สรรพคุณของพรหมตีนสูง เป็นยาอายุวัฒนะ

0
พรหมตีนสูง
สรรพคุณของพรหมตีนสูง เป็นยาอายุวัฒนะ ต้านความชรา ดอกออกเป็นช่อ ผลออกเป็นช่อเบียดกันแน่น สีเขียว เปลี่ยนเป็นเหลืองและแดง เป็นยาบำรุงกำหนัด
พรหมตีนสูง
เป็นยาอายุวัฒนะ ต้านความชรา ดอกออกเป็นช่อ ผลเป็นขอบขนานปลายแหลมเป็นยาบำรุงกำหนัด

พรหมตีนสูง

พรหมตีนสูง หรือ ว่านขันหมากเศรษฐีเป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในระบบนิเวศตามป่าดงดิบสรรพคุณเด่นในด้านอายุวัฒนะและต้านความชรา ว่านชนิดนี้มีชื่อเรียกสามัญภาษาอังกฤษ ว่า Chinese evergreen ชื่อพ้อง (Synonyms) Aglaonema tenuipes Engl.ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Aglaonema simplex (Blume) Blume (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Aglaonema tenuipes Engl.) จัดอยู่ในวงศ์บอน (ARACEAE) นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า โหรา (ตราด, ชุมพร), ว่านงดหิน (ตรัง), ว่านขัดหมาก (ภาคกลาง), พรมตีนสูง (ภาคใต้), ว่านขันหมากเศรษฐี เป็นต้น

ลักษณะของพรหมตีนสูง

  • ต้น เป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นจะมีความกว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร และสูงได้ถึงประมาณ 35-40 เซนติเมตร สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มักจะขึ้นตามพื้นที่ชุ่มชื้น
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบจะเป็นรูปรี ปลายใบแหลม โคนใบมีความแหลมกลม ใบมีความกว้างประมาณ 5-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ก้านใบมีความกลมและมีความยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ส่วนของโคนใบแผ่แบนและโอบหุ้มลำต้น[1]
  • ดอก ออกเป็นช่อ จะอยู่ตรงยอดหรือตรงด้านข้าง และมีกาบหุ้มช่อดอกลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ปลายแหลม ยาวอยู่ประมาณ 3.5-4.5 เซนติเมตร และจะมีจุดเล็ก ๆ สีขาว ลักษณะของช่อดอกจะมีความเป็นแท่งกลมยาว แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ดอกเพศผู้ ดอกเพศผู้ที่ไม่สมบูรณ์ และดอกเพศเมียซึ่งจะมีน้อยกว่าดอกเพศผู้[1]
  • ผล ลักษณะของผลเป็นขอบขนาน ปลายแหลม มีความกว้างอยู่ประมาณ 0.7-1 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.2-1.8 เซนติเมตร[1]

สรรพคุณของพรหมตีนสูง

1. ผล สามารถใช้รับประทานได้ มีสรรพคุณด้านอายุวัฒนะและต้านความชรา [2]
2. ผล ตำรายาไทยระบุไว้ว่ารับประทานผลสุกก่อนนอนเป็นประจำเพียงวันละ 4 ผล จะทำให้อายุยืน เพราะเป็นยาอายุวัฒนะชั้นยอด ที่ช่วยชะลอความแก่ คงความเป็นหนุ่มสาว ทำให้หน้าตา ผิวพรรณขาวผุดผ่อง เนื้อหนังเต่งตึง ผมไม่หงอก [3]
3. ผลหรือทั้งต้น สามารถใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ทำให้ร่างกายมีกำลังวังชาแข็งแรง ว่องไว ไม่เหนื่อยง่าย แก้อาการอ่อนเพลีย โรคเรื้อรังที่เป็นอยู่จะมีอาการดีขึ้น [3]
4. ต้น สามารถใช้ต้มกินเป็นยาระบาย[1],[3]
5. ทั้งต้น สามารถนำมาใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำหนัดในเพศชาย ช่วยเพิ่มพละกำลังทางเพศ [3]

วิธีใช้ : ให้ใช้ลำต้น ราก ใบ และเมล็ด ไปสะตุหรือทำให้ฤทธิ์ยาอ่อนลงก่อน แล้วจึงนำไปผึ่งให้แห้งประมาณ 4-5 วัน หรือนำไปย่างกับไฟให้น้ำยางออกมาเสียก่อน แล้วจึงนำไปต้มกิน ส่วนผลสดห้ามเคี้ยวรับประทาน แต่ให้รับประทานโดยการกลืน หรือจะใช้ผลดิบนำมาตากแห้งแล้วบดเป็นผงอัดเป็นเม็ดแคปซูลรับประทานก็ได้[3]
ข้อควรระวัง : ห้ามรับประทานผลโดยการเคี้ยวเมล็ดโดยเด็ดขาด เนื่องจากผลสดมีรสขื่นคัน มียางทำให้ปากคัน ลิ้นช้า และเกิดอาการบวมพองได้ แต่สามารถกลืนลงไปในท้องได้เลย[3]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

จากการทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลัน โดยการป้อนและการฉีดสารสกัดแอลกอฮอล์หยาบจากผลของต้นเข้าหลอดเลือดดำ พบว่า ไม่พบมีความเป็นพิษหรือทำให้หนูตาย ของสารสกัดในหนูตัวใหญ่ที่ได้รับสารสกัดความเข้มข้น 2,000 หรือ 5,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว หรือฉีดสารสกัด 0.5 มิลลิลิตร ที่ความเข้มข้น 50 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร เข้าทางหลอดเลือดดำที่หางของหนูทดลอง และในปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาผลของสารสกัดต่อความผิดปกติของโครโมโซมในเซลล์ไขกระดูกของหนูตัวเล็กและฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดแอลกอฮอล์หยาบจากผลมีแนวโน้มว่าจะไม่ก่อพิษเช่นเดียวกัน[2]

ประโยชน์ของพรหมตีนสูง

  • ผล นอกจากจะรับประทานผลเป็นยาบำรุงกำหนัดแล้ว ยังมีความเชื่ออีก ว่า จะช่วยทำให้เกิดเสน่ห์กับคนที่พบเห็นได้อีกด้วย

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “พรม ตีน สูง”. หน้า 531-532.
2. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “ว่านขันหมากเศรษฐี”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.medplant.mahidol.ac.th. [10 พ.ย. 2014].
3. กรีนคลินิก. “พรหม ตีน สูง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.greenclinic.in.th. [10 พ.ย. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com/photos/adaduitokla/6916341257

เปล้าใหญ่สมุนไพรไทย สามารถใช้ประโยชน์ทางยาแก้ร้อนในได้

0
เปล้าใหญ่
เปล้าใหญ่สมุนไพรไทย สามารถใช้ประโยชน์ทางยาแก้ร้อนในได้ เป็นพรรณไม้ยืนต้นที่มีขนาดเล็ก ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแก่จะแห้งและแตก
เปล้าใหญ่
เป็นพรรณไม้ยืนต้นที่มีขนาดเล็ก ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแก่จะแห้งและแตก

เปล้าใหญ่

เปล้าใหญ่ หรือ ต้นเปล้าหลวง เป็นพรรณไม้ยืนต้นที่มีขนาดเล็ก เป็นไม้ที่ผลัดใบ มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 8 เมตร มักจะพบได้ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าผลัดใบ ที่มีความสูงไม่เกิน 950 เมตร รู้จักกันในชื่อทางวิทยาศาสตร์ Croton persimilis Müll.Arg. และมีชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ว่า Croton oblongifolius Roxb., Croton roxburghii N.P.Balakr., Oxydectes oblongifolia Kuntze, Oxydectes persimilis (Müll.Arg.) Kuntze จัดอยู่ในวงศ์ยางพารา (EUPHORBIACEAE) ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เปาะ (กำแพงเพชร), ควะวู (กาญจนบุรี), เปล้าหลวง (ภาคเหนือ), ‎เซ่งเค่คัง สะกาวา สกาวา ส่ากูวะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ห้าเยิ่ง (ชาน-แม่ฮ่องสอน), คัวะวู, เป‎วะ เป็นต้น โดยมีเขตการกระจายพันธุ์ในประเทศอินเดีย เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ ภูมิภาคอินโดจีน พม่า และในประเทศไทย โดยจะสามารถพบได้ในทุกภาคยกเว้นในภาคใต้ มักขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าเต็งรัง[9]

ลักษณะของเปล้าใหญ่

  • ต้น จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นที่มีขนาดเล็ก เป็นไม้ที่ผลัดใบ มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 8 เมตร เปลือกลำต้นมีผิวเรียบ เป็นสีน้ำตาล มีรอยแตกบ้างเล็กน้อย ตรงกิ่งก้านจะค่อนข้างใหญ่ ตามใบอ่อน ยอดอ่อน และช่อดอกนั้น จะมีเกล็ดสีเทาแผ่นเล็ก ๆ ขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วไป
  • ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะใบเป็นรูปไข่ รูปขอบขนาน รูปวงรีแกมขอบขนาน หรือใบเป็นรูปใบหอก ใบรียาว มีความกว้างอยู่ที่ประมาณ 5-10 เซนติเมตรและยาวประมาณ 9-30 เซนติเมตร โคนใบและปลายใบแหลมหรือมน ส่วนขอบใบจะจักเป็นซี่ฟันไม่สม่ำเสมอ ลักษณะใบจะลู่ลง ใบตอนอ่อนจะเป็นสีน้ำตาล ส่วนใบเมื่อแก่จะค่อนข้างเกลี้ยง หลังใบมีผิวเรียบเป็นสีเขียวเข้ม ท้องใบมีขนไม่มากนัก ใบตอนแก่จะเปลี่ยนเป็นสีส้มก่อนจะร่วงหล่นลงมา ส่วนก้านใบยาวประมาณ 1.3-6 เซนติเมตร และฐานใบมีต่อมอยู่ 2 ต่อม[1]
  • ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อดอกมีหลายช่อ ช่อดอกจะมีความยาวประมาณ 12-22 เซนติเมตร ลักษณะตั้งตรง ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกันหรือแยกต้นกัน ดอกย่อยจะมีขนาดเล็ก ส่วนกลีบดอกจะมีสีเหลืองแกมสีเขียว ดอกนั้นจะทยอยบานจากโคนช่อไปหาที่ปลายช่อ โดยดอกเพศผู้จะเป็นสีขาวใส มีกลีบดอกสั้นอยู่จำนวน 5 กลีบ ที่โคนกลีบดอกนั้นจะติดกัน มีกลีบเลี้ยงที่เป็นรูปขอบขนานกว้าง ๆ อยู่ 5 กลีบ หลังกลีบเลี้ยงจะมีเกล็ดสีน้ำตาล โดยกลีบดอกจะมีความยาวเท่ากับกลีบเลี้ยง และมีขนอยู่อย่างหนาแน่น ตรงที่ฐานดอกมีต่อมลักษณะกลม ๆ อยู่ 5 ต่อม มีเกสรเพศผู้ 12 อัน มีผิวเกลี้ยง ส่วนดอกเพศเมียจะมีสีเหลืองแกมเขียว มีกลีบดอกอยู่ 5 กลีบ กลีบเล็ก ลักษณะเป็นรูปยาวแคบ ตรงขอบกลีบมีขน ที่ตรงโคนกลีบดอกจะติดกัน ปลายกลีบดอกจะแหลม กลีบเลี้ยงมีลักษณะคล้ายเป็นรูปขอบขนาน และรังไข่เป็นรูปขอบขนาน มีเกล็ด[1] โดยจะออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน[2],[3]
  • ผลอ่อนเป็นสีเขียว แต่เมื่อแก่ผลจะแห้งและแตก ลักษณะผลจะเป็นรูปทรงกลมแบน มีพู 3 พู มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ผิวผลเรียบ ด้านบนแบน มีเกล็ดเล็กห่างกัน ในผลมีเมล็ดลักษณะแบนรี ยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร[1],[9] จะมีการติดผลในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม[2],[3]

สรรพคุณของเปล้าใหญ่

1. ช่วยในการบำรุงโลหิต (เปลือกต้นและใบ)[1],[5]
2. ใบนำไปใช้เป็นยาบำรุงกำลัง (ใบ)[1]
3. ใบมีรสชาติร้อน เมาเอียน นำมาใช้เป็นยาบำรุงธาตุ (ใบ)[1],[5]
4. สามารถช่วยแก้กระหายได้ (ใบ)[1]
5. สามารถช่วยแก้อาการร้อนในได้ (ราก)[1]
6. ใช้ช่วยแก้เสมหะ (ใบ)[1]
7. ใช้ช่วยแก้ลมอันผูกเป็นก้อนให้กระจาย (แก่น)[1]
8. มีฤทธิ์ช่วยขับลม และกระจายลม (ราก)[1]
9. ใบนำไปใช้เข้าเครื่องยาแก้อาการปวดท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ[3] และช่วยแก้ลมจุกเสียด (ใบ)[1]
10. ใช้ช่วยแก้อาการท้องเสีย (เปลือกต้นและใบ)[1],[5]
11. ใช้ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ราก)[1]
12. มีฤทธิ์ช่วยแก้อาการวิงเวียน ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น โดยการใช้ใบเข้ายากับใบหนาด ตะไคร้หอม และเครือส้มลม ใช้ต้มกับน้ำดื่มและอาบ (ใบ)[1]
13. ใช้ช่วยแก้เลือดร้อน (เปลือกต้นและกระพี้)[1]
14. น้ำต้มเปลือกต้นนำมาใช้ทานเป็นยาแก้ไข้ (เปลือกต้น)[1]
15. รากนำมาต้มกับน้ำดื่มช่วยแก้อาการปวดท้อง และถ่ายเป็นมูกเลือดได้ (ราก)[1]
16. เปลือกต้นและกระพี้มีรสร้อน เมาเย็น จะนำมาใช้เป็นยาช่วยในการย่อยอาหาร (เปลือกต้นและกระพี้)[1],[5]
17. เมล็ดนำมาใช้เป็นยาถ่าย (เมล็ด)[1]
18. ดอกมีรสร้อนใช้เป็นยาขับพยาธิ (ดอก)[1],[5] ส่วนแก่นนั้นจะใช้เป็นยาขับพยาธิไส้เดือน (แก่น)[1]
19. ผลมีรสที่ร้อน เมาเอียน มักใช้ดองกับสุราดื่มเป็นยาขับเลือดหลังคลอด ใช้ช่วยขับน้ำคาวปลา (ผล)[1],[5]
20. น้ำต้มใบจะนำมาใช้ชำระล้างบาดแผล (ใบ)[1]
21. รากนำมาใช้แก้โรคผิวหนังผื่นคัน แก้น้ำเหลืองเสีย รักษาโรคเรื้อน มะเร็ง คุดทะราด และมีฤทธิ์ที่ทำให้น้ำเหลืองแห้ง (ราก)[1]
22. เนื้อไม้มีส่วนช่วยในการแก้ริดสีดวงลำไส้และริดสีดวงทวารหนัก (เนื้อไม้)[1]
23. น้ำต้มเปลือกต้นนำมาใช้เป็นยาแก้ตับอักเสบ (เปลือกต้น)[1]
24. ใช้ช่วยรักษาโรคในทางเดินปัสสาวะ (ราก)[1]
25. แก่นมีรสร้อน เมาเย็น ใช้ช่วยขับเลือด (แก่น)[1]
26. รากใช้ต้มกินแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือจะใช้ต้นผสมกับรากส้มลม ต้นมะดูก ต้นเล็บแมว ต้นตับเต่าโคก ต้นมะเดื่ออุทุมพร ต้นกำแพงเจ็ดชั้น ต้นกำจาย และต้นกะเจียน นำมาต้มเป็นน้ำดื่มก็ได้ (ต้น, ราก)[1],[4]
27. น้ำต้มเปลือกต้นนำมาใช้กินเป็นยาแก้อาการปวดข้อ และอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ (เปลือกต้น)[1]
28. ใบใช้ต้มน้ำอาบ ช่วยในการแก้ผดผื่นคัน และแก้อาการคันตามตัว (ใบ)[1]
29. ใช้ช่วยขับหนองให้ตก (แก่น)[1]
30. ใบเอามาย่างไฟรองนอนสำหรับคนที่รถล้ม จะช่วยแก้อาการฟกช้ำได้ (ใบ)[3]
31. รากนำมาใช้ต้มกับน้ำดื่มกินแก้โรคเหน็บชา (ราก)[1]
32. ใบนำมาต้มกับน้ำอาบสำหรับสตรีหลังคลอด (ใบ)[2] หรือใช้กิ่ง ใบ และลำต้น เอามาต้มกับน้ำอาบไว้สำหรับสตรีหลังคลอดบุตร จะช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น (กิ่ง, ใบ, ต้น)[4]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของเปล้าใหญ่

1. สารสกัดของลำต้นด้วยแอลกอฮอล์ 50% พบว่ามีสารองค์ประกอบอยู่ในกลุ่มแทนนินส์ ทั้งที่เป็น Condensed tannins และ Hydrolysable tannins ในปริมาณที่ไม่สูงมากนัก มีสารฟลาโวนอยด์ประเภท Anthocyanidin, Catechin, Dihydroflavonol, Flavonol, Hydroflavonoids และ Leucoanthocyanidin[3]
2. สารสกัดจากลำต้นยังมีสารในกลุ่มอัลคาลอยด์ที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูง (EC50 = 36.05มก./มล.) มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกลาก (ที่ความเข้มข้น 8 มก./มล.) มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย S. aureus ที่ทำให้เกิดโรคแผลฝีหนองและเชื้อ V. cholerae ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอหิวาตกโรค (ที่ความเข้มข้น 3.125 มก./มล.) มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย S. mutans ที่ทำให้เกิดโรคในช่องปาก (ที่ความเข้มข้น 0.39 มก./มล.) มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย Shigella ที่ทำให้เกิดโรคบิด (ที่ความเข้มข้น 12.5 มก./มล.) มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อไวรัสโรคเริม Herpes simplex virus type 1 (IC50 = 40.06 มก./มล.) มีฤทธิ์กระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดทีเซลล์และบีเซลล์ (ที่ความเข้มข้น 3.13-200 มก./มล.) มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งตับปานกลาง (IC50 = 378.4±18.7 มก./มล.) โดยพบว่ามีความเป็นพิษต่อเซลล์ปกติบ้าง แต่ไม่พบผลว่าจะสามารถเหนี่ยวนำให้เซลล์มะเร็งตับตายแบบอะพอพโทซิสเมื่อเซลล์ได้รับสารสกัดนาน 1 วัน[3]
3. สารสกัดไม่มีฤทธิ์ในการก่อกลายพันธุ์ ทั้งในสภาวะที่มีและไม่มีเอนไซม์ แต่สามารถลดฤทธิ์ในการก่อกลายพันธุ์ของสารมาตรฐานที่ทำการทดสอบได้เป็นอย่างดี เมื่อมีการทำงานของเอนไซม์ในตับร่วมด้วย โดยมีค่า IC50 = 5.78 และ 4.04 มก./plate[3]

ประโยชน์ของเปล้าใหญ่

1. ผลอ่อนจะนำมาใช้ย้อมผ้า[1]
2. ผลแก่จะนำมาใช้รับประทาน[1]
3. น้ำยางจากใบจะนำมาใช้ทาเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ริมฝีปากในช่วงฤดูหนาว[4]
4. นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ส่วนต้นใช้เลี้ยงครั่ง[8]
5. สามารถนำมาใช้เข้ายาอบสมุนไพร ซึ่งเป็นตำรับยาอบสมุนไพรสูตรบำรุงผิวพรรณให้มีความมีน้ำมีนวล ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ช่วยในการทำให้ร่างกายผ่อนคลาย แก้อาการปวดเมื่อย แก้ผดผื่นคัน ช่วยขับพิษออกทางผิวหนัง โดยมีใบเป็นส่วนประกอบ และมีสมุนไพรอื่น ๆ อีก คือ กระชาย ขมิ้นชัน ตะไคร้ ไพล ใบมะกรูด ใบมะขาม ใบส้มป่อย ใบหนาด และว่านน้ำ แต่ไม่ควรที่จะใช้ตำรับยานี้กับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง สตรีตั้งครรภ์ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี ผู้ที่ไม่สบาย ร่างกายอ่อนเพลีย อดนอน อดอาหาร เป็นไข้สูง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และผู้ที่เป็นโรคไต[7]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “เปล้าใหญ่”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com. [14 ธ.ค. 2013].
2. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “เปล้าใหญ่”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.qsbg.org. [14 ธ.ค. 2013].
3. โครงการจัดทำฐานข้อมูลพืชสมุนไพรที่สำรวจและวิจัยภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ) มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. “เปล้าใหญ่”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: orip.kku.ac.th/thaiherbs/. [14 ธ.ค. 2013].
4. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “Croton roxburghii N.P. Balakr.”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [14 ธ.ค. 2013].
5. อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. “เปล้าใหญ่”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.pharmacy.mahidol.ac.th/siri. [14 ธ.ค. 2013].
6. ฐานข้อมูลสมุนไพร ในฐานสมุนไพรแม่โจ้ (ชีวกโกมารภัจจ์) ในสวนพฤกษศาสตร์กล้วยไม้ร้อยปีสมเด็จย่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้. “รายงานแสดงลักษณะของพืชสมุนไพร มหาวิทยาลัยแม่โจ้‎”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.mmp.mju.ac.th . [14 ธ.ค. 2013].
7. มูลนิธิสุขภาพไทย. “อบสมุนไพรบำรุงผิวพรรณ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaihof.org. [14 ธ.ค. 2013].
8. ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “เปล้าใหญ่”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: biodiversity.forest.go.th. [14 ธ.ค. 2013].
9. สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “เปล้าหลวง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.dnp.go.th/botany/. [14 ธ.ค. 2013].
อ้างอิงรูปจาก
1.https://efloraofindia.com/2013/04/07/croton-persimilis/
2.https://biodiversity.bt/observation/show/710566

ประโยชน์ต่อสุขภาพที่น่าทึ่งของสมุนไพรปรู

0
ประโยชน์ต่อสุขภาพที่น่าทึ่งของสมุนไพรปรู ผลเป็นกระจุก ผลอ่อนเป็นสีเขียวผลแก่สีดำ ผลมีเมล็ดเดี่ยวและมีเนื้อเยื่อสีแดง รสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม
ปรู
ผลเป็นกระจุก ผลอ่อนเป็นสีเขียวผลแก่สีดำ ผลมีเมล็ดเดี่ยวและมีเนื้อเยื่อสีแดง รสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม

ปรู

ปรู (Ankota) เป็นพืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติซึ่งเป็นยาแผนโบราณตั้งแต่ราก เปลือก เมล็ด น้ำมัน และผลไม้ทุกส่วนของต้นใช้สำหรับรักษาโรคท้องเสีย บำรุงกำลัง แก้ริดสีดวงทวาร แก้โรคผิวหนัง ใช้เป็นยาลดไข้ แก้ปวด ลดอาการอักเสบ ขับลม และขับปัสสาวะ นอกจากนั้นผลสุกทรงกลมสีดำรสหวานอมเปรี้ยวสามารถรับประทานได้ ต้นไม้ชนิดนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Alangium salviifolium (L.f.) Wangerin ส่วนอีกข้อมูลระบุว่าเป็นชนิด Alangium salviifolium subsp. hexapetalum (Lam.) Wangerin โดยจัดอยู่ในวงศ์ CORNACEAE (ALANGIACEAE) นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มะตาปู๋ (เชียงใหม่), มะเกลือกา (ปราจีนบุรี), ปู๋ ปรู๋ (ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ผลู ปลู (ภาคกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของต้นปรู

  • ต้น เป็นไม้พุ่มขนาดกลางและเป็นทั้งไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เรือนยอดมีลักษณะโปร่ง ค่อนข้างกว้าง รูปร่างไม่แน่นอน และมีความสูงของต้นอยู่ประมาณ 8-10 เมตร ลักษณะของต้นและกิ่งก้านเกลี้ยง ไม่มีขน หรืออาจจะมีขนเล็กน้อยตามกิ่งอ่อน ลำต้นทั้งบิดและคดงอ ส่วนโคนต้นจะเป็นพูต่ำ ๆ ตรงเปลือกต้นด้านนอกเป็นสีน้ำตาลแดง แตกเป็นสะเก็ด ส่วนเปลือกด้านในเป็นสีเหลืองอ่อน และแก่นกลางเป็นสีน้ำตาลเขียว มีการผลัดใบหมดก่อนที่จะผลิดอก เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ต้องการน้ำระดับปานกลางจนถึงมาก และชอบแสงแดดตลอดทั้งวัน สามารถพบได้ตามบริเวณป่าโปร่งของประเทศที่มีอากาศร้อน มีเขตการกระจายพันธุ์มาจากในอินเดีย พม่า และภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยสามารถพบได้ตามป่าเบญจพรรณทั่วไปทางภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ ยกเว้นทางภาคใต้ ที่ระดับความสูงตั้งแต่ 200 – 500 เมตร
  • ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ลักษณะเป็นรูปรี รูปขอบขนาน หรือเป็นรูปหอกกลับ ปลายใบแหลมหรือมีติ่งแหลมออกมา ตรงโคนใบแคบแหลมหรือสอบเรียว ส่วนขอบใบจะเรียบไม่มีหยักหรือเป็นคลื่น ใบมีความกว้างประมาณ 5-7 เซนติเมตร และความยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตร ใต้ท้องใบจะมีเส้นใบอยู่ประมาณ 3-6 คู่ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ส่วนเส้นใบย่อยเป็นแบบเส้นขั้นบันได เนื้อใบบางเกลี้ยง ไม่มีขน หรืออาจจะมีขนบ้างเล็กน้อย ก้านใบมีความยาวประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร ใบอ่อนจะมีขนและเป็นสีเขียวอ่อนใส ส่วนใบแก่จะเป็นสีเขียวเข้ม
  • ดอก จะออกดอกเป็นช่อรวมกันเป็นกระจุกอยู่ตามซอกใบหรือตามกิ่งเหนือรอยแผลใบ มีความยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ดอกมีสีขาวนวลหรือสีเหลืองอ่อน และมีกลิ่นที่หอม มีขนขึ้นอยู่ประปราย มีกลีบดอกอยู่ประมาณ 5-7 กลีบ ตอนที่ดอกตูมขอบกลีบดอกจะประสานกันเป็นรูปทรงกระบอกยาว ส่วนกลีบรองกลีบดอกเป็นรูปขอบขนานแคบ ๆ ตรงด้านนอกมีขนสีน้ำตาล และแยกแผ่ออกเป็นรูปกังหันในระดับเดียวกันประมาณ 5-6 แฉก มีขนาดประมาณ 0.2-0.5 เซนติเมตร ส่วนโคนจะเชื่อมติดกันเป็นท่อรูปกรวย โดยกลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกจะมีความคล้ายกัน แต่ตัวกลีบดอกจะม้วนตัวโค้งกลับมาทางโคนก้านดอก ดอกมีเกสรเพศผู้อยู่ประมาณ 10-18 ก้าน ส่วนมากจะมีแค่ 12 ก้าน โคนก้านเกสรมีขนยาว ๆ ส่วนเกสรเพศเมียเกลี้ยง ไม่มีขน รังไข่เป็นรูปรี ภายในมีช่องเดียวและมีไข่อ่อนอยู่หนึ่งหน่วย และจะออกดอกเต็มต้นหลังจากการผลัดใบหมด โดยจะออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม
  • ผล ออกผลเป็นกระจุก มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือเป็นรูปรี ปลายผลมีกลีบรองกลีบดอกติดอยู่ ส่วนตรงกลางผลมีสันแข็ง ผลมีความกว้างประมาณ 0.9 เซนติเมตรและความยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว แต่เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ผลจะไม่แตก แต่จะเป็นร่องตามยาวหลายร่อง (สัน) ผลมีเมล็ดเดี่ยวและมีเนื้อเยื่อสีแดง ๆ บาง ๆ หุ้มเมล็ดไว้อยู่ ผลมีรสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม สามารถรับประทานได้ จะออกผลในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน

สรรพคุณของปรู

1. ผล มีรสร้อนเบื่อ มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ (ผล)[5]
1.1 แก้อาการจุกเสียดได้ (ผล)[2]
1.2 มีสรรพคุณเป็นยาขับพยาธิ (ผล)
2. แก่นหรือเนื้อไม้ ตำรายาไทยใช้แก่นหรือเนื้อไม้เป็นยาบำรุงกำลัง (แก่น, เนื้อไม้)
2.1 ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร (แก่น, เนื้อไม้)
3. เนื้อไม้ มีรสฝาดเฝื่อน สามารถใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงลำไส้ (เนื้อไม้)[5]
4. แก่น มีรสจืดเฝื่อน มีสรรพคุณช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย (แก่น)
5. เปลือกต้น มีรสฝาด สามารถใช้ต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาบำรุงธาตุไฟ ปิดธาตุ (เปลือกต้น)
5.1 ใช้แก้หอบหืด แก้อาการไอ ไอหืด ด้วยการใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำรับประทาน (เปลือกต้น)
5.2 นำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาแก้อาการจุกเสียด แก้ท้องร่วง ลงท้อง ท้องเสีย ท้องเดิน (เปลือกต้น)
6. เปลือกราก สามารถนำมาต้มรับประทานเป็นยาแก้พิษ เป็นยาทำให้อาเจียน (เปลือกราก)[1]
6.1 ช่วยบำบัดอาการเป็นไข้และช่วยขับเหงื่อ ด้วยการใช้เปลือกรากนำมาต้มเป็นยารับประทาน (เปลือกราก)[1]
6.2 ใช้เปลือกรากต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาระบาย (เปลือกราก)[1]
6.3 ช่วยในการขับพยาธิ ด้วยการใช้เปลือกรากนำมาต้มกับน้ำรับประทาน (เปลือกราก)[1]
6.4 เปลือกรากสดนำมาตำให้ละเอียดหรือคั้นเอาแต่น้ำใช้ล้างแผล แก้โรคผิวหนัง (เปลือกราก)[1]

ผลข้างเคียงของสมุนไพรปรู

เมื่อรับประทานในปริมาณที่แพทย์แผนไทยแนะนำจะไม่ก่อให้เกิดผลเสียใดๆ อย่างไรก็ตามการกินสมุนไพรชนิดนี้มากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงดังต่อไปนี้

  • ปวดศีรษะ
  • คลื่นไส้
  • นอนไม่หลับ
  • เบื่ออาหาร
  • รู้สึกไม่สบายท้อง

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของต้นปรู

  • พบว่ามีสารอัลคาลอยด์อยู่หลายชนิด ได้แก่ anabasine, cephaeline, psychotrine เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ จึงควรมีการศึกษาทางพิษวิทยาของสารเหล่านี้ด้วย[2]
  • ลดความดันโลหิต เพิ่มความแรงของการบีบตัวของหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบบีบตัว ทำให้หลอดเลือดหดตัว มีฤทธิ์ลดการอักเสบ คลายกล้ามเนื้อมดลูก ต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย โปรโตซัว ต้านยีสต์ และต้านมะเร็ง[6]

ประโยชน์ของปรู

1. ผล มีรสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม สามารถใช้รับประทานได้[3]
2. เนื้อไม้ของต้น มีความเหนียวและมีลายที่สวยงาม จึงนิยมนำมาใช้ทำพานท้ายปืน ด้ามเครื่องมือทางการเกษตร เครื่องประกอบเกวียน งานแกะสลัก และรวมไปถึงเครื่องเรือนต่างๆ[4],[6]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. “ป รู”. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). หน้า 449-450.
2. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ป รู”. หน้า 40.
3. สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนชลบุรีสุขบท. “ป รู”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.skb.ac.th/~botanical/. [20 เม.ย. 2014].
4. หนังสือสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 4. “ป รู๋”. (วีระชัย ณ นคร).
5. ศูนย์ปฏิบัติการโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “ป รู๋, ป รู”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.goldenjubilee-king50.com. [20 เม.ย. 2014].
6. สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์. “ป รู”. อ้างอิงใน: สมาคมป่าไม้แห่งประเทศไทย. ไม้และของป่าบางชนิดในประเทศไทย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: uttaradit.uru.ac.th/~botany/. [20 เม.ย. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://indiabiodiversity.org/observation/show/17183220

ถั่วแระ มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย

0
ถั่วแระ
ถั่วแระ มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ผลเป็นฝักมีขนอ่อนๆ สีเขียว ฝักจะนูนขึ้น มีเมล็ดโต มีรสชาติหวานมัน นำมาประกอบอาหารเมนูต่างๆ
ถั่วแระ
ผลเป็นฝักมีขนอ่อนๆ สีเขียว ฝักจะนูนขึ้น มีเมล็ดโต มีรสชาติหวานมัน นำมาประกอบอาหารเมนูต่างๆ

ถั่วแระ

ถั่วแระ เป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ของเกษตรกรสามารถผลิตและส่งออกไปยังต่างประเทศ เนื่องจากถั่วชนิดนี้ให้พลังงานสูงถึง 343 กิโลแคลอรี ต่อปริมาณ 100 กรัม และกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี กลายเป็นอาหารว่างยอดนิยมและถูกนำมาใช้ในอาหารเอเชียมาเป็นเวลานาน นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้วยังมีประโยชน์ เช่น ลดอาการวัยทอง ลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม ลดระดับคอเลสเตอรอล LDLที่สูง ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองได้
ชื่อสามัญ คือ Edamame ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Cajanus cajan (L.) Millsp. ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cajanus indicus Spreng.) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) อยู่ในวงศ์ย่อยถั่ว FABOIDEAE (PAPILIONOIDEAE หรือ PAPILIONACEAE) ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ถั่วแรด (ชุมพร), มะแฮะ มะแฮะต้น ถั่วแระต้น (ภาคเหนือ), ถั่วแฮ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ถั่วแระ ถั่วแระผี ถั่วแม่ตาย (ภาคกลาง), พะหน่อเซะ พะหน่อซิ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่), มะแฮะ (ไทลื้อ), ย่วนตูแฮะ (ปะหล่อง), เปล๊ะกะแลง (ขมุ), ถั่วแฮ อีกด้วย

ลักษณะของถั่วแระ

  • ต้น เป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดย่อม มีอายุฤดูเดียวหรือหลายฤดู ลำต้นมีลักษณะตั้งตรงสูงประมาณ 1-3.5 เมตร กิ่งแผ่ออกด้านข้างเป็นคู่ ๆ ผิวของลำต้นไม่มีขน มีสีเขียวหม่น ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีทั้งขาวและแดง สามารถพบขึ้นได้ในที่โล่งแจ้งชายป่าเบญจพรรณ
  • ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยมี 3 ใบ ออกเรียงสลับ ใบย่อยจะแตกออกตามลำต้น หรือตามกิ่งประมาณ 3 ใบ ใบย่อยจะมีขนาดเล็กเป็นรูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบแหลม คล้ายใบขมิ้นต้นหรือขมิ้นพระ ใบมีความกว้างประมาณ 1-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.5-10 เซนติเมตร ผิวใบทั้งสองด้านมีขน เป็นสีขาวนวล[1],[4]
  • ดอก จะออกเป็นช่อกระจะคล้ายดอกโสน ดอกผลย่อยมีอยู่ประมาณ 8-14 ดอก โดยจะออกตามซอกใบ ดอกมีลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว กลีบดอกสีเหลืองมีขอบสีน้ำตาลแดง ใบประดับมีขน กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นถ้วย ปลายแยกเป็นแฉกมี 4-5 แฉก[1],[4]
  • ผล มีลักษณะเป็นฝักแบนยาว มีสีม่วงเข้มปนเขียว เป็นห้อง ๆ และมีขน ฝักหนึ่งจะแบ่งออกเป็นห้อง 3-4 ห้อง ข้างในจะมีเมล็ดลักษณะกลมหรือแบนเล็กน้อย ห้องละ 1 เมล็ด มีขนาดเท่ากับเมล็ดถั่วเหลือง สีของเมล็ดเป็นสีเหลือง ขาว และสีแดง[1],[4]

สรรพคุณของถั่วแระ

1. เมล็ด สามารถทานเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงไขข้อ บำรุงเส้นเอ็น หรือนำเมล็ดมาต้มรับประทานเป็นของกินเล่น ช่วยลดระดับคอเลสเตรอล ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต (เมล็ด)[2]
2. รากและเมล็ด สามารถใช้ปรุงเป็นยากินรักษาไข้ ถอนพิษ ขับปัสสาวะ แก้อาการปัสสาวะเหลืองหรือแดง แก้น้ำเหลืองเสีย รักษาน้ำเบาเหลืองและแดงดังสีขมิ้น หรือน้ำเบาออกน้อย ส่วนรากอย่างเดียว ตำรายาไทยจะใช้รากปรุงยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ปัสสาวะแดงขุ่น ปัสสาวะน้อย ช่วยละลายนิ่วในไต(ราก, รากและเมล็ด)[1],[2],[4]
3. ใบ สามารถใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย รักษาบาดแผล แก้อาการไอ หรือนำมาคั้นน้ำใช้ใส่แผลในปากหรือหูได้ (ใบ)[2],[4]
4. ต้นและใบ สามารถใช้เป็นยาขับลมลงเบื้องต่ำ แก้เส้นเอ็นพิการ (ความผิดปกติของระบบเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ มักมีอาการเจ็บต่าง ๆ ปวดเมื่อยเสียวไปทุกเส้น ตามตัว ใบหน้า ถึงศีรษะ[2],[4]
5. ต้น ราก และใบ สามารถใช้เป็นยาขับผายลม (ต้น, ราก, ใบ)[2]
6. ทั้งฝัก มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกระดูก บำรุงเส้นเอ็น[4]
7. ทั้งต้น ตำรายาพื้นบ้านจะใช้ทั้งต้น 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง เป็นยารักษาอาการตกเลือด แก้ไข้ทับระดู [4]

ประโยชน์ของถั่วแระ

1. สามารถนำฝักมาตากแห้งแกะเอาเมล็ดออกมาใช้ปรุงเป็นอาหาร หรือนำไปขายเป็นสินค้าได้[1]
2. ชาวปะหล่อง ขมุ และกะเหรี่ยงเชียงใหม่ จะนำผลมารับประทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก[5]
3. ชาวปะหล่องจะถือว่ายอดอ่อนและดอกเป็นพืชที่ศักดิ์สิทธิ์ นำมาใช้ในการประพรมน้ำมนต์หรือใช้ในพิธีปลูกเสาเอกของบ้าน[5]
4. เป็นพืชที่สามารถนำมาใช้ในการเลี้ยงแมลงครั่งได้ดี เพราะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนและกึ่งแห้งแล้ง ปลูกง่าย ทนแล้ง ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี หลังจากปลูกแล้วจะให้ผลผลิตประมาณ 6-9 เดือน อีกทั้งเมล็ดยังให้โปรตีนสูง เจริญเติบโตแข่งกับพืชชนิดอื่นได้ดี และยังช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดินได้อีกด้วย[6]
5. มีการปลูกเพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยลดการพังทลายของหน้าดินจากน้ำฝน ซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้ดีทั้งที่ราบและที่ลาดชัน[6]

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการของเมล็ด 100 กรัม พลังงาน 343 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
คาร์โบไฮเดรต 62.78 กรัม
ใยอาหาร 15 กรัม
ไขมัน 1.49 กรัม
โปรตีน 22.7 กรัม
วิตามินบี 1 0.643 มิลลิกรัม (56%)
วิตามินบี 2 0.187 มิลลิกรัม (16%)
วิตามินบี 3 2.965 มิลลิกรัม (20%)
วิตามินบี 5 1.266 มิลลิกรัม (25%)
วิตามินบี 6 0.283 มิลลิกรัม (22%)
วิตามินบี 9 456 ไมโครกรัม (114%)
วิตามินซี 0 มิลลิกรัม (0%)
วิตามินอี 0 มิลลิกรัม (0%)
วิตามินเค 0 ไมโครกรัม (0%)
แคลเซียม 130 มิลลิกรัม (13%)
ธาตุเหล็ก 5.23 มิลลิกรัม (40%)
แมกนีเซียม 183 มิลลิกรัม (52%)
แมงกานีส 1.791 มิลลิกรัม (85%)
ฟอสฟอรัส 367 มิลลิกรัม (52%)
โพแทสเซียม 1,392 มิลลิกรัม (30%)
โซเดียม 17 มิลลิกรัม (1%)
สังกะสี 2.76 มิลลิกรัม (29%)

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “ถั่ว แระ ต้น”. หน้า 331-332.
2. หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด. (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก). “ถั่ว แระ ต้น” หน้า 96-97.
3. หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ชนิด. (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก). “ถั่ว แระ ต้น”. หน้า 85-86.
4. ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ถั่วแฮ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.phargarden.com. [14 ธ.ค. 2014].
5. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “ถั่วแระ, ถั่วมะแฮะ”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [14 ธ.ค. 2014].
6. ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. “ต้นถั่วแระ ทางเลือกใหม่ในการเลี้ยงครั่ง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.phtnet.org. [14 ธ.ค. 2014].

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.eda-edamame.com
2.https://savvygardening.com/growing-edamame/
3.https://hub.suttons.co.uk/blog/vegetable-growing/how-to-grow-edamame-beans

ต้นปรงป่า พรรณไม้โบราณอายุยืนปลูกเป็นไม้ประดับ

0
ต้นปรงป่า
ต้นปรงป่า พรรณไม้โบราณอายุยืนปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นไม้พุ่ม โคนต้นป่องเล็กน้อย มีหัวใต้ดิน ปลายใบแข็งเป็นหนาม ผิวผลเกลี้ยงสีน้ำตาล ไม่มีขน
ต้นปรงป่า
พรรณไม้โบราณอายุยืนปลูกเป็นไม้ประดับ เป็นไม้พุ่ม โคนต้นป่องเล็กน้อย มีหัวใต้ดิน ปลายใบแข็งเป็นหนาม ผิวผลเกลี้ยงสีน้ำตาล ไม่มีขน

ต้นปรงป่า

ต้นปรงป่า เป็นพรรณไม้ที่อยู่ตามภูเขา หรือในป่าโปร่งมีแสงแดดส่องถึงพืชชนิดนี้เมื่ออายุเยอะจะมีลำต้นสูงใบที่แผ่ออกด้านข้างรอบลำต้น พบได้ทั่วไปกระจายอยู่ทั้งในประเทศไทย ลาว พม่า เวียดนาม และจีนตอนใต้ ในประเทศไทยนั้นพบได้ทุกภาคยกเว้นทางภาคใต้ มีขึ้นหนาแน่นในป่าเบญจพรรณแล้งและป่าเต็งรังทั่วไป ที่ความสูงประมาณ 20 – 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล ชื่อวิทยาศาสตร์ของปรงป่า Cycas siamensis Miq. จัดอยู่ในวงศ์ปรง (CYCADACEAE) นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผง (ภาคอีสาน), ตาลปัตรฤาษี, ผักกูดบก, มะพร้าวเต่า, ปรงเหลี่ยม, โกโล่โคดึ, ตาซูจืดดึ เป็นต้น

ลักษณะของปรงป่า

  • ต้นเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 3 เมตร ลำต้นลักษณะเป็นข้อสั้น ๆ มีสีเทาดำ รูปทรงทรงกระบอก โคนต้นจะป่องเล็กน้อย มีหัวใต้ดินแบนแผ่ออก
  • ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงเวียนกันที่ปลายยอด ใบสีเขียวเป็นมัน ยาวประมาณ 60-90 เซนติเมตร ใบย่อยนั้นยาวลักษณะเป็นรูปขอบขนานแคบ มีจำนวน 50-70 คู่ มีขนาดกว้างประมาณ 6 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 7.5-20 เซนติเมตร ปลายใบแข็งเป็นหนาม เส้นกลางใบนูนเห็นชัดเจน ก้านใบยาวประมาณ 30 เซนติเมตร มีหนามที่สัน[1],[2]
  • ดอก เป็นดอกแบบแยกเพศแยกอยู่กันคนละต้น ดอกเพศผู้จะออกเป็นช่อแน่น ๆ มีลักษณะเป็นรูปโคมยาวขอบขนาน มีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร กาบดอกเป็นแผ่นแข็ง ขอบขนาน มีความยาวประมาณ 17 เซนติเมตร ด้านนอกเป็นรูปสามเหลี่ยม มีรยางค์แหลม ตรงปลายจะตั้งขึ้น ส่วนดอกเพศเมียจะแผ่ออกมาเป็นแผ่นคล้ายกาบ ขอบจักลึกคล้ายกับหนาม มีความยาวประมาณ 10-10.5 เซนติเมตร และเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร มีขนเป็นสีน้ำตาลอมเหลืองขึ้นค่อนข้างหนา ส่วนตอนล่างมีไข่อ่อนติดอยู่ 1 คู่ ข้างละ 1 ใบ[1],[2]
  • ผล จะมีลักษณะเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน มีสีน้ำตาล ผิวผลเกลี้ยง ไม่มีขน มีความยาวประมาณ 4 เซนติเมตร[1],[2]

สรรพคุณของปรงป่า

ผลแก่สุก นำมาทำให้สุก สามารถนำมาทำเป็นแป้งใช้ปรุงเป็นยาแก้ไขข้อเสื่อม หรือยาบำรุงไขข้อ (ผลแก่สุก)[1]

ข้อควรระวัง : ผลสุกสด ๆ และยอดใบอ่อน ไม่ควรนำมารับประทานเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้อาเจียน หัวใจสั่น มีความอันตรายต่อสุขภาพมาก[1]

ประโยชน์ของปรงป่า

1. เมล็ด จะมีแป้งที่สามารถนำมารับประทานได้[2]
2. ราก จะมีปมเป็นกิ่งแผ่ฝอยอยู่จึงสามารถจับไนโตรเจนในดินได้ดี[2]
3. นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป[2]

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคกลาง. (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, กัญจนา ดีวิเศษ). “ปรงป่า”. หน้า 107.
2. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “ปรงป่า”. อ้างอิงใน : หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 2. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.qsbg.org. [28 พ.ย. 2014].
อ้างอิงรูปจาก
1.https://housing.com/news/cycas-revoluta-sago-palm-tree/
2.https://www.flickr.com/photos/dinesh_valke/466154979

บลูเบอร์รี่ ผลไม้รสหวานช่วยป้องและลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

0
บลูเบอร์รี่
บลูเบอร์รี่ ผลไม้รสหวานช่วยป้องและลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง เป็นผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ ผลกลมขนาดเล็กสีม่วงเข้ม มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว
บลูเบอร์รี่
ผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ ผลกลมขนาดเล็กสีม่วงเข้ม มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว นิยมรับประทานแบบสด

บลูเบอร์รี่

บลูเบอร์รี่ พืชขนาดเล็กผลอุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลายชนิดที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย และป้องกันโรคร้ายแรงต่าง ๆ มีชื่อสามัญ คือ Blueberry ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Vaccinium spp. จัดอยู่ในวงศ์ ERICACEAE ชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Cyanococcus อยู่ในสกุล Vaccinium ในวงศ์พฤกษศาสตร์ Ericaceae สกุล Vaccinium ได้แก่ ฮักเคิลเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่

ลักษณะของบลูเบอร์รี่

  • ต้น ต้นมีหลายขนาดด้วยกันตั้งแต่ต้นที่สูง 10 เซนติเมตร ถึง 10 เมตร มีทั้งแบบผลัดใบและไม่ผลัดใบ มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ (เป็นไม้พุ่มสูงที่ปลูกใช้ในเชิงพาณิชย์นั้นถูกนำเข้าสู่ยุโรปในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1930)
  • ใบ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปหอก มีความกว้างประมาณ 0.5-3.5 เซนติเมตร และความยาวประมาณ 1-8 เซนติเมตร
  • ดอก ดอกเป็นรูประฆังสีขาว สีชมพู หรือสีแดง
  • ผล จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-16 มิลลิเมตร ที่ปลายผลมีวงแหวนเล็ก ๆ คล้ายมงกุฎ เมื่อผลยังอ่อนจะเป็นสีเขียวจาง ๆ แต่พอแก่ขึ้นมาหน่อยก็จะมีสีม่วงแดง และเมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีคราม ผลเมื่อสุกเต็มที่จะมีรสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว

สรรพคุณของบลูเบอร์รี่

  • มีวิตามินซี ที่ช่วยในเรื่องของการป้องกันโรคหวัด[1]
  • ช่วยลดการระคายเคืองในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • ป้องกันโรคเบาหวาน โรคไทฟอยด์ ระบบหายใจผิดปกติ
  • ช่วยบรรเทาอาการผิดปกติในลำไส้ใหญ่ ท้องผูก โรคกระเพาะอาหาร โรคเริม แผลในปาก นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
  • ช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดทำงานดีขึ้น ซึ่งอาจมีส่วนช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายสูงวัย และยังช่วยป้องกันเส้นเลือดขอด ลดอาการบวม เสริมสร้างความแข็งให้ผนังหลอดเลือด ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อและเส้นเอ็น

ประโยชน์ของบลูเบอร์รี่

1. ช่วยทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง[2]
2. ช่วยล้างพิษในร่างกาย และต่อต้านสารพิษ[1]
3. ช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้สดใส เปล่งปลั่ง และแก้มแดงมีเลือดฝาด[1]
4. ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า[1]
5. เบอร์รี่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องการเพื่อช่วยทำให้เซลล์ในร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองจากโรคต่าง ๆ ได้ดีขึ้น[1]
6. รวมทั้งการรักษาบาดแผล การป้องกันโรคมะเร็ง ลดการเป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน ตลอดจนถึงโรคเกาต์หรืออาการปวดตามข้อ[1]
7. ช่วยในเรื่องของระบบประสาทและสมอง ช่วยทำให้เซลล์สมองสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น ทำให้ความสามารถในการจำของเราดีขึ้น ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ รักษาเซลล์สมองที่ถูกทำลาย (มีรายงานว่า ผศ.โรเบิร์ต คริโคเรียน แห่งศูนย์สุขภาพ มหาวิทยาลัยซินซินเนติในสหรัฐ ได้ทำการทดลองให้ผู้สูงอายุที่เริ่มมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ได้ดื่มน้ำคั้นสดวันละ 2 แก้ว เป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกัน ผลการทดลองพบว่า ผู้สูงอายุเหล่านั้นมีความทรงจำที่ดีขึ้น จึงเชื่อว่าผลดิบ ๆ จึงน่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคความจำเสื่อมด้วย)[1],[2]
8. มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ให้ดียิ่งขึ้น[1]
9. ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โรคทางประสาทและสมอง[1]
10. ช่วยป้องกันการเสื่อมของร่างกายและชะลอความแก่ชรา ฟื้นฟูการสร้างคอลลาเจนที่ผิว ทำให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ ริ้วรอยดูลบเลือนลง ทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย[1]
11. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ (ข้อมูลของ USDA หรือ สถาบันวิจัยโภชนาการทางด้านสรีระศาสตร์ ได้ระบุว่า เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด ซึ่งผลจากการทดสอบค่าที่เรียกว่า “ORAC” (Oxygen Radical Absorbance Capacity) ผลสดจะมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าผลไม้สดและผักชนิดอื่น)[1]
12. มีสารแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ประกอบอยู่ โดยเป็นสารจำพวกฟลาโวนอยด์ที่มีสีแดงอมม่วง สารนี้มีประโยชน์ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดในระดับที่เล็กมากขึ้น และช่วยในการทำงานของกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของเซลล์เรตินา[1],[2]
13. สารแอนโทไซยานินที่พบได้มากในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีส่วนช่วยในการป้องกันอาการอ่อนล้าจากการใช้สายตาหนัก ช่วยทำให้สายตาทำงานได้ดีขึ้นในที่มืด และยังช่วยป้องกันต้อกระจก ต้อหิน ต้อลม ช่วยลดความดันในลูกตา และลดความเจ็บปวดจากการบวมในลูกตา โดยข้อมูลจาก Archives of Ophthalmology ชี้ว่าการรับประทานวันละ 3 ถ้วย จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคตาที่เกิดในวัยผู้ใหญ่ได้ด้วย[1],[2]
14. สารแอนโทไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides) เป็นสารที่มีคุณสมบัติเทียบได้กับสารไบโอฟลาโวนอยด์ สามารถช่วยทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และสารชนิดนี้ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงานของไต และช่วยรักษาผู้ที่มีเส้นเลือดฝอยเปราะในอวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสีย และสารแอนโธไซยาโนไซด์ชนิดหนึ่งคือสาร ไมร์ทิลลิน (Myrtliiln) เป็นสารสีน้ำเงินที่มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย[1],[2]
15. ช่วยในเรื่องของระบบการย่อยอาหารและทำให้การขับถ่ายของร่างกายทำงานได้เป็นระบบมากขึ้น จึงช่วยป้องกันโรคท้องผูกและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้[1],[2]
16. มีสาร Pterostilbene ที่ช่วยรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และตับ และยังมีกรด Ellagic ที่ทำงานควบคู่กับแอนโทไซยานิน และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ป้องกันมะเร็ง (ผลการวิจัยของ Journal of Agricultural and Food Chemistry มีสารที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ และช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งด้วย)[2]
17. ในเรื่องของระบบปัสสาวะ แบคทีเรียอีโคไลที่ผนังท่อทางเดินปัสสาวะเป็นสาเหตุของการติดเชื้อที่มีผลทำให้เกิดอาการอักเสบและรู้สึกแสบในขณะปัสสาวะ มีสารที่ทำให้แบคทีเรียชนิดนี้หยุดการเจริญเติบโต และช่วยล้างแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ[2]
18. เป็นแหล่งของพลังงานชั้นยอดที่มีแคลอรี่ต่ำ ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เพราะมีเส้นใยอาหารที่ช่วยทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มนานกว่าเดิม ควบคุมน้ำหนักหรือลดความอ้วน [1]
19. ช่วยลดไขมันหน้าท้อง และความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ โดยพบว่าหนูทดลองที่รับประทานผงผสมในอาหารของหนู เป็นระยะเวลา 90 วัน มีไขมันหน้าท้องน้อยลง และระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง[2]
20. มีสารเพคตินที่สามารถช่วยในการลดระดับของคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด[1]

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 57 กิโลแคลอรี่

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
คาร์โบไฮเดรต 14.49 กรัม
น้ำตาล 9.96 กรัม
ใยอาหาร 2.4 กรัม
ไขมัน 0.33 กรัม
โปรตีน 0.74 กรัม
น้ำ 84.21 กรัม
วิตามินเอ 54 หน่วยสากล
วิตามินบี1 0.037 มิลลิกรัม
วิตามินบี2 0.041 มิลลิกรัม
วิตามินบี3 0.418 มิลลิกรัม
วิตามินบี6 0.052 มิลลิกรัม
วิตามินบี9 6 ไมโครกรัม
วิตามินซี 9.7 มิลลิกรัม
วิตามินอี 0.57 มิลลิกรัม
วิตามินเค 19.3 ไมโครกรัม
แคลเซียม 6 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.28 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 12 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 77 มิลลิกรัม
โซเดียม 1 มิลลิกรัม
สังกะสี 0.16 มิลลิกรัม

ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. ไทยโพสต์. “มากินเบอร์รี่กันเถิดจะเกิดผล”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thaipost.net. [06 ส.ค. 2014].
2. Women FIRNESS. “Top 10 health benefits of Blueberries”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.womenfitness.net. [06 ส.ค. 2014].
อ้างอิงรูปจาก
1.https://james-mcintyre.co.uk/product/blueberry-miniblue-3l/
2.https://www.lindenlanefarms.ca/product/bluecrop-blueberry/

บัวหิมะ สมุนไพรอุดมไปด้วยโปรตีน และคุณประโยชน์มากมาย

0
บัวหิมะ
บัวหิมะ สมุนไพรอุดมไปด้วยโปรตีน และคุณประโยชน์มากมาย พืชสมุนไพรพืชตระกูลทานตะวัน นิยมนำผลมาใช้กิน ชอบอากาศหนาว ดินอุดมสมบรูณ์
บัวหิมะ
พืชสมุนไพรพืชตระกูลทานตะวัน นิยมนำผลมาใช้กิน ชอบอากาศหนาว ดินอุดมสมบรูณ์

บัวหิมะ

บัวหิมะ เป็นพืชสมุนไพรที่จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน แก่นตะวัน รักแร่ และชิโครี ซึ่งมักจะเรียกกันว่าบัวหิมะพันปี หรือบัวหิมะหมื่นปี โดยจะพบได้ตามเทือกเขาที่ราบสูงและจะงอกเฉพาะในบริเวณภูเขาสูงที่มีอุณหภูมิเย็นจัดบริเวณที่ราบสูงที่มีหิมะปกคลุมอยู่ หรือในบริเวณที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,000 – 4,000 เมตร อย่างเทือกเขาอัลไต ภูเขาคุนหลุน ที่ราบสูงซินเจียง เป็นต้น ซึ่งจะใช้เวลานานมาก 3 ปีถึงจะเก็บเกี่ยวดอกได้และดอกมีสีขาวหรือสีเขียวอ่อน
เนื่องจากพืชชนิดนี้ที่หลาย ๆ คนเรียกว่า “บัวหิมะสด” “ผลบัวหิมะ” “หัวบัวหิมะ” “รากบัวหิมะ” และ “บัวหิมะจีน” หรือในประเทศจีนจะเรียกกันว่า “เสวี่ยเหลียนกว่อ” บัวหิมะชนิดนี้จะเป็นพืชพื้นเมืองที่มีต้นกำเนิดอยู่ในแถบอเมริกาใต้ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ผลไม้ เพียงแต่เราเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นผลไม้ เนื่องจากนิยมนำมารับประทานสดๆ โดยจะมีรูปร่างที่คล้ายกับหัวมันเทศ เปลือกบาง รสออกหวานเหมือนแห้วผสมมันแกว ฉ่ำน้ำเหมือนสาลี่ และกรอบ บัวหิมะเป็นผลไม้ที่มีแคลอรีต่ำ และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนหรือกำลังควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี บัวหิมะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี ซีลีเนียม เป็นต้น และรากบัวหิมะ สรรพคุณใช้เป็นยาสมุนไพรในการรักษาอาการต่าง ๆ ได้อีกด้วย

ชื่อภาษาอังกฤษ Yacon
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น เสวี่ยนเหลียกว่อ (จีน), ผลบัวหิมะ, รากบัวหิมะ, หัวบัวหิมะ (ทั่วไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Smallanthus sonchifolius (Poepp.) H. Rob
ชื่อสามัญ Yacon, Argonne, Ground ginseng fruit, Daisy potato
วงศ์ ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE

บัวหิมะแยกชนิดเป็น 4 ชนิดดังนี้

1. บัวหิมะที่เป็นดอกหรือต้นพืช
2. บัวหิมะที่เป็นผลไม้
3. บัวหิมะทิเบต
4. ครีมบัวหิมะ

สรรพคุณบัวหิมะเป็นดอกหรือพืช

1. ช่วยแก้ไข้
2. ช่วยบำรุงหัวใจ
3. ช่วยบำรุงโลหิต
4. ช่วยบำรุงไต
5. เป็นผลไม้
6. ช่วยขับพิษในร่างกาย
7. ช่วยแก้อาการข้ออักเสบ
8. ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
9. ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย
10. ใช้เป็นยาบำรุงและรักษาโรคชนิดต่าง ๆ เพราะมีฤทธิ์เป็นยาเย็น
11. นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทั้งที่เป็นแบบบริสุทธิ์ 100% และที่เป็นแบบนำไปผสมกับตัวยาชนิดอื่น ๆ

ประโยชน์บัวหิมะที่เป็นผลไม้หรือพืช

1. แก้อาการอักเสบ
2. ช่วยแก้อาการร้อนใน
3. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน
4. ช่วยให้หลอดเลือดอ่อนตัว
5. ป้องกันการเกิดผลึกก้อนนิ่ว
6. ช่วยบำรุงหัวใจและเส้นเลือด
7. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
8. ช่วยควบคุมของเหลวในเลือด
9. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
10. ช่วยตับขับถ่ายสารพิษในร่างกาย
11. มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดสิวฝ้าบนใบหน้า
12. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเป็นปกติ
13. ช่วยให้ระบบทางเดินปัสสาวะทำงานได้ดีขึ้น
14. ช่วยย่อยอาหาร ป้องกันอาการท้องผูกและท้องเสีย
15. ช่วยป้องกันจากสารพิษจากมลภาวะและสารก่อมะเร็ง
16. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ไขมัน คอเลสเตอรอล
17. ใบมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ
18. รับประทานสด ให้รสชาติหวานฉ่ำ ชื่นใจ
19. เป็นอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพ เสริมความงาม
20. นำไปปรุงสุกต้มกับกระดูกหมูหรือนำไปตุ๋น ช่วยย่อยอาหารและระบายท้องได้ดี
21. มีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องดื่ม ชา อาหารกระป๋อง

บัวหิมะทิเบต

บัวหิมะทิเบต หรือ คีเฟอร์ (Kefir) บ้านเรานิยมเรียกว่า “บัวหิมะทิเบต” หรือ “น้ำหมักบัวหิมะ” ซึ่งก็คือ นมหมักคีเฟอร์ มีการเกิดจุลินทรีย์ขนาดเล็กซึ่งประกอบด้วยยีสต์ Saccharomyces exiguus และ Lactic acid bacteria ซึ่งอยู่ร่วมกันในแบบที่พึ่งพาอาศัยกันและยึดเกาะกันด้วยสารที่มีลักษณะเป็นเมือกเหนียว ๆ จนเกิดการก่อตัวขึ้นมาเป็นรูปร่างคล้ายกับดอกกะหล่ำ มีสีขาวจนถึงสีเหลืองอ่อน ขนาดเล็กเท่ากับเมล็ดข้าว โดยจะมีกลิ่นอ่อน ๆ ของยีสต์ (คล้ายเบียร์) สามารถเจริญเติบโตด้วยการเพาะเลี้ยงในอาหารชนิดต่าง ๆ แต่ละชนิดจะให้คีเฟอร์ที่มีขนาดและลักษณะแตกต่างกันออกไป นิยมเลี้ยงในน้ำนมอย่างนมวัว นมแพะ หรือนมแกะ เป็นต้น

ข้อควรรู้ อ่านก่อนสำคัญมาก !

1. นมที่นิยมนำมาใช้ทำกันมากคือ นมวัว นมแพะ และนมถั่วเหลือง
2. ความหนืดของคีเฟอร์เป็นตัวบอกได้ถึงการเจริญเติบโตยิ่งหนืดยิ่งดี
3. ถ้าจำนวนบัวหิมะคีเฟอร์ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ นั้น แสดงว่าบางส่วนได้ตายแล้ว
4. การเพาะเลี้ยงคีเฟอร์ในอาหารแต่ละชนิด จะทำให้คีเฟอร์มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป
5. คีเฟอร์ (Kefir) จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับเห็ดและยีสต์
6. สำหรับบางรายกินแล้วมีอาการท้องผูก เพราะรับประทานมากเกินไปจึงทำให้ลำไส้ไม่สมดุล
7. บัวหิมะคีเฟอร์ ประกอบไปด้วยแบคทีเรียและยีสต์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสัมพันธ์ทางบวก
8. การเอาใจใส่ในการเลี้ยงบัวหิมะให้ดี จะทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง
9. มีความเชื่อว่าถ้าหากเลี้ยงบัวหิมะจนเจริญเติบโตดีแล้วหรือมีมากเกินความต้องการ ให้นำไปแจกจ่ายให้ญาติและมิตรสหาย
10. มีความเชื่อว่าห้ามจำหน่ายบัวหิมะ (ซึ่งผู้เขียนมองว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะต่างประเทศเขาขายกันเป็นปกติ)
11. นมชนิดที่ดีที่สุดที่นำมาใช้ทำคีเฟอร์คือนมแพะ เพราะย่อยง่ายกว่านมวัว และพบอาการแพ้ได้น้อยกว่านมวัว
12. โยเกิร์ตบัวหิมะ (Kefir) แตกต่างกับโยเกิร์ตธรรมดาตรงที่หัวเชื้อที่ใช้ในการหมัก โดยการหมักโยเกิร์ตธรรมดาจะใช้หัวเชื้อ Lactobacillus แต่คีเฟอร์จะใช้หัวเชื้อที่มีลักษณะเป็นก้อนเหนียวยืดหยุ่นคล้ายดอกกะหล่ำ เรียกว่า Kefir grain
13. นมที่สามารถนำมาใช้ทำโยเกิร์ตคีเฟอร์ได้ก็มาจากนมจากสัตว์ เช่น แพะ แกะ วัว เป็นต้น นมที่มาจากพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วอัลมอนด์ มะพร้าว กะทิ เป็นต้น นมที่มาจากพืชตระกูลข้าว เช่น ข้าว ข้าวบาร์เล่ย์ เป็นต้น และนมที่มาจากพืชตระกูลเมล็ดเล็ก เช่น ป่าน ฟักทอง งา เป็นต้น
14. นอกจากนมแล้วก็สามารถใช้เครื่องดื่มอื่น ๆ มาทำคีเฟอร์แทนนมได้ แต่เครื่องดื่มประเภทนั้น ๆ ต้องมีน้ำตาลซึ่งเป็นอาหารของคีเฟอร์ เช่น คีเฟอร์ที่ทำจากน้ำผลไม้หรือน้ำหวานต่าง ๆ เราจะเรียกว่า “คีเฟอร์น้ำ” (Water kefir) ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวของคีเฟอร์มากกว่า 1 สัปดาห์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ
15. คีเฟอร์แบบน้ำกับแบบนมอันไหนดีกว่ากัน ? ทั้งสองต่างมีประโยชน์ต่อร่างกายเหมือนกัน แต่จะแตกต่างตรงกันตรงที่คีเฟอร์แบบนมจะมีจุลินทรีย์มากกว่าคีเฟอร์แบบน้ำเกือบเท่าตัว
16. หากเลี้ยงคีเฟอร์ไปเรื่อย ๆ แล้วเมล็ดมันเล็กลงก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะเป็นธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ซึ่งอาจมีได้หลายขนาด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
17. แล้วถ้าเลี้ยงคีเฟอร์เรื่อย ๆ จนมันก้อนใหญ่เกินไป จะนำมาตัดแบ่งส่วนได้หรือไม่ ? การตัดคีเฟอร์จะเป็นการไปทำลายโครงสร้างของมัน แต่ถ้าอยากจะแบ่งก็ควรใช้มือดึงออกจากกันเบา ๆ เพื่อเป็นการถนอมโครงสร้างเดิมของมันให้คงอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
18. การเลี้ยงคีเฟอร์อย่างไม่เหมาะสม เช่น การเติมนมที่เยอะเกินไปหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี อุณหภูมิผิดปกติอาจจะทำให้คีเฟอร์เหลวเละ ดูพองบวม และไม่เป็นลักษณะยางยืดเหมือนเคย นั่นแสดงว่ามันกำลังไม่มีความสุขหรือมันกำลังจะตาย ดังนั้นควรเอาใจใส่ในการเลี้ยงด้วย
19. นมที่ได้มาจะมีรสชาติออกเปรี้ยว โดยจะมีคุณสมบัติเป็นยา นำมาดื่มทุกวันก่อนนอนเป็นเวลา 20 วัน และหยุดพักการดื่มอีก 10 วันวนไปเรื่อย ๆ แต่บางคนบอกว่ากินทุกวันก็ได้
20. บัวหิมะไม่จำเป็นต้องล้างด้วยน้ำทุกวันก็ได้ เมื่อกรองนมโยเกิร์ตออก ก็เทนมใหม่ต่อใส่ได้เลย เพราะคลอรีนในน้ำจะไปทำลายการเจริญเติบโตของบัวหิมะ แต่ภาชนะที่ใส่ก็ต้องล้างให้สะอาดด้วย
21. สำหรับบางคนที่เริ่มกินครั้งแรกแล้วมีอาการท้องไส้ปั่นป่วน ไม่ต้องตกใจคิดไปว่าฉันแพ้บัวหิมะแน่ ๆ ! ความจริงแล้วบัวหิมะกำลังขับสารพิษในร่างกายอยู่นั่นเอง แต่สำหรับผู้ที่เริ่มกินแนะนำว่าควรลดปริมาณการกินช่วงแรกให้น้อยลงจากปกติ แล้วค่อยปรับไปเรื่อย ๆ จะดีกว่า
22. โยเกิร์ตบัวหิมะเมื่อนำมาพอกหน้า บางครั้งอาจมีอาการคันยิบ ๆ เล็กน้อย แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นเรื่องปกติ ซึ่งผิวบริเวณนั้นอาจเป็นสิว แผลสิว หรือผิวที่กำลังแห้งลอก ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและช่วยสมานผิวให้หายเป็นปกตินั่นเอง
23. ความเป็นมาของบัวหิมะคีเฟอร์มาจากอาจารย์ท่านหนึ่งในโปแลนด์ ซึ่งในขณะที่ทำงานอยู่ที่ประเทศอินเดียและทิเบต เขาได้ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ พระที่ทิเบตได้นำมาให้กินเพื่อรักษาอาการป่วย หลังจากนั้น 18 เดือนอาการป่วยของเขาได้หายไป และก่อนจะเดินทางกลับ เขาจึงขอบัวหิมะจากพระรูปนั้นมา ถัดมาจึงได้มีการนำเข้ามาสู่ทวีปยุโรปและเอเชีย

วิธีทำหมักโยเกิร์ตบัวหิมะ (Kefir)

1. เมื่อได้รับบัวหิมะมาแล้ว (จะมาในสภาพที่แช่อยู่ในนม) ใช้ประมาณ 2.5 ช้อนโต๊ะสามารถทำได้ 1 แก้ว
2. ลักษณะก่อนกรองมันจะดูเหมือนโยเกิร์ต มีรสและกลิ่นเปรี้ยว แต่ไม่เสีย ถึงจะเปรี้ยวมากแค่ไหนก็กินได้ (มันไม่เหมือนกลิ่นเปรี้ยวแบบนมเสียนมบูด) และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และถ้าเห็นเป็นฟอง ๆ ก็เป็นเรื่องปกติ
3. หลังจากนั้นให้นำมากรองด้วยการแยกนมออกจากบัวหิมะ ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้กรองนั้นก็คือกระชอนกรองที่เป็นพลาสติกหรือกระชอนช้อนปลาก็ได้ ไม่ต้องใหญ่เกินไป ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4.5 นิ้วกำลังดี แต่จะต้องไม่ใช่โลหะหรือเหล็กเด็ดขาด เพื่อป้องกันการเกิดสนิมและลดโอกาสปนเปื้อนจากสารตะกั่ว (และห้ามไม่ให้บัวหิมะสัมผัสโลหะที่มีส่วนผสมของเงินเด็ดขาด เพราะจะไปทำลายโครงสร้างบางอย่างของแบคทีเรียในคีเฟอร์)
4. นำนมที่ได้จากการกรองมาดื่ม (การดื่มทันทีจะได้ประโยชน์สูงสุด แต่ถ้าอยากเก็บไว้ดื่มวันหลังก็นำไปแช่เย็น ซึ่งจะเก็บไว้ได้แค่ 2-3 วัน)
5. ถัดมาก็ทำความสะอาดโดยให้น้ำไหลผ่านให้สะอาด ถ้าเป็นน้ำกลั่นที่ปราศจากสารคลอรีนจะดีมาก (การทำความสะอาดอย่างดี จะช่วยให้สุขภาพของผู้ดื่มดีตามไปด้วย)
6. นำบัวหิมะที่ทำความสะอาดใส่ลงไปในแก้วพลาสติกหรือภาชนะที่สะอาดดีแล้ว
7. บัวหิมะทิเบตใส่นมลงไปประมาณ 8 ออนซ์ (แต่ถ้าได้รับบัวหิมะมาในช่วง 1 สัปดาห์แรก ปริมาณอาจมีน้อย ควรใส่นมแค่พอให้ท่วมหมด ไม่ต้องใส่หมดกล่อง เพื่อให้บัวหิมะได้ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ก่อน)
8. นำผ้าบางๆ มาปิดฝาเพื่อป้องกันแมลงวันและแมลงหวี่มาตอมหรือฝักไข่ แล้วทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณหนึ่งวัน (ห้ามแช่เย็น เพราะจะเป็นการชะลอการเจริญเติบโตของบัวหิมะ บัวหิมะชอบอากาศร้อนชื้น และจะเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิปกติ)
9. หลังจากนั้นหาภาชนะนำมาใส่น้ำรองแก้วนมอีกที เพื่อป้องกันมด
10. แล้วนำมากรองเพื่อดื่มนมเหมือนใหม่ (ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ)
11. หากไม่อยู่บ้าน 2-3 วันหรือต้องการหยุดใช้ชั่วคราว ก็ให้ใส่นมแค่พอท่วมบัวหิมะ แล้วแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดา
12. หากต้องการหยุดใช้หรือไม่อยู่บ้านเกินกว่า 4-5 วันขึ้นไป ให้นำบัวหิมะมาล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้งพอหมาด ๆ ไม่ต้องใส่นม แล้วนำไปแช่ช่องแช่แข็ง (เพื่อหยุดยั้งการเจริญเติบโต) เมื่อจะกลับมาใช้อีกครั้งให้นำไปล้างน้ำเพื่อให้หายแข็งตัว ทิ้งไว้ให้อุณหภูมิอุ่นขึ้นแล้วค่อยใส่นม

บัวหิมะสรรพคุณ (คีเฟอร์)

1. นมหมักคีเฟอร์ช่วยให้อยู่ท้อง อิ่มนาน
2. ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง
3. รักษาสิวช่วยลดอาการไข้
4. ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้
5. ช่วยลดอาการแพ้ยาหรือเซรุ่มชนิดต่าง ๆ
6. ช่วยรักษาสารพิษจากยาเสพติดในร่างกาย
7. ใช้เลี้ยงทารกที่คลอดก่อนกำหนด ช่วยให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง
8. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานในร่างกาย
9. ช่วยทำให้นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น
10. ช่วยรักษาอาการแพ้น้ำตาลแล็กโทส
11. ช่วยบำรุงและเสริมสร้างกระดูกและฟัน
12. ช่วยในการเผาผลาญสารอาหารจำพวกน้ำตาล
13. ช่วยควบคุมน้ำหนักในร่างกาย
14. ช่วยรักษาโรควัณโรค
15. ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร
16. ช่วยบำบัดรักษาโรคปอด
17. คีเฟอร์ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
18. มีส่วนช่วยยับยั้งการเติบโตของเนื้องอก
19. ช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาวให้แก่ร่างกาย
20. ช่วยบำรุงร่างกาย บรรเทาอาการเหนื่อยล้า
21. เป็นยาจากธรรมชาติที่ไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ต่อร่างกาย
22. ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ความเป็นกรด-ด่างให้เป็นปกติ
23. ช่วยบำรุงตับ ไต และรักษาตับ ไตอักเสบ
24. ช่วยรักษาโรคของถุงน้ำดี นิ่วในถุงน้ำดี ช่วยละลายก้อนนิ่วในไต
25. ช่วยป้องกันและรักษาโรคตับอ่อนในเด็ก โรคปอดบวม หลอดลมอักเสบในเด็กที่อายุกว่า 2 ขวบ
26. ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย
27. ช่วยรักษาแผลพุพอง น้ำร้อนลวก
30. นำมาใช้ทาเพื่อรักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ เช่น เชื้อราบนผิวหนัง กลาก เกลื้อน เป็นต้น
31. การดื่มคีเฟอร์ช่วยให้ผู้ป่วยเอดส์และผู้ป่วยโรคมะเร็งมีอาการดีขึ้น (ผลการวิจัยยังไม่ชัดเจน)
32. ช่วยเสริมสร้างการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ของเด็กทารก
33. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการชะลอวัยและลดการเกิดริ้วรอย
34. ช่วยลดความเครียด รักษาอาการซึมเศร้า ทำให้อารมณ์ดี
35. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและการแพร่ขยายตัวของเซลล์มะเร็ง
36. ช่วยบำรุงหัวใจ ป้องกันและรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจอย่างโรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น
37. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอลในร่างกาย
38. ช่วยรักษาอาการแพ้น้ำตาลแล็กโทส
39. ช่วยบำรุงและเสริมสร้างกระดูกและฟัน
40. ช่วยให้ความดันโลหิตเป็นปกติ ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
41. ช่วยรักษาโรคเมตาบอลิกซินโดรม (อ้วนลงพุง)
42. ช่วยรักษาแผลในกระเพาะ ลำไส้เล็กส่วนต้น และช่วยบำรุงลำไส้
43. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติและดียิ่งขึ้น ลำไส้บีบตัวได้ดียิ่งขึ้น
44. ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
45. เป็นอาหารที่เหมาะกับทารกหรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร
46. ช่วยแก้ปัญหาอาการประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ
47. มีสารต่าง ๆ อย่างวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อย่าง ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ธาตุไอโอดีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 กรดโฟลิก ไบโอติน วิตามินดี วิตามินเค เป็นต้น
48. โยเกิร์ตบัวหิมะ นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 30 นาที (หรือจนกว่าจะแห้ง) เพื่อช่วยให้หน้าขาวเนียนใส รักษาสิว แผลสิว และช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียน
49. รักษาสิวด้วยการนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางที่ช่วยในเรื่องของการรักษาสิว กระชับรูขุมขน ทำให้หน้าเต่งตึงอ่อนเยาว์

ครีมบัวหิมะ

เป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศจีน เรียกว่า “จงหัวฟูเป่า” ส่วนในประเทศไทยเรียกกันว่า “สมุนไพรบัวหิมะ” ซึ่งเป็นครีมที่มีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติหลายชนิด เช่น โสม ชะมดเช็ด ว่านหางจระเข้ การบูร ผงไข่มุก ซึ่งราคาจะค่อนข้างแพง

โดยส่วนใหญ่จะมีสรรพคุณที่นำมาใช้ในลักษณะเป็นยารักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกมากกว่าเป็นครีมบำรุงผิว โดยใช้เป็นยาทาและห้ามรับประทาน เนื้อของครีมจะเป็นสีขาว กลิ่นหอมให้ความรู้สึกสดชื่นและมีความเย็นเล็กน้อย สำหรับการเลือกซื้อก็ควรที่จะดูให้ดีด้วย โดยเลือกซื้อจากร้านที่น่าเชื่อถือ เพราะครีมในท้องตลาดนั้นจะมีของปลอมด้วย ซึ่งราคาตามท้องตลาดก็ประมาณหลักพันบาทขึ้นไป

ประโยชน์ของครีมบัวหิมะ

1. ใช้รักษาโรคเริม
2. ใช้รักษาโรคฮ่องกงฟุต
3. ใช้รักษาแผลสด เป็นหนอง
4. ช่วยรักษาโรคกลาก เกลื้อน
5. ใช้ทาบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
6.ใช้รักษาผื่นแพ้คัน บวมแดงบนผิวหนัง
7. ใช้รักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ เช่น อีสุกอีใส
8. ช่วยบำรุงผิว ปรับสภาพผิว ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส
9. บัวหิมะใช้ทาแก้แผลพุพอง ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดนท่อไอเสีย
10. ใช้รักษารอยแผลสิว รักษาสิว แต้มสิวเพื่อให้ยุบไว (แต่บางคนอาจจะใช้แล้วสิวเห่อ)

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN)

อ้างอิงรูปจาก
1.https://lonestarnursery.com/products/yacon-smallanthus-sonchifolius

น้อยโหน่ง ผลไม้ผิวขรุขระสรรพคุณและประโยชน์ที่น่ามหัศจรรย์

0
น้อยโหน่ง
น้อยโหน่ง ผลไม้ผิวขรุขระสรรพคุณและประโยชน์ที่น่ามหัศจรรย์ ผลมีขนาดใหญ่ ผิวเปลือกบางเรียบและเหนียวมีกลิ่นฉุน เนื้อในหนามีสีขาว มีรสชาติที่หวาน
น้อยโหน่ง
ผลไม้ผิวขรุขระสรรพคุณและประโยชน์ที่น่ามหัศจรรย์ ผลมีขนาดใหญ่ ผิวเปลือกบางเรียบและเหนียวมีกลิ่นฉุน เนื้อในหนามีสีขาว มีรสชาติที่หวาน

น้อยโหน่ง

น้อยโหน่ง เป็นพรรณไม้พุ่มนอกจากเนื้อสีขาว ซึ่งผลไม้ไทยชนิดนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสารอาหารอีกมากมายทั้งสรรพคุณทั้นในการป้องกันและรักษาโรคต่างๆ เช่น เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจและระบบประสาท ป้องกันมะเร็งบางชนิด ป้องกันโรคโลหิตจาง พาร์กินสัน และอัลไซเมอร์ เป็นต้น ชื่อสามัญ Custard apple หรือ Bull’s heart, Bullock’s heart, Ox-heart, Wild-Sweetsop ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Annona reticulata L. อยู่ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE) มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น มะโหน่ง มะเนียงแฮ้ง (ภาคเหนือ), น้อยหนัง (ภาคใต้), มะดาก (แพร่ เพชรบุรี), เร็งนา (กาญจนบุรี), หนอนลาว (อุบลราชธานี), หมากอ้อ (แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น

ลักษณะของน้อยโหน่ง

  • ต้น มีถิ่นกำเนิดอยู่ในอเมริกากลาง และเชื่อว่ามีการนำเข้ามาในไทยเมื่อในสมัยอยุธยา โดยได้จัดเป็นพรรณไม้พุ่มที่มีขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 5-8 เมตร เปลือกต้นแก่มีสีเทา
  • ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน เป็นรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก หรือเป็นใบประกอบแบบขนนกออกเรียงสลับกัน โคนใบนั้นแหลม ใบเป็นสีเขียวสด
  • ดอก คล้ายกับดอกน้อยหน่า จะออกเป็นดอกเดี่ยว ๆ หรือออกเป็นช่อกระจุกประมาณ 2-3 ดอก กลีบดอกจะค่อนข้างหนา มีกลีบดอกทั้งสิ้น 3 กลีบ กลีบดอกมีสีเหลืองแกมเขียว และดอกมีกลิ่นหอมแบบเอียนๆ (บางคนก็ชอบ แต่บางคนก็ไม่ชอบ)
  • ผล จะมีขนาดใหญ่กว่าน้อยหน่า ผลเป็นรูปกลมหรือรูปทรงหัวใจ ผิวเปลือกบางเรียบและเหนียว ไม่มีตาโปนออกมาตามเปลือกเหมือนอย่างน้อยหน่า ผลตอนดิบเปลือกจะเป็นสีเขียวจาง ๆ ปนแดงเรื่อ ๆ แต่เมื่อผลสุกแล้วจะเป็นสีแดงอมน้ำตาลเข้ม เนื้อข้างในผลหนามีสีขาว ผลมีเมล็ดจำนวนมาก และมีรสชาติที่หวานแต่ไม่เท่ากับน้อยหน่า จึงได้รับความนิยมในการรับประทานน้อยกว่าน้อยหน่า เนื่องจากผลมีกลิ่นที่ฉุนนั่นเอง

สรรพคุณของน้อยโหน่ง

1. ผลดิบนำมารับประทานแก้ท้องร่วง แก้อาการบิดได้ (ผลดิบ)
2. ช่วยขับพยาธิในร่างกาย (ผลดิบ)
3. มีฤทธิ์ช่วยฆ่าพยาธิที่ผิวหนัง กลาก เกลื้อน เรื้อน หิด และคุดทะราด (เมล็ด)
4. ใบนำมาตำแล้วเอาไปพอกแก้อาการฟกบวม (ใบ)
5. เปลือกสามารถใช้เป็นยาห้ามเลือดและช่วยสมานแผลได้ (เปลือก)
6. เมล็ดนำไปใช้เป็นยาสมานแผลได้ (เมล็ด)
7. ใบนำมาคั้นเอาแต่น้ำใช้เป็นยาฆ่าเหาได้ (ใบ)

ประโยชน์ของน้อยโหน่ง

1. ผลสุกรับประทานเป็นผลไม้สด (ผลสุก)
2. เมล็ดนำไปทำเป็นยาฆ่าแมลงหรือยาพิษอย่างแรงได้ (เมล็ด)
3. ใบสดนำมาต้มเอาแต่น้ำมาทำเป็นสีย้อมได้ โดยจะให้สียอมสีดำและสีน้ำเงินสวยงาม แถมยังติดทนนานอีกด้วย

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 101 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารอาหารที่ได้รับ
คาร์โบไฮเดรต 25.2 กรัม
เส้นใย 2.4 กรัม
ไขมัน 0.6 กรัม
โปรตีน 1.7 กรัม
วิตามินบี 1 0.08 มิลลิกรัม 7%
วิตามินบี 2 0.1 มิลลิกรัม 8%
วิตามินบี 3 0.5 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 5  0.135 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 6 0.221 มิลลิกรัม 17%
วิตามินซี 19.2 มิลลิกรัม 23%
ธาตุแคลเซียม 30 มิลลิกรัม 3%
ธาตุเหล็ก  0.71 มิลลิกรัม 5%
ธาตุแมกนีเซียม 18 มิลลิกรัม 5%
ธาตุฟอสฟอรัส 21 มิลลิกรัม 3%
ธาตุโพแทสเซียม 382 มิลลิกรัม 8%
ธาตุโซเดียม 4 มิลลิกรัม 0%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
เว็บไซต์องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร, เว็บไซต์กรมวิชาการเกษตร, www.thaigoodview.com

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.flickr.com/photos/phuongphoto/33311481092
2.https://vajiramias.com/current-affairs/bullocks-heart-tree/63a042d70dfcf8093e6ed06b/

นางพญาเสือโคร่ง ดอกสีชมพูบานสะพรั่ง ซากุระเมืองไทย

0
นางพญาเสือโคร่ง
นางพญาเสือโคร่ง ดอกสีชมพูบานสะพรั่ง ซากุระเมืองไทย ออกดอกเป็นช่อกระจุกสีชมพูขาว ผลสุกสีแดงคล้ายลูกเชอร์รี่ รสชาติเปรี้ยว
นางพญาเสือโคร่ง
ดอกสีชมพูบานสะพรั่ง ซากุระเมืองไทย ออกดอกเป็นช่อกระจุกสีชมพูขาว ผลสุกสีแดงคล้ายลูกเชอร์รี่ รสชาติเปรี้ยว

นางพญาเสือโคร่ง

นางพญาเสือโคร่ง พรรณไม้ยืนต้นออกดอกสีชมพูขาวบานสะพรั่งการกระจายพันธุ์ขึ้นตามภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 1000-2000 เมตร โดยเฉพาะในพื้นที่ทางภาคเหนือของประทศไทยหรือที่รู้จักกันในชื่อ “ซากุระเมืองไทย” มีการขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด เนื่องจากมีลักษณะที่คล้ายต้นซากุระของประเทศญี่ปุ่น และในประเทศญี่ปุ่นจะเรียกดอกไม้ของพรรณไม้ชนิดนี้ว่า “ฮิมาลายาซากุระ” (ヒマラヤザクラ) ชื่อสามัญ Wild Himalayan Cherry, Sour cherry ชื่อภาษาอังกฤษ Wild Himalayan Cherry ชื่อวิทยาศาสตร์ prunus cerasoides ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ฉวีวรรณ ชมพูภูพิงค์ (ภาคเหนือ), ซากุระดอย (เชียงใหม่), ยาแก่ะ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน), คัวเคาะ เส่คาแว่ เส่แผ่ แส่ลาแหล (กะเหรี่ยงเชียงใหม่) เป็นต้น

ลักษณะของนางพญาเสือโคร่ง

  • ต้น  เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ มีขนาดเล็กจนถึงมีขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 10-15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมลักษณะเป็นโปร่ง เปลือกต้นผิวเรียบเป็นมัน เป็นสีเหลือบน้ำตาล เยื่อผิวบาง หลุดลอกได้ง่าย ตามกิ่งอ่อนนั้นมีขนละเอียดประปราย มีการกระจายพันธุ์อยู่ที่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น มักพบขึ้นในป่าที่ระดับความสูงประมาณ 500-1,500 เมตร ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นอยู่ตามภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000-2,000 เมตร เช่น บนดอยเชียงดาว ดอยอินทนนท์ ฯลฯ[1],[2],[3]
  • ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ใบเป็นรูปไข่ ปลายใบนั้นเรียวแหลม โคนใบนั้นจะกลมหรือสอบแคบ ส่วนขอบใบจะหยักเป็นฟันเลื่อยละเอียด ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-12 เซนติเมตร ปลายก้านใบมีต่อมประมาณ 2-4 ต่อม หูใบแตกแขนงเป็นรูปคล้ายเขากวางหรือเป็นริ้วเล็ก ๆ ใบนั้นหลุดร่วงได้ง่าย[1],[2],[3]
  • ดอก ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบและปลายกิ่ง ก้านดอกยาวประมาณ 0.7-2 เซนติเมตร ดอกย่อยนั้นมีจำนวนที่ค่อนข้างมาก ดอกมีหลายเฉดสี ทั้งสีชมพูอ่อน สีชมพูเข้ม สีชมพูแดง จนไปถึงสีแดง หรือสีขาว แต่สีที่หายากที่สุดคือสีขาว ขอบดอกเป็นริ้วประดับจักไม่เป็นระเบียบ กลีบเลี้ยงจะติดกันเป็นรูปกรวย กลีบดอกมีทั้งสิ้น 5 กลีบ เมื่อตอนที่ดอกบานเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร ออกดอกในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และจะมีการทิ้งใบไปก่อนการออกดอก[1],[2],[3]
  • ผล เมื่อดอกนั้นได้รับการผสมจะติดเป็นผล ซึ่งจะติดผลในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ผลจะเป็นผลสด ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน รูปกระสวย รูปไข่หรือกลม ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร มีความฉ่ำน้ำ ผลผิวเกลี้ยง ผลสุกจะเป็นสีแดงแบบลูกเชอร์รี่ มีรสชาติที่เปรี้ยว[1],[2]

หมายเหตุ : ต้นจะแตกต่างจากซากุระญี่ปุ่นตรงที่ช่วงเวลาของการออกดอกนั่นเอง คือ จะมีการออกดอกในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งก็คือจะออกดอกในช่วงฤดูหนาว ส่วนซากุระในญี่ปุ่นจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่นนั่นเอง และยังมีข้อสันนิษฐานกล่าวว่าพรรณไม้ทั้งสองชนิดนี้มีบรรพบุรุษร่วมกัน ในทางตอนใต้ของจีน และได้มีวิวัฒนาการออกไปจนมีหลากหลายสายพันธุ์

สรรพคุณของนางพญาเสือโคร่ง

1. ชาวเขาเผ่ามูเซอจะนำเปลือกต้นมาทำยาแก้ไอ ลดน้ำมูก และแก้อาการคัดจมูก (เปลือกต้น)[1]
2. เปลือกต้นนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำมาทาหรือพอกแก้ฟกช้ำ แก้ข้อแพลง และอาการปวดข้อ (เปลือกต้น)[1]
3. เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำ ดื่มรักษาอาการหนาวสั่นจากอาการไข้หวัดได้ (เปลือกต้น)[2]
4. เปลือกต้นเอามาต้มกับน้ำดื่มสามารถเป็นยาแก้อาการท้องเสียได้อีกด้วย (เปลือกต้น)[2]
5. เปลือกต้นเป็นยาแก้เลือดกำเดาไหล (เปลือกต้น)[1]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

สารสกัดจากลำต้นประกอบด้วยแอลกอฮอล์ที่มีฤทธิ์ในการลดการบีบตัวของลำไส้สัตว์ทดลอง[1]

ประโยชน์ของนางพญาเสือโคร่ง

1. ผล มีรสชาติเปรี้ยวรับประทานได้ แต่ไม่ค่อยนิยมรับประทานกัน และไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ท้องเสียได้[2]
2. ปลูกเป็นไม้ประดับได้ เนื่องจากออกดอกที่ดกสวยงาม และยังใช้ปลูกเป็นไม้เบิกนำ เนื่องจากเป็นไม้ที่เติบโตได้เร็ว ทนทานต่อไฟป่า และต้องการแสงที่มาก จึงเหมาะที่จะนำไปปลูกเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าดิบเขาในพื้นที่ต้นน้ำ หรือนำไปปลูกในพื้นที่ที่ผ่านการทำไร่เลื่อนลอยบนพื้นที่สูง แต่ไม่ควรนำไปปลูกบนพื้นที่ที่มีลมพัด เพราะกิ่งก้านจะหักได้ง่าย[2]
3. เนื้อไม้นั้นอ่อน สามารถนำมาใช้ทำด้ามเครื่องมือทางการเกษตรได้

ซากุระเมืองไทย

สำหรับสถานที่เที่ยวชมดอกนางพญาเสือโคร่งในประเทศไทยมีอยู่หลายที่ด้วยกัน เช่น ขุนช่างเคี่ยน จ.เชียงใหม่ (เป็นสถานที่เที่ยวชมยอดฮิตมาก ๆ ของภาคเหนือ), ขุนแม่ยะ (หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ) จ.แม่ฮ่องสอน, สถานีเกษตรหลวงขุนวาง จ.เชียงใหม่, จ.เชียงใหม่, ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่, ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่, ภูลมโล จ.เลย, ดอยช้าง-ดอยวาวี จ.เชียงราย, ดอยแม่ตะมาน เป็นต้น

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ป่วย เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ฉวีวรรณ”. หน้า 177.
2. สวนพฤกษศาสตร์ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “นาง พญา เสือ โคร่ง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.dnp.go.th/pattani_botany/. [08 ม.ค. 2015].
3. โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์กรมหาชน). “ชมพูภูพิงค์, นาง พญา เสือ โคร่ง”. อ้างอิงใน : หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : eherb.hrdi.or.th. [07 ม.ค. 2015].

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by kampee patisena, Jeeranan R, Min Sheng Khoo, Tassaphon Vongkittipong, Jim Mayes, Saroj Kumar Kasaju, norsez, Nareerat Klinhom, kampee patisena)

38 ประโยชน์ที่ดีที่สุดของน้อยหน่า สำหรับสุขภาพ ผิว และผม

0
38 ประโยชน์ที่ดีที่สุดของน้อยหน่า สำหรับสุขภาพ ผิว และผม เป็นพืชยืนต้น เปลือกผลสีเขียวอมเทา ผิวขรุขระ เนื้อสีขาว ผลดิบรสเฝื่อน ผลสุกรสหวานเมล็ดดำ
น้อยหน่า
เปลือกผลสีเขียวอมเทา ผิวขรุขระ เนื้อสีขาว ผลดิบรสเฝื่อน ผลสุกรสหวาน เมล็ดดำ

น้อยหน่า

น้อยหน่า มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลางและใต้ พบเจอได้ทั่วไปในเขตร้อนรวมถึงประเทศไทย จะเพาะปลูกมากในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื้อผลเป็นสีขาว จะมีรสหวาน มีเมล็ดสีดำ ส่วนที่สามารถใช้เป็นยารักษาอาการต่าง ๆได้ คือ ผล ผลดิบ ผลแห้ง เมล็ด ใบ ประเทศไทยนิยมนำใบหรือเมล็ดมาใช้ในการกำจัดเหา เห็บหมัด
ชื่อสามัญ Sugar apple, Sweetsop ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Annona squamosa L. อยู่ในวงศ์กระดังงา ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น มะนอแน่ หมักเขียบ ลาหนัง มะแน่ หน่อเกล๊ะแซ

ประโยชน์ของน้อยหน่า

  • ใช้เป็นยารักษาจี๊ดได้ โดยใช้เมล็ดสดประมาณ 20 เมล็ดมาตำให้ละเอียด ใช้สารส้มขนาดเท่าหัวแม่มือใส่ในฝา ตั้งไฟอ่อน ๆ แล้วเมื่อสารส้มละลาย ให้โรยผงของเมล็ดลงทีละน้อย คนให้เข้ากัน แล้วใช้ไม้ป้ายยาที่กำลังร้อนที่ผิวหนังทนได้ ป้ายลงตำแหน่งที่บวม ทำวันละ 2 รอบเช้าและเย็น จนกว่าจะหาย
  • ใบ ช่วยฆ่าพยาธิในเด็กได้ โดยใช้ใบสดประมาณ 15 ใบมาต้มกับน้ำ 5 ถ้วยจนเหลือ 3 ถ้วย ใช้ดื่มวันละ 3 ครั้ง
  • สามารถแก้อาการฟกช้ำบวมได้ (ใบ)
  • เมล็ด ช่วยรักษากลาก เกลื้อน โดยใช้เมล็ดหรือใบสดมาคั้นเอาน้ำ ใช้พอกบริเวณที่เป็น (ผล, ใบสด, เมล็ด)
  • ใช้แก้ฝีในลำคอได้ (ผล)
  • ช่วยสมานแผล สามารถใช้เป็นยาฝาดสมานได้ (เปลือกต้น)
  • สามารถแก้พิษงูได้ (ผล, ราก, เปลือกต้น)
  • สามารถแก้รำมะนาดได้ (เปลือกต้น)
  • สามารถช่วยแก้อาการท้องร่วงได้ (เปลือกต้น)
  • ช่วยการย่อยอาหาร จะช่วยทำให้ขับถ่ายได้สะดวก (ผล)
  • สามารถทำให้อาเจียนได้ (ราก)
  • สามารถช่วยสร้างฮีโมโกลบินได้ (Hemoglobin) (ทองแดง)
  • สามารถช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกายได้ (แมกนีเซียม)
  • สามารถช่วยรักษาโรคโลหิตจางได้
  • สามารถลดความดันโลหิตได้ (โพแทสเซียม)
  • สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ (เส้นใย)
  • มีไขมันต่ำ เหมาะกับผู้ที่ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน รักษาสุขภาพ (แต่สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานเป็นข้อยกเว้น)
  • สามารถต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกายได้
    เมล็ด
  • สามารถกำจัดเห็บหมัดในสุนัขได้ สูตรเดียวกับกำจัดเหา (ใบ,เมล็ด)
  • ใบสามารถกำจัดเหา ทำให้ไข่เหาฝ่อ ฆ่าเหา โดยใช้ใบสดประมาณ 4 ใบมาตำกับเหล้าขาว แล้วใช้น้ำที่ได้มาชโลมให้ทั่วศีรษะ ใช้ผ้าคลุมไว้ 10 นาทีแล้วใช้หวีสางออก (หรือจะใช้น้ำคั้นจากใบอย่างเดียวก็ได้) หรือใช้เมล็ดมาบดคั้นกับน้ำมะพร้าว (อัตราส่วน 1:2) แล้วกรองเอาน้ำมาชโลมให้ทั่วศีรษะ ใช้ผ้าโพกไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ห้ามชโลมยาไว้ข้ามคืน เมื่อทำเสร็จแล้วให้สระผมทำความสะอาดทุกครั้ง
  • สามารถฆ่าพยาธิได้ (ผล, ใบ)
  • ใบใช้เป็นยารักษาหิดได้ โดยใช้สดหรือเมล็ดสดมาตำให้ละเอียด เติมน้ำมันพืชพอแฉะ ใช้ทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 รอบ ทำจนกว่าหิดจะหาย
  • สามารถแก้ฝีในหูได้ (ผลแห้ง)
  • สามารถรักษาแผลไฟไหม้ อักเสบ น้ำร้อนลวกได้ (ผล)
  • สามารถแก้งูสวัดได้ (ผลแห้ง)
  • สามารถรักษาโรคเริมได้ (ผลแห้ง)
  • สามารถใช้เป็นยาสมานลำไส้ได้ (เปลือกต้น)
  • สามารถใช้เป็นยาระบายได้ (ราก)
  • สามารถบรรเทาอาการปวดเหงือกปวดฟันได้ (เปลือกต้น)
  • สามารถลดความเสี่ยงต่อการที่เด็กทารกพิการตั้งแต่กำเนิดได้ (โฟเลต)
  • สามารถส่งเสริมการผลิตพลังงานในร่างกายได้ (วิตามินบี)
  • สามารถเสริมสร้างกระดูกกับฟันให้แข็งแรงได้ (แมกนีเซียม)
  • ใบช่วยรักษาโรคมะเร็งและเนื้องอกได้ (ใบ)
  • สามารถบำรุงหัวใจให้สุขภาพแข็งแรง และป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้
  • สามารถลดระดับคอเลสเตอรอลได้ (วิตามินบี 3)
  • สามารถรักษาโรคหอบหืดได้ (วิตามินซี)
  • สามารถรักษาโรคไขข้อและโรคข้ออักเสบได้ (แมกนีเซียม)
  • สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณ เส้นผม ดวงตา

คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 94 กิโลแคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารที่ได้รับ
วิตามินบี 1 0.11 มิลลิกรัม 10%
วิตามินบี 2 0.113 มิลลิกรัม 9%
วิตามินบี 3 0.883 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี 5 0.226 มิลลิกรัม 5%
วิตามินบี 6 0.2 มิลลิกรัม 15%
วิตามินบี 9 14 ไมโครกรัม 4%
วิตามินซี 36.3 มิลลิกรัม 44%
คาร์โบไฮเดรต 23.64 กรัม
ไขมัน 0.29 กรัม
เส้นใย 4.4 กรัม
โปรตีน 2.06 กรัม
ธาตุเหล็ก 0.6 มิลลิกรัม 5%
ธาตุแมงกานีส 0.42 มิลลิกรัม 20%
ธาตุโพแทสเซียม 247 มิลลิกรัม 5%
ธาตุสังกะสี 0.1 มิลลิกรัม 1%
ธาตุแคลเซียม 24 มิลลิกรัม 2%
ธาตุแมกนีเซียม 21 มิลลิกรัม 6%
ธาตุฟอสฟอรัส 32 มิลลิกรัม 5%
ธาตุโซเดียม 9 มิลลิกรัม 1%

ข้อมูลจาก USDA Nutrient database

สิ่งที่ควรระวัง

  • น้ำที่สกัดได้จากเมล็ดจะทำให้เกิดอาการแพ้ ควรระวังไม่ให้เข้าตา เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการแพ้ระคายเคือง เยื่อบุตาอักเสบ
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรบริโภคเล็กน้อยและนาน ๆ ครั้ง เพราะมีรสหวานจัด การทานในปริมาณมากอาจจะทำให้อาการโรคเบาหวานกำเริบ
  • น้ำที่คั้นได้จากใบจะต้องระวังไม่ให้โดนบริเวณตาหรือเปลือกตา บริเวณรูจมูก ริมฝีปาก เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการแสบร้อน ถ้าเข้าตาอาจจะทำให้เยื่อบุตาอักเสบ ต้องรีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

แหล่งอ้างอิง
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, www.rspg.or.th, www.thaicrudedrug.com , www.lifestyle.iloveindia.com, ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันทน์ สำนักงานหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

อ้างอิงรูปจาก
1.https://www.hospitalitymagazine.com.au/all-about-sweetsop/
2.https://stylesatlife.com/articles/custard-apple-benefits/