Home Blog Page 2

Thermage ที่ไหนดี ? ผิวเด็ก หน้ายกกระชับ เลือกคลินิกแบบไหน ปลอดภัยไว้ใจได้

Thermage ที่ไหนดี ? 

Thermage ที่ไหนดี

เชื่อว่าใครที่คลิกเข้ามาอ่านในบทความนี้ อาจจะกำลังประสบปัญหาผิวหน้าไม่กระชับ มีความหย่อนคล้อย มีไขมันสะสมในชั้นผิวมาก จึงอยากทำ Thermage (เทอร์มาจ) เพื่อยกกระชับ แต่ไม่รู้ว่าทำ Thermage ที่ไหนดี ? เลือกคลินิกแบบไหนถึงจะมั่นใจได้ว่าใช้เครื่องแท้ สามารถช่วยยกกระชับผิว ให้ตึงขึ้น และผิวหน้าเด็กลงได้อย่างปลอดภัย

เพื่อช่วยให้คุณมีข้อมูลไว้เป็นแนวทางพิจารณาเลือกคลินิกทำเทอร์มาจ แบบไม่เสี่ยงถูกหลอก เรามีทริคดี ๆ มาแนะนำ พร้อมสาระน่ารู้เกี่ยวกับการทำThermage ที่ไม่ควรพลาดมาฝาก   


ทำความรู้จักThermage  หรือ เทอร์มาจ

ก่อนจะเข้าเรื่องแนวทางเลือกคลินิกทำThermage ที่ไหนดี ? ควรทำความรู้จักกับ เครื่องมือยกกกระชับอย่าง  “ Thermage ” ว่าคืออะไร ช่วยเรื่องอะไร รวมถึงเหมาะกับใคร ช่วยแก้ปัญหาใดบ้าง เพื่อให้มั่นใจว่าการทำ Thermage สามารถตอบสนองความต้องการของคุณได้จริงหรือไม่ ?

Thermage คืออะไร ?

 Thermage หรือ Thermage FLX เป็นเครื่องมือยกกระชับผิวโดยใช้พลังงานความร้อนจากคลื่นวิทยุ (Monopolar RF) เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ช่วยยกกระชับผิว และกระตุ้นคอลลาเจน 

ปัจจุบัน Thermage FLX  เป็นเครื่องรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อน ๆ คือ เจ็บน้อยลง ขณะทำรู้สึกสบายผิวกว่าเดิม และระยะเวลาในการทำสั้นลง ที่สำคัญมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีความงามที่ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ US-FDA และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.ไทย เรียบร้อยแล้ว 

Thermage คืออะไร

การทำงานของ Thermage สามารถช่วยยกกระชับผิวได้ จากพลังงานความร้อนจากคลื่นวิทยุที่ยิงลงเข้าสู่ผิว โดยสามารถยิงลงลึกได้ถึงชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) ซึ่งอยู่ลึกสุดของโครงสร้างผิว รวมถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous) จึงสามารถยกกระชับหน้า กระตุ้นคอลลาเจน และช่วยลด volume ของปริมาณไขมันลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำงานของ Thermage

โปรแกรม Thermage ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ? 

การทำ Thermage สามารถทำได้หลายตำแหน่ง จึงช่วยฟื้นฟูผิว ลดความหย่อนคล้อย และลดริ้วรอยได้หลายจุด เช่น 

  • ใบหน้าและลำคอ  เป็นตำแหน่งยอดนิยม เพราะหลังทำจะช่วยยกกระชับผิวหน้า ทำให้ใบหน้าเรียวเล็กลง มีกรอบหน้าที่ชัดขึ้น รวมถึงสามารถช่วยลดแก้ม ลดเหนียง ผิวใต้คางที่หย่อนคล้อย ให้ตึงกระชับขึ้นได้ 

Thermage ลดแก้ม-เหนียง

  • รอบดวงตา ช่วยทำให้ผิวรอบดวงตาที่หย่อนคล้อยเรียบตึงขึ้น ช่วยลดปัญหาริ้วรอย รวมถึงผู้ที่ต้องการยกคิ้วให้ได้รูป แก้ปัญหาคิ้วตก หนังตาตก และผิวเปลือกตาที่มีรอยย่นได้
  • ลำตัว ช่วยกระชับผิวบริเวณต้นแขน, หลังมือ, หน้าท้อง, สะโพก หรือบริเวณต้นขาที่หย่อนคล้อย ให้กระชับเรียบเนียนขึ้น รอยย่นลดลง

Thermage ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

Thermage เหมาะกับใคร ? 

การทำ Thermage จะเหมาะกับคนที่มีไขมันบริเวณใบหน้าเยอะ ต้องการลด volume ของใบหน้า ทำให้หน้าเรียวขึ้น ซึ่งคนไทย รวมถึงคนเอเชียที่ส่วนใหญ่จะมีเหนียง และไม่ได้มีกรอบหน้าคมชัดมาก 

นอกจากนี้การทำ Thermage ยังเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย หน้าตก ผิวมีริ้วรอย ดูเหี่ยว เพราะผิวขาดคอลลาเจน รวมไปถึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวหน้า อยากให้รูขุมขนกระชับขึ้น ผิวกระชับ หน้าเด็กและดูอ่อนเยาว์

Thermag เหมาะกับผิวหย่อนคล้อย

ซึ่งข้อดีของการทำ Thermage คือ หลังทำสามารถเห็นผลทันที 20% และจะเห็นผลชัดเจนเต็มที่ 2-3 เดือน ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น ใช้เวลาทำไม่นาน (40-90 นาที) หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ 

เมื่อรู้แล้วว่า Thermage ช่วยเรื่องอะไร เหมาะกับใคร หากต้องการทำ แล้วจะทำThermage ที่ไหนดี ? ถึงจะคุ้มค่า ได้ผลลัพธ์เป็นไปตามที่คาดหวัง มีเครื่องปลอมไหม ? ต้องสังเกตอย่างไร ? เรามีทริคดี ๆ มาฝาก 


Thermage ที่ไหนดี ? มีอะไรต้องพิจารณาก่อนเลือกคลินิก 

เนื่องจากปัจจุบัน Thermage หรือ Thermage FLX  ได้รับความเป็นอย่างมาก จึงมีคนที่ใช้โอกาสนี้ปลอมแปลง Thermage ปลอม ขึ้นมา แน่นอนว่าไม่สามารถการันตีความปลอดภัยได้ ดังนั้นก่อนตัดสินใจเลือกทำที่ไหน ควรพิจารณารายละเอียดเหล่านี้อย่างละเอียด 

1. คลินิกที่สนใจได้มาตรฐานหรือไม่ ?

ควรพิจาณาเลือกคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ โดยสามารถตรวจสอบใบอนุญาต ว่าเปิดให้บริการอย่างถูกต้องหรือไม่ดังนี้ 

  • ด้านหน้าคลินิกต้องมีแผ่นป้ายขนาดใหญ่แสดงชื่อสถานพยาบาล หรือชื่อคลินิก ประเภทและลักษณะการให้บริการ เป็นคลินิกเวชกรรม ซึ่งให้บริการโดยแพทย์ และมีเลขที่ใบอนุญาต 11 หลักแสดงอย่างชัดเจน 
  • บรรยากาศภายในคลินิก สว่าง สะอาด ปลอดเชื้อ กว้างขวาง มีพื้นที่รับรอง และเจ้าหน้าที่พร้อมให้บริการ 

คลินิกที่ได้มาตรฐาน

2. คลินิกใช้เครื่อง Thermage อะไร ? 

หลาย ๆ  คลินิกโฆษณาว่ามีบริการทำเทอร์มาจ แต่ไม่ใช่เครื่อง Thermage FLX  หรือ Thermage CPT ซึ่งเป็นเครื่องรุ่นก่อน เป็นเครื่องยกกระชับที่ทำงานโดยใช้พลังงาน RF เท่านั้น แต่ใช้คำเรียกตั้งชื่อโปรแกรมขึ้นมาเองว่าเป็นเครื่องเทอร์มาจช่วยยกกระชับ 

หากพบว่าเป็นยี่ห้ออื่น ๆ ที่ไม่ค่อยเห็นในตลาด ไม่เป็นที่รู้จัก แถมยังมีราคาถูกมาก ๆ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าอาจเป็นเครื่องปลอม ซึ่งอาจเสี่ยงอันตรายได้ เนื่องจากตัวเครื่องพลังงานไม่เสถียร แย่สุดที่เคยเห็นข่าว คือผิวหน้าไหม้เป็นรอยดำทั้งหน้าหรือเป็นรอยแผลเป็น ซึ่งรักษาให้หายได้ยาก 

ดังนั้นก่อนทำต้องมั่นใจว่าเป็นเครื่องThermage FLX ของแท้ โดยมีวิธีตรวจสอบดังนี้ 

  • มีสติกเกอร์เครื่องแท้ติดอยู่หน้าคลินิก
  • มีโล่ และประกาศนียบัตร ที่ออกโดย SOLTA MEDICAL
  • มีสติกเกอร์เครื่องแท้ ติดไว้ด้านหน้าตัวเครื่อง

เครื่อง Thermage FLX

3. Thermage ต้องทำโดยแพทย์ที่ผ่านการอบรมเท่านั้น ? 

ผู้ที่ลงมือทำหัตถการยกระชับด้วย Thermage ต้องเป็นแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรม มี Certificate Training : Thermage FLX Physician Training  มีประสบการณ์การใช้เครื่องแล้วเท่านั้น เพราะแม้จะเป็นเครื่องแท้ แต่ถ้าคนทำไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้ ก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน 

4. ดูรีวิวและเปรียบเทียบคลินิกที่มีในพื้นที่ร่วมด้วย 

การเลือกคลินิกใกล้บ้าน ถือเป็นตัวเลือกที่ดี ที่ช่วยให้เราสะดวกสบายมากขึ้น หลังทำสามารถกลับมาพักผ่อนได้ โดยไม่ต้องเผชิญกับมลภาวะ แต่ก็อย่าลืมดูรีวิวจากผู้ที่เคยเข้าใช้บริการ  

สำหรับแนวทางการดูรีวิวควรดูจากแหล่งอื่น ที่ไม่ใช่จากทางคลินิกโดยตรง เพราะทางคลินิกก็จะเลือกรีวิวเคสสวย ๆ ภาพสวย ๆ คอมเมนต์ดี ๆ ขึ้นมาโชว์ แนะนำให้ลองเข้าไปดูที่หน้า รีวิวติดดาว Facebook ของคลินิก มี feedback อย่างไร มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการเข้ารับการรักษาของพวกเขาที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนนี้เจ้าของเพจจะลบไม่ได้ 

รีวิวคลินิก

5. ลองเข้าไปสัมผัสบรรยากาศคลินิก ก่อนทำ Thermage 

การตัดสินใจว่าจะเลือกคลินิกทำ Thermage ที่ไหนดี ต้องเลือกจากคลินิกที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐานเป็นหลัก รวมถึงเข้าไปสัมผัสบรรยากาศ เยี่ยมชมสภาพแวดล้อมของคลินิก ความรู้สึกหรือประสบการณ์จริงเมื่อรับคำปรึกษาจากคุณหมอ ก่อนเข้ารับบริการจริง ก็ช่วยจะเพิ่มความมั่นใจ ในการตัดสินเลือกว่าจะเลือกทำกับคลินิกนั้นดีหรือได้ 

เมื่อรู้แนวทางการเลือกคลินิกทำ Thermage แล้ว การรู้ขั้นตอนการทำ รวมถึงวิธีการดูแลตัวเองหลังทำร่วมด้วย ก็จะช่วยให้คุณเข้าใจ สามารถเตรียมความพร้อมให้ตัวเองได้ดีขึ้น หรือหากยังมีข้อสงสัย ก็สามารถลิสต์ไปสอบถามแพทย์เพิ่มเติมได้ 


ขั้นตอนการทำ Thermage ที่ควรรู้ 

การเตรียมตัวก่อนทำ Thermage ไม่อะไรที่ต้องกังวล หรือเตรียมตัวให้ยุ่งยาก สามารถเข้าไปพบแพทย์ได้โดยตรง และแจ้งข้อมูลของตัวอย่างละเอียด เช่น เคยทำอะไรบนใบหน้ามาบ้าง เคยร้อยไหมหรือการฉีดฟิลเลอร์มาก่อนหรือไม่ (ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เดือนก่อนทำ Thermage )

การประเมินผิว ก่อนทำ

หากไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเลี่ยงการทำ โดยทั่วไปก่อนทำหมอจะตรวจประเมินปัญหาของเรา เช่น เรามีความกังวลอะไร อยากแก้ไขอะไรบ้าง หมอก็จะดูว่าปัญหาเราการทำ Thermage ช่วยได้ตรงจุดไหม ช่วยได้แค่ไหน ต้องทำกี่ช็อตถึงจะเหมาะสม 

ขั้นตอนและเทคนิคการทำ Thermage เพื่อให้เห็นผล 

เมื่อประเมินสภาพปัญหาผิวเรียบร้อย ก็จะเข้าสู่ขั้นการทำ โดยก่อนทำ Thermage จะมีการทำความสะอาดบริเวณผิวที่ต้องการทำ และแปะยาชาก่อนทำประมาณ 30 นาที  จากนั้นหมอก็จะนำหัวของเครื่องมือ Thermage มาแนบชิดกับผิวเราเพื่อยิงกระตุ้นตามจำนวน shot ที่ประเมินในแต่เคส โดยใช้เวลาในการทำประมาณ 45-90 นาที (ระยะเวลาการรักษา ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหนังและตำแหน่งที่ต้องกระตุ้น)

ขั้นตอนการทำ Thermage

ซึ่งในขั้นตอนระหว่างทำ เราจะรู้สึกอุ่น ๆ ที่ผิว (Warm But Tolerate) รู้สึกถึงแรงยิ่ง แต่ไม่ได้เจ็บจนทนไม่ไหว เนื่องจากพลังงานจะส่งเข้าไปในทุกชั้นของผิว การทำ Thermage ให้ได้ผลดี จะต้องทนเจ็บได้ระดับหนึ่ง ถึงจะได้ผลชัดเจนและคุ้มค่า


ผลลัพธ์หลังทำ Thermage  และเวลาฟื้นตัว

หลังทำ Thermage เสร็จทันที ผิวหน้าจะแดง ๆ ชมพูระเรื่อ เนื่องจากเป็นพลังงานความร้อน บางคนอาจจะหน้าบวมเล็กน้อย รู้สึกผิวตึง ๆ ถือเป็นเรื่องปกติ จากนั้นอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองประมาณ 1-2 ชั่วโมง สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

ผลลัพธ์ที่คาดหวังหลัง Thermage

หลังทำสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิวที่กระชับขึ้นทันที 20% และค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 เดือน และสามารถอยู่ได้นาน 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและอายุของเรา 

เวลาฟื้นตัวหลังการทำ

ข้อดีของการทำ Thermage คือสามารถยกกระชับใบหน้าได้โดยไม่ต้องพักฟื้น แต่พยายามหลีกเลี่ยงการโดนแดดจัด ๆ หลังทำประมาณ 1 สัปดาห์ โดยควรดูแลตัวเองร่วมด้วยเพื่อให้ผิวกระชับเรียบเนียนยาวนานขึ้นดังนี้

  • งดการทำทรีทเมนท์ ขัดผิว หรือทำเลเซอร์อื่น ๆ ประมาณ 2 สัปดาห์
  • หลีกเลี่ยง แสงแดด การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ ตัวการทำผิวเสีย ผิวเสื่อม 
  • การพักผ่อนให้เพียงพอ 
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ดื่มน้ำมาก ๆ 
  • หลีกเลี่ยงความเครียด 

สรุป 

การทำThermage ที่ไหนดี เพื่อยกกระชับผิวได้อยากเห็นผล คุ้มค่า ต้องเลือกทำกับคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้เครื่องแท้ และทำโดยหมอที่มีประสบการณ์เท่านั้น ซึ่งราคาการทำต่อครั้งจะอยู่ที่จำนวนช็อตที่ยิง ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 450-900 shot โดยราคา 450 shot จะอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท หากใครเจอถูกกว่านี้ ราคาหลักร้อย หลักพัน ให้สันนิฐานไว้เลยว่าเครื่องปลอม ควรหลีกเลี่ยง อย่าเห็นแก่ของถูกเพราะอาจได้ไม่คุ้มเสีย

Ulthera ราคาเท่าไหร่ ช่วยยกระชับ ลดริ้วรอย เห็นผลแค่ไหน

Ulthera ราคา

เทรนด์ยกกระชับผิวอย่าง Ulthera กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ในกลุ่มคนที่ต้องการย้อนวัยให้ผิวดูเหมือนเด็กอีกครั้ง สำหรับใครที่ศึกษาข้อมูลกันมาบ้างแล้ว อาจรู้สึกว่า Ulthera เป็นวิธียกกระชับผิวที่มีราคาค่าบริการค่อนข้างสูงทีเดียว ทำให้มีความกังวลว่าทำแล้วจะไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป 

ในบทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำ Ulthera เพื่อคลายข้อข้องใจในเรื่อง Ulthera ราคาเท่าไหร่ ? ทำไมถึงมีราคาสูง ? เทียบกับเครื่องมือยกกระชับอื่น ต่างกันไหม ? รวมถึงแชร์วิธีเลือกคลินิกทำ Ulthera อย่างไรให้ปลอดภัย ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าคุ้มราคามากที่สุด


แนะนำ Ulthera นวัตกรรมยกกระชับผิวหน้า

หากเข้าใจถึงหลักการทำงานและข้อดีของ Ulthera แล้ว จะสามารถเข้าใจได้ว่าทำไมอัลเทอร่าถึงเป็นอีกทางเลือกในการยกกระชับผิวที่คุ้มค่า และหลายคนเลือกทำ

เครื่อง Ulthera
Ulthera คือ เครื่องมือยกกระชับผิวด้วยการใช้เทคโนโลยีคลื่นความถี่สูงที่มีความเฉพาะเจาะจง ยิงลงใต้ชั้นผิวได้ตั้งแต่ชั้นผิวหนังแท้ ชั้นไขมัน ไปจนถึงชั้น SMAS ที่ใช้สำหรับการผ่าตัดดึงหน้า พลังงานจะทำให้เกิดความร้อน 60-70°C ในลักษณะจุดไข่ปลาเล็ก ๆ เรียงกันเป็นเส้นตรงใต้ผิว ทำให้เนื้อเยื่อหดตัว  เกิดการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึง ใบหน้ากลับมาดูอ่อนเยาว์อีกครั้ง

หลักการทำงานเครื่อง Ulthera

โดย SMAS เป็นชั้นเนื้อเยื่อที่มีความสำคัญต่อการยกกระชับและส่งผลต่อความยืดหยุ่นของผิว การที่ Ulthera สามารถยกกระชับได้ถึงชั้นผิวนี้ จะทำให้ได้ผลลัพธ์การยกกระชับที่มีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาความหย่อนคล้อยได้อย่างเห็นผล และมีข้อดีคือ ไม่ต้องผ่าตัด ทำให้ไม่ก่อให้เกิดรอยแผลภายนอก จึงไม่จำเป็นต้องพักฟื้น และสามารถใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ทันทีหลังทำ


Ulthera ราคาเท่าไหร่ ? ทำไมถึงมีราคาสูง ?

จากการเปรียบเทียบราคา Ulthera ในหลาย ๆ คลินิกเสริมความงามที่ได้มาตรฐานแล้ว พบว่า Ulthera ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 100-150 บาท/Line ซึ่งจำนวนไลน์ที่ใช้จะขึ้นอยู่กับปัญหาและสภาพผิวเดิมของแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินในส่วนนี้ 

หากมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอยเยอะ ต้องทำหลายบริเวณก็จะใช้จำนวนไลน์ที่มากขึ้นตาม หลายคลินิกจึงมีการจัดโปรโมชันในรูปแบบโปรแกรมทำ Ulthera หรือแพกเกจใหญ่ ช่วยให้ราคาต่อไลน์ถูกลง มีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นในผู้ที่ทำหลายจุด

Ulthera เครื่องมือยกกระชับระดับ standard

แล้วทำไม Ulthera ถึงมีราคาสูง ? 

Ulthera เป็นเครื่องยกกระชับระดับ Gold Standard ด้วยประสิทธิภาพของเครื่องทำให้ได้ผลลัพธ์การยกกระชับเสมือนการผ่าตัด เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ทั้งยังสะดวกในเรื่องของการที่ไม่ต้องพักฟื้นหลังทำ 

จากข้อดีที่ว่ามานี้ ทำให้ต้นทุนของเครื่อง Ulthera แท้มีราคาที่สูง และแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเจอโปรแกรมทำ Ulthera ที่มีราคาถูกมาก ถ้าเจอก็เสี่ยงที่จะเป็นเครื่องปลอม เครื่องที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะมีราคาต้นทุนที่ถูกกว่าเครื่องแท้ ทำให้คิดราคาถูกลงได้นั่นเอง


ยกกระชับผิวด้วย Ulthera ทำจุดไหนได้บ้าง ?

Ulthera สามารถยกกระชับผิว ลดความหย่อนคล้อยได้หลายตำแหน่งทั่วใบหน้าและลำตัว เช่น รอบดวงตา คิ้ว กรอบหน้า ใต้คาง เหนียง ลำคอ หน้าอก ท้องแขน และหน้าท้อง


Ulthera แต่ละจุด ใช้กี่ไลน์ ? ราคาเท่าไหร่ ?

  • ลดริ้วรอยรอบดวงตา ยกหางคิ้ว หางตา
    ใช้ประมาณ 100-200 Line ราคา 10,000-20,000 บาท
  • ยกกระชับแก้มหย่อนคล้อย ริ้วรอยร่องแก้ม ลดเหนียงใต้คาง
    ใช้ประมาณ 300-500 Line ราคา 30,000-50,000 บาท
  • ยกกระชับผิว ลดริ้วรอยทั่วใบหน้า ตั้งแต่หางตา หางคิ้ว ร่องมุมปาก ร่องแก้ม และกรอบหน้า
    ใช้ประมาณ 700 Line ราคา 70,000 บาท
  • ยกกระชับผิวหย่อนคล้อย ลดริ้วรอยทั่วใบหน้า คอ ท้องแขน ท้องขา
    ใช้ประมาณ 1,000-3,000 Line ราคา 100,000-300,000 บาท

ทำ Ulthera ราคาถูก ระวังเจอ Ulthera ปลอม ไม่เห็นผล หน้าพัง

ทำ Ulthera ราคาถูก ราคาไม่จำกัดไลน์ ระวังเจอเครื่องปลอมที่ทำขึ้นมาลอกเลียนแบบ ประสิทธิภาพไม่ดีเท่าเครื่องจริงแน่นอน ทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวังไว้ และยังเสี่ยงที่จะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้อีก เช่น หน้าไหม้ ผิวไหม้ ปากเบี้ยว 

โดยข้อควรระวังของการทำ Ulthera คือ ไม่ควรเห็นแก่ราคาถูกมากเกินไป อย่างเช่น โปรราคาหลักพัน โปรบุฟเฟต์ ไม่ควรเสี่ยงทำเลย ถ้าต้องการได้ผลลัพธ์ที่ดี คุ้มค่า ควรเลือกทำ Ulthera ในคลินิกที่ราคามีความสมเหตุสมผล และควรตรวจสอบคลินิกที่ใช้บริการก่อนทุกครั้งว่าเป็นคลินิกที่ใช้เครื่อง Ulthera ของแท้ นำเข้าอย่างถูกต้อง

วิธีสังเกต Ulthera เครื่องแท้-ปลอม 

วิธีสังเกต Ulthera เครื่องแท้

เครื่อง Ulthera ของแท้ผลิตขึ้นที่ประเทศอเมริกา ในประเทศไทยนำเข้าและจำหน่ายโดยบริษัท Merz Aesthetics Thailand เท่านั้น สามารถตรวจสอบรายชื่อคลินิกที่ใช้เครื่องแท้ได้ทางเว็บไซต์ของทางบริษัทโดยตรงได้ที่ https://www.merzaesthetics.co.th/search-result/ หรือก่อนทำหัตถการ แนะนำให้สแกนสติ๊กเกอร์ Merz Check ที่หน้าจอเครื่อง Ulthera เพื่อตรวจสอบว่าเป็นของแท้หรือไม่

ค้นหาคลินิกที่ใช้เครื่อง Ulthera ของแท้


Ulthera ราคาเทียบกับเครื่องมือยกกระชับอื่น ๆ ต่างกันมากไหม ?

เครื่องมือยกกระชับที่ได้รับความนิยมนอกจาก Ulthera จะมีอยู่อีก 2 เครื่องด้วยกันที่มักมีการนำมาเปรียบเทียบกันอยู่บ่อย ๆ คือ Hifu และ Thermage 

  • Hifu นับราคาเป็น line เริ่มต้นทำที่ 100 line ราคาอยู่ที่ประมาณ 3,999 บาท
  • Thermage นับราคาเป็น shot เริ่มต้นทำที่ 400 shot ราคาอยู่ที่ประมาณ 25,000 บาท

Ulthera และ Hifu เป็นเครื่องมือยกกระชับที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน และสามารถยิงได้ลึกถึงชั้นผิว SMAS เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้ Ulthera มีราคาสูงกว่า Hifu คือ Ulthera มีประสิทธิภาพการยกกระชับที่ดีกว่า และผลลัพธ์คงอยู่ได้ยาวนานกว่า 

นอกจากนี้ยังมีหน้าจอแสดงชั้นผิวแบบ Real Time ด้วยเทคโนโลยี MFV-U ที่ทำให้เห็นถึงปัญหาผิวทุกชั้น แพทย์สามารถออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล ยิงพลังงานได้แม่นยำมากขึ้น

หน้าจอแสดงชั้นผิวแบบ Real-time

ส่วนการทำ Thermage กับ Ulthera ให้ผลลัพธ์การยกกระชับที่คล้ายกัน แต่ทั้งสองใช้เทคโนโลยีและมีรูปแบบการยิงพลังงานที่ไม่เหมือนกัน โดย Thermage จะมีจุดเด่นในเรื่องของการลดไขมันที่ใบหน้า เหมาะกับคนที่มีไขมันเยอะ มีริ้วรอยย่นมาก ๆ ผิวไม่แน่น ส่วน Ulthera จะเด่นในเรื่องการยกกระชับ เหมาะกับผู้ที่มีไขมันบนใบหน้าน้อย การเลือกใช้จะต้องดูปัญหาและสภาพผิวเดิมของแต่ละบุคคล


ข้อควรรู้สำหรับผู้ที่ต้องการทำ Ulthera มีขั้นตอนการทำอย่างไร ?

ข้อควรรู้ก่อนทำ Ulthera ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนทำ ขั้นตอนการทำ ไปจนถึงการดูแลรักษาหลังทำ เพื่อความปลอดภัย และผลลัพธ์ที่เห็นชัดเจน

การเตรียมตัวก่อนการทำ Ulthera

ประเมินปัญหาก่อนทำ Ulthera

เข้าพบแพทย์เพื่อทำการประเมินรูปหน้า วิเคราะห์ปัญหาและวางแผนการรักษา โดยแพทย์จะแจ้งจำนวนไลน์ที่เหมาะสมก่อนทำ และหากมีประวัติการทำหัตถการอื่นมาก่อน หรือมีโรคประจำตัวให้เตรียมข้อมูลไว้สำหรับแจ้งแพทย์ในขั้นตอนนี้ โดยถ้าหากไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ยังไม่ควรทำ Ulthera สามารถเริ่มทำได้เลย

โดยกลุ่มคนที่มีข้อจำกัดไม่สามารถทำ Ulthera มีดังนี้

  • ผู้ที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
  • ผู้ที่เป็นโรคไต หรือมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบไหลเวียนของเลือด อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้
  • ผู้ที่ต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้า (pacemaker)
  • ผู้ที่มีสิวอักเสบ มีแผลถลอก หรือแผลผ่าตัดที่ยังไม่หายดี โดยควรรอให้แผลหายดีก่อนแล้วค่อยกลับมาทำ
  • ผู้ที่เพิ่งทำหัตถการอื่นมาก่อน เช่น ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เดือน
  • ผู้ที่สูญเสียความรู้สึก หรือการรับความรู้สึกบกพร่อง

ขั้นตอนการยกกระชับผิวด้วย Ulthera

หลังประเมินปัญหาและแพทย์วางแผนการรักษาเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำความสะอาดผิว และแปะยาชาทิ้งไว้ประมาณ 45-60 นาที เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บระหว่างยิงพลังงาน

ยิงพลังงานลงชั้นผิว

หลังจากนั้นแพทย์จะเริ่มทำการยิงพลังงานลงใต้ชั้นผิวบริเวณที่มีปัญหา ต้องการยกกระชับ โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 45-60 นาทีขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ โดยรวมแล้วการทำ Ulthera จะใช้เวลาทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 2 ชั่วโมง (รวมแปะยาชา)

การดูแลรักษาหลังทำ Ulthera ให้เห็นผลชัดเจน อยู่ได้นาน

  • ในช่วงแรกให้เลี่ยงการจับ นวด ถูแรง ๆ บริเวณที่ทำ
  • ก่อนออกแดด ออกกลางแจ้ง ควรทาครีมกันแดดที่มี SPF สูง
  • เลี่ยงความร้อน เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ สปา 2 อาทิตย์
  • เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ เพื่อไม่ให้คอลลาเจนที่สร้างขึ้นมาใหม่ถูกทำลาย

การดูแลตัวเองหลังทำ Ulthera มีผลต่อการคงอยู่ของผลลัพธ์ ถ้าหากต้องการให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน คุ้มค่ามากที่สุด ก็ไม่ควรที่จะละเลยการดูแลตัวเองหลังทำ


ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้หลังทำ Ulthera เห็นผลแค่ไหน ?

หลังทำอัลเทอร่าสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำว่าผิวจะยกกระชับขึ้นประมาณ 30% จากผลลัพธ์ที่จะได้ทั้งหมด และจะค่อย ๆ เห็นผลได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ประมาณ 3 เดือนหลังทำว่าผิวยกกระชับเรียบเนียนขึ้น ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น โดยผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานประมาณ 1 ปี

รีวิว ultheraตัวอย่างผลลัพธ์หลังทำ Ulthera ยกหางคิ้ว หางตา ลดริ้วรอยรอบดวงตา 90 วัน

รีวิวอัลเทอร่า
ตัวอย่างผลลัพธ์หลังทำ Ulthera ยกกระชับผิวหย่อนคล้อยทั่วใบหน้า 60 วัน


ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังทำ อันตรายไหม ?

หลังทำอัลเทอร่าอาจพบอาการบวมแดงเล็กน้อย เป็นอาการข้างเคียงที่พบได้เป็นปกติ สามารถหายได้เองภายใน 2-3 วัน หรือในบางรายกดผิวบริเวณที่ทำแล้วรู้สึกเจ็บเล็ก ๆ หรือรู้สึกปวดระบม เป็นอาการบวมใต้ผิว พบได้ง่ายในคนที่มีผิวบาง แต่ไม่เป็นอันตราย โดยอาการเหล่านี้จะหายไปได้เองประมาณ 2 สัปดาห์


การเลือกคลินิกที่ปลอดภัยในการทำอัลเทอร่า

  • คลินิกความงามที่เปิดให้บริการถูกกฎหมาย

คลินิกความงามที่มีเลขใบอนุญาตเปิดสถานพยาบาล 11 หลัก แสดงไว้หน้าคลินิกอย่างชัดเจน บรรยากาศโดยรวมมีความปลอดโปร่ง ไม่แออัด สะอาดปลอดเชื้อ มีช่องทางการติดต่อที่สะดวกและหลากหลาย รวมถึงมีการติดตามผลหลังทำ หากมีปัญหาสามารถเข้าพบแพทย์ได้ทันที

  • ประสบการณ์ของแพทย์และทีมงาน

ให้การดูแลรักษาโดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์การใช้เครื่อง Ulthera มีความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหา วางแผนการรักษา ประเมินจำนวนไลน์ที่ควรใช้ได้อย่างเหมาะสมกับปัญหาของแต่ละบุคคล

  • การรับรองและความปลอดภัย

คลินิกที่ใช้เครื่อง Ulthera ของแท้ ต้องมีโล่เพชรและใบประกาศนียบัตรที่ได้รับจาก Merz Aesthetics Thailand และหลังการเข้ารับบริการจะได้รับใบ Certificate จากคลินิกเพื่อเป็นการการันตีว่าใช้เครื่อง Ulthera ของแท้แน่นอน มีความปลอดภัย

  • ค้นหารีวิวและประสบการณ์ของผู้ที่ทำ Ulthera มาก่อน

อ่านรีวิวและความคิดเห็นจากผู้ใช้บริการ Ulthera ของทางคลินิกจากแหล่งที่เป็นมีความเป็นกลาง เช่น รีวิวในเพจเฟซบุ๊ค รีวิวในเว็บไซต์ Wongnai รีวิวใน Goolgle Map โดยคลินิกควรได้รับความคิดเห็นในด้านบวก เช่น ให้บริการดีมีนัดติดตามผลหลังทำ แพทย์ฝีมือดีและมีประสบการณ์ หลังทำเห็นผลลัพธ์ชัดเจน เป็นต้น 


สรุป

Ulthera ราคาขึ้นอยู่กับจำนวนไลน์ที่ใช้และบริเวณที่ทำ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินตามระดับปัญหาความหย่อนคล้อย และสภาพผิวของแต่ละบุคคล หากมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยต้องการทำทั่วใบหน้า แพทย์จะแนะนำให้เริ่มต้นที่ 300 Lines 

โดยการทำ Ulthera มีราคาที่ค่อนข้างสูง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับราคา ก่อนทำควรศึกษาข้อมูล เลือกคลินิกความงามที่ได้มาตรฐาน ดูแลการรักษาโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน ตรงกับความต้องการ คุ้มค่ากับราคา

รวมข้อควรรู้ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ไหนดี ปลอดภัย ไม่เสี่ยงเจอฟิลเลอร์ปลอม หมอกระเป๋า

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ไหนดี

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ไหนดี ? มีอะไรบ้างต้องระวัง หากไม่อยากเจอฟิลเลอร์ปลอม หมอกระเป๋า ?

การฉีดฟิลเลอร์ถือเป็นหัตถการหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะฟิลเลอร์ใต้ตา ซึ่งเป็นจุดแรกที่หลาย ๆ คนเลือกฉีด เพราะฉีดแล้วเห็นผลชัดเจน หน้าดูเด็กลง ดูสดใสขึ้นทันที แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่ฉีดแล้วจะได้ผลดีครับ 

ปัจจุบันจะเห็นว่ามีข่าวเคสหลุดออกมาอยู่เรื่อย ๆ รวมถึงมีการแชร์เคสเป็นอุทาหรณ์ มีทั้งปัญหาใต้ตาเป็นก้อน ฟิลเลอร์ไหล หรือมีการอักเสบติดเชื้อ ในบทความนี้จะอธิบายสาเหตุที่ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วเจอผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เป็นก้อน ไม่เป็นธรรมชาติ และวิธีเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน พิจารณาจากอะไรบ้าง ?

ก่อนตัดสินใจเลือกฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี มีอะไรบ้างที่ต้องระวัง ?

  1. คลินิกเถื่อนที่ไม่ได้มาตรฐาน ลักลอบเปิดผิดกฎหมาย ไม่มีใบอนุญาต
  2. ฟิลเลอร์ปลอม สารเติมเต็มที่ไม่ผ่านอย. ฟิลเลอร์หิ้ว ไม่มีการเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสม
  3. หมอกระเป๋า ไม่ใช่หมอจริง ไม่มีใบรับรอง ไม่มีเลขว.ไม่มีความรู้ในการฉีดฟิลเลอร์
  4. การตกแต่งภาพรีวิว ไม่ให้เห็นรีวิวที่เป็นจริง หรือใช้การแต่งหน้าช่วย

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ไหนดี ต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง ?

เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จากประสบการณ์ของแพทย์

เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จากประสบการณ์ของแพทย์

  • การตรวจสอบประวัติแพทย์

อันดับแรกต้องมั่นใจก่อนว่าหมอที่จะฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาให้เรา เป็นหมอจริง ๆ โดยสามารถนำ ชื่อ-นามสกุล เข้าไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ของแพทยสภา รวมถึงสามารถตรวจสอบได้ว่าแพทย์คนนั้น ๆ มีความเชี่ยวชาญในสาขาใดบ้างที่แพทยสภารับรอง

  • ประสบการณ์ในการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ประสบการณ์ในการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา สำคัญอย่างไร ? ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตากับหมอที่มีประสบการณ์ คือจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการบวมช้ำ หรืออันตรายจากการฉีดฟิลเลอร์โดนเส้นเลือดได้ 

ต้องเข้าใจก่อนว่าเส้นเลือดต่าง ๆ บนใบหน้าของคนเรา อาจจะไม่ได้อยู่ตำแหน่งเดียวกันเป๊ะทุกคน มีความแตกต่างกันไปเล็กน้อยในแต่ละคน การฉีดฟิลเลอร์จึงมีความเสี่ยงที่ฉีดแล้วจะไปโดนเส้นเลือดได้ แม้แต่หมอจริง ๆ ก็ตาม ถ้าหมอมีประสบการณ์ เคยฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาในเคสที่หลากหลาย ก็มีโอกาสที่จะประเมินทิศทางของเส้นเลือดสำคัญได้แม่นยำกว่า

นอกจากนี้หมอที่มีประสบการณ์สูง จะสามารถประเมินปัญหาได้ตรงจุด เลือกรุ่นฟิลเลอร์ และใช้เทคนิคการฉีดที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน ทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นธรรมชาติ ไม่มีปัญหาต้องแก้ไขทีหลัง เพราะใต้ตาเป็นจุดที่ผิวค่อนข้างบางกว่าจุดอื่น ต้องใช้ความระมัดระวังและความพิถีพิถันมาก เพื่อความปลอดภัย

เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จากคุณภาพของคลินิกและตัวยา

เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จากคุณภาพของคลินิกและตัวยา

  • การตรวจสอบคลินิก

คลินิกที่ได้มาตรฐาน เปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต้องมีใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะมีการตรวจสอบในหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านอาคารสถานที่ ต้องอยู่ในทำเลที่ปลอดภัย แข็งแรง ห้องทำหัตถการสว่างเพียงพอ ด้านบุคลากรและการบริการ มีการแสดงภาพถ่าย ชื่อ และเลขที่ใบอนุญาตชัดเจน ด้านเครื่องมือและเวชภัณฑ์ ที่จำเป็นมีครบถ้วน อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

  • การรับรองคุณภาพของฟิลเลอร์

ก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ต้องมั่นใจว่าฟิลเลอร์ที่นำมาฉีด เป็นฟิลเลอร์แท้ ผ่านอย. โดยสามารถศึกษาวิธีดูฟิลเลอร์แท้เบื้องต้นได้ จากการสังเกตกล่อง ง่าย ๆ คือต้องมีเลขทะเบียนอย. และเอกสารกำกับภาษาไทยอยู่ภายในกล่อง เลข Lot. ที่ติดอยู่บนกล่อง หลอด ซอง สติกเกอร์ ทุกจุดต้องตรงกัน 

นอกจากนี้ยังสามารถโทรเช็กกับบริษัทนำเข้าฟิลเลอร์ได้ ว่าคลินิกที่จะเข้าไปใช้บริการ สั่งซื้อฟิลเลอร์จริงหรือไม่ เพราะปกติฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อก็จะมีบริษัทตัวแทนนำเข้าเพียงบริษัทเดียว ทุกคลินิกก็ต้องสั่งกับบริษัทนั้น จึงจะมีรายชื่อคลินิกอยู่

หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้ว หากคนไข้ขอกล่องกลับบ้าน หรือขอถ่ายรูปไว้ คลินิกต้องยินดีที่จะให้คนไข้ทำได้ เพื่อความบริสุทธิ์ใจ การเก็บกล่องฟิลเลอร์กลับด้วย มีข้อดีคือหากฟิลเลอร์ที่ฉีดไปมีปัญหา จะช่วยให้รู้ว่าฉีดฟิลเลอร์ยี่ห้อไหน รุ่นไหน นำเป็นข้อมูลในการแก้ไขได้

เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จากรีวิวผลลัพธ์

เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จากรีวิวผลลัพธ์

  • การดูรีวิวก่อน – หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

หากยังไม่แน่ใจว่าจะฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ไหนดี การดูรีวิวฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นเรื่องสำคัญ รีวิวจะแสดงให้เห็นฝีมือของหมอ ความเปลี่ยนแปลงของเคส โดยเฉพาะในเคสที่มีปัญหาคล้าย ๆ เรา ก็พอจะคาดเดาได้ว่าฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วจะเห็นผลลัพธ์มากน้อยแค่ไหน 

  • การรับรองผลลัพธ์จากผู้รับบริการจริง

ในการดูรีวิว ต้องดูด้วยว่าเป็นรีวิวที่มาจากทางคลินิกเอง หรือรีวิวที่มาจากผู้ใช้บริการจริง ทางที่ดีควรดูทั้งสองอย่างควบคู่กันไปครับ เพราะรีวิวถ้ามาจากทางคลินิกก็อาจจะมีการตกแต่ง หรือคัดเลือกมาเฉพาะเคสรีวิวสวย ๆ เพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่เห็นเคสหลุด 

การดูรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง เราก็จะเห็นผลลัพธ์จริง ๆ รวมถึงถ้ามีเคสหลุดก็จะได้ดูการรับผิดชอบและการแก้ไขของคลินิกด้วย

และสุดท้ายการดูรีวิว ควรดูทั้งแบบที่เป็นรูปภาพ และแบบที่เป็นคลิปวิดีโอ ที่แนะนำให้ดูคลิปด้วยเพราะจะตัดต่อ ตกแต่งให้สวยงามได้ยากกว่า รวมถึงรีวิวที่ก่อนฉีดฟิลเลอร์ไม่ได้แต่งหน้า แต่หลังฉีดแต่งหน้า ก็เป็นส่วนที่อาจทำให้สับสนในผลลัพธ์ได้ เพราะใช้การแต่งหน้าช่วยครับ ทางที่ดีให้พิจารณาจากรูปรีวิวที่เคสไม่ได้แต่งหน้า จะทำให้เห็นผลก่อนหลังทำว่าแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน

เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา จากคลินิกที่แจ้งราคาชัดเจน

  • คลินิกต้องแสดงราคาอัตราค่าบริการอย่างชัดเจน 

ตามกฎกระทรวงสาธารณสุข คลินิกต้องติดป้ายแสดงอัตราค่ารักษา ค่ายา เวชภัณฑ์ ค่าบริการให้เห็นได้ชัดเจน และสามารถสอบถามอัตราค่าบริการได้ เพื่อให้สามารถใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเข้ารับบริการ และข้อดีอีกอย่างคือเราสามารถเปรียบเทียบราคากับคลินิกอื่น ๆ ได้ 

  • ปัญหาจากการไม่แจ้งราคา

หลาย ๆ เคสที่มีปัญหาคือคลินิกมีเซลล์ที่โฆษณาให้เข้าไปฉีดฟิลเลอร์ แต่แจ้งราคาไม่ครบ หรือแจ้งราคาบางส่วน ทำให้คนไข้เข้าใจผิด พอถึงเวลาคิดราคาออกมาจริง ๆ ยอดสูงกว่าที่เข้าใจ ก็ทำให้เกิดเป็นกรณีพิพาทขึ้นมา

หรือคลินิกที่พยายามปิดบังราคา เพราะใช้ฟิลเลอร์ปลอม หมอกระเป๋าที่ต้นทุนถูก คนไข้ก็ขาดข้อมูลในการพิจารณา อาจจะพลาดไปฉีดฟิลเลอร์ปลอม ฟิลเลอร์หิ้วกับหมอเถื่อน และเกิดอันตรายตามมาได้

การเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ระหว่าง คลินิกฉีดฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน VS คลินิกฉีดฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

คลินิกที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองคลินิกที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรอง

คลินิกที่ได้มาตรฐาน

  • พื้นที่ทำหัตถการสะอาด สว่างเพียงพอ กว้างขวาง ปลอดภัย
  • มีอุปกรณ์ที่จำเป็นครบครัน หากเกิดเหตุฉุกเฉินสามารถแก้ไขได้ทันที
  • แพทย์จริง มีใบรับรอง มีประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์ มีรีวิว
  • ได้ปรึกษาปัญหากับแพทย์โดยตรง
  • ใช้ฟิลเลอร์แท้ ตรวจสอบได้ทุกกล่อง
  • ก่อนฉีดฟิลเลอร์ แกะกล่องใหม่ให้ดูต่อหน้า
  • หากฉีดฟิลเลอร์แล้วมีปัญหา สามารถแก้ไขได้ทันที
  • แจ้งราคาชัดเจน

คลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน

  • ลักลอบเปิดอย่างผิดกฎหมาย ไม่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข
  • คลินิกตั้งอยู่ในทำเลที่น่าสงสัย อับทึบ ลับตาคน
  • หมอปลอม หมอกระเป๋า ไม่มีความรู้ในการฉีดฟิลเลอร์
  • ไม่ยินยอมให้ตรวจสอบฟิลเลอร์ ขอกล่องกลับบ้านไม่ได้
  • ไม่เห็นตอนแกะกล่องฟิลเลอร์
  • ใช้รีวิวปลอมในการโฆษณา
  • ใช้ฟิลเลอร์ปลอม ฟิลเลอร์หิ้ว ไม่ผ่านอย.
  • ฉีดแล้วเกิดผลข้างเคียงที่อันตราย เช่น อักเสบ ติดเชื้อ ฟิลเลอร์ไหล
  • หากฉีดแล้วมีปัญหา ไม่มีความสามารถให้การรับผิดชอบ
  • ไม่แจ้งราคาให้ชัดเจน หรือมีการปิดบังราคา

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะส่งผลต่อผลลัพธ์หลังฉีด หากมีการหาข้อมูลและเตรียมตัวอย่างดี ก็จะช่วยลดความเสี่ยงหลาย ๆ อย่าง ทำให้หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ อาการบวมน้อย ไม่ค่อยมีรอยช้ำ และทำให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็วขึ้น 

  1. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาในเบื้องต้นว่าเหมาะกับปัญหาของเราหรือไม่
  2. เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ได้มาตรฐาน หมอจริง ใช้ฟิลเลอร์แท้
  3. เปรียบเทียบราคาคลินิกต่าง ๆ เพื่อหาราคาที่เหมาะสมกับงบประมาณ
  4. ปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อให้วิเคราะห์ปัญหา และความต้องการ แนะนำหัตถการที่เหมาะสม
  5. ดูรีวิวจากผู้ใช้บริการจริงในแหล่งที่น่าเชื่อถือ ไม่ผ่านการตกแต่ง ดูทั้งแบบรูปภาพและวิดีโอ
  6. ก่อนฉีดควรงดยาแอสไพริน, NSAIDs งดวิตามิน และยาทาชนิดผลัดเซลล์ผิว รวมถึง งดการแว็กในบริเวณที่จะฉีด
  7. งดแอลกอฮอล์ และกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง จะช่วยลดอาการบวม รอยช้ำ จากการฉีดฟิลเลอร์ได้

สรุป

ก่อนตัดสินใจว่าจะฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ไหนดี สิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือเรื่องความปลอดภัย ต้องมั่นใจว่าคลินิกที่ฉีดเป็นคลินิกที่ได้มาตรฐาน ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบชื่อแพทย์ที่ประจำคลินิก ว่าเป็นหมอจริง รวมถึงต้องเช็กด้วยว่าฟิลเลอร์ที่ใช้ เป็นฟิลเลอร์แท้หรือไม่ เพื่อความมั่นใจก่อนฉีด

ไม่ควรเลือกฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ไหนดี จากฟิลเลอร์ราคาถูก ๆ หรือโปรโมชันที่ดูเกินจริง ไม่มีรีวิวในแหล่งที่เป็นกลาง เพราะอาจจะเป็นมิจฉาชีพสวมรอย ไม่ใช่หมอจริง ฉีดฟิลเลอร์แล้วอาจมีอันตรายร้ายแรงตามมาได้

Hifu ที่ไหนดี ? เลือกอย่างไรให้ไม่พลาด เช็กคลินิกมีใบอนุญาต ใช้เครื่องแท้

hifu ที่ไหนดี

Hifu ที่ไหนดี 

คลินิกส่วนใหญ่จะมีโปรโมชันคอร์สทำ Hifu ให้เลือก ถ้าลองดูหลาย ๆ คลินิกจะเห็นว่าราคาแตกต่างกัน ทำ Hifu ที่ไหนดี ? นอกจากดูราคาที่คุ้มค่า แนะนำว่าควรดูเครื่อง Hifu ที่คลินิกนั้น ๆ ใช้ด้วย รู้หรือไม่ว่า Hifu มีเครื่องแท้ เครื่องปลอม แต่สามารถตรวจสอบได้ ทำ Hifu ครั้งแรกได้ผลลัพธ์ดี ปลอดภัย ก่อนทำ Hifu มาศึกษาข้อมูลไปพร้อม ๆ กัน      

ทำ Hifu ที่ไหนดี ? เลือกคลินิกไหนก็ได้จริงไหม ?

ไม่จริง หลายคนอาจจะคิดว่าเลือกทำที่ไหนก็ได้ คลินิกไหนก็ใช้เครื่อง Hifu เหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้ว คลินิกเสริมความงามที่เปิดให้บริการอยู่จำนวนมากนั้น ไม่ใช่ทุกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้ Hifu เครื่องแท้ ทำแล้วหน้าเรียวยกกระชับ ได้ผลลัพธ์ตามต้องการเสมอไป 

มีเคสที่ทำ Hifu ไม่เห็นผล เสียเงินไปฟรี ๆ หรือทำแล้วเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย หน้าไหม้ ติดเชื้อและเป็นหนอง กลายเป็นรอยแผลเป็น หน้าเสียโฉม เพราะพลาดไปเจอ Hifu เครื่องปลอม ที่เป็นเครื่องเลียนแบบ เกรดต่ำ ปล่อยพลังงานความร้อนไม่คงที่ สูงเกินไป หรือต่ำเกินไป ทำให้ผลลัพธ์หลังทำออกมาไม่ดี   

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะกลัวไม่กล้าทำ Hifu แต่ในความเป็นจริงแล้วการทำ Hifu ไม่ได้น่ากลัว ความเสี่ยงต่าง ๆ หรือผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย สามารถป้องกันได้ ถ้าใช้ Hifu เครื่องแท้ ทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ ก็มั่นใจได้ในความปลอดภัยและผลลัพธ์ในการยกกระชับที่เห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ

ทำ Hifu ยกกระชับทำ Hifu ยกกระชับ

ทำ Hifu ที่บริเวณไหนได้บ้าง ?

Hifu สามารถทำได้ในบริเวณที่ต้องการให้กระชับขึ้น ทั้งใบหน้า และลำตัว  

ใบหน้า 

  • รอบดวงตา ใต้ตา ลดริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา ลดถุงใต้ตา
  • ร่องแก้ม มุมปาก ลดริ้วรอยร่องแก้ม ร่องมุมปากให้จางลง
  • กรอบหน้า ปรับกรอบหน้าเรียว กระชับขึ้น กรอบหน้าชัด
  • คิ้ว หางตา ยกคิ้ว ยกหางตา แก้ปัญหาหนังตาตก
  • หน้าผาก แก้ม กระชับผิวหน้า ยกแก้มที่หย่อนคล้อย
  • คาง ลำคอ ลดเหนียง คางสองชั้น กระชับผิวบริเวณลำคอ

ลำตัว

  • ต้นแขน ต้นขา ยกกระชับต้นแขน ต้นขา  
  • เอว หน้าท้อง แก้ปัญหาผิวย้วยบริเวณเอว หน้าท้องกระชับขึ้น
  • สะโพก กระชับผิวบริเวณสะโพก ไม่ให้เป็นเนื้อย้วย ๆ

เลือกรุ่น HIFU Ultraformer III

เครื่อง Hifu มีหลายแบบ คลินิกชั้นนำส่วนใหญ่จะเลือกใช้ Ultraformer lll หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นชื่อรุ่น แต่จริง ๆ แล้ว Ultraformer lll คือ ยี่ห้อเครื่อง Hifu ที่นำเข้าจากประเทศเกาหลี ผ่านการรับรองอย.ยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี และไทย  มั่นใจได้ในมาตรฐานและความปลอดภัย 

ก่อนทำ Hifu ที่ไหนดี ? นอกจากจะดูว่าคลินิกนั้น ๆ ใช้เครื่อง Hifu ของแท้หรือไม่แล้ว ยังต้องดูด้วยว่าเป็นเครื่อง Hifu Ultraformer lll หรือเครื่อง Hifu ทั่วไป เพราะมาตรฐานเครื่อง ประสิทธิภาพการทำงาน และผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกันมาก   

ประสิทธิภาพเครื่อง Hifu

Hifu ทั่วไป VS Hifu Ultraformer lll   

คลินิกที่โปรโมตว่าใช้เครื่อง Hifu อาจจะไม่ใช่ยี่ห้อ Ultraformer lll ต้องเช็กให้ดีก่อน ต่างจากคลินิกที่ใช้เครื่อง Hifu Ultraformer III ที่เวลาโปรโมตจะบอกไว้ชัดเจน  

จุดเด่น Hifu Ultraformer III  

  • มีหัวยิงหลากหลาย ให้แพทย์เลือกใช้ตามระดับความลึกของผิว เช่น ผิวชั้นบน ผิวชั้นกลาง และผิวชั้น SMAS (ชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้าเพื่อยกกระชับ)
  • มีระบบ Macrofocus ปล่อยพลังงานเป็นจุดขนาด 0.5-1 mm พลังงานจะคงที่ แพทย์สามารถใช้พลังงานได้สูงเต็มที่ เจ็บน้อยลง
  • เห็นผลลัพธ์ทันที หลังทำ Hifu Ultraformer lll เห็นผลหลังทำทันทีประมาณ 20% เห็นผลเต็มที่ใน 2-3 เดือน อยู่ได้นาน 5-6 เดือน 
  • ยิ่งทำ ยิ่งเห็นผล Hifu สามารถทำได้เรื่อย ๆ ยิ่งทำผิวจะกระชับมากขึ้น ทำได้ทุก 2-3 เดือน เพราะไม่ต้องฉีด ไม่ต้องพักหน้า และยังช่วยป้องกันความหย่อนคล้อยของผิวในอนาคตได้
  • ทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ เช่น ทำร่วมกับฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา แล้วใช้ Hifu ใต้ตา เก็บรายละเอียด หรือทำโบท็อกก่อน เว้นช่วง 14 วัน เพื่อให้โบท็อกออกฤทธิ์ แล้วกลับมาทำ Hifu ยกกระชับ 

เช็กเครื่องแท้ เครื่องปลอม 

Hifu เครื่องแท้ เครื่องปลอม ดูด้วยตาเปล่าตัดสินไม่ได้ ถ้าเป็นเครื่องเลียนแบบจากจีน หน้าตาคล้ายหรือแทบจะเหมือนกับเครื่องแท้ แต่ประสิทธิภาพต่างกันมาก เพราะเป็นเครื่องเกรดต่ำ ไม่ได้มาตรฐาน ก่อนทำ Hifu ครั้งแรก จึงควรศึกษาวิธีตรวจสอบ Hifu เครื่องแท้ไว้ เมื่อไปถึงคลินิกจะได้เช็กเครื่องก่อนทำ 

วิธีเช็ก hifu เครื่องแท้วิธีเช็ก Hifu เครื่องแท้ 

  • เครื่อง Hifu Ultrafomer III ของแท้ เมื่อเปิดเครื่องจะมีคำว่า Ultrafomer III อยู่ตรงกลางหน้าจอ    
  • มีโลโก้คำว่า Ultrafomer III และ CLASSY อยู่ที่ตัวเครื่องและหัวยิง 
  • สามารถค้นหาคลินิกที่ใช้เครื่องแท้ผ่านเว็บไซต์ www.qhtaesthetics.com 
  • มี QR Code ติดไว้ข้าง ๆ หน้าจอ สำหรับสแกนตรวจสอบเครื่องแท้ 
  • มีสติกเกอร์ซีลเครื่อจากบริษัทผู้นำเข้า Quantum Healthcare ติดอยู่รอบ ๆ ตัวเครื่อง

คลินิกที่มีใบอนุญาต

คลินิกที่ได้มาตรฐาน เปิดให้บริการถูกต้อง ต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการ ใบอนุญาตดำเนินกิจการจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะติดไว้ภายในคลินิกให้คนไข้ที่มาใช้บริการมองเห็นได้ชัดเจน ส่วนด้านหน้าจะมีชื่อคลินิก สาขา ประเภทคลินิก และเลขที่ใบอนุญาต 11 หลักแสดงไว้    

แต่ไม่ได้หมายความว่าคลินิกที่มีใบอนุญาตทุกแห่ง จะใช้เครื่อง Hifu Ultraformer lll ทั้งหมด บางแห่งอาจจะยังใช้เครื่อง Hifu ทั่วไปอยู่ ดังนั้นต้องพิจารณาควบคู่กัน ทั้งคลินิก ทั้งเครื่อง Hifu ที่ใช้  

แพทย์ที่มีประสบการณ์

แพทย์ที่ทำ Hifu ก็ต้องมีตรวจสอบด้วยเช่นกัน ต้องเป็นแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งออกโดยแพทยสภา เป็นหมอจริง ๆ ไม่ใช่หมอเถื่อนที่แอบอ้างสวมใบประกอบวิชาชีพ สามารถนำชื่อ-นามสกุล เลขใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ ไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ https://checkmd.tmc.or.th/ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่แพทยสภาจัดทำขึ้น เพื่อรวบรวมรายชื่อแพทย์ที่ผ่านการรับรอง 

ที่สำคัญต้องมีประสบการณ์ มีความชำนาญในการใช้เครื่องมือเป็น เคยผ่านการฝึกอบรม Training เช่น Ultraformer IIl The Advantage Technique for Lifting and Fat Reduction รวมทั้งสามารถวิเคราะห์ใบหน้า ประเมินปัญหา และแก้ไขได้อย่างแม่นยำ ตรงจุด  

ทำ hifu ที่ V Square Clinicทำ hifu ที่ V Square Clinic 

การทำ Hifu ไม่ใช่หมอทุกคนจะทำได้ ถ้านัดคิวทำกับหมอคนนี้ไว้ แต่พอถึงหน้างานแล้วเป็นหมออีกคนมาแทน หรือใครก็ไม่รู้มาทำให้ ไม่ควรทำเด็ดขาด เพราะอาจมีความเสี่ยง ทำแล้วไม่เห็นผล หรือเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายตามมา  

ศึกษาข้อมูลก่อนทำ Hifu

จำนวนช็อต (Shot) หรือ ไลน์ (Line) ก็เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาไว้ เพราะหลาย ๆ เคสที่ทำแล้วไม่เห็นผล ส่วนหนึ่งเพราะยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับช็อต (จุด) หรือไลน์ (เส้น) แต่ละคลินิกอาจใช้ไม่เหมือนกัน หรือบางคลินิกมีโปรโมชัน ทำ Hifu ไม่จำกัดช็อต (โปรบุฟเฟต์) ให้รู้สึกว่าทำแล้วคุ้ม แต่จริง ๆ แล้วไม่คุ้ม      

วิธีการนับหน่วยของ Hifu Ultraformer lll จะนับเป็นไลน์ (1 line = 1 เส้น) โดยใน 1 เส้น จะประกอบด้วยจุดพลังงานขนาด 0.5-1 mm เรียงกัน 15-25 จุด ยาวประมาณ 2.5 cm (1 line = 15-25 จุดเรียงกัน) 

คลินิกไหนที่นับเป็นช็อต (1 จุด = 1 line) ต้องตรวจสอบให้ดี เพราะอาจเป็นได้ใน 2 กรณี คือ 

  • เป็นเครื่อง hifu ทั่วไป หัวยิงแบบ Single Shot ลักษณะหัวเรียวเล็กคล้ายหัวปากกา ส่งพลังงานออกมาเป็นจุด  
  • เป็นเครื่อง Hifu Ultraformer lll หัวยิงแบบ Line Cartridge ซึ่งโดยปกติจะนับหน่วยเป็น Line ถ้าคลินิกไหนนับ 1 จุด = 1 Line ควรสอบถามให้แน่ใจก่อน เพราะจำนวน Line ที่ควรจะได้ น้อยกว่าราคาที่จ่ายไป ทำออกมาแล้วไม่เห็นผลหรือได้ผลลัพธ์ไม่ชัดเจน 

นอกจากนี้จำนวนไลน์ที่ใช้ในแต่ละตำแหน่งก็ไม่เท่ากัน หมอจะแนะนำจำนวนไลน์ที่เหมาะสม โดยประเมินจากปัญหา สภาพผิว ตำแหน่งที่ทำ ความหย่อนคล้อย ปริมาณไขมัน และงบประมาณของคนไข้  

Hifu ใช้กี่ไลน์Hifu แต่ละตำแหน่ง ใช้กี่ไลน์

  • แก้ม หรือ เหนียง 100 line
  • แก้ม และ เหนียง 300 line
  • ใต้ตา และ ร่องแก้ม 300 line
  • ทั่วหน้า หรือ ต้นแขน 600 line
  • ทั่วหน้า + คอ หรือ ต้นขา 1,000 line 

รีวิว Hifu 

ปัจจุบันมีรีวิว Hifu ให้ดูจากหลาย ๆ ช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้ง Website, Tiktok, Instagram, X ทั้งคลินิกรีวิวเอง คนไข้ที่ใช้บริการจริงมารีวิว รีวิวจากดารา เซเลบ การดูรีวิวช่วยประกอบการตัดสินใจได้ เพราะจะได้เห็นทั้งเครื่อง Hifu ที่ใช้ เห็นขั้นตอนการทำ รวมถึงผลลัพธ์ หลังทำ Hifu จะเห็นผลทันที หน้ายกกระชับขึ้น 20% เห็นผลเต็มที่ประมาณเดือนที่ 2-3 เดือน อยู่ได้นาน 5-6 เดือน

ติดตามผลหลังทำ Hifu 

คลินิกที่เลือกทำ Hifu ควรมีการติดตามผล จะคล้าย ๆ กับบริการหลังการขาย ที่ไม่ใช่ซื้อเสร็จแล้วก็จบกันไป แต่ยังดูแลต่อเนื่อง รวมถึงมีการให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว วิธีดูแลตัวเอง และมีช่องทางให้คนไข้สามารถติดตามกับหมอได้โดยตรง    

นัดติดตามผลหลังทำ hifuนัดติดตามผลหลังทำ hifu 

สรุป

Hifu Ultraformer lll เป็นเครื่องยกกระชับที่ได้รับความนิยมในคลินิกเสริมความงาม รีวิวแนะนำบอกต่อผลลัพธ์ ติดอันดับหัตถการหรือเครื่องมือที่ควรทำ เพราะให้ผลลัพธ์ในการยกกระชับปรับหน้าเรียวที่ชัดเจน ราคาไม่แพง หลังทำไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้หน้าได้ตามปกติ 

ทำ Hifu ที่ไหนดี ? ข้อมูลเกี่ยวกับ Hifu มีให้ดูตามสื่อโซเชียลต่าง ๆ และยังมีรีวิวบอกต่อมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแนะนำคลินิกทำ Hifu ที่ไหนดี ? ทำ Hifu กับหมอคนนี้แล้วดี เห็นผลชัด สามารถดูประกอบการตัดสินใจ แต่ 3 หัวใจสำคัญที่ควรเช็กเองเพื่อไม่ให้พลาด คือ 1.คลินิกต้องได้มาตรฐาน มีใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข 2.แพทย์ที่ทำมีประสบการณ์ด้านการปรับรูปหน้า และ 3.ใช้เครื่อง Hifu Ultraformer lll  ของแท้ ตรวจสอบได้

ฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเท่าไหร่ ? แต่ละยี่ห้อราคาต่างกันอย่างไร ?

ฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา

ฟิลเลอร์ใต้ตา ราคา

ฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 11,000-18,000.-/1 cc ถือว่าราคามีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ครับ เพราะช่วยแก้ปัญหาใต้ตาได้อย่างหลากหลายและเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำ ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น

สำหรับใครที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเท่าไหร่ ? ทำไมแต่ละคลินิกราคาต่างกัน ? ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตายี่ห้อไหนดี ? ยี่ห้อไหนที่ได้รับความนิยม ? ราคาเท่าไหร่ ? สามารถติดตามอ่านได้ในบทความนี้ครับ

เริ่มต้นทำความรู้จักกับฟิลเลอร์ใต้ตา

ก่อนอื่นอยากจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับฟิลเลอร์ใต้ตากันให้มากขึ้นครับว่า ฟิลเลอร์ใต้ตาคืออะไร ? เนื้อฟิลเลอร์ที่เหมาะสำหรับเติมใต้ตาเป็นแบบไหน ? เพื่อที่จะได้เข้าใจการเลือกใช้เนื้อฟิลเลอร์ ยี่ห้อฟิลเลอร์ ซึ่งจะมีผลต่อราคาการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ฟิลเลอร์ใต้ตา คืออะไร ?

ฟิลเลอร์ใต้ตา (Under-eye filler) คือ หัตถการทางการแพทย์ที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหาใต้ตา เช่น ใต้ตาคล้ำ ถุงใต้ตา ริ้วรอยใต้ตา เบ้าตาลึกด้วยการฉีดสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic acid หรือ HA ที่สร้างขึ้นมาเลียนแบบสารธรรมชาติที่มีอยู่ในร่างกายของเรา เข้าไปยังบริเวณใต้ตาที่มีปัญหา เป็นวิธีแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด เห็นผลไว ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น และได้รับความนิยมในปัจจุบัน

ลักษณะของเนื้อฟิลเลอร์ที่เหมาะสมสำหรับเติมใต้ตา

ฟิลเลอร์ 3 ประเภท

ฟิลเลอร์สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามคุณสมบัติของฟิลเลอร์ คือ ฟิลเลอร์เนื้อแน่น ฟิลเลอร์เนื้อนิ่ม และฟิลเลอร์เนื้อละเอียด โดยเนื้อฟิลเลอร์ที่เหมาะสมสำหรับการเติมฟิลเลอร์ใต้ตา จะเป็นฟิลเลอร์เนื้อแน่นกับฟิลเลอร์เนื้อละเอียดครับ

  • ฟิลเลอร์เนื้อแน่น เหมาะกับเติมใต้ตาชั้นลึกในเคสที่มีปัญหากระดูกใต้ตายุบตัว ช่วยทดแทนในส่วนของผิวที่ยุบตัวลง
  • ฟิลเลอร์เนื้อละเอียด เหมาะกับเติมใต้ตาชั้นตื้นในเคสที่มีปัญหาใต้ตาบริเวณข้างเคียงร่วมด้วย ช่วยเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ รอบเบ้าตา ให้ดูเรียบเนียนและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

การเลือกใช้จะขึ้นอยู่กับระดับปัญหาใต้ตาของคนไข้ บางเคสอาจต้องใช้เนื้อฟิลเลอร์ทั้งสองชนิดร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเริ่มต้นเท่าไหร่ ?

ฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเริ่มต้นที่ 11,000.-/ 1 cc ขึ้นอยู่กับปัญหา ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เลือกใช้และประสบการณ์ของแพทย์

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาขึ้นอยู่กับอะไร ? ทำไมแต่ละคลินิกราคาต่างกัน ?

ทำไมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาแต่ละคลินิกต่างกัน ? ราคาขึ้นอยู่กับอะไร ? แบ่งออกเป็น 3 ปัจจัยดังนี้ครับ

  • ระดับปัญหาใต้ตา

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ใช้กี่ cc ? ขึ้นอยู่กับระดับปัญหาใต้ตาของเรา แพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายเคสไปครับ โดยทั่วไปแล้วจะใช้อยู่ที่ประมาณ 2-4 cc หรือถ้ามีปัญหาน้อยใช้ 1 cc ก็สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้แล้วครับ แต่ถ้ามีปัญหาในระดับมาก เช่น กระดูกใต้ตาทรุดตัวลงมาก ๆ ก็อาจจะต้องใช้ปริมาณฟิลเลอร์ที่มากกว่านั้น ราคาก็จะสูงขึ้นตามจำนวน cc ที่ใช้

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาขึ้นอยู่กับอะไร (1)

  • รุ่น/ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ใช้

ด้วยเทคโนโลยีและกระบวนการการผลิตที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ฟิลเลอร์มีคุณสมบัติเด่นและอายุการใช้งานที่ต่างกัน ซึ่งมีตั้งแต่ 6-24 เดือน จึงมีส่วนให้ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นมีราคาที่ต่างกัน

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาขึ้นอยู่กับอะไร

  • เทคนิคการฉีดและประสบการณ์ของแพทย์

หลายคนอาจเกิดความสงสัยครับว่า ทำไมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามีราคาสูงกว่าการฉีดจุดอื่นอย่างบริเวณร่องแก้ม ขมับ 

เพราะว่าใต้ตาเป็นจุดที่ต้องใช้เทคนิคเฉพาะในการฉีดฟิลเลอร์ ผู้ที่ฉีดจึงต้องเป็นแพทย์ที่มีประสบการณ์หลากหลายเคส สามารถวิเคราะห์ปัญหา ประเมินปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ได้อย่างเหมาะสม และมีเทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและดูเป็นธรรมชาติ เรียบเนียน ไม่เป็นก้อน และมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นประสบการณ์และเทคนิคของแพทย์จึงส่งผลต่อราคาการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาได้ครับ

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาขึ้นอยู่กับอะไร

สรุปแล้วหากใช้ฟิลเลอร์ของแท้ที่นำเข้าอย่างถูกต้อง และฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ ราคาฟิลเลอร์ใต้ตาของแต่ละคลินิกจะไม่ต่างกันมากครับ 

หากเจอคลินิกที่มีราคาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ถูกเกินไปถึงแม้ว่าอยู่ในช่วงโปรโมชัน แนะนำว่าควรตรวจสอบให้ดีก่อนว่า คลินิกแห่งนั้นใช้ฟิลเลอร์ของแท้หรือว่าฉีดโดยแพทย์จริงหรือไม่ เพราะอาจจะใช้ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ฟิลเลอร์ปลอม หรือฉีดโดยผู้ที่ไม่ใช่แพทย์จริง มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายตามมาหลังฉีดฟิลเลอร์ เช่น ฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นก้อน ฟิลเลอร์ไหล หรือร้ายแรงถึงขั้นตาบอดได้เลยครับ

ยี่ห้อฟิลเลอร์ใต้ตาที่ได้รับความนิยม มียี่ห้อไหนบ้าง ? ราคาเท่าไหร่ ?

ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เหมาะสำหรับเติมใต้ตา จะแนะนำให้ใช้ฟิลเลอร์ 3 ยี่ห้อ คือ Juvederm Restylane และ Belotero เป็นฟิลเลอร์แบรนด์ดังที่คลินิกมาตรฐานชั้นนำหลายแห่งนิยมใช้กันครับ ได้รับรองจากอย.อเมริกา และอย. ไทย มีความปลอดภัยสูง โดยแต่ละรุ่น/ยี่ห้อมีราคาดังนี้

ยี่ห้อและรุ่นฟิลเลอร์ ระยะเวลา ราคา / 1 cc
Juvederm Voluma 18 เดือน 14,000 บาท
Juvederm Volite 8-12 เดือน 14,000 บาท
Juvederm Volux 18-24 เดือน 18,000 บาท
Restylane Vital light 6-12 เดือน 14,000 บาท
Restylane Perlane lyft 12 เดือน 14,000 บาท
Restylane Defyne 18 เดือน 14,000 บาท
Restylane Classic 12 เดือน 14,000 บาท
Belotero Volume 18 เดือน 11,000 บาท
Belotero Revive 6-9 เดือน 14,000 บาท

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาให้เห็นผลชัดเจน ปลอดภัย มีขั้นตอนอย่างไร ?

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากและใช้เวลาไม่นาน โดยขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายมีดังนี้ครับ

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

  • ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา วิธีเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน และวิธีการตรวจสอบฟิลเลอร์แท้ของแต่ละยี่ห้อเพื่อความปลอดภัยครับ
  • งดยาแอสไพริน, NSAIDs, วิตามิน St. John’s Wort, Ginkgo Biloba, Primrose oil, Garlic, Ginseng และ Vitamin E เป็นเวลา 7 วันก่อนฉีดฟิลเลอร์
  • งดยาผลัดเซลล์ผิว การดึงหรือโกนขนบริเวณที่จะฉีดฟิลเลอร์
  • งดคอร์สเลเซอร์และนวดหน้าอย่างน้อย 3 วัน ก่อนฉีด
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ หรือกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีดเป็นเวลา 24 ชั่วโมง

การประเมินปัญหาก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ประเมินปัญหาก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา คนไข้จะได้เข้าพบแพทย์เพื่อปรึกษาและแจ้งความต้องการของคนไข้ รวมถึงหากมีประวัติการแพ้ ยาที่แพ้หรือโรคประจำควรเตรียมข้อมูลไว้แจ้งแพทย์ด้วยครับ

โดยแพทย์จะเริ่มทำการประเมินสภาพผิวและระดับปัญหาใต้ตาของคนไข้ เพราะปัญหาใต้ตาเกิดได้จากสาเหตุครับ บางเคสอาจทำหัตถการอื่นแล้วเห็นผลชัดเจนกว่า หรือต้องทำหัตถการอื่นร่วมด้วย แต่ถ้าหากประเมินแล้วว่าปัญหาใต้ตาของคนไข้สามารถแก้ไขด้วยการฉีดฟิลเลอร์ได้ แพทย์จะทำการเลือกยี่ห้อ/รุ่นฟิลเลอร์ ปริมาณที่ควรใช้ให้เหมาะสมกับปัญหาของคนไข้

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

  • ทำความสะอาดใบหน้า
  • แปะยาชาและรอให้ยาชาออกฤทธิ์ประมาณ 30 นาที
  • ก่อนทำการฉีด แพทย์แกะกล่องฟิลเลอร์ให้ดูต่อหน้า คนไข้สามารถตรวจสอบได้
  • แพทย์เริ่มฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา โดยขณะฉีดต้องอยู่ในท่านั่งหรือนอนเอียงที่ระดับหัวอยู่สูงกว่าหัวใจ เพื่อไม่ให้เลือดออกมาก
  • แพทย์แนะนำข้อควรปฏิบัติหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เพื่อลดอาการบวม ป้องกันอาการอักเสบ และให้ฟิลเลอร์เข้าที่ได้ไว

หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

  • หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำครับ โดยอาจมีอาการบวมในจุดที่ฉีดเป็นปกติ ให้เลี่ยงการกด นวด ถูบริเวณใต้ตา อาการเหล่านี้จะหายได้เองใน 7-14 วัน
  • ควรอยู่ในที่มีอากาศเย็น และหลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิดอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
  • งดการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้อาการบวมให้ช้าลง
  • งดเลเซอร์ร้อนลงชั้นผิวเป็นเวลา 1 เดือน
  • ดื่มน้ำให้เยอะ ๆ ประมาณ 1.5-2 ลิตร/วัน จะช่วยให้ฟิลเลอร์ที่เป็นสารอุ้มน้ำฟูสวยและอยู่ได้นานขึ้น

รีวิวฟิลเลอร์ใต้ตา เห็นผลมากแค่ไหน ?

รีวิวฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา 2-4 cc เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำ และจะเห็นผลได้อย่างเต็มที่หลังทำ 2 สัปดาห์ เมื่อฟิลเลอร์เข้าที่ดีแล้ว

Screenshot 2023-11-02 115147

       รีวิวฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา 2 cc + Midface 1 cc                          รีวิวฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา 3 cc

Screenshot 2023-11-02 115358

                  รีวิวฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา 3 cc                            รีวิวฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา 4 cc + ร่องแก้ม 2 cc

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาต่างจากการทำหัตถการแบบอื่นไหม ? 

  • โบท็อกใต้ตา ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 5,999.- ขึ้นอยู่กับยี่ห้อโบท็อกและปริมาณยูนิตที่ใช้ แต่จะสามารถช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยรอบดวงตาได้เพียงอย่างเดียว ถ้าหากมีถุงใต้ตาไม่แนะนำให้ใช้โบท็อกครับ เพราะจะยิ่งทำให้บริเวณใต้ตากล้ามเนื้อหย่อนลง เห็นถุงใต้ตาได้ชัดมากขึ้น
  • Hifu Ultraformer ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 9,900.- สามารถช่วยยกกระชับผิวรอบดวงตาที่หย่อนคล้อยให้เต่งตึงขึ้น โดยใช้เวลาเห็นผลเต็มที่ 2-3 เดือน สำหรับปัญหาถุงใต้ตา Hifu สามารถช่วยยกกระชับได้แต่จะเห็นผลไม่ชัดเจนเท่าการฉีดฟิลเลอร์
  • Thermage ริ้วรอยรอบดวงตา ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 29,999.- สามารถช่วยยกกระชับผิว ลดไขมันบริเวณถุงใต้ตาได้เล็กน้อย และมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหัตถการอื่น ดังนั้นหากจะทำเพื่อแก้ไขปัญหาใต้ตาเพียงอย่างเดียว อาจไม่คุ้มค่าครับ
  • เลเซอร์ใต้ตา ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 2000.-/ครั้ง สามารถช่วยทำลายเม็ดสี ปรับสภาพผิวบริเวณใต้ตาให้กลับมาสว่างขึ้นได้ แต่อาจจะมีอาการเจ็บปวดระหว่างทำ และจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาใต้ตาคล้ำที่เกิดจากการยุบตัวของกระดูกได้ครับ
  • ฉีดไขมันใต้ตา ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 10,000.- คล้ายกับการฉีดฟิลเลอร์ครับ แต่เป็นการใช้ไขมันตัวเองที่ดูดมาจากบริเวณอื่น ข้อดีคือมีโอกาสแพ้ได้น้อยเพราะใช้ไขมันตัวเอง แต่ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะเห็นผลลัพธ์ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ โดยอาจต้องทำหลายครั้งถึงเห็นผลชัดเจน หรือเสี่ยงผิวเป็นคลื่น ผิวไม่เรียบได้
  • ผ่าตัดถุงใต้ตา ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 18,000.- เป็นการผ่าตัดถุงไขมันใต้ตาออก ช่วยให้ถุงไขมันใต้ตาลดลง ผิวเรียบเนียนขึ้น แต่หลังทำจะมีอาการบวมช้ำ หรือเกิดอาการอักเสบหรือติดเชื้อได้หากไม่ได้ดูแลอย่างถูกวิธี รวมถึงต้องใช้เวลาในการพักฟื้นนานครับ

ทั้งฟิลเลอร์ใต้ตา และหัตถการความงามข้างต้นล้วนมีจุดเด่น จุดด้อยที่ต่างกันครับ ราคาก็มีความต่างกันไป จะเลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีไหนดี แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อวิเคราะห์ปัญหา ประเมินรูปหน้า และแนะนำวิธีที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของคนไข้ครับ

สรุป

ฟิลเลอร์ใต้ตา ราคาเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับระดับปัญหา ยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ใช้ รวมถึงเทคนิคและประสบการณ์ของแพทย์ ดังนั้นก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาควรศึกษาข้อมูล และเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ที่ราคามีความสมเหตุสมผล ใช้ฟิลเลอร์ของแท้ที่ได้มาตรฐาน ฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ จะทำให้ได้ผลลัพธ์หลังทำที่ชัดเจน ดูเป็นธรรมชาติ และมีความปลอดภัย

Hifu รีวิว (2023) ยกกระชับปรับรูปหน้า กี่วันเห็นผล อยู่ได้นานแค่ไหน เหมาะกับใครบ้าง ?

Hifu รีวิวผลลัพธ์หลังทำ 

Hifu รีวิว

ปัจจุบันการทำ Hifu (ไฮฟู่) ได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะมีการทำ Hifu รีวิวจากหลาย ๆ คนที่เคยเข้าใช้บริการแล้วลงความเห็นว่าดี รวมถึงมีหลายคลินิกทำโปรโมชันออกมาแข่งขันกัน พร้อมรีวิวผลลัพธ์ ก่อน-หลังออกมาให้เห็น ทำให้ความนิยมสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องการยกกระชับหน้า มีปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย อยากหน้าเด็ก ผิวเด็กเต่งตึงขึ้น แต่กลัวเข็ม กลัวการผ่าตัด 

ใครที่สนใจและกำลังอยากได้ข้อมูล Hifu รีวิวผลลัพธ์หลังทำ วิธีการดูแลตัวเอง ในบทความนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับการทำ Hifu และตัวอย่างเคสรีวิวมาฝากแบบละเอียดยิบ สามารถติดตามอ่านได้เลย 


Hifu และการทำงานของเทคโนโลยี Hifu (High-Intensity Focused Ultrasound)

เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับการทำ Hifu และสามารถเลือกทำ Hifu ได้อย่างเหมาะสม เราควรรู้ก่อนว่า Hifu ที่หลายคนเรียก ๆ กัน คืออะไร ? มีหลักการทำงานอย่างไร ? รวมถึงเครื่อง Hifu ที่หน้าตาต่างกัน มีประสิทธิภาพเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?

Hifu คืออะไร ? จริง ๆ แล้ว Hifu คือ ชื่อเรียกของเทคโนโลยีความงาม High-Intensity Focused Ultrasound ที่สามารถยกกระชับผิว ลดเลือนริ้วรอยและความหย่อนคล้อยได้

หลักการทำงานของ Hifu - Hifu รีวิว (2023) ยกกระชับปรับรูปหน้า กี่วันเห็นผล อยู่ได้นานแค่ไหน เหมาะกับใครบ้าง ?
(ลักษณะการทำงานของเครื่อง HIFU ยิงยกกระชับได้ถึงชั้น SMAS)

การทำงานของเทคโนโลยี HIFU

ลักษณะการทำงานของเทคโนโลยี Hifu -High-intensity focused ultrasound จะเป็นการทำงานด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ ที่พัฒนามาจากการอัลตราซาวด์ดูครรภ์ทางการแพทย์ (ไม่ทำให้เกิดแผล หรือเสียเลือด) โดยสามารถยิงเข้าไปได้ถึงชั้นเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ (SMAS – Superficial Musculo Aponeurotic system) เรียงกันเป็นจุดไข่ปลา (ตามตัวอย่างรูปด้านบน) เสมือนกับการเย็บที่เนื้อ ส่งผลให้ผิวหนังชั้น SMAS หดตัว ผิวจึงยกกระชับ และยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เรียกว่านอกจากผิวจะกระชับแล้ว ยังฟูและเต่งตึงขึ้นอีกด้วย 

การทำ Hifu ช่วยอะไรได้บ้าง ? เป้าหมายหลักของการทำ Hifu คือแก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีริ้วรอย มีปัญหาร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก รวมถึงร่องใต้ตา 

นอกจากนี้ยังช่วยให้กรอบหน้าชัดขึ้น รูขุมขนดีขึ้น ผิวเนียนนุ่ม และหน้าเรียบเนียนใสขึ้น แต่ก็ใช่ว่าเครื่อง Hifu ทุกเครื่อง ทุกยี่ห้อในตลาดความงามจะมีประสิทธิภาพเหมือนกัน แถมปัจจุบันเครื่องปลอมก็มีเยอะ ดังนั้นก่อนตัดสินใจ Hifu ที่ไหน ต้องรู้ว่าเครื่อง Hifu ที่ทำคือเครื่องยี่ห้อใด 

สำหรับเครื่อง Hifu ยี่ห้อที่ดีและมีความคุ้มค่า คุ้มราคา ที่สุด คือ ยี่ห้อ Ultraformer III ซึ่งเป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพ เหนือกว่า Hifu ธรรมดา เพราะเป็นนวัตกรรม MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound) 

Hifu UltraformerIII

แล้ว นวัตกรรม MMFU ดีอย่างไร ? นวัตกรรม MMFU สามารถช่วยยกกระชับได้ทั้งผิวหน้า พร้อมกับ สลายไขมัน และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้กับผิว 

เครื่อง Hifu ยี่ห้อ UltraformerIII จะปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงได้อย่างเฉพาะเจาะจง (Selective delivery of acoustic energy depth) สามารถยิงลงได้ลึก แม่นยำกว่า และเสถียรกว่าเครื่อง Hifu อื่น ๆ เป็นรองแค่เครื่อง Ulthera แม้จากเป็นระบบ macrofocus เหมือนกัน แต่รอบพลังงานของเครื่อง Ulthera จะไวที่สุดเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น ๆ สามารถใช้พลังงานได้สูงเต็มที่ และระหว่างยิงพลังงานจะคงที่กว่า แต่ราคาการทำก็สูงกว่ามากเช่นกัน

รีวิวHifu ยี่ห้อ UltraformerIII
( รีวิวทำ Hifu ยี่ห้อ UltraformerIII ยกกระชับหน้า )
รีวิวHifu Ulthera
( รีวิวทำ Ulthera ยกกระชับหน้า )

ดังนั้นใครที่ต้องการความคุ้มค่า มีงบจำกัดแนะนำ Hifu ยี่ห้อ UltraformerIII ถ้าใครมีงบมากหน่อย ก็สามารถ Ulthera เป็นหลัก และใช้ UltraformerIII เก็บรายละเอียดเพื่อ save cost หรือถ้าใครมีงบแบบไม่จำกัด ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด เครื่องที่ดีที่สุด ก็สามารถทำ Ulthera อย่างเดียวได้ 

ความแตกต่างระหว่าง Hifu กับเทคนิคอื่น ๆ ในการดูแลผิวพรรณ

ปัจจุบันหัตถการความงามที่สามารถยกกระชับหน้าได้ ยังมีอีกหลายหัตถการ ซึ่งมีขั้นตอนและความเหมาะสมกับลักษณะปัญหาที่แตกต่างกัน 

  • HIFU

จุดประสงค์หลักของการทำ Hifu คือการยกกระชับ ต้องการให้หน้าตึง ลดความหย่อนคล้อย โดยไม่มีบาดแผล หรือเสียเวลาพักฟื้น 

การทำ Hifu

  • ร้อยไหมดึงหน้า- ยกหน้า 

เป็นการใช้เข็มนำเส้นไหมละลายที่มีเงี่ยงสอดลงในชั้นผิวหนัง แล้วยกดึงขึ้น เงี่ยงของเส้นไหมจะช่วยพยุงให้ผิวหน้ายกกระชับ เหมาะสำหรับคนที่ไม่กลัวเข็ม ต้องการเห็นผลลัพธ์เร็วและมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก ๆ

  • ฟิลเลอร์ยกหน้า ปรับรูปหน้า

การฉีดฟิลเลอร์ยกหน้า เป็นเทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ (HA) เพื่อเติมเต็มริ้วรอยลึก ปรับรูปหน้าให้ยกกระชับ และสร้างมิติให้แก่ใบหน้า โดยมีการฉีดหลายตำแหน่ง ส่วนใหญ่จะเป็นการเติมเต็มบริเวณร่องแก้ม ร่องใต้ตา และร่องมุมปาก หลังทำใบหน้าจะยกขึ้น หลังฉีดเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน

  • Thermage ยกกระชับใบหน้า 

การทำ Thermage เป็นการยิงยกกระชับผิวด้วยพลังความร้อนคลื่นความถี่วิทยุ RF ลงใต้ผิวหนังจนถึงชั้นไขมัน ช่วยกระตุ้นการทำงานของผิวหนังชั้นใต้คอลลาเจน ทำให้ผิวหนังแข็งแรงยืดหยุ่น ริ้วรอยลดลง ช่วยปรับรูปหน้า ลดการสะสมของไขมัน และยังช่วยให้ผิวเรียบเนียนและเต่งตึงขึ้นได้

  • ผ่าตัดดึงหน้า 

การผ่าตัดศัลยกรรมดึงหน้า เป็นการแก้ไขใบหน้าที่หย่อนคล้อยให้ตึงกระชับ เหมาะกับคนที่ปัญหามาก ๆ ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวการผ่าตัด และมีเวลาพักฟื้นหลังทำ 

ยกกระชับหน้าโดยแพทย์
(แพทย์ประเมินปัญหาและแนะนำหัตถการที่เหมาะสม)

ในกรณีที่ต้องการยกหน้าให้เต่งตึง ลดเลือนริ้วรอย เพื่อให้ดูอ่อนกว่าวัย วิธีที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนมีข้อดีต่างกัน การเลือกทำแต่ละหัตถการแพทย์จะช่วยประเมินความเหมาะสม ร่วมกับความต้องการของคนไข้ โดยบางหัตถการก็ยังสามารถทำร่วมกันได้ด้วย

ประโยชน์ของเทคโนโลยี Hifu

ในส่วนของประโยชน์จากการทำ Hifu ที่ออกแบบมาให้ช่วยยกกระชับผิวโดยเฉพาะแล้ว ยังมีประโยชน์อื่น ๆ ร่วมด้วย ดังนี้ 

ประโยชน์ Hifu

  • สามารถกระตุ้น Collagen ได้ในทุกชั้นของผิว ช่วยให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ หลัก ๆ คือเซลล์ Fibroblasts ที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันรอยเหี่ยวย่น สมานแผล โดยเนื้อเยื่อที่สร้างใหม่นี้จะแน่นกว่าของเดิม กระชับกว่าเดิม 
  • ช่วยกระชับรูขุมขน ผิวเนียนนุ่มขึ้น ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ
  • ช่วยลดปัญหาชั้นไขมันใต้คาง ลดเหนียง ลดคาง 2 ชั้น และริ้วรอยบริเวณคอได้
  • ช่วยแก้ปัญหาหนังตาตก ทำให้คิ้วยกขึ้น ช่วยป้องกันความหย่อนคล้อยของผิวในอนาคตได้

จุดเด่นและข้อจำกัดของ Hifu

“ยกกระชับ ดึงหน้า โดยไม่ต้องศัลยกรรม” 

  • จุดเด่น 

Hifu Ultraformer III เป็นเทคโนโลยีที่สามารถยกกระชับที่ให้ผลลัพธ์คล้ายศัลยกรรมดึงหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด และยังทำได้หลายส่วน เช่น ลำคอ เหนียง รวมทั้งต้นแขน ต้นขา เนื่องจากมีหัวยิงหลายหัว แพทย์สามารถเลือกใช้จัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละระดับชั้นผิวได้ 

  • หัวยิงความลึก 1.5-2.0 mm ใช้กับผิวหนังชั้นบน ช่วยเรื่องริ้วรอย ร่องลึกในระดับที่ไม่ลึกมาก เช่น ริ้วรอยรอบดวงตา หว่างคิ้ว และหน้าผาก
  • หัวยิงความลึก 3.0 mm ใช้กับผิวหนังชั้นกลาง ช่วยลดไขมันและเซลลูไลท์ กระชับใบหน้า กระตุ้นคอลลาเจนบริเวณแก้ม ลดความหย่อนคล้อยของผิว
  • หัวยิงความลึก 4.5 mm ใช้กับผิวหนังชั้น SMAS ที่ปกติจะใช้ผ่าตัดดึงหน้าให้กระชับ ช่วยยกแก้ม เหนียง ลำคอ และเก็บกรอบหน้า

หัวยิง Hifu

ในส่วนของขั้นตอนในการทำก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เพราะเป็นหัตถการที่ไม่ต้องฉีด ไม่ต้องผ่าตัด จึงไม่ต้องเตรียมตัวมากนัก และหลังทำก็ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

  • ข้อจำกัด 

การทำ Hifu ไม่มีข้อห้าม หรือข้อจำกัด สามารถทำได้ทุกวัย ทำได้ตั้งแต่วัยรุ่น ไปจนถึงวัยทำงาน และผู้สูงวัย ยิ่งทำต่อเนื่องยิ่งได้ผลดีสะสม ช่วยป้องกันริ้วรอยร่องลึกในอนาคตได้ 

อายุมากขึ้นคอลลาเจนจะลดลง


ตัวอย่าง Hifu รีวิว แต่ละตำแหน่ง 

การทำ Hifu สามารถยิงได้ทุกบริเวณที่เราต้องการให้ผิวยกกระชับขึ้น เช่น Hifu ใต้ตา, Hifu ลดแก้ม , Hifu ลดเหนียง และ Hifu ทั่วทั้งตัว

ตัวอย่าง Hifu รีวิว ลดแก้มหลังทำทันที

Hifu รีวิวลดแก้ม (1)

ตัวอย่าง Hifu รีวิว ลดแก้มหลังทำ 26 วัน

Hifu รีวิวลดแก้ม

ตัวอย่าง Hifu รีวิวบริเวณใต้ตา

Hifu รีวิวใต้ตา

ตัวอย่าง Hifu รีวิวลดเหนียง

Hifu รีวิวเหนียง


ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ Hifu

ใครที่ยังกังวัลเรื่องความปลอดภัย ไม่ต้องกลัวไป เพราะตัวเครื่อง Hifu ที่ได้มาตรฐาน นับว่าเป็นเทคโนโลยียกกระชับที่มีความปลอดภัยสูง เพราะไม่ทำร้ายผิวหนังบริเวณชั้นนอก อีกทั้งยังเป็นคลื่นเสียงที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ผิว รวมถึงสายตา 

ความปลอดภัยของเทคโนโลยี Hifu -Ultraformer III

สำหรับ Hifu ยี่ห้อ Ultraformer III จัดอยู่ในกลุ่มเครื่อง Hifu คุณภาพสูง ที่มีความปลอดภัย เป็นที่เครื่องที่ผลิตโดย Classys Inc. ประเทศเกาหลี ซึ่งได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาในหลายประเทศ เช่น ไทย เกาหลี สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รวมถึงประเทศในยุโรป เป็นเทคโนโลยี MMFU ที่ผ่านมาตรฐานจากประเทศทั่วโลกกว่า 50 ประเทศ

ประสิทธิภาพของ Hifu Ultraformer III เมื่อเปรียบเทียบกับเทคนิคอื่น

ประสิทธิภาพของ Hifu

ด้านประสิทธิภาพของเครื่อง Hifu Ultraformer III เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องยกกระชับ Hifu แบบอื่น ๆ จะต่างตามค่าพลังงาน, ตามชนิดของหัวยิง, ตามประเทศผู้ผลิต และแบ่งตามยี่ห้อของเครื่อง Hifu ตัวอย่างเช่น 

  • Ulthera SPT

Ulthera SPT เป็นเครื่องผลิตพลังงานอัลตราซาวด์ที่ได้มาตรฐานสากลทั้งจากประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ U.S. FDA รวมถึงจากองค์การอาหารและยาของประเทศไทยด้วย ถือเป็นเครื่อง Original ของ Hifu และเป็นยี่ห้อที่ดีที่สุด มีหลักการทำงานโดยใช้คลื่นอัลตราซาวด์เหมือน กับ Hifu Ultraformer III แต่จะมีพลังงานสูงกว่า ถึง 2 เท่า ทำให้คงผลลัพธ์ได้นานกว่า

Ulthera SPT

Ulthera SPT สามารถแก้ปัญหาผิวได้ลงลึกครอบคลุมทุกชั้น โดยมีหัวให้ใช้ยิงลงลึกได้ถึง 3 ระดับ ที่เหมาะกับปัญหาและชั้นผิวที่แตกต่างกัน 

ระดับความลึกในการยิง ของหัว Ulthera SPT

  • ลึก 1.5 mm สำหรับริ้วรอยผิวชั้นบน
  • ลึก 3 mm สำหรับกระชับชั้นไขมัน
  • ลึก 4.5 mm สำหรับยิงชั้น smas

นอกจากนี้ยังมีหน้าจอในการดูระดับความลึกของจุดที่ยิงลงไปแบบ Real time อีกด้วย 

แต่ล่าสุดเครื่อง Hifu Ultraformer III ก็ได้พัฒนาหัวยิงออกมาเพิ่ม คือหัวยิงพิเศษ Cherry Pink เป็นหัวยิงความลึก 2.0 mm และมีการปรับลักษณะรูปทรง ให้เป็น narrow shape ที่ เล็ก เรียว บาง ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น

HIFU Ultraformer III Cherry Pink

  • HIFU ธรรมดา 

นอกจาก Ulthera SPT และ Hifu Ultraformer III แล้วยังมี Hifu ยี่ห้ออื่น ๆ ซึ่งจะมีระบบการทำงานเพียงแค่ Micro Focused Ultrasound เท่านั้น และในบางยี่ห้อหัวยิงจะส่งพลังงานได้ไม่คงที่ ทำให้ต้องยิงค่าพลังแบบไม่สูงมาก เพราะหากยิงพลังงานสูง ๆ อาจเสี่ยงเกิดปัญหาผิวไหม ผิวเบิร์นได้ แต่เมื่อยิงพลังงานต่ำ ๆ ก็จะทำให้หลังยิงมักไม่ค่อยเห็นผล หรือคงผลลัพธ์ได้ไม่นาน

ข้อควรรู้ : ปัจจุบันมีเครื่อง Hifu ปลอม เข้าสู่ตลาดความงามจำนวนมาก เพราะราคาต้นทุนต่ำ สามารถทำโปรโมชันราคาถูก ๆ เหมา ๆ Hifu บุฟเฟต์ โดยหน้าตาของเครื่องจะแตกต่างกันไป ซึ่งบางเครื่องก็พยายามทำลอกเลียนแบบเครื่องจริง ทำให้ยากต่อการสังเกต 

กรณีพบราคาถูก ๆ เหมา ๆ ไม่จำกัด Line ต้องระวัง เพราะในความเป็นจริงหัวที่ยิง Hifu มีต้นทุนราคาตามจำนวน Line ที่ใช้ เมื่อใช้หมดต้องทิ้ง จึงเป็นไปไม่ได้ที่คลินิกนั้น ๆ จะยอมขาดทุน ทำ Hifu บุฟเฟต์ ไม่จำกัด Line ในราคาถูก


ผลลัพธ์หลังทำ Hifu กี่วันชัดเจน ? 

หากใครได้ลองหารีวิวผลลัพธ์หลังทำ จะเห็นว่ามีรีวิวแตกต่างกัน เห็นผลบ้าง ไม่เห็นผลบ้าง กรณีนี้ต้องดูด้วยว่า เครื่องที่ใช้เป็น Hifu แบบไหน ใช้เครื่องแท้ไหม ถ้า Hifu Ultraformer III แท้จะมีผลลัพธ์ดังนี้ 

  • ผลลัพธ์ที่เห็นได้ทันที

สามารถเห็นผลได้ทันทีประมาณ 20% จากนั้นผิวหน้าจะค่อย ๆ ยกกระชับมากขึ้น 

  • ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

สิ่งที่สามารถคาดหวังได้หลังทำ Hifu Ultraformer III คือ ผิวยกระชับ หน้าดูเรียว ริ้วรอยลดลง และสลายไขมันได้บางส่วน กรอบหน้าชัดขึ้น

  • ระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์

หลังทำไฮฟู่แล้ว ชั้นผิวจะหดตัวจากความร้อนที่ Focus ลงใต้ผิว และจะค่อย ๆ กระชับขึ้นใน 1-2 เดือน และจะเห็นผลเต็มที่ในระยะ 2-3 เดือน อยู่ได้นาน 5-6 เดือน

ตัวอย่างการทำ Hifu รีวิว การเปลี่ยนแปลงตลอด 1 เดือน 

Hifu รีวิว 1 เดือน


การดูแลตัวเองหลังทำ Hifu เพื่อผลลัพธ์ดีที่สุด

  • หลังทำสามารถทาครีมบำรุงผิวหน้าได้ตามปกติ แต่แนะนำให้ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ เสริมจากเดิมเพื่อป้องกันแสงแดด
  • ควรหลีกเลี่ยงการออกแดดกลางแจ้ง 1-2 สัปดาห์ เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูของคอลลาเจนใต้ผิว
  • ใครที่หลังทำแล้วมีอาการเมื่อย ๆ หรือตึง ๆ ผิว โดยเฉพาะแนวสันกราม สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้
  • ไม่ควรนวดหรือถูใบหน้าแรง ๆ
  • ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นการทำลายการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นใต้ผิวหนัง

การดูแลหลังทำ Hifu

Hifu ควรทำซ้ำหรือไม่ ?

หากอยากให้ได้ผลมากยิ่งขึ้น และอยู่ได้นานขึ้น หลังจากทำครั้งแรกควรกลับมาทำซ้ำ ในช่วง 3 เดือน เพื่อให้เซลล์ Fibroblast สร้างคอลลาเจนได้อย่างเต็มที่ก่อน และหลังจากนั้นค่อยกลับมาทำซ้ำทุก ๆ 6 เดือน เพื่อป้องกันความหย่อนคล้อยในอนาคตและคงสภาพผลลัพธ์ไว้

ควรทำ Hifu กี่ครั้ง ?

หลังทำ Hifu 1 ครั้ง จะคงผลลัพธ์อยู่ได้นาน 5-6 เดือน เพื่อให้ผลลัพธ์ดีขึ้น ชัดเจนขึ้น สามารถกลับมาทำซ้ำได้ทุก ๆ 3 เดือน ตามที่กล่าวมา

การรักษาผลลัพธ์

โดยทั่วไปการทำ Hifu จะอยู่ได้ 5-6 เดือน แต่ก็สามารถทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 1 ปีได้ ขึ้นอยู่กับว่าใช้พลังงานในการทำสูงเพียงพอไหม (พลังงานสูงขึ้น เจ็บขึ้น) และอีกส่วนคือเราดูแลตัวเองดีหรือไม่ ใครที่ไม่ดูแลตัวเอง ออกแดดบ่อย ๆ สูบบุหรี่ ดื่มน้ำน้อย หรือทำพฤติกรรมที่ทำให้ผิวสูญเสียคอลลาเจนเร็ว การรักษาผลลัพธ์ก็จะอยู่ได้สั้นลง


สรุป 

มาถึงตรงนี้ เมื่อรู้ทั้งข้อมูล และเห็นตัวอย่าง Hifu รีวิว ทั้งก่อนและหลังทำแล้ว ใครที่สนใจการทำ Hifu ในเบื้องต้น แนะนำให้เลือกทำกับคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และตรวจเช็กข้อมูลก่อนทำด้วยว่าเครื่อง Hifu ที่ใช้ ได้มาตรฐานหรือไม่ เป็นเครื่อง Hifu ยี่ห้ออะไร และทำกับใคร เพราะการทำ Hifu จำเป็นต้องทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ สามารถประเมิน และวางแผนการแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป


เอกสารอ้างอิง

ปลูกผม ราคาจับต้องได้ หาคลินิกครบวงจรไม่ยากอย่างที่คิด

ปลูกผม ราคาจับต้องได้

ใครที่มีปัญหาผมบาง ผมร่วง หัวล้าน ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน อายุเท่าไร ความกังวลนี้สามารถคลายไปด้วยการมองหาวิธีการรักษา และคุณจะพบว่าการรักษาที่ให้ผลลัพธ์ที่ดี คงหนีไม่พ้นการปลูกผมนั้นเอง จากนั้นก็จะมีคำถามต่อว่าปลูกผม ราคาแพงไหม ปลูกผม ราคาเท่าไหร่ คำตอบคือ ปลูกผม ราคาไม่แพงอย่างที่คิด เป็นราคาที่สามารถจับต้องได้อย่างแน่นอน

อัปเดตราคาปลูกผมล่าสุด 2023

การปลูกผม ราคาไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับความคุ้มค่าที่ได้รับ การปลูกผมนั้นดูแล้วเหมือนราคาสูง หากลองเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย 69,000 บาท ระหว่างการปลูกผมกับการใช้ยาปลูกผมแล้ว การรับประทานยาปลูกผมสามารถซื้อได้เพียงแค่ 2 ปี เมื่อหยุดรับประทานแล้วผมก็จะหลุดร่วงไป ไม่คงอยู่ถาวร แต่การปลูกผมนั้น ผมจะค่อย ๆ เจริญเติบโต เกิดการร่วง และงอกขึ้นใหม่ได้ตามธรรมชาติ

ในปัจจุบันการปลูกผม ราคาอยู่ในช่วงกว้างมากระหว่าง 69,000 – 250,000 บาท แต่ละสถาบันปลูกผมจะมีราคาแตกต่างกันออกไป รวมถึงแต่ละเคสก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่มากเช่นกัน ดังนั้นราคาปลูกผมจึงแบ่งได้เป็นช่วงต่าง ๆ ดังนี้

ปลูกผม กราฟท์ละเท่าไหร่

ราคาเริ่มต้นปลูกผมกราฟท์ละ 75 บาท แต่ทั้งนี้การปลูกผม ราคาขึ้นอยู่กับจำนวนกราฟท์ เทคนิคการปลูกผม และความยากง่ายของเคส ซึ่งมักจะแบ่งคอร์สปลูกผมออกเป็นช่วงปลูกผม 1,000 กราฟท์ ราคาจะอยู่ประมาณ 69,000 – 200,000 บาท โดยทั่วไปมักจะมีการแนะนำคอร์สปลูกผม 1,000 กราฟท์ ส่วนช่วงปลูกผม 2,000 กราฟท์ ราคาประมาณ 70,000 – 300,000 บาท และช่วงปลูกผม 3,000 กราฟท์ ราคาประมาณ 90,000 บาท เป็นต้นไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคลินิกปลูกผม รวมไปถึงเทคนิคของหมอด้วยเช่นกัน

ส่วนปลูกผมราคาเหมานั้นหมายความว่า เราจะปลูกผมกี่กราฟท์ก็จ่ายในราคาเดียว อาจจะต้องตัดสินใจให้ดี ว่าแท้ที่จริงแล้ว เราต้องปลูกผมกี่กราฟท์ แล้วราคาเหมานั้นคุ้มหรือไม่ หรือถ้าให้ดีควรดูราคาตามจำนวนกราฟท์ดีที่สุด และยังมีการปลูกผมบางเทคนิค เช่น การปลูกผมยาวในผู้หญิงที่ราคาอาจจะสูงหน่อย เนื่องจากเป็นการปลูกผม FUE ราคาสูงประมาณ 100,000 – 200,000 บาท ในช่วง 1,000 กราฟท์ โดยจะไม่มีการโกนผม เรียกว่า Long hair MicroTRIM FUE ทำให้ยังคงความสวยงามอยู่เหมาะสำหรับผู้หญิงเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมปลูกผมแต่ละคลินิก ราคาแตกต่างกัน

ปลูกผม ราคาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมราคาปลูกผมแต่ละคลินิกจึงแตกต่างกัน มาดูกันว่าการปลูกผม ราคาขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง

1.เทคนิคการปลูกผม

การปลูกผม ราคาขึ้นอยู่กับเทคนิคการปลูกผมเป็นส่วนมาก โดยเทคนิคที่ใช้ในการปลูกผม ได้แก่ FUE (Follicular Unit Extraction) เป็นการย้ายเซลล์รากผมจากด้านหลังศีรษะบริเวณเหนือกกหู (Donor Area) ออกมาทีละกราฟท์หรือเป็นกอ แล้วนำไปปลูกบริเวณที่ต้องการ หรืออีกวิธีคือ FUT (Follicular Unit Transplantation) เป็นการตัดผิวหนังชั้นบนออกมาพร้อมกับเซลล์รากผมแล้วนำเซลล์รากผมมาแบ่งเป็นกราฟท์และไปปลูกบริเวณที่ต้องการ ส่วนวิธี Long Hair FUE เป็นวิธีที่มีความคล้ายกับ FUE แต่จะใช้อุปกรณ์พิเศษเพื่อให้ได้ผมยาวมาปลูกต่อ

2.จำนวนกราฟท์

การปลูกผม ราคาขึ้นอยู่กับจำนวนกราฟท์ด้วยเช่นกัน ยิ่งมีจำนวนกราฟท์เยอะมากเท่าไหร่ ก็จะต้องมีความยากกว่าและใช้เวลานานกว่า หากเป็นวิธีการปลูกผมที่มีการผ่าตัดหนังศีรษะด้วยแล้ว ก็จะต้องมีการเย็บแผล นำเซลล์รากผมไปเป็นกอ โดยใช้ปากกาปลูกผมช่วยนำส่งกอผมได้อย่างมีสภาพสมบูรณ์

3.คุณภาพของเครื่องมือและอุปกรณ์ 

การปลูกผม ราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องมือและอุปกรณ์ ในบางกรณีอาจต้องมีการใช้ปากกาปลูกผม  (Implanter) เพื่อรักษาเซลล์รากผมให้เกิดความบอบช้ำน้อยที่สุด ส่งผลให้ผมนั้นปลูกติดหรือทำให้ปลูกติดได้ง่ายมากขึ้น

4.บริการดูแลหลังปลูกผม

การปลูกผม ราคาขึ้นอยู่กับบริการดูแลหลังปลูกผม ซึ่งก็นับเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน คลินิกปลูกผมที่ดีควรจะมีการดูแลหลังการรักษา ไม่ว่าจะเป็น การใช้ Treatment, การฉีด PRP หรือเกล็ดเลือดเข้มข้นจุดที่ผมร่วงหรือผมบาง เพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์รากผม, การใช้เลเซอร์ LLLT ยิงเมื่อกระตุ้นเซลล์รากผม ให้สารอาหารมาเลี้ยง ทำให้แผลสมานเร็ว ลดการอักเสบและยังทำให้ผมร่วงลดลงด้วย, การฉายแสง Laser Hair Growth ทำให้เลือดมาหล่อเลี้ยงมากยิ่งขึ้น ทำให้ผมแข็งแรง เส้นใหญ่ ไม่ขาดง่ายเปราะบาง ทำให้ผมหนาขึ้นมาได้ เป็นต้น

5.ความเชี่ยวชาญของแพทย์

การปลูกผม ราคาขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแพทย์ หากเลือกพบแพทย์ที่มีประสบการณ์ และมีความชำนาญก็จะทำให้การปลูกผมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดแผลเป็นน้อย อัตราการงอกของผมสูง รูปทรงของแนวผมก็จะมีส่วนรับกับคนไข้เอง ให้ผลเป็นที่พึงพอใจ

แนะนำ “Dr.Tarinee Hair Clinic”คลินิกปลูกผมราคาดี 

Dr.Tarinee Hair Clinic คลินิกปลูกผม ราคาดี

หากคุณกำลังมองหาคลินิกปลูกผม ราคาดี มีคุณภาพ อาจใช้เวลาสักหน่อยในการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อจะได้พิจารณา ว่าคลินิกใดมีความคุ้มค่ามากที่สุด สำหรับคลินิกปลูกผมคุณภาพอย่าง “Dr.Tarinee Hair Clinic” เป็นคลินิกที่เพียบพร้อมด้วยเครื่องมือทันสมัยและการรักษาที่เป็นไปตามมาตรฐาน ราคาอยู่ในช่วงที่จับต้องได้ ในส่วนของตัวคุณหมอนั้นมีความเชี่ยวชาญทางโรคผิวหนัง โรคเส้นผม และยังมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษด้านการปลูกผม ที่สำคัญคุณหมอยังเป็นเจ้าของคลินิกเอง ดูแลเองทุกขั้นตอน จึงสามารถที่จะควบคุมคุณภาพและมาตรฐานได้

นอกจากความมืออาชีพแล้ว คุณหมอยังเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย ใส่ใจคนไข้อย่างเต็มที่ เป็นคลินิกที่สามารถให้การรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ นอกจากนี้ยังมีการดูแลหลังการผ่าตัดอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น การติดตามผลการรักษา นัดดูแผลพร้อมกับทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะ มีการรักษาผมบางร่วมด้วย เช่น การให้ยารับประทาน, การฉีด Premium PRP, การทำ Hair Treatment, การฉายแสงไม่จำกัดจำนวนครั้ง และมีการตรวจประเมินโดยแพทย์ทุกครั้ง

ปลูกผมคืออะไร? รวมข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกผม

 

ปลูกผม

ผมบาง ศีรษะล้าน เป็นปัญหาที่พบบ่อย และเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น กรรมพันธ์ ความเครียด ขาดวิตามิน ความเจ็บป่วยไม่สบาย การปลูกผม เป็นรักษาผมบางศีรษะล้านที่มีประสิทธิภาพและเห็นผลดี และเราควรจะเลือกปลูกผมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยและผลการรักษาที่ดี

เนื่องจากการปลูกผมเป็นหัตถการรักษาที่อาศัยความชำนาญด้านศัลยกรรมปลูกผม และมีข้อควรระวังที่ทุกคนควรทราบก่อนเข้ารับการปลูกผม ซึ่งต่อจากนี้จะเป็นการอธิบายเกี่ยวกับการปลูกผมเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน รวมถึงสามารถนำข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจสำหรับคนที่อยากปลูกผม รักษาศีรษะล้านให้เส้นผมกลับมาขึ้นเหมือนเดิม


ทำความรู้จัก “ปลูกผม”  

hair transplant คือ

ปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน มีการรักษามาตรฐานได้ด้วยยารับประทาน ยาทา หรือจะเสริมการรักษาด้วยการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น แต่เมื่อรากผมฝ่อไปแล้ว จะไม่สามารถกระตุ้นได้ด้วยยารับประทาน หรือยาทา คุณหมอจะแนะนำการปลูกผมเป็นการรักษาที่ช่วยให้คนไข้มีความมั่นใจกลับคืนมาได้

ปลูกผม คืออะไร

ปลูกผม หรือ Hair Transplant คือ นำกอผมที่มีเซลล์ต้นกำเนิดอยู่มาปลูกบริเวณที่ผมบางศีรษะล้าน โดยเซลล์ที่นำมาปลูกผมจะมาจากส่วนของท้ายทอยเนื่องจากมีความแข็งแรง และไม่ได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมน DHT หลังจากที่ปลูกผมลงบริเวณที่มีเส้นผมเบาบางแล้วผมก็จะเริ่มยาวออก ซึ่งผมตรงส่วนที่เราปลูกถ่ายก็จะมีการหลุดร่วงและงอกใหม่ตามวงจรปกติ

ผลลัพธ์ของศัลยกรรมปลูกผมจะคงอยู่ถาวร ไม่ว่าเราจะตัดหรือโกนมันออกก็ตาม นอกจากการปลูกผมจะช่วยแก้ปัญหาผมบางศีรษะล้านแล้ว ยังสามารถนำมาประยุกต์เพื่อกลบรอยแผลบริเวณคิ้วหรือหนังศีรษะได้อีกด้วย

ปลูกผม มีขั้นตอนการทำอย่างไร

การปลูกผมมีรูปแบบวิธีการรักษาเส้นผมหลุดร่วงอยู่ 2 วิธีหลัก ๆ คือ ปลูกผม FUE และปลูกผม FUT ซึ่งวิธีการทั้งสองมีการนำกอผมออกมาจากท้ายทอยแตกต่างกัน แต่การปลูกที่เหมือนกัน รวมถึงปลูกผม FUE ยังมีเทคนิคย่อย ๆ แยกออกไปอีกต่างหาก แต่ตรงนี้จะเป็นการอธิบายขั้นตอนการปลูกผมให้ทุกคนเข้าใจง่าย ๆ มาเริ่มดูกันเลยดีกว่าว่าแต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร

ปลูกผม FUE เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่เป็นแผลยาว และสามารถนำเซลล์รากผมไปปลูกบริเวณที่ต้องการด้วยเครื่องเจาะไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยขั้นตอนปลูกผมแบบ FUE สามารถสรุปได้ดังนี้

  1. แพทย์ทำการวาดออกแบบแนวเส้นผมตามโครงหน้าของคนไข้ ก่อนจะคำนวณกราฟต์สำหรับการปลูกผม
  2. หลังจากคำนวณเรียบร้อย แพทย์จะทำการคัดเลือกเซลล์รากผมบริเวณท้ายทอย ก่อนจะทำการฉีดยาชาพร้อมโกนผมบริเวณดังกล่าวออก
  3. นำเครื่องเจาะไฟฟ้า 0.8-1.0 มิลลิเมตร เจาะบริเวณผิวหนัง เพื่อดึงเซลล์รากผมก่อนนำไปเก็บรักษาไว้ในน้ำเลี้ยงเซลล์โดยเฉพาะ
  4. ฉีดยาชาบริเวณที่เส้นผมบางพร้อมด้วยยาห้ามเลือด จากนั้นแพทย์จะทำการปลูกถ่ายเส้นผมโดยอุปกรณ์ปากกานำส่งรากผม เพื่อถนอมกอผมให้สมบูรณ์ที่สุด

ปลูกผม FUT เป็นวิธีการปลูกผมที่จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อแยกเซลล์รากผมออกมา โดยแพทย์จะทำการคัดเลือกเซลล์รากผมที่แข็งแรงก่อนนำไปปลูกบริเวณที่ศีรษะล้าน แผลจากการผ่าตัดจะมีลักษณะเป็นแผลยาวทรงสี่เหลื่อมผื่นผ้านาว 15-20 เซนติเมตร กว้าง 1.5/2 เซนติเมตร แผลผ่าตัดใช้เวลาพักฟื้นหลังเย็บแล้ว 7-10 วัน จึงจะตัดไหมออก ขั้นตอนปลูกผมแบบ FUT สามารถสรุปได้ดังนี้

  1. แพทย์ทำการวาดออกแบบแนวเส้นผมตามโครงหน้าของคนไข้ ก่อนจะคำนวณกราฟต์สำหรับการปลูกผม
  2. จากนั้นแพทย์จะทำการฉีดยาชาพร้อมโกนผมออก และเริ่มผ่าตัดบริเวณท้ายทอยเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อทำการคัดเลือกเซลล์รากผม 
  3. หลังจากที่คัดเลือกเซลล์สำหรับปลูกผมเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะปิดแผลด้วยเทคนิคพิเศษ Trichophytic Closure ซึ่งทำให้ไม่เกิดแผลเป็น และผมสามารถงอกจากแผลเหมือนปกติ
  4. เมื่อได้หนังศีรษะจากการผ่าตัดแล้วแพทย์จะนำมาเก็บไว้ในน้ำเลี้ยงเซลล์ เพื่อคัดแยกเซลล์รากผมที่แข็งแรงมีคุณภาพ
  5. สุดท้ายแพทย์จะทำการฉีดยาชาบริเวณหนังศีรษะที่ต้องการรักษาผมร่วง พร้อมด้วยยาห้ามเลือด จากนั้นแพทย์จะทำการปลูกถ่ายเส้นผมโดยอุปกรณ์ปากกานำส่งรากผม เพื่อถนอมกอผมให้สมบูรณ์ที่สุด

ปลูกผม เจ็บไหม

สำหรับคนที่กังวลว่าปลูกผมแล้วจะเจ็บตอนระหว่างที่แพทย์เจาะลงมาบนหนังศีรษะ ในขั้นตอนนี้แพทย์จะมีการฉีดยาชาเฉพาะจุดให้กับคนไข้ โดยจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บในระหว่างขั้นตอนการปลูกผม


ประโยชน์ของการปลูกผม  

ก่อนจะทำการปลูกผมก็ควรทราบถึงข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน รวมถึงประโยชน์ของการรักษาผมร่วงด้วยวิธีปลูกผมด้วย ซึ่งการเห็นถึงประโยชน์ของการปลูกผมก็จะช่วยให้เราสามารถพิจารณา และตัดสินใจได้ว่าตัวของเราเองควรจะรักษาผมร่วงด้วยวิธีการดังกล่าวดีหรือไม่ โดยประโยชน์ของการปลูกผมสามารถสรุปออกมาได้ดังนี้

  • รักษาอาการผมร่วงที่เกิดจากกรรมพันธุ์ ผมบางตามวัย หรือ อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ
  • หากมีรอยแผลบริเวณคิ้ว หรือหนังศีรษะก็สามารถปลูกผมเพื่อกลบรอยแผลได้
  • ช่วยปรับโครงหน้าตามแผนที่ทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนออกแบบเอง
  • ผมที่ปลูกไปแล้วมีคุณสมบัติเหมือนเส้นผมจริง คือ มีการหลุดร่วงและงอกใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ
  • ผมที่ปลูกสามารถงอกใหม่ได้ตลอด โดยที่ไม่จำเป็นต้องรักษาซ้ำ ๆ หลายครั้ง

ปลูกผม มีระยะพักฟื้นนานไหม

สำหรับการพักฟื้นหลังจากปลูกผมแล้วจะแบ่งออกเป็น 2 กรณีตามรูปแบบหัตถการที่เรารักษากับทางแพทย์ กรณีของการปลูกผมแบบ FUE แผลมีขนาดเล็กสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ได้ตามปกติเพียงระมัดระวังไม่ให้แผลโดนน้ำ หรือนำมือไปแกะบริเวณแผล ส่วนปลูกผมแบบ FUT แผลเย็บขนาดเล็กๆเป็นเส้นยาว และต้องรอตัดไหม7-10วัน เมื่อแผลหายผมยาวลงมาปิดเแผลได้


แนะนำคลินิกปลูกผม Dr.Tarinee Hair Clinic

คลินิกปลูกผม

ส่วนคนที่เจอกับปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน ต้องการแก้ไขผมเถิก หรือปรับกรอบรูปหน้า อยากปลูกผมแต่ไม่รู้ว่าจะไปพบแพทย์ที่ไหนดี เราขอแนะนำ Dr.Tarinee Hair Clinic โดยแพทย์หญิง ธาริณี ก่อวิริยกมล (คุณหมอแก้ว) เป็นแพทย์ที่มีความชำนาญด้านโรคที่เกี่ยวกับเส้นผมและหนังศีรษะ รวมถึงศัลยกรรมปลูกผมด้วย โดยทางคลินิกจะมีแพทย์คอยดูแลคนไข้ทุกเคสเลย ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่ใกล้คุณ

คุณหมอแก้วและคลินิกผ่านประสบการณ์การทำงานมาตลอด 15 ปี มีการดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ที่มีความทันสมัย แนะนำ Dr.Tarinee Hair Clinic


ปลูกผมกับคลินิกสยบปัญหาผมบางศีรษะล้าน

หากเจอปัญหาผมบางศีรษะล้าน ผมเถิก สนใจเรื่องการปลูกผม แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอแก้ว เพราะนอกจากจะดูแลเรื่องปลูกผมแล้ว ยังช่วยดูแลให้ผมอยู่กับเราไปได้นานนาน คุณหมอรักษาทั้งผมร่วง ผมบางศีรษะล้าน ด้วยยา และการผ่าตัดเป็นแบบองค์รวม


ปลูกผม FUE รักษาศีรษะล้านอย่างได้ผล ไร้รอยแผลเป็น

ปลูกผม FUE ราคา

ปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน เป็นเรื่องหนักใจ สำหรับผู้มีความจำเป็นต้องพบปะกับผู้คนอยู่เป็นประจำ ยิ่งการติดต่อเจรจาทางธุรกิจแล้ว ยิ่งต้องมีภาพลักษณ์ที่ดีอยู่เสมอ หลายคนที่เกิดปัญหาศีรษะล้าน จึงหันไปพึ่งการทำศัลยกรรมปลูกผม FUE เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ด้วยนวัตกรรมการปลูกผม FUE ในปัจจุบัน ได้พัฒนาไปไกลมาก สามารถแก้ไขปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้านได้อย่างตรงจุด เห็นผลได้ดี ใช้เวลาทำไม่นาน และยังไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ซึ่งนวัตกรรมนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากการปลูกผม FUE ราคาไม่แพง และให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ หากคุณกำลังเป็นผู้ประสบกับปัญหาดังกล่าว การปลูกผม FUE คือคำตอบ อย่ารอช้ารีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไข

เทคนิคปลูกผม FUE คืออะไร

การปลูกผม FUE (Follicular Unit Extraction) คือเทคนิคการปลูกผมด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดผม โดยใช้ Micropunch หรือเครื่องมือทางการแพทย์ขนาดเล็ก ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 0.6 – 1.0 มิลลิเมตร นำมาเจาะเอากอผมที่มีเซลล์ผมต้นกำเนิดออกทีละกอ จากนั้นนำกอผมไปปลูกถ่ายบริเวณที่เกิดปัญหา โดยใช้อุปกรณ์พิเศษอย่าง Forceps หรือปากกาปลูกผม เจาะฝังกอรากผมลงไปอย่างตรงจุด หลังจากปลูกผมเสร็จ ผมก็จะเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง

จุดเด่นของการปลูกผม FUE

สิ่งที่ทำให้การปลูกผม FUE ได้รับความนิยม นอกจากจะเป็นวิธีที่มีความปลอดภัย และเห็นผลได้ดีแล้ว ยังมีข้อดีอีกมากมาย โดยจุดเด่นของการปลูกผม FUE คือ

  1. การปลูกผม FUE ไร้รอยแผลเป็น เนื่องจากรอยเจาะปลูกผมมีขนาดเล็กมาก
  2. เจ็บน้อย หายเร็ว เพราะเป็นการเจาะปลูกผม ไม่ได้ผ่าตัดหนังศีรษะ จึงทำให้ไม่เกิดรอยแผลเป็นยาว เจ็บน้อย และไม่ใช้เวลาพักฟื้นนาน
  3. ผมที่เกิดขึ้นใหม่มีความแข็งแรง ดูเป็นธรรมชาติ
  4. สามารถปลูกผมทับบริเวณที่ศีรษะล้าน ผมแหว่ง หรือรอยแผลเป็นได้
  5. รักษาปัญหา ผมบาง ศีรษะล้านที่เกิดจากกรรมพันธุ์ได้

ใครควรปลูกผม FUE บ้าง

ปลูกผม FUE ไม่ขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนต้องการทำศัลยกรรมปลูกผม FUE คือการเสริมความงาม สร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดจากปัญหาผมบาง ศีรษะล้าน หัวเถิก ซึ่งการปลูกผมจะช่วยปรับกรอบรูปหน้าให้สวยงาม ผมที่ขึ้นใหม่ดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งวิธีการปลูกผม FUE เหมาะกับผู้ที่ประสบกับปัญหาเหล่านี้

  • ผู้ที่มีรอยแผลเป็นและต้องการปลูกผมเพื่อปกปิดรอยแผลเป็นดังกล่าว
  • ผู้มีปัญหาศีรษะล้าน ผมบางที่เกิดจากกรรมพันธุ์
  • ผู้ที่มีปัญหาหัวเถิก หน้าผากกว้าง หรือผู้ที่ต้องการปรับกรอบหน้า ให้แนวผมรับกับใบหน้า ดูสวยงามมากขึ้น ตลอดจนเสริมโหงวเฮ้ง
  • ผู้ที่รักษาผมบางจากกรรมพันธุ์ด้วยยาแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ
  • ผู้ที่ต้องการใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน หายเร็ว และประหยัดเวลาในการรักษา

ความแตกต่างของการปลูกผม FUE กับเทคนิคอื่น ๆ

เทคนิคการปลูกผมในแต่ละรูปแบบย่อมมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนไข้ โดยหัวข้อนี้เราจะพาคุณไปหาคำตอบกันว่าการปลูกผม FUE มีความแตกต่างกับการปลูกผมด้วยเทคนิคอื่นอย่างไร

  • การปลูกผม FUT คือการปลูกผมยอดนิยมอีกรูปแบบหนึ่ง สามารถแก้ไขปัญหาศีรษะล้านได้อย่างเป็นอย่างดี โดยวิธีนี้จะใช้การผ่าตัดหนังศีรษะออกเป็นแถบกว้างประมาณ 1.5 – 2 เซนติเมตร ยาว 10 – 15 เซนติเมตร นำมาแยกเซลล์ต้นกำเนิดผ่านกล้องจุลทรรศน์ ก่อนนำเซลล์รากผมที่แข็งแรง ไปปลูกบริเวณที่ต้องการ ซึ่งจะแยกจำนวนกราฟผมได้มากกว่าการปลูกผม FUE ใช้เวลาผ่าตัดน้อยกว่า แต่มีรอยแผลเป็น ลักษณะเป็นเส้นยาว ๆ เล็ก ๆ
  • การปลูกผมแบบ DHI คือการปลูกผมโดยใช้อุปกรณ์ช่วยนำส่งกอผมลงไปบริเวณที่เราต้องการปลูกผม หรือปลูกคิ้ว ด้วยเครื่องมือปากกา Implanter ที่ต้องอาศัยฝีมือแพทย์ที่มีความชำนาญโดยเฉพาะ หลังทำจะมีแผลเป็นขนาด 0.5 – 0.9 มิลลิเมตรซึ่งมีขนาดเล็ก ส่วนการปลูกอีกแบบ FUE คือการ ใช้เครื่องมือ Forceps ในการปลูกผม ซึ่งทั้งสองแบบได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนกัน ขึ้นกับความชำนาญของแพทย์ผู้ปลูก

แนะนำคลินิกปลูกผม FUE “Dr.Tarinee Hair Clinic”

การปลูกผม FUE คือวิธีแก้ไขปัญหาผมบาง หัวเถิก ศีรษะล้าน ที่ได้ผลดี ใช้เวลาการผ่าตัดไม่นาน หลังจากนั้นคนไข้สามารถกลับมาพักฟื้นต่อที่บ้านได้เลย ซึ่งผมที่ปลูกใหม่จะใช้เวลาในการเจริญเติบโตประมาณ 1 – 1.5 ปี เจ็บน้อย การปลูกผม FUE จะได้ผมที่ขึ้นใหม่ดูเป็นธรรมชาติ ดกดำ สวยงาม

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาคลินิกรักษาปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน หรือต้องการปรับกรอบรูปหน้าให้สวยงาม เพิ่มโหงวเฮ้ง ขอแนะนำ Dr.Tarinee Hair Clinic ผู้เชี่ยวชาญทุกปัญหาเรื่องผม ปลูกผม FUE ด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย พร้อมทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์ ดูแลคนไข้มาแล้วกว่า 3,000 ราย สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องเส้นผมและหนังศีรษะได้อย่างตรงจุด คืนความมั่นใจให้กับคุณอีกครั้ง สนใจสอบถามขอรับคำปรึกษาฟรีได้ที่

  • Website : Dr.Tarinee Hair Clinic
  • Line : @drtarinee
  • Facebook : Dr.Tarinee Hair Clinic ปลูกผม รักษา ผมร่วง ผมบาง

ข้อเข่าเสื่อม โรคใกล้ตัว อันตรายที่ควรป้องกัน

โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาทางด้านสุขภาพที่สามารถพบได้ในกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากการใช้งานเข่าสะสมมาเป็นเวลานาน แต่โรคนี้ไม่ได้เกิดเพียงกับผู้สูงอายุเท่านั้น แม้แต่ในกลุ่มผู้อายุน้อยเอง สามารถเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น น้ำหนักตัวที่มากเกินเกณฑ์ การใช้ข้อเข่าผิดธรรมชาติหรือรุนแรง อุบัติเหตุ การไม่ถนอมการใช้งาน จนทำให้ข้อเข่าเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติที่ควรเป็น ในบทความนี้จะพาเพื่อนๆ มารู้จักกับโรคข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น เพื่อรับการป้องกัน การดูแลและการรักษาอย่างถูกวิธี


ข้อเข่าเสื่อม 

อาการข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นอาการของโรคข้ออักเสบของกระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อเข่า สาเหตุเกิดจากการใช้งานข้อเข่าอย่างหนักเป็นเวลานาน จนเกิดความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ เมื่อกระดูกอ่อนที่ควรห่อหุ้มเข่าบางลงหรือไม่มี กระดูกจึงเกิดการชนกันอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการปวดหรือบาดเจ็บ อีกทั้งเข่ายังเป็นส่วนที่มีการใช้งานหนัก รองรับน้ำหนักของร่างกายโดยตรง ทำให้กระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อเข่าเสื่อมเกิดการสึกหรอจากการเสียดสีเป็นเวลานาน ฉีกขาด และเสื่อมสภาพลง รวมถึงปัจจัยด้านอื่นๆ เช่น การออกกำลังกาย หรือการกระทำอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อข้อเข่า เช่น การนั่งยอง เมื่อกระดูกอ่อนบริเวณข้อเข่าเสื่อมมีอาการสึกหรอมากขึ้น จึงทำให้เกิดอาการปวดเข่าและการอักเสบ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บเวลาขยับเข่า อีกทั้งยังทำให้มีอาการติดแข็ง งอเข่า-เหยียดได้ไม่สุด ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน


ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม 

โรคข้อเข่าเสื่อม เกิดจากการสะสมของการใช้ข้อเข่าเป็นระยะเวลานาน จนทำให้กระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อเข่าเสื่อมสภาพและมีอาการรุนแรงมากขึ้นตามเวลา ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อโรคข้อเข่าเสื่อม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  1. การเสื่อมแบบปฐมภูมิ คือการเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นการเสื่อมของกระดูกอ่อนตามวัย ส่วนใหญ่พบในคนที่มีอายุเฉลี่ย 40-50 ปีขึ้นไป พบในเพศหญิงมากกว่าเพญชาย 2-3 เท่า เนื่องจากฮอร์โมนภายในเพศหญิงเกี่ยวกับการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ หรือปัจจัยอื่นร่วม เช่น น้ำหนักที่เกินมาตรฐาน การเคลื่อนไหวท่าทางที่ส่งผลกระทบแรงกดต่อข้อเข่า เช่น การนั่งยอง การขึ้นลงบันไดบ่อยๆ หรือความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อที่เกิดจากกรรมพันธุ์
  2. การเสื่อมแบบทุติยภูมิ คือการเสื่อมโทรมของสภาพผิวข้อเข่าที่ทราบสาเหตุ เป็นการเสื่อมจากผลกระทบอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุ อาการบาดเจ็บเรื้อรัง กีฬา การทำงาน โรคข้อต่ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเกาต์ โรคต่อมไร้ท่อ ข้ออักเสบ กระดูกหัวเข่าแตก หรือมีอาการติดเชื้อ

ระดับความรุนแรงโรคข้อเข่าเสื่อม

1. ระยะแรก

  • ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดบริเวณเข่า เจ็บข้อเข่าหากเคลื่อนไหวในท่าทางที่ส่งผลกระทบต่อข้อเข่า เช่น การนั่งยอง การขัดสมาธิ การพับเพียบ การเดินหรือวิ่งเป็นระยะเวลานาน การเดินขึ้น-ลงบันได
  • ขยับข้อเข่าไม่สะดวกหลังจากตื่นนอน หรืองอเข่าได้ไม่สุด
  • อาการปวดอยู่เพียงไม่นานและสามารถหายได้เมื่ออยู่ในท่าทางที่ไม่ส่งผลกระทบต่อข้อเข่า

2. ระยะปานกลาง

  • มีเสียงดังกรอบแกรบในบริเวณข้อเข่าเสื่อมเมื่อทำการเคลื่อนไหว รู้สึกถึงการเสียดสีของกระดูก
  • งอเข่าไม่สะดวก ทำให้ลุก-นั่งได้ลำบาก
  • เมื่อใช้มือกดลงแรงแล้วมีอาการเจ็บ หรือบริเวณข้อเข่าเสื่อมมีอาการบวม
  • เมื่อสัมผัสจะรู้สึกว่าบริเวณเข่าอุ่น 
  • ต้องใช้ยาแก้ปวดในการดำเนินชีวิตประจำวัน

3. ระยะรุนแรง

  • มีอาการปวดรุนแรงมากขึ้นแม้จะไม่ได้ทำการเคลื่อนไหวที่ส่งผลกระทบต่อเข่าหรือมีอาการปวดอยู่ตลอดเวลา
  • หากสัมผัสบริเวณข้อเข่าเสื่อมจะมีอาการบวม หรือมีกระดูกบางส่วนงอผิดปกติ
  • เหยียดหรืองอเข่าได้ไม่สุด
  • มีการตรวจพบน้ำในช่องข้อ ข้อเข่าบิดเบี้ยวผิดรูป
  • ใช้ชีวิตประจำวันได้ลำบาก 

ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

ผู้เสี่ยงข้อเข่าเสื่อม

  • ผู้สูงอายุ มีโอกาสเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไป โดยผู้หญิงมีโอกาสเกิดมากกว่าผู้ชายเนื่องจากฮอร์โมนทางเพศ มวลกระดูก และกล้ามเนื้อ
  • ผู้อายุน้อย เช่น ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บจากการออกกำลังกายหรืออุบัติเหตุ ผู้มีน้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์ส่งผลต่อเข่าที่รับน้ำหนักมากขึ้น ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลกระทบต่อไขข้อ

การตรวจอาการข้อเข่าเสื่อม

แพทย์ต้องทำการประเมินเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วยขั้นต้น เพื่อวิเคราะห์และวินิจฉัยโรค โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้

  • ทำการตรวจพื้นฐานและทำแบบประเมิน เพื่อประเมินเบื้องต้น
  • ตรวจโดยการเอกซเรย์ช่องว่างระหว่างกระดูกบริเวณข้อเข่าเสื่อม หาจุดที่มีแนวโน้มว่าเกิดการเสียดสีของปุ่มกระดูกหรือหาบริเวณที่มีกระดูกงอก หรือการทำ MRI เพิ่มเพื่อความชัดเจนของภาพ ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อบริเวณข้อเข่า
  • การเจาะเลือด เพื่อหาโรคที่เกี่ยวข้อง
  • แพทย์รับผลและประเมินความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อมเพื่อให้การรักษาที่เหมาะสม

วิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมเบื้องต้น

วิธีรักษาข้อเข่าเสื่อม

1. การรักษาที่ไม่ใช้ยา

การปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิต เพื่อลดหรือบรรเทาอาการและความเสี่ยงที่จะปวดข้อเข่าเสื่อม เช่น การลดน้ำหนัก การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กายบริหาร การใช้งานเข่าอย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงการนั่งคุกเข่า ขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ การยกของหนัก การเดินขึ้น-ลงบันได

2. การกายภาพบำบัด

การฟื้นฟูบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าเพื่อลดหรือบรรเทาอาการปวดบริเวณข้อเข่าเสื่อม การใช้ความร้อน การทำอัลตราซาวด์ การใช้เลเซอร์ การใช้เฝือก

3. การใช้ยา

แบบยารับประทานหรือแบบฉีดตามที่ผู้ป่วยสะดวก เพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการข้อเข่าเสื่อม ช่วยลดการอักเสบและอาการปวด เช่น ยาพาราเซตามอล ยาที่ไม่ใช้สารสเตียรอยด์ ยาพยุงหรือลดความเสื่อม หากเป็นยาที่มีสารสเตียรอยด์ แม้จะสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ แต่ไม่ควรฉีดเป็นประจำ โดยยาแต่ละตัวเป็นยาที่ต้องได้รับการดูแลและสั่งจ่ายภายใต้คำปรึกษาของแพทย์


วิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัด

1. ผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง

การผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมรูปแบบใหม่จะใช้กล้องวิดิโอขนาดเล็กสอดเข้าไปในบริเวณข้อเข่า เพื่อให้เห็นส่วนต่างๆ ภายในข้อเข่าได้อย่างชัดเจน ใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาหมอนรองข้อเข่าขาด เอ็นข้อเข่าขาด กระดูกอ่อนแตก ข้อเข่าล็อค ซึ่งมีการผ่าตัดหลายวิธี

  • การผ่าตัดเพื่อให้ผิวข้อเข่าเข้ามาชิดกัน
  • การาผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเสื่อม
  • การตัดเปลี่ยนแนวกระดูก

2. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะช่วยลดอาการปวดของข้อเข่า ทำให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกมากขึ้นด้วยข้อเข่าเทียมที่มาทดแทน ในปัจจุบันสามารถทำได้ 2 วิธีคือ 

  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเสื่อมทั้งหมด
  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเสื่อมบางส่วน 

การป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม

  • หลีกเลี่ยงการกระทำท่าทางที่ส่งผลกระทบต่อข้อเข่าเสื่อม เช่น การนั่งพับเพียบ คุกเข่า นั่งขัดสมาธิ นั่งยอง หรือการเล่นกีฬาที่ส่งผลให้ข้อเข่าทำงานหนัก
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  • การควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากน้ำหนักตัวจะส่งผลต่อแรงที่กระทำต่อข้อเข่า เซลล์ไขมันส่งผลกระทบต่อเซลล์กระดูก
  • ไม่ใช้หมอนรองใต้เข่าเวลานอน ขัดขวางการไหลเวียนของเลือด
  • จัดการสภาพแวดล้อมไม่ให้มีสิ่งกีดขวางทางเดิน หากต้องเดินขึ้น-ลงบันไดให้จับราวบันได ใช้วัสดุกันลื่น

ข้อสรุป

โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นอาการของโรคข้ออักเสบที่ไม่ได้พบบ่อย ส่วนใหญ่พบในเพียงกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้นแต่ปัจจุบันในกลุ่มผู้อายุน้อยเองก็มีการพบผู้ป่วยที่มีอาการนี้มากขึ้น เนื่องจากการใช้งานข้อเข่าที่มากเกินไป การยกของหนัก น้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น การออกกำลังกายผิดสุขลักษณะ การรับประทานอาหารไม่ตรงตามโภชนาการ อุบัติเหตุ และสาเหตุอื่นๆ ประกอบ

เนื่องจากข้อเข่าเป็นอวัยวะที่รับน้ำหนักจากร่างกายทั้งหมด จึงเป็นส่วนสำคัญที่ควรให้ความใส่ใจและดูแล เมื่อเกิดอาการผิดปกติ เช่น ปวดบริเวณเข่า หรือเจ็บขณะเคลื่อนไหว มีเสียงดังกรอบแกรบ งอเข่าไม่สะดวก ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อให้แพทย์วิเคราะห์และทำการรักษาเบื้องต้น เพื่อไม่ให้อาการบาดเจ็บรุนแรงมากกว่านี้ โดยสามารถสอบถามเพิ่มเติมหรือเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-118-7893 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือผ่านทางไลน์โรงพยาบาล @samitivejchinatown