงศ์มะม่วง (ANACARDIACEAE)[1] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มะม่วงแมงวัน (ลำปาง), หัวแมงวัน (สุโขทัย), มะม่วงหัวแมงวัน (นครราชสีมา, ราชบุรี), ฮักหมู ฮักผู้ (ภาคเหนือ), รักหมู (ภาคใต้), มะม่วงนก เป็นต้น[1],[2]

ลักษณะของมะม่วงแมงวัน

  • ต้น จัดเป็นไม้ยืนต้น ที่มีความสูง 8-20 เมตร ขนาดลำต้นวัดรอบได้ประมาณ 60-100 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเปลาตรง เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ตามก้านและกิ่งอ่อนมีขนยาวสีน้ำตาลแดงปกคลุม เปลือกต้นมีรอยแตกเป็นร่องหรือเป็นสะเก็ดยาว ๆ ไปตามลำต้น มีสีเทาแก่หรือสีดำ เปลือกภายในเป็นสีแดงเลือดหมู เมื่อถากเปลือกภายในนั้นจะมีน้ำยางที่มีสีน้ำตาลไหลซึมออกมา ถ้าถากทิ้งไว้ยางจะเป็นสีดำ ทำให้ผิวหนังพุพองได้ พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าชายหาด และป่าเต็งรัง ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 50-300 เมตร[1],[2]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ลักษณะใบเป็นรูปไข่กลับแกมรูปไข่กลับ รูปรียาว หรือรูปขอบขนาน ปลายใบมนเป็นสอบแหลม โคนใบสอบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบกว้างประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร เนื้อใบหนาและเหนียวคล้ายหนังสัตว์ หลังใบนั้นเรียบ ส่วนท้องใบมีขนตามเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบ ก้านใบนั้นยาว[1],[2]
  • ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ก้านช่ออวลมีขนสีน้ำตาลแดงขึ้นปกคลุมหนาแน่น แยกแขนงสั้น ๆ เวลาดอกบานจะดูเหมือนเป็นก้อนทึบ ดอกมีขนาดเล็กสีขาว มีขนาดกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ทั้งกลีบดอกและกลีบเลี้ยงมีอย่างละ 5 กลีบเท่ากัน กลีบเลี้ยงเป็นสีน้ำตาล มีขนปกคลุมอยู่ที่ใต้กลีบ ด้านนอกของกลีบเลี้ยงและรังไข่มีขนขึ้นอย่างหนาแน่น กลีบดอกเป็นสีขาว กว้างประมาณ 3 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน เกสรเพศเมีย 1 อัน รังไข่ superior ovary 1 ห้อง 1 ออวุล และก้านดอกมีขนสีน้ำตาลแดงขึ้นปกคลุม[1],[2]
  • ผล ลักษณะเป็นรูปทรงค่อนข้างกลมหรือป้อม ผลตอนอ่อนจะเป็นสีเขียวปนม่วง หรือเขียวปนม่วงแดง เมื่อผลตอนแก่จะเปลี่ยนเป็นสีดำ ผลมีขนาดประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ผลผิวนั้นเรียบ มีเมล็ด 1 เมล็ด[1],[2]

หมายเหตุ : ต้นมะม่วงหัวแมงวันยังมีอีกสปีชีส์หนึ่งที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Buchanania lanzan Spreng. จะมีลักษณะของต้นและสรรพคุณทางยาที่คล้ายกัน สามารถที่จะนำมาใช้แทนกันได้

สรรพคุณของมะม่วงแมงวัน

1. ยางและราก เอามาบดเป็นยาแก้โรคท้องร่วง (ยางและราก)[1],[2],[3]
2. เมล็ดเอามาสกัดเอาน้ำมันไปทำพวกเคมีภัณฑ์ และทำเป็นยาแก้โรคผิวหนัง (เมล็ด)[1],[2],[3,[4]]
3. หลายส่วนของต้นชนิด Buchanania lanzan Spreng. นำมาใช้เป็นยารักษาไข้ กามโรค โรคผิวหนัง และรักษาอาการจากการโดนงูและแมลงป่องกัด อีกทั้งยังมีฤทธิ์ป้องกันแบคทีเรีย[3]
4. เปลือกต้น (Buchanania lanzan Spreng.) นำเอามาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการอักเสบจากพืชที่เป็นพิษได้ (ข้อมูลจาก : หนังสือไม้ป่ายืนต้นของไทย 1, หน้า 402 (เอื้อมพร วีสมหมาย, ปณิธาน แก้วดวงเทียม))

ประโยชน์ของต้นหัวแมงวัน

1. ผลมีรสชาติหวานรับประทานได้ แต่ถ้ารับประทานในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองในลำคอได้ เพราะมียางคล้ายในพวกมะม่วงทั่วไป[2],[3],[4]
2. ยางและรากทำสีย้อมผ้า และสีพิมพ์ผ้า[2],[3]
3. เนื้อไม้มีสีน้ำตาลปนเทา นำมาใช้ทำลังใส่สิ่งของ เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน หรือใช้ในงานก่อสร้าง เช่น ทำประตู หน้าต่าง เสา รั้ว เป็นต้น[2],[3],[4]
4. กิ่งก้านใช้ทำฟืน นำไปเผาทำถ่าน หรือทำกระสวย ใช้ในการทอผ้าก็ได้เช่นกัน[4]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ). “มะ ม่วง หัว แมง วัน”. หน้า 123.
2. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “มะม่วงหัวแมงวัน”. อ้างอิงใน : หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 1. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.qsbg.org. [02 พ.ย. 2014].
3. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “มะม่วง หัวแมงวัน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : biodiversity.forest.go.th. [02 พ.ย. 2014].
4. ศูนย์ปฏิบัติการโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “มะม่วงหัวแมงวัน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.goldenjubilee-king50.com. [02 พ.ย. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://commons.wikimedia.org/
2.https://www.plantslive.in/product/