ประโยชน์ของมะขามเทศ 30 ข้อ

0
มะขามเทศ
ประโยชน์ของมะขามเทศ 30 ข้อ ฝักโค้งเป็นวงกลมหรือเป็นเกลียว ฝักแก่สีเขียวอ่อน ขาวปนแดงหรือชมพู เนื้อสีขาวปนแดง หวานมัน เนื้อนุ่ม
มะขามเทศ
ฝักโค้งเป็นวงกลมหรือเป็นเกลียว ฝักแก่สีเขียวอ่อน ขาวปนแดงหรือชมพู เนื้อสีขาวปนแดง หวานมัน เนื้อนุ่ม

มะขามเทศ

มะขามเทศ (Manila tamarind) เป็นผลไม้พื้นบ้านอุดมไปด้วยวิตามินกับแร่ธาตุที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โปรตีน เส้นใย และเป็นสมุนไพรไทยอีกด้วย เนื่องจากคนโบราณนิยมใช้รักษาโรคปากนกกระจอกเทศ และสามารถบรรเทาอาการปวดฟันได้ นอกจากนั้นยังมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Pithecellobium dulce (Roxb.) Benth. อยู่ในวงศ์ถั่ว และอยู่ในวงศ์ย่อยสีเสียด เป็นผลไม้ท้องถิ่นบ้านเรา ปลูกทั่วไปที่ตามต่างจังหวัดมีความทนต่อสภาพแวดล้อม ไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับโรคหรือแมลงศัตรู มีแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญอยู่ที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี โดยมีลักษณะเป็นฝักโค้งเป็นวงกลม มีรสชาติหวานมัน ฝาดนิด ๆ

ประโยชน์ของมะขามเทศ

  • สามารถช่วยรักษาโรคบิดได้
  • ช่วยขับถ่าย และลดปัญหาอาการท้องผูก เนื่องจากมีเส้นใยจำนวนมาก
  • สามารถบรรเทาอาการปวดฟัน ใช้เปลือกต้ม เปลือกข่อย เกลือแกงต้มกับน้ำ นำมาอมแก้ปวดฟัน
  • ช่วยสมานแผล ห้ามเลือด ใช้เปลือกต้นต้มกับน้ำ นำน้ำฝาดมาใช้กับบาดแผล
  • ใช้เนื้อไม้ต้มกับหัวหอมแล้วนำมาใช้โกรกศีรษะเด็กตอนเช้ามืด สามารถช่วยแก้หวัดจมูกได้
  • ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง
  • น้ำที่ได้จากการต้มสามารถเอามาใช้อาบ ใช้อบไอน้ำได้
  • สามารถใช้เนื้อไม้มาทำเป็นเขียงได้ เนื่องจากเนื้อไม้ค่อนข้างเหนียวและทนทาน
  • สามารถใช้ทำยาย้อมผมกับยาสระผมได้
  • นำมาประกอบอาหารได้
  • มีธาตุเหล็ก สามารถช่วยป้องกันอาการอ่อนเพลียของร่างกายได้
  • มีแคลเซียมสูง สามารถช่วยเสริมสร้างกระดูกกับฟัน
  • มีวิตามินบี 1 ช่วยบำรุงประสาทกับสมอง
  • มีวิตามินบี 2 ช่วยบำรุงผิว เล็บ เส้นผม
  • มีวิตามินบี 3 (ไนอะซิน) ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
  • มีวิตามินซีสูง ช่วยเรื่องบำรุงผิว เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • มีวิตามินเอ ช่วยเรื่องการมองเห็น
  • มีวิตามินอีสูง ช่วยชะลอวัย
  • เปลือกต้นที่ต้มกับน้ำแล้ว นำมาปรุงยาแก้ท้องร่วงได้
  • นำเมล็ดแก่ 30 เม็ด มาคั่วแล้วกะเทาะเปลือก เอาไปแช่น้ำเกลืออ่อน แล้วทานเป็นยาถ่ายพยาธิ
  • ไส้เดือนในท้องเด็กได้ เปลือกนอกสามารถนำมากินแก้ท้องร่วง แก้อาเจียนได้
  • เปลือกของต้นสามารถช่วยป้องกันโรคฟันผุได้
  • สามารถช่วยรักษาโรคปากเปื่อย โรคปากนกกระจอกเทศ นำเปลือกของต้นต้องเอาเปลือกชั้นนอกออก
  • ก่อน ให้เหลือเปลือกชั้นใน 15 กรัม เกลือป่น 1 ช้อนชา มาต้มกับน้ำ กะพอท่วมยา จนน้ำเดือด รอน้ำอุ่นนำมาใช้
  • อมหลังแปรงฟันทุกครั้ง ทำให้แผลในปากบรรเทาทุเลาลงได้
  • สามารถช่วยขับเสมหะในลำไส้ได้
  • สามารถนำมาปรุงเป็นยาแก้ไอได้
  • ในประเทศอินเดียมีการเอาเมล็ดมาป่นให้ละเอียดต้มกับผ้า ทำให้ผ้าแข็ง
  • เนื้อไม้ที่ต้มกับน้ำแล้ว ใช้กับสตรีหลังคลอด
  • สามารถใช้ทำเป็นยาย้อมผ้า แห อวน จากน้ำฝาดสีดำ
  • สามารถทานดอกกับใบอ่อนได้
  • นำมาทำเป็นสมุนไพรพอกหน้าได้ ใช้ฝักที่แก่จัด มาโขลกเอาน้ำผสมกับน้ำมะนาวและไข่ขาว คนให้เป็นครีมเหนียว แล้วนำมาพอกหน้า
  • มีฟอสฟอรัส ช่วยการเจริญเติบโตและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค อาหารทางการแพทย์ คลิ๊ก @amprohealth

อ้างอิงรูปจาก
1.https://exoticanz.com/products/manila-tamarind-plant-cutting-grown

นมแมวป่า สมุนไพรใช้รากต้มดื่มบำรุงโลหิต

0
นมแมวป่า สมุนไพรใช้รากต้มดื่มบำรุงโลหิต ต้นเป็นไม้เถา ดอกเป็นสีเหลืองอ่อน ผลออกเป็นกลุ่ม ผลสดเป็นสีเขียว มีขนสีน้ำตาลขึ้นปกคลุม ผลสุกสีแดง มีรสหวาน
นมแมวป่า
ดอกเป็นสีเหลืองอ่อน ผลออกเป็นกลุ่ม ผลสดเป็นสีเขียว มีขนสีน้ำตาลขึ้นปกคลุม ผลสุกสีแดง มีรสหวาน

นมแมวป่า

นมแมวป่า เป็นไม้เถาลักษณะใบหนาทรงพุ่มสมุนไพรไทยชนิดนี้เป็นมากกว่าพืชทั่วไป แต่ยังมีสรรพคุณและประโยชน์ผลสุกมีรสหวานรับประทานได้และใช้รักษา ได้แก่ รากใช้ต้มดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต และยังมีฤทธิ์ต่อต้านเซลล์มะเร็ง สมุนไพรไทยชนิดนี้สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด พบได้ในเขตภูมิภาคอินโดจีนรวมถึงในประเทศไทยพบได้ทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ขึ้นตามป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 150-400 เมตร มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ Ellipeiopsis cherrevensis (Pierre ex Finet & Gagnep.) R.E.Fr. จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE) นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ : ตุ้มทอง พี้เขา พีพวนน้อย (นครพนม) เป็นต้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของนมแมวป่า

  • ต้น เป็นไม้เถา มีความสูงของต้นประมาณ 1-1.5 เมตร และสูงเพิ่มได้ถึง 3 เมตร แตกกิ่งก้านใกล้กับพื้นดิน เปลือกลำต้นผิวเรียบเป็นสีน้ำตาลเข้ม ตามกิ่งก้านกับยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลขึ้นปกคลุม
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะใบเป็นรูปรีหรือรูปไข่ ปลายใบมน โคนใบมนเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-9 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-14 เซนติเมตร เนื้อใบหนา หลังใบและท้องใบมีขนขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่น ก้านใบยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร[1],[2],[3],[4]
  • ดอก ออกดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุกประมาณ 1-3 ดอก ใต้ใบบริเวณใกล้กับปลายยอด ก้านดอกยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ดอกเป็นสีเหลืองอ่อน กลีบดอกหนามีทั้งสิ้น 6 กลีบ แบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกชั้นนอกมีขนาดใหญ่กว่ากลีบดอกชั้นใน ปลายกลีบดอกแหลมและสั้นหรือมน ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 3 กลีบ มีลักษณะเป็นรูปไข่และมีขนขึ้นปกคลุม ดอกเกสรเพศผู้มีจำนวนมากเป็นสีส้มล้อมรอบเกสรเพศเมีย รังไข่อยู่เหนือวงกลับ คาร์เพลมีจำนวนมากเรียงอยู่บนฐานดอกแยกกัน ออกดอกในช่วงประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม[1],[2],[3],[4]
  • ผล ออกเป็นกลุ่ม มีผลย่อยประมาณ 8-12 ผล ลักษณะผลเป็นรูปกลมรี มีขนาดกว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1 เซนติเมตร มีผิวเรียบเป็นมัน ผลสดเป็นสีเขียว มีขนสีน้ำตาลขึ้นปกคลุม พอสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดง มีรสหวาน เมล็ดมีลักษณะกลม[1],[2],[3],[4]

สรรพคุณของนมแมวป่า

1. นำรากผสมกับรากหญ้าคา เหง้าเอื้องหมายนา และลำต้นของอ้อยแดง เอามาต้มกับน้ำให้สตรีที่ผอมแห้งแรงน้อยดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต กินอาหารไม่ได้ และอาการปัสสาวะขุ่นข้น (ราก)[2],[5]
2. รากต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคไตพิการ (ราก)[1]
3. รากนำมาต้มใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้เล็ก และส่วนรากมีสาร alcaloid ที่มีฤทธิ์ต่อต้านเซลล์มะเร็ง (ราก)[3]
4. ยายหมื่น ดวงอุปะ ให้ข้อมูลว่า ยาตัวนี้ทำให้ผัวเมียรักกัน ด้วยการนำรากมาดองกับเหล้ากินจะทำให้ผัวเมียรักกัน รวมทั้งใช้เคี่ยวกับน้ำมันและสีผึ้ง ใช้นวดริมฝีปากเป็นการนวดเสน่ห์ (ราก)[5]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “นม แมวป่า (Nom Maeo Pa)”. หน้า 152.
2. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ). “นม แมวป่า”. หน้า 125.
3. สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “นมแมวป่า”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dnp.go.th/botany/. [02 ธ.ค. 2014].
4. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “นม แมวป่า”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : biodiversity.forest.go.th. [02 ธ.ค. 2014].
5. กลุ่มรักษ์เขาใหญ่. “ตีนตั่งเตี้ย”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.rakkhaoyai.com. [02 ธ.ค. 2014].

มะขวิด พรรณไม้แห่งคาบสมุทรอินโดจีน

0
มะขวิด พรรณไม้แห่งคาบสมุทรอินโดจีน ผลแห้ง เปลือกภายนอกแข็งเป็นกะลาสีเทาอมขาว รสชาติที่หวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นที่หอม แต่มียางเหนียว
มะขวิด
ผลแห้ง เปลือกภายนอกแข็งเป็นกะลาสีเทาอมขาว รสชาติที่หวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นที่หอม แต่มียางเหนียว

มะขวิด

เป็นพรรณไม้ผลกลมสีเทาอมเขียวที่มีความทนต่อสภาพอากาศร้อนแล้งต่าง ๆ ได้ดี ชอบขึ้นในเขตมรสุมหรือในเขตร้อนที่มีสภาพอากาศแห้งแล้งเป็นบางช่วงมีต้นกำเนิดที่ประเทศอินเดีย พม่า ศรีลังกา และอินโดจีน ปลูกทั่วไปในพื้นที่บริเวณหมู่บ้านและสวน แล้วแพร่กระจายไปตามธรรมชาติ ในประเทศมาเลเซียและเกาะชวากับเกาะบาลี อินโดนีเซีย และได้มีการนำไปปลูกในแถบแคลิฟอร์เนียและฟลอริดา ภาษาอังกฤษ Limonia, Curd fruit, Elephant apple, Gelingga, kavath, Monkey fruit, Wood apple ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Feronia limonia (L.) Swingle และมีชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ว่า Limonia pinnatifolia Houtt.) ส่วนอีกข้อมูลระบุว่าเป็นชนิด Limonia acidissima Groff ซึ่งมีชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ว่า Schinus limonia L. จัดอยู่ในวงศ์ส้ม (RUTACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อย AURANTIOIDEAE มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มะฝิด (ภาคเหนือ), บักฝิด , หมากฝิด(ภาคอีสาน) เป็นต้น

ลักษณะของมะขวิด

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ มีความสูงของต้นประมาณ 15-25 เซนติเมตร เป็นไม้ที่ผลัดใบแต่ผลิใบได้ไว รูปทรงของต้นมีความสวยงาม ลักษณะเป็นทรงเรือนยอดพุ่มกลม เปลือกลำต้นภายนอกนั้นเป็นสีเทา ส่วนภายในนั้นเป็นสีขาว
  • ใบ ออกใบเป็นช่อแบบข้อต่อเรียงสลับกันหรือติดกันเป็นกระจุกในบริเวณปุ่มตามกิ่งต่าง ๆ ช่อใบมีขนาดยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตร ในแต่ละช่อนี้จะมี 1-4 ปล้อง หลังใบเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบมีลักษณะค่อนข้างหนาและเกลี้ยง แต่ตรงท้องใบจะมีสีที่จางกว่า เมื่อนำใบมาส่องผ่านแสงจะสามารถเห็นเป็นต่อมน้ำมันอยู่ทั่วไป มีลักษณะเป็นรูปรี ๆ ใส ๆ อย่างมากมาย ส่วนที่ขอบใบนั้นมีผิวเรียบ ก้านใบย่อยจะมีความยาวที่สั้นมาก แต่ก้านช่อใบนั้นจะยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร[1]
  • ดอกออกรวมกันเป็นช่อสั้น ๆ ดอกมีขนาดที่เล็กเป็นสีขาวอมสีแดงคล้ำ ๆ ในแต่ละช่อดอกนั้นจะมีทั้งดอกเพศผู้และดอกรวมเพศ[1]
  • ผล หรือ ลูก มีลักษณะกลม เป็นผลแห้ง เปลือกภายนอกมีผิวที่แข็งเป็นกะลา มีสีเทาอมขาวหรือผิวลักษณะเป็นขุยสีขาวปนสีชมพู ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ประมาณ 8-10 เซนติเมตร ผลมีเนื้อค่อนข้างมาก เนื้อในของผลนั้นอ่อนนิ่ม ตอนเมื่อผลสุกแล้วเนื้อเยื่อจะเป็นสีดำ สามารถนำมารับประทานได้ โดยจะมีรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นที่หอม แต่มียางที่เหนียว ผลนั้นมีเมล็ดเป็นจำนวนมาก มีเมือกห่อหุ้มเมล็ด เมล็ดมีขนาดยาวประมาณ 0.5-0.6 เซนติเมตร เปลือกมีผิวหนาและมีขนขึ้นปกคลุม สามารถที่จะนำมาเคี้ยวรับประทานได้เช่นกัน[1],[4]

สรรพคุณของมะขวิด

1. ผลนำมาทำเป็นยาบำรุงทำให้เกิดความสดชื่น (ผล)[1]
2. ผลดิบเอามาหั่นให้บางแล้วนำไปตากให้แห้ง ใช้ชงกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงธาตุในร่างกาย (ผล)[5]
3. ยางมีฤทธิ์ช่วยเจริญธาตุไฟในร่างกาย (ยาง)[1]
4. ผลสามารถช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันหรือโรคลักปิดลักเปิดได้[1] โดยการนำผลดิบมาหั่นให้บางแล้วตากให้แห้ง จากนั้นนำมาใช้ชงกับน้ำไว้ดื่ม (ผล)[5]
5. ผลช่วยทำให้เจริญอาหาร (ผล)[1]
6. ราก เปลือก และดอกมีฤทธิ์แก้ลงท้อง (ราก, เปลือก, ดอก)[1]
7. ใบมีฤทธิ์แก้อาการท้องร่วง (ใบ)[1] และยางจากลำต้นเป็นสีจำพวกแทนนิน มีฤทธิ์เป็นยารักษาโรคท้องร่วงได้เช่นกัน (ยางจากลำต้น)[5]
8. ใบมีฤทธิ์แก้อาการท้องเสีย (ใบ)[2],[6] ส่วนผลและยางนั้นมีฤทธิ์ช่วยบำบัดโรคท้องเสียได้ (ผล, ยาง)[1],[5]
9. ผลมีฤทธิ์รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร (ผล)[1],[5]
10. ใบนำมาใช้ขับลมในกระเพาะ [1]
11. ราก เปลือก ใบ ดอก และผลมีฤทธิ์ช่วยแก้ตัวพยาธิ (ราก, เปลือก, ใบ, ดอก, ผล)[1]
12. ราก เปลือก ใบ และดอกมีฤทธิ์แก้อาการตกโลหิต (ราก, เปลือก, ใบ, ดอก) ในส่วนของใบนั้นสามารถใช้ห้ามโลหิตระดูของสตรีได้ (ใบ)[1],[4],[6]
13. ราก เปลือก ใบ ดอก และผล สามารถใช้ช่วยแก้ฝีเปื่อยพังได้[1]
14. ใบ นำมาใช้เป็นยาฝาดสมาน (ใบ) ช่วยในการสมานบาดแผลได้ (ยาง)[1],[5]
15. ยางจากลำต้นสามารถนำมาใช้ช่วยห้ามเลือดได้ (ยางจากลำต้น)[5]
16. ราก เปลือก ดอก และผลมีฤทธิ์ช่วยแก้บวม [1]
17. ใบนำมาตำใช้พอกหรือทาแก้อาการฟกบวม ปวดบวม ช่วยในการรักษาฝี และโรคผิวหนังบางชนิดได้  [1],[4],[6]
18. สารสกัดจากใบนั้นยังสามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้ออหิวาตกโรคในหลอดทดลองได้ด้วย (ใบ)[6]

ประโยชน์ของมะขวิด

1. ต้นปลูกเพื่อปรับภูมิทัศน์ให้เกิดความสวยงาม เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่สวนสาธารณะ เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่มีทรงพุ่มสวยงาม สามารถเจริญเติบโตได้เร็วและมีความแข็งแรง[7]
2. ผลนำมารับประทานสดได้ และยังสามารถนำไปทำเป็นน้ำผลไม้และแยมได้อีกด้วย[2]
3. ผลนำมาใช้เป็นอาหารของนกได้[7]
4. เมล็ดสามารถนำมาเคี้ยวรับประทานได้ มีรสชาติที่อร่อยใช้ได้เลยทีเดียว[1]
5. ยางของผลมีความเหนียว ที่สามารถนำมาใช้เป็นกาวเพื่อใช้ติดหรือเชื่อมต่อสิ่งของต่าง ๆ ได้[1],[2]
6. เนื้อไม้ของต้นเป็นเนื้อไม้ที่มีความแข็งแรง สามารถนำมาใช้ในงานช่างได้[2]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1.มหาวิทยาลัยนเรศวร. “สมุนไพรไทยมะขวิด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: student.nu.ac.th. [17 ต.ค. 2013].
2.วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: en.wikipedia.org/wiki/Limonia_acidissima. [17 ต.ค. 2013].
3.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.tistr.or.th. [17 ต.ค. 2013].
4.หนังสือไม้เทศเมืองไทย. (เสงี่ยม พงษ์บุญรอด). หน้า 406. กรุงเทพฯ. 2522.
5.ระบบฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). “ต้นมะขวิด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.bedo.or.th. [17 ต.ค. 2013].
6.อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล. “ต้นมะขวิด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th. [17 ต.ค. 2013].
7.สำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสิ่งแวดล้อม. แนะนำพันธุ์ไม้สวนสาธารณะกรุงเทพมหานคร. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: minpininteraction.com. [17 ต.ค. 2013].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://ilikadirect.in/?product=limonia-feronia
2.https://indiabiodiversity.org/species/show/31505

มะกอกเกลื้อน สมุนไพรไทยรับประทานเป็นยาแก้ไอ

0
มะกอกเกลื้อน
มะกอกเกลื้อน สมุนไพรไทยรับประทานเป็นยาแก้ไอ ผลเป็นรูปไข่ รูปกลม หรือรูปกระสวย ผลอ่อนสีเหลือง ผลแก่สีเขียวอมเหลือง ผลสดมีรสฝาดเปรี้ยว
มะกอกเกลื้อน
ผลเป็นรูปไข่ รูปกลม หรือรูปกระสวย ผลอ่อนสีเหลือง ผลแก่สีเขียวอมเหลือง ผลสดมีรสฝาดเปรี้ยว

มะกอกเกลื้อน

มะกอกเกลื้อน (Kenari) คือ ไม้ยืนต้นที่ถูกจัดอยู่ในวงศ์มะแฟน โดยต้นไม้ชนิดนี้ทนต่อแสงแดดได้ดีขึ้นตามบริเวณป่าไม้ผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าละเมาะ ป่าดิบแล้ง และตามบริเวณป่าหญ้าหรือทุ่งหญ้าทั่วไป บนพื้นที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 100 -1,200 เมตร พบได้ในป่าทุกภาคของประเทศไทย ชื่อวิทยาศาสตร์ Canarium subulatum Guillaumin จัดอยู่ในวงศ์มะแฟน (BURSERACEAE) นอกจากนี้ยังมีชื่ออื่น ๆ ว่า มะเลื่อม (พิษณุโลก, จันทบุรี), มักเหลี่ยม (จันทบุรี), โมกเลื่อม (ปราจีนบุรี), มะกอกเกลื้อน (ราชบุรี), มะเหลี่ยมหิน (มหาสารคาม), มะเกิ้ม (ภาคเหนือ), กอกกัน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), มะกอกเลื่อม (ภาคกลาง), มะกอกเลือด (ภาคใต้), มะกอกกั๋น (คนเมือง), มะเกิ้ม (ไทลื้อ), เกิ้มดง เพะมาง สะบาง ไม้เกิ้ม (ขมุ), ซาลัก (เขมร) เป็นต้น[1],[3],[5]

ลักษณะของมะกอกเกลื้อน

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบมีขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ความสูงของต้นประมาณ 10-25 เมตร เรือนยอดกลม ลำต้นตั้งตรง ตามกิ่งมีแผลใบชัดเจน กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลอมส้มขึ้นอย่างหนาแน่น เปลือกต้นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลอมเทาถึงเทาแก่ และมีรอยแตกเป็นสะเก็ดหรือแตกเป็นร่องตามยาว ส่วนเปลือกชั้นในเป็นสีน้ำตาลอ่อนมีขีดเส้นขาว ๆ เมื่อสับจะมีน้ำยางสีขาวขุ่นหรือน้ำยางใสไหลออกมา น้ำยางเมื่อแห้งนั้นจะเป็นสีน้ำตาลดำหรือสีดำ กลิ่นคล้ายกับน้ำมันสน ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง
  • ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเรียงเวียน มีใบย่อยประมาณ 2-5 คู่ ออกเรียงตรงข้ามกัน ใบประกอบยาวได้ประมาณ 12-14 เซนติเมตร แกนกลางยาวประมาณ 8.5-12 เซนติเมตร ลักษณะใบย่อยเป็นรูปไข่แกมวงรี รูปรีแกมรูปไข่ รูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปหอก ปลายใบเป็นมนมีติ่งแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบมนมีเบี้ยวเล็กน้อย ส่วนขอบใบเป็นหยักเป็นซี่เลื่อยตื้น ๆ ตามรอยหยักนั้นมีขนเป็นกระจุก มีหูใบหลุดร่วงได้ง่าย ใบกว้างประมาณ 8-9 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-18 เซนติเมตร แผ่นใบผิวกึ่งหนา คล้ายแผ่นหนัง หลังใบด้านบนมีขนขึ้นประปรายที่เส้นกลางใบและขอบใบ ส่วนท้องใบด้านล่างนั้นก็มีขนสั้น ๆ ขึ้นอยู่ทั่วไป ท้องใบเห็นเส้นใบชัดเจน เส้นแขนงใบมีข้างละ 8-15 เส้น ก้านใบย่อยยาวอยู่ที่ประมาณ 0.5-1.2 เซนติเมตร ก้านใบรวมมีหูใบแคบ 1 คู่ ขนาดประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ส่วนใบเมื่อแก่จะเป็นสีแดงเข้ม[1],[2],[3],[4]
  • ดอก ออกดอกเป็นแบบช่อเชิงลดไปตามซอกใบใกล้กับปลายกิ่ง ยาวได้ประมาณ 7-25 เซนติเมตร มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกมีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกเพศผู้และช่อดอกเพศเมียนั้นแยกกัน แต่อยู่ภายในต้นเดียวกัน ช่อดอกเพศผู้นั้นจะยาวกว่าช่อดอกเพศเมีย ช่อดอกเพศผู้มักออกดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนงยาว 7-25 เซนติเมตร ส่วนช่อดอกเพศเมียออกดอกเป็นช่อกระจะยาวเพียง 8-10 เซนติเมตร ดอกเพศเมียมีขนประปราย มีกลีบดอกเป็นสีขาวแกมเหลือง มีกลีบ 3 กลีบ ลักษณะรูปขอบขนาน มีขนาดกว้างประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ส่วนกลีบรองนั้นกลีบดอกที่โคนเชื่อมติดกันจะเป็นรูปกรวยหรือรูปถ้วย ยาวอยู่ที่ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นแฉก 3 แฉก ยาวประมาณ 0.5-1 มิลลิเมตร มีขนนุ่มทั้งสองด้าน ขอบหยัก ดอกมีเกสรเพศผู้ 6 อัน เชื่อมที่ฐานเป็นท่อสั้น ๆ รังไข่อยู่ที่เหนือวงกลีบ เป็นรูปรีมี 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 2 เม็ด ออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม[1],[2],[3],[4]
  • ผล เป็นช่อ ช่อหนึ่งมีผล 1-4 ผล ช่อยาวประมาณ 2.5-8 เซนติเมตร ผลเป็นรูปไข่ รูปกลม หรือรูปกระสวย ผลเมื่ออ่อนเป็นสีเหลือง ผลเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง ผลมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2.7-3.5 เซนติเมตร ตรงขั้วผลมีกลีบรองกลีบดอกเป็นรูปถ้วยเชื่อมติดอยู่กับก้านช่อดอก มีขนาดกว้างประมาณ 0.6-1.5 เซนติเมตร ผลมีเมล็ดเป็นรูปกระสวย 3 เมล็ด เรียงตัวกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ชั้นหุ้มเมล็ดจะแข็งมาก ติดผลในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม[1],[3],[4]

สรรพคุณของมะกอกเกลื้อน

1. ชาวเขาเผ่าแม้ว นำต้นมาต้มกับน้ำอาบ ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง (ทั้งต้น)[1],[2],[4]
2. ตำรายาไทยนั้นจะใช้ผลมารับประทานเป็นยาแก้ไอ หรือผลสดหรือผลแห้งนำมาต้มเอาน้ำกิน ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือให้ใช้ผลแห้งนำมาตำให้ละเอียด แล้วมาชงกับน้ำกินเป็นยาแก้ไอ (ผล)[1],[2],[3],[4]
3. ผลรับประทานเป็นยาช่วยขับเสมหะ น้ำลายเหนียว หรือผลสดหรือผลแห้งนำมาต้มเอาน้ำกิน ส่วนอีกวิธีคือใช้ผลแห้งมาตำให้ละเอียด แล้วนำมาชงกับน้ำกิน (ผล)[1],[2],[3],[4]
4. ตำรายาพื้นบ้านของทางอีสานจะนำเปลือกต้นเป็นยารักษาโรคลักปิดลักเปิดหรือโรคเลือดออกตามไรฟัน (เปลือกต้น)[4]
5. แก่นมีรสที่เฝื่อนใช้เป็นยาแก้โลหิตระดูพิการ (แก่น)[4]
6. ยางสดเป็นยาทาภายนอกแก้อาการคัน ตุ่มคันหรือเม็ดผื่นคัน (ยาง)[1],[3],[4]
7. แก่นเป็นยาแก้ประดง (อาการของโรคผิวหนังที่เป็นเม็ดขึ้นคล้ายผด มีอาการคันมากและมักมีไข้ร่วมด้วย) (แก่น)[4]

ประโยชน์ของมะกอกเกลื้อน

1. ผลสดมีรสที่ฝาดเปรี้ยวรับประทานได้[1] เป็นพืชป่าเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง ประชาชนเก็บผลมาขายได้ โดยการนำผลมาดองและแช่อิ่มแทนลูกหนำเลี้ยบเพื่อรับประทาน[4],[7] หรือจะนำผลแก่รับประทานเป็นผักร่วมกับน้ำพริกก็ได้
2. เนื้อในเมล็ดสีขาวมีรสมันรับประทานได้[4]
3. ยางสดเป็นเครื่องหอม[3],[4]
4. เนื้อไม้นำมาทำโครงสร้างต่าง ๆ ของบ้านได้ เช่น หน้าต่าง ประตู กระดาน พื้น ฝา เครื่องมือเครื่องใช้ภายในร่ม ทำก้านและกลัดไม้ขีดไฟ ทำพิณ ฯลฯ[5] (ในปัจจุบันจัดเป็นไม้หวงห้ามธรรมดา ประเภท ก.)[6]
5. นิยมปลูกเป็นไม้เบิกนำการปลูกป่า เนื่องจากเป็นไม้เนื้ออ่อน กิ่งหักง่าย และก่อให้เกิดโพรงตอนฝนตกลงมา ทำให้น้ำฝนมาขังอยู่ในโพรงตลอดทั้งปี ชาวอีสานเรียกโพรงนี้ว่า “สร้างนก” ซึ่งหมายถึงแอ่งน้ำสำหรับนก ที่ให้นกมีน้ำกินตลอดทั้งปี[7]
6. หมอยาบางท่านยังใช้น้ำที่ได้จาก “สร้างนก” ไปทำน้ำกระสายยาอีกด้วย[7]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง

1. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ). “มะ กอก เกลื้อน”. หน้า 118.
2. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “มะกอกเกลื้อน”. หน้า 57.
3. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “มะ กอก เกลื้อน”. หน้า 592-593.
4. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “มะกอกเลื่อม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.phargarden.com. [05 พ.ย. 2014].
5. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “มะเกิ้ม, มะกอก เกลื้อน”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [05 พ.ย. 2014].
6. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “มะกอก เกลื้อน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : biodiversity.forest.go.th. [05 พ.ย. 2014].
7. ศูนย์ปฏิบัติการโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “มะกอกเกลื้อน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.goldenjubilee-king50.com. [05 พ.ย. 2014].

อ้างอิงรูปจาก

1. https://www.ydhvn.com/lists/cay-tram-ken-tram-la-do-ca-na-mui-nhon-canarium-subulatum-guill
2. https://www.ydhvn.com/cay-thuoc-quanh-ta/cay-tram-trang-ca-na-canarium-album-lour-raeusch

มะกอกน้ำ ช่วยให้ชุ่มคอ และช่วยแก้กระหายน้ำได้ดี

0
มะกอกน้ำ ช่วยให้ชุ่มคอ และช่วยแก้กระหายน้ำได้ดี ผลเป็นรูปทรงกลมรีหรือรูปไข่ ผลสุกเป็นสีส้มหรือสีแดงเข้ม รสเปรี้ยวอมหวานและฝาดเล็กน้อย
มะกอกน้ำ
ผลเป็นรูปทรงกลมรีหรือรูปไข่ ผลสุกเป็นสีส้มหรือสีแดงเข้ม รสเปรี้ยวอมหวานและฝาดเล็กน้อย

มะกอกน้ำ

มะกอกน้ำ (Elaeocarpus Hygrophilus Kurz) เป็นพืช ผลสามารถใช้รับประทานมีรสเปรี้ยวอมหวานและฝาดเล็กน้อยเมล็ดภายในเป็นเมล็ดเดี่ยวมีมาตั้งแต่สมัยโบราณพบได้บริเวณริมคลอง ริมลำธาร และลำห้วย จัดอยู่ในวงศ์มุ่นดอย ELAEOCARPACEAE ชื่อพื้นเมืองทั่วไป เช่น มะกอกน้ำ (ma kok nam) สารภีน้ำ (saraphi nam) สมอพิพ่าย (Samo phi phai) ถิ่นกำเนิดในเอเชียตั้งแต่อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงจังหวัดทางภาคเหนือสุดของไทย ต้นใช้เป็นยาบำรุงเลือดหลังคลอดของสตรี

ลักษณะของมะกอกน้ำ

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบแต่ผลัดใบไม่พร้อมกัน มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 8-15 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มโปร่ง มีรูอากาศเป็นแนวยาว เปลือกลำต้นค่อนข้างเรียบและมีสีน้ำตาล มีรอยแตกเป็นร่องเล็ก ๆ ตื้น ๆ ตามความยาวของลำต้น ตามกิ่งมีรอยแผลของใบชัดเจน สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและการตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ชื้นหรือบริเวณริมน้ำ มีการกระจายพันธุ์อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะพบได้ตามบริเวณริมน้ำและลำห้วย ปัจจุบันนิยมปลูกกันทั่วไป ในประเทศไทยพบได้มากในภาคกลาง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความชุ่มชื้นและอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ ริมน้ำ ตามชายฝั่งทะเล ตามป่าโกงกาง ป่าพรุ[1],[2],[3], [4],[5],[6]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับหนาแน่นที่บริเวณปลายกิ่ง ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน รูปไข่กลับ หรือเป็นรูปใบหอก ปลายใบมนหรือป้าน โคนใบสอบ ส่วนตรงขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ใบมีความกว้างอยู่ประมาณ 2.5-5 เซนติเมตรและมีความยาวประมาณ 6-12 เซนติเมตร ทั้งท้องใบและหลังใบเรียบ ผิวใบมีความมันเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนใบอ่อนเป็นสีเขียวอมเหลือง ก้านใบอ่อนออกสีแดงเข้ม แต่ก้านใบแก่จะเป็นสีแดงอมน้ำตาล มีความยาวประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร[1],[4],[5]
  • ดอก จะออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ช่อดอกมีความยาวประมาณ 2-10 เซนติเมตร ส่วนก้านดอกมีความยาวประมาณ 2-7 เซนติเมตร ดอกย่อยมีสีขาว ลักษณะห้อยลงมาคล้ายกับระฆัง มีขนาดประมาณ 4-8 มิลลิเมตร มีกลีบดอกอยู่ 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับ มีความกว้างอยู่ประมาณ 3-4 มิลลิเมตรและความยาวประมาณ 5-8 มิลลิเมตร ปลายกลีบดอกมักจะเป็นฝอยเล็กๆ ยาวประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวกลีบ ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมีอยู่ 5 กลีบ เป็นสีเขียว ปลายกลีบค่อนข้างแหลม เป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ภายในดอกมีเกสรเพศผู้อยู่ประมาณ 15-25 ก้าน และมีเกสรเพศเมียอีก 1 ก้าน โดยจะออกดอกในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม[1],[3],[4] หรืออาจจะออกดอกและติดผลในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม[4]
  • ผล เป็นผลสดแบบมีเนื้อ ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมรีหรือรูปไข่ มีความกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตรและความยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ปลายผลมีความเรียวแหลม ผิวผลเรียบและมีสีเขียว ผลสามารถใช้รับประทานได้ โดยผลอ่อนจะเป็นสีเขียวอ่อน ผิวผลเกลี้ยง ไม่มีขน เนื้อในนุ่ม มีรสเปรี้ยวอมฝาด ส่วนผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดงเข้ม มีรสเปรี้ยวอมหวานและฝาดเล็กน้อย มีเมล็ดเดี่ยว ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปกระสวยหรือรูปรี ปลายเรียวและแหลม ผิวเมล็ดค่อนข้างขรุขระและมีความแข็งมาก เมล็ดเป็นสีน้ำตาลอ่อน ส่วนก้านผลมีความยาวประมาณ 0.7-1 เซนติเมตร ให้ผลในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนพฤศจิกายน[1],[3],[4],[5]

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการของผลในส่วนที่รับประทานได้ต่อ 100 กรัมให้พลังงาน 86 แคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
น้ำ 75.8 กรัม
ไขมัน 0.3 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 22.3 กรัม
ใยอาหาร 0.5 กรัม
โปรตีน 1 กรัม
วิตามินเอ 375 หน่วยสากล
วิตามินบี 1 0.09 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.4 มิลลิกรัม
วิตามินซี 49 มิลลิกรัม
แคลเซียม 14 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 35 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.9 มิลลิกรัม

(ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข) [7]

สรรพคุณของมะกอกน้ำ

1. ดอก สามารถใช้เป็นยาบำรุงธาตุในร่างกาย (ดอก)[3]
1.1 เป็นยาแก้พิษโลหิต กำเดา (ดอก)[3]
1.2 ช่วยแก้ริดสีดวงในลำคอ คันเหมือนมีตัวไต่อยู่ (ดอก)[3]
2. ผล มีรสฝาดเปรี้ยวอมหวาน สามารถใช้รับประทานแก้เสมหะในลำคอได้ (ผล)[6]
2.1 เมื่อนำผลไปดองหรือเชื่อม จะเป็นผลไม้ที่ช่วยในการระบาย (ผล)[6]
2.2 เมื่อนำมาดองกับน้ำเกลือ จะช่วยแก้อาการกระหายน้ำได้ดี และช่วยทำให้ชุ่มคอ (ผล)[1],[2],[3]
3. เปลือกต้นแห้ง มีรสเฝื่อน สามารถนำมาชงกับน้ำรับประทานเป็นยาฟอกเลือดหลังการคลอดบุตรของสตรี (เปลือกต้น)[1],[2]

ประโยชน์ของมะกอกน้ำ

1. ผล มีรสฝาดอมเปรี้ยวหวาน เมื่อนำไปดอง เชื่อม แช่อิ่ม หรือนำมาผลดิบมาจิ้มกับน้ำปลาหวาน[4],[7] ผลแก่ นิยมนำมาดองเป็นผลไม้แปรรูป ใช้รับประทานเป็นอาหารว่าง[5]
2. เมล็ด สามารถนำมากลั่นได้น้ำมัน คล้ายกับน้ำมันโอลีฟ (Olive oil) ของฝรั่ง[3]
3. ชาวสวนในภาคกลางจะนิยมปลูกไว้ตามริมสวน ให้รากช่วยยึดดินเอาไว้ เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินตามริมร่องสวน[5]
4. ปัจจุบันนิยมปลูกไว้เป็นไม้ผลยืนต้นทางเศรษฐกิจ เพราะผลมีการผลิตที่สูงอย่างสม่ำเสมอและขายได้ในราคาที่ดี แต่มีบ้างที่ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ เพราะปลูกง่าย โตเร็ว เรือนยอดเป็นทรงพุ่มกลมกว้างและโปร่ง ออกดอกดกขาวเต็มต้น[7]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. “มะกอกน้ำ (Ma Kok Nam)”. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). หน้า 212.
2. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. “มะ กอก น้ำ”. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ). หน้า 147.
3. สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “มะ กอก น้ำ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/herbs/. [14 พ.ค. 2014].
4. หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 5. “ม ะ ก อ ก น้ำ ”.
5. งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน, โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา. “มะกอกน้ำ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: 158.108.70.5/botanic/. [14 พ.ค. 2014].
6. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “มะกอก น้ำ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com. [14 พ.ค. 2014].
7. แหล่งการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์ สำนักการศึกษาต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. “มะ กอก  น้ำ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.stou.ac.th/study/projects/training/culture/. [14 พ.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://garden.org/plants/view/393558/Makok-Elaeocarpus-hygrophilus/

เซียนท้อ เมล็ดใช้เป็นยารักษาแผลในกระเพาะ

0
ดอกสีครีม มีกลิ่นหอม ผลสุกมีสีเหลืองสด เนื้อจะมีลักษณะนิ่มเหนียวรสมันหวานเล็กน้อย ผลดิบมีรสฝาด
เซียนท้อ
ดอกสีครีม มีกลิ่นหอม ผลสุกมีสีเหลืองสด เนื้อจะมีลักษณะนิ่มเหนียวรสมันหวานเล็กน้อย ผลดิบมีรสฝาด

เซียนท้อ

เป็นผลไม้เมืองร้อนใบเขียวชอุ่ม ผลไม้สีเหลืองเป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญต่อสุขภาพ เช่น โพแทสเซียม ไนอาซิน วิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก และใยอาหารผลเซียนท้อขนาดกลางหนึ่งผลมีประมาณ 135 แคลอรี จึงมีชื่อสามัญอื่นว่า ม่อนไข่ คือ Egg Fruit, Chesa, Canistel, Yellow sapote, Tiesa, Lawalu ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Pouteria campechiana (Kunth) Baehni ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ท้อเขมร ทิสซา ลูกท้อพื้นบ้าน[3],[4] หมากป่วน เขมา ละมุดเขมร เซียนท้อ โตมา ละมุดสวรรค์[6]

ลักษณะทั่วไปของเซียนท้อ

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 8 เมตร อาจสูงได้ถึง 27-30 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร ที่ลำต้นจะมียาง กิ่งอ่อนมีสีน้ำตาล[1],[2] ม่อนไข่เป็นผลไม้พื้นเมือง
  • ใบ มีลักษณะเป็นรูปใบหอก ส่วนที่ปลายใบเรียวแหลม ใบกว้างประมาณ 4-7.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 11.25-28 เซนติเมตร ใบจะบางและเป็นมัน[1],[5]
  • ดอก เป็นสีครีม มีกลิ่นหอม[1]
  • ผล มีลักษณะกลมรี ที่ปลายผลมีจะงอย กว้างประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7.5-12.5 เซนติเมตร ผลสุกมีสีเหลืองสด ส่วนเนื้อจะมีลักษณะเหนียว เนื้อนิ่ม ในผลมีเมล็ดขนาดใหญ่ เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปรี มีสีดำ[1]

สรรพคุณของเซียนท้อ

  • เปลือกต้น สามารถช่วยรักษาผดผื่นคัน[1]
  • สามารถนำผลสุกมารับประทาน ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันได้[1]
  • สามารถใช้เปลือกต้นเป็นยารักษาอาการไข้ ตัวร้อน[1]
  • สามารถใช้เมล็ดเป็นยาช่วยรักษาแผลเน่าเปื่อย[1]

ประโยชน์ของเซียนท้อ

  • เนื้อไม้มีความละเอียด แข็งแรง สามารถใช้ทำไม้กระดาน, ใช้ในงานก่อสร้าง[5]
  • นิยมนำผลมารับประทาน ชาวฟลอริดานิยมรับประทานกับพริกไทย, น้ำมะนาว, มายองเนส, เกลือ[1]
  • สามารถนำผลมาทำขนมได้ เช่น คัสตาร์ด แพนเค้ก ทาร์ด แยม

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัมให้พลังงาน 138.8 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
วิตามินบี 1 0.17 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 0.0.1 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 3.72 มิลลิกรัม
วิตามินซี 58.1 มิลลิกรัม
คาร์โบไฮเดรต 36.69 กรัม
เส้นใย 0.10 กรัม
โปรตีน 1.68 กรัม
ไขมัน 0.13 กรัม
เถ้า 0.90 กรัม
แคโรทีน (โปรวิตามินเอ) 0.32 มิลลิกรัม
น้ำ 60.6 กรัม
ไลซีน 84 มิลลิกรัม
ทริปโตเฟน 28 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 37.3 มิลลิกรัม
เมไธโอนีน 13 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.92 มิลลิกรัม
ธาตุแคลเซียม 26.5 มิลลิกรัม

แหล่งที่มา According to analyses made at the Laboratorio FIM de Nutricion in Havana. [5]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
หนังสือผลไม้ 111 ชนิด: คุณค่าอาหารและการกิน (นิดดา หงส์วิวัฒน์และทวีทอง หงส์วิวัฒน์). “ม่อนไข่หรือทิสซา”.
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “Pouteria campechiana”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: en.wikipedia.org. [9 ม.ค. 2014].
GRIN (Germplasm Resources Information Network) Taxonomy for Plants. “Pouteria campechiana (Kunth) Baehni”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.ars-grin.gov. [9 ม.ค. 2014]
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “ม่อนไข่”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: th.wikipedia.org. [9 ม.ค. 2014].
The New Crop Resource Online Program, Purdue University. “Canistel”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.hort.purdue.edu. [9 ม.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com/photos/

ต้นพิกุล ดอกใช้เป็นยาอมกลั้วคอรักษาโรคเหงือกอักเสบ

0
ต้นพิกุล
ต้นพิกุล ดอกใช้เป็นยาอมกลั้วคอรักษาโรคเหงือกอักเสบ ดอกมีขนาดเล็กสีขาวนวล มีกลิ่นหอม ผลอ่อนมีสีเขียวและจะมีขนสั้นนุ่ม ผลสุกมีสีแสด รสหวานอมฝาด
ต้นพิกุล
ดอกมีขนาดเล็กสีขาวนวล มีกลิ่นหอม ผลอ่อนมีสีเขียวและจะมีขนสั้นนุ่ม ผลสุกมีสีแสด รสหวานอมฝาด

ต้นพิกุล

ต้นพิกุล มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ศรีลังกา ไทย พม่า อินโดจีน หมู่เกาะอันดามัน ต้นไม้ชนิดนี้จะชอบขึ้นในที่ที่ดินดี ชอบแดดจัด สามารถทนทานต่อสภาพน้ำท่วมขังได้นานถึง 2 เดือน มักปลูกในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนเพื่อใช้เป็นไม้ประดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับดอกที่มีกลิ่นหอมชาวพื้นเมืองใช้ต้นไม้ชนิดนี้เป็นอาหารผลสามารถรับประทานดิบหรือนำไปดอง เมื่อผลเริ่มสุกจะสีเหลืองรสหวาน ใช้เป็นยารักษาโรค ลดอาการปวดฟัน และทำเป็นสินค้ามากมาย ชื่อสามัญ Tanjong tree, Asian bulletwood, Spanish cherry, Bukal, Medlar, Bullet wood ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Mimusops elengi L. ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Mimusops elengi var. parvifolia (R.Br.) H.J.Lam, Mimusops parvifolia R.Br. อยู่ในวงศ์พิกุล (SAPOTACEAE) [1],[2],[3],[6] ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ซางดง พิกุลเขา พิกุลเถื่อน พิกุลป่า แก้ว กุน ไกรทอง พกุล พิกุลทอง [1],[3],[4],[7],[8]

ลักษณะ

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่จะไม่ผลัดใบ ต้นสูงประมาณ 10-25 เมตร ลำต้นจะแตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้างหนาทึบ เปลือกต้นมีสีเทาอมสีน้ำตาลจะแตกเป็นรอยแตกระแหงตามแนวยาว ทั้งต้นจะมีน้ำยางสีขาว ที่กิ่งอ่อนกับตาจะมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ด วิธีการตอนกิ่ง วิธีการปักชำกิ่ง มีการเพาะปลูกเยอะในมาเลเซีย เกาะโซโลมอน นิวแคลิโดเนีย วานูอาตู ออสเตรเลียทางตอนเหนือ และเขตร้อนทั่วไป[1],[2],[4],[6],[7],[8] (พบว่ามีสารกลุ่มไตรเทอร์ปีนในเปลือกต้น คือ Beta amyrin, Betulinic acid, Lupeol, Mimusopfarnanol, Taraxerone, Taraxerol, Ursolic acid, สารในกลุ่มกรดแกลลิก คือ Phenyl propyl gallate, น้ำมันหอมระเหย คือ Cadinol, Diisobutyl phthalate, Hexadecanoic acid, Octadecadienoic acid, Taumuurolol, Thymol)[4]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว จะออกเรียงสลับกันแบบห่าง ๆ ใบเป็นรูปไข่หรือรูปรี ใบกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5-12 เซนติเมตร ที่ปลายใบจะเรียวแหลมหรือหยักเป็นติ่งสั้น ที่โคนใบจะมน ที่ขอบใบเรียบ เป็นคลื่นนิดหน่อย หลังใบมีสีเขียวเรียบและเป็นมัน ท้องใบจะมีสีเขียวอ่อน เนื้อใบค่อนข้างเหนียว ก้านใบมีความยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร หูใบเป็นรูปเรียวแคบ ยาวประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ร่วงง่าย[1],[3],[4]
  • ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุกประมาณ 2-6 ดอก ดอกจะออกที่ตามซอกใบตามปลายกิ่ง ดอกพิกุลมีขนาดเล็กเป็นสีขาวนวล มีกลิ่นหอม ร่วงง่าย ดอกที่บานเต็มที่จะมีความกว้างประมาณ 0.7-1 เซนติเมตร ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 2 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงอยู่ 8 กลีบ เรียงซ้อนกัน 2 ชั้น มีชั้นละ 4 กลีบ กลีบเลี้ยงด้านนอกเป็นรูปใบหอก ปลายจะแหลม จะมีขนสั้นสีน้ำตาลนุ่ม มีความยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร กลีบดอกจะสั้นกว่ากลีบเลี้ยงนิดหน่อย มีกลีบดอกอยู่ 8 กลีบ โคนกลีบจะเชื่อมกันเล็กน้อย กลีบดอกแต่ละกลีบจะมีส่วนที่ยื่นออกมาด้านหลัง 2 ชิ้น แต่ละชิ้นมีลักษณะ ขนาด สีคล้ายกับกลีบดอก ดอกจะมีเกสรตัวผู้สมบูรณ์อยู่ 8 ก้าน อับเรณูมีลักษณะเป็นรูปใบหอก จะยาวกว่าก้านชูอับเรณู มีเกสรตัวผู้ที่เป็นหมัน 8 อัน มีรังไข่ 8 ช่อง ถ้าดอกใกล้โรยจะมีสีเหลืองอมสีน้ำตาล ออกดอกได้ตลอดปี[1],[2],[3],[4] (ดอกจะมีน้ำมันหอมระเหย ประกอบไปด้วย 3-hydroxy-4-phenyl-2-butanone 4.74%, 2-phenylethanol 37.80%, 2-phenylethyl acetate 7.16%, (E)-cinnamyl alcohol 13.72%, Methyl benzoate 13.40%, p-methyl-anisole 9.94%)[5]
  • ผล เป็นรูปไข่ถึงรี ผิวผลจะเรียบ ผลอ่อนมีสีเขียวและจะมีขนสั้นนุ่ม ผลสุกมีสีแสด ที่ขั้วผลจะมีกลีบเลี้ยง ผลกว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร เนื้อในผลจะเป็นสีเหลืองมีรสหวานอมฝาด มีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะแบนรี แข็ง มีสีดำและเป็นมัน ติดผลได้ตลอดทั้งปี[1],[2],[3],[4] (ผลกับเมล็ดพบ Dihydro quercetin, Quercetin, Quercitol, Ursolic acid, สารในกลุ่มไตรเทอร์ปีน คือ Mimusopane, Mimusops acid, Mimusopsic acid เมล็ดพบสารไตรเทอร์ปีนซาโปนิน คือ 16-alpha-hydroxy Mi-saponin, Mimusopside A and B, Mi-saponin A และมีสารอื่น ๆ อีก อีก Alpha-spinasterol glucoside, Taxifolin)[4]

สรรพคุณของพิกุล

  • ดอกพิกุลอยู่ในตำรับยาหอมนวโกฐ เป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยแก้ลมวิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน ช่วยแก้ลมจุกแน่นในอกในผู้สูงอายุ และช่วยแก้ลมปลายไข้ได้ (มีอาการคลื่นเหียน วิงเวียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ท้องอืด เป็นอาการหลังจากการฟื้นไข้) [5]
  • ดอกพิกุลอยู่ในตำรับยาพิกัดจตุทิพยคันธา (ประกอบไปด้วยดอกพิกุล รากชะเอมเทศ รากมะกล่ำเครือ เหง้าขิงแครง) เป็นตำรับยาที่สามารถช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย บำรุงหัวใจ แก้ลมปั่นป่วน แก้พรรดึก และแก้เสมหะได้ [5]
    สามารถช่วยบำรุงครรภ์ของสตรีได้ (ครรภ์รักษา) (ขอนดอก)[1],[4]
  • สามารถช่วยแก้เกลื้อนได้ (กระพี้)[2],[4],[9] แก่นสามารถช่วยรักษากลากเกลื้อนได้[9]
  • สามารถช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อตามร่างกายได้ (ดอก)[1],[5],[9]
  • ขอนดอก (เนื้อไม้ที่ราลง จะมีสีน้ำตาลเข้มประขาว เรียกว่าขอนดอก) สามารถใช้เป็นยาบำรุงตับได้[1],[4]
  • ใบสามารถช่วยรักษากามโรค และฆ่าเชื้อกามโรคได้[4],[9]
  • ใบจะมีสรรพคุณที่สามารถฆ่าพยาธิได้ (ใบ[2],[4], แก่น[9]) สามารถช่วยแก้ตัวพยาธิได้ (ดอกแห้ง[5],[9], เปลือกต้น[9], ราก[9])
  • สามารถช่วยขับลมได้ (แก่นที่ราก)[2]
  • สามารถแก้อาการท้องเสีย ลงท้องได้ (ดอกสด[2],[5], ดอกแห้ง[5],[9], ผลดิบกับเปลือก[4], เปลือกต้น[9], ราก[9])
  • รากกับดอกสามารถใช้ปรุงเป็นยาแก้ลม (ระบบไหลเวียนทางโลหิต) และช่วยขับเสมหะที่เกิดจากลมได้ (ราก, ดอก)[4],[5],[9]
  • สามารถช่วยรักษาอาการปากเปื่อยได้ (เปลือกต้น)[9]
    เปลือกต้นสามารถใช้เป็นยาอมกลั้วคอล้างปาก และแก้โรคเหงือกอักเสบ เหงือกบวม รำมะนาดได้ (เปลือกต้น)[1],[2],[3],[4],[9]
  • ผลสุกสามารถทานแก้โรคในลำคอและปากได้ (เปลือกต้น)[2]
  • สามารถนำดอกแห้งมาป่นใช้ทำเป็นยานัตถุ์ได้[5],[8]
  • สามารถช่วยแก้อาการร้อนในได้ (ดอกแห้ง)[5],[9]
  • สามารถช่วยแก้หืดได้ (ใบ)[3],[4]
  • สามารถแก้อาการอ่อนเพลียได้ (ดอกแห้ง)[5],[9]
  • สามารถแก้โลหิตได้ (ดอก, ราก) สามารถฆ่าพิษโลหิตได้ (เปลือกต้น)[9]
  • สามารถช่วยบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่นได้ (ขอนดอก[4], ดอกแห้ง[5])
  • สามารถใช้เป็นยาบำรุงโลหิตได้ (ดอก, แก่น, แก่นที่ราก, ราก)[2],[3],[4],[9]
  • ช่วยแก้ลมกองละเอียด อาการหน้ามืดตาลาย สวิงสวาย ใจสั่น ช่วยบำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่นได้[5]
  • ช่วยบรรเทาอาการไข้ แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษหัด แก้พิษสุกใสได้ (สามารถช่วยบรรเทาอาการไข้จากหัดและสุกใส) [5]
  • ดอกพิกุลอยู่ในตำรับยาพิกัดเกสรทั้งห้า (ประกอบไปด้วยดอกพิกุล ดอกมะลิ ดอกบุนนาค ดอกสารภี เกสรบัวหลวง) ตำรับยา พิกัดเกสรทั้งเจ็ด (เพิ่มดอกจำปา ดอกกระดังงา) ตำรับยาพิกัดเกสรทั้งเก้า (เพิ่มดอกลำดวน ดอกลำเจียก) เป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณที่สามารถช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น ทำให้ชื่นใจ ช่วยแก้อาการวิงเวียน หน้ามืดตาลาย ช่วยแก้ลมกองละเอียด ช่วยบำรุงครรภ์ของสตรีได้ หรือใช้เข้ายาผสมดอกไม้ชนิดอื่นที่มีกลิ่นหอมเพื่อทำบุหงา[4],[5]
  • สามารถช่วยแก้ฝีเปื่อยพังได้ (ดอกแห้ง[5],[9], ราก[9])
  • สามารถช่วยแก้อาการบวมได้ (ดอกแห้ง[5],[9], เปลือกต้น[9], ราก[9])
  • ผลดิบกับเปลือกเป็นยาฝาดมาน (ผลดิบและเปลือก[4], ดอกสด[5])
  • สามารถช่วยแก้ตกโลหิตได้ (ดอกแห้ง[5],[9], ราก[9])
  • เมล็ดสามารถใช้เป็นยาขับปัสสาวะได้[3],[4]
  • สามารถช่วยรักษาไส้ด้วนไส้ลามได้ (ใบ)[9]
  • นำเมล็ดมาตำให้ละเอียด ใช้ทำเป็นยาเม็ดสำหรับสวนทวารหรือทำยาเหน็บทวารเด็กเมื่อมีอาการท้องผูก สามารถช่วยแก้โรคท้องผูกได้ [2],[4],[9]
  • สามารถช่วยบำรุงปอดได้ (ขอนดอก)[1],[4]
  • ดอกแห้งสามารถช่วยขับเสมหะ แก้เสมหะ ละลายเสมหะได้ (ดอกแห้ง, ราก)[2],[3],[4],[5],[9]
  • นำเปลือกต้นมาต้มกับน้ำเกลือ สามารถช่วยแก้อาการปวดฟัน ช่วยทำให้ฟันแน่น แก้ฟันโยก และช่วยฆ่าแมงกินฟันที่ทำให้ฟันผุได้ [7],[8],[9]
  • สามารถแก้อาการเจ็บคอได้ (ดอกแห้ง)[1],[2],[5],[9]
  • สามารถช่วยรักษาโรคคอได้ (เปลือกต้น)[4]
  • ผลสุกสามารถทานแก้อาการปวดศีรษะได้ (ผลสุก, ดอกแห้ง)[2],[5],[9]
  • แก่นสามารถใช้เป็นยาแก้ไข้ได้[3],[4], ผลดิบกับเปลือก[4], ดอกแห้ง[5]), สามารถแก้ไข้จับ แก้ไข้หมดสติ และแก้ไข้คลั่งเพ้อได้ (ดอกแห้ง)[5],[9]
  • สามารถช่วยแก้หอบได้ (ดอกแห้ง)[5],[9]
  • สามารถช่วยแก้เลือดตีขึ้นให้สลบไป และแก้เลือดตีขึ้นถึงกับตาเหลืองได้ (ใบ)[9]
  • สามารถช่วยคุมธาตุในร่างกายได้ (เปลือกต้น)[9]
  • แก่นที่รากกับดอกแห้งสามารถใช้เป็นยาบำรุงหัวใจได้ ดอกสดสามารถใช้เข้ายาหอมช่วยบำรุงหัวใจได้ (ดอก, ขอนดอก, แก่นที่ราก)[1],[2],[4],[5],[9]

หมายเหตุ : ขอนดอก คือ เครื่องยาไทยที่อาจจะได้จากต้นพิกุลหรือต้นตะแบกที่แก่ ๆ จะมีเชื้อราเข้าไปเจริญในเนื้อไม้ ขอนดอกมีกลิ่นหอม มีรสจืด จากข้อมูลระบุว่าขอนดอกที่ได้จากต้นพิกุลมีคุณภาพดีกว่าที่ได้จากชนิดอื่น[4]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

1. จากการทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดจากดอกพิกุลด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูทดลองกินขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และให้ด้วยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูทดลองขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ[5]
2. จะมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน (EC50 = 0.23-0.55 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร) จะมีฤทธิ์กดหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นช้าลง ทำให้โพแทสเซียมต่ำ ลดความดันโลหิต จะมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส ฆ่าเชื้อรา ฆ่าพยาธิ ต้านฮีสตามีน จะมีผลต่อการแบ่งตัวของเซลล์ สามารถช่วยลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อเรียบได้ และมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ[5] น้ำที่สกัดจากดอกพิกุลแห้งจะมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะในสุนัขที่สลบ แม้ว่าจะนำน้ำสกัดจากดอกที่เอาเกลือโพแทสเซียมไปทดลองขับปัสสาวะสุนัข หนูขาวปกติ หนูขาวที่ตัดต่อมหมวกไต ก็ยังมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ[8]

ประโยชน์ของพิกุล

  • คนไทยโบราณจะมีความเชื่อว่าถ้าบ้านไหนปลูกต้นพิกุลทองไว้ประจำบ้านจะช่วยส่งผลทำให้มีอายุยืนยาว เพราะเป็นไม้ที่มีความแข็ง แรงทนทาน มีอายุยาวนาน และเชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากเชื่อว่ามีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่ สำหรับการปลูกเพื่อเสริมสิริมงคลให้กับบ้านและผู้อยู่อาศัย ผู้ปลูกควรเป็นสุภาพสตรี (เพราะพิกุลเป็นชื่อที่เหมาะกับสุภาพสตรี) ควรปลูกต้นพิกุลทองที่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ควรปลูกวันเสาร์หรือวันจันทร์ (การปลูกไม้วันเสาร์เป็นการปลูกเพื่อเอาคุณ) จะช่วยป้องกันโทษร้ายต่างๆ[8]
  • เปลือก สามารถใช้สกัดทำสีย้อมผ้าได้[7]
  • น้ำที่ได้จากดอกสามารถใช้ล้างปากล้างคอได้[7]
  • ผลพิกุลสามารถทานเป็นอาหารหรือผลไม้ของคนและสัตว์ได้ และสามารถช่วยดึงดูดสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนก[3]
  • ดอกจะมีกลิ่นหอมเย็น สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ สามารถนำมาใช้แต่งกลิ่นอาหาร ใช้เป็นส่วนผสมในน้ำหอม และใช้แต่งกลิ่นทำเครื่องสำอางได้[2],[4],[5],[6],[7]
  • ต้น มีลักษณะเป็นทรงต้นเป็นพุ่มใบทึบ และมีความสวยงาม สามารถตัดแต่งรูปทรงได้ นิยมใช้ปลูกเพื่อประดับอาคารและเพื่อให้ร่มเงา หรือปลูกที่ตามบริเวณลานจอดรถ ริมถนน ดอกจะมีกลิ่นหอม[3]
  • เนื้อไม้พิกุลสามารถใช้ในการก่อสร้างทำเครื่องมือได้ เช่น ทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องดนตรี การขุดเรือทำสะพาน โครงเรือ ไม้คาน ไม้กระดาน วงล้อ ครก สาก ด้ามเครื่องมือ เครื่องมือทางการเกษตร เป็นต้น และใช้เนื้อไม้ในงานพิธีมงคลได้ เช่น นำมาทำเป็นด้ามหอกที่ใช้เป็นอาวุธ เสาบ้าน พวงมาลัยเรือ เป็นต้น[8]
  • ดอกพิกุลจะมีกลิ่นหอมเย็น นิยมใช้บูชาพระ[7]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “พิกุล (Pi Kul)”. หน้าที่ 195.
สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “พิกุล”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th. [10 ม.ค. 2014].
ฐานข้อมูลพรรณไม้ที่ใช้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม ศูนย์ความรู้ด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. “พิกุล”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: agkc.lib.ku.ac.th. [10 ม.ค. 2014].
ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “พิกุล”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com. [10 ม.ค. 2014].
ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “พิกุล”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaicrudedrug.com. [10 ม.ค. 2014].
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.). “พิกุล”. อ้างอิงใน: หนังสืออุทยานสมุนไพรพุทธมลฑล หน้า 22 (สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.tistr.or.th. [10 ม.ค. 2014].
อุทยานดอกไม้ ๑๐๘ พรรณไม้ไทย. “ดอกพิกุล”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.panmai.com. [10 ม.ค. 2014].
สวนพฤกษศาสตร์ โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย. “พิกุล”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6/BotanicalGarden/. [10 ม.ค. 2014].
สมุนไพรไทย-ภูมิปัญญาไทย มหาวิทยาลัยนเรศวร. “สมุนไพรไทยพิกุล”. (วชิราภรณ์ ทัพผา). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: student.nu.ac.th. [10 ม.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1. https://commons.wikimedia.org/wiki/

ต้นพะวา ผลไม้สีเหลืองอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งตัวร้าย

0
ต้นพะวา
ต้นพะวา ผลไม้สีเหลืองอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งตัวร้าย เป็นไม้เนื้อแข็ง เสี้ยนไม้ละเอียด มีสีน้ำตาลแดง ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลือง สีส้ม สีแดง รสเฝื่อนเปรี้ยว
ต้นพะวา
ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลือง สีส้ม สีแดง รสเฝื่อนเปรี้ยว ไม้เนื้อแข็ง เสี้ยนไม้ละเอียด มีสีน้ำตาลแดง

ต้นพะวา

ต้นพะวา เป็นพรรณไม้ผลมีรสเฝื่อนอมเปรี้ยวมีถิ่นกำเนิดในบังคลาเทศ ภูฏาน กัมพูชา จีน อินเดีย หมู่เกาะอันดามัน เกาะนิโคบาร์ ลาว เนปาล มาเลเซีย เมียนมาร์ เวียดนาม รวมถึงในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือขอประเทศไทย โดยพืชชนิดนี้อาศัยอยู่ในป่าทึบชื้นขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดซึ่งงอกได้ง่าย และยังมีคุณสมบัติในการยับยั้งเซลล์มะเร็ง ใช้เป็นยาช่วยรักษาแผลในปาก ลดไข้ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Garcinia celebica L. จัดอยู่ในวงศ์มังคุด ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น กวักไหม พะยา มะป่อง มะดะขี้นก หมากกวัก วาน้ำ สารภีป่า ขวาด กะวา ชะม่วง
ชื่อสามัญ: eggtree, false Mangosteen, gambogetree, Himalayan garcinia, Mysore gamboge, มังคุดเปรี้ยว, มังคุดเหลือง (ภาษาอังกฤษ); gamboge des dyers, มังคุดขม (ฝรั่งเศส); Mangostão Amarelo (โปรตุเกส); กูร์กา, มุนดู (สเปน)

ลักษณะพะวา

  • มีถิ่นกำเนิดที่ทางภาคเหนือ, ภาคอีสาน พบได้ทุกภาคของประเทศ จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ที่ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 10-18 เมตร พุ่มเป็นรูปโดม ใบออกดก เปลือกต้นมีสีเทาดำ ที่เปลือกจะมียางสีเหลือง ต้น ใบ ผลจะมียางสีขาว แบ่งแยกต้นเพศผู้และเพศเมีย ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด ปักชำกิ่ง และตอนกิ่ง เติบโตได้ในดินทุกสภาพที่ความชื้นสูง จะชอบดินร่วนปนกับทราย ระบายน้ำได้ และมีแดดเต็มวัน กระจายพันธุ์ในป่าดิบชื้นภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความสูงตั้งแค่ระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 700 เมตร พบเจอในต่างประเทศได้ในอินเตีย เมียนมา เกาะนิโคบาร์
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกใบดกและหนาทึบ ใบออกเรียงข้ามกันเป็นคู่ ใบลักษณะเป็นรูปรี รูปขอบขนาน รูปไข่กลับ รูปขอบขนานแกมรูปรี ส่วนปลายมน โคนใบเป็นรูปสอบ ขอบใบจะเรียบ ใบกว้างประมาณ 4-8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตร ผิวใบเป็นมัน แผ่นใบหนา มีเส้นแขยงใบถี่ เส้นกลางใบเป็นร่องเห็นได้ชัดที่หลังใบ
  • ดอกออกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง ลักษณะดอกคล้ายดอกชะม่วง เป็นดอกแบบแยกเพศ ดอกเพศผู้มีสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม กลีบดอกมี 4 กลีบ มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมรี ก้านกลีบยาวกว่ากลีบเลี้ยง มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบวงนอกมีลักษณะเป็นรูปไข่ กลีบวงในมีลักษณะเป็นรูปไต หลังดอกบานได้ 24-48 ชั่วโมง ดอกจะร่วงหล่น ดอกเพศเมียจะมีกลีบเลี้ยงคล้ายดอกเพศผู้ แต่กลีบดอกยาวกว่า[1],[3],[5] ดอกเพศเมีย เป็นดอกเดี่ยว เส้นผ่านศูนย์กลางมีขนาดเท่ากับดอกเพศผู้ มีกลีบเลี้ยงสีเหลือง 4 กลีบ และกลีบดอก 4 กลีบ ตรงกลางจะมีรังไข่ และจะพัฒนาเป็นผล ที่ปลายรังไข่จะมียอดเกสรเพศเมียมีแฉกประมาณ 6-8 แฉก จะประกฎที่ปลายของ
  • ผล เป็นตัวบ่งบอกจำนวนกลีบผลและเมล็ด หลังดอกบานประมาณ 24 ชั่วโมง กลีบดอกจะร่วง ดอกจะออกช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม และเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน[4] มีลักษณะเป็นรูปไข่ ผิวเรียบ ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลือง สีส้ม สีแดง เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงอยู่ 4 กลีบ เนื้อหุ้มเมล็ดมีลักษณะเป็นกลีบใส มีเส้นสีขาวขุ่น ผลมีรสฝาดอมเปรี้ยว สามารถนำมารับประทานได้ เมล็ดมีลักษณะแบนยาว มีร่องของมัดท่อน้ำ มีท่ออาหารให้เห็น มีสีเหลืองอ่อน มีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดสามารถงอกเป็นต้นกล้าได้ประมาณ 4-10 ต้น สามารถตัดแบ่ง 2-4 ส่วนแล้วนำไปเพาะ ผลแก่ช่วงเดือนเมษายน และฤดูฝน[5]

สรรพคุณของพะวา

  • เปลือกผลจะมีสรรพคุณที่เป็นยาแก้ท้องเสีย[2]
  • นำดอกแห้ง มาต้มกับน้ำแล้วดื่ม ใช้เป็นยาแก้ไข้[1] น้ำที่ได้จากการต้มเปลือกต้นและใบ มีสรรพคุณที่เป็นยาลดไข้[2]
  • นำใบแห้งมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ[1] ผลที่มีรสเปรี้ยว สามารถใช้เป็นยาระบายได้[3]
  • นำดอกแห้ง มาต้มกับน้ำแล้วดื่ม ใช้ช่วยรักษาลมและโลหิตพิการ [1]
  • ดอกจะมีสรรพคุณที่ช่วยทำให้เจริญอาหาร นำดอกแห้ง มาต้มกับน้ำแล้วดื่ม[1]
  • น้ำที่ได้จากการต้มเปลือกต้นและใบ มีสรรพคุณที่เป็นยาฝาดสมาน ช่วยรักษาแผลในปาก[2]

ประโยชน์ของพะวา

  • สามารถนำมาใช้ในการก่อสร้างได้[5]
  • ผล รับประทานเป็นผลไม้[2] แต่ถึงผลจะมีสีสวยงามและสามารถรับประทานได้ก็ตาม แต่ไม่นิยมนำมารับประทาน เพราะเนื้อมีรสเฝื่อน ออกเปรี้ยว หากรับประทานมากเกินไปก็อาจทำให้ท้องเสีย[4]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

เมื่อนำเปลือกมาสกัดและแยกสารสกัด จะทำให้บริสุทธิ์ด้วยวิธีโครมาโตกราฟีและการตกผลึก จะได้สาร 4 ประเภท คือ triterpenes, benzophenones, xanthones, biphenyls เมื่อนำสาร biphenyls กับ triterpenes วิเคราะห์เพื่อหาโครงสร้างทางเคมี เมื่อนำไปทดสอบการออกฤทธิ์ทางชีวภาพจะพบว่า สารจะมีฤทธิ์ต้านเชื้อเอดส์ในระดับเซลล์และในระดับโมเลกุลได้ และยังมีคุณสมบัติในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ช่วยลดอาการบวมของเนื้อเยื่อ แต่ยังต้องนำสารไปทดลองทางคลินิก เพื่อที่จะได้ประโยชน์สูงสุดในการรักษา (น.ส.ปานฤทัย ภัยลี้ นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) รุ่นที่ 2 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)[6]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “พะวา”. หน้า 553-554.
การสำรวจทรัพยากรป่าไม้เพื่อประเมินสถานภาพและศักยภาพ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี). “พะวา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : inven.dnp9.com/inven/. [22 ส.ค. 2014].
คมชัดลึกออนไลน์. (นายสวีสอง). “พะวาไม้หายากเป็นยา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.komchadluek.net. [22 ส.ค. 2014].
โครงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ พันธุ์ผักพื้นบ้านและไม้ผลพื้นเมืองภาคใต้ สำหรับประชาชน, คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่. “รายละเอียดพะวา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : natres.psu.ac.th. [22 ส.ค. 2014].
สวนพฤกษศาสตร์ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “พะวา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dnp.go.th/pattani_botany/. [22 ส.ค. 2014].
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). “วิจัยพบ ต้นพะวามีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็ง-ยับยั้งเชื้อเอดส์”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.trf.or.th. [22 ส.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.tradewindsfruit.com/content/gamboge.htm
2.https://www.flickr.com/photos/dinesh_valke/1095535392

6 ประโยชน์ของพลับพลา ในตำรายาพื้นบ้านอีสานไทย

0
พลับพลา
ดอกออกเป็นช่อกระจุกแยกแขนงมีสีเหลือง ผลแก่มีสีเขียว ผลสุกมีสีม่วงดำ ผลแก่มีรสเปรี้ยว
พลับพลา
ดอกออกเป็นช่อกระจุกแยกแขนงมีสีเหลือง ผลแก่มีสีเขียว ผลสุกมีสีม่วงดำ ผลแก่มีรสเปรี้ยว

พลับพลา

พลับพลา ไม้ยืนต้นใช้ในตำรายาพื้นบ้านอีสานของไทยพบแหล่งกำเนิดที่อยู่ในป่าดิบชื้นที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 50-300 เมตร หรือ 100-600 เมตรมีเขตกระจายพันธุ์ในประเทศ อินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม ไทย ลาว พม่า มาเลเซีย กัมพูชา จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสามารถขยายพันธุ์ได้โดยใช้เมล็ดม ชื่อวิทยาศาสตร์ Microcos tomentosa Sm. อยู่ในวงศ์ชบา และอยู่ในวงศ์ย่อย GREWIOIDEAE ชื่อถิ่นอื่น ๆ เช่น สากกะเบือละว้า ก้อมส้ม กะปกกะปู พลาขาว คอมส้ม พลา หลาย มะก้อม พลองส้ม มลาย ขี้เถ้า สากกะเบือดง น้ำลายควาย ปะตัดหูเปี้ยว พลาลาย คอมขน หมากหอม ไม้ลาย จือมือแก ก่อออม คอมเกลี้ยง เกลี้ยง ม่วงก้อม พลา ก่อออม ลอมคอม คอม ข้าวจี่ ลาย กะผล้า จุกขวด กอม มะคอม ขนาน

ลักษณะต้นของพลับพลาทางพฤกษศาสตร์

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นหรือเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ต้นสูงประมาณ 15 เมตร ลำต้นตรง เปลือกของลำต้นมีสีเทา แตกล่อนเป็นสะเก็ด เปลือกด้านในมีสีชมพู มีเส้นใยเรียงตัวเป็นชั้น ส่วนที่กิ่งอ่อนกับก้านใบมีขนลักษณะเป็นรูปดาว มักขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าผลัดใบผสม และป่าดิบแล้ง
  • ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน ใบมีลักษณะเป็นรูปวงรีแกมรูปขอบขนาน รูปวงรีแกมรูปไข่กลับ รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ โคนใบเป็นรูปสอบมนหรือกลม ที่ปลายใบแหลม ส่วนขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย ไม่เป็นระเบียบที่ปลายใบส่วนกลางกับโคนใบ ที่ขอบเรียบ ปลายใบจะมีติ่งแหลมสั้น ๆ ใบกว้างประมาณ 3-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6.5-19 เซนติเมตร ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม ผิวใบด้านล่างมีสีเขียวหม่น ผิวใบลักษณะคล้ายกระดาษกึ่งหนาคล้ายแผ่นหนัง มีขนรูปดาวอยู่ทั้งสองด้าน ด้านล่างจะมีขนขึ้นหนาแน่นกว่าด้านบน ใบมีเส้นแขนงใบข้างละ 4-9 เส้น มีอยู่ 3 เส้นที่ออกจากโคนใบ เส้นใบย่อยคล้ายขั้นบันได เห็นได้ชัดเจนที่ด้านล่าง ก้านใบยาวประมาณ 6-12 มิลลิเมตร มีขนขึ้นเยอะ[1]
  • ดอกออกเป็นช่อกระจุกแยกแขนง ดอกออกที่ตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ 3-15 เซนติเมตร ดอกมีลักษณะตูมกลม มีดอกย่อยเป็นจำนวนมาก กลีบดอกมีสีเหลือง ก้านกับแกนช่อดอกมีขนอยู่ ใบประดับมีลักษณะเป็นรูปแถบ รูปใบหอก ยาวได้ 1 เซนติเมตรและมีขนอยู่ ก้านดอกยาวประมาณ 3-15 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางขนาดประมาณ 4 มิลลิเมตร มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบจะแยกจากกันเป็นอิสระ ลักษณะคล้ายรูปช้อน กว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 6-7 มิลลิเมตร มีขนอยู่ทั้งสองด้าน มีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบแยกจากกันเป็นอิสระ มีลักษณะเป็นรูปไข่แกมรูปใบหอก กว้างประมาณ 0.5-1.5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1.5-3 มิลลิเมตร มีขนอยู่ทั้งสองด้าน ส่วนที่โคนกลีบด้านในจะมีต่อมเป็นรูปรี ดอกจะมีเกสรตัวผู้เป็นจำนวนมาก ก้านชูอับเรณู ที่โคนจะมีขน ที่ปลายเกลี้ยง รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ เป็นรูปวงกลม กว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มีขนอยู่ 2-4 ช่อง แต่ละช่องมีออวุลอยู่ 2 เม็ด ดอกออกช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม[1]
  • ผล เป็นรูปทรงกลมแกมรูปไข่กลับ ผลกว้าง 0.6-1 เซนติเมตร ยาว 1-1.2 เซนติเมตร ผนังชั้นในแข็ง ผนังของผลมีลักษณะคล้ายแผ่นหนัง มีขน ผลแก่มีสีเขียว ผลสุกมีสีม่วงดำ ในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด ผลออกช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนตุลาคม[1]

สรรพคุณของพลับพลา

  • ผลแก่จะมีรสเปรี้ยวสามารถทานเป็นยาระบายได้[1]
  • ผลแก่สามารถช่วยกระจายโลหิตได้[1]
  • แก่นสามารถช่วยแก้หืด โดยใช้แก่นผสมแก่นโมกหลวง แก่นจำปา ลำต้นกำแพงเจ็ดชั้น ลำต้นสบู่ขาว
  • ลำต้นพลองเหมือด ลำต้นคำรอก มาต้มกับน้ำแล้วดื่ม ช่วยแก้หืด หรือใช้เนื้อไม้หรือแก่นมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม ช่วยแก้หืดได้[1],[6]
  • เปลือกต้นสามารถทำลายพิษของต้นยางน่องได้[5]
  • สามารถใช้ลำต้นเป็นยาประกอบรักษาโรคลำไส้ได้[3]
  • สามารถใช้เปลือกผสมปรุงเป็นยาบำรุงโลหิตสตรีได้[1]

ประโยชน์ของพลับพลา

  • ไม้เป็นเชื้อเพลิงที่ติดไฟได้ง่าย คนใต้สมัยก่อนนิยมนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเผาศพ และใช้ในการอยู่ไฟของสตรีที่พึ่งคลอดบุตรใหม่[6] น้ำมันยางจากเปลือกสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้[1]
  • เปลือกมีเส้นใย สามารถใช้ทำเชือกแบบหยาบ ๆ[1]
  • ผลสุกสามารถทานได้[1],[3],[6]
  • เนื้อไม้มีความทนทาน นิยมใช้ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือทำเครื่องเรือน[4],[6]
  • ผลดิบ สามารถใช้เป็นของเล่นเด็กที่เรียกว่า บั้งโผ๊ะ หรือ ฉับโผง โดยใช้ทำเป็นกระสุนยิงจากกระบอกไม้ไผ่[3]
  • ผลสุก เป็นอาหารโปรดของกระรอก มูสัง และนกบางชนิด ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบกระจอกจำนวนมากหากพื้นที่ปลูก[6]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “พลับ พลา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com. [20 ธ.ค. 2013].
ข้อมูลพรรณไม้ สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “พลับ พลา”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/. [20 ธ.ค. 2013].
ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพในโรงเรียน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. “พลับ พลา, ลอมคอม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: copper.msu.ac.th/plant/. [20 ธ.ค. 2013].
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “พลับพลา”. อ้างอิงใน: หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 2. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.qsbg.org. [20 ธ.ค. 2013].
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “Microcos tomentosa Sm.”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [20 ธ.ค. 2013].
ผักพื้นบ้านและไม้ผลพื้นเมืองภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. “พลับพลา ไม้ผลท้องทุ่งเด็กใต้”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: share.psu.ac.th/blog/khk-473473/. [20 ธ.ค. 2013].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.natureloveyou.sg/
2.https://www.inaturalist.org/taxa/

พลองกินลูก พันธุ์ไม้ดอกม่วงสรรพคุณแก้พิษไข้เป็นเลิศ

0
พลองกินลูก พันธุ์ไม้ดอกม่วงสรรพคุณแก้พิษไข้เป็นเลิศ ผลอ่อนเป็นสีชมพูอมม่วงแต่ถ้าสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงดำ รสหวาน
พลองกินลูก
พันธุ์ไม้ดอกม่วงสรรพคุณแก้พิษไข้เป็นเลิศ ผลอ่อนเป็นสีชมพูอมม่วงแต่ถ้าสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงดำ รสหวาน

พลองกินลูก

พลองกินลูก เป็นพรรณไม้ทรงพุ่มพบได้ในป่าดิบชื้นมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเขตร้อนทั่วไป จะเจริญเติบโตได้ดีในที่ค่อนข้างชื้น ชอบแสงแดดแบบรำไร มักพบได้ในป่าดิบแล้ง ป่าคืนสภาพ และตามป่าเบญจพรรณแล้งทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีดอกสีม่วงสวยงามสะดุดตา โดยจะเริ่มออกดอกในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ คือ Memecylon ovatum Sm. จัดอยู่ในวงศ์โคลงเคลง (MELASTOMATACEAE) นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า พลองกินลูก พลองใหญ่ พลองใบใหญ่ (ประจวบคีรีขันธ์), พลอง (นครราชสีมา) เป็นต้น

ลักษณะของต้นพลอง

  • ต้น เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ไม่มีการผลัดใบ ต้นมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 5-7 เมตร หรืออาจจะสูงได้ประมาณ 6-15 เมตร ลำต้นตั้งตรง ตัวเรือนยอดเป็นพุ่มกลมแตกกิ่งก้านค่อนข้างต่ำ ตรงเปลือกต้นด้านนอกเป็นสีน้ำตาลแตกเป็นสะเก็ดบาง ๆ หรือเป็นร่องตื้น ๆ เปลือกบาง ส่วนเปลือกด้านในมีสีเหลืองอ่อน สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกันที่บริเวณปลายกิ่ง ใบมีลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่มน ใบมีความกว้างประมาณ 2.5-6.5 เซนติเมตรและมีความยาวประมาณ 5-12.5 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแหลมหรืออาจจะมน ส่วนตรงขอบใบเรียบ แผ่นใบค่อนข้างหนาคล้ายกับแผ่นหนัง ใบมีสีเขียวเข้มและมีความมัน ไม่มีขนทั้งสองด้าน ส่วนท้องใบเป็นสีอ่อน[1],[2],[3]
  • ดอก จะออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุกซ้อนกัน โดยจะออกตามกิ่ง ตามง่ามใบ หรือตามข้อต้น ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ประมาณ 0.3 เซนติเมตร ดอกตูมจะเป็นสีชมพู แต่เมื่อบานแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงน้ำเงินแทน มีกลีบดอกอยู่ 4 กลีบ และจะบานเกือบพร้อมกันทั้งต้น
  • ผล มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือกลมรี (คล้ายกับผลหว้า) มีขนาดประมาณ 0.5-0.8 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีชมพูอมม่วงแต่ถ้าสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงดำหรือเป็นสีน้ำเงินเกือบดำ มีเนื้อที่บาง จะมีการออกผลในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม[1],[2],[3]

สรรพคุณของพลอง

1. ใบ สามารถใช้เป็นยาแก้ไฟไหม้น้ำร้อนลวก ไม่ทำให้เกิดเป็นแผลเป็น และช่วยดับพิษปวดแสบปวดร้อน (ใบ)[1]
2. เนื้อไม้และราก สามารถนำมาใช้ฝนหรือต้มดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้พิษ ไข้หัด (เนื้อไม้, ราก)[1]
2.1 เนื้อไม้และราก สามารถนำมาใช้ฝนหรือต้มดื่มเป็นยาถอนพิษผิดสำแดง ดับพิษร้อน และดับพิษภายในต่าง ๆ (เนื้อไม้, ราก)[1]

ประโยชน์ของพลอง

1. เนื้อที่หุ้มเมล็ดของผลสุก จะมีรสหวานสามารถใช้รับประทานได้[2]
2. เนื้อไม้ สามารถนำมาใช้ทำเป็นด้ามเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ได้[3]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง. “พลอง”. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ). หน้า 114.
2. หนังสือพืชกินได้ในป่าสะแกราช เล่ม 1. “พลอง กิน ลูก”. (สมัย เสวครบุรี, ทักษิณ อาชวาคม). หน้า 215-216.
3. หนังสือไม้ดอกไม้ประดับ.

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.earth.com/plant-encyclopedia/angiosperms/melastomataceae/memecylon-umbellatum/ca/
2https://medicinallive.com/product/buy-korakaha-nirasa-kayavu-kasavu-anjani-kayam-khaya-kaya-manjiyalli-memecylon-umbellatum-plant-live-online-shopping/