ส้มกุ้ง หรือสนขี้มด ช่วยลดเบาหวานและลดระดับน้ำตาลในเลือด

0
ส้มกุ้ง หรือสนขี้มด ช่วยลดเบาหวานและลดระดับน้ำตาลในเลือด
ส้มกุ้ง หรือสนขี้มด ผลเป็นรูปทรงกลม ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือดำ ผลฉ่ำน้ำ
ส้มกุ้ง หรือสนขี้มด ช่วยลดเบาหวานและลดระดับน้ำตาลในเลือด
ส้มกุ้ง หรือสนขี้มด ผลเป็นรูปทรงกลม ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือดำ ผลฉ่ำน้ำ

ส้มกุ้ง

ส้มกุ้ง (False Black Pepper) หรือเรียกกันว่า “สนขี้มด” เป็นต้นที่มีหลายชนิดและแยกย่อยไปตามแต่สายพันธุ์ ต้นส้มกุ้งชนิด Embelia ribes Burm.f. มีจุดเด่นอยู่ที่สรรพคุณช่วยลดเบาหวานและลดระดับน้ำตาลในเลือด สามารถนำใบมารับประทานเป็นผักได้ เป็นต้นที่นักวิจัยให้ความสนใจมานานและมีการทำวิจัยหลากหลาย นอกจากนั้นผลยังสามารถนำมารับประทานได้

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของส้มกุ้ง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Embelia ribes Burm.f.
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “False Black Pepper” “White – flowered Embelia” “Vidanga” “Vaividang” “Vai Vidang” “Vavding”
ชื่อท้องถิ่น : จังหวัดหนองคายเรียกว่า “สนขี้มด” จังหวัดระนองและตรังเรียกว่า “ส้มกุ้ง”
ชื่อวงศ์ : วงศ์พริมโรส (PRIMULACEAE)
ชื่อพ้อง : Embelia gaseinifolia Wall. Ex Ridl

ลักษณะของส้มกุ้ง

ส้มกุ้ง เป็นพรรณไม้พุ่มรอเลื้อยหรือไม้เลื้อย
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันเป็นรูปขอบขนานแกมวงรีไปจนถึงรูปขอบขนานแกมใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่มหรือกลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยงเป็นมัน
ดอก : ออกดอกเป็นช่อแยกแขนงโดยจะออกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยเป็นสีเขียวหรือสีขาว กลีบดอกและกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกลึก ด้านนอกมีขนขึ้นหนาแน่น
ผล : ผลเป็นผลสด ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือดำ ผลฉ่ำน้ำ

สรรพคุณของส้มกุ้ง

  • สรรพคุณจากส้มกุ้ง ทำให้ผอมลง ยับยั้งฟันผุ คุมกำเนิดและมีฤทธิ์ทำให้แท้งบุตร ยับยั้งความเป็นพิษต่อตับ ต้านเชื้อแบคทีเรีย
  • สรรพคุณจากเมล็ด
    – เป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือดและลดไขมันในเลือด มีฤทธิ์ยับยั้งเบาหวาน ด้วยการใช้เมล็ดที่แห้งแล้วมาป่นให้เป็นผงประมาณ 1 – 2 ช้อนชา แล้วมาชงกับน้ำร้อนดื่มเช้าและเย็นแก้อาการ
  • สรรพคุณจากราก เป็นยาขับและละลายเสมหะ เป็นยาถ่ายพรรดึก
  • สรรพคุณจากเนื้อไม้ ฟอกเสมหะและโลหิต
  • สรรพคุณจากใบ แก้หอบหืด ทำให้เส้นเอ็นผ่อนคลายและไม่ตึง
  • สรรพคุณจากเนื้อไม้และกระพี้
    – แก้อาการปัสสาวะขัดหรือขุ่น แก้นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ช่วยชะล้างทางเดินปัสสาวะ ด้วยการนำเนื้อไม้และกระพี้มาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วต้มกับน้ำดื่ม
  • สรรพคุณจากรากและใบ เป็นยาแก้โลหิต
  • สรรพคุณจากเถาและใบ ฟอกเสมหะ เป็นยาระบายอ่อน ๆ ทำให้อุจจาระนิ่ม เป็นยาขับฟอกโลหิตระดูหรือการอักเสบของเยื่อบุภายในโพรงมดลูก
  • สรรพคุณจากรากและเถา รักษาริดสีดวงจมูก
  • สรรพคุณจากเถา ราก ใบ เป็นยาแก้ไอ
  • สรรพคุณจากเถา เนื้อไม้ ราก เป็นยาถ่ายเส้นเอ็น
  • สรรพคุณจากเถา เนื้อไม้ ราก ใบ แก้อาการช้ำใน

ประโยชน์ของส้มกุ้ง

เป็นส่วนประกอบของอาหาร ผลสุกใช้รับประทานได้ ใบอ่อนและยอดอ่อนนำมารับประทานเป็นผักหรือนำมาใส่ในแกงส้มหรือแกงเลียงได้

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของส้มกุ้ง

– พบสาร christenbine, embelin, quercitol, D – querecitol, vilangin
– พิษของเมล็ดส้มกุ้งจากการทดลอง โดยทำการนำสารสกัดจากเมล็ดส้มกุ้งที่สกัดด้วยเอทานอล 50% เข้าที่ช่องท้องของหนูถีบจักร ผลการทดลองพบว่า หนูทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งเมื่อฉีดในปริมาณที่ 750 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
– ในปี ค.ศ. 1979 ณ ประเทศอินเดีย ได้ทำการทดลองใช้สารสกัดจากเมล็ดของส้มกุ้งในสัตว์ทดลอง พบว่า ส้มกุ้งสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
– ในปี ค.ศ. 1991 ณ ประเทศอินเดีย ได้ทำการทดลองให้หนูขาวกินสารสกัดจากเมล็ดส้มกุ้งที่สกัดด้วยเอทานอล 50% ขนาด 75 มิลลิกรัม เป็นเวลาติดต่อกัน 36 วัน พบว่า หนูผอมลงและมีระดับไขมันในเลือดลดลง

ส้มกุ้ง เป็นพืชที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักแต่นักวิจัยให้ความสนใจในเรื่องของสมุนไพรต้นส้มกุ้งมานานแล้ว ส้มกุ้งเป็นไม้เลื้อยที่มีผลกลมและมีสีดำเมื่อสุก สามารถนำผลและใบมารับประทานได้ มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ ช่วยลดเบาหวานและลดระดับน้ำตาลในเลือด ขับเสมหะ ดีต่อระบบปัสสาวะและระบบเลือดในร่างกาย

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ชนิด. (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก). “ส้มกุ้ง”. หน้า 152.
หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด. (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก). “ส้มกุ้ง”. หน้า 174.
Treeofthai. “ส้มกุ้ง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : treeofthai.com. [16 ก.ค. 2015].
พืชสมุนไพรโตนงาช้าง. “กลึงกล่อม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : paro6.dnp.go.th/web_km/พืชสมุนไพรโตนงาช้าง/. [23 มิ.ย. 2015].

กะทือพิลาส ไม้ประดับดอกสีสัน ช่วยรักษาอาการตาแดง มะเร็งลำไส้ใหญ่

0
กะทือพิลาส ไม้ประดับดอกสีสัน ช่วยรักษาอาการตาแดง มะเร็งลำไส้ใหญ่
กะทือพิลาส ช่อดอกเรียงซ้อนกันแน่นเป็นช่อสีเหลืองคล้ายรังผึ้ง ต้นแก่อาจจะมีสีส้มหรือสีแดง
กะทือพิลาส ไม้ประดับดอกสีสัน ช่วยรักษาอาการตาแดง มะเร็งลำไส้ใหญ่
กะทือพิลาส ช่อดอกเรียงซ้อนกันแน่นเป็นช่อสีเหลืองคล้ายรังผึ้ง ต้นแก่อาจจะมีสีส้มหรือสีแดง

กะทือพิลาส

กะทือพิลาส (Beehive ginger) มีดอกสีเหลืองทรงกระบอกโดดเด่นอยู่บนต้นและอาจจะมีสีแดงเมื่อต้นแก่ มีสีสันสดใสจึงนิยมนำมาเป็นไม้ประดับตกแต่ง ส่วนมากมักจะพบอยู่ทางภาคใต้ในประเทศไทยซึ่งชาวบ้านทางภาคใต้จะนิยมนำยอดอ่อนมาต้มกินเป็นผักแกล้ม กะทือพิลาสเป็นพืชพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมักจะพบตามพื้นที่เฉพาะจึงทำให้คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก นอกจากลักษณะที่โดดเด่นแล้วยังมีสรรพคุณทางยาต่อร่างกายด้วย

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของกะทือพิลาส

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber spectabile Griff.
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Beehive ginger” “Ginger wort” “Malaysian ginger”
ชื่อท้องถิ่น : มีชื่อเรียกอื่น ๆ ว่า “ไพลเหลือง ดาเงาะ”
ชื่อวงศ์ : วงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)

ลักษณะของกะทือพิลาส

กะทือพิลาส เป็นพืชล้มลุกที่มีเขตการกระจายพันธุ์ในมาเลเซีย ส่วนในประเทศไทยมักจะพบทางภาคใต้ โดยมักจะขึ้นในป่าดงดิบ ริมลำธารหรือตามชายป่า
เหง้า : มีเหง้าอยู่ใต้ดิน
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันเป็นรูปหอก
ดอก : ออกดอกเป็นช่อสีเหลืองคล้ายรังผึ้ง เมื่อแก่อาจจะเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง ดอกเป็นรูปทรงกระบอกแข็ง ช่อดอกเกิดจากใบประดับเรียงซ้อนกันแน่น กลีบรองดอกเป็นสีครีม ดอกย่อยเป็นรูปกรวย มีดอกขนาดเล็กสีม่วงดำจุดสีเหลืองสลับกันออกจากซอกของใบประดับซึ่งมีลักษณะคล้ายกับผีเสื้อลายจุดเกาะอยู่บนช่อดอก มักจะออกดอกในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน
ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปวงรี ติดผลในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม

สรรพคุณของกะทือพิลาส

  • สรรพคุณจากกะทือพิลาส เป็นยารักษาอาการตาแดง เป็นยาแก้ปวดศีรษะและปวดหลัง มีฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ มีเอนไซม์ Zerumbone synthase ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่
  • สรรพคุณจากเหง้า
    – ช่วยขับลม บรรเทาอาการปวดท้อง แก้ไอ แก้หืดและบำรุงน้ำนมสำหรับหญิงที่เพิ่งคลอดบุตร ด้วยการนำมาต้มแล้วดื่ม

ประโยชน์ของกะทือพิลาส

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร เป็นอาหารพื้นเมืองของทางภาคใต้ซึ่งนิยมนำยอดอ่อนมารับประทานเป็นผักลวกกินกับน้ำพริก
2. ปลูกเป็นไม้ประดับ ปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อตัดดอกขายหรือนำมาใส่แจกันประดับตกแต่ง

กะทือพิลาส ได้ชื่อว่าเป็นพรรณไม้เด่นแห่งฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงดอกบานพอดี ในประเทศไทยสามารถไปชมกะทือพิลาสได้ที่สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ มีดอกสีเหลืองหรือสีแดงโดดเด่นและสวยงามเหมาะที่จะเป็นไม้ประดับตกแต่ง มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ รักษาอาการตาแดง เป็นยาแก้ปวดศีรษะและปวดหลัง รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และบรรเทาอาการปวดท้อง นอกจากนั้นยังเป็นพืชที่นิยมทานของชาวภาคใต้อีกด้วย

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “กะทือพิลาส”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.qsbg.org. [24 ส.ค. 2015].
Christophe Wiart. (2012). “Medicinal Plants of China, Korea, and Japan: Bioresources for Tomorrow’s Drugs and Cosmetics”. CRC Press, pp. 70-71.
FORSYTH, Holly Kerr. (2007). “The Constant Gardener: A Botanical Bible”. Melbourne, Miegunyah Press, p. 100.
E. A. Weiss. (2002). “Spice Crops”. CABI, p. 338.
Beng Jin Chee. (September 2010). “The spectacular ginger : Zingiber spectabile Griffith”. Malaysian Naturalist, pp. 12-13.
N K Dubey. (2011). “Natural Products in Plant Pest Management”. CABI, p. 69.
Sadhu SK, Khatun A, Ohtsuki T, Ishibashi M.. (2007). “First isolation of sesquiterpenes and flavonoids from Zingiber spectabile and identification of zerumbone as the major cell growth inhibitory component.”. Natural Product Research, 21 (14): 1242–1247.

ผักขี้หูด หรือ “วาซาบิเมืองไทย” ผักพื้นบ้านทางภาคเหนือ ช่วยละลายนิ่วและขับน้ำดี

0
ผักขี้หูด หรือ “วาซาบิเมืองไทย” ผักพื้นบ้านทางภาคเหนือ ช่วยละลายนิ่วและขับน้ำดี
ผักขี้หูด คล้ายฝักถั่วและมีขนาดเล็ก ฝักเป็นสีเขียวอ่อน ปลายฝักแหลม ฝักหยักเป็นขอดปุ่ม รสชาติเผ็ดเล็กน้อย
ผักขี้หูด หรือ “วาซาบิเมืองไทย” ผักพื้นบ้านทางภาคเหนือ ช่วยละลายนิ่วและขับน้ำดี
ผักขี้หูด คล้ายฝักถั่วและมีขนาดเล็ก ฝักเป็นสีเขียวอ่อน ปลายฝักแหลม ฝักหยักเป็นขอดปุ่ม รสชาติเผ็ดเล็กน้อย มีดอกสีม่วง

ผักขี้หูด

ผักขี้หูด (Raphs caudatus) มีฝักเป็นขอดปุ่ม ๆ จึงเป็นที่มาของการเรียกว่า “ผักขี้หูด” นอกจากนั้นยังเป็นผักที่มีกลิ่นฉุนจึงมีชื่อเรียกยอดนิยมอีกชื่อว่า “วาซาบิเมืองไทย” เป็นผักที่รู้จักและใช้กันอย่างกว้างขวางทางภาคเหนือเพราะชอบขึ้นในที่ที่มีอากาศหนาวเย็นหรือมีความชุ่มชื้น ผักขี้หูดจึงเป็นผักพื้นบ้านทางภาคเหนือ มีดอกสีม่วงขาวสวยงามและเป็นต้นที่มีรสชาติเผ็ดเล็กน้อย ในด้านสมุนไพรนั้นผักขี้หูดอยู่ในตำรับยาพื้นบ้านล้านนาด้วย

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของผักขี้หูด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Raphs caudatus L.anu
ชื่อท้องถิ่น : ชาวบ้านเรียกว่า “ผักขี้หูด” มีชื่ออื่น ๆ ว่า “วาซาบิเมืองไทย” และ “ผักเปิ๊ก”
ชื่อวงศ์ : วงศ์ผักกาด (BRASSICACEAE หรือ CRUCIFERAE)
ชื่อพ้อง : Raphanus sativus var. caudatus (L.) Hook. f. & T. Anderson

ลักษณะของผักขี้หูด

ผักขี้หูด เป็นไม้ล้มลุกอายุ 1 – 2 ปี มักจะพบทางภาคเหนือเท่านั้น อาจพบทางภาคอีสานบ้างแต่ก็เฉพาะบนภูเขาสูง มักจะพบในที่อากาศหนาวเย็นหรือที่ที่มีความชุ่มชื้น
ลำต้น : ลำต้นตั้งตรงเป็นรูปทรงกลมหรือทรงกระบอก ส่วนกลางของลำต้นจะกลวง มีขนแข็งปกคลุมเล็กน้อย ต้นขึ้นเป็นกอเหมือนกับผักกาดเขียว ก้านใบแทงขึ้นจากดิน
ใบ : เป็นใบเดี่ยวสีเขียวอ่อนออกเรียงสลับกันเป็นกระจุกที่ผิวดิน ลักษณะของใบเป็นรูปวงรีแกมรูปช้อนและแกมรูปเส้น ใบจะอวบน้ำ ส่วนล่างของใบจะมีขอบใบที่เว้าหาเส้นกลางใบ ส่วนยอดตรงปลายจะมนหรือแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ผิวใบเรียบหรือมีขนเล็กน้อยคล้ายกับใบผักกาด
ดอก : ออกดอกเป็นช่อโดยจะออกที่ปลายกิ่งหรือตามซอกใบ มีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก เป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงดอกมี 4 กลีบ เป็นสีเขียว ส่วนกลีบมี 4 กลีบ กลีบดอกเป็นสีม่วง สีม่วงอมชมพูหรือสีขาว เมื่อต้นผักขี้หูดเจริญเติบโตจนได้ที่แล้วก้านดอกจะแทงยอดขึ้นมาจากกอต้นเป็นก้านยาวและจะมีดอกพราวตลอดก้านตั้งแต่ยอดกิ่งถึงโคนกิ่ง มักจะออกดอกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคม
ผล : เป็นผลแห้งและแตกได้ ลักษณะของผลคล้ายฝักถั่วและมีขนาดเล็ก ฝักเป็นสีเขียวอ่อน ปลายฝักแหลม ฝักหยักเป็นคอดเว้าข้อ ๆ ผนังด้านในของฝักจะอ่อนนุ่มคล้ายกับฟองน้ำ มักจะออกผลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์
เมล็ด : ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 2 – 10 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดกลมหรือค่อนข้างกลม

สรรพคุณของผักขี้หูด

  • สรรพคุณจากฝัก แก้หวัด
  • สรรพคุณจากฝักและใบ ช่วยทำให้เจริญอาหาร แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อและอาหารไม่ย่อย ช่วยละลายนิ่ว
  • สรรพคุณจากดอก ช่วยขับน้ำดี

ประโยชน์ของผักขี้หูด

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ดอกและฝักนำมารับประทานเป็นผักได้ทั้งสดและสุก ผักสดหรืออ่อนจะมีรสชาติเผ็ดเล็กน้อยคล้ายกับรสมัสตาร์ด หากนำไปต้มหรือทำให้สุกก็จะออกรสหวานมันคล้ายกับก้านดอกหอม นิยมปรุงในแกงแค แกงส้มกับปลาช่อน แกงส้มพริกสดใส่มะเขือเทศ แกงป่ากับหมูสามชั้น แกงผักขี้หูดใส่มดแดง แกงผักขี้หูดกับแหนมใส่ไข่หรือนำมาใช้ทำเป็นผัดผักขี้หูด และยังทานเป็นผักสดหรือลวกจิ้มกับน้ำพริกกะปิหรือน้ำพริกอ่องได้
2. เป็นยาไล่แมลง สามารถนำผักมาหมักผสมกับ EM ใช้เป็นยาไล่แมลงได้

คุณค่าทางโภชนาการของผักขี้หูด

คุณค่าทางโภชนาการของผักขี้หูดต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 30 แคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารอาหารที่ได้รับ
ไขมัน 1 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 5.6 กรัม 
โปรตีน 1.8 กรัม
ใยอาหาร 0.9 กรัม
วิตามินซี 52 มิลลิกรัม
แคลเซียม 60 มิลลิกรัม 
ฟอสฟอรัส 19 มิลลิกรัม 
เหล็ก 0.6 กรัม

คุณค่าทางโภชนาการของดอกและฝักอ่อนส่วนที่รับประทานได้ต่อ 100 กรัม ให้พลังงาน 15 แคลอรี

สารอาหาร ปริมาณสารอาหารที่ได้รับ
น้ำ 96.6%
โปรตีน 3.6 กรัม
ไขมัน 0.1 กรัม
ใยอาหาร 0.6 กรัม
เถ้า 0.4 กรัม
วิตามินเอ 772 หน่วยสากล
วิตามินบี1 0.11 มิลลิกรัม
วิตามินบี2 0.05 มิลลิกรัม
วิตามินบี3 1.10 มิลลิกรัม
วิตามินซี 125 มิลลิกรัม 
แคลเซียม 44 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 35 มิลลิกรัม
เหล็ก 1.8 มิลลิกรัม

ผักขี้หูด เป็นผักพื้นบ้านทางภาคเหนือที่นิยมนำมารับประทานเป็นผักสดหรือใส่ในแกงเผ็ดของทางเหนือ เป็นต้นที่มีรสชาติดีและยังเป็นยาสมุนไพรพื้นบ้านล้านนาด้วย มีคุณค่าทางโภชนาการและสามารถนำมาใช้เป็นยารักษาอาการได้ ผักขี้หูดมีสรรพคุณทางยาได้หลายส่วนจากต้นโดยเฉพาะส่วนของฝักและใบ มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ ช่วยละลายนิ่ว ช่วยขับน้ำดี แก้หวัด แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อและอาหารไม่ย่อย เป็นต้นที่ดีต่อระบบย่อยอาหารในร่างกาย

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ผักขี้หูด”. หน้า 183.
บทความวิทยุรายการสาระความรู้ทางการเกษตร, งานศูนย์บริการวิชาการและฝึกอบรม ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ, คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่. “เรื่องผักขี้หูด”. (ดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: natres.psu.ac.th. [24 เม.ย. 2014].
ผักพื้นบ้านในประเทศไทย, กรมส่งเสริมการเกษตร. “ผักขี้หูด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: 203.172.205.25/ftp/intranet/Research_AntioxidativeThaiVegetable/. [24 เม.ย. 2014].
หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ เล่ม 2. “ขี้หูด”. (รัตนา พรหมพิชัย). หน้า 714.
รายการคลินิกเกษตร ช่อง 3.

การะเกด ดอกหอมละมุน ช่วยบำรุงหัวใจ แก้เจ็บอก แก้เจ็บคอ แก้เสมหะ

0
การะเกด ดอกหอมละมุน ช่วยบำรุงหัวใจ แก้เจ็บอก แก้เจ็บคอ แก้เสมหะ
การะเกด เป็นต้นที่มีผลสีสดใสมี ผลแก่รสคล้ายสับปะรดและนำมารับประทานได้ พบตามชายหาดและพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล
การะเกด ดอกหอมละมุน ช่วยบำรุงหัวใจ แก้เจ็บอก แก้เจ็บคอ แก้เสมหะ
การะเกด เป็นต้นที่มีผลสีสดใสมี ผลแก่รสคล้ายสับปะรดและนำมารับประทานได้ พบตามชายหาดและพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล

การะเกด

การะเกด (Screwpine) เป็นต้นที่มีผลสีสดใสและโดดเด่นอยู่บนต้น อีกทั้งต้นก็ยังมีรูปร่างแปลกตาและมีดอกหอม ผลแก่จะมีรสคล้ายสับปะรดและนำมารับประทานได้ เป็นต้นที่คนไทยโบราณนำมาใช้ประโยชน์หลากหลาย ในตอนนี้คนไทยเราก็คงจะรู้จักคำว่าการะเกดเพราะความโด่งดังของละครไทยเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ที่เป็นละครยอดฮิต ซึ่งตัวละครนางเอกนั้นมีชื่อว่า “การะเกด” ซึ่งเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่สตรีโบราณนิยมนำดอกมาใส่หีบเพื่ออบกลิ่นเสื้อผ้าให้หอม นอกจากความโดดเด่นของต้นแล้วนั้นการะเกดยังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพรอีกด้วย

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของการะเกด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pandanus tectorius Parkinson ex Du Roi
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Screwpine”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “เตยทะเล” จังหวัดกรุงเทพมหานครเรียกว่า “การะเกด การะเกดด่าง ลำเจียกหนู”
ชื่อวงศ์ : วงศ์เตยทะเล (PANDANACEAE)

ลักษณะของการะเกด

การะเกด เป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นที่มีเขตการกระจายพันธุ์ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน มักจะพบตามชายหาดและพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล
ลำต้น : มักแตกกิ่งก้านสาขา มีรูปทรงคล้ายต้นเตย
ราก : มีรากอากาศค่อนข้างยาวและใหญ่
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงเวียนสลับกันเป็น 3 เกลียวที่ปลายกิ่ง ลักษณะของใบเป็นรูปรางน้ำ แผ่นใบค่อย ๆ เรียวแหลมไปหาปลายใบ แผ่นใบด้านล่างมีนวล
ดอก : ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ต่างต้นกัน ดอกจะออกที่ปลายยอดและมีจำนวนมาก ติดอยู่บนแกนช่อ ไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก โดยช่อดอกเพศผู้จะมีลักษณะตั้งตรง มีกาบสีนวลหุ้มและมีกลิ่นหอม ช่อดอกเพศเมียมีลักษณะค่อนข้างกลม ประกอบไปด้วยเกสรเพศเมียเชื่อมติดกันเป็นกลุ่ม ที่ปลายมีลักษณะหยักตื้นเป็นร่องระหว่างยอดเกสรเพศเมีย ยอดเกสรเพศเมียจะเรียงกันเป็นวง
ผล : ลักษณะของผลจะเบียดกันแน่นเป็นก้อนกลม เมื่อสุกจะมีกลิ่นหอม โคนสีเหลือง ตรงกลางเป็นสีแดง ส่วนตรงปลายยอดเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ผลที่สุกแล้วจะมีโพรงอากาศจำนวนมาก

สรรพคุณของการะเกด

  • สรรพคุณจากดอก เป็นยาหอม ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ เป็นยาแก้โรคในอก แก้เจ็บอก แก้เจ็บคอ แก้เสมหะ บำรุงหัวใจ และบำรุงธาตุ
  • สรรพคุณจากยอด
    – ช่วยสตรีหลังคลอด ด้วยการนำยอดมาต้มกับน้ำให้สตรีดื่มตอนหลังคลอดบุตรใหม่ ๆ

ประโยชน์ของการะเกด

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ผลแก่และดอกหอมนำมารับประทานได้
2. เป็นสารให้ความหอม ดอกใช้อบกลิ่นเสื้อผ้าให้หอมสำหรับสตรีโบราณ
3. ใช้ในอุตสาหกรรม ใบนำมาใช้ในงานจักสานทำเป็นเครื่องมือใช้สอยต่าง ๆ อย่างกระสอบ เสื่อ หมวกและกระเป๋า ในสมัยก่อนนำดอกไปเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวหรือมันหมูเพื่อปรุงเป็นน้ำมันใส่ผม
4. ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกมีกลิ่นหอมและปลูกเลี้ยงง่าย เหมาะสำหรับปลูกตามที่ชื้นแฉะหรือริมฝั่งน้ำ

การะเกด เป็นต้นที่นิยมสำหรับคนไทยมาตั้งแต่โบราณและเป็นวัตถุดิบสำคัญของงานหัตถกรรม เป็นไม้ดั้งเดิมที่คู่ควรกับคนไทยมานาน ดอกของการะเกดสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายโดยเฉพาะการนำมาใช้อบกลิ่นเสื้อผ้าให้หอมสำหรับสตรีโบราณ นอกจากนั้นยังคู่ควรแก่การปลูกประดับอีกด้วย การะเกดมีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ บำรุงหัวใจ เป็นยาแก้โรคในอก แก้เจ็บอก แก้เจ็บคอและแก้เสมหะได้

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
ข้อมูลพรรณไม้, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “การะเกด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.rspg.or.th/plants_data/. [12 ก.ย. 2015].
สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “การะเกด”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.rspg.or.th/plants_data/herbs/. [12 ก.ย. 2015].
มูลนิธิหมอชาวบ้าน. นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 312 คอลัมน์ : ต้นไม้ใบหญ้า. (เดชา ศิริภัทร). “การะเกด : ความหอมในกลิ่นอายชาตินิยม”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.doctor.or.th. [12 ก.ย. 2015].

อาชาชา ราชินีแห่งผลไม้เมืองร้อน กระตุ้นคอลลาเจน และช่วยรักษาอาการท้องผูก

0
อาชาชา ราชินีแห่งผลไม้เมืองร้อน กระตุ้นคอลลาเจน และช่วยรักษาอาการท้องผูก
อาชาชา เป็นไม้พื้นเมืองในป่าโบลิเวียรสชาติรสหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอมคล้ายมังคุด ช่วยรักษาความดันโลหิตสูงได้
อาชาชา ราชินีแห่งผลไม้เมืองร้อน กระตุ้นคอลลาเจน และช่วยรักษาอาการท้องผูก
อาชาชา เป็นไม้พื้นเมืองในป่าโบลิเวียรสชาติรสหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอมคล้ายมังคุด ช่วยรักษาความดันโลหิตสูงได้

อาชาชา

อาชาชา (Achacha) เป็นไม้พื้นเมืองมีถิ่นกำเนิดในป่าโบลิเวีย กายอานาและแคริบเบียนรสชาติรสหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหอมคล้ายมังคุด สามารถช่วยรักษาความดันโลหิตสูงได้ แต่ผลสุกอาชาช่าจะมีลักษณะคล้ายมะปรางเนื้อขาวปุยฝ้ายคล้ายกระท้อน Achacha อุดมไปด้วยสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำ 80% นอกเหนือจากเกลือแร่ เช่น โฟเลต โพแทสเซียม แคลเซียม ทองแดง แมกนีเซียม และวิตามินซี

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของอาชาช่า

ชื่อสามัญ achachairú หรือ achacha
ชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Garcinia humilis selectum
ตระกูล Clusiaceae เดียวกับมังคุด

ลักษณะของอาชาช่า

ลำต้น : ต้นไม้ขนาดเล็กที่เติบโตได้ประมาณ 6-10 เมตร ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เซนติเมตร
ใบ : ใบอ่อนมีสีชมพู ส่วนใบแก่จะมีสีเขียวมันวาว ทรงเรียวยาวประมาณ 15-28 เซนติเมตร และกว้าง 4–8 เซนติเมตร
ดอก : สีขาว 4-5 ดอก บนก้านดอกยาว 2 เซนติเมตร เกสรตัวผู้ 20–34 กลีบ ดอกเพศผู้มีความยาว 9.5–12 มิลลิเมตร มีเกสรตัวผู้ 26–28 อัน
ผล : ผลอ่อนสีส้มอมเหลือง ผลสุกสีส้มแดง ผิวหนาแข็ง ผลกลมยาวประมาณ 5.5-6 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 4.4–5 เซนติเมตร เนื้อในสีขาวแยกออกจากเปลือกได้ง่าย
เมล็ด : เมล็ดของอาชาช่ามีประมาณ1-4 เมล็ด เมล็ดมีสีน้ำตาล

ประโยชน์ต่อสุขภาพของอาชาช่า

  • ช่วยบำรุงกระดูก
  • ช่วยรักษาอาการท้องผูก
  • ช่วยรักษาความดันโลหิตสูง
  • ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และหลอดเลือด
  • ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
  • สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยชะลอกระบวนการชราของผิว
  • ช่วยป้องกันการพิการแต่กำเนิดในทารก
  • ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ช่วยในการผลิตคอลลาเจน
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อที่ส่วนบนของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่

นอกจากนี้ เปลือกของ Achacha ยังเป็นแหล่งของ hydroxycitrate ซึ่งสกัดมาจากกรดซิตริกโดยธรรมชาติ hydroxycitrate เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักหลายๆชนิดอีกด้วย ซึ่งเครื่องดื่มจากเปลือกAchacha ก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่นำเปลือกล้างให้สะอาดแล้วปั่นให้ละเอียด เติมน้ำลงไป แล้วแช่ค้างคืนไว้หนึ่งคืน ก็ได้เครื่องดื่มที่ควบคุมน้ำหนักได้

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

ต้นฝักไอติม กินได้ดีต่อสุขภาพไขมันต่ำ รสชาติเหมือนไอติมวานิลา

0
ต้นฝักไอติม กินได้ดีต่อสุขภาพไขมันต่ำ รสชาติเหมือนไอติมวานิลา
ต้นฝักไอติม เป็นพืชตระกูลถั่ว ฝักมีลักษณะคล้ายกับถั่วฝักดาบ เนื้อสุกฟูปุยคล้ายกระท้อน รสหวานคล้ายไอติมวานิลลา
ต้นฝักไอติม กินได้ดีต่อสุขภาพไขมันต่ำ รสชาติเหมือนไอติมวานิลา
ต้นฝักไอติม เป็นพืชตระกูลถั่ว ฝักมีลักษณะคล้ายกับถั่วฝักดาบ เนื้อสุกฟูปุยคล้ายกระท้อน รสหวานคล้ายไอติมวานิลลา

ต้นฝักไอติม

ต้นฝักไอติม (Ice Cream Bean) เป็นพืชตระกูลถั่ว (Leguminosae หรือ Fabaceae) ฝักมีลักษณะคล้ายกับถั่วฝักดาบ มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้และอเมริกากลางเป็นพืชที่ใช้เป็นอาหารของชาวินคาและชาวอเมซอน เนื้อด้านในฝักมีปุยฝ้ายสีขาวห่อหุ้มเมล็ดสีดำข้างในอีกชั้นกินได้ รสชาติหวานคล้ายไอติมวานิลลา นอกจากรสชาติที่อร่อยแล้ว ต้นฝักไอศครีมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมายใช้ประโยชน์ได้ทั้ง ฝัก เมล็ด และใบอุดมไปด้วยวิตามิน A, B และ C ไฟเบอร์ โปรตีน และสารต้านอนุมูลอิสระ

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของต้นฝักไอศครีม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Inga edulis MartInga
ชื่อสามัญ : อังกฤษ Ice Cream Bean สเปน chalaite บราซิล abaremotemo ไอศกรีมถั่ว กัวมา กัวบา กวานิกิล

ลักษณะของต้นฝักไอศครีม

ลำต้น : ต้นถั่วไอติมสูงถึง 30 เมตร ลำต้นสีเทาซีด มีอายุประมาณ 30-50 ปี
ใบไม้ : ใบทรงยาวมนสีเขียวเข้ม มีเยื่อบาง มีขนเล็กน้อย ใบแยกออกจากก้านเรียงสลับซ้ายขวา ใบยาว 10-30 ซม. มี 4 ถึง 6 คู่ตรงข้าม
ดอก : ดอกสีขาว กลิ่นหอม ช่อดอกที่มีเกสรตัวผู้ยาวสีขาวจำนวนมากนำละอองเรณู
ผล/ฝัก : ฝักแบนยาวสีเขียวแกมน้ำตาล ยาวประมาณ 1 ฟุต
เมล็ด : สีม่วงดำขนาดใหญ่
การขยายพันธุ์ : เมล็ดจะงอกเองภายในฝักและตกลงในดินเจริญเติบโตได้เองตามธรรมชาติ

ประโยชน์ต่อสุขภาพของต้นฝักไอศครีม

  • ช่วยปรับสมดุลน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี LDL
  • ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
  • ช่วยในการลดน้ำหนัก
  • ช่วยเผาผลาญไขมันและลดความอยากอาหาร ทำให้อิ่มนาน
  • รักษาอาการท้องผูก
  • ช่วยรักษาอาการปวดศีรษะ
  • การรักษาโรคบิด
  • ป้องกันการอักเสบของเนื้อเยื่อภายในร่างกาย
  • ช่วยให้กระดูกแข็งแรงและรักษาโรคไขข้อ
  • ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง
  • ช่วงล้างสารพิษ
  • ช่วยในการย่อยอาหาร
  • บำรุงสายตา และป้องอาการตาบอดกลางคืน หรือต้อกระจก
  • บำรุงหัวใจ
  • สร้างมวลกล้ามเนื้อ
  • ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลาย
  • ช่วยการรักษาความยืดหยุ่นของผิว

ต้นฝักไอศครีม เนื้อสุกมีลักษณะคล้ายปุยฝ้าย รสหวาน มีทั้งแบบฝักสั้นและฝักยาว มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องที่ บางแห่งเรียกว่าถั่วอินคา (Inga bean) และยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

แคทะเล ไม้แถบชายทะเลที่มีสรรพคุณบำรุงเลือด แก้ไข้ แก้ปวดประสาทและแก้โรคชัก

0
แคทะเล ไม้แถบชายทะเลที่มีสรรพคุณบำรุงเลือด แก้ไข้ แก้ปวดประสาทและแก้โรคชัก
แคทะเล มีดอกสีขาวและฝักเรียวยาวและโค้งงอบิดเป็นเกลียว
แคทะเล ไม้แถบชายทะเลที่มีสรรพคุณบำรุงเลือด แก้ไข้ แก้ปวดประสาทและแก้โรคชัก
แคทะเล มีดอกสีขาวและฝักเรียวยาวและโค้งงอบิดเป็นเกลียว

แคทะเล

แคทะเล (Mangrove trumpet tree) เป็นไม้ยืนต้นที่มักจะขึ้นในป่าโกงกางหรือริมชายทะเลที่มีน้ำทะเลท่วมถึง เป็นพืชที่มักจะพบในภาคใต้และมีต้นที่สวยงาม มีดอกสีขาวและฝักที่โดดเด่นอยู่บนต้น สามารถนำแคทะเลมารับประทานได้และเป็นไม้ที่มีสรรพคุณทางยามากกว่าที่คิด เป็นไม้ปลูกประดับและนำเนื้อไม้มาใช้ในอุตสาหกรรมได้

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของแคทะเล

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dolichandrone spathacea (L.f.) Seem.
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Tui” “Mangrove trumpet tree”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “แคน้ำ แคนา แคป่า แคน้ำทะเล” ภาคเหนือเรียกว่า “แคฝา แคตุ้ย แคปี่ฮ่อ แคแหนแห้”
ชื่อวงศ์ : วงศ์แคหางค่าง (BIGNONIACEAE)
ชื่อพ้อง : Bignonia spathacea L.f.

ลักษณะของแคทะเล

แคทะเล เป็นไม้ยืนต้นที่มีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า เวียดนาม ภูมิภาคมาเลเซีย หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ในประเทศไทยจะพบต้นแคทะเลได้เฉพาะทางภาคกลางและภาคใต้ในแถบจังหวัดชายฝั่งทะเล
เปลือก : เปลือกเป็นสีเทาเรียบหรือแตกเป็นร่องตื้น ๆ และมีช่องอากาศอยู่ตามลำต้น จะแตกกิ่งก้านน้อยและต่ำ เป็นเรือนยอดแผ่กว้าง กิ่งอ่อนมักมีเมือกเหนียว แต่ละส่วนเมื่อแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่เรียงตรงข้ามกัน ใบย่อยเป็นรูปไข่ไปจนถึงรูปใบหอก ปลายใบแหลมยาว ส่วนโคนใบเบี้ยวหรือแหลมไปจนถึงกลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบมีลักษณะเกลี้ยง มีต่อมประปรายบนเส้นกลางใบและด้านล่างของท้องใบ
ดอก : ออกดอกเป็นช่อ กลีบเลี้ยงคล้ายกาบรูปขอบขนาน ส่วนกลีบดอกเป็นรูปแตรสีขาว หลอดกลีบส่วนโคนเรียวและแคบ หลอดกลีบส่วนปลายจะบานออกเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็นกลีบ 5 กลีบตื้น ๆ ออกดอกเกือบตลอดทั้งปีแต่จะออกมากในช่วงเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคม
ผล : ผลเป็นฝักเรียวยาวและโค้งงอ เมื่อแห้งจะแตกออกเป็นสองซีกและบิดเป็นเกลียว ออกผลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน
เมล็ด : ภายในฝักมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หนา แบนและมีปีก

สรรพคุณของแคทะเล

  • สรรพคุณจากราก บำรุงโลหิต แก้ไข้ ขับเสมหะ แก้โลหิต
  • สรรพคุณจากเมล็ด เป็นยาแก้อาการปวดประสาท แก้โรคชัก
  • สรรพคุณจากดอก แก้ไข้
  • สรรพคุณจากใบ แก้ไข้ เป็นยาบ้วนปาก แก้อาการคัน เป็นยาพอกรักษาแผล
  • สรรพคุณจากเปลือก เป็นยาแก้อาการท้องอืดและท้องเฟ้อ

ประโยชน์แคทะเล

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ดอกและยอดสามารถนำมาใช้รับประทานเป็นผักได้
2. ปลูกเป็นไม้ประดับ
3. ใช้ในอุตสาหกรรม เนื้อไม้สามารถนำมาใช้ทำเป็นเครื่องเรือนและหีบสำหรับใส่สิ่งของได้

แคทะเล ไม้ยืนต้นในป่าชายเลนหรือป่าโกงกางที่มีดอกสีขาวโดดเด่น สามารถนำต้นมารับประทานและนำมาเป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมได้ มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ ช่วยบำรุงเลือด แก้ไข้ แก้ปวดประสาทและแก้โรคชัก เป็นไม้ริมทะเลชนิดหนึ่งที่ช่วยรักษาอาการต่าง ๆ ได้

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “แคทะเล”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.dnp.go.th/botany/. [24 ธ.ค. 2013].
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ. “แคทะเล”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.nectec.or.th. [26 ธ.ค. 2013].
ระบบจัดการฐานความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กลุ่มงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. “แคทะเล”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: biodiversity.forest.go.th. [26 ธ.ค. 2013].
สวนพฤกษศาสตร์ ตามพระราชเสาวนีย์ฯ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. “แคน้ำ”. [ ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.dnp.go.th/pattani_botany. [26 ธ.ค. 2013].
รายวิชาชายฝั่งทะเล กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนท้ายหาด. “แคทะเล”. (วรรณี ทัฬหกิจ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.geocities.ws/Jukkrit_L/. [26 ธ.ค. 2013].
bioGANG. “แคทะเล”. (hedhom). อ้างอิงใน: กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.biogang.net. [26 ธ.ค. 2013].
A Guide to Mangroves of Singapore. “Tui”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: mangrove.nus.edu.sg. [26 ธ.ค. 2013].

เฟื่องฟ้า ราชินีแห่งไม้ประดับ เป็นทั้งยารักษาและความสวยงามให้กับบ้าน

0
เฟื่องฟ้า ราชินีแห่งไม้ประดับ เป็นทั้งยารักษาและความสวยงามให้กับบ้าน
เฟื่องฟ้า เป็นต้นไม้ในไทย มีความสวยงาม มีสรรพคุณทางยา ดอกนำมาชุบแป้งทอดเพื่อรับประทานได้
เฟื่องฟ้า ราชินีแห่งไม้ประดับ เป็นทั้งยารักษาและความสวยงามให้กับบ้าน
เฟื่องฟ้า เป็นต้นไม้ในไทย มีความสวยงาม มีสรรพคุณทางยา ดอกนำมาชุบแป้งทอดเพื่อรับประทานได้

เฟื่องฟ้า

เฟื่องฟ้า (Paper flower) เป็นต้นไม้ในไทยที่โด่งดังและมีความสวยงามจนนิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย สามารถพบได้ทั่วไปในประเทศไทยและยังเป็นต้นไม้มงคลที่สำคัญ เชื่อกันว่าหากบ้านใดปลูกเฟื่องฟ้าจะช่วยเสริมสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตของเรามากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นไม้ที่ได้ชื่อว่า “ราชินีแห่งไม้ประดับ” เหมาะอย่างมากในการปลูกประดับสถานที่หรือในบ้าน นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณทางยาได้ด้วย และยังสามารถนำดอกมาชุบแป้งทอดเพื่อรับประทานได้ด้วยเช่นกัน

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของเฟื่องฟ้า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bougainvillea glabra Choisy
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Paper flower” “Bougainvillea”
ชื่อท้องถิ่น : ภาคกลางเรียกว่า “ตรุษจีน” ภาคเหนือเรียกว่า “ดอกกระดาษ ดอกโคม” จังหวัดกรุงเทพมหานครเรียกว่า “ดอกต่างใบ” จีนกลางเรียกว่า “เย่จื่อฮวา จื่อซานฮวา”
ชื่อวงศ์ : วงศ์บานเย็น (NYCTAGINACEAE)

ประวัติเฟื่องฟ้า

เฟื่องฟ้า ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1766 – 1769 ในประเทศบราซิลโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส และเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2423 หรือในรัชกาลที่ 5 มีการนำพันธุ์ของต้นเฟื่องฟ้าเข้ามาจากประเทศสิงคโปร์และนำเข้าจากต่างประเทศมากมาย จากนั้นเฟื่องฟ้ากลายเป็นที่นิยมและเกิดสายพันธุ์ใหม่เนื่องจากเฟื่องฟ้าเป็นไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย
การใช้ดอกเฟื่องฟ้าเป็นยาในประเทศจีน ในประเทศจีนนำเฟื่องฟ้ามาใช้เป็นยาโดยใช้ดอกที่มีสีม่วงหรือสีแดง แต่ไม่นิยมใช้ดอกสีขาว

ลักษณะของเฟื่องฟ้า

เฟื่องฟ้า เป็นไม้ยืนต้นประเภทพุ่มกึ่งเลื้อยที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศบราซิล สามารถพบได้ตามที่สาธารณะทั่วไปในประเทศไทย
ลำต้น : ลำต้นมีลักษณะกลมใหญ่ เนื้อแข็ง ผิวเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาล เปราะและหักได้ง่าย มีหนามขึ้นตามลำต้นอยู่เหนือใบ ต้นเป็นทรงพุ่มที่สามารถตัดแต่งและบังคับทิศทางการเจริญเติบโตได้
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันเป็นรูปไข่ รูปวงรีหรือรูปหัวใจ ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเป็นสีเขียว ผิวใบเรียบ ใบบางและมีหนามอยู่ตามง่ามใบ
ดอก : ออกดอกเป็นกระจุกตามง่ามใบและปลายกิ่ง ในหนึ่งดอกจะมีใบดอก 3 ใบเชื่อมติดกัน มีเกสรเป็นรูปทรงกระบอกสีเขียว สามารถพบได้หลายสี ได้แก่ สีม่วง สีแดง สีขาว สีชมพู สีเหลือง เป็นต้น ดอกมีลักษณะบางคล้ายกับกระดาษ ลักษณะเป็นรูปไข่ปลายแหลม
ผล : ผลมีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นสัน 5 เหลี่ยม เปลือกแข็งและมีเมล็ดติดกับเปลือก

สรรพคุณของเฟื่องฟ้า

  • สรรพคุณจากดอก ช่วยบำรุงหัวใจและระบบขับถ่าย
    – เป็นยาสุขุมที่ออกฤทธิ์ต่อตับ เป็นยาแก้ประจำเดือนมาผิดปกติหรือไม่มา รักษาอาการตกขาวของสตรี ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ด้วยการใช้ดอกที่เป็นยาแห้งครั้งละ 10 – 15 กรัม มาต้มกับน้ำแล้วดื่มหรือใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยาตามที่ต้องการได้
  • สรรพคุณจากรากของเฟื่องฟ้าดอกขาว เป็นยาแก้พิษต่าง ๆ

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของเฟื่องฟ้า

เฟื่องฟ้าพบสารจำพวก Bougainvillein เช่น Betanidinm Bougainvillea, 6-o-B-Sophoroside, Verbascose Isobetanidin เป็นต้น

ประโยชน์ของเฟื่องฟ้า

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร นำดอกเฟื่องฟ้ามาชุบแป้งทอด
2. เป็นไม้ปลูกประดับ นิยมปลูกลงกระถาง ปลูกในสวน ปลูกตามที่สาธารณะในประเทศไทย เป็นต้นที่นิยมเนื่องจากดูแลรักษาได้ง่ายและทนความแล้งได้ดี เมื่อมีอากาศเย็นจะมีดอกออกเต็มต้น
3. เป็นความเชื่อ คนไทยโบราณมีความเชื่อว่า หากบ้านใดปลูกต้นเฟื่องฟ้าไว้เป็นไม้ประจำบ้านจะสามารถช่วยสร้างคุณค่าของชีวิตให้สูงขึ้น และยังเชื่อกันว่าต้นเฟื่องฟ้าเป็นไม้มงคลสำคัญของตรุษจีนเพราะต้นเฟื่องฟ้าสามารถออกดอกได้บานสะพรั่งในช่วงเทศกาลตรุษจีน ดังนั้นจึงเชื่อว่าเมื่อช่วงดอกเฟื่องฟ้าบานจะแสดงถึงความเบิกบาน สว่างไสวและความรุ่งเรืองที่ก้าวไกลแห่งชีวิต ควรปลูกต้นเฟื่องฟ้าไว้ทางทิศตะวันออกและผู้ปลูกควรปลูกในวันพุธ ทั้งนี้ผู้ปลูกควรเป็นสตรีเพราะเฟื่องฟ้าเป็นราชินีแห่งไม้ประดับจึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับสุภาพสตรี

วิธีการทำเมนู “ดอกเฟื่องฟ้าชุบแป้งทอด”

1. นำดอกเฟื่องฟ้ามาชุบในแป้งชุบทอด
2. รอให้น้ำมันร้อนจัดแล้วใส่ดอกเฟื่องฟ้าที่ชุบแป้งลงไปทอดจนเหลืองกรอบ
3. จากนั้นตักขึ้นมารอจนน้ำมันสะเด็ด
4. นำมารับประทานกับน้ำจิ้ม

เฟื่องฟ้า เป็นไม้ประดับที่สำคัญของคนไทยเนื่องจากเป็นไม้มงคลและนิยมปลูกกันในที่สาธารณะเป็นจำนวนมาก เป็นไม้ที่มีดอกหลากหลายสีและหลายสายพันธุ์ นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณทางยาในการรักษาได้ด้วย หากบ้านใดปลูกเฟื่องฟ้าและอยากรับประทานดอกก็สามารถนำมาชุบแป้งทอดได้ ดอกจะมีรสขมฝาดแต่จะมีรสชาติดีเมื่อรับประทานกับน้ำจิ้ม มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ ช่วยบำรุงหัวใจและระบบขับถ่าย แก้ประจำเดือนมาผิดปกติ แก้พิษและช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

เฟื่องฟ้า ราชินีแห่งไม้ประดับ เป็นทั้งยารักษาและความสวยงามให้กับบ้าน
เฟื่องฟ้า เป็นต้นไม้ในไทย มีความสวยงาม มีสรรพคุณทางยา ดอกนำมาชุบแป้งทอดเพื่อรับประทานได้
เฟื่องฟ้า,ตรุษจีน,ดอกกระดาษ,ดอกโคม,ดอกต่างใบ,เย่จื่อฮวา

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. “เฟื่องฟ้า”. (วิทยา บุญวรพัฒน์). หน้า 412.
สวนพฤกษศาสตร์คลองไผ่, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “เฟื่องฟ้า” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/kp_bot_garden/kpb.htm. [11 พ.ค. 2014].
ไขปริศนา พฤกษาพรรณ, สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล. “เฟื่องฟ้า”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.il.mahidol.ac.th/e-media/plants/. [11 พ.ค. 2014].
โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย. “ต้นเฟื่องฟ้า”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.suriyothai.ac.th. [11 พ.ค. 2014].
ไทยรัฐออนไลน์. “ผลิตขนมดอกไม้สีรุ้ง ความสวยงามที่บริโภคได้”. (ผศ.อุจิตชญา จิตรวิมล). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.thairath.co.th. [11 พ.ค. 2014].

โผงเผง ยาสมุนไพรของชาวพื้นบ้าน ช่วยทำให้นอนหลับ แก้ไข้ แก้ปัสสาวะขัด

0
โผงเผง ยาสมุนไพรของชาวพื้นบ้าน ช่วยทำให้นอนหลับ แก้ไข้ แก้ปัสสาวะขัด
โผงเผง ยาสมุนไพรของชาวพื้นบ้าน ช่วยทำให้นอนหลับ แก้ไข้ แก้ปัสสาวะขัด
โผงเผง เป็นพืชในตระกูลถั่ว มีดอกสีเหลืองสด ใบนำมาบดให้เป็นผงละเอียดเป็นยาลูกกลอน

โผงเผง

โผงเผง (Senna hirsuta) เป็นพืชในตระกูลถั่วที่มีดอกสีเหลืองสดโดดเด่นอยู่บนต้น เป็นต้นที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักกันมากนักในประเทศไทยแต่ค่อนข้างโด่งดังในเรื่องแก้อาการนอนไม่หลับ ต้นโผงเผงนั้นเป็นยาสมุนไพรสำหรับชาวพื้นบ้าน อยู่ในตำรับยาพื้นบ้านล้านนา ยาสมุนไพรของชาวเขาเผ่าลี นอกจากจะเป็นยาแล้วยังเป็นอาหารยอดนิยมของสัตว์อย่างโคหรือกระบืออีกด้วย โผงเผงเป็นต้นที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีต่อร่างกายอีกชนิดหนึ่งที่คนนอนไม่หลับควรสนใจ

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของโผงเผง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Senna hirsuta (L.) H.S.Irwin & Barneby
ชื่อท้องถิ่น : จังหวัดเชียงใหม่เรียกว่า “โผงเผง” จังหวัดปราจีนบุรีเรียกว่า “รางจืดต้น” จังหวัดนครศรีธรรมราชเรียกว่า “ดับพิษ” คนเมืองเรียกว่า “ลำมึนหลวง” ชาวกะเหรี่ยงแดงเรียกว่า “อิเฉ่อะโชเหมาะ” ปะหล่องเรียกว่า “สะหน่ำสะอี้”
ชื่อวงศ์ : วงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE)
ชื่อพ้อง : Cassia hirsuta L.

ลักษณะของต้นโผงเผง

โผงเผง เป็นไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็กที่มักจะพบขึ้นทั่วไปในพื้นที่ริมป่า ตามป่าละเมาะหรือในพื้นที่เสื่อมโทรม
ลำต้น : ลำต้นตั้งตรง มีขนและมีกลิ่นเหม็นเขียว
ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับกัน มีใบย่อยประมาณ 4 – 5 คู่ โดยคู่บนสุดจะมีใบขนาดใหญ่กว่าคู่ล่าง ใบย่อยเป็นรูปไข่ รูปขอบขนาน รูปขอบขนานแกมรูปไข่หรือเป็นรูปใบหอก แผ่นใบมีขนละเอียดขึ้นปกคลุมอยู่หนาแน่นทั้งสองด้าน
ดอก : ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกมีดอกย่อยประมาณ 2 – 4 ดอก กลีบดอกเป็นสีเหลืองสด อับเรณูเป็นสีน้ำตาลแกมสีเหลือง ส่วนยอดเกสรเพศเมียเป็นสีเขียวอ่อน ก้านชูเกสรเพศเมียมีปุยขนยาวสีขาว
ผล : ลักษณะของผลเป็นฝักโค้งเล็กน้อย มีขนละเอียดปกคลุมอยู่หนาแน่น ขอบเป็นสันเหลี่ยม
เมล็ด : ภายในผลมีเมล็ดเป็นจำนวนมาก เมล็ดเป็นสีม่วงดำ มีรูปร่างแบน

สรรพคุณของโผงเผง

  • สรรพคุณจากใบ
    – เป็นยาแก้ไข้ ตำรับยาของชาวล้านนาจะนำใบโผงเผงผสมกับรากขางครั่งแล้วนำมาบดให้เป็นผงละเอียดเพื่อทำเป็นยาลูกกลอน
  • สรรพคุณจากราก
    – เป็นยาแก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการนำรากมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม
    – เป็นยาแก้เบื่อเมา ด้วยการนำรากมาฝนกับน้ำแล้วดื่ม
    – แก้อาการปัสสาวะขัดหรือท้องผูก ด้วยการนำรากมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม
  • สรรพคุณจากเมล็ด
    – แก้อาการปัสสาวะขัดหรือท้องผูก ด้วยการนำเมล็ดมาคั่วแช่ในน้ำแล้วดื่ม
  • สรรพคุณจากทั้งต้น
    – ดีต่อสตรีหลังคลอดบุตร ชาวเขาเผ่าลีซอจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มแล้วให้สตรีหลังคลอดดื่ม

ประโยชน์ของโผงเผง

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ยอดอ่อนนำมาลวกเป็นผักจิ้มกับน้ำพริก
2. ใช้ในการเกษตร ใบและยอดอ่อนเป็นอาหารของสัตว์แทะเล็ม เช่น โค กระบือ

คุณค่าทางโภชนาการของใบโผงเผงรวมก้านใบย่อยและยอดอ่อน

สารอาหาร ปริมาณสารอาหาร
โปรตีน 15.95%
คาร์โบไฮเดรต 46.86% 
ไขมัน 6.21%
ใยอาหาร 22.08%
เถ้า 8.9%
เยื่อในส่วน ADF 26.27% 
 NDF 33.18% 
ลิกนิน 4.91%

โผงเผง เป็นต้นที่มีกลิ่นเหม็นเขียวและมีดอกสีเหลืองสด มักจะนำมาใช้เป็นยาแก้อาการนอนไม่หลับหรือนำมาเป็นอาหารสำหรับโคและกระบือ สามารถนำทั้งต้นมาใช้ประโยชน์ได้และเป็นยาสมุนไพรพื้นบ้านที่น่าสนใจ เป็นต้นที่ให้พลังงานต่อร่างกายสูงชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ แก้อาการนอนไม่หลับ แก้อาการปัสสาวะขัดหรือท้องผูก แก้ไข้ แก้เบื่อเมาและดีต่อสตรีหลังคลอด

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “โผงเผง”. หน้า 62.
สำนักพัฒนาอาหารสัตว์, ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา. “โผงเผง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.dld.go.th/ncna_nak/. [29 เม.ย. 2014].
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์การมหาชน). “โผงเผง, ดับพิษ”. อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [27 เม.ย. 2014].

เสี้ยวดอกขาว เหมาะสำหรับเป็นไม้ประดับและเป็นยาระบายชั้นดี

0
เสี้ยวดอกขาว เหมาะสำหรับเป็นไม้ประดับและเป็นยาระบายชั้นดี
เสี้ยวดอกขาว ดอกเป็นช่อสั้นตามกิ่ง ดอกสีชมพูอ่อนหรือสีขาว มีกลิ่นหอม ดอกและฝักเป็นยาได้
เสี้ยวดอกขาว เหมาะสำหรับเป็นไม้ประดับและเป็นยาระบายชั้นดี
เสี้ยวดอกขาว ดอกเป็นช่อสั้นตามกิ่ง ดอกสีชมพูอ่อนหรือสีขาว มีกลิ่นหอม ดอกและฝักเป็นยาได้

เสี้ยวดอกขาว

เสี้ยวดอกขาว (Mountain ebony tree) เป็นดอกที่มีสีชมพูอ่อนหรือสีขาวสวยงามและมีกลิ่นหอม เป็นพืชที่นิยมใช้ในการจัดสวนและใช้ดึงดูดนกฮัมมิงเบิร์ด ต้นเสี้ยวดอกขาวเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจากต่างประเทศแต่เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดตากและจังหวัดน่าน สามารถนำดอกและฝักจากต้นมารับประทานเป็นยาชนิดหนึ่งได้

รู้จักกับชื่อต่าง ๆ ของเสี้ยวดอกขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia variegata L.
ชื่อสามัญ : มีชื่อสามัญว่า “Mountain ebony tree” “Orchid tree” “Purple bauhinia”
ชื่อท้องถิ่น : คนเมืองเรียกว่า “เสี้ยว” ลั้วะเรียกว่า “ลำปาน” ปะหล่องเรียกว่า “ไฮ่รูหร่า” มีชื่อเรียกอื่น ๆ ว่า “เสี้ยวป่าดองขาว เปียงพะโก โพะเพ่”
ชื่อวงศ์ : วงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE)
ชื่อพ้อง : Phanera variegata (L.) Benth.

ลักษณะของเสี้ยวดอกขาว

เสี้ยวดอกขาว เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียและมาเลเซีย มักจะขึ้นตามป่าเบญจพรรณทางภาคเหนือและทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย
ใบ : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กว้างถึงค่อนข้างกลม โดยมีลักษณะเป็น 2 พู ปลายใบเว้าลึก ส่วนโคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ มีเส้นใบออกจากโคนของใบ
ดอก : ออกดอกเป็นช่อสั้นตามกิ่ง จำนวนดอกน้อย ดอกมีสีขาวกลีบตั้งและมีกลิ่นหอม มีเส้นริ้วด้านในสีเหลืองหรือสีแดงชัดเจน มีกลีบดอก 5 กลีบ มักจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์
ฝัก : ฝักมีลักษณะแบน ฝักอ่อนเป็นสีเขียว ฝักแก่เป็นสีน้ำตาล เมื่อฝักแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก

สรรพคุณของเสี้ยวดอกขาว

  • สรรพคุณจากดอก เป็นยาดับพิษไข้
  • สรรพคุณจากฝัก เป็นยาถ่ายหรือยาระบาย
  • สรรพคุณจากเปลือกไม้ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด
  • สรรพคุณจากตาอ่อนและราก รักษาโรคเกี่ยวกับการย่อยอาหาร รักษาโรคหืดและฝี ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ รักษาโรคผิวหนัง มีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบ มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ป้องกันการเกิดมะเร็งตับในหนูทดลองได้

ประโยชน์ของเสี้ยวดอกขาว

1. เป็นส่วนประกอบของอาหาร ดอกสามารถนำไปต้มแล้วนำมาผัดกินได้ หรือจะทำเป็นเมนูยอดฮิตอย่าง “ยำดอกเสี้ยว” หรือ “ดอกเสี้ยวชุบแป้งทอด” ส่วนยอดอ่อนและใบอ่อนนำไปใช้ประกอบอาหารในการทำแกงต่าง ๆ ใบอ่อนและฝักอ่อนนำมาต้มกินกับน้ำพริกได้
2. เป็นไม้ปลูกประดับ เป็นไม้ประดับริมข้างทางได้เป็นอย่างดี
3. ใช้ในอุตสาหกรรม เปลือกต้นมีสารแทนนินที่นำมาใช้ย้อมแหและอวนให้คงทนแข็งแรงได้

เสี้ยวดอกขาว สามารถนำส่วนประกอบต่าง ๆ มารับประทานได้หลากหลาย ฝักของเสี้ยวดอกขาวมีรสหวาน ดอกมีกลิ่นหอม เป็นไม้ต้นที่เหมาะแก่การนำมาปลูกประดับสถานที่ มีสรรพคุณที่โดดเด่นเลยก็คือ เป็นยาระบาย ช่วยดับพิษไข้ ยับยั้งการอักเสบและยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ เป็นดอกที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำ

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “เสี้ยวดอกขาว”. อ้างอิงใน: หนังสือพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เล่ม 1, หนังสือไม้ต้นในสวน Tree in the Garden. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.qsbg.org. [18 ธ.ค. 2013].
โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง (องค์การมหาชน). “Mountain ebony tree”. อ้างอิงใน: หนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (เต็ม สมิตินันทน์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: eherb.hrdi.or.th. [18 ธ.ค. 2013].
ASTVผู้จัดการออนไลน์. “ดอกเสี้ยว ขาว สวย…อร่อย”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.manager.co.th. [18 ธ.ค. 2013].
ข่าวสด. “เสี้ยวดอกขาว”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.khaosod.co.th. [18 ธ.ค. 2013].
โรงเรียนบ้านซับมะนาว. “เสี้ยวดอกขาว”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.submanao.org. [18 ธ.ค. 2013].