ต้นสารภี สมุนไพรทางตำรับยามีฤทธิ์บำรุงเส้นประสาท

0
ต้นสารภี
ต้นสารภี สมุนไพรทางตำรับยามีฤทธิ์บำรุงเส้นประสาท ดอกสีขาวมีกลิ่นหอม ผลสุกมีสีเหลืองอมส้ม เนื้อนิ่ม รสหวาน มีสรรพคุณทางยาสมุนไพร
ต้นสารภี
ดอกสีขาวมีกลิ่นหอม ผลสุกมีสีเหลืองอมส้ม เนื้อนิ่ม รสหวาน มีสรรพคุณทางยาสมุนไพร

ต้นสารภี

สารภี (Negkassar) เป็นพันธุ์ไม้ที่มีลักษณะเฉพาะตัวดอกสีขาวมีกลิ่นหอม ที่มีถิ่นกำเนิดในพม่า ไทย อินโดจีน คาบสมุทรมาเลเซีย ผลสารภีรับประทานได้มีสรรพคุณทางยาสมุนไพร รวมลำต้นยังเป็นไม้เนื้อแข็งใช้ทำเสา พื้น และฝาที่พักอาศัย ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Mammea siamensis T.Anderson ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Calysaccion siamense Miq. อยู่ในวงศ์ CALOPHYLLACEAE ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น สารภีแนน ทรพี สารพี สร้อยพี

ลักษณะ

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางไม่ผลัดใบ สูงประมาณ 10-15 เมตร เรือนยอดจะเป็นทรงพุ่มทึบ จะแตกกิ่งก้านแผ่กว้าง เปลือกลำต้นมีสีเทาอมน้ำตาลถึงดำ จะแตกล่อนเป็นสะเก็ดทั่วลำต้น เปลือกในจะเป็นสีน้ำตาลแดง มียางเป็นสีครีมหรือสีเหลืองอ่อนเล็กน้อย เนื้อไม้มีสีน้ำตาลปนแดง เนื้อจะละเอียด เสี้ยนตรง ถี่ สม่ำเสมอ แข็ง ค่อนข้างทนทาน สามารถเลื่อย ผ่าและไสกบตบแต่งง่าย ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด การตอนกิ่ง ปลูกได้ดีทั้งที่ร่มรำไรและที่กลางแจ้ง สามารถปลูกได้ในดินทุกสภาพ จะชอบดินร่วนซุย จะต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง พบเจอได้ที่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออก ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 20-400 เมตร
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว จะออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบเป็นรูปไข่กลับหรือเป็นรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบจะมนกว้าง หรืออาจมีติ่งสั้น ๆ หรือหยักเว้าแบบตื้น ที่โคนใบจะสอบเรียว ขอบใบจะเรียบ ใบกว้างประมาณ 2.5-7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7.5-25 เซนติเมตร แผ่นใบจะหนาเกลี้ยงเป็นสีเขียวเข้มและเป็นมัน ท้องใบจะมีสีอ่อนกว่า เนื้อใบจะหนาและค่อนข้างเรียบ ไม่มีเส้นแขนงใบ แต่จะเห็นเส้นใบย่อยเป็นเส้นร่างแหชัดทั้งสองด้าน ก้านใบยาวประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร[1],[2],[4]
  • ดอก ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อกระจุกที่ตามกิ่ง ดอกย่อยจะเป็นสีขาว มีกลิ่นหอม มีกลีบดอกอยู่ 4 กลีบ มีกลีบเลี้ยงอยู่ 2 กลีบ จะมีเกสรตัวผู้สีเหลืองเป็นจำนวนมาก มีรังไข่อยู่ 2 ช่อง แต่ละช่องจะมีไข่อ่อนจำนวน 2 ปลาย หลอดรังไข่จะแยกเป็น 3 แฉก ออกดอกช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม[1],[2],[4]
  • ผล เป็นรูปกระสวยหรือกลมรี มีขนาดประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ผิวผลจะเรียบ ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลืองอมส้ม เนื้อผลจะนิ่ม ผลแก่จะแตกออกได้ มีเมล็ดเดียว เป็นผลช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน[1],[2],[4]

สรรพคุณของสารภี

  • ดอกสารภีอยู่ในตำรับยาพิกัดเกสรทั้งห้า (ดอกสารภี ดอกพิกุล ดอกมะลิ ดอกบุนนาค เกสรบัวหลวง), ตำรับยาพิกัดเกสรทั้งเจ็ด (เพิ่มดอกกระดังงา และดอกจำปา), ตำรับยาพิกัดเกสรทั้งเก้า (เพิ่มดอกลำดวน และดอกลำเจียก) เป็นตำรับยาที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น ทำให้ชื่นใจ แก้ลมกองละเอียด แก้อาการหน้ามืดตาลาย วิงเวียนศีรษะ แก้โรคตา แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยบำรุงครรภ์ของสตรีได้[10],[11]
  • สามารถช่วยบำรุงครรภ์รักษาได้ (เกสร)[1],[2]
  • สามารถใช้เป็นยาฝาดสมานได้ (ดอก)[1],[2]
  • สามารถช่วยขับปัสสาวะได้ (ใบ)[6]
  • สามารถช่วยแก้ลมวิงเวียน อาการหน้ามืดตาลายได้ (ดอก)[4],[10]
  • เกสรจะมีรสหอมเย็น สามารถใช้เป็นยาแก้ไข้ได้[1],[2]
  • สามารถช่วยรักษาธาตุไม่ปกติได้ (ดอก)[1],[2]
  • ดอกสามารถใช้เป็นยาชูกำลัง และบำรุงกำลังได้[2],[10]
  • สามารถช่วยทำให้ชื่นใจได้ (เกสร)[1],[2]
  • ดอกมีกลิ่นรสหอมเย็น ผลจะมีรสหวาน สามารถช่วยบำรุงหัวใจได้ (ดอก, ผลสุก)[1],[2],[5],[10]
  • ดอกสามารถใช้ผสมในยาหอมได้ จะช่วยแก้อาการร้อนใน แก้ลม วิงเวียน แก้โลหิตพิการ โลหิตเป็นพิษ ช่วยทำให้เจริญอาหาร บำรุงหัวใจ บำรุงเส้นประสาท ชูกำลัง ช่วยแก้ไข้มีพิษร้อนได้[1],[2],[3],[4],[5],[6]
  • สามารถบรรเทาอาการปวดตามข้อได้ (ใบ)[6]
  • ยางไม้ของของต้นสารภี สามารถใช้แก้อาการแพ้คันจากพิษของต้นหมามุ่ย หรือจากน้ำลายของหอยบางชนิดได้[12]
  • ดอกจะมีฤทธิ์ขับลม[1],[2]
  • สามารถช่วยแก้ไข้มีพิษร้อนได้ (ดอก)[2]
  • ดอกสามารถช่วยแก้โลหิตพิการได้[2],[10]
  • สามารถช่วยทำให้เจริญอาหารได้ (ดอก)[2],[10]
  • สามารถช่วยบำรุงเส้นประสาทได้ (ดอก)[4],[10]
  • ผลสุกสามารถทานได้ จะช่วยขยายหลอดเลือด[5]

ประโยชน์ของสารภี

นำดอกสดมาใช้สกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย สามารถใช้ในการแต่งกลิ่นเครื่องสำอางได้[6]
คนไทยโบราณเชื่อกันว่า ถ้าบ้านใดปลูกต้นสารภีไว้ประจำบ้านจะส่งผลให้มีอายุยืนยาวเหมือนต้นสารภี เพื่อความเป็นสิริมงคลผู้ปลูกควรจะปลูกวันเสาร์ (โบราณเชื่อกันว่าการปลูกไม้เอาคุณให้ปลูกวันเสาร์) ควรปลูกไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จะช่วยป้องกันเสนียดจัญไร ถ้าจะให้เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ผู้ปลูกควรจะเป็นสุภาพสตรี เพราะสารภีเป็นชื่อที่เหมาะกับสตรี[8],[9]
ดอกตูมของสารภีสามารถใช้สกัดทำสีย้อมผ้าได้ จะให้สีแดง[5]
ผลสารภีจะมีรสหวาน สามารถทานเป็นผลไม้ และเป็นอาหารของนกได้[4]
เนื้อไม้สารภีจะมีความแข็งแรง ค่อนข้างทนทาน สามารถใช้สร้างเป็นที่อยู่อาศัยได้ อย่างเช่น การทำเสา ฝา รอด ตง กระดานพื้น และเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ[4],[12]
ดอกแห้งสามารถใช้ทำเป็นน้ำหอมได้ โดยการเพิ่มดอกคำฝอย ส้มป่อยเผา มาแช่ในน้ำก็จะได้น้ำหอมไว้ใช้เป็นน้ำสรงพระในเทศกาลสงกรานต์[10]
ต้นสารภีจะมีเรือนยอดเป็นทรงพุ่มทึบ สามารถปลูกเพื่อให้ร่มเงาและบังลมได้ และมีดอกกับพุ่มใบที่สวยงาม สามารถปลูกเป็นไม้ประดับได้
สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ อย่างเช่น ทำน้ำผลไม้ การทำไวน์ ทำแยม[12]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ). “สารภี”. หน้าที่ 181.
หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “สารภี (Saraphi)”. หน้าที่ 301.
หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิล). “สารภี”. หน้าที่ 136.
สวนพฤกษศาสตร์ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “สารภี”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.dnp.go.th. [11 ม.ค. 2014].
สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “สารภี”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th. [11 ม.ค. 2014].
ฐานข้อมูลน้ำมันหอมระเหยไทย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.). “สารภี”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.tistr.or.th/essentialoils/. [11 ม.ค. 2014].
ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ดอกสารภี”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: 203.172.198.146. [11 ม.ค. 2014].
ไม้ประดับออนไลน์ดอตคอม ศูนย์ไม้ดอกไม้ประดับออนไลน์. “สารภี”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.maipradabonline.com. [11 ม.ค. 2014].
อุทยานดอกไม้ ๑๐๘ พรรณไม้ไทย. “สารภี”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.panmai.com. [11 ม.ค. 2014].
มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 361 คอลัมน์: ต้นไม้ใบหญ้า. “สารภี”. (ดร.ปิยรัษฎ์ เจริญทรัพย์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.doctor.or.th. [11 ม.ค. 2014].
ฐานข้อมูลเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “พิกุล”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaicrudedrug.com. [11 ม.ค. 2014].
พืชกรณีศึกษา งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน โรงเรียนตาลชุมพิทยาคม อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน. “สารภี”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.slideshare.net/n_putthima/sarapee-presentation. [11 ม.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.paldat.org
2.https://www.flickr.com

สาลี่ ผลไม้ฤทธิ์เย็นช่วยดับพิษร้อน แก้อาการไอ

0
สาลี่ ผลไม้ฤทธิ์เย็นช่วยดับพิษร้อน แก้อาการไอ ดอกจะออกเป็นช่อ ผลสีน้ำตาลอมเหลือง เนื้อสีขาว มีรสหวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม กรอบอร่อย
สาลี่
ผลไม้ฤทธิ์เย็น ดอกจะออกเป็นช่อ ผลสีน้ำตาลอมเหลือง เนื้อสีขาว มีรสหวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม กรอบอร่อย

สาลี่

สาลี่ Chinese pear เป็นต้นไม้ที่ออกผลสีน้ำตาลอมเหลือง มีรสหวานฉ่ำ มีกลิ่นหอม กรอบอร่อย อยู่ในวงศ์กุหลาบ Rosaceae ต้นไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดที่ทางภาคตะวันตกของประเทศจีน ดอกจะออกเป็นช่อ มีสีขาว ผลลักษณะคล้ายแอปเปิล และหลายสี เช่น สีเขียว สีน้ำตาล สีเหลือง สีแดงแดงอมส้ม เนื้อกรอบและฉ่ำน้ำ เนื้อบางสายพันธุ์จะมีลักษณะเป็นเนื้อทราย เมล็ดมีลักษณะแบนรีและมีขนาดเล็ก เมล็ดมีสีดำ สีน้ำตาลออกดำ ซึ่งต้นดูแลง่าย ให้ผลดก ทนต่อศัตรูพืช ลำต้นสูงประมาณ 30-40 ฟุต ชื่อสามัญ Chinese pear, Taiwan pear, Sand pear, Asian pear, Korean pear, Japanese pear, Nashi pear และชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ Pyrus pyrifolia (Burm.f.) Nakai

สรรพคุณของสาลี่

  • สามารถช่วยในการขับปัสสาวะได้
  • สามารถช่วยกระตุ้นความเฉื่อยชาของลำไส้ ช่วยในการหลั่งน้ำย่อยต่างในระบบการย่อยอาหาร ช่วยลดอาการท้องอืด และช่วยทำให้กระเพาะอาหารทำงานได้ดี
  • ช่วยบำรุงปอดให้แข็งแรงได้
  • สามารถแก้อาการไอ ไอแห้ง ละลายเสมหะ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ปอด
  • มีฤทธิ์เย็น ช่วยแก้กระหาย คลายร้อน ลดความ ร้อนในร่างกาย และช่วยดับพิษร้อนในร่างกายได้
    ปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด
  • สามารถช่วยระงับประสาท และช่วยให้ผ่อนคลายความกังวล ความไม่สบายใจ ความทุกข์ในใจได้
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และทำให้ร่างกายแข็งแรง
  • กระตุ้นการทำงานของไต
  • ช่วยกระตุ้นการทำงานของไต
  • มีเส้นใยอาหารสูง สามารถช่วยระบาย ช่วยขับถ่าย ป้องกันการท้องผูก และป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
  • ช่วยฟอกกระเพาะอาหาร จะทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง
  • สามารถแก้อาการคอแห้ง เจ็บคอและระคายคอ เค็มคอกระหายน้ำ ที่มีสาเหตุมาจากอาหารที่ผงชูรสเยอะ
  • นำมาสับให้ละเอียด นำไปต้มกับน้ำตาลทรายแล้วรับประทาน บรรเทาอาการหวัด
  • สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลได้
  • สามารถฟอกเลือดให้สะอาด จะทำให้ไตทำงานได้ดี
  • บรรเทาอาการเจ็บป่วยได้

ประโยชน์ของสาลี่

  • มีกลิ่นหอมที่ช่วยกระตุ้นจิตใจ จะทำให้สดชื่น เบิกบาน กระชุ่มกระชวย
  • มีน้ำตาลที่ร่างกายสามารถเอาไปใช้เป็นพลังงานได้ และช่วยทำให้ไม่รู้สึกหิว
  • เหมาะกับคนที่ต้องการจะลดน้ำหนัก
  • สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายชนิด
  • สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับลำคอ ร่างกายอ่อนแอ โรคโลหิตจาง และวัณโรค

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 42 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
วิตามินบี 1 0.009 มิลลิกรัม 1%
วิตามินบี 2 0.01 มิลลิกรัม 1%
วิตามินบี 3 0.219 มิลลิกรัม 1%
วิตามินบี 5 0.07 มิลลิกรัม 1%
วิตามินบี 6 0.022 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี 9 8 ไมโครกรัม 2%
วิตามินซี 3.8 มิลลิกรัม 5%
วิตามินอี 0.12 มิลลิกรัม 1%
วิตามินเค 4.5 ไมโครกรัม 4%
โปรตีน 0.5 กรัม
เส้นใย 3.6 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 10.65 กรัม
ไขมัน 0.23 กรัม
น้ำตาล 7.05 กรัม
โคลีน 5.1 มิลลิกรัม 1%
ธาตุโซเดียม 0 มิลลิกรัม 0%
ธาตุฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม 2%
ธาตุแมกนีเซียม 8 มิลลิกรัม 2%
ธาตุโพแทสเซียม 121 มิลลิกรัม 3%
ธาตุแมงกานีส 0.06 มิลลิกรัม 3%
ธาตุแคลเซียม 4 มิลลิกรัม 0%

ข้อมูลจาก USDA Nutrient database

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
หนังสือผลไม้ 111 ชนิด คุณค่าอาหารและการกิน (ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์, นิดดา หงษ์วิวัฒน์), หนังสืออิสลามกับการแพทย์ที่ไม่พึ่งยา (อะฮ์มัด อามีน ชีราซี), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.thespruce.com

องุ่น ผลไม้มหัศจรรย์อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญ

0
องุ่น ผลไม้มหัศจรรย์อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญ เป็นผลไม้เถาเลื้อย ต้านอนุมูลอิสระ และต้านมะเร็ง ผลเป็นพวงทรงกลม สีเขียว สีแดง สีดำ เนื้อฉ่ำน้ำ
องุ่น
ผลไม้เถาเลื้อย ต้านอนุมูลอิสระ และต้านมะเร็ง ผลเป็นพวงทรงกลม สีเขียว สีแดง สีดำ เนื้อฉ่ำน้ำ

องุ่น

องุ่น (Grape, Grape vine) เป็นผลไม้เถาเลื้อยที่มีประโยชน์หลากหลายส่วนใหญ่นิยมทานเป็นผลไม้สด คั้นเป็นน้ำผลไม้ แยม ใช้ในการผลิตไวน์ และน้ำมันสกัดจากเมล็ด มีแร่ธาตุและวิตามินหลายชนิดมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และต้านมะเร็ง ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสารอาหารที่สำคัญมากมาย และมีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Vitis vinifera L. จัดอยู่ในวงศ์  (VITACEAE) นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ ว่า ผูเถา (จีนกลาง), ผู่ท้อ (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้น[1]

ลักษณะของต้นองุ่น

  • ต้น เป็นพรรณไม้เลื้อยจำพวกเถา มีความยาวได้ถึง 10 เมตร มีขนขึ้นปกคลุมอยู่ทั้งต้น เถาอ่อนผิวจะเรียบ ตามข้อเถามีมือสำหรับยึดและเกาะเอาไว้ สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด[1],[2],[3]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปกลมรีหรือรูปไข่ มีหยักคล้ายกับรอยฝ่ามือ หนึ่งใบจะมีรอยเว้าอยู่ประมาณ 3-5 รอย ปลายใบมีความแหลม โคนใบเว้าเข้าหากันจนคล้ายรูปหัวใจ ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย เนื้อใบบาง ส่วนใต้ใบมีขนขึ้นปกคลุม ใบมีความกว้างและความยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ส่วนก้านใบนั้นมีความยาวประมาณ 4-8 เซนติเมตร[1],[2]
  • ดอก จะออกดอกเป็นช่อตรงข้ามกับใบ ลักษณะกลมยาวและใหญ่ ดอกย่อยจะเป็นสีเหลืองอมสีเขียว แบ่งเป็น 5 กลีบย่อย และแตกออกเป็น 5 แฉก มีรังไข่อยู่ 2 อัน ในแต่ละรังไข่จะมีไข่อ่อนอยู่ 2 เมล็ด มีเกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านเกสรเพศผู้จะยาว ส่วนก้านเกสรเพศเมียจะสั้น กลม เมื่อดอกโรยถึงจะออกผล[1]
  • ผล ออกผลเป็นพวงๆ ผลย่อยมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือกลมรีเป็นรูปไข่ ผลมีสีเขียว สีม่วงแดง หรือสีม่วงเข้ม ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ที่ปลูก ส่วนเปลือกผลจะมีผงสีขาวเคลือบอยู่ เนื้อในผลค่อนข้างฉ่ำน้ำ และมีเมล็ดอยู่ประมาณ 1-3 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปยาวรี[1]

สรรพคุณขององุ่น

1. ผล ช่วยลดความดันโลหิตสูง [2]
2. ผล ช่วยบำรุงเส้นเอ็นและกระดูก [1]
3. ผล มีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็ง [2]
4. ผล ช่วยแก้อาการไอ ไอเรื้อรัง [1],[3]
5. ผล ช่วยบำรุงครรภ์ ครรภ์รักษา [1],[2],[3]
6. ผล มีสรรพคุณช่วยบำรุงไต [1],[2],[3]
7. ผล มีสรรพคุณช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง [2],[3]
8. ผล มีสรรพคุณเป็นยาแก้เลือดน้อย โลหิตจาง [1]
9. ผล มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะเช่นกัน [1],[2],[3]
10. ผล นำมาคั้นเอาน้ำรับประทาน จะช่วยแก้อาการหงุดหงิดได้ [1]
11. ผล ช่วยขับลมชื้นในร่างกาย แก้บวมน้ำ (ราก,เถา,ใบ)[1],[2],[3] แก้ตัวบวมน้ำ [2],[3]
12. ผล ช่วยแก้หัวใจเต้นผิดปกติ แก้เหงื่อออกไม่รู้ตัว เหงื่อออกเนื่องจากหัวใจไม่ปกติ  [1],[2],[3]
13. ผล มีรสหวานและเปรี้ยวเล็กน้อย เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอด ม้าม และไต ใช้เป็นบำรุงโลหิต [1],[2],[3]
14. เมล็ด ช่วยลดไขมันในเลือด ด้วยการนำมาบดให้เป็นผงแห้ง บรรจุแคปซูลกิน 1-2 เม็ด เช้าและเย็น [2]
15. ผล ที่ไม่แก่จัดใช้กินวันละประมาณ 1.4-2.7 กิโลกรัม เป็นยารักษาอาการตับและดีเสื่อมสมรรถภาพหรือทำงานไม่ดี [3]
16. ผล มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคหนองใน (ผล)[2] ให้ใช้ผลสดนำมาคั้นเอาน้ำ และน้ำต้มรากบัวหลวง น้ำต้มจากโกฐขี้เถ้า น้ำผึ้ง นำไปต้มกินครั้งละ 2 ถ้วยชา (ผล)[3]
17. ผลสด นำมาคั้นเอาน้ำรับประทานแก้กระหายน้ำ หรือใช้ผลสดนำมาคั้นเอาน้ำ แล้วใช้ภาชนะที่ปั้นด้วยดินเผา เคี่ยวผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย เก็บไว้กินทีละน้อย (ผล)[1],[3]
18. ผล ช่วยบำรุงกำลัง [2],[3] ให้ใช้ผลแห้งและโสม อย่างละ 3 กรัม นำมาแช่ในเหล้าประมาณ 1 คืน แล้วนำมาทาบริเวณฝ่ามือและแผ่นหลัง [1]
19. ผล มีสรรพคุณแก้ปัสสาวะขัด เจ็บ มีเลือดออก ด้วยการใช้ผลสดนำมาคั้นเอาน้ำ และน้ำต้มรากบัวหลวง น้ำต้มจากโกฐขี้เถ้า น้ำผึ้ง นำไปต้มกินครั้งละ 2 ถ้วยชา (ผล)[3]
20. ผล ช่วยแก้อาการปวดหลัง ให้ใช้ผลแห้งและโสม อย่างละ 3 กรัม นำมาแช่ในเหล้าประมาณ 1 คืน แล้วนำมาทาบริเวณฝ่ามือและแผ่นหลัง จะช่วยแก้อาการปวดหลังได้ [1]
21. ผลแห้ง มีสรรพคุณช่วยหล่อลื่นลำไส้ และเป็นยาระบายอ่อน ๆ [3]
22. ใบ ใช้เป็นยารักษาบิดในวัวควาย [3]
23. ใบ ใช้เป็นยาห้ามเลือดในริดสีดวงทวาร และบาดแผลสด [3]
24. รากสด ใช้ตำพอกแก้อาการฟกช้ำได้ [3]
25. ราก ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอก กระดูกร้าว กระดูกหัก ด้วยการใช้รากสดนำมาตำแล้วพอก หรือจะนำมาตำแล้วนำมาคั่วกับเหล้าใช้พอกบริเวณที่เป็นก็ได้ (ราก)[1],[3]
26. ราก ใช้รักษาอาการอาเจียนเป็นเลือด ด้วยการใช้รากสด รากหญ้าคา รากไวเช่า รากบัวหลวง ใบสนแผง (สนหางสิงห์) และดอกแต้ฮวย อย่างละ 15 กรัม และเนื้อสัตว์นำมาต้มกับน้ำกิน [3]
27. ราก ใช้แก้อาการปวดตามข้อ โดยใช้รากสดประมาณ 60-90 กรัม และขาหมูตามบริเวณเล็บ 1 ขา หรือปลาหลีอื้อประมาณ 1-2 ตัว ใส่น้ำพอสมควร ต้มหรือใส่น้ำและเหล้าอย่างละเท่ากัน แล้วนำไปตุ๋นกิน [3] ใช้แก้อาการปวดข้อเนื่องจากลมชื้นเข้าข้อกระดูก ด้วยการใช้ราก 100 กรัม, คากิ 1 อัน นำมาตุ๋นกับเหล้าและน้ำอย่างละ 1 ส่วน แล้วนำมารับประทาน [1]
28. รากและผลมีสรรพคุณช่วยแก้อาการปวดข้อ [2],[3]
29. น้ำมันจากเมล็ด ช่วยขับน้ำดี [3]
30. น้ำมันจากเมล็ด มีฤทธิ์เป็นยาระบาย [3]
31. น้ำมันจากเมล็ด เมื่อนำมากินก่อนหรือพร้อมอาหาร จะสามารถลดกรดที่มีมากเกินไปในกระเพาะอาหารได้ [3]
32. ใบและเถา มีรสชุ่มฝาด สุขุม มีสรรพคุณเป็นยาแก้ตาแดง [2],[3]
34. ใบและเถา มีฤทธิ์ยาสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น (แต่ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค) [3]
35. ราก เถา และใบ ใช้ภายนอกเป็นยารักษาฝีหนองอักเสบ แผลบวมเป็นหนอง [1],[2],[3]
36. ราก เถา และใบ มีรสชุ่ม ฝาด เป็นยาสุขุม ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด [1],[2],[3]

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการของผลเขียวหรือแดง ต่อ 100 กรัม พลังงาน 69 กิโลแคลอรี่

สารอาหาร ปริมารสารที่ได้รับ
คาร์โบไฮเดรต 18.1 กรัม
น้ำตาล 15.48 กรัม
ใยอาหาร 0.9 กรัม
ไขมัน 0.16 กรัม
โปรตีน 0.72 กรัม
วิตามินบี1 0.069 มิลลิกรัม (6%)
วิตามินบี2 0.07 มิลลิกรัม (6%)
วิตามินบี3 0.188 มิลลิกรัม (1%)
วิตามินบี5 0.05 มิลลิกรัม (1%)
วิตามินบี6 0.086 มิลลิกรัม (7%)
วิตามินบี9 2 ไมโครกรัม (1%)
วิตามินซี 3.2 มิลลิกรัม (4%)
วิตามินอี 0.19 มิลลิกรัม (1%)
วิตามินเค 14.6 ไมโครกรัม (14%)
โคลีน 5.6 มิลลิกรัม (1%)
แคลเซียม 10 มิลลิกรัม (1%)
ธาตุเหล็ก 0.36 มิลลิกรัม (3%)
แมกนีเซียม 7 มิลลิกรัม (2%)
ฟอสฟอรัส 0.071 มิลลิกรัม (3%)
โพแทสเซียม 191 มิลลิกรัม (4%)
โซเดียม 2 มิลลิกรัม (0%)
สังกะสี 0.07 มิลลิกรัม (1%)
ฟลูออไรด์ 7.8 ไมโครกรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. (วิทยา บุญวรพัฒน์). “องุ่น”. หน้า 640.
2. หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด. (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก). “องุ่น” หน้า 205-206.
3. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “องุ่น”. หน้า 832-834.
4. ผู้จัดการออนไลน์. “องุ่นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.manager.co.th. [24 ก.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://snaped.fns.usda.gov

หูกวาง ไม้ยืนต้นสรรพคุณและประโยชน์มากกว่าให้แค่ร่มเงา

0
หูกวาง ไม้ยืนต้นสรรพคุณและประโยชน์มากกว่าให้แค่ร่มเงา ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงรี ผลสีเขียวแข็ง ด้านข้างเป็นเส้นบางๆ นูนรอบผล ผลแก่สีเหลืองกลิ่นหอม ผลแห้งสีน้ำตาล
หูกวาง
ผลเป็นรูปทรงรี ผลสีเขียวแข็ง ด้านข้างเป็นเส้นบางๆ นูนรอบผล ผลแก่สีเหลืองกลิ่นหอม ผลแห้งสีน้ำตาล

หูกวาง

หูกวาง (indian-almond) เป็นพันธุ์ไม้ในป่าชายหาดที่สามารถพบการขึ้นอยู่กระจายตามชายฝั่งทะเล จะปลูกทั่วตั้งแต่ประเทศอินเดียจนถึงตอนเหนือของทวีปออสเตรเลียทางตอนเหนือ เป็นพืชทิ้งใบ โดยทั่วไปแล้วก็จะทิ้งใบอยู่ 2 ครั้ง ในรอบ 1 ปี หรือในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และอีกช่วงนึงในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งก่อนจะทิ้งใบ ใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีส้มแดงก่อน ในปัจจุบันได้มีการปลูกทั่วไปตามพื้นที่เขตร้อนอย่างทวีปเอเชีย ส่วนในประเทศไทยนั้นมักพบขึ้นตามชายฝั่งทะเลทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ (ตราดและชลบุรี) ภาคตะวันตกเฉียงใต้ (ประจวบคีรีขันธ์และกาญจนบุรี) และภาคใต้ (นราธิวาส ตรัง และสุราษฎร์ธานี) [1],[2] ชื่อสามัญ คือ Bengal almond, Indian almond, Olive-bark tree, Sea almond, Singapore almond, Tropical Almond, Umbrella Tree[1],[2] ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Terminalia catappa L. จัดอยู่ในวงศ์สมอ (COMBRETACEAE)[1],[2] ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า ตาปัง (พิษณุโลก, สตูล), โคน (นราธิวาส), หลุมปัง (สุราษฎร์ธานี), คัดมือ ตัดมือ (ตรัง), ตาแปห์ (มลายู-นราธิวาส) เป็นต้น[1] (เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดตราด)

ลักษณะของต้นหูกวาง

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง ที่มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 10-15 เมตร และบางครั้งอาจจะสูงได้ถึง 30-35 เมตร (แต่จะไม่ค่อยพบต้นที่ใหญ่มากในประเทศไทย) มีเรือนยอดขึ้นหนาแน่น มีการแตกกิ่งก้านแผ่ออกไปในแนวราบเป็นชั้นๆ คล้ายฉัตร ลำต้นสูงตรง ต้นที่มีอายุมากและมีขนาดใหญ่จะมีความเป็นพูพอนอยู่ที่โคนต้น เปลือกลำต้นนั้นเป็นสีน้ำตาลปนเทา เปลือกเกือบเรียบ จะแตกเป็นร่องแบบตื้นๆ ตามแนวนอนและแนวตั้ง และลอกออกเป็นสะเก็ดเล็กๆ ทั่วไป กิ่งอ่อนนั้นก็จะมีขนสีน้ำตาล ส่วนเนื้อไม้จะเป็นสีแดง มีเสี้ยนไม้ละเอียดที่สามารถขัดชักเงาได้ดี สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด บางครั้งน้ำหรือค้างคาวก็ช่วยในการกระจายพันธุ์ได้เช่นกัน และจะเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีการระบายน้ำอย่างดินร่วนพอควรหรือปนทราย
  • ใบ จะเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับกันอยู่เป็นกระจุกขึ้นอย่างหนาแน่นอยู่ที่บริเวณปลายกิ่ง ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ ปลายใบแหลมก็จะเป็นติ่งสั้นๆ ปลายใบนั้นจะกว้างกว่าโคนใบ โคนใบมนเว้าหรือสอบแคบเป็นรูปลิ่ม และมีต่อมเล็กๆ อยู่หนึ่งคู่ที่โคนใบบริเวณท้องใบ ส่วนขอบใบจะเรียบเป็นคลื่นหยักเล็กน้อย ใบมีความกว้างประมาณ 8-15 เซนติเมตร และมีความยาวประมาณ 12-25 เซนติเมตร ก้านใบมีความยาวประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร มีขน หลังใบและท้องใบมีขน เนื้อใบค่อนข้างหนา ใบอ่อนเป็นสีเขียวอ่อน แต่พอแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นเขียวเข้ม แล้วก็จะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงเมื่อใกล้ร่วงหรือผลัดใบ มักจะผลัดใบในช่วงฤดูหนาวในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน[1],[2]
  • ดอก ออกเป็นช่อยาวแบบติดดอกสลับกัน โดยจะขึ้นอยู่ตามซอกใบ ลักษณะเป็นแท่งที่มีความยาวประมาณ 8-12 เซนติเมตร ดอกย่อยนั้นจะเป็นสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ดอกมีขนาดที่เล็กและจะไม่มีกลิ่นหอม (บางข้อมูลระบุว่าจะมีกลิ่นฉุนด้วยเล็กน้อย) ดอกเป็นแบบแยกเพศแต่อยู่ในช่อเดียวกัน ดอกเพศผู้จะอยู่ตรงปลายช่อ ส่วนดอกเพศเมียนั้นก็จะอยู่บริเวณโคนช่อ (แต่อีกข้อมูลระบุว่าดอกแบบสมบูรณ์จะอยู่โคนช่อ) ไม่มีกลีบดอก มีแต่กลีบเลี้ยงดอกอยู่ 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกรูปสามเหลี่ยม 5 แฉก มีขนอยู่ด้านนอก ดอกเกสรเพศผู้จะมี 10 ชั้น ดอกพอบานได้เต็มที่แล้วก็จะมีความกว้างประมาณ 0.4-0.6 เซนติเมตร โดยดอกจะออกดอกสองครั้งในรอบ 1 ปี คือ ในช่วงฤดูหนาวหลังจากแตกใบใหม่ (เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม) และอีกครั้งในช่วงฤดูฝน (เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม)[1],[2]
  • ผล เป็นผลเดี่ยว ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงรีค่อนข้างแบนเล็กน้อย ผลแข็ง มีความกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร และมีความยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร ผลด้านข้างนั้นเป็นแผ่นหรือเป็นเส้นบางๆ นูนอยู่รอบผล ผลอ่อนเป็นสีเขียว แต่เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีเหลืองอมเขียว และก็จะมีกลิ่นหอม ผิวผลค่อนข้างเรียบ ผลเมื่อแห้งนั้นจะเป็นสีดำคล้ำ เปลือกผลมีเส้นใย และในแต่ละผลก็จะมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีขนาดใหญ่ เหนียว และเปลือกในแข็ง ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไข่หรือรูปรี แบนป้อมเล็กน้อยคล้ายกับผล เมื่อเมล็ดแห้งก็จะเป็นสีน้ำตาล ภายในมีเนื้อมาก โดยผลจะแก่ในช่วงในช่วงแรกประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน และอีกช่วงหนึ่งประมาณพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน[1],[2],[3]

สรรพคุณของหูกวาง

1. ทั้งต้น ใช้แก้โรคคุดทะราด [1],[2]
2. ทั้งต้น ช่วยขับน้ำนมของสตรี [1],[2]
3. ทั้งต้น มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ [1],[2]
4. ทั้งต้น มีสรรพคุณเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้บิด [1],[2]
5. ทั้งต้น มีสรรพคุณเป็นยาระบาย  [1],[2]
6. ใบ มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ  [1],[2]
7. ใบ มีสรรพคุณเป็นยาขับเหงื่อ [1],[2]
8. ใบ ที่มีสีแดงจะมีสรรพคุณเป็นยาถ่ายพยาธิ [1],[2]
9. ใบ ใช้เป็นยารักษาโรคทางเดินอาหารและตับ [1],[2]
10. ใบ ช่วยแก้ต่อมทอนซิลอักเสบ [1],[2]
11. ผล มีสรรพคุณเป็นยาถ่าย [1],[2]
12. เมล็ด ใช้รับประทานเป็นยาแก้ขัดเบา แก้นิ่วได้  [6]
13. ราก มีสรรพคุณช่วยทำให้ประจำเดือนของสตรีมาตามปกติ  [2]
14. เปลือก ใช้เป็นยาแก้ตกขาวของสตรี  [1],[2]
15. เปลือก มีรสฝาด สรรพคุณเป็นยาขับลม แก้ท้องเสีย [1],[2]
16. เปลือก ช่วยรักษาโรคโกนีเรีย (โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์) [1],[2]
18. เปลือกและทั้งต้น มีสรรพคุณเป็นยาสมาน [1],[2]
19. ใบใช้ผสมกับน้ำมันจากเนื้อในเมล็ด เป็นยารักษาโรคเรื้อน [1],[2]
20. ใบใช้ผสมกับน้ำมันจากเนื้อในเมล็ด นำมาทาหน้าอกจะช่วยแก้อาการเจ็บหน้าอก หรือใช้ทาไขข้อและส่วนของร่างกายที่หมดความรู้สึก [1],[2]
21. ใบมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการผื่นคันตามผิวหนังและช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ และยังพบฤทธิ์ทางเภสัชว่า ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ แก้อาการปวด ลดอุณหภูมิภายในร่างกายหรือลดไข้ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว และทำให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัว ควรนำมาใช้เป็นยาเฉพาะในผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ (ข้อมูลจาก : เว็บไซต์โรงเรียนอุทัยวิทยาคม) ข้อมูลส่วนนี้ยังขาดแหล่งอ้างอิงนะครับ ผู้เขียนเองก็ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ประโยชน์ของหูกวาง

1. เมล็ดสามารถนำมารับประทานได้ และยังมีโปรตีนที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายของเราอีกด้วย[2]
2. เมล็ดสามารถนำเอาไปทำเป็นน้ำมันเพื่อนำไปใช้บริโภค (คล้ายน้ำมันอัลมอนด์) หรือทำเครื่องสำอางได้[2]
3. เนื้อไม้สามารถนำมาใช้ในการก่อสร้าง ทำบ้านเรือน หรือเครื่องเรือนได้ดี เพราะเป็นไม้ที่ไม่มีมอดและแมลงมารบกวน หรือนำมาใช้ทำฟืนและถ่านก็ได้[2]
4. เปลือกและผลมีสารฝาดมาก สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมย้อมสีผ้า ฟอกหนังสัตว์ และทำหมึกได้ ในอดีตมีการนำเอาเปลือกผลซึ่งมีสารแทนนินมาใช้ในการย้อมหวาย และได้มีการทดลองใช้ใบเพื่อย้อมสีเส้นไหม พบว่าสีที่ได้คือสีเหลือง สีเขียวขี้ม้า หรือสีน้ำตาลเขียว[2],[4]
6. ใบแก่นำมาแช่น้ำใช้รักษาบาดแผลของปลาสวยงาม อย่างเช่น ปลากัด ปลาหางนกยูงได้ อีกทั้งยังช่วยบำรุงสุขภาพปลาและสีสันของปลา ช่วยทำให้ตับของปลานั้นดีขึ้น จึงส่งผลให้ปลาแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้ปลาเป็นโรค (แต่ควรระมัดระวังเรื่องของยาฆ่าแมลงที่อาจพบได้ในใบ) (รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ)
7. เป็นพรรณไม้ที่นิยมปลูกกันมาก เพื่อเป็นไม้ประดับตามข้างทางหรือตามสถานที่ต่างๆ เช่น สวนสาธารณะ สถานที่ราชการ ริมถนน สวนป่า หรือปลูกในที่โล่งต่างๆ เป็นต้น[2],[3],[6]
8. เป็นต้นไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนแล้ง ทนน้ำขังแฉะ แต่โดยมากจะนิยมปลูกเป็นไม้เพื่อให้ร่มเงามากกว่าเป็นไม้ประดับ เพราะมีกิ่งเป็นชั้นๆ เรือนยอดหนาแน่น และหากต้องการให้แผ่ร่มเงาออกไปกว้างขวาง ก็ต้องตัดยอดออกเมื่อได้เรือนยอดหรือกิ่งประมาณ 3-4 ชั้น ซึ่งจะทำให้เรือนยอดแตกกิ่งใบออกทางด้านข้าง (ไม่ควรนำมาปลูกใกล้บริเวณตัวอาคารบ้านเรือน เนื่องจากเป็นไม้โตเร็ว รากจะดันตัวอาคารทำให้อาคารบ้านเรือนแตกร้าวเสียหายได้[2],[3],[6])

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการของเมล็ด 100 กรัม ให้พลังงาน 594 แคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
น้ำ 4%
โปรตีน 20.8 กรัม
ไขมัน 54 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 19.2 กรัม
ใยอาหาร 2.3 กรัม
วิตามินบี1 0.32 มิลลิกรัม
วิตามินบี2 0.08 มิลลิกรัม
วิตามินบี3 0.6 มิลลิกรัม
แคลเซียม 32 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 789 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 9.2 มิลลิกรัม

ข้อควรระวัง : สำหรับผู้ที่เป็นภูมิควรระวัง เพราะอาจจะแพ้ละอองเกสรได้ [3]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “หูกวาง (Hu Kwang)”. หน้า 335.
2. สวนพฤกษศาสตร์ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “หูกวาง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.dnp.go.th/pattani_botany/. [18 ก.ค. 2014].
3. ฐานข้อมูลพรรณไม้ที่ใช้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม ศูนย์ความรู้ด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. “หูกวาง” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: agkc.lib.ku.ac.th. [18 ก.ค. 2014].
4. พันธุ์ไม้ย้อมสีธรรมชาติ กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. “หูกวาง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: qsds.go.th. [18 ก.ค. 2014].
5. ผักพื้นบ้าน ในประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร, สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง. “หูกวาง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: area-based.lpru.ac.th/veg/. [18 ก.ค. 2014].
6. โรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม จังหวัดนครสวรรค์. “ต้นหูกวาง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.chaiwbi.com. [18 ก.ค. 2014].

ที่มารูป
www.chan1.net

สละ ผลไม้ทานดีมากประโยชน์ และสรรพคุณ

0
สละ
สละ ผลไม้ทานดีมากประโยชน์ และสรรพคุณ ผลแก่มีสีแดงอมน้ำตาล เปลือกจะเป็นเกล็ดซ้อนกัน เนื้อนุ่มฉ่ำน้ำ ขนแข็งสั้นสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
สละ
ผลแก่มีสีแดงอมน้ำตาล เปลือกจะเป็นเกล็ดซ้อนกัน เนื้อนุ่มฉ่ำน้ำ ขนแข็งสั้นสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

สละ

สละ (Snake Fruit) เป็นพืชในวงศ์ปาล์มและอยู่ในสกุลเดียวกับระกำ เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศอินโดนีเซีย มีมากกว่า 30 สายพันธุ์ พันธุ์ที่นิยมทานมาก คือ สละอินโด หรือพันธุ์ปนโดะห์ ของเมืองยอร์กยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เพราะมีรสหวาน กลิ่นหอม และพันธุ์บาหลี ของเกาะบาหลี นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว รสชาติอมเปรี้ยว และเนื้อเยอะ ชื่อสามัญ Salak, Zalacca ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Salacca zalacca (Gaertn.) Voss อยู่ในวงศ์ปาล์ม

ลักษณะ

  • ราก เป็นระบบรากฝอยอย่างเดียวเหมือนกับพืชใบเลี้ยงเดี่ยวอื่นๆ รากจะแตกออกจากบริเวณโคนเหง้าเหนือดิน เพื่อเป็นรากค้ำยันหรือที่เรียกว่ารากอากาศ ส่วนรากส่วนมากจะแตกออกจากเหง้าใต้ดินแทงออกในแนวขนานกับดินยาวได้มากกว่า 2 เมตร
  • ต้น ต้นเป็นทรงพุ่มคล้ายระกำ มีหนามแข็งแหลมที่ก้านใบ ดอกจะแยกเพศมีสีน้ำตาล ผลออกเป็นทะลายเรียกว่าคาน แต่ละคานจะมีทะลายย่อยจะเรียกว่ากระปุก
  • ใบ ประกอบด้วยใบย่อยที่แตกออกจากก้านใบ คล้ายใบมะพร้าว ยาวประมาณ 2-3 เมตร ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบขนนก ใบอ่อนที่แตกออกจากยอดใหม่จะห่อรวมกัน เรียกว่า ใบรูปหอก ที่แทงออกจากกลางยอด เมื่อแก่จะแผ่คลี่ออกเป็นใบ และใบย่อย ใบมีลักษณะอ่อน และลู่มากกว่าใบระกำ ปลายใบมีหนามขนาดเล็กที่ขอบใบ ใบมีลักษณะโค้งลงบริเวณกลางใบจนถึงปลายใบ ส่วนบนมีลักษณะเว้าลงเป็นร่อง
  • ก้านใบ แตกออกบริเวณแกนลำต้นจะมีหนามแหลมจำนวนมากทั่วลำก้าน ก้านใบที่แก่ และเหี่ยวตายจะไม่ร่วงหลุดออกจากต้น แต่จะค่อยๆกรอบผุไปเรื่อยๆ
  • ดอก แทงออกจากกาบใบหรือระหว่างชั้นของโคนกาบใบ มีลักษณะยาวอ่อนลู่ลงสู่ดินหรือทอดนอนตามพื้นดิน เรียกว่า ทะลายดอก ช่อดอกออกจะมีกาบหุ้ม และคลี่ออกเมื่อดอกแก่ แต่กาบดอกยังติดอยู่ที่ช่อดอก ทะลายดอกประกอบด้วยช่อดอก แต่ละทะลายจะมีช่อดอกประมาณ 3-15 ช่อดอก ในช่อดอกประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ไม่มีก้านดอก ดอกติดกับแกนช่อดอกแน่น โดย 1 ช่อดอกจะนับเป็น 1 กระปุกผล ระยะการบานของดอกประมาณ 3 วัน 1 ต้น จะให้ทะลายดอกประมาณ 9-12 ทะลาย
  • ผล ออกเป็นทลายมีลักษณะเป็นรูปทรงรียาว ผลอ่อนจะมีสีน้ำตาล ผลแก่มีสีแดงอมน้ำตาล เปลือกจะเป็นเกล็ดซ้อนกัน ด้านบนของผลจะมีขนแข็งสั้น เนื้อเป็นกลีบ มีสีเหลืองอ่อน เนื้อนุ่มฉ่ำน้ำ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีเมล็ดอยู่ข้างในเนื้อ มีเมล็ดเล็กกว่าระกำ เนื้อล่อนไม่ติดเมล็ด
  • เมล็ด มีเมล็ดเล็ก มีลักษณะรูปทรงรี อยู่ข้างในเนื้อ มีสีน้ำตาลเข้ม มีผิวเปลือกเรียบเป็นมัน มีเนื้อล่อนเมล็ด มีเมล็ดเล็กกว่าระกำ

สายพันธุ์สละ

พันธุ์ในประเทศไทยที่นิยมปลูก

  • พันธุ์เนินวง ผลหัวท้ายเรียว สีส้มอมน้ำตาลมีหนาวยาว ผลดิบจะมีรสชาติที่อมเปรี้ยว ผลสุกจะมีรสชาติที่หวานหอมเมล็ดจะเล็ก
  • พันธุ์หม้อ ผลยาว มีปลายแหลมเป็นจะงอยเปลือกสีแดงเข้ม
  • พันธุ์สมาลี ทรงต้นคล้ายระกำ ผลป้อมสั้น เนื้อเป็นสีส้มคล้ายระกำ

พันธุ์พื้นเมืองของอินโดนีเซียและมีการปลูกทั่วประเทศ

  • พันธุ์ปนโดะห์ : เป็นที่นิยมบริโภคในอินโดนีเซีย เพราะมีกลิ่นหอมรสหวาน แบ่งเป็น 2 แบบ
    คือ ปนโดะห์ดำ และ ปนโดะห์เหลือง
  • พันธุ์บาหลี : เป็นพันธุ์ที่พบมากในเกาหลี รสอมเปรี้ยวเนื้อเยอะ และมีราคาแพงมากที่สุด

สละกับระกําต่างกันยังไง

ผลของระกำออกเป็นทะลาย ลูกป้อม ๆ กลม ๆ อ้วน ๆ เปลือกหุ้มผลจะมีเกล็ดสีน้ำตาลหรือสีดำ ผลแก่มีสีแดง หนึ่งผลมีกลีบ 2-3 กลีบ มีเนื้อน้อย เป็นสีเหลืองอมส้ม มีรสเปรี้ยว เมล็ดใหญ่ มีหนามเยอะและยาวมาก ส่วนผลสละมีสีคล้ำออกน้ำตาล หนามที่เปลือกจะไม่แข็งเท่ากับระกำ ผลยาวกว่า และเนื้อเยอะกว่า เนื้อจะมีสีเหลืองอ่อน ผลจะมีกลีบ 1-2 กลีบ เมล็ดจะเล็กกว่าระกำ รสชาติหวานกว่า แกะทานง่ายกว่า ลักษณะใบจะสั้นกว่าใบของระกำ ลำต้นเตี้ยกว่า ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ด้วย

วิธีปอกเปลือกสละ

ปอกเปลือกจากปลายหาง บิดเฉียงตามรูป ทำให้ลูกด้านในไม่สกปรกเพราะหนามของเปลือก วิธีทำให้ไม่โดนหนามทิ่มหรือตำมือ

สรรพคุณของสละ

  • สามารถป้องกัน รักษา บรรเทาอาการโรคท้องร่วงได้
  • ต่างประเทศมีการนำใบมาทำเป็นชาผสมน้ำผึ้ง ใช้รักษาและช่วยบรรเทาอาการโรคริดสีดวง
  • ป้องกันอาการหวัด และบรรเทาอาการไอ
  • สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง
  • มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส บำรุงกระดูกกับฟันให้แข็งแรง
  • มีโพแทสเซียมและเพกทิน บำรุงสมอง เสริมสร้างความจำ
  • ช่วยแก้อาการกระหายน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับร่างกาย
  • ช่วยย่อยอาหาร ช่วยลดกรดในกระเพาะ และป้องกันอาการท้องผูก
  • เนื้อสามารถใช้เป็นยาขับเสมหะได้
  • บำรุงเลือด และลดไขมันในเส้นเลือด
  • บำรุงและลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • บำรุงและรักษาสายตา ช่วยป้องกันอาการตาบอดตอนกลางคืน
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้

ประโยชน์ของสละ

  • เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำหนัก
  • ปกตินิยมทานเป็นผลไม้สด ลอยแก้ว ใช้ทำน้ำผลไม้ หรือเอาไปสกัดกลิ่น ใช้แต่งกลิ่นอาหาร
  • ใช้ทานเป็นผลไม้ และทำน้ำผลไม้

ข้อแนะนำ : ความเชื่อของคนบ้านเรา เขาถือว่าห้ามซื้อเป็นของฝากให้กับข้าราชการช่วงเดือนฤดูการโยกย้าย

คุณค่าทางโภชการ

คุณค่าทางโภชการของเนื้อ 100 กรัม ให้พลังงาน 78 แคลอรี่

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
คาร์โบไฮเดรต 20.25 กรัม
ไขมัน 0.17 กรัม
โปรตีน 0.4 กรัม
น้ำตาล 16.39 กรัม
ไฟเบอร์ 2.2 กรัม
ไทอามิน 0.67 %
ไรโบพลาวิน 29.41 %
ไนอาซิน 4 %
วิตามินซี 12.8 มิลลิกรัม
แคลเซียม  21 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 108 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.26 มิลลิกรัม

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
หนังสือผลไม้ 111 ชนิด คุณค่าอาหารและการกิน (ทวีทอง หงษ์วิวัฒน์, นิดดา หงษ์วิวัฒน์), FoodTravel.tv (วิธีทำสละลอยแก้ว), www.zimbio.com, www.healthbenefitstimes.com
https://puechkaset.com/

ที่มารูป
https://www.freepik.com/

เลมอน ผลไม้รสเปรี้ยวช่วยเพิ่มรสชาติอาหารและมีประโยชน์มากมาย

0
เลมอน ผลไม้รสเปรี้ยวช่วยเพิ่มรสชาติอาหารและมีประโยชน์มากมาย ผลมีลักษณะกลมรี ปลายผลมีติ่งแหลม ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีเหลือง เนื้อฉ่ำน้ำรสเปรี้ยว
เลมอน
ผลกลมรี ปลายผลมีติ่งแหลม ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีเหลือง เนื้อฉ่ำน้ำรสเปรี้ยว

เลมอน

ชื่อสามัญของเลมอน คือ Lemon อ่านว่า เล-ม่อน เป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญ มีรสเปรี้ยวนิยมถึงนำมาใช้ในเมนูอาหารคาวรวมถึงเครื่องดื่ม ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Citrus limon (L.) Osbeck อยู่ในวงศ์ส้ม และชื่อเรียกอื่น คือ มะนาวฝรั่ง มะนาวนมยาน มะนาวเทศ และที่สำคัญ Lemon มีคุณสมบัติช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกาย ควบคุมน้ำหนัก และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ลักษณะของเลมอน

  • ต้น เป็นไม้พุ่ม ที่ปลายยอดจะมีหนามแหลม
  • ใบ  เป็นใบเดี่ยว ถ้าเอมมาขยี้จะมีกลิ่นหอม
  • ดอก เป็นสีขาวและมีกลิ่นหอม
  • ผล มีลักษณะกลมรี ปลายผลมีติ่งแหลม ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลสุกเป็นสีเหลือง ภายในผลมีเมล็ดหลายเมล็ด เนื้อฉ่ำน้ำ มีรสเปรี้ยว

เลมอน กับ มะนาว ไม่ใช่ชนิดเดียวกัน เลมอนมีสีเหลือง Lemon คือ มะนาวนมยาน มะนาว Lime คือลูกสีเขียว ๆ กลม ๆ เล็ก ๆ

แนะนำ : เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นกรด อาจจะทำลายเคลือบฟัน ควรเจือจางด้วยน้ำก่อนนำมาใช้ และก่อนใช้ควรล้างทำความสะอาดทุกครั้ง

ประโยชน์ของเลมอน

  • สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้
  • สามารถช่วยขจัดคราบสบู่ในห้องน้ำที่ตามขอบประตู ฉากกั้นห้องน้ำ ใช้เบกกิงโซดาใส่ลงบนเลมอนที่ฝานแล้วเล็กน้อย นำมาขัดตรงที่มีคราบสบู่ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด จะทำให้ห้องน้ำสะอาด
  • ช่วยขจัดคราบและกลิ่นบนเขียงได้ โดยฝานผลเป็นครึ่งลูก บีบน้ำลงบนเขียง ใช้เปลือกขัดไปเรื่อย ๆ ปล่อยทิ้งไว้ 20 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
  • ใช้ดับกลิ่นคาวปลา ทำให้รสชาติกลมกล่อมยิ่งขึ้น และช่วยแก้เลี่ยนได้
  • ความเปรี้ยวกับความเป็นกรดถูกนำไปทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อทดแทนกรดชนิดอื่นที่มีราคาสูง
  • ช่วยลดปริมาณกรดฟอสฟอริกในปัสสาวะให้น้อยลง เป็นผลดีกับสุขภาพร่างกาย
  • เปลือกสามารถช่วยรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้องได้
  • กำจัดของเสียที่ตกค้างในลำไส้
  • ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  • สามารถป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค และป้องกันหวัด
  • ใช้เป็นเครื่องดื่มหรือใช้แต่งกลิ่นก็มีอยู่หลายยี่ห้อ เช่น น้ำ น้ำอัดลม เครื่องดื่มค็อกเทล
  • สามารถทำความสะอาดคราบสกปรก เชื้อโรคตามเคาน์เตอร์ได้ โดยฝานบางแล้วผสมกับเบกกิงโซดา นำมาถูตรงที่มีคราบ แล้วใช้ฟองน้ำชุบน้ำหมาด ๆ มาเช็ดทำความสะอาดอีกครั้ง ไม่ควรใช้กับพื้นสแตนเลสหรือพื้นหินอ่อน เนื่องจากจะทำให้สีซีดจาง
  • สามารถขจัดคราบกาแฟในกาต้มได้ โดยหั่นแล้วไปต้มกับน้ำสะอาดในกาต้มกาแฟจนเดือด ปล่อยทิ้งไว้ 2 ชั่วโมงแล้วนำกาต้มล้างทำความสะอาด คราบก็จะหลุดออกมา
  • เปลือก มีฤทธิ์ที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย มีการนำไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด น้ำยาล้างจาน เพื่อฆ่าเชื้อโรคกับแบคทีเรีย เช่น บริเวณผ้าม่าน พรม โซฟา และเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ
  • มีการนำเปลือกหรือกากมาทำเป็นอาหารและของหวาน
  • สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้
  • สามารถลดขนาดและละลายก้อนนิ้วในถุงน้ำดีกับไตให้ขับออกมาทางปัสสาวะ
  • เปลือกสามารถช่วยขับลมในลำไส้ได้
  • ช่วยบำรุงตับและช่วยกระตุ้นให้ตับผลิตน้ำดีได้มากขึ้น ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ
  • มีวิตามินพี (Bioflavonoids) ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง
  • มีสารที่สามารถช่วยต่อต้านมะเร็งได้อยู่หลายชนิด

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัมให้พลังงาน 29 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
วิตามินบี 1 0.04 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 2 0.02 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี 3 0.1 มิลลิกรัม 1%
วิตามินบี 5 0.19 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี 6 0.08 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี 9 11 ไมโครกรัม 3%
วิตามินซี  53 มิลลิกรัม 64%
ไขมัน 0.3 กรัม
น้ำตาล 2.5 กรัม
โปรตีน 1.1 กรัม
เส้นใย 2.8 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 9.32 กรัม
โคลีน 5.1 มิลลิกรัม 1%
ธาตุแคลเซียม 26 มิลลิกรัม 3%
ธาตุแมกนีเซียม 8 มิลลิกรัม 2%
ธาตุฟอสฟอรัส 16 มิลลิกรัม 2%
ธาตุสังกะสี 0.06 มิลลิกรัม 1%
ธาตุเหล็ก 0.6 มิลลิกรัม 5%
ธาตุแมงกานีส 0.03 มิลลิกรัม 1%
ธาตุโพแทสเซียม 138 มิลลิกรัม 3%

ข้อมูลจาก USDA Nutrient database

สูตรผิวสวย

  • สูตรบำรุงเล็บ ทำให้เล็บสวยมีสุขภาพดีแข็งแรงเงางาม โดยใช้ปลายนิ้วจุ่มในน้ำเลมอนให้ชุ่ม ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วขัดเล็บด้วยแปรงขนอ่อน แล้วนวดเล็บกับบริเวณรอบ ๆ ด้วยน้ำอุ่น 1/2 ช้อนโต๊ะ ไวน์ขาว 1/3 ช้อนโต๊ะ แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
  • สูตรขจัดรังแค ใช้น้ำเลมอน 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง มานวดบริเวณหนังศีรษะ หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วล้างออก เพื่อให้ได้ผลดี ควรทำเป็นประจำเดือนละ 1-2 ครั้ง
  • สูตรสครับผิวหน้า ผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส โดยใช้เลมอนฝานบาง ๆ แล้วนำมาแตกกับน้ำตาลเกล็ดเล็ก ๆ ใช้นวดเบา ๆ ที่บริเวณผิวหรือที่บริเวณใบหน้า สามารถเติมน้ำอุ่นเล็กน้อยเพื่อให้สครับผิวได้ง่ายขึ้น
  • สูตรบำรุงผิวแห้งกร้าน เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว โดยใช้น้ำเลมอน น้ำผึ้ง น้ำมันมะกอก อย่างละเท่า ๆ กันมาผสมกัน ใช้ที่ทาบริเวณผิวหรือที่หน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
  • สูตรดีท็อกซ์ ล้างสารพิษในร่างกาย โดยใช้น้ำเลมอน น้ำผึ้ง น้ำอุ่น ผสมกันแล้วดื่มเป็นประจำทุกเช้า จะช่วยกระตุ้นลำไส้ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยกำจัดของเสียในร่างกาย
  • สูตรลดปัญหาผมมัน โดยใช้น้ำเลมอน 2 ผลผสมน้ำ ใช้ล้างผมหลังสระผมเสร็จ จะช่วยลดความมันบนหนังศีรษะ
  • สูตรบำรุงผมแห้งเสีย โดยใช้น้ำเลมอน 3 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1/2 ถ้วย น้ำมันมะกอก 3/4 ถ้วย ผสมกันแล้วเอามาชโลมบนเส้นผมที่เปียก ใช้หวีซี่ห่างหวีผม จะช่วยกระตุ้นให้เส้นผมซึมซับสารบำรุงในเลมอนได้ หมักทิ้งไว้ 30 นาที แล้วให้ล้างออกพร้อมกับสระผมตามปกติ
  • สูตรลดสิวอุดตัน สิวหัวดำ โดยใช้น้ำเลมอนแต้มบาง ๆ ที่บริเวณสิวอุดตัน ทาทิ้งไว้ข้ามคืน ให้ล้างออกทันทีหลังตื่นนอนตอนเช้า ถ้าทำเป็นประจำสิวอุดตันก็จะลดลงแบบเห็นได้ชัด
  • สูตรบำรุงผิวกาย ผิวเปล่งปลั่งสดใส โดยใช้น้ำเลมอนครึ่งถ้วย ผสมกับน้ำในอ่าง นอนแช่ประมาณ 20 นาที จะช่วยบำรุงให้ผิวเปล่งปลั่งสดใส

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN)
กระปุกดอทคอม
หนังสือผลไม้ในเมืองไทย (เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล)

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.freshfruitportal.com

นมแมวซ้อน พรรณไม้เลื้อยดอกสีเหลืองอ่อนสวยงาม

0
นมแมวซ้อน
นมแมวซ้อน พรรณไม้เลื้อยดอกสีเหลืองอ่อนสวยงาม ผลออกเป็นกลุ่ม ลักษณะเป็นรูปกระสวยหรือรูปทรงกระบอก ผิวเรียบ ผลสดมีสีเขียว ผลสุกแล้วสีเหลืองจนถึงสีแดงเข้ม มีรสหวาน
นมแมวซ้อน
ดอกสีเหลืองอ่อน กลิ่นหอม ผลออกเป็นกลุ่ม ลักษณะเป็นรูปกระสวยหรือรูปทรงกระบอก ผิวเรียบ ผลสดมีสีเขียว ผลสุกแล้วสีเหลืองจนถึงสีแดงเข้ม มีรสหวาน

นมแมวซ้อน

นมแมวซ้อน เป็นพรรณไม้เลื้อยลำต้นแข็งแรงและยังเป็นผลไม้ป่าที่มีรสหวานรับประทานได้ จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE) ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย และเกาะอินโดนีเซีย ลักษณะจะมีดอกสีเหลืองอ่อนสวยงาม มีกลิ่นหอม มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Anomianthus dulcis (Dunal) J.Sinclair ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ตบหู ตีนตังน้อย (นครพนม), ตีนตั่ง (อุบลราชธานี), นมวัว เป็นต้น

ลักษณะของนมแมวซ้อน

  • ต้น เป็นไม้เถาเลื้อยที่ต้องอาศัยไม้อื่นเพื่อพยุงตัวขึ้นไป สามารถเลื้อยได้ไกลประมาณ 4-8 เมตร เปลือกเถาค่อนข้างเรียบมีสีเทา ลำต้นเหนียว เนื้อไม้แข็ง และมีกิ่งที่ปลายเป็นหนามแข็งอยู่ทั่วลำต้น กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลขึ้น สามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง
    ใบ เป็นใบเดี่ยว มีการเรียงสลับสองด้านเป็นระนาบเดียวกัน ลักษณะเป็นรูปไข่กลับแกมขอบขนาน หรือรูปหอกกลับแกมขอบขนาน ปลายใบมีความแหลม โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบ ส่วนที่ค่อนไปทางปลายใบจะมีขนาดกว้างกว่าส่วนที่ค่อนมาทางโคนใบ ใบมีความกว้างประมาณ 5-7 เซนติเมตร และมีความยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร หลังใบด้านบนจะเกลี้ยง ส่วนท้องใบด้านล่างมีขน ก้านใบมีความป่องเล็กน้อยและมีขนสาก ๆ ขึ้น ยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร ใบอ่อนมีขนนุ่มทั้งสองด้าน[1],[2]
  • ดอก ออกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุกตามซอกใบและปลายยอด มีประมาณ 2-4 ดอก ก้านช่อดอกมีความเรียว ดอกมีสีเหลือง สีชมพูอ่อน หรืออาจจะสีเหลืองอมชมพู มีลักษณะห้อยลง กลีบดอกมี 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น มีชั้นละ 3 กลีบ วางสับหว่างกัน กลีบดอกบางคล้ายรูปไข่ ปลายกลีบมีความแหลม ขอบกลีบดอกจะบิดเป็นลอน มีความกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร และมีความยาวประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร มีขนนุ่มอยู่ด้านนอก กลีบเลี้ยงดอกมีสีเขียว มีความคล้ายรูปไข่ มีอยู่ 3 กลีบ ความกว้างและความยาวอยู่ที่ 0.5 เซนติเมตร ด้านนอกมีขนสีน้ำตาลขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น จะออกดอกในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม ดอกจะบานและร่วงภายในวันเดียวกัน กลิ่นจะมีความหอมอมเปรี้ยว ช่วงกลางวันมีกลิ่นหอมอ่อน จางๆ แต่จะหอมมากในช่วงเย็นจนถึงช่วงกลางคืน[1],[2]
  • ผล ออกเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีผลย่อยประมาณ 8-15 ผล จะมีลักษณะเป็นรูปกระสวยหรือรูปทรงกระบอก ผิวเรียบ ผลสดมีสีเขียว แต่พอสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจนถึงสีแดงเข้ม มีรสหวาน มีเมล็ดประมาณ 1-2 เมล็ด[1],[2]

ประโยชน์ของและสรรพคุณของนมแมวซ้อน

  • ผลสุก จะมีรสหวาน สามารถใช้รับประทานได้[1],[2]
  • จะนิยมใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปตามรั้วหรือซุ้ม[3]
  • ลำต้นหรือราก สามารถนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงน้ำนมขณะอยู่ไฟของสตรี (ลำต้น, ราก)[1],[2]

สั่งซื้ออาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์). “นม แมว ซ้อน (Nom Maeo Son)”. หน้า 151.
2. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ). “นม แมว ซ้อน”. หน้า 124.
3. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “นมวัว”. อ้างอิงใน : หนังสือพรรณไม้เมืองไทย ไม้ต่างถิ่นในเมืองไทย 1. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.qsbg.org. [02 ธ.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com
2.https://cuisineofvietnam.com

สำรอง พืชสมุนไพรแผนโบราณแก้ปวดฟัน

0
สำรอง
สำรอง พืชสมุนไพรแผนโบราณแก้ปวดฟัน รูปร่างคล้ายเรือหรือรูปกระสวย แก่แล้วผลจะแตก ผลมีรสจืดสีขุ่นเล็กน้อย
สำรอง
พืชสมุนไพรแผนโบราณแก้ปวดฟัน รูปร่างคล้ายเรือหรือรูปกระสวย แก่แล้วผลจะแตก ผลมีรสจืดสีขุ่นเล็กน้อย

สำรอง

สำรอง มีชื่อสามัญ คือ Malva nut เป็นพรรณไม้ที่มีสรรพคุณทางยาสมุนไพรแผนโบราณถือว่าหายาก ผลเปลือกสีน้ำตาลอมเทาเปลือกนอกมันวาวใช้ในตำรายาแพทย์แผนจีนมีสรรพคุณแก้เจ็บคอ แก้พิษ ลดอาการไอแห้งๆ พบขึ้นตามป่าฝนเขตร้อนที่มีการระบายน้ำดี เช่น ป่าเต็งรัง ป่าพรุ ป่าดิบชื้น ป่าดิบชื้น ตามไหล่เขา และสันเขา และมีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Scaphium scaphigerum (Wall. ex G. Don) G.Planch. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Sterculia scaphigera Wall. ex G. Don)[2] ส่วนอีกข้อมูลระบุว่าเป็นชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scaphium macropodum (Miq.) Beumée ex K.Heyne (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Carpophyllum macropodum Miq., Sterculia macropoda (Miq.) Hook. ex Kloppenb.)[1] โดยจัดอยู่ในวงศ์ชบา (MALVACEAE)
นอกจากนี้มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า จอง หมากจอง (อุบลราชธานี), บักจอง หมากจอง (ภาคอีสาน), ท้ายเภา (ภาคใต้), พุงทะลาย, ฮวงไต้ไฮ้ (จีน), พ่างต้าห่าย (จีนกลาง) เป็นต้น ส่วนในจังหวัดจันทบุรี ตราด และทั่วไปจะเรียก “สำรอง”[1],[2],[4],[5],[6],[9]

สาเหตุที่เรียกสมุนไพรชนิดว่า “พุงทะลาย” เพราะในปัจจุบันนั้นมีผู้นำไปรับประทานเพื่อลดความอ้วน เนื่องจากสามารถพองตัวได้เป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าจะช่วยกำจัดไขมันออกจากร่างกายได้ โดยการดูดซับไขมันเอาไว้แล้วขับถ่ายออกมา เชื่อว่ารับประทานเป็นประจำแล้วจะช่วยลดพุงได้ด้วยการรับประทานก่อนเข้านอนเพื่อจะช่วยในการขับถ่ายได้ดีในตอนเช้า จึงเป็นที่มาของเชื่อ “พุงทะลาย” นั่นเอง[7]

ลักษณะของต้นสำรอง

  • ต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ที่มีความสูงประมาณ 30-40 เมตร และอาจจะสูงได้ถึง 45 เมตร ลำต้นมีลักษณะที่ตั้งตรงสูงชะลูด แตกกิ่งก้านออกไปรอบต้น เรียงกันเป็นชั้นๆ ลำต้นเป็นสีเทาดำ เปลือกต้นมีความหยาบ มีเส้นเป็นร่องตามแนวดิ่ง จะพบได้ตามป่าดิบเขาที่มีฝนตกชุกและมีแสงแดดส่องถึง และจะพบได้มากในจังหวัดจันทบุรี แต่ในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าอาจจะสูญพันธุ์ได้[1],[2],[5]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเรียงแบบสลับกัน มีลักษณะที่หลากหลายรูปร่าง เช่น รูปไข่แกมรูปใบหอก หรือรูปคล้ายรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อยคล้ายกับรูปหัวใจ และใบมีรูปร่างเป็นแฉกเว้าลึกประมาณ 2-5 แฉก ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีความกว้างประมาณ 5-20 เซนติเมตรและมีความยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร เนื้อใบแข็ง ผิวเรียบเป็นมัน ส่วนก้านใบนั้นจะมีความยาวประมาณ 3-15 เซนติเมตร ใบต้นอ่อนมักเป็นหยักประมาณ 3-5 หยักและมีก้านใบยาวมาก[1],[2]
  • ดอก จะออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งและง่ามใบ โดยจะออกรวมกันเป็นช่อใหญ่ๆ กลีบดอกเป็นแฉกคล้ายกับรูปดาว มีความยาวประมาณ 7-10 มิลลิเมตร กลีบดอกปลายแหลม เป็นสีเขียวอ่อน ส่วนกลีบเลี้ยงนั้นจะมีลักษณะคล้ายทรงกระบอก มีขนสีแดงปกคลุมอยู่ ดอกเป็นแบบแยกเพศ มีเกสรเพศผู้อยู่ประมาณ 10-15 ก้าน และมีเกสรเพศเมียอีก 1 ก้าน โดยจะออกดอกในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม[1],[2],[6]
  • ผล จะออกตามปลายกิ่ง กิ่งหนึ่งก็จะมีผลอยู่ประมาณ 1-5 ผล ลักษณะจะรูปร่างคล้ายเรือหรือรูปกระสวย เมื่อแก่แล้วผลจะแตกออก ผลมีความกว้างประมาณ 5-6 เซนติเมตรและมีความยาวประมาณ 18-24 เซนติเมตร
  • เมล็ดมีลักษณะกลมรีเล็กน้อย ลักษณะคล้ายกับลูกสมอ แต่ถ้าผลแก่แล้วจะเป็นสีน้ำตาล ผิวเหี่ยวย่น แห้ง และขรุขระ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 มิลลิเมตรและมีความยาวประมาณ 18-25 มิลลิเมตร ส่วนเมล็ดก็จะเปลี่ยนเป็นรูปมนรี มีเยื่อหุ้มอยู่ ซึ่งเป็นสารเมือกที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อนำมาแช่ในน้ำจะพองตัวออกและขยายตัวเป็นวุ้นคล้ายกับเยลลี่สีน้ำตาล สามารถรับประทานได้ โดยผลจะเริ่มแก่และร่วงในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน เปลือกหุ้มเมล็ดชั้นนอกจะมีสารเมือก (Mucilage) ที่สามารถพองตัวได้ดีในน้ำ เพราะมีความสามารถในการดูดซับน้ำถึง 40-45 มิลลิลิตรต่อกรัม ทำให้เกิดเป็นเจล (Gel) หรือเป็นวุ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยความร้อน[1],[2],[5],[6]

สรรพคุณของสำรอง

1. ผล ช่วยแก้พิษ [2]
2. ผล แก้ตาแดง [2]
3. ผล ช่วยแก้โลหิตกำเดา[2]
4. ผล ช่วยแก้อาการปวดฟัน [2]
5. ผลแห้ง นำมาแช่กับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ[1]
6. ผล ช่วยแก้อาการอาเจียนเป็นเลือด [2]
7. ผล ช่วยแก้ริดสีดวงทวารมีเลือด [2]
8. ผล มีรสจืด ขุ่นเล็กน้อย เป็นยาเย็นออกฤทธิ์ต่อปอดและลำไส้ใหญ่ ใช้เป็นยาแก้ปอดร้อน ช่วยทำให้ปอดชุ่มชื่น [2]
9. ผล ช่วยแก้อาการแสบร้อนอวัยวะภายในร่างกายหรือธาตุไฟแทรกซึมอยู่ในกระบังลมทั้งสาม (ผล)[2]
10. ผล ช่วยแก้เจ็บคอ แก้ไข้ ด้วยการใช้ลูกประมาณ 10-20 ลูก นำมาต้มกับชะเอมจีนให้พอหวานจนได้น้ำยาที่เข้มข้น นำมาใช้จิบบ่อยๆ จะช่วยแก้ไข้เจ็บคอได้เป็นอย่างดี (ผล)[11]
11. ผล ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก้อาการไอแห้ง คันคอ คอเจ็บไม่มีเสียง ด้วยการใช้ผลแห้งประมาณ 5-10 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้ผลประมาณ 2-3 ผล นำมาชงเป็นน้ำชาดื่ม หรือจะใช้ผลแห้งครั้งละประมาณ 3-10 กรัม (หรือประมาณ 3-5 ผล) นำมาแช่กับน้ำพอสมควรจนพองเป็นวุ้น แล้วใส่น้ำเชื่อมหรือน้ำตาลกรวดลงไป ใช้รับประทานทั้งเนื้อและน้ำ วันละ 3 ครั้ง[1],[2]
12. เมล็ด ช่วยลดการดูดซึมไขมัน [1]
13. เมล็ด ใช้เป็นยารักษาโรคคออักเสบ [6]
14. เมล็ด ช่วยแก้โรคตาแดงอักเสบ [1]
15. เมล็ด ก็ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำได้เช่นกัน [1]
16. ผลและเมล็ด ช่วยแก้ธาตุพิการ [5]
17. ผลและเมล็ด ช่วยแก้ตานขโมยในเด็ก [5]
18. ผลและเมล็ด ช่วยแก้อาการท้องผูก ลดอาการท้องผูก [2],[6]
19. ผลและเมล็ด มีฤทธิ์เป็นยาระบาย [5]
20. เปลือกหุ้มเมล็ดที่พองตัว (มีรสจืดเย็น) นำมาปรุงกับน้ำตาลทรายแดงหรือชะเอมเทศ ใช้รับประทานแก้อาการร้อนในกระหายน้ำก็ได้ แก้ไอ แก้เจ็บคอ ทำให้ใจคอชุ่มชื่น และช่วยขับเสมหะ [1],[3]
21. วุ้นใสที่ได้จากเปลือกหุ้มเมล็ด ใช้พอกตา แก้ตาอักเสบบวมแดง ปอดบวม โดยวุ้นเป็นยาเย็น ไม่เป็นอันตรายต่อเยื่อบุอ่อน ๆ จึงสามารถนำมาใช้รักษาอาการตาอักเสบได้ วิธีการก็คือให้นำผ้าก๊อซชุบน้ำพอชุ่มชื้น แล้วนำไปวางทับบนเปลือกตาที่อักเสบ จากนั้นให้วางแผ่นเปลือกหุ้มเมล็ดลงบนผ้าก๊อซ แล้วเปลือกจะพองตัวเป็นวุ้นแทรกซึมเข้าไปในผ้าก๊อซ และช่วยบรรเทาอาการเจ็บตา ตาอักเสบอย่างได้ผล (เปลือกหุ้มเมล็ด)[1],[11]
22. ใบ, ผลและเมล็ด มีสรรพคุณเป็นยาแก้ลม [5] ช่วยแก้อาการท้องเสีย[5]
23. วุ้น ช่วยรักษาโรคหอบหืด (วุ้น)[7]
24. เปลือกต้น ใช้เป็นยาแก้ไข้ (เปลือกต้น)[5]
25. ใบ ใช้เป็นยาแก้พยาธิ (ใบ)[5]
26. แก่นต้น ช่วยแก้กามโรค [5]
27. แก่นต้น ช่วยแก้โรคเรื้อน [5]
28. ราก ช่วยแก้พยาธิผิวหนัง [5]
29. ราก มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอ (ราก)[5]
30. ในประเทศอินเดียมีรายงานการใช้สมุนไพรสำรองเพื่อการรักษาอาการอักเสบ แก้ไข้ และขับเสมหะ ส่วนในประเทศจีนจะใช้สำรองร่วมกับชะเอมนำมาจิบบ่อยๆ เพื่อช่วยแก้อาการเจ็บคอ ลดอาการปวด และบำรุงไต[7]
หมายเหตุ : การใช้ผลตาม ให้ใช้ผลแห้งครั้งละประมาณ 5-10 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้ผลประมาณ 2-3 ผล นำมาชงกับน้ำเป็นชาดื่ม[2]

ประโยชน์ของสำรอง

1. นอกจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นน้ำดื่มสมุนไพรแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากสำรองที่อยู่ในรูปของแคปซูลอีกด้วย โดยมีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระและเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยบำรุงตับ และเป็นยาแก้ร้อนใน[12]
2. ลูกสำรองเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ที่ใส่ใจสุขภาพและรูปร่าง เนื่องจากวุ้นจากเนื้อของผลแก่ “มีส่วน” ช่วยในการลดน้ำหนักได้ เพราะมีเส้นใยอาหารมาก เมื่อรับประทานเข้าไปจะช่วยทำให้อิ่มท้องได้นาน ทำให้ไม่รู้สึกหิว ส่งผลให้รับประทานอาหารอื่นๆ ได้น้อยลง
3. วุ้นยังมีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำ ช่วยดูดซับไขมัน น้ำตาล สารต่างๆ (รวมถึงสารที่มีประโยชน์อื่นๆ อย่างเช่น วิตามินและเกลือแร่ไปด้วย) มันจึงมีส่วนช่วยชะลอการดำเนินของโรคเบาหวานและโรคไขมันในเลือดสูง และช่วยลดอาการท้องผูกได้ (เพราะเนื้อวุ้นจะช่วยทำให้อุจจาระนิ่ม ช่วยเพิ่มปริมาณของใยอาหาร ทำให้มีการบีบรูดของลำไส้เพื่อขับเป็นอุจจาระได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ขับถ่ายคล่อง)
4. ช่วยบรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหาร ช่วยลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้อีกด้วย โดยให้รับประทานในช่วงก่อนนอน จะช่วยในการขับถ่ายตอนเช้า กากใยที่รับประทานเข้าไปจะไปช่วยชะล้างไขมันที่สะสมอยู่ในลำไส้ ทำให้ลำไส้ใหญ่สะอาดขึ้น ช่วยลดสารพิษตกค้าง แต่หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นได้ พลอยทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา จุดนี้ก็ขอให้ตระหนักไว้[10],[11]
5. เมื่อนำผลมาแช่ในน้ำ เนื้อบางๆ ที่หุ้มเมล็ดอยู่จะดูดน้ำและพองตัวออกมา มีลักษณะเป็นแผ่นวุ้น เมื่อนำมาแยกวุ้นออกจากเมล็ด เปลือก และเส้นใย จะสามารถนำแผ่นวุ้นดังกล่าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หรือใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น น้ำพริก ลาบ ยำ แกงจืด (ใช้แทนสาหร่าย) ใช้รับประทานเป็นขนมหวาน ใช้รับประทานกับน้ำกะทิ หรือใช้แทนรังนก หรือทำลอยแก้ว หรือน้ำพร้อมดื่มที่บรรจุในกระป๋อง หรือทำเป็นสำรองผง เป็นต้น[4]
6. นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ได้นำสารเมือกจากลูกไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ได้แก่ การนำไปใช้เป็นสารช่วยในการแตกกระจายตัวในยาเม็ด เมื่อเทียบกับสตาร์ชข้าวโพด ก็พบว่าการแตกกระจายตัวของยาเม็ดที่มีสารเมือกเป็นสารช่วยแตกกระจายตัว จะมีอัตราเร็วในการดูดซับน้ำสูงกว่า และเม็ดยาจะแตกกระจายเร็วกว่าการใช้สตาร์ชข้าวโพดที่ระดับความเข้มข้นเดียวกัน แลกเนื่องจากคุณสมบัติในการอุ้มน้ำของสารเมือกนี้เอง จึงมีการนำสารเมือกนี้ไปใช้ในผลิตภัณฑ์ไส้กรอก เพื่อช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น และยังนำไปใช้ในไส้กรอกแฟรงค์เฟอร์เตอร์ เพื่อช่วยลดการสูญเสียน้ำจากการใช้ความร้อนกับไส้กรอกมากที่สุด ซึ่งจากการทดสอบทางประสาทสัมผัสพบว่าจะให้ค่าความแน่นเนื้อและค่าความยืดหยุ่นมาก[6]

คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อผล

ประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต 68.59%, โปรตีน 8.45%, ไขมัน 0.11%, ใยอาหาร 3.97%, เถ้า 8.01%, แคลเซียม 0.25%, ฟอสฟอรัส 0.20%, ธาตุเหล็ก 0.007%, โซเดียม 0.12%, โพแทสเซียม 0.14% (ผลวิเคราะห์โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย)[8]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของลูกสำรอง

1. เปลือกผลมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะของสัตว์ทดลอง[2]
2. ในลูกมีสาร Glucorine 15%, Pentose 24% และพบสาร Bassorin เป็นต้น[2]
3. เมื่อนำสารสกัดที่ได้จากผลในความเข้มข้น 25% มาฉีดให้สุนัขหรือแมวทดลองกิน พบว่ามีฤทธิ์ทำให้ความดันของสัตว์ทดลองลดลง[2]
4. ลูกประกอบไปด้วย ใยอาหาร 64.12-76.45%, ความชื้น 15.31-16.86%, เถ้า 5.84-27.9%, โปรตีน 3.75-9.5%, ไขมัน 0.41-9.5% นอกจากนี้ยังมีความหวาน 3 บริกซ์ และให้พลังงาน 4,175.24 แคลอรีต่อ 100 กรัม[5]
5. เมื่อนำน้ำที่แช่กับเมล็ดมาให้กระต่ายทดลองกิน พบว่าจะทำให้ลำไส้ใหญ่ของกระต่ายเกิดการขยายตัว และมีอาการถ่ายท้อง หรือเมื่อนำเนื้อในผลมาให้สุนัขทดลองกิน ก็พบว่ามีฤทธิ์ในการกระตุ้นลำไส้ใหญ่ให้มีการบีบตัวมากขึ้น[2]
6. ใยอาหารที่พบส่วนใหญ่เป็นคาร์โบไฮเดรตมากถึง 62%, โปรตีน 3.8%, เถ้า 8.4% ซึ่งคาร์โบไฮเดรตที่พบส่วนใหญ่แล้วจะเป็นน้ำตาลโมโนแซกคาไรด์ ได้แก่ Arabinose, Galactose, Glucose, Mannose, Rhamnose และ Xylose[5]
7. พืชในวงศ์ STERCULIACEAE สามารถนำไปใช้เป็น bulk-forming (ยาระบาย) ได้ โดย Srivastava GS และคณะ ได้ทำการศึกษาการใช้พืชในวงศ์นี้เดี่ยว ๆ ในขนาด 10 กรัม มาใช้กับผู้ป่วยที่ท้องผูกจำนวน 50 ราย เป็นระยะเวลา 1 เดือน พบว่าผู้ป่วยหายจากอาการท้องผูกจำนวน 47 คน[13]
8. จากการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลัน พิษกึ่งเรื้อรัง และฤทธิ์การก่อกลายพันธุ์ พบว่าสมุนไพรชนิดนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย ซึ่งอาหารเสริมจากจะมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีร่างกายเป็นปกติ แต่ไม่แนะนำสำหรับเด็ก ผู้เป็นภูมิแพ้ และสตรีมีครรภ์ เพราะบุคคลเหล่านี้มีภูมิที่ไว ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายขึ้น และการรับประทานอาหารเสริมจากสมุนไพรชนิดนี้ (ชนิดแคปซูล) ควรรับประทาน 7 วัน แล้วเว้นไปอีก 7 วัน เนื่องจากในปริมาณดังกล่าวสมุนไพรนี้จะมีฤทธิ์ต่อเนื่องไป 7 วัน (ฉันทรา พูนศิริ นักวิชาการฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว.)[12]

น้ำสำรองลดความอ้วนได้จริงหรือ ?

1. ในปัจจุบัน “น้ำสำรอง” กำลังเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในกลุ่มผู้ที่ต้องการจะลดความอ้วน โดยน้ำสำรองดังกล่าวนั้นได้บรรยายสรรพคุณไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การช่วยลดความอ้วน ช่วยกำจัดไขมันให้ออกมาจากร่างกาย ล้างไขมันในลำไส้ ด้วยการดูดซับไขมันเอาไว้แล้วอุ้มไปทิ้งพร้อมกับขับถ่าย เป็นยาระบาย แก้ร้อนในกระหายน้ำ ฯลฯ ซึ่งจากคำบอกเล่าแบบปากต่อปากถึง “สรรพคุณของน้ำสำรอง” ทำให้น้ำดื่มชนิดนี้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมถึงขั้นติด 1 ใน 10 ไปเลยก็ว่าได้[5],[7]
2. จากข้อมูลทางเภสัชวิทยาเบื้องต้นที่กล่าวไป เราจะเห็นได้ว่าสารอาหารในลูกแทบจะไม่มีสารตัวไหนที่สามารถช่วยลดความอ้วนได้เลย แต่ที่คนทั่วไปเข้าใจว่ามันช่วยลดความอ้วนได้ ก็น่าจะเกิดจากใยอาหารในลูกสำรองที่เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ มีสารเมือกและมิวซิเลจสูง ซึ่งใยอาหารเหล่านี้มีคุณสมบัติในการพองตัวได้ดี เมื่อสัมผัสกับน้ำจะละลาย เกิดเป็นสารข้นหนืดที่สามารถช่วยเคลือบกระเพาะอาหารและลำไส้ได้มากขึ้น มีผลทำให้อาหารเคลื่อนตัวได้ช้าลงและอยู่ในระบบทางเดินอาหารนานขึ้น จึงส่งผลไปรบกวนการดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ทำให้ไปชะลอการดูดซึมไขมันและน้ำตาลได้ดีนั่นเอง และหากรับประทานมากเกินไปหรือรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้ร่างกายรับสารอาหารต่าง ๆ โดยเฉพาะวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดลดลงได้[5]

โทษของน้ำสำรอง ยังไม่พบว่ามีรายงานเรื่องความเป็นพิษ แต่สิ่งที่ควรจะระวังก็คือ การดื่มน้ำสำรองที่มีจำหน่ายตามท้องตลาด ซึ่งจะมีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณมาก อาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูงได้ และการดื่มน้ำสำรองแทนการรับประทานอาหาร ก็อาจจะทำให้ขาดสารอาหารได้[5]

วิธีทำน้ำสำรอง

1. ให้นำลูกสำรองไปล้างน้ำเพื่อเอาเศษผงที่ติดมาด้วยออกให้ได้มากที่สุด แล้วนำไปแช่ในน้ำทิ้งไว้ประมาณ 4-5 ชั่วโมง (พยายามกดให้ลูกสำรองจมน้ำเข้าไว้ เพื่อจะได้พองออกมามากที่สุด)
2. เมื่อลูกสำรองพองออกแล้วจะเห็นเป็นวุ้นๆ ลอยอยู่ ก็ให้เราคัดเอาเมล็ดออก (น้ำวุ้นที่ได้จะยังมีเปลือกปนอยู่)
3. ให้นำวุ้นที่ได้มาใส่ในตะแกรงถี่ๆ แล้วเปิดน้ำไล่น้ำเก่าออกจนหมดกลิ่น เปิดจนน้ำเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีใส
4. ให้ตักเอาวุ้นมาใส่ผ้ากรอง แล้วรวบผ้าบีบรูดเอากากออก เก็บเอาเฉพาะเนื้อวุ้นไว้ (ให้ตักวุ้นใส่ผ้ากรองทีละน้อยพอที่จะรูดออกได้)
5. นำวุ้นที่ได้มาเติมแล้วเอาไปต้ม ระหว่างต้มก็คอยคนอย่าให้เนื้อวุ้นติดก้นหม้อด้วย และให้ใส่น้ำตาลทรายหรือน้ำหญ้าหวานตามแต่ต้องการเป็นอันเรียบร้อย

หมายเหตุ : ถ้าหากว่าพึ่งหัดทำให้ค่อยๆ ทำทีละน้อยๆ เพราะลูกที่แช่น้ำแล้วจะพองออกมาค่อนข้างเยอะ และน้ำที่ได้นั้นก็สามารถเก็บไว้ในช่องแช่แข็งได้นาน โดยช่วงเวลาที่เหมาะแก่การรับประทาน จากข้อมูลระบุไว้ว่าเป็นช่วง 03.00-05.00 ช่วยบำรุงปอด, 05.00-07.00 ช่วยบำรุงลำไส้ใหญ่ให้บริหาร, 07.00-09.00 ช่วยรักษาและเคลือบกระเพาะอาหาร, 09.00-11.00 ช่วยดูดซับไขมันในลำไส้และในกระเพาะอาหาร ลดไขมันหน้าท้องได้ดี, ช่วงบ่ายถึงเย็น ช่วยบำรุงไต, ช่วงหลังเวลา 19.00 หากดื่มคู่กับน้ำดอกคำฝอย จะช่วยลดไขมันในเลือด และในช่วงก่อนเข้านอน หากรับประทานช่วงนี้จะช่วยในการขับถ่ายได้ดีในตอนเช้า (ที่มา : กินลืมป่วย)

สั่งซื้ออาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง

1. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “จอง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com. [04 พ.ค. 2014].
2. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. “พุงทะลาย”. (วิทยา บุญวรพัฒน์). หน้า 390.
3. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “สำรอง”. หน้า 184.
4. วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก. ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2552 หน้า 25. “การยืดอายุ5. การเก็บรักษาผลสำรองโดยการอบแห้ง (Prolonging the Shelf-life of Dried Malva Nut Fruits by Drying)”. (วรัญญา โนนม่วง, ชาติชาย ไชยช่วย, ทองจวน วิพัฒน์เจริญลาภ, นฤมล มงคลธนวัฒน์).
5. ศูนย์เภสัชสนเทศ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. “น้ำสำรอง ลดความอ้วนได้จริงหรือ ?”. (ภญ.น้ำฝน ปิยะตระกูล).
6. วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร. (ชนินันท์ ลิมปิชัชวาลย์). “ผลของปริมาณโปรตีนในกัมสำรองต่อสมบัติอิมัลชัน ปริมาณกรดฟีนอลิก และความสามารถด้านออกซิเดชัน”.
7. หนังสือพิมพ์ข่าวสดรายวัน คอมลัมน์ รู้ไปโม้ด ฉบับวันที่ 16 ตุลาคม 2550. “สำรอง”. (น้าชาติ ประชาชื่น).
8. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย.
9. ภาควิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “หมากจอง ไม้ท้องถิ่นสำคัญของจังหวัดอุบลฯ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: bio.sci.ubu.ac.th/research/dbdiversity/db/2550-Poster-Aranya-2.pdf. [04 พ.ค. 2014].
10. เมนูเพื่อสุขภาพ, ศูนย์อนามัยที่ 9 พิษณุโลก. “สำรอง พุงทะลาย”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: hpc9.anamai.moph.go.th/kk/htm/kk48/5_2/5.pdf. [04 พ.ค. 2014].
11. มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 335 คอลัมน์: เรื่องเด่นจากปก. “สำรอง”. (ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.doctor.or.th. [04 พ.ค. 2014].
12. ผู้จัดการออนไลน์. “จากน้ำสำรองสู่แคปซูลเสริมภูมิคุ้มกัน พุงทะลาย”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.manager.co.th. [04 พ.ค. 2014].
13. Srivastava GS, Smith AN and Painter NS. Sterculia bulk-forming agent with smoot-muscle relaxant versus bran in diverticular disease. British Medical Journal. 1976; 1: 315-8.

ลูกท้อ ผลไม้เมืองหนาวเนื้อหวานชุ่มฉ่ำ

0
ลูกท้อ ผลไม้เมืองหนาวเนื้อหวานชุ่มฉ่ำ ปลูกตามเนินเขา ดอกออกเป็นกระจุก สีขาว สีชมพู สีแดง ผิวมีขนปกคลุม
ลูกท้อ
ผลไม้เมืองหนาวเนื้อหวานชุ่มฉ่ำ ปลูกตามเนินเขา ดอกออกเป็นกระจุก สีขาว สีชมพู สีแดง ผิวมีขนปกคลุม

ลูกท้อ

ลูกท้อ คือ Peach เป็นต้นไม้ที่ให้ผลอยู่ในวงศ์กุหลาบ (Rosaceae)เป็นพรรณไม้เมืองเหนือมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนรวมถึงทางภาคเหนืองของประเทศไทยที่มีอาการเย็นปลูกได้ตามเนินเขา ผลท้อสดเนื้อหวานฉ่ำ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Prunus persica (L.) Stokes ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น หุงหม่น มะฟุ้ง หุงคอบ มักม่วน

ลักษณะของลูกท้อ

  • ต้น เป็นไม้เมืองหนาวขึ้นได้ดีในพื้นที่ที่สูงตั้งแต่ 3,000 ฟุตขึ้นไป และอุณหภูมิประมาณ 10 องศาเซลเซียส ต้นท้อทนแล้งได้ จัดเป็นไม้พุ่มผลัดใบ
  • ใบ เป็นไม้ใบเดียว เรียงสลับกัน มีลักษณะคล้ายรูปหอก
  • ดอก เป็นดอกเดี่ยวเป็นกระจุก มีกลีบดอก 5 กลีบ และมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ดอกเป็นสีขาว สีชมพู สีแดง
  • ผล เป็นผลสดเมล็ดเดี่ยว ผิวจะมีขนปกคลุม

สิ่งที่ควรระวังในการรับประทาน : ผิวของผลท้อมีผลอ่อน ๆ ถ้าสัมผัสอาจทำให้ระคายเคืองและคัน ก่อนจะรับประทานให้นำไปล้างให้ขนหลุดออกให้หมดออกก่อนรับประทาน

สรรพคุณของลูกท้อ

  • เมล็ดสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้
  • สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้
  • สามารถช่วยรักษาโรคหอบหืดได้
  • เมล็ดสามารถช่วยแก้อาการท้องผูกได้
  • สามารถใช้ดอกเป็นยาระบาย
  • ดอกสามารถช่วยในการขับปัสสาวะได้
  • ใบสามารถช่วยขับพยาธิได้
  • สามารถบรรเทาอาการปวดของโรคไส้เลื่อน
  • เมล็ดสามารถช่วยให้ลำไส้และหัวใจทำงานได้อย่างปกติ
  • สามารถช่วยให้ลำไส้หล่อลื่น และทำความสะอาดลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่
  • เมล็ดสามารถช่วยแก้อาการไอได้
  • เมล็ดสามารถช่วยบำรุงโลหิต
  • สามารถลดอาการเหงื่อออก

ประโยชน์ของลูกท้อ

  • ช่วยทำให้ผิวขาวเนียน ชุ่มชื้น และไม่แห้งกร้าน นำเนื้อประมาณครึ่งลูกมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วปั่นให้ละเอียด ให้เป็นเนื้อครีม ล้างหน้าให้สะอาดแล้วนำมาพอกหน้า พอกหน้าประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำ
  • สามารถป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันได้
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน และป้องกันหวัดได้
  • ชาวจีนมีความเชื่อว่า เป็นสัญลักษณ์ของการมีอายุยืน และช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้าย ถ้าดอกบานระหว่างการฉลองวันปีใหม่ เชื่อว่าปีต่อไปจะเป็นปีแห่งโชคลาภ
  • ดอกสามารถใช้ตกแต่งภายในบ้านเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล ในสมัยโบราณหากมีการเขียนป้ายคำอวยพร นิยมเขียนลงไม้ที่ทำจากต้นท้อเพื่อความเป็นสิริมงคล
  • สามารถช่วยเสริมสร้างและบำรุงกระดูกกับฟันให้แข็งแรง
  • ช่วยบำรุงสายตา

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 39 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
วิตามินเอ 16 ไมโครกรัม 2%
วิตามินบี 1 0.024 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี 2 0.031 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 3 0.806 มิลลิกรัม 5%
วิตามินบี 5 0.153 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 6 0.025 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี 9 4 ไมโครกรัม 1%
วิตามินซี 6.6 มิลลิกรัม 8%
วิตามินอี 0.73 มิลลิกรัม 5%
วิตามินเค 2.6 ไมโครกรัม 2%
โปรตีน 0.91 กรัม
เส้นใย 1.5 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 9.54 กรัม
น้ำตาล 8.39 กรัม
ไขมัน 0.25 กรัม
เบตาแคโรทีน 162 ไมโครกรัม 2%
ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม 1%
ธาตุแมกนีเซียม 9 มิลลิกรัม 3%
ธาตุฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม 3%
ธาตุโซเดียม 0 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.17 มิลลิกรัม 2%
ธาตุโพแทสเซียม 190 มิลลิกรัม 4%
ธาตุแมงกานีส 0.061 มิลลิกรัม 3%
ธาตุเหล็ก 0.25 มิลลิกรัม 2%

ข้อมูลจาก USDA Nutrient database

สั่งซื้ออาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งที่มา
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN)

อ้างอิงรูปจาก
1. https://antropocene.it/
2. https://www.hogarmania.com/jardineria/

ลูกเดือย ธัญพืชสมุนไพรใช้เป็นยาอายุวัฒนะ

0
ลูกเดือย
ลูกเดือย ธัญพืชสมุนไพรใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ลักษณะต้นคล้ายต้นข้าวโพด ลักษณะของเม็ดจะเป็นสีขาว รสชาติออกมันเล็กน้อย
ลูกเดือย
ธัญพืชสมุนไพรใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ลักษณะต้นคล้ายต้นข้าวโพด ลักษณะของเม็ดจะเป็นสีขาว รสชาติออกมันเล็กน้อย

ลูกเดือย

ลูกเดือย (Adlay, Adlay millet, Job’s tears) เป็นธัญพืชที่ถูกจัดให้อยู่ในตระกูลเดียวกับข้าว เป็นพืชพื้นเมืองในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทยถือเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง เพาะปลูกกันมากแถวภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพืชที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีเส้นใยอาหารที่สูง ซึ่งธัญพืชชนิดนี้มีชื่อในทางวิทยาศาสตร์ Coix lacryma-jobi L. จัดอยู่ในวงศ์หญ้า (POACEAE หรือ GRAMINEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อย PANICOIDEAE มีลักษณะของต้นคล้ายต้นข้าวโพด ลักษณะของเม็ดจะเป็นสีขาว รูปร่างออกกลม ๆ รี ๆ รสชาติออกมันเล็กน้อย มีแบบทั้งที่รับประทานได้และรับประทานไม่ได้ ชนิดที่ทานได้นั้นจะมีเปลือกผลอ่อนซึ่งเรียกว่า เดือยกิน ปลูกไว้สำหรับใช้ทำอาหารและยา

สรรพคุณของลูกเดือย

1. เป็นอาหารบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง เหมาะกับผู้ป่วยในช่วงพักฟื้น เด็ก และผู้สูงวัย
2. ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ
3. มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง
4. ใช้ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ
5. สามารถช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย เมื่อยล้าได้
6. มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเกิดเนื้องอก
7. มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
8. มีคุณสมบัติช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน
9. ใช้ช่วยแก้ร้อนใน
10. มีส่วนช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน
11. ใช้ช่วยลดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด
12. มีฤทธิ์ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน
13. มีส่วนช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง สามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งได้
14. ใช้ช่วยบำรุงเลือดลมให้สตรีหลังคลอดบุตร
15. สามารถช่วยลดการเกิดกระบนใบหน้าได้
16. ใช้ช่วยบำรุงปอด และม้าม
17. มีส่วนช่วยในการย่อยอาหารและบำรุงกระเพาะอาหาร
18. มีฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบ
19. มีฤทธิ์ในการช่วยรักษาหูด
20. มีฤทธิ์ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และยีสต์
21. รากนำมาทำเป็นยาชงรับประทาน และช่วยขับพยาธิในเด็ก
22. สามารถแก้อาการท้องร่วง ท้องเสียได้
23. ใช้ช่วยในการขับปัสสาวะ
24. ใช้ช่วยบำรุงมดลูก
25. ช่วยเหนี่ยวนำให้มีการตกไข่
26. ช่วยแก้อาการสตรีตกขาวมากกว่าปกติได้
27. ใช้ช่วยบำรุงไต
28. สามารถป้องกันโรคเหน็บชาได้
29. มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดโรคเกาต์
30. ใช้แก้อาการปวดข้อ

ประโยชน์ของลูกเดือย

1. ใช้ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
2. มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา
3. ใช้ช่วยบำรุงเส้นผมให้มีการเจริญเติบโตได้ดีขึ้น
4. สามารถนำไปแปรรูป เช่น อบกรอบ เปียก เต้าทึง และน้ำ
5. มีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่ผิวหนังให้ดียิ่งขึ้น
6. สามารถนำมาใช้ทำอาหารได้ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน โดยเฉพาะอาหารประเภทที่มีแป้งและน้ำเป็นส่วนผสม

ลู ก เ ดื อ ย ถูกจัดว่าเป็นธัญพืชที่มีคุณค่าทางอาหารที่สูง เพราะว่าอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อสำหรับร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส และโดยเฉพาะวิตามินบี 1 ที่มีปริมาณที่สูงเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีกรดอะมิโนหลายชนิดที่ปริมาณสูงกว่าความต้องการของร่างกายตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ได้แก่ กรดกลูตามิก ลิวซีน อะลานีน โปรลีน วาลีน ฟินิลอะลานีน ไอโซลิวซีน อาร์จีนีน เป็นต้น และยังมีกรดไขมันจำเป็นชนิดที่ไม่อิ่มตัว อย่างเช่น กรดลิโนเลอิก กรดโอเลอิก และกรดไขมันชนิดอิ่มตัว อย่างเช่น ปาลมิติกและสเตียริก อีกด้วย

สั่งซื้ออาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
En.wikipedia.org/wiki/Job’s_Tears

อ้างอิงรูปจาก
1.https://healthydoses.wordpress.com/
2.https://www.healthbenefitstimes.com/