Home Blog Page 2

โรงงาน OEM แตกต่างจากโรงงานแบบอื่นอย่างไร?

oem

สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโรงงานที่รับผลิตสินค้าของตนเอง อาจมีหลายคนที่เห็นคำว่า “โรงงาน OEM” ผ่านตากันมาบ้าง แต่อาจยังไม่รู้แน่ชัดว่า โรงงาน OEM นั้นแตกต่างจากโรงงานแบบอื่นหรือไม่ มีจุดเด่นเฉพาะอย่างไร

ในบทความนี้ เราได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับโรงงาน OEM มาแล้วว่า การรับจ้างผลิตแบบ OEM คืออะไร มีความแตกต่างกับโรงงานแบบอื่นหรือไม่ พร้อมข้อดีหากผลิตสินค้าแบบ OEM Manufacturing อ่านข้อมูลต่าง ๆ ได้ด้านล่างนี้เลย!


OEM คืออะไร? ทำไมถึงเป็นที่นิยม

oem คือ

โรงงาน OEM ย่อมาจาก Original Equipment Manufacturer ซึ่งเป็นโรงงานที่รับผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ของลูกค้า โดยโรงงาน OEM จะผลิตสินค้าประเภทต่าง ๆ ที่โรงงานรับทำ ซึ่งอาจจะติดแบรนด์หรือไม่ก็ได้ ทำให้เป็นที่นิยมสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลดต้นทุนในการผลิตสินค้านั่นเอง

ในปัจจุบัน มีโรงงาน OEM หลายแห่งที่มีบริการแบบ One-Stop Service ด้วยการมีนักวิจัยเพื่อพัฒนาสูตรให้กับลูกค้า รับทำแบรนด์ พร้อมวางแผนการตลาดให้กับลูกค้าร่วมด้วย จึงได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการที่ไม่ได้ตั้งโรงงานของตนเอง

นอกจากนี้ การผลิตสินค้าด้วยโรงงาน OEM นั้นยังสามารถเลือกสูตรที่พัฒนาไว้แล้ว เพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพของสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน หรือจะเลือกพัฒนาสูตรที่มีอยู่เดิมก็ย่อมได้ เป็นทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้ประกอบการที่ยังตัดสินใจไม่ได้


ข้อดีของการผลิตสินค้าแบบ OEM

ข้อดีของการผลิตสินค้ากับโรงงาน OEM นั้นมีหลากหลายด้วยกัน ซึ่งเราได้รวบรวมข้อดีเบื้องต้นมาไว้แล้ว ดังนี้

  • ไม่ต้องเสียต้นทุนในการสร้างโรงงานเป็นของตัวเองก็สามารถผลิตสินค้าได้
  • สามารถผลิตสินค้าในนามแบรนด์ของตนเองได้
  • หากต้องการผลิตสินค้าในจำนวนน้อยก็สามารถทำได้
  • มีที่ปรึกษา คอยช่วยในด้านการผลิต
  • หากต้องการเปลี่ยนแผนการผลิตหรือปรับการตลาดก็ทำได้ง่าย

การผลิตสินค้าในรูปแบบ OEM – ODM – OBM มีความแตกต่างกันอย่างไร?

หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่า โรงงานรับผลิตสินค้า OEM นั้นแตกต่างกับโรงงานประเภทอื่นอย่างไร ในหัวข้อนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลของโรงงานรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบกับโรงงาน OEM ดังนี้ 

ผลิตสินค้าแบบ Original Equipment Manufacturer – OEM

โรงงาน OEM เป็นโรงงานที่รับผลิตสินค้าที่สามารถผลิตโดยอาจติดแบรนด์ลูกค้า หรือหากไม่ต้องการติดแบรนด์ก็ย่อมได้ โดยข้อดีของโรงงาน OEM คือ ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนในการจัดตั้งโรงงานผลิตสินค้าของแบรนด์ตัวเองได้ ทั้งยังสามารถผลิตสินค้าจำนวนน้อยอีกด้วย แต่ข้อเสียคือหากผลิตสินค้าผ่านโรงงาน OEM ในระยะยาวอาจทำให้ต้นทุนกว่าการตั้งโรงงานเองได้ 

ผลิตสินค้าแบบ Original Brand Manufacturer – OBM

โรงงาน OBM เป็นโรงงานที่ผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่แบรนด์ที่มีความมั่นคงจะทำการจัดตั้งโรงงาน OBM เพื่อลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว ฉะนั้น ข้อดีของโรงงานแบบนี้คือ สามารถลดต้นทุนในการผลิตสินค้าจำนวนมาก ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนแผนการตลาดได้ตลอดเวลา แต่มีข้อเสียคือย้ายฐานการผลิตได้ยากนั่นเอง 

ผลิตสินค้าแบบ Original Design Manufacturer – ODM

โรงงาน ODM เป็นโรงงานที่คล้ายกับโรงงานแบบ OEM แต่โรงงานประเภทนี้จะสินค้าให้กับแบรนด์นั้น ๆ แต่ทางแบรนด์จะต้องทำการจัดขาย และวางแผนการตลาดด้วยตนเอง ซึ่งมีข้อดีคล้ายคลึงกับโรงงาน OEM นั่นก็คือ สามารถย้ายฐานการผลิตได้ และมีสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ แต่มีข้อเสียคือต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าโรงงานรูปแบบอื่น


ทำไมถึงควรผลิตสินค้าแบบ OEM?

แล้วทำไมเราจึงควรผลิตสินค้ากับโรงงาน OEM? จากข้อดีที่กล่าวมา โรงงานรับผลิตสินค้า OEM นั้น สามารถช่วยทำให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าในนามแบรนด์ของตนเองได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการแบกรับต้นทุนในการจัดตั้งโรงงานของตนเอง ทั้งยังสามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณน้อย ๆ เพื่อทำการทดลองขายอีกด้วย

โรงงาน OEM หลังแห่งมีผู้ให้คำปรึกษา ทั้งในเรื่องของการพัฒนาสูตรสินค้า หรือปรึกษาเกี่ยวกับการตลาด เป็นต้น ผู้ประกอบการหลายคนจึงนิยมในการเลือกใช้บริการกับโรงงาน OEM เพื่อให้การผลิตสินค้าออกมาตรงตามความต้องการและเป้าหมายในตลาดมากที่สุด 


ผลิตสินค้าแบบ OEM กับโรงงานที่น่าเชื่อถือ Pure Derima Laboratories

โรงงาน OEM เป็นโรงงานที่รับผลิตสินค้าและติดแบรนด์ให้กับลูกค้าเจ้านั้น ๆ โดยที่มีมาตรฐานระดับสากลในการรับรองคุณภาพของสินค้าที่ผลิต เพื่อให้สินค้าของคุณได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมในท้องตลาด 

ใครที่กำลังมองหาโรงงาน OEM คุณภาพดี เราขอแนะนำ Pure Derima Laboratories โรงงาน OEM ที่ผลิตเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็นลิป ครีม หรืออื่น ๆ ก็สามารถทำได้ตามที่ต้องการ โดยมีช่องทางติดต่อดังนี้

Facebook page: Pure Derima Laboratories
Website: Pure Derima Laboratories
Tel: 02-285-4266 และ 061-656-1449
Line: @PureDerima
IG: PureDerima


 

Coolsculpting นวัตกรรมสลายไขมันด้วยความเย็น ที่ไม่ต้องดูดหรือผ่าตัดให้เจ็บตัว

coolsculpting

การลดไขมันส่วนเกิน ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดหรือดูดไขมันออกอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีนวัตกรรมสลายไขมันด้วยความเย็นที่ไม่ต้องเจ็บตัว อย่าง “coolsculpting” ที่ใช้ความเย็นแบบติดลบ เข้าไปฆ่าเซลล์ไขมันให้ตายลงไปอย่างถาวร โดยไม่ทำอันตรายต่อผิวหนังชั้นนอก และที่สำคัญทำเสร็จแล้วสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น เพราะไม่มีแผล ไม่มีการเสียเลือด

ในบทความนี้ จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ CoolSculpting เครื่องสลายไขมันด้วยความเย็น ว่าคืออะไร ? ดีอย่างไร ? มีหลักการทำงานอย่างไร ? ปลอดภัยแค่ไหน ? และข้อควรรู้อื่น ๆ ที่ทำให้คุณรู้ได้ว่าทำไมถึงควรเลือกทำ coolsculpting ในการสลายไขมันส่วนเกิน 


CoolSculpting สลายไขมันด้วยความเย็น คืออะไร ?

CoolSculpting คือ นวัตกรรมสลายไขมันส่วนเกินด้วยความเย็นแบบติดลบ สามารถกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด เช่น บริเวณหน้าท้อง ต้นขา และแขน ได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องเจ็บตัวจากการผ่าตัดหรือดูดไขมัน เป็นวิธีการที่ปลอดภัยและได้รับการรับรองจากองค์กรอาหารและยา (FDA) ทั้งของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย 

CoolSculpting สลายไขมันด้วยความเย็น คืออะไร _

Coolsculpting  สลายไขมันด้วยความเย็น ทำงานอย่างไร ?

หลักการสำคัญของ Coolsculpting คือ การใช้ความเย็นในระดับจุดเยือกแข็ง ส่งเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง ลึก

ถึงชั้นไขมัน จึงทำให้ไขมันตายและถูกขับออกมาจากร่างกายตามธรรมชาติ บริเวณที่ทำมีปริมาณไขมันลดลง ช่วยให้รูปร่างกระชับ และได้สัดส่วนมากขึ้น โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อและอวัยวะอื่น ๆ รอบข้าง

CoolSculpting ทำงานอย่างไร _

จากภาพข้างบนจะเห็นว่า 

  1. ปริมาณไขมันส่วนเกินจำนวนมากที่กำจัดได้ยาก แม้จะควบคุมอาหารหรือออกกำลังกาย แต่สามารถกำจัดออกได้ด้วย เครื่อง CoolSculpting โดยใช้หัวดูดพิเศษจับกระชับผิวหนังบริเวณที่มีไขมันส่วนเกิน จากนั้นจะลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็วจนถึงประมาณ -11 องศาเซลเซียส
  2. แช่แข็งเซลล์ไขมัน เมื่ออุณหภูมิลดลงต่ำกว่าจุดแข็งตัวของไขมัน เซลล์ไขมันจะเริ่มแข็งตัวและเกิดการแช่แข็ง ในขณะที่เนื้อเยื่อและอวัยวะอื่น ๆ จะไม่ได้รับผลกระทบจากความเย็น
  3. ทำลายเซลล์ไขมันด้วยความเย็น เมื่อเซลล์ไขมันถูกแช่แข็งเป็นเวลานานประมาณ 35 นาที จะทำให้เซลล์ไขมันเสียหายและตายในที่สุด จากนั้นร่างกายจะขับเซลล์ไขมันที่ตายออกจากร่างกาย ผ่านระบบน้ำเหลืองและระบบขับถ่าย ซึ่งจะค่อย ๆ เห็นผลภายใน 1-3 เดือน
  4. ผลลัพธ์จากการสลายไขมันด้วยความเย็น CoolSculpting จะทำให้ขนาดหรือปริมาตรของไขมันในบริเวณนั้นลดลง โดยสามารถลดลงได้ 20-30% ต่อการทำ 1 ครั้ง และสามารถกลับมาทำซ้ำในจุดเดิมได้ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์มากขึ้น

ข้อดีของ CoolSculpting เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการลดไขมันแบบอื่น

เป็นวิธีการไม่ผ่าตัด (Non-Invasive) ไม่ต้องพักฟื้น สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้ทันที

ปลอดภัย เนื่องจากใช้หลักการความเย็นเป็นตัวทำลายเซลล์ไขมัน โดยไม่ทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อหรืออวัยวะอื่น ๆ

ผลลัพธ์ค่อนข้างถาวร เซลล์ไขมันที่ถูกทำลายจะไม่กลับมาสร้างใหม่

เห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการลดน้ำหนักแบบอื่น สามารถลดไขมันจุดเฉพาะได้ดี

ไม่เจ็บ เพียงแค่รู้สึกเย็นและมีความรู้สึกคล้ายถูกกด ไม่ต้องใช้ยาชา

ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง อาจมีอาการบวมนิดหน่อยเป็นระยะสั้น ๆ

เหมาะกับผู้ที่มีรูปร่างค่อนข้างดี แต่มีไขมันส่วนเกินบางจุด


CoolSculpting เหมาะกับใคร ?

  • ผู้ที่มีน้ำหนักปกติหรือน้ำหนักเกินเล็กน้อย 
  • ผู้ที่ต้องการลดไขมันเฉพาะจุด ที่ยากต่อการลดด้วยการออกกำลังกาย
  • ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) น้อยกว่า 35 
  • ผู้ที่่ต้องการปรับรูปร่างให้กระชับเฉพาะจุด ไม่ใช่ลดน้ำหนักทั้งตัว
  • ผู้ที่ไม่ต้องการจะผ่าตัดหรือดูดไขมัน เพื่อกำจัดไขมัน 
  • ผู้ที่ไม่อยากมีแผล ไม่อยากพักฟื้นนาน 
  • ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวบางอย่างที่เป็นข้อห้าม 
    เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน เป็นต้น

CoolSculpting ทำบริเวณไหนได้บ้าง ?

CoolSculpting สามารถใช้สลายไขมันส่วนเกินได้หลายบริเวณเนื่องจากมีหัวดูดไขมันหรือหัวแอปพลิเคเตอร์หลายขนาด จึงสามารถกำจัดไขมันได้ทั้งบริเวณหน้าท้อง, เอว, ปีกหลัง, ขาใน, ใต้ก้น, หน้าอก (ผู้ชาย), ต้นแขน, สะโพก, ต้นขาด้านนอก, หัวเข่า หรือเหนียง


หัวแอปพลิเคเตอร์ CoolSculpting

หัวดูดไขมันหรือหัวแอปพลิเคเตอร์ CoolSculpting จะทำงานโดยการดูดผิวหนังและไขมันส่วนเกินเข้าไปในเครื่อง จากนั้นจะทำความเย็นในระดับที่ควบคุมได้ เพื่อแช่แข็งและทำลายเซลล์ไขมัน โดยไม่ทำลายผิวชั้นนอก

หัวดูดไขมัน CoolSculpting จะมี 5 หัว เพื่อใช้ในการสลายไขมันบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนี้  

หัวดูดไขมัน CoolSculpting
  1. หัว Cool Smooth Pro เหมาะสำหรับลดไขมันบริเวณที่มีผิวเรียบ เช่น หน้าท้อง ต้นขาด้านนอก สะโพก หรือใช้ทำ Six Pack
  2. หัว Cool Advantage Plus  เป็นหัวขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับลดไขมันบริเวณที่มีไขมันสะสมหนา เช่น เอว ท้อง 
  3. หัว CoolAdvantage Petite เหมาะกับคนที่มีไขมันน้อย สามารถทำได้ 7 บริเวณ ได้แก่ ท้อง, เอว, แขน, หน้าอก (ผู้ชาย), ปีกหลัง, ขาด้านใน และใต้ก้น
  4. หัว Cooladvantage เป็นหัว applicators ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เหมาะกับการลดไขมันบริเวณที่มีไขมันสะสมปานกลาง ทำได้ 7 บริเวณ เหมือนกับหัว CoolAdvantage Petite ได้แก่ ท้อง, เอว, แขน, หน้าอก (ผู้ชาย), ปีกหลัง, ขาด้านใน และใต้ก้น
  5. หัว Cool Mini เป็นหัวขนาดเล็กที่มีความโค้ง เหมาะสำหรับลดไขมันบริเวณเหนียง เนื้อใต้รักแร้ เหนือหน้าอก รวมถึงเนื้อย้วยเหนือเข่า ในบางคนที่ลดด้วยการออกกำลังกายแล้วแต่ไม่ได้ผล

การเลือกว่าจะใช้หัวดูดไขมัน CoolSculpting แบบไหนนั้น แพทย์ที่มีประสบการณ์จะเป็นผู้ออกแบบและเลือกหัวดูดไขมันที่เหมาะสมกับบริเวณที่ต้องการทำ และปริมาณไขมันสะสมของแต่ละบุคคล 


CoolSculpting ปลอดภัยไหม ?

CoolSculpting เป็นนวัตกรรมสลายไขมันด้วยความเย็นที่มีความปลอดภัยสูง ผ่าน อย.ไทย และอเมริกา (U.S. FDA) มาพร้อมกับระบบ Freeze Detect ที่จะหยุดการทำงานของเครื่องทันที หากตรวจเจอความเย็นบนชั้นผิวมากเกินไป จึงช่วยป้องกันการเกิดผิวไหม้จากความเย็น Freeze Burn ได้ โดยที่เครื่องเลียนแบบเกรดต่ำยี่ห้ออื่น ๆ ไม่สามารถทำได้

ด้านผลข้างเคียงที่หลายคนกังวล จะเป็นอาการข้างเคียงที่เป็นปกติ เนื่องจากเป็นการใช้ความเย็นแบบติดลบในการฆ่าเซลล์ไขมัน 

  • ผิวอาจมีรอยเขียวช้ำในบางเคส จากการที่แพทย์นวดก้อนไขมัน เพื่อช่วยกระตุ้นกระบวนการกำจัดเซลล์ไขมันที่ตายและเพิ่มประสิทธิภาพในการลดไขมัน  
  • ในช่วง 7-10 วันแรกอาจมีอาการปวดระบม คล้ายการปวดเมื่อยหลังออกกำลังกายในบริเวณที่ทำ
  • มีอาการบวมในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เนื่องจากมีเซลล์ไขมันที่ตายและค้างอยู่ ร่างกายจะต้องใช้เวลาในการกำจัดเซลล์ไขมันเหล่านี้ออกจากระบบเลือดและระบบน้ำเหลือง 
  • ภายใน 3-4 สัปดาห์ จึงจะเริ่มสังเกตเห็นว่าสัดส่วนดูเล็กลงและกระชับขึ้น 
  • เห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายใน 3 เดือน

วิธีดูเครื่อง CoolSculpting ของแท้

การตรวจสอบเครื่อง CoolSculpting ของแท้อย่างละเอียด จะช่วยให้ได้รับการบริการที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการ

วิธีดูเครื่อง-CoolSculpting-ของแท้

✔ ตรวจสอบชื่อเครื่องว่าเป็นชื่อ “CoolSculpting” เท่านั้น ระวังเครื่องเลียนแบบที่มีชื่อคล้ายคลึงกัน เช่น “CoolShape” “CoolFreeze” “CoolSlim”

✔ ตรวจสอบโลโก้ โดยเครื่อง CoolSculpting ของแท้ จะมีโลโก้ “CoolSculpting” อยู่ด้านข้างของเครื่อง และโลโก้จะต้องเป็นสีน้ำเงิน มีตัวอักษรที่ชัดเจน

✔ ตรวจสอบบริษัทผู้ผลิต เครื่อง CoolSculpting ของแท้ ผลิตโดยบริษัท “Zeltiq Aesthetics” สามารถตรวจสอบชื่อบริษัทผู้ผลิตได้ที่ด้านหลังของเครื่อง

✔ ตรวจสอบใบอนุญาต คลินิกที่ให้บริการ CoolSculpting จะต้องมีใบอนุญาตจาก “อย.” ควรขอตรวจสอบใบอนุญาตก่อนเข้ารับบริการ

✔ สอบถามข้อมูลจากแพทย์ เกี่ยวกับเครื่อง CoolSculpting ที่ใช้ ว่าเป็นของแท้หรือไม่ แพทย์ที่มีประสบการณ์จะทราบวิธีตรวจสอบเครื่อง CoolSculpting ของแท้


การเตรียมตัวก่อนทำ CoolSculpting 

การเตรียมตัวก่อนทำ CoolSculpting ไม่มีอะไรมากค่ะ เพียงแค่ดูแลตัวเองด้วยการรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ ออกกำลังกาย และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เหมือนการทำทรีตเมนต์ปกติได้เลย


ขั้นตอนการทำ CoolSculpting

ขั้นตอนการทำ CoolSculpting
  1. ประเมินและวางแผนบริเวณที่จะสลายไขมัน
  2. ทำความสะอาดผิวบริเวณนั้น
  3. แพทย์ติดตั้งหัว Applicator เข้ากับบริเวณที่ต้องการลดไขมัน
  4. เครื่อง CoolSculpting ส่งความเย็นจัดผ่านหัว Applicator เพื่อทำลายเซลล์ไขมัน ใช้เวลาประมาณ 35 นาที 
  5. ปลดหัว Applicator ออก และนวดบริเวณที่ทำเบา ๆ
  6. ติดตามผลลัพธ์ในช่วง 1-3 เดือน เซลล์ไขมันที่ตายจะค่อย ๆ ถูกขจัดออกจากร่างกาย
  7. ดูผลและพิจารณาการทำ CoolSculpting เพิ่มเติมหากต้องการผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น

ทำ CoolSculpting เจ็บไหม ?

การทำ CoolSculpting เจ็บน้อยมาก เมื่อเครื่องเริ่มทำงานอาจรู้สึกเย็นจัด จะรู้สึกว่าถูกดึงหรือกดเล็กน้อยบริเวณที่ทำ แต่จะไม่ได้รุนแรง ในระหว่างนี้สามารถทำกิจกรรมอื่นไปด้วยได้ เช่น ดูหนัง เล่นมือถือ


การดูแลตัวเองหลังทำ CoolSculpting 

หลังทำ Coolsculpting ในช่วง 5-10 นาทีแรกอาจรู้สึกปวดเล็กน้อยจากความเย็น และอาจมีอาการคล้ายปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก แต่อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปเอง 

เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น แนะนำให้ดูแลสุขภาพโดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารแปรรูป น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันการสะสมของเซลล์ไขมันใหม่


CoolSculpting ทำกี่ครั้งถึงเห็นผล ?

ผลลัพธ์จากการทำ CoolSculpting อาจแตกต่างกันไปตามบุคคลและบริเวณที่ทำ แต่โดยปกติแล้ว  CoolSculpting 1 หนีบ จะสามารถสลายไขมันได้ประมาณ 60-70 ซีซี และลดเซลล์ไขมันได้ 20-30% ต่อครั้ง ซึ่งเคสส่วนมากมักทำ 2-4 หนีบขึ้นไป เพื่อให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลง

หากต้องการเห็นผลลัพธ์ชัดเจนมากขึ้น อาจต้องทำซ้ำ 2-3 ครั้ง ตามคำแนะนำของแพทย์ โดยควรมีระยะห่างระหว่างทำประมาณ 1-3 เดือน เพื่อให้ร่างกายมีเวลากำจัดเซลล์ไขมันที่ตายและปรับสภาพตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นค่ะ


ทำ CoolSculpting แต่ละบริเวณใช้กี่หนีบ ?

CoolSculpting แต่ละบริเวณใช้กี่หนีบ ขึ้นอยู่กับขนาดของบริเวณ และปริมาณไขมันสะสม 

แพทย์ผู้ที่มีประสบการณ์จะเป็นผู้ประเมินและแนะนำจำนวนหนีบที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล

ทำ CoolSculpting แต่ละบริเวณใช้กี่หนีบ _

ประมาณการใช้หนีบ CoolSculpting ในแต่ละบริเวณ

  • เหนียง ประมาณ 1 หนีบ 
  • เนื้อปลิ้นใต้รักแร้ ประมาณข้างละ 1 หนีบ
  • ต้นแขน ประมาณข้างละ 1 หนีบ
  • เอว ประมาณข้างละ 1-2 หนีบ
  • หน้าท้อง บน ล่าง ประมาณ 2-4 หนีบ
  • ต้นขา ด้านใน หรือ ด้านนอก ประมาณข้างละ 1 หนีบ
  • สะโพก ประมาณข้างละ 1 หนีบ

ปัจจัยที่ส่งผลให้การทำ Coolsculpting ไม่ได้ผล มีอะไรบ้าง ? 

  • การใช้เครื่อง CoolSculpting ของปลอม หรือเครื่องเลียนแบบ ที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ผ่าน อย. ไทยและสหรัฐอเมริกา (U.S. FDA) ในคลินิกที่ขาดมาตรฐาน 
  • การไม่ได้ทำ CoolSculpting โดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ที่ผ่านการฝึกอบรมด้านการทำ Coolsculpting  มาเป็นอย่างดี อาจไม่สามารถประเมินการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด หรือให้ข้อมูลที่ชัดเจน ไม่เหมาะสมกับคนไข้ในแต่ละเคสได้ 
  • ละเลยการดูแลตัวเองหลังทำ CoolSculpting การไม่ออกกำลังกาย หรือกลับไปทานอาหารที่ทำให้เซลล์ไขมันเพิ่มขนาดขึ้น เช่น อาหารแปรรูปที่มีแป้ง น้ำตาล อาหารที่มีไขมันสูง ของทอด ของมัน อาจทำให้ได้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร

อยากทำ Coolsculpting ให้เห็นผล ควรทำอย่างไร ?

เมื่อทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลให้การทำ Coolsculpting ไม่ได้ผลกันไปแล้ว ในหัวข้อนี้จะมาแนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อให้การทำ Coolsculpting เห็นผลดีที่สุด ดังนี้

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังทำ 
  • ดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อช่วยให้ร่างกายกำจัดไขมันที่ถูกทำลายได้ดียิ่งขึ้น
  • พิจารณาการทำ Coolsculpting ซ้ำหากจำเป็น หลายคนอาจต้องทำ 2-3 ครั้งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ

เลือกคลินิกทำ CoolSculpting ที่ไหนดี ? 

สิ่งที่ควรพิจารณาหลัก ๆ หากไม่รู้ว่าจะเลือกคลินิกทำ CoolSculpting ที่ไหนดี คือ 

เลือกคลินิกทำ CoolSculpting ที่ไหนดี _
  • ควรเลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เลขที่ใบอนุญาตจำนวน 11 หลัก และมีสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย
  • ควรเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์ทำ CoolSculpting ที่พร้อมให้คำปรึกษาและอธิบายข้อมูลอย่างชัดเจน
  • ควรเลือกคลินิกที่ใช้เครื่อง CoolSculpting แท้ ได้รับการอนุมัติจาก อย.ไทย และ U.S. FDA
  • ควรดูรีวิว CoolSculpting จากลูกค้าที่เคยใช้บริการ เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยในการตัดสินใจ
  • ควรเลือกคลินิกที่มีราคาและโปรโมชัน CoolSculpting สมเหตุสมผล ไม่ควรเลือกเพียงเพราะราคาถูกเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อคุณภาพการทำ

การเลือกคลินิกทำ CoolSculpting ที่ดี จะช่วยให้ได้รับผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยตามที่คาดหวังค่ะ


CoolSculpting ราคาเท่าไหร่ ? 

ราคาเฉลี่ยของ CoolSculpting ในประเทศไทยเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 8,500 ต่อ 1 หนีบ ทั้งนี้ควรปรึกษาคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเปรียบเทียบราคาและคุณภาพบริการก่อนตัดสินใจ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ได้


สรุป

CoolSculpting นับว่าเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการลดไขมันส่วนเกิน โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือดูดไขมัน หากใครกำลังมองหาวิธีเพิ่มความกระชับให้กับรูปร่าง การทำ CoolSculpting ซึ่งเป็นการใช้ความเย็นในการสลายไขมัน ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจค่ะ

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยและการเห็นผลลัพธ์ที่ดี ควรเลือกทำกับคลินิกที่มีมาตรฐาน โดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ ใช้เครื่อง CoolSculpting ของแท้เท่านั้น

ฉีดสลายฟิลเลอร์ เป็นก้อน เป็นลำ กี่วันเห็นผล ต้องทำกี่ครั้ง ราคาแพงไหม ?

ฉีดสลายฟิลเลอร์

ฉีดฟิลเลอร์แล้วไม่พอใจ ผลลัพธ์ไม่เป็นตามคาดหวัง การ “ฉีดสลายฟิลเลอร์” เป็นวิธีการแก้ไขผลลัพธ์หลังฉีดฟิลเลอร์แล้วไม่ตรงตามความต้องการ ฉีดฟิลเลอร์แล้วเห็นเป็นก้อน บวม ผิวไม่เรียบเนียน ดูไม่เป็นธรรมชาติได้

ฉีดสลายฟิลเลอร์ คืออะไร ? ช่วยแก้ปัญหาแบบใดได้บ้าง ? มีขั้นตอนการฉีดสลายฟิลเลอร์อย่างไร ? ต้องฉีดกี่ครั้ง กี่วันเห็นผล ? หาคำตอบได้ในบทความนี้


ฉีดสลายฟิลเลอร์คืออะไร ? 

การฉีดสลายฟิลเลอร์ (Dissolving Filler) คือ การฉีดสารไฮยาลูโรนิคเดส (Hyaluronidase) เข้าไปในบริเวณใต้ผิวหนังในบริเวณที่มีการฉีดฟิลเลอร์แล้วมีปัญหา หรือไม่พอใจ เห็นเป็นก้อน เป็นลำ ไม่สวยงาม 

ฉีดสลายฟิลเลอร์
(ตัวอย่างฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วเป็นก้อน มองเห็นเป็นลำ คล้ายถุงใต้ตา)

สาร Hyaluronidase ที่นำมาฉีดสลายจะสามารถสลายได้เฉพาะ ฟิลเลอร์ที่เป็น HA หรือ สารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิค แอซิค (Hyaluronic Acid) เท่านั้น ซึ่งเป็นฟิลเลอร์แท้ที่ใช้ในการฉีดเติมเต็มเสริมงามในปัจจุบัน 

วิธีการฉีดสลายฟิลเลอร์ แพทย์ผู้ฉีดจะใช้ปริมาณสาร Hyaluronidase ที่ใกล้เคียงกับสารฟิลเลอร์ที่ฉีดในบริเวณที่ต้องการแก้ไข ดังนั้นก่อนฉีดสลายจะต้องแจ้งข้อมูลให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด ว่าฉีดฟิลเลอร์มากี่ CC ฉีดมานานเท่าไร ? ใช้ยี่ห้อ/รุ่น อะไร ? เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการฉีดสลายได้อย่างเหมาะสม 

การทำงานของสาร Hyalurinidase

การทำงานของ Hyaluronidase เมื่อฉีดเข้าไปยังจุดที่ต้องการสลายฟิลเลอร์ สาร Hyaluronidase จะเข้าไปลดการกักเก็บน้ำ ไขมัน และทำลายการยึดเกาะของเนื้อฟิลเลอร์ ช่วยปรับสมดุลให้ผิวบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์กลับมาเรียบเสมอกันเหมือนเดิม หรือมีความใกล้เคียงก่อนที่จะทำการฉีดฟิลเลอร์ในบริเวณนั้น

การทำงานHyaluronidase

ข้อควรรู้ : ในกรณีที่พลาดฉีดฟิลเลอร์ปลอม เช่น ซิลิโคนเหลว พาราฟิน ไบโอพลาสติก สาร Hyaluronidase จะไม่สามารถฉีดสลายฟิลเลอร์ปลอมได้ จำเป็นต้องผ่าตัดขูดออกเท่านั้น 


ฉีดฟิลเลอร์แล้วทำไมถึงต้องฉีดสลายฟิลเลอร์

หลาย ๆ คนอาจสงสัย ฉีดฟิลเลอร์มาแล้ว ทำไมต้องฉีดสลายฟิลเลอร์ออกด้วย ฟิลเลอร์อันตราย หรือมีผลข้างเคียงที่ไม่ควรฉีดหรือไม่ ? 

จริง ๆ แล้ว ฟิลเลอร์แท้ หรือ ฟิลเลอร์ประเภทสาร Hyaluronic Acid ที่มีใช้อยู่ในคลินิกเสริมความงามในปัจจุบันมีความปลอดภัย สามารถช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยร่องลึก รวมถึงปรับรูปหน้าให้ดูดี อ่อนเยาว์ได้เป็นอย่างดี แต่ที่หลาย ๆ คนต้องการฉีดสลายออก เป็นเพราะผลลัพธ์ที่ได้ไม่เป็นที่พอใจ บางคนฉีดแล้วบวม เป็นก้อน เป็นลำ เนื้อฟิลเลอร์นูนขึ้นมาจนเห็นได้ชัด ทำให้รู้สึกเสียความมั่นใจ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะ  

  • ฉีดฟิลเลอร์ผิดตำแหน่ง ฉีดผิดชั้นผิว ใช้เทคนิคการฉีดไม่ถูกต้อง ฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อน บวม ทำให้ผลลัพธ์ดูไม่เป็นธรรมชาติ 
  • ฉีดฟิลเลอร์ในปริมาณที่มากเกินไปหรือใช้รุ่นฟิลเลอร์ไม่เหมาะสม เอาฟิลเลอร์เนื้อแข็งมาฉีดผิวชั้นตื้นก็จะทำให้เห็นว่ามีก้อนนูนๆ ขึ้น ดูแล้วไม่เป็นธรรมชาติ 

ทั้งหมดนี้เกิดจาก การเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์ที่ขาดประสบการณ์ ขาดเทคนิคในการฉีด ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่สวยงามตามที่ต้องการ 

รู้ก่อนตัดสินใจฉีดสลาย

หลังฉีดฟิลเลอร์ อาจมีอาการบวมหลังฉีดได้เป็นปกติ หากรู้สึกว่าฟิลเลอร์ที่ฉีดมาบวม ควรรอประมาณ 14 วัน ซึ่งโดยทั่วไปอาการบวมหลังฉีดฟิลเลอร์จะหายได้เอง แต่หากหลังจากนั้นยังมีอาการบวมมาก เป็นก้อน แข็ง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการแก้ไข 


ฉีดสลายฟิลเลอร์ตำแหน่งไหนได้บ้าง ?

การฉีดสลายฟิลเลอร์สามารถทำได้ในทุกตำแหน่งที่มีการฉีดฟิลเลอร์ แต่ที่มักพบปัญหาเป็นก้อน บ่อยๆ ได้แก่ ใต้ตา หน้าผาก คาง และริมฝีปาก

ตำแหน่งฉีดสลายฟิลเลอร์

ฉีดสลายฟิลเลอร์กี่ครั้งเห็นผล ?

การฉีดสลายฟิลเลอร์ในครั้งแรก โดยทั่วไปก็จะสามารถสลายได้หมด แต่ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณฟิลเลอร์ที่เคยฉีดมาด้วย ในคนที่ฉีดมาปริมาณมาก อาจจะมีการนัดติดตามผลกลับมาฉีดซ้ำ ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ 

ด้านผลลัพธ์หลังฉีดสลายฟิลเลอร์จะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลง ในช่วง 48 ชั่วโมง ตัวยาสาร Hyaluronidase จะออกฤทธิ์ทำฟิลเลอร์ค่อย ๆ สลายออกไปเรื่อย ๆ ในช่วงหลังฉีด ในระหว่างนี้ อาจมีอาการบวมเข็มเล็กน้อย และจะค่อย ๆ ยุบลงจนเป็นปกติ


จะรู้ได้อย่างไรว่าฟิลเลอร์สลายหมดแล้ว

การฉีดสลายฟิลเลอร์แพทย์จะมีนัดติดตามผล เพื่อดูผลลัพธ์ หากหลังจากฉีดไปแล้วว่า ยุบหมดไม่เห็น หรืคลำเป็นก้อน ก็ไม่ต้องฉีดซ้ำอีก 


หลังฉีดสลายฟิลเลอร์แล้ว กลับไปฉีดฟิลเลอร์อีกได้ไหม ?

สำหรับผู้ที่ฉีดสลายฟิลเลอร์จากผลลัพธ์ที่ไม่เป็นที่พอใจ แล้วต้องการกลับมาฉีดฟิลเลอร์ใหม่อีกครั้ง ควรเว้นระยะเวลาไว้ 5-7 วัน เพื่อให้ยาสลายฟิลเลอร์ออกฤทธิ์ให้หมดก่อน และเนื้อเยื่อเริ่มเข้าที่เสียก่อน 


ผลข้างเคียงหลังฉีดสลายฟิลเลอร์มีหรือไม่ ? 

สาร Hyaluronidase ที่นำมาใช้ฉีดสลายฟิลเลอร์เป็นสารที่มีความปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง แต่บางคนอาจรู้สึกคัน ๆ หรือบวมแดงได้หลังฉีด เพราะเป็นการฉีดตัวยาเข้าสู่ผิวหนัง รวมถึงมีการใช้เข็มในการฉีด   

เพื่อความปลอดภัยในการฉีดสลายฟิลเลอร์ แนะนำให้เข้ารับของคำปรึกษาจากแพทย์ที่มีประสบการณ์ มีความน่าเชื่อ เพื่อประเมินปัญหา และดำเนินการฉีดสลายฟิลเลอร์ได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี มีความปลอดภัย 


ราคาฉีดสลายฟิลเลอร์ 

ราคาการฉีดสลายฟิลเลอร์ เฉลี่ยอยู่ที่ 2,500-3,000 บาท ต่อ 1 จุด 

วิธีการนับจุด จะนับดังนี้

  • ใต้ตา 2 ข้าง นับเป็น 1 จุด
  • ร่องแก้ม 2 ข้าง นับเป็น 1 จุด
  • หน้าผาก นับเป็น 1 จุด แต่ต้องพิจารณาราคาตามปริมาณยาอีกครั้ง
  • คาง นับเป็น 1 จุด

สรุป 

ใครที่มีปัญหาฉีดฟิลเลอร์แล้วไม่พอใจ ต้องการฉีดสลายฟิลเลอร์ แนะนำให้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีรีวิวที่น่าเชื่อถือได้ รวมถึงใครที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์แล้วได้ผลลัพธ์ดี ไม่ต้อง ตามแก้ไขปัญหาภายหลัง ก็ควรให้ความสำคัญกับการเลือกคลินิก เลือกแพทย์ผู้ฉีดด้วยเช่น เบื้องต้นควรเลือกใช้บริการคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ เปิดให้บริการอย่างถูกต้องเท่านั้น

ฉีดฟิลเลอร์ขมับ แก้ขมับตอบ เสริมโหงวเฮ้ง เหมาะกับใคร ? ก่อนฉีดต้องรู้อะไรบ้าง ?

ฉีดฟิลเลอร์ขมับ

สำหรับใครที่มีปัญหาขมับตอบ ขมับยุบ-บุ๋ม มองเห็นเป็นแอ่งลึก การฉีดฟิลเลอร์ขมับถือเป็นวิธีแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ช่วยปรับให้ใบหน้าได้รูป และละมุนมากขึ้น ที่สำคัญตรงตามตำราโหงวเฮ้งขมับที่ดีที่เชื่อว่า ผู้ที่มีขมับเต็มสวยจะได้คู่ครองที่เกื้อหนุนชีวิต มีวาสนาที่ดีครับ 

ใครอยากโหงวเฮ้งดี ใบหน้าละมุนสวย อยากเติมขมับ บทความนี้ได้รวบรวมสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ขมับ มาฝาก เช่น โหงวเฮ้งขมับสวยเป็นอย่างไร ? ฉีดฟิลเลอร์ขมับ ดีอย่างไร ช่วยเรื่องอะไรได้เหมาะกับใคร ? และก่อน-หลังฉีดควรดูแลตัวเองอย่างไร ?

ฉีดฟิลเลอร์ขมับ คืออะไร ?

ฉีดฟิลเลอร์ขมับ คือ การฉีดสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid หรือ HA ) ที่มีลักษณะเป็นเนื้อเจล เข้าไปเติมเต็มบริเวณขมับ ที่ปัญหาขมับตอบ ขมับยุบบุ๋ม ทำให้ขมับเต็มขึ้น ใบหน้าโดยรวมดูสมดุลขึ้น และยังช่วยลดโหนกแก้มในคนที่มีโหนกแก้มเด่นจากการเว้าบริเวณขมับได้ด้วย ภาพรวมใบหน้าจึงดูละมุนขึ้น สดใสขึ้น และดูเด็กลงได้ครับ 

ลักษณะขมับตอบเป็นอย่างไร เกิดจากสาเหตุใด ? 

สำหรับใครที่สงสัยว่า ตัวเองมีปัญหาขมับตอบหรือไม่ ? สามารถสังเกตตัวเองเบื้องต้นได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • ใช้มือสัมผัสไปบริเวณขมับ ขมับ คือ พื้นที่เล็ก ๆ รูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมคางหมู อยู่เหนือบริเวณหางคิ้วและกระดูกโหนกแก้ม ด้านบนชิดกับขอบไรผม และด้านล่างชิดกับขอบกระดูกเบ้าตา หากรู้สึกว่าบริเวณนี้ยุบเป็นแอ่ง หรือบุ๋มลงไปมาก แสดงว่าขมับตอบครับ
  • ส่องกระจกหรือถ่ายภาพหน้าตรง สำหรับคนที่ขมับตอบจะมีข้อสังเกตอยู่ 3 ประการครับ ได้แก่ บริเวณขมับดูเป็นแอ่งหรือยุบหายไป มองเห็นแนวกระดูกหน้าผากชัดเจน และโหนกแก้มเป็นจุดเด่นชัดบนใบหน้า
เช็กขมับตอบ

ส่วนสาเหตุของปัญหาขมับตอบ ขมับลึก เกิดได้จาก

  1. โครงสร้างกะโหลกศีรษะเดิมที่มีลักษณะเป็นแอ่ง 
  2. อายุเพิ่มมากขึ้นทำให้เนื้อเยื่อฝ่อตัวลง และกระดูกทรุดตัว 
  3. การจัดฟันในบางเคสอาจส่งผลให้แก้มตอบ มองเห็นโหนกแก้มเด่นชัด จึงทำให้ขมับดูตอบลงได้เช่นกัน  

ทำความรู้จักโหงวเฮ้งขมับ (ฮูชีเก็ง)

“ขมับ” นอกจากจะสัมพันธ์กับความสมดุลของรูปหน้าแล้ว ยังสัมพันธ์กับโหงวเฮ้งด้วย โดยศาสตร์โหงวเฮ้งจีน (Chinese Physiognomy) ระบุว่า ขมับ หรือ  ฮูชีเก็ง เป็นตำแหน่งที่บ่งบอกถึงคู่ครอง คู่ชีวิต และวาสนาชีวิต 

  • ลักษณะเด่น โหงวเฮ้งขมับดี 

ขมับต้องเต็มอิ่มเต็มรับกับแนวไรผมและหน้าผาก ไม่ยุบ ไม่เว้า หรือเป็นแอ่ง หากมีรอยหางตาไปที่ข้างขมับ ต้องมีจำนวนไม่มาก โดยเชื่อว่าลักษณะขมับเช่นนี้จะช่วยให้ชีวิตคู่จะสมบูรณ์พร้อม วาสนาดี ผู้ชายจะได้ภรรยาเป็นแม่ศรีเรือน และผู้หญิงจะได้สามีที่ดี 

  • ลักษณะด้อยโหงวเฮ้งขมับ 

ในทางตรงข้าม หากมีขมับที่ยุบ บุ๋ม โหนกแก้มเด่น กระดูกโปน หางตามีริ้วรอยและสับสนยุ่งเหยิง เชื่อว่าจะเป็นคนอาภัพคู่ หากฝืนโชคชะตาจนมีคู่ครอง มักจะมีปัญหากันบ่อย หรือบางตำราเพิ่มเติมว่า จะเป็นคนที่ต้องพลัดบ้านพลัดถิ่น

ฉีดฟิลเลอร์ขมับเสริมโหงวเฮ้ง

นอกจากนี้โหงวเฮ้งขมับในผู้หญิงยังเป็นจุดที่ทำนายถึงการดูแลของคู่ครองอีกด้วย มักจะพิจารณาร่วมกับโหงวเฮ้งหน้าผากครับ แบ่งได้ 3 ระดับ 

  • ขมับยุบ – หน้าผากแคบ จะต้องทำงานและพึ่งพาตัวเองเป็นส่วนใหญ่ หากอยากอิ่มท้องและอยู่สุขสบาย
  • ขมับยุบเข้าไปบ้าง – หน้าผากกว้าง ฐานะปานกลาง สามีดูแลเอาใจใส่ดีระดับปานกลาง แม้จะไม่ได้ใช้ชีวิตหรูหรา ฟุ่มเฟือย แต่ก็อยู่สุขสบาย กินอิ่ม และนอนหลับทุกคืน
  • ขมับเต็ม – หน้าผากกว้าง และอิ่มเอิบ โหงวเฮ้งดีมาก ๆ มักจะได้สามีเป็นเศรษฐี คอยดูแลและเอาอกเอาใจเป็นอย่างดี อยู่อย่างสุขสบาย ไม่ลำบาก

ฉีดฟิลเลอร์ขมับดีอย่างไร ? 

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ขมับ คือ สามารถทำให้ขมับ อิ่มเต็ม ได้ทันทีหลังฉีด เป็นวิธีการแก้ปัญหาขมับยุบ ขมับตอบที่เห็นผลเร็วสะดวก ไม่ผ่าตัด ไม่มีแผล ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น หลังฉีดสามารถใช้ชีวิตได้ปกติครับ 

✓ ช่วยปรับโหงวเฮ้งขมับให้ดีขึ้นได้ 

✓ ช่วยปรับรูปหน้าให้สมดุล และดูละมุนขึ้น 

หากฉีดฟิลเลอร์ขมับกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์ปรับรูปหน้าเก่ง ๆ จะสามารถฉีดฟิลเลอร์ขมับรับกับส่วนอื่น ส่งผลให้หน้าดูเป็นรูปไข่สวยงาม และทำให้ผิวข้างแก้มยกขึ้น หน้าดูเด็กลงได้อีกด้วยครับ 

ฉีดฟิลเลอร์ขมับ อันตรายไหม ? 

การฉีดฟิลเลอร์ขมับ เป็นหัตถการปรับรูปหน้าที่ปลอดภัยครับ หากมาพร้อมปัจจัยเหล่านี้ 

1.ฉีดฟิลเลอร์ขมับกับแพทย์ที่มากประสบการณ์

จริง ๆ การฉีดฟิลเลอร์ไม่ว่าจะตำแหน่งใดจำเป็นต้องฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการฉีดฟิลเลอร์เท่านั้น และยิ่งบริเวณขมับที่มีเส้นเลือดสำคัญ ๆ ที่เชื่อมไปยังลูกตา จำเป็นต้องอาศัยฝีมือและประสบการณ์ที่มากพอ มีความรู้ความเข้าใจกายวิภาคโครงสร้างใบหน้าเป็นอย่างดี ถึงจะฉีดฟิลเลอร์ได้อย่างตรงจุด แม่นยำ รวมไปถึงเลือกใช้ปริมาณและเนื้อฟิลเลอร์ที่เหมาะสม ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดี ขมับอิ่มเต็มสวย เรียบเนียน 

2.ฉีดฟิลเลอร์ขมับด้วยฟิลเลอร์แท้นำเข้าถูกต้อง 

เนื่องจากในปัจจุบันยังมีการใช้ฟิลเลอร์ปลอม ฟิลเลอร์หิ้วในคลินิกความงามที่ไร้จรรยาบรรณอยู่ครับ เพราะราคาต้นทุนต่ำ สามารถทำกำไรได้มาก แต่ผลเสียจะมาตกที่ตัวคนไข้แทน เพราะฟิลเลอร์หิ้ว ฟิลเลอร์ปลอมเป็นฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ถ้าเป็นฟิลเลอร์ HA ที่ลักลอบนำเข้ามา จัดเก็บไม่เหมาะสม ตัวยาจะเสื่อมคุณภาพ หากพลาดฉีดอาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อ อายุการใช้งานสั้น 

ในกรณีที่ร้ายแรงเป็นฟิลเลอร์ปลอม ผลที่ตามมาอาจทำให้หน้าเสียโฉม ฟิลเลอร์เน่า ฟิลเลอร์ไหลเสียทรงได้ครับ ดังนั้นก่อนฉีดต้องมั่นว่าเป็นฟิลเลอร์ที่นำเข้าอย่างถูกต้อง เพื่อความสบายใจ ก่อนฉีดควรศึกษาข้อมูลวิธีการตรวจเช็กฟิลเลอร์ไว้บ้าง หรือขอให้แพทย์แกะกล่อง ให้ดูต่อหน้าได้ครับ 

3.ฉีดฟิลเลอร์ขมับกับคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ 

คลินิกฉีดฟิลเลอร์จะต้องได้มาตรฐาน มีใบอนุญาตถูกต้อง โดยเช็กได้จากเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก คลินิกความงามที่เปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะแสดงหลักฐานชัดเจน นอกจากนี้สามารถเช็กความสะอาดเรียบร้อย ดูบรรยากาศคลินิก สังเกตอุปกรณ์เครื่องมือว่าสะอาดหรือไม่ร่วมด้วย  

ฉีดฟิลเลอร์ขมับ มีผลข้างเคียงหรือไม่ ? 

สำหรับผลข้างเคียง หลายคนอาจกังวล เพราะมีข้อมูลฉีดฟิลเลอร์ขมับแล้วจะปวดหัว บวมช้ำ อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงครับ แต่เป็นอาการปกติ ไม่ใช่ผลข้างเคียงที่อันตราย 

  • อาการปวดหัว เกิดจากบริเวณ ขมับเป็นจุดที่ไวต่อความรู้สึก และมีเส้นประสาทรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก หลังฉีดจึงอาจรู้สึกปวดหัวในช่วง 1-2 วันแรก แนะนำให้ดูแลตัวเองและกินยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด 
  • อาการบวมช้ำ เกิดจาก 2 สาเหตุ คือบวมจากเนื้อฟิลเลอร์ และบวมจากการลงเข็ม ซึ่งสามารถหายได้เอง ในช่วง 2-3 วัน ส่วนอาการช้ำ เกิดขึ้นได้ในบางคนครับ โดยเฉพาะคนที่ผิวขาว ผิวช้ำง่าย 
ผลข้างเคียงฉีดฟิลเลอร์ขมับ

ฟิลเลอร์เติมขมับ เหมาะกับใครบ้าง ?

  • ผู้ที่ขยับยุบ ขมับตอบ ต้องการเสริมโหงวเฮ้ง สามารถฉีดฟิลเลอร์ขมับ เพื่อทำให้ขมับอิ่มเต็มโดยอาจทำร่วมกับการฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก เพื่อให้สวยรับกับใบหน้าได้พอดี และเสริมดวงชะตาด้านคู่ครองและการอุปถัมภ์
  • ผู้ที่ต้องการเพิ่มความอ่อนหวานให้ใบหน้า หากขมับยุบบุ๋มมองเห็นเป็นแอ่ง จะทำให้ใบหน้าดูแข็งได้ครับ ฉีดฟิลเลอร์ขมับแก้ไขได้  โดยเฉพาะผู้หญิงจะช่วยเพื่อเพิ่มความโค้งมน ปรับใบหน้าให้ใกล้เคียงกับรูปไข่ โครงหน้าจึงดูละมุนอย่างเป็นธรรมชาติ
ฉีดฟิลเลอร์ขมับ เหมาะกับใคร
  • ผู้ที่ต้องการลดความเด่นของโหนกแก้ม หากโหนกแก้มเด่นเกินไป ใบหน้าจะดูเต็ม แต่ขมับเว้า ใบหน้าจะดูมีอายุครับ การฉีดฟิลเลอร์ขมับสามารถช่วยลดความเด่นของโหนกแก้ม โดยไม่ต้องผ่าตัด และปรับให้ใบหน้าดูเรียวสวยได้
  • ผู้ที่มีอายุเยอะ ที่เนื้อเยื่อบริเวณขมับเริ่มจะฝ่อหรือยุบตัว ทำให้ขมับดูตอบ การฉีดฟิลเลอร์ขมับจะช่วยเติมแอ่งให้เต็ม ปรับให้ผิวบริเวณขมับเต่งตึง อิ่มเอิบ ในบางเคสยังสามารถช่วยแก้ปัญหาเปลือกตาตกได้ ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ผู้ที่ใบหน้าขาดความสมมาตร ในบางรายมีปัญหาขมับยุบหรือตอบไม่เท่ากัน ทำให้ใบหน้าดูขาดความสมดุลไปด้วย การฉีดฟิลเลอร์ขมับจะช่วยเติมส่วนที่เว้าหรือส่วนที่หายไป ปรับให้ใบหน้าสมมาตรได้
  • ผู้ที่ใบหน้าดูโทรมจากการลดน้ำหนัก ในบางเคสหลังจากลดน้ำหนัก เนื้อบริเวณใบหน้ายุบหายไปด้วย ทำให้ขมับดูยุบและดูตอบครับ การฉีดฟิลเลอร์ขมับจะช่วยเติมให้ขมับดูเต็ม ปรับให้ผิวข้างแก้มยกขึ้น ให้ผลลัพธ์ใบหน้าที่สดใส และหุ่นที่สวยงามไปพร้อม ๆ กัน

ทั้งการฉีดฟิลเลอร์ขมับ ก็มีข้อควรระวังในคนบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่แพ้สารไฮยาลูรอนิก แอซิด และเคยมีประวัติแพ้ยาชา, ผู้ที่มีภาวะเลือดไหลไม่หยุด หรือมีแผลฟกช้ำได้ง่าย, ผู้ที่มีประวัติเป็นแผลคีลอยด์ง่าย , ผู้ที่มีภาวะผิวหนังอักเสบ เป็นเริม เป็นงูสวัด หรือเป็นสิวในจุดที่จะฉีด รวมถึงผู้ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร แนะนำก่อนฉีดควรแจ้งประวัติหรือโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบอย่างละเอียดครับ 

ฉีดฟิลเลอร์ขมับ ใช้กี่ CC ? 

การฉีดฟิลเลอร์ขมับโดยทั่วไปใช้ข้างละ 1-2 CC ปริมาณที่ใช้จะขึ้นอยู่กับความลึกของขมับตอบแต่ละคนครับ หลังการประเมินใบหน้า แพทย์จะแนะนำยี่ห้อและรุ่นที่เหมาะสมที่สุดให้ครับ

ฉีดฟิลเลอร์ขมับ แต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร อยู่ได้นานแค่ไหน ?  

ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อ/รุ่น มีลักษณะเนื้อฟิลเลอร์ต่างกันครับ จึงเหมาะกับการฉีดในแต่ละชั้นผิว ตามลักษณะปัญหาของแต่ละคน 

ยี่ห้อฟิลเลอร์ขมับ

ก่อนฉีดแพทย์จะเป็นผู้ประเมินสาเหตุและแนะนำยี่ห้อ / รุ่น ที่เหมาะสมให้เป็นราย ๆ ไป ครับ โดยรุ่นที่นิยมฉีดบริเวณขมับ ได้แก่ 

  • Juvederm Ultra Plus (อยู่ได้นาน 12 เดือน) ฟิลเลอร์เนื้อแน่น และฟูมาก เหมาะกับการฉีดเติมเต็มแอ่งขมับหรือร่องลึกต่าง ๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของช่วงอายุ หลังฉีดเติมแอ่งลึกบริเวณขมับฟิลเลอร์จะเต็มสวย
  • Juvederm Voluma (อยู่ได้นาน 18 เดือน) ฟิลเลอร์เนื้อแน่น และฟูปานกลาง ยืดหยุ่นสูง สามารถเติมแอ่งลึกที่ขมับให้เต็มอย่างเป็นธรรมชาติ
  • Juvederm Volux (อยู่ได้นาน 18-24 เดือน) ฟิลเลอร์เนื้อแน่น คงตัวได้ดี และทนต่อแรงขยับ ใช้แก้ปัญหาขมับยุบ หรือขมับตอบ
  • Restylane Volyme (อยู่ได้นาน 18 เดือน) ฟิลเลอร์เนื้อนิ่มปานกลาง เหมาะกับการเติมเต็มผิวส่วนที่โหลลึกหรือเป็นแอ่งตอบลงไป ปรับให้ผิวบริเวณใบหน้าดูอิ่มฟู สามารถใช้ในเคสที่ผิวบางได้ครับ
  • Teoxane RHA 2 (อยู่ได้นาน 18 เดือน) ฟิลเลอร์เนื้อนิ่ม มีความยืดหยุ่น และทนต่อแรงขยับได้ดี เหมาะกับการฉีดเสริมในส่วนของขมับที่ยุบตัวลงไป ปรับให้ขมับดูเต็มสวยได้รูป
  • Teoxane RHA 3 (อยู่ได้นาน 12-18 เดือน) ฟิลเลอร์เนื้อนิ่ม แต่เนื้อเจลค่อนข้างแน่น สามารถทนต่อแรงขยับได้ดี เหมาะกับการฉีดผิวชั้นลึก เพื่อแก้ขมับยุบ หรือขมับตอบ
  • Teoxane Ultra Deep (อยู่ได้นาน 18 เดือน) ฟิลเลอร์เนื้อแน่น ที่มีความคงตัวสูง สามารถปั้นทรงได้ง่าย และไม่ไหลไปจุดอื่น เหมาะกับการปรับโครงสร้างใบหน้า

ก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?

ก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหัตถการอย่างละเอียด เช่น การเลือกคลินิกความงามที่ได้มาตรฐาน การเช็กฟิลเลอร์ของแท้แต่ละยี่ห้อ และการเลือกแพทย์ประสบการณ์สูง รวมถึงแนวทางอื่น ๆดังนี้

  • ปรึกษาและประเมินใบหน้ากับแพทย์มากประสบการณ์ ซึ่งแพทย์จะช่วยให้คำแนะนำในการเลือกยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคน รวมถึงตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับหัตถการได้
  • แจ้งประวัติสุขภาพให้ครบถ้วน เช่น โรคและยาประจำตัว หัตถการที่เคยทำ หรือประวัติการแพ้ยาหรืออาหาร
  • งดยาและอาหารเสริมบางชนิด เช่น วิตามินอี ยาแอสไพริน น้ำมันปลา และน้ำมันอีฟนิงพริมโรส
  • งดใช้ยาผลัดเซลล์ผิว หรือพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการระคายเคืองของผิว เช่น การแว็กซ์ การโกนขน การเลเซอร์ หรือการนวดหน้า ควรงดอย่างน้อย 3 วันก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ
  • งดกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด เช่น ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เข้าซาวน่า หรือออกกำลังกายหนัก ๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง

หลังฉีดฟิลเลอร์ขมับ ดูแลตัวเองอย่างไร ? 

หลังฉีดฟิลเลอร์ขมับ สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติครับ แต่มีข้อควรระวังเล็กน้อย เพื่อให้บริเวณที่ฉีดยุบบวมเร็ว ฟิลเลอร์ฟูสวย และช่วยยืดอายุผลลัพธ์หลังฉีดให้อยู่กับเราไปนาน ๆ ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแรง ๆ หรือกดทับบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ขมับ เช่น การจับ การนวดคลึง การนั่งเท้าขมับ และการนอนตะแคง ในช่วง 2 สัปดาห์แรก เพราะอาจทำให้ฟิลเลอร์ขมับเคลื่อนที่ผิดรูปได้ และยังทำให้รู้สึกเจ็บอีกด้วย
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างน้อยวันละ 8 แก้วหรือ 2 ลิตร เพราะน้ำช่วยให้ฟิลเลอร์ขมับฟูสวย อยู่ได้นาน และยังช่วยให้แผลจากรอยเข็มสมานเร็วขึ้น
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรม หรือการออกกำลังกายหนัก ๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
  • อยู่ในสถานที่ที่อากาศเย็น และหลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิด อย่างน้อย 48 ชั่วโมง

สรุป

การฉีดฟิลเลอร์ขมับเป็นการแก้ขมับตอบ และปรับขมับให้สวยตามตำราโหงวเฮ้ง ที่ตรงจุดมาก หากอยากได้ผลลัพธ์ที่ดี และบริการที่ปลอดภัย ควรเลือกคลินิกความงามที่น่าเชื่อถือ ฉีดกับแพทย์ประสบการณ์สูง และเช็กฟิลเลอร์ของแท้ทุกครั้งครับ

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ตัวช่วยหน้าเด็ก ลดอายุ หมดปัญหาคนเรียกป้า

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม 

ใครที่มีปัญหาร่องแก้มลึก มีรอยย่นที่แก้ม ใบหน้าดูหย่อนคล้อย ดูแก่ ดูโทรม การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ทำให้ร่องแก้มตื้นขึ้น ใบหน้าดูเด็กลง ที่สำคัญเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้น ใครที่มีเหล่านี้ และสนใจฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม เรามีรายละเอียดที่ควรรู้มาแนะนำ 


สาเหตุของร่องแก้มลึก เกิดจากอะไร ?

ก่อนที่จะเข้าเรื่องฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ที่ช่วยแก้ปัญหาร่องแก้มลึก เราอยากให้ทุกคนเข้าใจถึงสาเหตุที่มาของปัญหาร่องแก้มลึกเสียก่อน ว่าเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง แล้วการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม จะเหมาะกับการแก้ปัญหาจากสาเหตุใด 

ลักษณะร่องแก้มลึก
ลักษณะร่องแก้มลึก ริ้วรอยข้างแก้ม

ปัญหาร่องแก้มลึกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักมาจาก อายุที่มากขึ้น ผิวหนังเกิดการเสื่อมประสิทธิภาพลง คอลลาเจนและอีลาสตินทำงานน้อยลง ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอยได้ง่าย และลึกลงเรื่อย ๆ อีกสาเหตุหนึ่งคือ การยุบตัวของกระดูก บริเวณร่องแก้ม บวกกับผิวที่หย่อนคล้อยทำให้เห็นร่องข้างแก้มเด่นชัดขึ้น หรืออีกกรณี คือ การยุบตัวของกระดูกบริเวณใต้ตา หรือเส้นเอ็นรอบดวงตา (Retaining ligament ) ที่ยึดผิวให้หย่อนยานลง จนทำให้เนื้อแก้มด้านบนหย่อนลงมา กองที่เหนือร่องแก้ม ทำให้ร่องแก้มดูลึกขึ้นได้

อายุมากขึ้นร่องแก้มชัดขึ้น
เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังหย่อนคล้อย และกระดูกทรุดตัวทำให้เกิดปัญหาร่องแก้มลึกชัดเจน

นอกจากนี้ยังปัญหาร่องแก้มที่เกิดได้จากสาเหตุอื่น ๆ เช่น 

  • การแสดงสีหน้า การยิ้มหรือหัวเราะบ่อย ๆ สามารถทำให้เกิดริ้วรอยร่องแก้มได้เช่นกัน เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ดึงร่องแก้มมีความแข็งแรงมากเกินไป บางรายอาจเกิดร่องมุมปากลึกร่วมด้วย 
  • พฤติกรรม เช่น การนอนตะแคงข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานาน จนเห็นเป็นรอยพับข้างแก้ม ประกอบกับมีปัญหาผิวแห้ง จากการสูญเสียคอลลาเจนก็จะยิ่งทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น 

นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ หรือ ความเครียด ก็สามารถก่อให้เกิดปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อยได้เร็ว จนเกิดปัญหาร่องแก้มลึกได้เช่นกัน 

  • ปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดดและมลภาวะ ที่ส่งผลให้ชั้นผิวบางลง ทำให้เกิดริ้วรอยร่องลึกได้ง่าย

ทุกสาเหตุที่กล่าวมา การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด และยังเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เห็นผลชัดเจน


ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ช่วยแก้ปัญหาร่องแก้มได้อย่างไร ?

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม เป็นการฉีดเติมเต็มสารประเภทไฮยาลูโรนิก แอซิด (Hyaluronic acid หรือ HA) เข้าไปบริเวณร่องแก้ม เพื่อให้ร่องแก้มตื้นขึ้น เต็มขึ้น จึงแก้ปัญหาร่องแก้มลึกได้ และด้วยคุณสมบัติของ HA ที่ช่วยกักเก็บน้ำของชั้นใต้ผิว ก็จะช่วยให้ผลลัพธ์หลังฉีดผิวบริเวณร่องแก้มจะเรียบเนียบ เต่งตึง และชุ่มชื่นมากขึ้นด้วย 

ฟิลเลอร์ร่องแก้ม แก้ปัญหาร่องแก้มลึก

แต่ทั้งนี้การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ในแต่ละสาเหตุ จะมีเทคนิคการฉีดที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ในคนที่มีปัญหาร่องแก้มลึกจากสาเหตุกระดูกยุบตัวลง โดยการยุบตัวกระดูกบริเวณใต้ตา กับกระดูกร่องแก้มโดยตรง จะมีเทคนิคการฉีดที่ต่างกัน 

หากประเมินแล้วว่าเกิดจากการยุบตัวของกระดูกบริเวณใต้ตา ที่ทำให้เนื้อแก้มด้านบนหย่อนลงมากองที่เหนือร่องแก้ม ทำให้ร่องแก้มลึก วิธีการแก้ไขจะต้องฉีดฟิลเลอร์บริเวณใต้ตา ยกผิวในชั้นกระดูกเพื่อดึงโครงสร้างผิวโดยรวมทั้งหมดขึ้นไปด้านบน จะทำให้เนื้อแก้มที่กองเหนือร่องแก้มเป็นก้อนน้อยลง และร่องแก้มตื้นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

เทคนิคฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม
การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มด้วยเทคนิคที่ถูกต้องจะช่วยให้ผลออกมาดี

แต่ถ้าประเมินแล้วว่า เกิดจากการยุบตัวของกระดูกบริเวณร่องแก้ม สามารถฉีดฟิลเลอร์บริเวณร่องแก้มได้โดยตรง โดยจะฉีดลงในชั้นกระดูกใต้กล้ามเนื้อ และต้องฉีดในจุดที่ต่ำกว่าร่องแก้มเล็กน้อย ไม่ใช่ฉีดที่ร่องแก้มโดยตรง เพื่อป้องกันการดึงของกล้ามเนื้อที่ใช้ยิ้มจะเห็นว่าการประเมินหาสาเหตุที่ถูกต้อง และฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ จะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดี แก้ปัญหาถูกจุด 

ดังนั้นการตัดสินใจเลือกแพทย์ผู้ฉีดจึงมีส่วนสำคัญมาก ๆ เพราะหากฉีดผิดตำแหน่ง หรือเลือกเนื้อฟิลเลอร์ไม่เหมาะสม ผลลัพธ์อาจไม่สวยงาม หรือเป็นก้อนได้ หากต้องการผลลัพธ์ที่ดี สวยงาม เป็นธรรมชาติ ก่อนฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มทุกครั้งต้องมั่นใจว่าเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการฉีดฟิลเลอร์เท่านั้น 


ข้อดีการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม 

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม กับแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง จะสามารถประเมินสาเหตุการเกิดริ้วรอยร่องแก้มลึกในแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ และวางแผนแก้ปัญหาการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มได้ตรงจุด ช่วยให้ร่อแก้มตื้นขึ้น ผิวกลับมาเรียบเนียนและเต่งตึงไร้ริ้วรอย

✓ ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ใบหน้าโดยรวมก็จะดูเด็กลง
✓ ริ้วรอยร่องแก้มจางหายไป กรอบหน้าชัดขึ้น 
✓ หลังฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มสามารถเห็นผลความเปลี่ยนแปลงได้ทันที โดยไม่ต้องนอนพักฟื้น

ข้อดีฟิลเลอร์ร่องแก้ม

เรียกได้ว่าการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่นิยมและหมอส่วนใหญ่แนะนำ


การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม เหมาะกับใครบ้าง ?

  • ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยร่องแก้มลึก จากอายุที่เพิ่มมากขึ้น
  • ผู้ที่รู้สึกขาดความมั่นใจ จากการเกิดริ้วรอยร่องแก้มลึก ที่หน้าดูแก่ก่อนวัย และไม่สดใส
  • ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้ดูเด็กลง โดยไม่ต้องผ่าตัด
  • ผู้ที่ต้องการเห็นผลรวดเร็ว และไม่ต้องการเสียเวลาพักฟื้น

ฟิลเลอร์ร่องแก้มอยู่ได้นานแค่ไหน ? 

หลังฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มสามารถคงผลลัพธ์ได้นาน 6-24 เดือน แล้วแต่ยี่ห้อ/รุ่นของฟิลเลอร์ร่องแก้มที่เลือกใช้ และสามารถสลายเองได้หมด 100% ไม่มีสารตกค้าง สามารถกลับมาฉีดเติม เพื่อคงผลลัพธ์ได้เรื่อย ๆ


ฟิลเลอร์ร่องแก้มต้องใช้กี่ CC ?

การเติมฟิลเลอร์ร่องแก้ม โดยทั่วไปจะใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 1-2 CC ก็สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลง ใบหน้าดูเด็กลงได้ แต่ในกรณีที่มีปัญหามาก อายุเยอะ (50 ปีขึ้นไป) อาจจะต้องใช้ฟิลเลอร์ปริมาณมากขึ้น 3-4 cc เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน


ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มราคากี่บาท ?

ค่าใช้จ่าย ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ราคาจะแตกต่างกันไปตามแต่ละรุ่น และยี่ห้อของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ รวมถึงโปรโมชั่นของแต่ละคลินิก ราคาโดยเฉลี่ยหากเป็นฟิลเลอร์เกาหลี จะอยู่ที่ 6,000 บาทขึ้นไป ต่อ 1 CC แต่ถ้าเป็นฟิลเลอร์ฝั่งยุโรป อเมริกา ราคาเฉลี่ยอยู่ 9,000 บาทขึ้นไป ต่อ 1 CC 


ฟิลเลอร์ร่องแก้มมีผลข้างเคียงหรือไม่ ?

ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยสูงเมื่อใช้ฟิลเลอร์แท้และฉีดโดยแพยท์ที่มีประสบการณ์ ในส่วนของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อาการบวม หรือมีรอยช้ำ เป็นอาการข้างเคียงปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ และสามารถหายได้เองตามธรรมชาติ ในช่วง 2-3 วัน 

ส่วนในกรณีที่ฉีดแล้วเป็นก้อนเป็น เป็นลำ อาจเกิดจากแพทย์ผู้ฉีด ขาดประสบการณ์ ใช้เทคนิคการฉีดที่ไม่ถูกต้องฉีดตื้นเกินไป ทำให้เห็นเป็นก้อนนูนขึ้นมา หรือเลือกใช้ฟิลเลอร์ไม่เหมาะกับบริเวณที่ฉีด หากต้องการแก้ไข สามารถฉีดสลายฟิลเลอร์ออก แล้วฉีดใหม่ได้ 

ทั้งนี้การฉีดสลายทำได้เฉพาะฟิลเลอร์แท้ หรือ ฟิลเลอร์ HA เท่านั้น ในกรณีที่พลาดไปฉีดฟิลเลอร์ปลอม ที่ไม่ใช้ HA จะไม่สามารถฉีดสลายได้ จำเป็นต้องขูดออก หรือผ่าตัดออกเท่านั้น 


สรุป 

การฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม เป็นหัตถการที่ช่วยแก้ปัญหาร่องแก้มลึกได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตรงจุด ช่วยทำให้ใบหน้าดูเด็กลง สำหรับใครที่กำลังสนใจการฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ควรเลือกฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ ใช้ฟิลเลอร์แท้ ภายใต้คลินิกที่มีความน่าเชื่อถือ ได้มาตรฐานเท่านั้น เพื่อผลลัพธ์ที่ดี และมีความปลอดภัยมากที่สุด

Made Collagen ตัวช่วยลดสิว ลดผื่น ปรับสภาพผิวคืนหน้าขาวใส แบบเร่งด่วน

Made Collagen

Made Collage เป็นสารที่ได้รับความสนใจ และถูกพูดถึงมาโดยตลอด ในวงการงาม ใครที่กำลังมองหาตัวช่วย ผิวสวย หน้าใส ชื่อ Made Collage มักเป็นชื่อต้น ๆ ที่ถูกแนะนำ

Made Collage หรือ มาเด้คอลลาเจน คืออะไร ?  ดีอย่างไร ?  ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ? เราจะมาเจาะลึกและทำความเข้าใจอย่างละเอียด ในบทความนี้ หากใครที่กำลังลังเล ฉีด Made Collage ดีไหม ? ต้องฉีดกี่ครั้งเห็นผล ? สามารถศึกษาข้อมูลเหล่านี้ก่อนตัดสินใจก่อนได้เลย


ทำความรู้จัก  Made Collagen (มาเด้คอลลาเจน)

Made Collagen (มาเด้คอลลาเจน) คือ ชื่อยี่ห้อยาในกลุ่มเมโสหน้าใส ที่มีคุณสมบัติเด่นในการช่วยลดสิว ลดผื่น ลดการอักเสบของผิว ช่วยขับสารพิษออกจากผิว ผิวหน้าจึงสุขภาพดีขึ้น 

มาเด้คอลลาเจน ผลิตจากประเทศอิตาลี ตัวยาเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ออกแบบมาเพื่อการขับล้างสารพิษออกจากผิวโดยเฉพาะ ประกอบด้วยวิตามิน แร่ธาตุ  คอลลาเจน  สารต้านอนุมูลอิสระเอนไซม์ บำบัดซ่อมแซมผิวหรือพลาเซนต้า (Placenta)ที่ใช้ในการบำรุงผิว

ตัวยา Made Collagen

Made Collagen  ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?

การฉีด Made Collagen นอกจากจะช่วยขับสารพิษแล้วยังช่วยบำรุงผิวให้สุขภาพดีขึ้นได้ 

✓ ช่วยขับล้างสารพิษ สารตกค้างในผิว 
✓ ลดผื่นแพ้ แก้ปัญหาสิวเรื้อรัง
✓ ลดเลือนริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ 
✓ ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียน รูขุมขนกระชับ
✓ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบนหน้า ทำให้ใบหน้าเนียนใส ผิวพรรณเปล่งปลั่ง 
✓ ชะลอการเสื่อมของเซลล์ ปรับสมดุลให้ผิวหน้าแข็งแรง ชุ่มชื้นขึ้น


หลังฉีด Made Collagen หน้าเนียน ขาวใสได้อย่างไร ?

การทำงานของ Made Collagen ที่ช่วยให้ผิวหน้าสุขภาพดี หน้าขาวใสขึ้นได้ เกิดจาก 4 กลไกการทำงาน หลัก ดังนี้

  1. ดีท็อกซ์ผิว (Detoxification) เป็นการกำจัดสารพิษ เร่งกระบวนการผลัดเซลล์ กำจัดสิ่งสกปรกออกจากเนื้อเยื่อผิว อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว หรือการอักเสบของผิว  
  2. เร่งกระบวนการเผาผลาญ (Metabolism) เป็นการเร่งกระบวนการเผาผลาญ  เร่งระบบการไหลเวียนของเลือดให้ไปหล่อเลี้ยงผิว ทำให้ผิวฟื้นตัวได้เร็ว ผิวแข็งแรงขึ้น และมีความยืดหยุ่นดี 
  3. เติมสารอาหารให้ผิว (Nutrients & Cell therapy) ตัวยาใน Made Collagen เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อเซลล์ผิว จึงช่วยบำรุงผิวให้มีสุขภาพดี ช่วยบำบัดรักษาเซลล์ให้แข็งแรงขึ้นได้ ผิวจึงดูสดใสเปล่งปลั่ง  
  4. ปรับสมดุลผิว (Restructuring)  เป็นการปรับความสมดุล เสริมภูมิต้านทานผิวต่อมลภาวะ ทำให้ผิวไม่แพ้ง่าย ลดผด ผื่นได้ดี

นอกจากนี้ การฉีด Made Collagen ยังอาศัยศาสตร์การบำรุงผิว แบบโฮมีโอพาธีย์ โดยอาศัยกลไก Homeopathy Enzyme ร่วมกับ Lymphatic Drainage ฉีดกระตุ้นให้เซลล์ผิวชำระล้างสารพิษออกทางระบบน้ำเหลือง และเป็นการกระจายสารอาหารไปในตัว ด้วยการฉีดเทคนิค 16 จุดทั่วใบหน้า ที่ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี เจ็บน้อยลง บวมช้ำน้อยลง


หลังฉีด Made Collagen กี่วันเห็นผล ?

หลังฉีด Made Collagen สามารถเห็นผลลัพธ์ได้เร็วกว่าการทาครีม โดยสามารถรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงได้ในช่วง 3 วันหลังฉีด และจะค่อย ๆ เห็นผลลัพธ์ชัดเจนในช่วง 7-14 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหนัก ๆ อาจต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูผิว 4-5 สัปดาห์


Made Collagen ต้องฉีดกี่ครั้ง ?

เพื่อผลลัพธ์ที่ดี ในช่วงแรกที่เริ่มต้นฉีดแนะนำให้ ฉีดสัปดาห์ละ 1 ครั้งต่อเนื่องกันอย่างน้อย 4-5 สัปดาห์ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน และหลังจากนั้นควรฉีดทุก ๆ 2 สัปดาห์

Made Collagen ราคาแพงไหม ?

ราคาของ Made Collagen จะแตกต่างกันตามสูตรหรือโปรโมชั่นของแต่ละคลินิก โดยทั่วไปการฉีดมาเด้ในคลินิกชั้นนำ ราคาเริ่มต้นที่ 2,500.-/ครั้ง ในกรณีที่ถูกกว่านี้ หรือราคาหลักร้อยอาจจะต้องระวังเป็นตัวยาปลอม ยาหิ้ว ลักลอบนำเข้า เมื่อนำมาฉีดอาจเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงได้


Made Collagen ปลอมมีไหม ดูอย่างไร ?

Made Collagen ของปลอมยังคงระบาดอยู่เพราะราคาถูกต้นทุนต่ำ ทำให้มีบางคลินิกที่ไร้จรรยาบรรณนำของปลอมใช้ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเราเอง ก่อนฉีดมาเด้คอลลาเจน ควรรู้วิธีเช็กมาเด้คอลลาเจนของแท้ไว้บ้าง

วิธีเช็ก Made Collagen ของแท้

  • มีบาร์โค้ดระบุชื่อคลินิก หรือบริษัทที่ซื้อ
  • มีสติกเกอร์ซีลที่ฝากล่องด้านข้าง (ต้องเปิดตามรอยปรุที่กลางกล่อง)
  • มาเด้คอลลาเจนแท้ ต้องประกอบด้วยตัวยา Made 2 CC และ Collagen 2 CC รวม 4 CC
Made Collagen ของแท้

5 ข้อควรพิจารณาก่อนเลือก ฉีด Made Collagen ที่ไหนดี ?

ก่อนตัดสินใจว่าจะฉีดมาเด้ คอลลาเจน ที่ไหนดี ? ควรดูมาตรฐานของคลินิกเป็นสำคัญ เพื่อความมั่นใจและปลอดภัย ควรพิจารณา 5 ข้อนี้ก่อนฉีด ดังนี้

  1. เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานเปิดให้บริการอย่างถูกต้อง มีป้ายชื่อสถานพยาบาล เลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก ตามกฎหมายระบุให้แสดงใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาลอย่างชัดเจน
  2. ฉีดกับแพทย์ที่ประสบการณ์ หรือดูรีวิวของแพทย์คนนั้น ๆ ก่อนฉีด
  3. ฉีดมาเด้ คอลลาเจน ที่เป็นของแท้เท่านั้น
  4. ดูรีวิวจากผู้ใช้บริการจริงของคลินิก
  5. มีช่องทางติดต่อ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook หรือ Line@ ที่คนไข้สามารถสอบถามข้อสงสัยกับหมอที่ทำเคสได้โดยตรง

สรุป

การฉีด Made Collagen เป็นตัวช่วยที่ดีในการฟื้นฟูผิวหน้า เหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย เป็นสิวบ่อย หรือผดผื่น ใครที่สนใจแนะนำให้เข้ารับบริการกับคลินิกที่ได้มาตรฐาน ฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์และต้องมั่นใจว่าตัวยาเป็นของแท้ เพื่อความปลอด และผลลัพธ์ที่ดีมีประสิทธิภาพ

ฉีดสลายฟิลเลอร์ แก้ฟิลเลอร์เป็นก้อน ตำแหน่งไหนได้บ้าง ? ฉีดฟิลเลอร์ใหม่ ต้องรอกี่วัน ?

สำหรับใครที่ฉีดฟิลเลอร์มาแล้ว แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นที่น่าพอใจ เช่น ฟิลเลอร์เป็นก้อน ผิวไม่เรียบเนียน รู้สึกใบหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติ การฉีดสลายฟิลเลอร์ถือเป็นวิธีแก้ไขที่ตรงจุดและรวดเร็ว สามารถปรับให้ผิวกลับคืนสภาพใกล้เคียงกับก่อนฉีดฟิลเลอร์ได้

บทความนี้ได้รวบรวมสิ่งที่หลายคนอยากรู้เกี่ยวกับการฉีดสลายฟิลเลอร์มาฝากครับ เช่น คืออะไร ? ทำไมต้องฉีดสลายฟิลเลอร์ ? เห็นผลลัพธ์เมื่อไหร่ ? อันตรายไหม ? มีผลข้างเคียงอะไร ? ฉีดตำแหน่งไหนได้บ้าง ? ต้องเตรียมตัวอย่างไร ? และหลังจากฉีดสลาย สามารถฉีดฟิลเลอร์ใหม่ได้ไหม ?

ฉีดสลายฟิลเลอร์ คืออะไร ? 

ฉีดสลายฟิลเลอร์ คือ การฉีดเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase : HYAL) เข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อลดการยึดเกาะกันของโมเลกุลฟิลเลอร์ และทำให้เนื้อฟิลเลอร์ค่อย ๆ สลายตัวไป ช่วยปรับให้ผิวหนังในจุดที่เคยฉีดฟิลเลอร์กลับคืนสภาพใกล้เคียงกับก่อนการฉีดฟิลเลอร์มากที่สุดครับ

เอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสจะทำปฏิกิริยากับกรดไฮยาลูรอนิก แอซิด (HA: Hyaluronic Acid) จึงสามารถฉีดสลายได้เฉพาะสารเติมเต็มประเภท HA หรือฟิลเลอร์ของแท้เท่านั้น

ฟิลเลอร์สลายได้เองไหม ? ทำไมต้องฉีดสลายฟิลเลอร์ ?

ทำไมต้องฉีดสลายฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ประเภทไฮยาลูรอนิก แอซิดของแท้ที่ฉีดเข้าสู่ร่างกายสามารถย่อยสลายจนหมดได้เอง และไม่ทิ้งสารตกค้างครับ ซึ่งอายุการใช้งานของฟิลเลอร์จะอยู่ระหว่าง 6-24 เดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด ปริมาณ และยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ใช้ รวมถึงการดูแลตัวเองหลังฉีดของแต่ละคนร่วมด้วย

ดังนั้นไม่ใช่ทุกเคสจำเป็นจะต้องฉีดสลายครับ การฉีดสลายฟิลเลอร์จะใช้ในกรณีที่เกิดปัญหา หรือไม่พอใจผลลัพธ์จากการฉีดฟิลเลอร์ เช่น 

  • ผลลัพธ์ดูไม่เป็นธรรมชาติ หากฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์ที่ประสบการณ์ไม่มากพอ ขาดเทคนิคการฉีด หรือการประเมินใบหน้าที่ถูกต้อง อาจเลือกใช้เนื้อฟิลเลอร์ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งฉีด ใช้ปริมาณฟิลเลอร์มากเกินไป 
  • ฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน ทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียน มักเกิดจากเลือกเนื้อไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ฉีด หรือใช้เทคนิคการฉีดไม่ถูกต้อง ฉีดผิดชั้นผิว ฉีดตื้นเกินไป ทำให้ฟิลเลอร์เป็นก้อน มองเห็นเป็นก้อนนูน ๆ พบมากในบริเวณใต้ตา เนื่องจากผิวรอบดวงตาบอบบางจึงเห็นเป็นก้อนได้ง่าย ถ้าหมอไม่ชำนาญการฉีด 
  • ไม่พึงพอใจผลลัพธ์ โดยทั่วไปหลังฟิลเลอร์ที่ฉีดเซตตัวเต็มที่ แพทย์จะนัดอีกครั้ง เพื่อประเมินความพึงพอใจ ในบางเคสที่รู้สึกยังไม่ชอบ หรือผลลัพธ์ยังไม่สวยถูกใจ เช่น หน้าผากดูโหนกนูนเกินไป หรือริมฝีปากยังไม่ใช่รูปทรงที่บรีฟไว้ สามารถปรึกษากับแพทย์ เพื่อฉีดสลายฟิลเลอร์ได้ครับ
  • ฉีดฟิลเลอร์พลาด การฉีดสลายฟิลเลอร์สามารถใช้แก้ไขปัญหาการฉีดฟิลเลอร์พลาดอุดตันเส้นเลือด หากทำในคลินิกที่ได้มาตรฐาน สามารถแก้ปัญหาด้วยการฉีดสลายได้ทัน ก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาเนื้อตาย หรือตาบอดตามมา
  • ต้องการผ่าตัดศัลยกรรมเสริมซิลิโคน ในเคสที่ฉีดฟิลเลอร์จมูกมาแล้ว แต่ต้องการเปลี่ยนไปเสริมจมูกด้วยซิลิโคนแทน ฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไปอาจส่งผลต่อการยึดเกาะของแท่งซิลิโคนได้ครับ ส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้รอฟิลเลอร์สลายให้หมดก่อนถึงจะผ่าตัดเสริมซิลิโคนได้ ซึ่งจะใช้เวลาหลายเดือน แต่สำหรับใครที่ไม่อยากรอนาน จึงนิยมฉีดสลายฟิลเลอร์ เพราะเห็นผลลัพธ์เร็วที่สุด

หลาย ๆ คนจะเห็นได้ว่า สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้จำเป็นต้องฉีดสลายฟิลเลอร์จะเกิดจากการฉีดฟิลเลอร์กับแพทย์ที่ขาดประสบการณ์ครับ ทำให้ขาดเทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง และเลือกยี่ห้อฟิลเลอร์ไม่เหมาะสม จึงเสี่ยงก่อให้เกิดข้อผิดพลาด และผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่โฆษณาไว้

ทำยังไงให้ฟิลเลอร์สลายเร็ว ๆ ? มีวิธีอื่น ๆ ไหม ?

หากใครไม่พอใจผลลัพธ์หลังฉีดฟิลเลอร์ การฉีดสลายฟิลเลอร์ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดและเร็วที่สุดครับ ซึ่งตัวยาจะออกฤทธิ์ทันทีและเห็นผลลัพธ์เต็มที่ใน 2 วัน 

การประคบร้อน ไม่มีผลต่อการสลายฟิลเลอร์

สำหรับวิธีอื่น ๆ ที่ส่งผลต่ออายุของฟิลเลอร์ได้ เช่น การใช้ความร้อน รับประทานอาหารร้อน หรือประคบร้อน สามารถทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วกว่าอายุจริงได้ครับ หากทำในช่วง 14 วันแรก ที่ฟิลเลอร์ยังไม่เข้าที่ดี แต่หากฟิลเลอร์เซตตัวเต็มที่แล้ว การโดนความร้อนจะไม่ส่งผลต่ออายุของฟิลเลอร์

ฉีดสลายฟิลเลอร์ได้หมด 100% ไหม ?

หากฉีดฟิลเลอร์ HA ของแท้ การฉีดสลายฟิลเลอร์ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส สามารถสลายฟิลเลอร์ได้หมด 100% และปรับให้ผิวกลับคืนสภาพใกล้เคียงกับก่อนการฉีดฟิลเลอร์มากที่สุดครับ 

แต่ถ้าใช้ฟิลเลอร์ของปลอมจะไม่สามารถฉีดสลายฟิลเลอร์ได้ จำเป็นต้องผ่าตัดหรือขูดออกเท่านั้น ซึ่งวิธีดังกล่าวสามารถนำฟิลเลอร์ของปลอมออกได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เพราะมีความเสี่ยงที่จะโดนเส้นเลือด หรือเส้นประสาทใกล้เคียงได้ ในบางเคสต้องผ่าตัดหรือขุดออกหลายรอบครับ 

ฉีดสลายฟิลเลอร์ อันตรายไหม ?

การฉีดสลายฟิลเลอร์กับแพทย์ที่ประสบการณ์สูง มีความปลอดภัยมากครับ เพราะแพทย์สามารถประเมินโดสยาที่เหมาะสมได้ จึงช่วยสลายฟิลเลอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทบกับคอลลาเจนในชั้นผิวหนังเดิม หรือเนื้อเยื่อในจุดอื่น ๆ

ฉีดสลายฟิลเลอร์ มีผลข้างเคียงไหม ?

ผลข้างเคียงหลังฉีดสลายฟิลเลอร์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี คือ

  • ผลข้างเคียงทั่วไป หลังฉีดสลายฟิลเลอร์สามารถเกิดอาการบวม หรือระบมในตำแหน่งที่ฉีดได้เป็นปกติครับ เกิดจากการอักเสบของผิวหนังที่โดนเข็มจิ้ม และอาการบวมจากปริมาณยาที่ฉีดเข้าไป ถือเป็นผลข้างเคียงทั่วไปที่ไม่เป็นอันตราย
  • อาการแพ้ยาสลายฟิลเลอร์ เอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสที่ใช้ฉีดสลายฟิลเลอร์ เป็นสารสกัดที่มีแหล่งที่มาแตกต่างกันออกไปตามแต่ละยี่ห้อ บางยี่ห้อสกัดมาจากสัตว์ หรือเชื้อแบคทีเรีย จึงอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ตัวยาสลายได้ในบางเคสครับ เช่น มีอาการคัน หรือบวมแดงมากกว่าปกติ 

โดยทั่วไป ก่อนการฉีดสลายฟิลเลอร์ แพทย์จะมีการสอบถามถึงข้อมูลสุขภาพ ประวัติการแพ้ และโรคประจำตัว รวมถึงอธิบายถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดตามมาหลังฉีดสลายฟิลเลอร์ครับ ทุกคนจึงควรดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด หากเกิดอาการแพ้ควรรีบมาพบแพทย์ 

ฉีดสลายฟิลเลอร์ ตำแหน่งไหนได้บ้าง ?

ฉีดสลายฟิลเลอร์ปาก

การฉีดสลายฟิลเลอร์สามารถทำได้ทุกตำแหน่งที่ฉีดฟิลเลอร์ครับ ซึ่งจุดที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นบนใบหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาหลังฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน หรือผลลัพธ์ดูไม่เป็นธรรมชาติ เพราะใบหน้าเป็นจุดที่สามารถสังเกตเห็นได้ง่าย และทำให้หลายคนเสียความมั่นใจ โดยจุดที่นิยม มีดังนี้

  • ฉีดสลายฟิลเลอร์ใต้ตา นิยมแก้ปัญหาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วเป็นก้อน ทำให้มองเห็นลำฟิลเลอร์ชัดเจน ใต้ตาดูบวม หรือก้อนฟิลเลอร์ย้อยลงมาจนมองเห็นคล้ายกับถุงใต้ตา
  • ฉีดสลายฟิลเลอร์ร่องแก้ม แก้ปัญหาฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มแล้วเป็นก้อนนูนออกมาบนผิว หรือมองเห็นก้อนฟิลเลอร์เวลายิ้มและหัวเราะ ทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียน
  • ฉีดสลายฟิลเลอร์หน้าผาก ใช้แก้ปัญหาผิวหน้าผากไม่เรียบ ขรุขระ หรือเป็นคลื่น เวลากดหน้าผากแล้วผิวยุบบุ๋มลงไป รวมถึงใช้แก้หน้าผากที่ดูโหนกนูนเกินพอดีคล้ายกับหัวปลาทอง หรือดูผิดรูปหลังฉีดฟิลเลอร์
  • ฉีดสลายฟิลเลอร์ปาก แก้ปัญหาฉีดฟิลเลอร์ปาก แล้วริมฝีปากดูอวบอิ่มเกินพอดี มองเห็นเป็นก้อน หรือปากดูเจ่อเกินไปคล้ายกับปากเป็ด
  • ฉีดสลายฟิลเลอร์คาง แก้ปัญหาคางยาวและแหลมเกินไปคล้ายกับคางแม่มด หรือฉีดฟิลเลอร์คางแล้วฟิลเลอร์ห้อยย้อยลงมาดูไม่เป็นธรรมชาติ
  • ฉีดสลายฟิลเลอร์จมูก แก้ปัญหาสันจมูกไม่คมและบานออก เกิดจากการเลือกรุ่นและใช้ปริมาณฟิลเลอร์ไม่เหมาะสม หรือในเคสที่ต้องการผ่าตัดเสริมซิลิโคนจมูก แต่ไม่อยากรอให้ฟิลเลอร์สลายเอง

ฉีดสลายฟิลเลอร์ แล้วสลายทันทีไหม ? กี่วันเห็นผล ?

ตัวยาฉีดสลายฟิลเลอร์สามารถออกฤทธิ์ได้ทันทีไปจนถึง 48 ชั่วโมง หลังฉีดสลายฟิลเลอร์สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ บริเวณที่เคยฉีดฟิลเลอร์จะยุบตัวลงไปประมาณ 60-70% ตั้งแต่ในช่วง 15-20 นาทีแรกครับ โดยผลลัพธ์การฉีดสลายฟิลเลอร์จะเห็นผลเต็มที่ใน 2 วัน คือ ผิวจะยุบตัวและเรียบเนียนเสมอกัน ซึ่งแพทย์จะนัดติดตามผลลัพธ์อีกครั้ง

หลังจากฉีดสลายฟิลเลอร์แล้ว สามารถฉีดฟิลเลอร์ใหม่ได้ไหม ? รอกี่วัน ? 

หลังฉีดสลายฟิลเลอร์แล้ว หากใครต้องการฉีดฟิลเลอร์ใหม่สามารถทำได้ครับ แต่ไม่ควรทำทันที แนะนำให้เว้นระยะประมาณ 5-7 วันก่อน เพื่อให้ตัวยาสลายฟิลเลอร์ออกฤทธิ์หมด 

โดยทั่วไปการฉีดสลายแพทย์จะนัดเข้ามาดูผล ว่าฟิลเลอร์ยุบไปหมดหรือไม่ หรือยังมีก้อนอยู่ ถ้ายังมีอยู่ก็สามารถฉีดสลายเพิ่มได้ แต่หากเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาต้องการฉีดฟิลเลอร์ใหม่ แพทย์จะช่วยประเมินสภาพผิวอีกครั้ง หากเนื้อเยื่อบริเวณนั้น ๆ เข้าที่เรียบร้อยดีแล้ว ก็สามารถฉีดฟิลเลอร์ใหม่ได้เลยครับ 

ฉีดสลายฟิลเลอร์ ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?

สำหรับใครที่ต้องการฉีดสลายฟิลเลอร์ แนะนำให้เตรียมข้อมูลด้านสุขภาพของตัวเอง ทั้งโรคประจำตัว และประวัติการแพ้ยาหรืออาหาร รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ครั้งก่อนให้ครบถ้วน เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินโดสยาสลายฟิลเลอร์ที่เหมาะสม ได้แก่ 

ข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนฉีดสลายฟิลเลอร์
  • กล่องฟิลเลอร์ที่ฉีด แนะนำให้นำกล่องฟิลเลอร์หรือจดเลข Lot. ไปด้วยครับถ้ามี เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจสอบว่า ฟิลเลอร์ที่ฉีดเป็นของแท้หรือไม่ เพราะการฉีดสลายฟิลเลอร์ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส จะใช้ได้กับฟิลเลอร์ HA ของแท้เท่านั้น หากฟิลเลอร์ที่ฉีดเป็นของปลอม จำเป็นต้องขูดหรือผ่าตัดแทนครับ
  • ยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์ ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อและรุ่นจะใช้เทคโนโลยีการผลิตที่แตกต่างกันครับ ส่งผลให้ได้ลักษณะเนื้อเจล คุณสมบัติของฟิลเลอร์ และอายุการใช้งานที่ไม่เหมือนกัน โดยทั่วไปฟิลเลอร์ที่เนื้อละเอียดมากจะสามารถสลายได้เร็วที่สุด
  • ตำแหน่งที่ฉีด แม้จะใช้ฟิลเลอร์ยี่ห้อและรุ่นเดียวกัน แต่ถ้าฉีดในตำแหน่งที่ต่างกัน ก็สามารถส่งผลต่ออายุฟิลเลอร์ได้ครับ ในตำแหน่งที่โดนความร้อนเป็นประจำ หรืออยู่ในจุดที่มีการขยับบ่อย ๆ เช่น ริมฝีปาก อัตราการสลายตัวของฟิลเลอร์จะเร็วกว่า และทำให้มีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าการฉีดในจุดอื่น ๆ ได้
  • ปริมาณการฉีด กี่ CC และระยะเวลาจากการฉีดนานแค่ไหน ฟิลเลอร์โดยปกติจะค่อย ๆ สลายตัวอยู่แล้วครับ แต่อัตราการสลายตัวของแต่ละยี่ห้อและรุ่นจะไม่เท่ากัน แพทย์จึงจำเป็นต้องทราบปริมาณในการฉีดครั้งแรก และระยะเวลาจากการฉีดฟิลเลอร์ครั้งก่อน เพื่อให้สามารถคำนวณโดสยาฉีดสลายฟิลเลอร์ที่เหมาะสมได้

ฟิลเลอร์ของปลอม ฉีดสลายฟิลเลอร์ได้ไหม ?

ขูดฟิลเลอร์ปลอม

ฟิลเลอร์ปลอม ไม่สามารถฉีดสลายฟิลเลอร์ได้ครับ เพราะมีส่วนประกอบของสารที่ไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติอย่างซิลิโคนเหลว หรือพาราฟิน เมื่อเวลาผ่านไปจะทิ้งสารตกค้างในร่างกาย และก่อให้เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ตามมา เช่น บวมแดง อักเสบ ฟิลเลอร์ไหลย้อย หรือทำให้เนื้อตายได้ จึงเป็นอันตรายมากครับ

ในปัจจุบันมีวิธีแก้ปัญหาฟิลเลอร์ปลอม ดังนี้ 

  • ขูดฟิลเลอร์ แพทย์จะผ่าเปิดผิว และใช้เครื่องมือขูดหรือเลาะฟิลเลอร์ออกมา เพื่อแก้ปัญหาฟิลเลอร์เป็นก้อนแข็ง ไหลย้อย หรือทำให้ใบหน้าผิดรูป
  • ผ่าตัดก้อนฟิลเลอร์ หากก้อนฟิลเลอร์ปลอมมีขนาดใหญ่มาก หรือตกค้างอยู่ภายในร่างกายเป็นเวลานาน จนเกิดพังผืดเกาะรอบ จำเป็นต้องผ่าตัดกับศัลยแพทย์ในโรงพยาบาลครับ

ทั้งการขูดและผ่าตัดฟิลเลอร์ สามารถนำฟิลเลอร์ปลอมออกมาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ประมาณ 60-70% เพราะมีความเสี่ยงที่จะโดนเส้นประสาท หรือเส้นเลือดบริเวณใกล้เคียงได้ 

สรุป

สำหรับใครที่อยากฉีดฟิลเลอร์แล้วสวยจบในครั้งเดียว ไม่ต้องแก้ไขด้วยการฉีดสลายฟิลเลอร์ให้วุ่นวาย ก่อนฉีดฟิลเลอร์ ควรศึกษาข้อมูลที่จำเป็น เลือกคลินิกความงามที่น่าเชื่อถือ เลือกแพทย์ที่ประสบการณ์สูง และเช็กฟิลเลอร์ของแท้ทุกครั้งครับ

Is It OK to Argue in Front Of Your Kids?

The main thing that you have to remember on this journey is just be nice to everyone and always smile. Refreshingly, what was expected of her was the same thing that was expected of Lara Stone: to take a beautiful picture.

We woke reasonably late following the feast and free flowing wine the night before. After gathering ourselves and our packs, we headed down to our homestay family’s small dining room for breakfast, where we enjoyed scrambled eggs, toast, mekitsi (fried dough), local jam and peppermint tea.

 We were making our way to the Rila Mountains, where we were visiting the Rila Monastery.

38 - Is It OK to Argue in Front Of Your Kids?
March for our Lives

We wandered the site with busloads of other tourists, yet strangely the place did not seem crowded. I’m not sure if it was the sheer size of the place, or whether the masses congregated in one area and didn’t venture far from the main church, but I didn’t feel overwhelmed by tourists in the monastery.

Headed over Lions Bridge and made our way to the Sofia Synagogue, then sheltered in the Central Market Hall until the recurrent (but short-lived) mid-afternoon rain passed.

IF YOU HAVE IT, YOU CAN MAKE ANYTHING LOOK GOOD

Feeling refreshed after an espresso, we walked a short distance to the small but welcoming Banya Bashi Mosque, then descended into the ancient Serdica complex.

We were exhausted after a long day of travel, so we headed back to the hotel and crashed. I had low expectations about Sofia as a city, but after the walking tour I absolutely loved the place. This was an easy city to navigate, and it was a beautiful city – despite its ugly, staunch and stolid communist-built surrounds. Sofia has a very average facade as you enter the city, but once you lose yourself in the old town area, everything changes.

Moms Deserve to Get Butterflies in Love, Too

The main thing that you have to remember on this journey is just be nice to everyone and always smile. Refreshingly, what was expected of her was the same thing that was expected of Lara Stone: to take a beautiful picture.

We woke reasonably late following the feast and free flowing wine the night before. After gathering ourselves and our packs, we headed down to our homestay family’s small dining room for breakfast, where we enjoyed scrambled eggs, toast, mekitsi (fried dough), local jam and peppermint tea.

 We were making our way to the Rila Mountains, where we were visiting the Rila Monastery.

38 - Moms Deserve to Get Butterflies in Love, Too
March for our Lives

We wandered the site with busloads of other tourists, yet strangely the place did not seem crowded. I’m not sure if it was the sheer size of the place, or whether the masses congregated in one area and didn’t venture far from the main church, but I didn’t feel overwhelmed by tourists in the monastery.

Headed over Lions Bridge and made our way to the Sofia Synagogue, then sheltered in the Central Market Hall until the recurrent (but short-lived) mid-afternoon rain passed.

IF YOU HAVE IT, YOU CAN MAKE ANYTHING LOOK GOOD

Feeling refreshed after an espresso, we walked a short distance to the small but welcoming Banya Bashi Mosque, then descended into the ancient Serdica complex.

We were exhausted after a long day of travel, so we headed back to the hotel and crashed. I had low expectations about Sofia as a city, but after the walking tour I absolutely loved the place. This was an easy city to navigate, and it was a beautiful city – despite its ugly, staunch and stolid communist-built surrounds. Sofia has a very average facade as you enter the city, but once you lose yourself in the old town area, everything changes.

Do You Love Your Kids More Than Your Partner?

The main thing that you have to remember on this journey is just be nice to everyone and always smile. Refreshingly, what was expected of her was the same thing that was expected of Lara Stone: to take a beautiful picture.

We woke reasonably late following the feast and free flowing wine the night before. After gathering ourselves and our packs, we headed down to our homestay family’s small dining room for breakfast, where we enjoyed scrambled eggs, toast, mekitsi (fried dough), local jam and peppermint tea.

 We were making our way to the Rila Mountains, where we were visiting the Rila Monastery.

38 - Do You Love Your Kids More Than Your Partner?
March for our Lives

We wandered the site with busloads of other tourists, yet strangely the place did not seem crowded. I’m not sure if it was the sheer size of the place, or whether the masses congregated in one area and didn’t venture far from the main church, but I didn’t feel overwhelmed by tourists in the monastery.

Headed over Lions Bridge and made our way to the Sofia Synagogue, then sheltered in the Central Market Hall until the recurrent (but short-lived) mid-afternoon rain passed.

IF YOU HAVE IT, YOU CAN MAKE ANYTHING LOOK GOOD

Feeling refreshed after an espresso, we walked a short distance to the small but welcoming Banya Bashi Mosque, then descended into the ancient Serdica complex.

We were exhausted after a long day of travel, so we headed back to the hotel and crashed. I had low expectations about Sofia as a city, but after the walking tour I absolutely loved the place. This was an easy city to navigate, and it was a beautiful city – despite its ugly, staunch and stolid communist-built surrounds. Sofia has a very average facade as you enter the city, but once you lose yourself in the old town area, everything changes.