ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด มีข้อบ่งชี้วิธีการใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสมอย่างไร

0
ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด มีข้อบ่งชี้วิธีการใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสมอย่างไร
อินซูลินเป็นยาชนิดฉีดที่ใช้สำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยให้เป็นปกติหรือใกล้เคียงปกติ

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ผ่านการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และที่สำคัญคือการใช้ ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด อย่างเหมาะสม ซึ่งการใช้ยาต้องคำนึงถึงชนิดของโรคเบาหวาน ปริมาณอินซูลินที่ตับอ่อนสร้างได้ และลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย

ความสำคัญของยาลดระดับน้ำตาลในเลือด

ยารักษาเบาหวานมีบทบาทในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่น โรคไต โรคตา และโรคหัวใจ หากผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว แพทย์จะพิจารณาให้ยาลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • ยารับประทาน (Oral Hypoglycemic Agents) สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

  • ยาอินซูลินฉีด (Insulin) สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และกรณีรุนแรงของชนิดที่ 2

ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดชนิดรับประทาน

1. ยากลุ่มไบกัวไนด์ (Biguanides)

ยา Metformin เป็นตัวแทนสำคัญของกลุ่มนี้ โดยทำหน้าที่ลดการผลิตกลูโคสจากตับ เพิ่มความไวของเนื้อเยื่อต่ออินซูลิน และช่วยลดระดับไขมันในเลือดโดยไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

  • ชื่อการค้า: Glucophage, Diamet

  • ข้อดี: ไม่ก่อให้เกิดน้ำตาลต่ำ ช่วยลดน้ำหนักเล็กน้อย ลดระดับไขมัน

  • ผลข้างเคียง: คลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดท้อง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มใช้ยา

  • ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะไตเสื่อมรุนแรง หรือโรคหัวใจรุนแรง เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะกรดแลคติก

2. ยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylureas)

กระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลินออกมา จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ตับอ่อนยังมีความสามารถในการผลิตอินซูลิน

  • ตัวอย่างยา:

    • Glibenclamide (Daonil)

    • Gliclazide (Diamicron)

    • Glipizide (Minidiab)

  • ข้อดี: ลดระดับน้ำตาลหลังอาหารได้ดี

  • ผลข้างเคียง: น้ำตาลในเลือดต่ำ (โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ), น้ำหนักเพิ่ม

  • ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคตับหรือโรคไตขั้นรุนแรง

3. ยาต้านแอลฟากลูโคซิเดส (α-Glucosidase Inhibitors)

ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลจากคาร์โบไฮเดรตในลำไส้เล็ก จึงลดระดับน้ำตาลหลังอาหาร

  • ชื่อยา: Acarbose (Glucobay), Voglibose (Basen)

  • ผลข้างเคียง: ท้องอืด ลมในท้อง เรอ ท้องเสีย

  • คำแนะนำ: รับประทานก่อนอาหาร พร้อมคำแนะนำเรื่องการเลือกประเภทอาหารอย่างเหมาะสม

4. ยากลุ่มไทแอโซลิดีนไดโอน (Thiazolidinediones – TZDs)

เพิ่มความไวของอินซูลินที่ตับ กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อไขมัน

  • ชื่อยา: Pioglitazone (Actos), Rosiglitazone (Avandia)

  • ข้อดี: ลด HbA1c ได้ดี, เหมาะกับภาวะดื้อต่ออินซูลิน

  • ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว, เสี่ยงต่อภาวะบวมน้ำ

5. ยากลุ่ม DPP-4 Inhibitors (ยากลุ่มใหม่)

เพิ่มการหลั่งอินซูลินและลดการหลั่งกลูคากอน (ฮอร์โมนที่เพิ่มน้ำตาลในเลือด) ตามระดับน้ำตาล

  • ชื่อยา: Sitagliptin (Januvia), Linagliptin (Trajenta), Saxagliptin

  • ข้อดี: ไม่ทำให้น้ำตาลต่ำ น้ำหนักไม่เพิ่ม

  • เหมาะกับ: ผู้สูงอายุ ผู้ที่เสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลต่ำ

6. ยากลุ่ม SGLT2 Inhibitors

ลดการดูดซึมน้ำตาลที่ไต ช่วยให้ร่างกายขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะ

  • ชื่อยา: Dapagliflozin (Forxiga), Empagliflozin (Jardiance)

  • ข้อดี: ลดน้ำตาล ลดน้ำหนัก ลดความดัน และมีประโยชน์ต่อหัวใจ

  • ข้อควรระวัง: ระวังภาวะขาดน้ำ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

การฉีดอินซูลิน (Insulin Therapy)

ข้อบ่งชี้

  • ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1

  • ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมไม่ได้ด้วยยาเม็ด

  • สตรีมีครรภ์ที่เป็นเบาหวาน

  • ภาวะน้ำตาลสูงฉับพลัน หรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

ชนิดของอินซูลิน

ประเภท ชื่อ ออกฤทธิ์ใน อยู่นาน
Rapid-acting Lispro, Aspart 10–15 นาที 3–5 ชม.
Short-acting Regular insulin 30–60 นาที 5–8 ชม.
Intermediate-acting NPH 2–4 ชม. 18–24 ชม.
Long-acting Glargine, Detemir 1–2 ชม. 24 ชม.

วิธีฉีดอินซูลินที่ถูกต้อง

  • ฉีดใต้ผิวหนัง (Subcutaneous)

  • บริเวณที่แนะนำ: หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา

  • ล้างมือก่อนฉีดยา ใช้สำลีแอลกอฮอล์เช็ดผิว

  • หมุนยา (ไม่เขย่าแรง) ก่อนดูด

  • เปลี่ยนจุดฉีดทุกครั้ง เพื่อป้องกันก้อนใต้ผิวหนัง

อาการข้างเคียงของยา

กลุ่มยา ผลข้างเคียงหลัก
Biguanides คลื่นไส้ ท้องเสีย
Sulfonylureas น้ำตาลต่ำ น้ำหนักเพิ่ม
α-Glucosidase Inhibitors ท้องอืด เรอ
TZDs บวมน้ำ น้ำหนักเพิ่ม
SGLT2i ปัสสาวะบ่อย ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
อินซูลิน น้ำตาลต่ำ บวมบริเวณฉีด

แนวทางเลือกยาให้เหมาะกับผู้ป่วย

สภาวะผู้ป่วย กลุ่มยาที่เหมาะสม
น้ำหนักเกิน Metformin, SGLT2i, GLP-1 RA
ผู้สูงอายุ DPP-4i, insulin basal
โรคหัวใจร่วม SGLT2i, GLP-1 RA
มีโรคไต ปรับขนาดยา, หลีกเลี่ยงบางกลุ่ม
ตั้งครรภ์ ใช้เฉพาะ อินซูลินเท่านั้น

การเก็บรักษาอินซูลิน

  • อินซูลินที่ยังไม่เปิด: แช่เย็น (2–8°C)

  • อินซูลินที่เปิดใช้แล้ว: เก็บอุณหภูมิห้องได้ 28–30 วัน

  • หลีกเลี่ยง: แสงแดดจัด ช่องแช่แข็ง

สรุป

การใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ถูกต้อง ไม่เพียงช่วยควบคุมอาการเบาหวาน แต่ยังลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เบาหวานขึ้นตา ไตวาย หรือโรคหัวใจ ควรมีการปรับยาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และอย่าลืมดูแลด้านอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพจิตร่วมด้วยเพื่อการควบคุมโรคที่ดีที่สุด

FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

Q1: ยาเม็ดลดระดับน้ำตาลในเลือดมีกี่กลุ่ม และต่างกันอย่างไร?
A: ยารับประทานแบ่งได้หลักๆ เป็น 6 กลุ่ม เช่น Metformin, Sulfonylureas, DPP-4 inhibitors, SGLT2 inhibitors โดยแต่ละกลุ่มมีกลไกการออกฤทธิ์ต่างกัน เช่น เพิ่มอินซูลิน, ลดการดูดซึมน้ำตาล หรือช่วยขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะ

Q2: อินซูลินจำเป็นเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ใช่หรือไม่?
A: ไม่จำเป็นเสมอไป อินซูลินสามารถใช้ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ หากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลด้วยยาเม็ดหรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

Q3: อินซูลินควรฉีดตรงไหนของร่างกายถึงดีที่สุด?
A: ฉีดใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง ต้นแขน หรือหน้าขา โดยหมุนเปลี่ยนจุดฉีดเป็นประจำเพื่อป้องกันก้อนแข็งใต้ผิวหนัง

Q4: มียากลุ่มไหนที่ช่วยลดน้ำหนักพร้อมควบคุมน้ำตาลในเลือดหรือไม่?
A: มียากลุ่ม SGLT2 inhibitors และ GLP-1 receptor agonists ที่ช่วยควบคุมน้ำตาลและยังมีผลลดน้ำหนัก เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนร่วมด้วย

Q5: ต้องควบคุมอาหารร่วมกับการใช้ยาหรือไม่?
A: ต้องควบคุมอาหารเสมอ โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และไขมัน แม้จะได้รับยารักษาเบาหวาน เพราะพฤติกรรมการกินส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของการควบคุมระดับน้ำตาล

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ.2557. กรุงเทพฯ: หจก. อรุณการพิมพ์, 2557.

Hutton B, McGill S. “Home telehealth for diabetes management: a systematic review and meta-analysis”. Diabetes Obes Metab 11 (10): 913–30.

[/vc_column][/vc_row]

เบาหวานลงไต คืออะไร? รู้จัก Diabetic Kidney Disease (DKD) 5 ระยะ + แนวทางรักษา

0
โรคเบาหวานลงไตคืออะไร (Diabetic Kidney Disease, DKD)
ไตทำหน้าที่ขับของเสียออกจากร่างกายทางปัสสาวะ คอยควบคุมระดับเกลือแร่ต่างๆ ให้เป็นปกติ

เบาหวานลงไต (Diabetic Kidney Disease; DKD) หรือเรียกว่า diabetic nephropathy เป็นภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงของโรคเบาหวานที่ส่งผลต่อการทำงานของไต โดยมักจะเริ่มต้นจาก การกรองเลือดเกินปกติ (hyperfiltration) และมีปริมาณโปรตีนรั่วในปัสสาวะ โดยหากวางใจไม่ตรวจหรือควบคุมระดับน้ำตาลให้เข้มงวดดีเพียงพอ ก็อาจนำไปสู่ภาวะ ไตวายเรื้อรัง (end-stage renal disease; ESRD) ที่ต้องล้างไตหรือปลูกถ่ายไตในที่สุด

สาเหตุของเบาหวานลงไต

  1. น้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง
    น้ำตาล (glucose) ที่สูงสะสมในเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดขนาดเล็ก (microvasculature) ในไตค่อยๆ เสื่อม จนการกรองการทำงานของไตผิดปกติ

  2. ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย
    ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมความดันไม่ดี ยิ่งเร่งกระบวนการเสื่อมของไต

  3. พันธุกรรมและเชื้อชาติ
    มีงานวิจัยระบุว่า กลุ่มเชื้อชาติ เช่น แอฟริกัน-อเมริกัน มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปในการเกิด DKD

ระยะการเกิดโรคเบาหวานลงไต 5 ระยะ

อ้างอิงจากงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับ (เช่น PubMed, NCBI) พบว่า DKD แบ่งได้เป็น 5 ระยะ:

  1. ระยะที่ 1 – Hyperfiltration และ Hypertrophy

    • เริ่มตั้งแต่เป็นเบาหวาน

    • ไตกังวลเลือดเร็วขึ้น (GFR สูงเกินปกติ) และขนาดไตใหญ่ขึ้น

    • ยังไม่มีอาการหรือโปรตีนรั่วในปัสสาวะ

  2. ระยะที่ 2 – Silent Morphologic Lesions

    • ผ่านไปหลายปีหลังเริ่มเป็น

    • มีความผิดปกติทางเนื้อเยื่อ แต่ยังไม่มีโปรตีนรั่วหรือแสดงอาการ

  3. ระยะที่ 3 – Microalbuminuria

    • หลังเป็นเบาหวาน 10–15 ปี

    • ตรวจพบโปรตีน (เฉพาะ microalbumin) ในปัสสาวะ

    • ความดันเริ่มสูงขึ้น แต่ GFR ยังปกติ

  4. ระยะที่ 4 – Macroalbuminuria & Declining GFR

    • ปัสสาวะมีโปรตีนเยอะ (มัก >0.5 g/day)

    • ไตเริ่มเสื่อม GFR ลดลง

    • เกิดอาการ เช่น ซีด คลื่นไส้ เหนื่อยง่าย

  5. ระยะที่ 5 – ESRD (End-Stage Renal Disease)

    • ไตกำลังวายเฉียบพลัน

    • ต้องฟอกเลือดหรือล้างไต (peritoneal or hemodialysis)

    • หากไม่รักษาอาจเสียชีวิตได้

วิธีวินิจฉัย DKD

  • ตรวจปัสสาวะ Albumin-Creatinine Ratio (ACR): เมื่อ >30 mg/g ถือว่ามี microalbuminuria (ระยะ 3)

  • ตรวจเลือด Serum Creatinine + eGFR เพื่อประเมินค่าการกรองของไต

  • ตรวจความดันโลหิต, ตรวจไขมัน (LDL, HDL, TG), ตรวจน้ำตาล (A1C)

  • หากขั้น 3–4 ควรส่งต่อพบผู้เชี่ยวชาญด้านไต (nephrologist)

แนวทางป้องกันและรักษา

  1. ควบคุมระดับน้ำตาล (Glycemic Control)

    • ตั้งเป้า HbA1C อยู่ระหว่าง 6.5–7% (แต่ปรับตามอายุ-สุขภาพ)

    • ใช้ยาเบาหวานประเภท metformin, SGLT2 inhibitors (เช่น empagliflozin, dapagliflozin), GLP‑1 agonists (เช่น semaglutide – Ozempic)

  2. ควบคุมความดันโลหิต (Blood Pressure)

    • เป้าหมาย <130/80 mmHg

    • ใช้ยากลุ่ม ACE inhibitors หรือ ARBs เช่น enalapril, losartan

  3. ควบคุมไขมันในเลือด (Lipid Management)

    • ใช้ statins ลด LDL และวิตามิน D, กรดไขมันโอเมกา‑3

    • ชะลอการเสื่อมของไตและลดความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจ

  4. จำกัดโซเดียม & โปรตีน

    • โซเดียม <2,000 mg/วัน (ตาม KDIGO)

    • โปรตีน ~0.6 g/kg/day ในระยะไตเสื่อม

  5. ดำเนินวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพ

    • ลดน้ำหนัก (หากอ้วน), ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, งดบุหรี่, ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  6. ตรวจติดตามสม่ำเสมอ

    • ตรวจ ACR + eGFR อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

    • เพิ่มความถี่หากมีโปรตีนรั่ว, ความดันสูง หรืออยู่ในระยะ 3–4

  7. เตรียมพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ

    • ถ้าภาวะไตใกล้วาย (<30 mL/min/1.73 m²) ต้องเตรียมตัววางแผนฟอกเลือดหรือปลูกถ่ายไต

ยาและนวัตกรรมล่าสุดป้องกัน DKD

  • SGLT2 inhibitors: ลด progression ของ CKD >30%, ลด Albuminuria และลดอัตราการเสียชีวิตจากหัวใจ

  • GLP‑1 receptor agonists (เช่น Ozempic/semaglutide): ลดความเสี่ยง ESRD ด้านหัวใจ & ไต 24%

  • ACE inhibitors / ARBs: หยุดการลุกลามของโปรตีนรั่ว

  • ยาอื่นๆ: Mineralocorticoid receptor antagonists, กรดไข่ปลาโอเมกา‑3 และยาลดฟอสฟอรัสในไตเสื่อม

แนวโน้มระยะยาว & พยากรณ์โรค

  • ราว 20–40% ของผู้ป่วยเบาหวานจะพัฒนาเป็น microalbuminuria ภายใน 10–15 ปี

  • SGLT2 inhibitors และ GLP‑1 agonists ช่วยลดความเสี่ยงหัวใจวายและชะลอ DKD ได้ชัดเจน

  • การตรวจเจอเร็ว + การดูแลรักษาอย่างเข้มงวดสามารถลดความจำเป็นล้างไตและการผ่าตัดปลูกไตได้มาก

สรุป

  • เบาหวานลงไต (DKD) เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงร่วมกับความดันโลหิตสูงที่ทำลายระบบกรองเลือดของไตในระยะยาว

  • จำแนกระยะได้เป็น 5 ระยะ ตั้งแต่ไตกังวลเลือดเกิน → ไตเสื่อม → ไตวายระยะสุดท้าย

  • การตรวจวินิจฉัย ใช้ Urine ACR และ eGFR เป็นหลัก ร่วมกับตรวจความดันและระดับน้ำตาลในเลือด

  • แนวทางป้องกันและรักษา: ควบคุม น้ำตาล, ความดัน, โซเดียม, โปรตีน, ใช้ยา SGLT2 inhibitors, GLP‑1 agonists, และ ตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ

  • ยารักษาสมัยใหม่ เช่น SGLT2i, GLP‑1i, ACE inhibitors ช่วยลดการเสื่อมของไต ชะลอการเข้าสู่ภาวะไตวาย

  • หากตรวจเจอเร็ว และมีการปรับพฤติกรรม + รับการรักษาอย่างจริงจัง จะสามารถชะลอความเสื่อมของไต ยืดเวลาการล้างไตออกไปได้ หรือในบางรายอาจหลีกเลี่ยงการล้างไตได้เลย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: เบาหวานลงไตกับไตวายเฉียบพลันต่างกันอย่างไร?
A: DKD เกิดจากเบาหวานสะสมร้ายแรงเป็นเวลาหลายปี จนไตเสื่อมเป็นเรื้อรัง (chronic). ส่วนไตวายเฉียบพลันมักเกิดจากเลือดไปเลี้ยงไตไม่พอหรือพิษจากยา ซึ่งอาจกลับมาทำงานปกติได้หากแก้ไขทัน

Q2: สามารถหายจากเบาหวานลงไตได้หรือไม่?
A: เบื้องต้นหากรักษาเร็วในระยะ 1–3 และควบคุมระดับน้ำตาล–ความดันดี แม้ยังไม่หาย 100% แต่สามารถ ชะลอไม่ให้แย่ลง ได้มาก หากเข้าสู่ระยะ 4–5 อาจเข้าสู่ภาวะต้องล้างไตหรือปลูกถ่าย

Q3: ตรวจอะไรบ้างเพื่อวินิจฉัยเบาหวานลงไต?
A: ตรวจ urine ACR (microalbuminuria), ตรวจเลือด Creatinine + eGFR, ตรวจความดัน–ไขมัน, ตรวจน้ำตาล (HbA1C)

Q4: ยา SGLT2 และ GLP‑1 มีบทบาทอย่างไร?
A: SGLT2i ช่วยลด proteinuria, เพิ่ม natriuresis และลด progression ของ DKD ได้
GLP‑1 agonists เช่น semaglutide (Ozempic) ลดความเสี่ยง ESRD และเหตุการณ์หัวใจ-ไต ลดลง ~24%

Q5: ควรตรวจติดตามโรคนี้บ่อยแค่ไหน?
A: ระยะปกติ—ตรวจ ACR + eGFR ปีละครั้ง
หากมีโปรตีนรั่วหรือความดันสูง—ควรตรวจ 2–4 ครั้งต่อปี โดยเฉพาะช่วงแรกพบ DKD

Q6: ระวังอะไรหากต้องล้างไต?
A: ต้องรักษาความดันดี, ควบคุมเกลือ–โซเดียม–โปรตีน, ป้องกันการติดเชื้อ และเตรียมใจเรื่องการทำ Hemodialysis หรือ Peritoneal Dialysis ร่วมกับทีม Nephrology

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ.2557. กรุงเทพฯ: หจก. อรุณการพิมพ์, 2557.

แก้ว กังสดาลอำไพ. ความสัมพันธ์ระหว่างแอลกอฮอล์กับอาหาร [เว็บไซต์]. กรุงเทพฯ. หมอชาวบ้าน, 2531.

ประสาร เปรมะสกุล, พลเอก. คู่มือแปลผลตรวจเลือด เล่มสอง. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์, 2554. 416 หน้า. 1. เลือด – การตรวจ I.ชื่อเรื่อง. 616.07561 ISBN 978-974-9608-49-4.

Dr.Per Grinsted (2005-03-02). “Kidney failure (renal failure with uremia, or azotaemia)”. 2009-05-26.

[/vc_column][/vc_row]

เบาหวานขณะตั้งครรภ์: ความเสี่ยง วิธีป้องกัน และการดูแล

0
เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
เป็นภาวะที่หญิงตั้งครรภ์มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเนื่องจากร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ มักเกิดขึ้นทุกช่วงระยะของการตั้งครรภ์

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus, GDM) เป็นภาวะที่ผู้หญิงมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ทั้งจากการเป็นเบาหวานก่อนตั้งครรภ์ หรือเกิดขึ้นเฉพาะช่วงนั้น ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณแม่และลูกในครรภ์ได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง

1. ทำความเข้าใจ GDM: มาจากไหนอย่างไร?

  • ผู้ป่วยเบาหวานอยู่ก่อนแล้ว – ได้แก่ผู้ที่เป็น Type 1 หรือ Type 2 และยังควบคุมได้ไม่ดี

  • เบาหวานเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ – เกิดเมื่อฮอร์โมนจากรกไปขัดขวางอินซูลิน ส่งผลให้การนำกลูโคสเข้าร่างกายไม่เพียงพอ

2. ทำไมต้องคัดกรองในช่วง 24–28 สัปดาห์?

เมื่อครรภ์เข้าสัปดาห์ที่ 24–28 ร่างกายเริ่มผลิตฮอร์โมนต้านอินซูลิน ทำให้มีโอกาสเป็นเบาหวานเฉพาะช่วงนี้สูง

วิธีทดสอบแบบ OGTT:

  1. ดื่มน้ำตาลกลูโคส 50 กรัม

  2. ตรวจน้ำตาลเลือดผ่าน 1 ชั่วโมง

  3. ถ้าระดับ ≥ 140 มก./ดล → ต้องวินิจฉัยเพิ่มเติม

หากตรวจยืนยันว่าเป็น GDM แพทย์จะติดตามอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การตั้งครรภ์จนคลอด

3. ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เสี่ยงเข้าใกล้ GDM

  1. อายุแม่กว่า 30 ปี

  2. ประวัติครอบครัวมีเบาหวาน

  3. น้ำหนักเกินหรืออ้วน

  4. ปัญหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์มาก่อน เช่น คลอดก่อนกำหนด หรือทารกน้ำหนักมาก

  5. โรคความดันสูง

  6. การติดเชื้อซ้ำบ่อย

  7. ประวัติโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ก่อนหน้า

4. ยังไงเป็น GDM ส่งผลร้ายต่อตัวแม่-ลูกอย่างไร?

4.1 ผลต่อคุณแม่

  • น้ำตาลในเลือดแปรปรวน ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน เช่น hypoglycemia หรือ ketoacidosis

  • ไต ตา หลอดเลือด ปลายประสาท เสี่ยงถูกทำลายรุนแรง

  • ความดันโลหิตสูง หรือ preeclampsia

  • ติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะทางเดินปัสสาวะและผิวหนัง

4.2 ผลต่อลูก in utero

  • ตัวโตน้ำหนักเกิน → เสี่ยงคลอดยาก หรือจำเป็นต้องผ่าคลอด

  • เสี่ยง คลอดก่อนกำหนด

  • เกิดปัญหา น้ำตาลเลือดต่ำหลังคลอด

  • มีโอกาสเป็น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

  • เสี่ยง ตัวเหลือง (Jaundice) หรือ กรดเลือดสูง (acidosis)

  • โอกาสพิการแต่กำเนิด เช่น spina bifida หรือ កុមារស្លាកចិត្ត

5. ใครบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์?

หากมีเงื่อนไขเหล่านี้ ควรได้รับคำปรึกษาอย่างละเอียดก่อน:

  • โรคหลอดเลือดหัวใจรุนแรง

  • การเสื่อมของไต

  • เบาหวานขึ้นจอประสาทตาอย่างรุนแรง

  • ความดันสูงอย่างควบคุมไม่ได้ (>140/90)

  • ปัญหาอาการคลื่นไส้ อาเจียนรุนแรง หรือหิวไม่หยุด

6. การเตรียมก่อนไข่ตก – “Pre-pregnancy planning”

  1. ระดับน้ำตาลก่อนตั้งครรภ์ต้องใกล้เคียงปกติ

  2. ควบคุมน้ำหนักอย่างเหมาะสม

  3. ตรวจสุขภาพรักษาครบทุกระบบ เช่น ตา ไต หัวใจ

  4. วางทีมสุขภาพ – รวมสูตินรีแพทย์, นักโภชนาการ, พยาบาล, ทีมเบาหวานเด็กในกรณีต้องการ

  5. วางแผนการรักษาแบบมีขั้นตอน กำหนดช่วงหยุดยาบางชนิดหรือปรับเปลี่ยนสูตรยา

  6. ให้ความรู้การตั้งครรภ์ – อาการอันตราย วิธีวัดน้ำตาล วิธีดีท็อกซ์

7. การจัดการโรคระหว่างตั้งครรภ์

7.1 วิธีควบคุมระดับน้ำตาล

  • โภชนาการ: ลดคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ทานโปรตีนคุณภาพสูง และไฟเบอร์

  • ตรวจน้ำตาล: ทั้ง fasting และ postprandial

  • ยา: ส่วนใหญ่ใช้ อินซูลิน เท่านั้น — ไม่ควรใช้ยาเม็ดอย่างเช่น metformin โดยไม่ปรึกษาแพทย์

7.2 การติดตามผล

  • นัดแพทย์ทุก 2–4 สัปดาห์

  • ตรวจการเจริญเติบโตของทารกผ่านอัลตราซาวด์

  • วัดน้ำหนักและความดันเลือดแม่

  • ตรวจหาภาวะแทรกซ้อนทางไต ตา ระบบประสาท

8. การคลอดและหลังคลอด

8.1 เตรียมคลอดให้ปลอดภัย

  • ประเมินการเติบโตของทารก

  • กำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการคลอด หรือผ่าตัด

  • เตรียมทีมดูแลทารกทันทีก่อนและหลังคลอด

8.2 ภายหลังคลอด

  • ตรวจน้ำตาลแม่ 6–12 สัปดาห์หลังคลอดเพื่อยืนยันการหาย

  • พยาบาลแนะนำโภชนาการที่เหมาะสม

  • ให้คำแนะนำเรื่องการให้นมแม่หากสภาวะเอื้อต่อการให้นม

  • ติดตามอาการ และส่งต่อไปยังแพทย์โรคเบาหวานหากจำเป็น

9. ช่วงชีวิตหลังตั้งครรภ์

  • GDM เพิ่มโอกาสเกิด Type 2 Diabetes ในอนาคต

  • ควรตรวจน้ำตาลปีละครั้งจนกว่าจะอายุ 50

  • ควบคุมน้ำหนัก พฤติกรรม และอาหารให้สมดุล

  • กระตุ้นให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

10. ตัวอย่างแผนสุขภาพ “Ideal GDM Care”

ช่วง สิ่งที่ควรทำ
ก่อนตั้งครรภ์ ควบคุมน้ำตาล, ตรวจสุขภาพ, วางแผนตั้งครรภ์
24–28 สัปดาห์ ตรวจ OGTT, วางแผนการดูแลร่วมกับแพทย์
ประจำเดือนขณะตั้งครรภ์ ควบคุมอาหาร, วัดน้ำตาลทุกวัน, ตรวจอัลตราซาวด์
คลอด & หลังคลอด ตรวจน้ำตาลแม่ & ลูก, ให้คำแนะนำเรื่องโภชนาการ
ปีแรกหลังคลอด ตรวจน้ำตาลปีละ 1 ครั้ง, ติดตามสุขภาพและโภชนาการ

สรุป

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์เป็นภาวะที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองอย่างแผนการ แต่หากตรวจพบและจัดการอย่างเหมาะสม แม้การตั้งครรภ์จะต้องเตรียมตัวอย่างระมัดระวัง ก็สามารถคลอดลูกได้โดยปกติ และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

Q1: เบาหวานขณะตั้งครรภ์ รักษาหายได้หรือไม่?
A: GDM สามารถกลับสู่ภาวะปกติหลังคลอดได้ แต่หากก่อนตั้งครรภ์มีเบาหวานชนิดอื่นควรติดตามต่อเนื่อง

Q2: ถ้าเป็นเบาหวานก่อนตั้งครรภ์ คุมได้น้ำตาลในเกณฑ์แล้ว ยังเสี่ยง GDM ไหม?
A: ยังคงมีความเสี่ยง เพราะฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์อาจกระทบอินซูลินได้ แนะนำให้ตรวจช่วง 24–28 สัปดาห์ทุกครั้ง

Q3: อาหารแบบไหนควรเลี่ยงตอนตั้งครรภ์ถ้าเป็น GDM?
A: หลีกเลี่ยงของหวาน ผลไม้รสหวานจัด เครื่องดื่มน้ำตาล และเค้กขนมอบที่มีน้ำตาลสูง

Q4: ถ้าน้ำตาลสูงตอนคลอด แปลว่าเป็นเบาหวานตลอดชีวิตหรือไม่?
A: ยังไม่เสมอไป แต่มีความเสี่ยงสูง จึงควรติดตาม ระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง

Q5: ทารกที่แม่เป็น GDM เสี่ยงเป็นเบาหวานในอนาคตไหม?
A: เสี่ยงสูงขึ้น แต่สุขภาพดีหลังคลอด ช่วยลดโอกาสโรคเบาหวานในอนาคตได้

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). กินเท่าไหร่ กินแค่ไหน ไม่เสี่ยงอ้วน. ใน: ธิดารัตน์ มูลลา.ชีวิตใหม่ไร้พุง. กรุงเทพฯ: บริษัทศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์ จำกัดม 2557.

[/vc_column][/vc_row]

การออกกำลังกายที่เหมาะกับคนเป็นเบาหวาน: วิธีดูแลน้ำตาลอย่างยั่งยืน

0
เป็นเบาหวานควรออกกำลังกายอย่างไรดี
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงได้

โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus) คือภาวะที่ร่างกายมีปัญหาในการควบคุมน้ำตาลในเลือด อาจเพราะขาดอินซูลิน (Type 1) หรือร่างกายดื้อต่ออินซูลิน (Type 2) ซึ่งกิจกรรมทางกาย เช่น การออกกำลังกาย มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงระดับน้ำตาล ลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยเบาหวาน

ทำไมการออกกำลังกายถึงสำคัญ?

  1. ลดระดับน้ำตาลได้โดยตรง– กล้ามเนื้อใช้กลูโคสระหว่างออกกำลังกาย จึงช่วยลดน้ำตาลเลือดได้

  2. เพิ่มความไวต่ออินซูลิน– การออกกำลังกายกระตุ้นตัวรับอินซูลินที่กล้ามเนื้อ

  3. ลดไขมันและความดัน– ลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

  4. ควบคุมน้ำหนัก– ลดภาระที่ร่างกายต้องพยายามควบคุมน้ำตาล

  5. ดูแลสุขภาพจิต– ลดความเครียดซึ่งช่วยควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น

ชนิดการออกกำลังกายที่เหมาะกับเบาหวาน

ประเภท คำอธิบาย ข้อแนะนำ
แอโรบิก (Aerobic) เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ช่วยใช้น้ำตาลได้ดี 150 นาที/สัปดาห์
ฝึกความแข็งแรง (Resistance) ดัมเบล, ยางยืด, สควอทช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ 2–3 ครั้ง/สัปดาห์
ยืดเหยียด (Stretching) โยคะ พิลาทิส ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด & ลดอาการเท้าชา ทุกวันหลังออกกำลังกาย
กิจกรรมชีวิตประจำวัน ทำสวน เดินขึ้น–ลงบันได ช่วยการเผาผลาญ ห่างกันนาน 30 นาทีควรขยับแล้ว

ช่วงเวลาแนะนำสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

  • ช่วงเย็น (15.00–17.00 น.) ร่างกายไม่ร้อนเกินไป และยังไม่กระทบไข่พลังงานมาก

  • ก่อนออกกำลังกาย ทานอาหารว่าง: ขนมปังโฮลวีต + เนยถั่ว

  • ผู้ใช้ยา/อินซูลิน ต้องวัดน้ำตาลก่อน–หลังออกกำลังกาย เริ่มต้นที่ช่วงสั้น ๆ (10–20 นาที) แล้วค่อยเพิ่ม

ก่อนเริ่ม– ต้องเช็คอะไรบ้าง?

  1. ปรึกษาแพทย์/นักกายภาพบำบัด : ตรวจการเต้นหัวใจ ความดัน และสุขภาพเท้า

  2. วัดน้ำตาลก่อนออกกำลังกาย เพื่อความปลอดภัย

  3. ตั้งเป้าหมาย SMART: สไตล์ (Specific) เช่น เดินเร็ว 30 นาที, วัดผลซ้ำ, ปรับยืดหยุ่น

  4. มีอาหารว่าง + น้ำเพียงพอ ติดตัวเสมอ และใส่เสื้อผ้า/รองเท้าที่ดูดซับเหงื่อได้ดี

ตารางออกกำลังกายตัวอย่าง 12 สัปดาห์

สัปดาห์ แอโรบิก (ครั้ง/สัปดาห์) แรงต้าน (ครั้ง/สัปดาห์)
1–2 เดินเร็ว 2 ครั้ง / สัปดาห์ Body weight 2 ครั้ง
3–4 เดินเร็ว 3 ครั้ง เพิ่ม 1 ครั้ง
5–8 วิ่งเบา 2, เดินเร็ว 1 เพิ่ม ดัมเบลเบา
9–12 วิ่ง 3 ครั้ง เพิ่มดัมเบล–ขยับ reps

เกณฑ์ความเข้มข้น – RATE OF PERCEIVED EXERTION (RPE)

  • ระดับ 3–4/10 (เล็กน้อยถึงเริ่มหนัก) สำหรับผู้เริ่มต้น

  • เซ็นเซอร์ร่างกาย: หัวใจเต้นเล็กน้อย เหงื่อเล็ด แต่คุยได้ไม่ติดขัด

  • ฝึกความแข็งแรง: กล้ามเนื้อเหนื่อยแต่ยังควบคุมท่าทางได้

เมื่อไรควรหยุดออกกำลังกาย?

  • รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

  • หายใจลำบากมาก เหงื่อเยอะคลื่นไส้

  • อาการเท้าบวม รู้สึกชา สิ้นสุดสภาพ

  • น้ำตาลต่ำกว่า 70 หรือสูงเกิน 300 mg/dL

  • กังวลใจเรื่องหิวน้ำหรือการตื่นไม่ทัน

ประโยชน์ถี่ ๆ ของการออกกำลังกาย

  1. ลดน้ำตาล เฉลี่ย 6–12 mg/dL หลัง 12–16 สัปดาห์

  2. ลด LDL ไขมันที่ไม่ดี / เพิ่ม HDL

  3. ลดความดันโลหิต 5–8 mmHg

  4. ป้องกันการเสื่อมของเส้นเลือดหัวใจและสมอง

  5. ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ ลดอาการชาชา

พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง

  • หลีกเลี่ยงการยืน/เดินเดินนานโดยไม่พัก

  • ห้ามยกน้ำหนักหนัก หรือกระโดดแรง ๆ

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ร้อนจัด

  • หลีกเลี่ยงอาหาร–ของหวานก่อนวางแผนออกกำลังกาย

ปัญหาที่อาจเจอและแนวทางแก้ไข

  • น้ำตาลต่ำระหว่างออกกำลังกาย: เตรียมขนม/นมหรือเจลกลูโคส

  • เท้าบาดเจ็บ: ใส่รองเท้าดี พร้อมถุงเท้าชนิดคุณภาพ

  • ฝึกพิเศษ: ผู้สูงวัย เบาหวานรุนแรง หัวใจมีโรคเสี่ยงควรมี professional trainer

  • โมเมนตัมตกปุ๊ป: ใช้ buddy หรือ playlist, book class ช่วยกระตุ้น

บทสัมภาษณ์กรณีตัวอย่าง:

  • คุณสมศรี เริ่มต้นใส่รองเท้าเดิน, ชมรมเดินเบาหวานในหมู่บ้าน ผลลัพธ์:

    “จากน้ำตาล 180 ตอนเช้า เหลือ 140 ภายใน 3 เดือน ไม่ได้เปลี่ยนยาเลย”

  • คุณมนตรี ผสานโยคะสัปดาห์ละ 2 ครั้งร่วมกับวิ่งเบา:

    “ไม่เครียด ผ่อนคลาย คลื่นไส้น้อยลง หลังอาหารดีขึ้นมาก”

วิธีเพิ่มผลลัพธ์ทีละขั้น:

  1. วัด A1C ทุก 3 เดือน

  2. บันทึกอัตราการเต้นหัวใจ

  3. ถ่ายภาพ progress — น้ำหนัก/รอบเอว

  4. ติดตามอารมณ์ – เครียดน้อยลง ระดับความเครียดสะท้อนภายใน

  5. ปรึกษาแพทย์ทันที เมื่อมีอาการผิดปกติ

สรุป: การออกกำลังกาย = การลงทุนเพื่อชีวิต

  • เหมาะกับทุกประเภทเบาหวาน

  • ลดน้ำตาล–ไขมัน–ความดันระดับปานกลางได้จริง

  • ป้องกัน & ชะลอภาวะแทรกซ้อน

  • ส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจ

  • ทำให้ชีวิตปกติ ก็สนุกกับทุกกิจกรรม

คำเตือน: ควรขออนุญาตจากแพทย์ก่อนเริ่ม และปฏิบัติตามอย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ อย่างสม่ำเสมอ

FAQ

Q1: เบาหวานควรออกกำลังกายทุกวันไหม?
A: ถ้าไม่พร้อม ทำสัปดาห์ละ 3 วันก็ได้ เมื่อคุ้นชินและควบคุมน้ำตาลดีแล้ว ค่อยเพิ่มเป็น 5 วัน

Q2: เด็กเป็นเบาหวานแล้วควรออกกำลังกายอายุเท่าไร?
A: เริ่มได้เมื่อแพทย์อนุญาต ปกติเริ่มง่าย ๆ เช่น เดิน กระโดดเชือก ปรับตาม อายุและภาวะ

Q3: ลุกขึ้นเดินตอนกลางคืนดีไหม?
A: หากน้ำตาลอยู่ช่วงปลอดภัยและไม่หลับในรถเดินช้า ๆ ก็ช่วยได้ แต่ควรเปิดไฟสว่าง

Q4: ถ้าเท้าชาปลายไม่ควรทำแอโรบิก?
A: ไม่ใช่ทุกกรณี แต่ควรหลีกเลี่ยงวิ่งหรือกระแทก แนะนำว่ายน้ำ โยคะ หรือเดินเบา ๆ

Q5: เคยออกกำลังกายหนักแล้วไหม้ น้ำตาลต่ำ = ไขว้?
A: ควรตรวจเลือดก่อน และมีอาหารว่างรอบเตรียม ออกนาน ๆ ต้องพักก่อนเพิ่ม intensity

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). กินเท่าไหร่ กินแค่ไหน ไม่เสี่ยงอ้วน. ใน: ธิดารัตน์ มูลลา.ชีวิตใหม่ไร้พุง. กรุงเทพฯ: บริษัทศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์ จำกัด, 2557.

[/vc_column][/vc_row]

อาการและภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยเบาหวาน – รู้ทัน ป้องกัน ได้ชีวิตที่ดี

0
ผู้ป่วยเบาหวานมีอาการอย่างไร
ผู้ป่วยเบาหวานจะจะหิวบ่อยและกระหายน้ำ

โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus) เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือด โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1), ชนิดที่ 2 (Type 2) และเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes) แม้ในช่วงแรกอาจไม่มีอาการชัดเจน แต่หากไม่ดูแลอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ซับซ้อนและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

ในบทความนี้ เราจะลงรายละเอียดเกี่ยวกับ:

  • อาการเบื้องต้นที่ผู้ป่วยมักรู้สึกเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนแต่ละชนิด

  • วิธีดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการ

  • แนวทางป้องกันและควบคุม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น

1. ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)

สาเหตุที่พบบ่อย

  • การฉีดอินซูลินหรือรับประทานยาลดน้ำตาลที่มากเกินไป

  • ออกกำลังกายโดยไม่ทานอาหารรองท้อง

  • กินอาหารน้อยหรือผิดเวลาที่กำหนด

อาการแสดง

  • เหงื่อออก ตัวเย็น มือสั่น หัวใจเต้นเร็ว

  • เวียนหัว มึนงง มึนศีรษะ

  • ปากชาหรือปลายนิ้วชาผิดปกติ

  • ตาพร่ามัว พูดไม่ชัด หรือเกิดอาการชัก / หมดสติ

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  1. รับประทานน้ำหวาน น้ำผลไม้ หรืออาหารว่างมีน้ำตาล เช่น ขนมปังทาแยม

  2. นั่งหรือนอนพักจนระดับน้ำตาลกลับปกติ (10–15 นาที)

  3. หลังอาการดีขึ้น ควรทานอาหารมื้อหลักหรือของว่างตามมาตรฐาน

วิธีป้องกัน

  • ปฏิบัติตามแพทย์อย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องยา อาหาร และกิจกรรม

  • ตรวจระดับน้ำตาลก่อน–หลังออกกำลังกาย

  • เตรียมของว่างหรือขนมเล็ก ๆ ติดตัวเสมอ

  • ใส่บัตรผู้ป่วยเบาหวาน และแจ้งคนใกล้ชิดวิธีช่วยกรณีฉุกเฉิน

2. ภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า (Postural Hypotension)

สาเหตุที่เกี่ยวข้อง

  • ร่างกายปรับความดันไม่ทันเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถ

  • การใช้ยาที่อาจลดความดันโลหิต เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือยาเบาหวานบางชนิด

อาการ

  • เวียนศีรษะ หน้ามืดเมื่อลุกจากที่นอนหรือยืน

  • อาจสูญเสียการทรงตัวหรือเป็นลม

วิธีป้องกันและดูแล

  • เปลี่ยนท่านั่ง–ยืนช้า ๆ

  • หลีกเลี่ยงการใช้งานยาที่ลดความดันโดยไม่จำเป็น

  • ปรับท่านอนโดยยกหัวเตียงประมาณ 30–45°

  • หากจำเป็น อาจใช้ยาเฉพาะตามคำปรึกษาแพทย์

3. ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ (Pseudomotor Dysfunction)

สาเหตุ

โรคเบาหวานอาจทำลายเส้นประสาทอัตโนมัติ ส่งผลต่อการควบคุมเหงื่อ

อาการ

  • เหงื่อออกมากผิดปกติทั้งใบหน้า ลำตัว และแขน

  • ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้

วิธีดูแล

  • หลีกเลี่ยงบริเวณร้อนหรืออากาศไม่ถ่ายเท

  • สวมเสื้อผ้าระบายอากาศ หลีกเลี่ยงการร้อนเกิน

4. ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในชาย (Impotence)

สาเหตุร่วม

  • เบาหวานทำลายหลอดเลือดและเส้นประสาท

  • ปัจจัยอื่นร่วม เช่น ความเครียด ความดันสูง และสูบบุหรี่

อาการ

  • อวัยวะเพศไม่แข็งตัวเพียงพอต่อการร่วมเพศ

วิธีดูแล

  • ปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยา (ไวอากร้า, ยาฉีด Cavergject)

  • หรือใช้เครื่องช่วยทางการแพทย์จากแพทย์

  • หลีกเลี่ยงบุหรี่ และดูแลสุขภาพโดยรวม

5. ภาวะระบบทางเดินอาหารผิดปกติ

5.1 หลอดอาหาร

  • กลืนลำบาก เจ็บหน้าอก หรืออักเสบ–ติดเชื้อรา

5.2 กระเพาะอาหารช้า

  • คลื่นไส้ แน่นท้อง เรือกรดแกว่ง เสี่ยงต่อการควบคุมน้ำตาลยากขึ้น

5.3 ถุงน้ำดี

  • เสี่ยงนิ่ว แพทย์อาจแนะนำผ่าตัดในรายจำเป็น

5.4 ระบบขับถ่าย

  • ท้องเสีย สลับกับท้องผูก หรือกลั้นไม่อยู่

  • แนวทางรักษา: ใช้ยาและฝึกกล้ามเนื้อหูรูดตามแพทย์

5.5 ปวดท้องโดยทั่วไป

สาเหตุอาจเกิดจากแผลในกระเพาะ ถุงน้ำดี หรือการอักเสบอื่น ๆ

6. ภาวะกระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ (Bladder Dysfunction)

อาการ

  • ปัสสาวะไม่ถี่ หรือเบ่งนาน

  • ปัสสาวะหยุด–เริ่มไม่ได้ หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

วิธีดูแล

  • ฝึกพฤติกรรมการปัสสาวะ

  • รับยาควบคุมตามคำแนะนำแพทย์

  • ในบางรายอาจต้องสวนปัสสาวะ

7. ภาวะติดเชื้อต่าง ๆ (Infections)

ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงติดเชื้อง่าย เนื่องจากภูมิต้านทานต่ำกว่าคนทั่วไป เช่น

7.1 ติดเชื้อผิวหนัง/เนื้อตาย

  • มีฝี อักเสบบ่อย ต้องรักษาเร่งด่วน

7.2 หูชั้นนอกติดเชื้อรุนแรง

  • เกิดจาก Pseudomonas aeruginosa ต้องรักษาเฉพาะ

7.3 กระเพาะปัสสาวะ-ท่อปัสสาวะอักเสบ

  • ปัสสาวะขัด, บ่อย, ขุ่น

7.4 ปอด (วัณโรค/ปอดอักเสบ)

  • ไอเรื้อรัง หรือมีไข้

การดูแลผู้ป่วยเบาหวานอย่างยั่งยืน

  1. ควบคุมน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ – ทานยา และตรวจน้ำตาลตามแผน

  2. ปรับพฤติกรรมชีวิต – เล่นกีฬา หลีกเลี่ยงบุหรี่และแอลกอฮอล์

  3. โภชนาการสมดุล – เน้นผัก ผลไม้ ไขมันดี ลดแป้ง – น้ำตาล

  4. ตรวจสุขภาพประจำปี – ตรวจตา ไต หัวใจ และประเมินภาวะแทรกซ้อน

  5. ฝึกสังเกตอาการผิดปกติ – และรีบปรึกษาแพทย์

บทสรุป

โรคเบาหวานอาจไม่มีอาการเฉียบพลันในช่วงแรก แต่เมื่อเข้าสู่ระยะยาว ผู้ป่วยอาจเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่ซับซ้อนและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้ ผู้ที่เป็นเบาหวานควรเข้าใจและดูแลตัวเองอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการทานยา การควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย การเฝ้าระวังสัญญาณผิดปกติ และพฤติกรรมชีวิตสุขภาพ เมื่อนำทุกส่วนผสมนี้มารวมกัน จะช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้อย่างปกติ มีสุขภาพดี และลดผลกระทบจากโรคเรื้อรังได้อย่างยั่งยืน

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

Q1: ถ้ามีอาการใจสั่น เหงื่อออก ควรกินอะไรกรณีน้ำตาลต่ำ?
A: ทานน้ำตาลกลูโคสหรือขนมขบเคี้ยวหวาน เช่น น้ำผลไม้ขวดเล็ก ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาลุกลาม และควรตรวจน้ำตาลซ้ำหลัง 15 นาที

Q2: น้ำตาลต่ำระหว่างออกกำลังกาย ป้องกันอย่างไร?
A: ทานของว่างที่มีแป้งหรือโปรตีน (เช่น ขนมปัง, กล้วย) ก่อนออกกำลังกาย และพกขนมกรณีฉุกเฉิน

Q3: ลุกแล้วเวียนหัว เป็นภาวะความดันต่ำตอนเปลี่ยนท่า ต้องทำอย่างไร?
A: ยืน–นั่งช้า หลีกเลี่ยงยาแรงที่อาจลดความดัน ปรับท่านอนชันสูงขึ้น 30–45°

Q4: ถ้าชายเบาหวานมีปัญหาเรื่องสมรรถภาพทางเพศควรทำอย่างไร?
A: ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้ยา เช่นไวอากร้า และปรับพฤติกรรม เช่น ลดเครียด หยุดสูบบุหรี่ ออกกำลังกาย

Q5: เบาหวานเกี่ยวข้องกับอาการท้องผูกหรือเบ่งปัสสาวะลำบากไหม?
A: ใช่—เบาหวานอาจทำให้ลำไส้และกระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ มีแนวทางฝึก และใช้ยาสมดุลตามอาการที่เป็น

Q6: วิธีป้องกันการติดเชื้อนอกจากยาคืออะไร?
A: รักษาน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ ดื่มน้ำเพียงพอ รักษาสุขอนามัย รักษาแผลให้สะอาด และพบแพทย์เมื่อมีการอักเสบหรือไข้

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ.2557. กรุงเทพฯ: หจก. อรุณการพิมพ์, 2557.

แก้ว กังสดาลอำไพ. ความสัมพันธ์ระหว่างแอลกอฮอล์กับอาหาร [เว็บไซต์]. กรุงเทพฯ. หมอชาวบ้าน, 2531.

[/vc_column][/vc_row]

น้ำตาลคืออะไร? จุดเริ่มต้น! วิธีกินอย่างไรไม่อ้วน ไม่เบาหวานคุมได้

0
รับประทานน้ำตาลมากๆ จะเป็นโรคเบาหวานหรือไม่?
น้ำตาล คือ สารประกอบคาร์โบไฮเดรตประเภทโมโนแซ็กคาไรด์และไดแซ็กคาไรด์ซึ่งมีรสหวาน ซึ่งได้มากจากอ้อย มะพร้าว

น้ำตาลจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ไม่มีเส้นใย และเมื่อเข้าสู่ร่างกายก็ย่อยสลายรวดเร็ว ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรีต่อน้ำตาล 1 กรัม — เทียบเท่าแคลอรีเท่าข้าวประมาณครึ่งทัพพี! แต่ไม่มีวิตามิน แร่ธาตุ หรือกากใย จึงมักถูกเรียกว่า “พลังงานเปล่า” ซึ่งหากบริโภคเกินจำเป็น จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพหลายมิติ

น้ำตาลประเภทใดมีผลต่อสุขภาพ?

  • น้ำตาลธรรมชาติ (Natural sugar): พบในผลไม้ นม โยเกิร์ต มีทั้งประโยชน์และไฟเบอร์ช่วยชะลอการดูดซึม

  • น้ำตาลเติม (Added / Free sugar): ได้แก่ น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำเชื่อม น้ำผลไม้เข้มข้น และน้ำตาลในขนม แปรรูป ซึ่งเพิ่มพลังงานโดยไม่ให้สารอาหารอื่น จึงเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพ

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้บริโภคน้ำตาลเติมรวมไม่เกิน 10% ของพลังงานต่อวัน และถ้ามีน้ำตาลน้อยกว่า 5% หรือประมาณ 25 กรัม (6 ช้อนชา) จะช่วยลดความเสี่ยงดีขึ้น  ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำในสหรัฐฯ และ UK ที่จำกัดน้ำตาลเติมไม่เกิน 10% ของพลังงาน 

ทำไมน้ำตาลถึงเป็นศัตรูต่อร่างกาย?

  1. เพิ่มความเสี่ยงโรคฟันผุ
    น้ำตาลเติมเป็นสารตั้งต้นให้แบคทีเรียในช่องปากสร้างกรด ทำลายเคลือบฟัน WHO ชี้ว่าการลดน้ำตาล <10% ช่วยลดฟันผุได้ชัดเจน

  2. น้ำหนักเกิน / อ้วน
    เป็นแคลอรีเพิ่มโดยไม่มีประโยชน์ เสี่ยงโยกไปเก็บเป็นไขมัน → น้ำหนักขึ้น

  3. เพิ่มเสี่ยงโรคเรื้อรัง (NCDs)
    มีงานวิจัยเชื่อมโยงกับเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ ตับมัน และแม้แต่บางมะเร็ง

  4. กระตุ้นการอักเสบและความดันเลือดสูง
    น้ำตาลกระตุ้นให้ร่างกายผลิตอนุมูลอิสระ และอาจเพิ่มการอักเสบเรื้อรัง

  5. ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน
    แม้จะไม่ใช่สาเหตุโดยตรง แต่การกินน้ำตาลเกิน → น้ำหนักขึ้น → โรคเบาหวาน 

เบาหวาน (Diabetes): ข้อมูลปัจจุบันที่ควรรู้

โรคเบาหวานเป็นภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง แบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก:

1. เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1)

ร่างกายไม่ผลิตอินซูลิน ต้องใช้การฉีดอินซูลินตลอดชีวิต พบในเด็ก/วัยรุ่น ประมาณ 9.5 ล้านคนทั่วโลกในปี 2025

2. เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2)

เป็นมากที่สุดทั่วโลก (>= 90%) ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน หรือผลิตไม่พอ เกิดจากพฤติกรรม อาหาร น้ำหนักเกิน พบในผู้ใช้ชีวิตเมือง การเข้าสู่สังคมแก่ตัวลง

  • ปี 2025: ผู้ใหญ่ทั่วโลกมีโรคเบาหวานถึง 11.1% หรือ 1 ใน 9 คน และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 1 ใน 8 คน (≈ 853 ล้าน) ในปี 2050 

  • นอกจากนี้ ยังมี 252 ล้านที่ยังไม่ทราบว่าตนเองป่วย ส่งผลต่อความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนสูงขึ้น

3. เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes)

เกิดเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่แล้วหายหลังคลอด แต่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต

น้ำตาลกับเบาหวาน: เกิดจากน้ำตาลหรือไม่?

แม้บริโภคน้ำตาลไม่ใช่สาเหตุตรงของโรคเบาหวาน แต่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการดังนี้:

  • น้ำตาลเกิน → พลังงานสะสม → อ้วน → ต้านอินซูลิน → โรคเบาหวานชนิดที่ 2 

  • ชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิคุ้มกันร่างกาย ไม่เกี่ยวกับอาหารสุทธิ

องค์การชีวอนามัยโลก (WHO) ชี้ หากลดน้ำตาล <10% ของพลังงาน จะช่วยป้องกันโรคอ้วน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของเบาหวาน 

แนวทางบริโภคน้ำตาลอย่างสมดุล

ข้อแนะนำจากองค์กรสุขภาพ

  • WHO: ลดน้ำตาลเติม <10% ของพลังงาน ต่อวัน (5% เป็นทางเลือก) 

  • สหรัฐฯ: เพิ่มน้ำตาลเติม <10% โดยแนะนำจาก CDC และ AHA: ผู้ชาย <36 g (9 ช้อนชา), หญิง <25 g 

  • UK (NHS): ผู้ใหญ่ <30 g/วัน, เด็ก 7–10 ปี <24 g 

กลเม็ดจำง่าย

  • ตรวจฉลาก “Added sugar”

  • หลีกเลี่ยงน้ำอัดลม เครื่องดื่มหวาน ไอศครีม ขนม

  • ใช้เครื่องเทศ (เช่น ซีรามอน) แทนน้ำตาลในกาแฟหรือขนม

  • เลือกโยเกิร์ตธรรมชาติ โรยผลไม้แทนน้ำตาล

  • ทำซอส เครื่องปรุงเองที่บ้าน

  • เน้นรับประทานน้ำตาลจากธรรมชาติโดยตรง เช่น ผลไม้

GQ เตือนว่า ไม่มีความจำเป็นต้องเลิกน้ำตาล 100% เพราะน้ำตาลธรรมชาติยังมีประโยชน์ แต่ควรเลี่ยงน้ำตาลเติมและผลิตภัณฑ์แปรรูปหนัก

ผลลัพธ์เมื่อควบคุมน้ำตาลได้ดี

ผลลัพธ์เชิงสุขภาพ รายละเอียด
น้ำหนักลดลง / ควบคุมน้ำหนัก ลดความเสี่ยงโรคอ้วนและเบาหวาน
สุขภาพฟันดีขึ้น ลดฟันผุและปัญหาช่องปาก
ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เบาหวาน หัวใจ ตับมัน มะเร็งบางชนิด
ร่างกายไม่อ้วนลงเร็วเกินไป ช่วยให้พลังงานใช้ได้อย่างเป็นระบบ
สุขภาพจิตดีขึ้น น้ำตาลเยอะ → อารมณ์แปรปรวน ง่วงซึม

บทสรุป

  • น้ำตาลเติมควรจำกัดไม่เกิน 10% ของพลังงานต่อวัน (ideal <5%)

  • ผู้ชาย <36 g/day, ผู้หญิง <25 g/day

  • ตรวจฉลากอาหาร เลี่ยงน้ำตาลแฝงในอาหารแปรรูป

  • น้ำตาลธรรมชาติจากผลไม้ควรได้รับ เพราะมีสารอาหารและไฟเบอร์

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถป้องกันได้ด้วยการควบคุมน้ำตาล → น้ำหนัก → ต้านอินซูลิน

การดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืนคือ “กินหวานแต่ชาญฉลาด” ไม่ใช่ “ไม่กินหวานเลย”

FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

Q1: น้ำตาลธรรมชาติกับน้ำตาลเติมต่างกันอย่างไร?
A1: น้ำตาลธรรมชาติพบในผลไม้ นม มีไฟเบอร์และสารอาหารชะลอการดูดซึม ส่วน น้ำตาลเติม ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ จึงควรจำกัดเชิงปริมาณ

Q2: กินน้ำตาลเท่าไรจึงถือว่า ‘ปลอดภัย’?
A2: WHO แนะนำ ไม่เกิน 10% ของพลังงานต่อวัน (ประมาณ 25–50 g) Ideal <5% ในเด็กผู้ใหญ่

Q3: น้ำตาลเติมทำให้อ้วนจริงหรือ?
A3: ใช่ จัดเป็นพลังงานเปล่า รับแคลอรีเพิ่มโดยไม่มีสารอาหาร → น้ำหนักตัวเพิ่ม และส่งผลให้ต้านอินซูลิน

Q4: การควบคุมน้ำตาลช่วยลดความเสี่ยงเบาหวานไหม?
A4: ช่วยแน่นอน เพราะน้ำตาลเติมมาก → น้ำหนักเพิ่ม → ต้านอินซูลิน → เบาหวานชนิดที่ 2 ดังนั้นควรควบคุมแต่ยังสามารถบริโภคอย่างสมดุลได้

Q5: เด็กควรกินน้ำตาลเท่าไร?
A5: AHA ให้เด็ก <2 ขวบไม่ควรได้รับน้ำตาลเติม ส่วนเด็กโตให้ควบคุมไม่เกิน 6–10% ของพลังงานรายวัน (≈ 24–30 g)

Q6: ถ้าอยากลดน้ำตาลง่ายๆ ต้องทำอย่างไร?
A6: ตรวจฉลาก อ่านรายการ “Added sugar”, เลือกอาหารเต็มรูป หลีกเลี่ยงน้ำหวาน แปรรูป เปลี่ยนวัตถุดิบเองที่บ้าน เช่น เปลี่ยนกาแฟใส่น้ำตาลเป็นชาไม่หวาน หรือแทนด้วยน้ำเชื่อมธรรมชาติแต่จำกัดปริมาณ

Q7: กินหวานบ้างได้ไหม?
A7: ได้ ถ้าควบคุมได้—น้ำตาลธรรมชาติเพื่อสุขภาพ, น้ำตาลเติม “ในปริมาณที่พอดี” และไม่เกิดพฤติกรรมติดหวาน

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

มณี แก้วเกศ. รู้ไว้เข้าใจเบาหวาน. กรุงเทพฯ: แสงแดด, 2556.

IDF DIABETES ATLAS. International Diabetes Federation. 2013.

Economic costs of diabetes in the U.S. in 2012. Diabetes Care : 1033 – 46.

[/vc_column][/vc_row]

มะเร็งช่องปากคืออะไร? สาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาโรคมะเร็งในช่องปาก

0
โรคมะเร็งช่องปาก โรคร้ายที่เกิดขึ้นภายในระบบศีรษะและลำคอ
โรคมะเร็งช่องปากสามารถพบได้บ่อยทั้งชายและหญิง และมักเกิดกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี

มะเร็งช่องปาก (Oral Cancer) คือโรคเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นบริเวณส่วนต่าง ๆ ของช่องปาก ไม่ว่าจะเป็น ริมฝีปาก ลิ้น เหงือก เพดานปาก กระพุ้งแก้ม พื้นปาก หรือบริเวณคอหอย โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือมีการติดเชื้อ HPV จะมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า

แม้มะเร็งช่องปากจะพบได้น้อยกว่ามะเร็งในอวัยวะอื่น แต่ความร้ายแรงของมันก็ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะหากตรวจพบในระยะลุกลาม

ทำความเข้าใจกับมะเร็งช่องปาก

ช่องปากประกอบด้วยหลายเนื้อเยื่อที่มีความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ เช่น ริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม เหงือก และเนื้อเยื่อใกล้เคียง รวมไปถึงฐานลิ้นและต่อมทอนซิล หากเซลล์ในจุดใดจุดหนึ่งมีการแบ่งตัวผิดปกติและไม่หยุดยั้ง จะก่อให้เกิด “ก้อนเนื้อร้าย” หรือมะเร็งในที่สุด

สาเหตุของมะเร็งช่องปาก

การเกิดมะเร็งช่องปากมักไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่เป็นผลรวมของปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • การสูบบุหรี่และยาสูบ: ทั้งบุหรี่ซอง บุหรี่ไฟฟ้า และยาสูบมวน

  • การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก: เพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ

  • การเคี้ยวหมาก ยาฉุน: ทำให้เยื่อบุช่องปากระคายเคืองเรื้อรัง

  • การติดเชื้อไวรัส HPV ชนิด 16: โดยเฉพาะในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก

  • สุขอนามัยในช่องปากไม่ดี: เช่น ฟันผุเรื้อรัง เหงือกอักเสบ

  • การสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน: กรณีที่มะเร็งเกิดขึ้นบริเวณริมฝีปาก

กลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งช่องปาก

  1. ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี

  2. ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง 2-3 เท่า

  3. คนที่ไม่พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำ

อาการของมะเร็งช่องปาก

มะเร็งช่องปากมักไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่เมื่อเข้าสู่ระยะลุกลาม อาจพบอาการดังต่อไปนี้:

  • แผลในช่องปากที่หายช้า (นานเกิน 2 สัปดาห์)

  • ก้อนแข็งหรือเนื้อแปลกปลอมในปากหรือคอ

  • เจ็บคอ กลืนลำบาก

  • ชาหรือรู้สึกไม่ปกติที่ลิ้นหรือริมฝีปาก

  • มีเลือดออกในช่องปากโดยไม่ทราบสาเหตุ

  • มีกลิ่นปากเรื้อรัง

  • ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตผิดปกติ

  • น้ำหนักลดอย่างรวดเร็วโดยไม่ตั้งใจ

การวินิจฉัยมะเร็งช่องปาก

การวินิจฉัยทำโดยแพทย์หู คอ จมูก หรือทันตแพทย์เฉพาะทาง มีขั้นตอนดังนี้:

  1. การตรวจร่างกายและซักประวัติ

  2. ตรวจดูแผลหรือก้อนผิดปกติในช่องปาก

  3. การตัดชิ้นเนื้อ (biopsy) เพื่อส่งตรวจพยาธิวิทยา

  4. อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น CT scan หรือ MRI เพื่อดูการลุกลาม

ระยะของมะเร็งช่องปาก

ระยะ ลักษณะของโรค
ระยะที่ 1 ก้อนขนาด ≤ 2 ซม. ยังไม่ลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง
ระยะที่ 2 ก้อนขนาด 2–4 ซม. ยังไม่มีการแพร่กระจาย
ระยะที่ 3 ก้อน > 4 ซม. หรือแพร่ไปต่อมน้ำเหลือง 1 ต่อม
ระยะที่ 4 ลุกลามเข้าสู่อวัยวะใกล้เคียง ต่อมน้ำเหลืองหลายจุด หรือแพร่ไปอวัยวะไกล

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรคและสุขภาพผู้ป่วย ได้แก่:

1. การผ่าตัด (Surgery)

ใช้ตัดก้อนมะเร็งออก เหมาะสำหรับระยะต้น หรือเป็นก้อนที่ไม่ลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง

2. การฉายรังสี (Radiation Therapy)

มักใช้ร่วมกับการผ่าตัด หรือใช้เดี่ยวในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้

3. เคมีบำบัด (Chemotherapy)

ใช้เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลาม หรือมีการแพร่กระจายสู่ร่างกาย

4. การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy)

ในบางกรณีอาจพิจารณายารักษาเฉพาะเจาะจง เช่น Cetuximab

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

  • การกลืนลำบาก

  • การพูดลำบาก

  • การสูญเสียความสามารถในการรับรส

  • ความเจ็บปวดเรื้อรัง

  • ความเสียหายของโครงสร้างใบหน้า

แนวทางการป้องกันมะเร็งช่องปาก

  1. หยุดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์

  2. รักษาสุขภาพช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอ

  3. หมั่นสังเกตแผลหรือก้อนในปาก

  4. รับวัคซีน HPV ในช่วงอายุที่เหมาะสม

  5. พบทันตแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

เมื่อไรควรพบแพทย์?

ควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการเหล่านี้:

  • แผลในปากไม่หายเกิน 2 สัปดาห์

  • มีก้อนแข็งหรือบวมในช่องปาก

  • กลืนอาหารลำบาก

  • น้ำหนักลดอย่างไม่ทราบสาเหตุ

  • ต่อมน้ำเหลืองโตผิดปกติ

สรุป

มะเร็งช่องปาก เป็นโรคร้ายที่สามารถป้องกันได้หากรู้เท่าทันและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจะมีโอกาสรักษาหายขาดสูงมาก ดังนั้นการดูแลสุขภาพช่องปาก ตรวจสุขภาพประจำปี และเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคร้ายนี้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: มะเร็งช่องปากสามารถรักษาหายขาดได้หรือไม่?
A: หากตรวจพบตั้งแต่ระยะต้น มีโอกาสหายขาดได้สูงถึง 80-90%

Q2: มะเร็งช่องปากเกิดจากไวรัส HPV จริงหรือไม่?
A: จริง โดยเฉพาะ HPV ชนิด 16 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

Q3: วิธีแยกแผลธรรมดากับมะเร็งช่องปากทำได้อย่างไร?
A: แผลธรรมดาจะหายภายใน 2 สัปดาห์ หากนานกว่านั้นควรพบแพทย์

Q4: มีวิธีคัดกรองมะเร็งช่องปากไหม?
A: ปัจจุบันยังไม่มีวิธีคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการตรวจสุขภาพและสังเกตอาการ

Q5: มะเร็งช่องปากสามารถป้องกันได้อย่างไร?
A: หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และตรวจช่องปากเป็นประจำ

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

WHO (October 2010). Cancer. World Health Organization. Retrieved 5 January 2011.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง.กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

[/vc_column][/vc_row]

มะเร็งผิวหนัง (Skin Cancer) – สาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกัน

0
มะเร็งผิวหนัง
มะเร็งผิวหนัง เป็นโรคมะเร็งที่พบได้สูงในคนผิวขาวทั้งชายและหญิง พบบริเวณที่ถูกแสงแดดจัดเป็นเวลานาน

1. รู้จักมะเร็งผิวหนัง คืออะไร?

มะเร็งผิวหนัง (Skin Cancer) คือภาวะที่เซลล์ผิวหนังกลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติ จนกลายเป็นเนื้องอก ซึ่งอาจอยู่เฉพาะที่หรือแพร่กระจายเข้าสู่เนื้อเยื่ออื่นได้ โดยมะเร็งผิวหนังมี 3 ชนิดหลัก ได้แก่:

  1. Basal Cell Carcinoma (BCC) – เริ่มต้นจากเซลล์ฐานผิวหนัง มักเกิดบริเวณที่โดนแดดมาก เช่น หน้า ใบหู คอ

  2. Squamous Cell Carcinoma (SCC) – เกิดจากเซลล์ผิวนอก มักพบบริเวณริมฝีปาก หรือผิวหนังที่โดนแดด

  3. Malignant Melanoma (เมลาโนมา) – มะเร็งชนิดร้ายแรงที่สุด เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสี พบได้ที่ไฝปรากฎอาการผิดปกติ

มะเร็งผิวหนังเกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย แต่พบมากในคนผิวขาว ผู้ที่เกี่ยวข้องกับแสงแดดจัด หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคผิวหนัง

2. บทบาทของผิวหนังและความเสี่ยงจากแดด

ผิวหนังเป็นอวัยวะปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมและช่วยรักษาอุณหภูมิ โดยเฉพาะเม็ดสีเมลานินช่วยกรองแสง UV แต่หากได้รับแสง UVA/UVB มากเกินจำเป็น จะทำให้เซลล์เสียหายและกลายพันธุ์ จนเกิดมะเร็งได้

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ:

  • โดนแดดจัดนาน (10.00–16.00 น.)

  • ไม่มีผิวสีคล้ำ หรือเป็นคนเชื้อชาติยุโรป

  • มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง

  • เคยมีแผลเรื้อรัง หรือได้รับรังสีชนิดอื่น (X-ray)

  • มีภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรัง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน

3. สัญญาณเตือนมะเร็งผิวหนัง

มะเร็งผิวหนังระยะแรกอาจไม่มีอาการชัด แต่หากเริ่มมีสัญญาณเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที:

  • ก้อนเนื้อหรือแผลที่ผิวหนังเปลี่ยนแปลงเรื้อรัง

  • ไฝหรือปานที่มีขอบไม่ชัด สีไม่สม่ำเสมอ โตเร็ว หรือเลือดออก

  • รอยแดงหรือปื้นขรุขระตามที่โดนแดด ติดแผลและหายยาก

  • ต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงโตขึ้นแต่ไม่เจ็บ

ลักษณะน่ากังวลสำหรับเมลาโนมา (ชื่อย่อ ABCDE):

  • Asymmetry: ไม่สมมาตร

  • Border: ขอบไม่ชัดหรือหยัก

  • Color: สีไม่ uniform

  • Diameter: ขนาด > 6 มม.

  • Evolving: มีการเปลี่ยนแปลง

4. การวินิจฉัยและการจัดระยะของโรค

แพทย์จะติดตามอาการ และตรวจเพิ่มเติมดังนี้:

  1. ตรวจร่างกาย ซักประวัติ แผลที่ผ่านมา และตรวจเซลล์ผิว

  2. ตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) ส่งตรวจพยาธิวิทยา

  3. CT / MRI / Ultrasound / PET scan ใช้ในกรณีสงสัยว่าแพร่กระจาย

การแบ่งระยะ (TNM staging):

  • ระยะ 0: หัวเร็ว การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่ผิวชั้นบน

  • ระยะ I–II: ขนาดก้อนเพิ่มขึ้น <2–4 ซม.

  • ระยะ III: เริ่มแพร่เข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง

  • ระยะ IV: แพร่กระจายไปอวัยวะอื่น เช่น ตับ ปอด สมอง

สำหรับเมลาโนมา ใช้เกณฑ์ Breslow Depth และการแพร่กระจายเพื่อประเมินความรุนแรง

5. การรักษามะเร็งผิวหนัง

5.1 ผ่าตัด (Surgery)

  • Excision: ตัดผิวหนังแผลกว้างเพื่อกำจัดเชื้อ

  • Mohs micrographic surgery: เหมาะกับผิวหนังใบหน้า แผลน้อย ฟื้นตัวดี

5.2 การใช้รังสีรักษา (Radiotherapy)

ใช้ในกรณีผ่าตัดไปได้ไม่หมด หรือผู้ป่วยไม่สามารถผ่าตัดได้

5.3 เคมีบำบัด (Chemotherapy)

ใช้หลังก้อนใหญ่ แพร่กระจาย หรือร่วมกับการรักษาอื่น

5.4 ยากลุ่ม Targeted therapy & Immunotherapy

  • เหมาะกับเมลาโนมาที่เป็น mutation specific เช่น BRAF, MEK inhibitors

  • ยากลุ่ม PD-1, CTLA-4 ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน

5.5 การรักษาแบบอื่น

  • Cryotherapy และ laser ใช้สำหรับแผลเล็ก early stage

  • Photodynamic therapy เฉพาะแผล Superficial BCC และ SCC

6. การป้องกันมะเร็งผิวหนัง

  • หลีกเลี่ยงแดดจัด (10.00–16.00 น.)

  • ใส่เสื้อผ้าคลุมแขน, ใส่หมวก ใช้ร่ม และใส่แว่นกันแดด

  • ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอกัน UVA/UVB SP Factor ≥ 30 ทุก 2–3 ชั่วโมง

  • หลีกเลี่ยงเตาหรือหลอด UV พลังสูง

  • ตรวจผิวตนเองเดือนละ 1 ครั้ง และตรวจสุขภาพทุกปี

7. แนวโน้มการเกิดโรคและอัตราการรอดชีวิต

มะเร็งชนิด BCC และ SCC หากตรวจพบระยะแรกมีอัตราหายขาดสูง (มากกว่า 90%) แต่ชนิดเมลาโนมา หากรักษาระยะล่าช้า อัตรา 5‑ปีจะลดลงเหลือประมาณ 20–60% ขึ้นกับระดับความลึกและการแพร่กระจาย

8. ตัวอย่างกรณีศึกษา

  • ผู้ชายวัย 70, สีผิว fair, พบก้อนเล็กไม่เจ็บหน้าแก้ม ตรวจพบ SCC ระยะ II ได้รับการผ่าตัดขนาดกว้าง + รังสี หลังดูแลครบ 5 ปี ไม่พบการลุกลาม

  • ผู้หญิงวัย 45, สังเกตไฝข้างลำตัวที่โตเร็ว จึงตัดชิ้นตรวจพบเมลาโนมา Breslow 1.8 มม. ระยะ II รักษาด้วยผ่าตัด + Immunotherapy ยังได้รับการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

9. สรุป – มะเร็งผิวหนัง รู้ทัน ป้องกันง่าย

ข้อควรระวัง ข้อมูลสำคัญ
ประเภทหลัก BCC, SCC, Melanoma
ปัจจัยเสี่ยง แดดจัด, สีผิว, พันธุกรรม
สัญญาณเตือน แผลเรื้อรัง, ไฝเปลี่ยน
ตรวจวินิจฉัย Biopsy, CT, MRI
ระยะ 0–IV (ขึ้นกับขนาด แพร่กระจาย)
การรักษา ผ่าตัด, รังสี, เคมี, Immuno/Targeted
การป้องกัน เสื้อผ้า, ครีมกันแดด, ตรวจผิว
อัตรารอดชีวิต สูงใน early stage (BCC/SCC), ต่ำกว่าเมื่อแพร่ (เมลาโนมา)

FAQ – คำถามพบบ่อย

Q1: มะเร็งผิวหนังเกิดบริเวณไหนได้บ้าง?

– สามารถเกิดได้ทุกส่วนที่มีผิวหนัง เช่น ใบหน้า, หัว, ลำตัว, มือ, เท้า หรือแม้แต่อวัยวะที่ไม่คาดคิด เช่น ส่วนหนังสุรางค์

Q2: ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูง?

– คนผิวขาว, ผู้ที่ผิวแพ้ง่าย, มีประวัติครอบครัว, ผู้ที่เคยไหม้แดดรุนแรง หรือทำงานกลางแดดจัด

Q3: เราจะรู้ได้อย่างไรว่าไฝหรือหูด normal หรือผิด?

– ให้ใช้ ABCDE (Asymmetry, Border, Color, Diameter, Evolving). หากมีลักษณะใดเข้าข่าย ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง

Q4: ครีมกันแดดช่วยป้องกันมะเร็งได้จริงไหม?

– ใช้ป้องกันความเสียหายจาก UV ได้ดี แต่ไม่สามารถป้องกันได้ 100% ควรใช้ร่วมกับการหลีกเลี่ยงแดดจัด

Q5: ถ้ามีแผลที่ผิวหนัง ควรทำอย่างไร?

– หากเป็นแผลเรื้อรัง หายช้า เลือดออกง่าย หรืออาการไม่ดีขึ้นใน 2–3 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ทันที

Q6: เมลาโนมาอันตรายแค่ไหน?

– เป็นมะเร็งผิวหนังที่รุนแรงที่สุด และระบบแพร่กระจายเร็ว หากจับได้ตั้งแต่ระยะแรกมีโอกาสรอดสูง แต่หากกระจายแล้วอาการมักแย่และรักษายาก

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

WHO (October 2010). Cancer. World Health Organization. Retrieved 5 January 2011.

[/vc_column][/vc_row]

มะเร็งโพรงไซนัส หรือมะเร็งโพรงจมูก: สาเหตุ อาการ วิธีวินิจฉัย และการรักษา

0
โรคมะเร็งโพรงจมูกและมะเร็งโพรงไซนัส
มะเร็งโพรงจมูกเกิดจากการเติบโตของเซลล์ที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับเซลล์ ส่งผลกระทบต่อโพรงจมูก โหนกแก้มและหน้าผาก

มะเร็งโพรงไซนัส และโพรงจมูก คืออะไร?

มะเร็งโพรงไซนัส (Sinonasal Cancer) และ มะเร็งโพรงจมูก (Nasal Cavity Cancer) คือโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อภายในโพรงอากาศบริเวณกระดูกใบหน้าและภายในจมูก โดยโพรงไซนัสมีหน้าที่สร้างน้ำเมือกหล่อเลี้ยงทางเดินหายใจ ขณะที่โพรงจมูกทำหน้าที่กรองและให้ความชื้นกับอากาศก่อนเข้าสู่ปอด

แม้จะเป็นโรคที่พบได้น้อย แต่หากตรวจพบล่าช้าหรือรักษาไม่ทันท่วงที โรคอาจลุกลามเข้าสู่สมอง ดวงตา หรือโพรงฐานกะโหลกได้

ความสำคัญของโพรงไซนัสและโพรงจมูกในระบบทางเดินหายใจ

โพรงไซนัส (Sinuses) ประกอบด้วย:

  • โหนกแก้ม (Maxillary sinuses)
  • หน้าผาก (Frontal sinuses)
  • ข้างจมูก (Ethmoid sinuses)
  • ฐานกะโหลก (Sphenoid sinuses)

โพรงเหล่านี้ช่วยให้น้ำหนักของกะโหลกศีรษะเบาลง กรองฝุ่น เสริมความกังวานของเสียง และสร้างเมือกเพื่อดักจับสิ่งสกปรก หากเซลล์เยื่อบุภายในผิดปกติ อาจกลายพันธุ์และพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งได้

สาเหตุของมะเร็งโพรงไซนัสและมะเร็งโพรงจมูก

ถึงปัจจุบันยังไม่มีการระบุสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีหลายปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่:

1. การสัมผัสมลพิษและฝุ่นในที่ทำงาน

  • คนที่ทำงานกับไม้ ขี้เลื่อย แร่ใยหิน หรือฟอร์มาลดีไฮด์มีความเสี่ยงสูง
  • การสูดฝุ่นในโรงงาน หรืองานก่อสร้างในระยะยาว

2. การติดเชื้อไวรัส

  • โดยเฉพาะเชื้อ Epstein-Barr Virus (EBV) มีความสัมพันธ์กับมะเร็งโพรงจมูกบางชนิด

3. พันธุกรรมและความผิดปกติของเซลล์

  • มีรายงานว่าเซลล์ที่ควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ผิดปกติสามารถก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งได้

4. การรับประทานอาหารหมักดองหรือสารก่อมะเร็งสะสม

  • ไนโตรซามีน (สารก่อมะเร็งจากอาหารหมัก) เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นสำคัญ

มะเร็งชนิดต่างๆ ที่พบบ่อยในโพรงจมูกและไซนัส

  • Squamous cell carcinoma: พบมากที่สุด รุนแรงปานกลาง
  • Adenocarcinoma: เกิดจากเซลล์เยื่อบุของต่อม
  • Melanoma, Sarcoma, Lymphoma: พบได้น้อยแต่รุนแรงมาก

กลุ่มเสี่ยง

  • ผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป
  • คนที่ทำงานในโรงงานไม้ เหมืองแร่ โรงงานเคมี
  • ผู้ที่สูบบุหรี่จัด
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งในกลุ่มศีรษะและลำคอ

อาการของมะเร็งโพรงไซนัสและโพรงจมูก

เนื่องจากอาการในระยะแรกคล้ายโรคภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบ จึงมักถูกมองข้าม อาการสำคัญที่ควรสังเกต:

  • คัดจมูกเรื้อรังข้างเดียว
  • เลือดกำเดาไหลบ่อยโดยไม่มีสาเหตุ
  • น้ำมูกมีเลือดปน
  • กลิ่นปากเรื้อรัง
  • ปวดใบหน้า หน้าบวม
  • คลำเจอก้อนที่ลำคอหรือใต้คาง
  • มองเห็นภาพซ้อน
  • ปวดฟันหรือเหงือกโดยไม่ทราบสาเหตุ

วิธีวินิจฉัยมะเร็งโพรงไซนัส

  1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย
  2. การส่องกล้องโพรงจมูก (Nasal endoscopy): ดูก้อนเนื้อโดยตรง
  3. การตรวจ CT Scan หรือ MRI: วัดขนาดและการลุกลามของก้อน
  4. การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy): ตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันชนิดของมะเร็ง

ระยะของมะเร็งโพรงไซนัส

ระยะ

รายละเอียด

ระยะที่ 1

มะเร็งยังอยู่เฉพาะในโพรงเดียว

ระยะที่ 2

ลุกลามไปมากกว่า 1 โพรง หรือเริ่มกระทบกระดูก

ระยะที่ 3

กระจายสู่เนื้อเยื่อข้างเคียง เช่น ดวงตา หรือผิวหนัง

ระยะที่ 4

ลุกลามไปยังสมอง ฐานกะโหลก หรือแพร่กระจายไกล (metastasis)

 

วิธีการรักษามะเร็งโพรงไซนัส

1. การผ่าตัด (Surgery)

ใช้ในกรณีที่ก้อนยังไม่ลุกลามหรือสามารถเข้าถึงได้

2. รังสีรักษา (Radiotherapy)

เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งหรือใช้เสริมหลังการผ่าตัด

3. เคมีบำบัด (Chemotherapy)

ใช้ร่วมกับรังสีในกรณีที่ผ่าตัดไม่ได้หรือเพื่อลดขนาดก้อนก่อนการผ่าตัด

4. การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care)

ในระยะท้ายเพื่อควบคุมอาการและคุณภาพชีวิต

การป้องกันมะเร็งโพรงไซนัสและโพรงจมูก

  • สวมหน้ากากกรองฝุ่น N95 ในที่ทำงานที่มีฝุ่น
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
  • รับประทานอาหารสด สะอาด หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง
  • ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง

ความหวังในการรักษาและพยากรณ์โรค

หากตรวจพบในระยะแรก มะเร็งโพรงไซนัสสามารถรักษาให้หายได้ และอัตรารอดชีวิตจะสูงกว่า 70% แต่หากพบในระยะลุกลาม โอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างรวดเร็ว

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • อย่าละเลยอาการเล็กน้อย โดยเฉพาะหากเกิดซ้ำข้างเดียว
  • ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก
  • ยึดตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • เสริมสร้างสุขภาพจิตใจให้เข้มแข็ง
  • มีญาติหรือเพื่อนร่วมให้กำลังใจระหว่างการรักษา

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: มะเร็งโพรงไซนัสพบได้บ่อยหรือไม่?

A: พบได้น้อยมากเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น แต่ความรุนแรงสูงเพราะอยู่ใกล้สมองและดวงตา

Q: ตรวจสุขภาพประจำปีจะเจอโรคนี้หรือไม่?

A: ถ้าทำการตรวจจมูกโดยละเอียดหรือมีอาการผิดปกติ อาจพบได้ในระยะเริ่มต้น

Q: หากไม่มีอาการชัดเจน ควรตรวจเมื่อใด?

A: หากมีอาการคัดจมูกเรื้อรัง มีเลือดปนในน้ำมูก ปวดใบหน้า หรือกลิ่นปาก ควรพบแพทย์ทันที

Q: ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้หรือไม่?

A: เป็นได้เช่นกัน แม้จะพบน้อยกว่าผู้ชาย

Q: มะเร็งชนิดนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้หรือไม่?

A: ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

World Cancer Report 2014. World Health Organization. 2014. pp. Chapter 5.4. ISBN 9283204298.

[/vc_column][/vc_row]

มะเร็งหลังโพรงจมูก (Nasopharyngeal Cancer): สาเหตุ อาการ และวิธีการรักษา

0
โรคมะเร็งโพรงหลังจมูก สาเหตุ อาการ และวิธีการรักษา
โรคมะเร็งโพรงหลังจมูก เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นหลังโพรงจมูก ซึ่งอยู่ด้านหลังของจมูก เหนือช่องคอใต้ฐานของสมอง

มะเร็งหลังโพรงจมูก หรือชื่อทางการแพทย์ว่า Nasopharyngeal Cancer คือมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณด้านหลังของโพรงจมูก ซึ่งเป็นบริเวณเชื่อมต่อระหว่างจมูกและลำคอ โดยทั่วไปแล้วโรคนี้พบได้มากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในเพศชายที่มีอายุระหว่าง 40–60 ปี การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและการรักษาอย่างเหมาะสมสามารถเพิ่มโอกาสในการหายขาดได้อย่างมีนัยสำคัญ

มะเร็งหลังโพรงจมูกคืออะไร?

มะเร็งหลังโพรงจมูก เป็นเนื้อร้ายที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของเซลล์บริเวณเยื่อบุด้านในของโพรงจมูกด้านหลัง ซึ่งสามารถลุกลามไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียง เช่น ลำคอ เส้นประสาท สมอง และต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ โดยเฉพาะหากปล่อยไว้นานโดยไม่รับการรักษา

ตำแหน่งของโพรงหลังจมูก หรือ “Nasopharynx” อยู่ด้านหลังโพรงจมูก เหนือช่องคอ และใต้ฐานสมอง การวินิจฉัยจึงอาศัยวิธีเฉพาะ เช่น การส่องกล้อง หรือการตัดชิ้นเนื้อ (biopsy)

สาเหตุของมะเร็งหลังโพรงจมูก

1. พันธุกรรม

มีหลักฐานว่าพันธุกรรม โดยเฉพาะยีนที่ควบคุมการเจริญเติบโตและการตายของเซลล์ เช่น p53 อาจมีบทบาทสำคัญในความเสี่ยงต่อมะเร็งชนิดนี้

2. การติดเชื้อไวรัส Epstein–Barr Virus (EBV)

ไวรัส EBV เป็นปัจจัยที่มีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่าเกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ของเซลล์ในโพรงจมูก โดยเฉพาะในประชากรเอเชียและชาวจีนตอนใต้

3. สิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต

  • การได้รับสารก่อมะเร็ง เช่น ไนโตรซามีน (จากอาหารหมักดองหรืออาหารรมควัน)
  • การสูบบุหรี่ หรือการสัมผัสกับฝุ่นควัน
  • อากาศที่มีมลพิษในระดับสูง

4. อาหารการกิน

อาหารที่มีสารก่อมะเร็งสูง เช่น ปลาเค็ม หมูดิบ อาหารแปรรูป เป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ในโพรงจมูกได้

อาการของมะเร็งหลังโพรงจมูก

โรคนี้มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่เมื่อเข้าสู่ระยะลุกลามจะพบอาการหลากหลาย ดังนี้:

  • คัดจมูกเรื้อรังข้างเดียว
  • มีเลือดปนในน้ำมูกหรือเลือดกำเดาไหล
  • ปวดศีรษะเรื้อรังหรืออาการไมเกรนแบบเฉียบพลัน
  • หูอื้อ หรือสูญเสียการได้ยินข้างเดียว
  • ปวดใบหน้า หรือใบหน้าชา
  • ตาเหล่หรือเห็นภาพซ้อน
  • มีก้อนหรือต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณลำคอ
  • กลืนลำบาก เสียงเปลี่ยน

การที่ผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูกแสดงอาการในตำแหน่งต่างๆ ขึ้นอยู่กับทิศทางที่ก้อนเนื้อลุกลามไป

วิธีการวินิจฉัยมะเร็งหลังโพรงจมูก

การวินิจฉัยโรคจะประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้:

1. การตรวจร่างกายโดยแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก

  • การส่องกล้องโพรงจมูกเพื่อหาก้อนเนื้อหรือความผิดปกติ

2. การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy)

  • เพื่อตรวจยืนยันทางพยาธิวิทยาว่าเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่

3. การตรวจทางรังสีวิทยา

  • CT Scan หรือ MRI เพื่อตรวจการลุกลามของก้อนมะเร็ง 
  • PET Scan เพื่อค้นหาการกระจายของโรคไปยังอวัยวะอื่น

ระยะของมะเร็งหลังโพรงจมูก

มะเร็งชนิดนี้แบ่งเป็น 4 ระยะหลัก ดังนี้:

ระยะ ลักษณะ
ระยะที่ 1 มะเร็งจำกัดเฉพาะในโพรงหลังจมูก
ระยะที่ 2 ลุกลามเข้าสู่โพรงคอหอย หรือต่อมน้ำเหลืองขนาดไม่เกิน 6 ซม.
ระยะที่ 3 ลุกลามถึงฐานกระโหลกหรือกล้ามเนื้อลึก
ระยะที่ 4 ลุกลามไปยังสมอง ตา หรืออวัยวะอื่นที่ห่างไกล เช่น ปอด

วิธีการรักษามะเร็งหลังโพรงจมูก

1. การฉายรังสี (Radiotherapy)

เป็นการรักษาหลัก โดยใช้รังสีพลังงานสูงทำลายเซลล์มะเร็งในตำแหน่งเฉพาะ มีความแม่นยำสูง เช่น IMRT (Intensity-Modulated Radiotherapy)

2. การทำเคมีบำบัด (Chemotherapy)

มักใช้ร่วมกับรังสี โดยเฉพาะในระยะที่ลุกลาม การให้ยาเคมีจะช่วยควบคุมการกระจายของเซลล์มะเร็ง

3. การผ่าตัด

ใช้ในกรณีที่มีเนื้องอกตกค้างหรือมีการกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่ แม้จะไม่ใช่วิธีหลักในการรักษามะเร็งหลังโพรงจมูก

4. การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy)

สำหรับผู้ป่วยระยะลุกลามที่ไม่สามารถรับเคมีบำบัด อาจใช้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะกับเซลล์มะเร็ง เช่น cetuximab

การป้องกันมะเร็งหลังโพรงจมูก

  • หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารแปรรูปที่มีสารไนโตรซามีน
  • หยุดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่
  • ตรวจสุขภาพและพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติ
  • รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้สด

ความหวังของผู้ป่วย

อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูกในระยะเริ่มต้นอยู่ที่ราว 70–90% ขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยรวมและการตอบสนองต่อการรักษา หากตรวจพบตั้งแต่ระยะ 1–2 โอกาสหายขาดมีสูงมาก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: มะเร็งหลังโพรงจมูกตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปีหรือไม่?
A1: โดยทั่วไปมักไม่สามารถตรวจพบจากการตรวจสุขภาพประจำปี ต้องอาศัยการตรวจเฉพาะทาง เช่น การส่องกล้องจมูกหรือการตัดชิ้นเนื้อ

Q2: มะเร็งโพรงหลังจมูกรักษาหายได้หรือไม่?
A2: หากตรวจพบในระยะแรก มีโอกาสรักษาหายได้สูงโดยใช้การฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัด

Q3: การติดเชื้อ EBV ทำให้เป็นมะเร็งโพรงหลังจมูกจริงหรือ?
A3: ใช่ EBV เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดมะเร็งโพรงหลังจมูก โดยเฉพาะในประชากรเอเชีย

Q4: ใครบ้างที่ควรระวังโรคนี้เป็นพิเศษ?
A4: ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเพศชาย เชื้อสายจีนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้ที่มีประวัติการบริโภคอาหารหมักดองเป็นประจำ

Q5: การฉายรังสีมีผลข้างเคียงหรือไม่?
A5: มี เช่น ปากแห้ง กลืนลำบาก หรือผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสีลอก แต่สามารถดูแลและฟื้นฟูได้หลังจบการรักษา

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

[/vc_column][/vc_row]