ไขมันทรานส์ ไขมันชนิดเลว ( LDL ) ไขมันชนิดดี ( HDL ) คืออะไร มีอะไรบ้าง ?

0
ไขมันทรานส์ ไขมันชนิดเลว (LDL) ไขมันชนิดดี (HDL) คืออะไร มีอะไรบ้าง ?
คอเลสเตอรอล คือ ไขมันประเภทหนึ่ง มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว พบได้ในเซลล์ของอวัยวะทั่วไปในร่างกาย
ไขมันทรานส์ ไขมันชนิดเลว (LDL) ไขมันชนิดดี (HDL) คืออะไร มีอะไรบ้าง ?
คอเลสเตอรอล คือ ไขมันประเภทหนึ่ง มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว พบได้ในเซลล์ของอวัยวะทั่วไปในร่างกาย

ไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์ (Trans Fat) เป็นหนึ่งในประเภทของไขมันที่มีอยู่ทั้งหมด 3 ประเภทคือ ไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัว และไขมันไม่อิ่มตัว ส่วนใหญ่จะอยู่ในอาหารที่เรากิน ไขมันทรานส์ประกอบขึ้นจากกระบวนการผลิตที่เติมไฮโดรเจลลงในน้ำมันพืช ซึ่งเปลี่ยนของเหลวให้เป็นไขมันแข็งที่อุณหภูมิห้อง ไขมันทรานส์เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น นมเนย เนยแข็งที่ผลิตจากเนื้อสัตว์เป็นต้ ซึ่งการทานปริมาณไขมันที่เหมาะสมควรไม่ให้เกินวันละ 20 – 35 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณอาหารทั้งหมด

ปริมาณไขมันที่เหมาะสมในการบริโภคต่อวัน โดยแยกตามกลุ่มบุคคลได้ดังนี้

  • เด็ก ควรทานไม่เกินปริมาณ 30-60 กรัม
  • วัยรุ่นที่แอ๊คทีฟ ควรทานไม่เกินปริมาณ 40-80 กรัม
  • ผู้หญิง ควรทานไม่เกินปริมาณ 30-60 กรัม
  • ผู้ชายแอ๊คทีฟ ควรทานไม่เกินปริมาณ 40-80 กรัม
  • ผู้ที่มีกิจกรรมหนัก/นักกีฬา ควรทานไม่เกินปริมาณ 80-120 กรัม

ซึ่งเราสามารถแบ่งไขมันที่มีผลต่อร่างกายออกได้เป็นสองชนิด  คือ ชนิดที่เป็นไขมันดี และชนิดที่เป็นไขมันไม่ดี โดยไขมันชนิดไม่ดีนั้น จะเป็นสิ่งที่มีผลร้ายต่อร่างกาย หากบริโภคในปริมาณที่มากเกินไป ไขมันชนิดไม่ดีคืออะไร จะอธิบายดังต่อไปนี้

แหล่งที่มาของไขมันทรานส์ แบ่งได้ 2 รูปแบบดังนี้

  • ไขมันทรานส์ที่ได้จากธรรมชาติ สามารถพบได้ในเนื้อสัตว์เคี้ยวเอื้อง
  • ไขมันทรานส์ที่ได้จากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงไปในน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง

ไขมันอิ่มตัว คืออะไร?

ไขมันอิ่มตัว คือ เป็นไขมันชนิดไม่ดีที่จะพบได้มากใน เนื้อสัตว์ติดมัน สัตว์ปีก น้ำมันหมู เนย ครีม ชีส เป็นต้น นอกจากนี้ไขมันอิ่มตัวยังสามารถพบได้ในพืชบางชนิดอีกด้วย เช่น น้ำมะพร้าว ปาล์ม ครีมเทียม และดาร์กช็อกโกแลต เป็นต้น

ไขมันไม่อิ่มตัว คืออะไร?

ไขมันไม่อิ่มตัว มีพันธะหนึ่งหรือสองครั้งหรือมากกว่าระหว่างโมเลกุล ไขมันเหล่านี้เป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง พวกเขายังพบในอาหารแข็ง กลุ่มนี้แบ่งออกเป็นสองประเภทเพิ่มเติมเรียกว่าไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน แหล่งอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว ได้แก่ น้ำมันอะโวคาโด น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันพืช เช่นทานตะวัน ข้าวโพดหรือคาโนลา ปลาที่มีไขมัน เช่น ปลาแซลมอน และปลาแมคเคอเรล ถั่วและเมล็ดพืช เช่น อัลมอนด์ ถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และเมล็ดงา

ไขมันนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิดหลักๆ คือ ไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัว ไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว ( เชิงเดี่ยว ) และไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง ( เชิงซ้อน )

ไขมันทรานส์อันตรายแค่ไหน?

  • เป็นต้นเหตุหลักในการเกิดโรคเรื้อรังและการอักเสบ เช่น โรคอัลไซเมอร์ จอประสาทตาเสื่อมโรคนิ่วในถุงน้ำดี และการอักเสบภายในส่วนของร่างกายซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคไร้เชื้อเรื้อรังทั้งหลาย
  • ทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากในเพศหญิง
  • เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจโดยจะไปเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ( LDL Cholesterol ) และยังไปลดปริมาณคอเลสเตอรอลที่ดี ( HDL Cholesterol ) ในร่างกายลงอีกด้วย

ไขมันทรานส์กับปริมาณที่บริโภคได้ต่อวัน

เนื่องจากไขมันทรานส์ทั้งสองประเภทเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงต้องควบคุมปริมาณการบริโภคดันนั้น กระทรวงสาธารณสุขของไทย จึงแนะนำปริมาณสูงสุดในการบริโภคไขมันทรานส์ต้อง ไม่เกิน 1% ของค่าพลังงานต่อวัน หรือประมาณ 2 กรัมต่อวัน และแนะนำปริมาณสูงสุดในการบริโภคไขมันทรานส์ชนิดอิ่มตัวไม่ควรเกิน 10% ของค่าพลังงาน ต่อวัน หรือประมาณ 5 กรัมต่อมื้อ

คอเลสเตอรอลชนิดดี คอเลสเตอรอลชนิดเลว ในศตวรรษ 21

คอเลสเตอรอล คือ ไขมันประเภทหนึ่ง มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว พบได้ในเซลล์ของอวัยวะทั่วไปในร่างกายซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์เมมเบรน สร้างปลอกหุ้มใยประสาท สร้างฮอร์โมน เช่น เทสทอสเทอโรน เอสโทรเจน น้ำดีสำหรับย่อยและดูดซึมไขมันและวิตามินดี เป็นต้น โดยคอเลสเตอรอล แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ คอเลสเตอรอลชนิดดี ( HDL ) และ คอเลสเตอรอลชนิดเลว ( LDL ) ที่จริงแล้วทั้งสองชนิดเป็นไขมันผสมโปรตีนที่พาคอเลสเตอรอลไปทั่วร่างกาย มีชื่อจริงๆว่า ไลโปโปรตีน ( Lipoproteins )

ผู้เชี่ยวชาญด้านไขมันให้ความเห็นว่า มีการใช้คำว่าคอเลสเตอรอลกันไม่ถูกต้อง โดยเรียก ( HLD ) ว่าเป็นคอเลสเตอรอลดีและเรียก ( LDL ) ว่า เป็นคอเลสเตอรอลเลว ที่จริงแล้วทั้งสองชนิดเป็นไขมันและโปรตีนที่พาคอเลสเตอรอลไปทั่วร่างกาย มีชื่อจริงๆว่า ไลโปโปรตีน ( Lipoproteins ) ซึ่ง ( LDL ย่อมาจาก Low-Density Lipoprotein ) หมายถึง ไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง ทำหน้าที่นำ ( LDL ) คอเลสเตอรอลส่วนเกินไปขจัดออกที่ตับ สำหรับการตรวจค่าของคอเลสเตอรอลนั้น ค่าที่ได้ออกมาจากการตรวจจะเป็นแบบรวม ทั้งคอเลสเตอรอลชนิดดี ( HDL ) และ คอเลสเตอรอลชนิดเลว ( LDL ) รวมทั้งค่าของ ไตรกลีเซอไรด์ด้วย และหากผลตรวจออกมาพบว่าค่าคอเลสเตอรอลรวมสูง ก็เป็นไปได้ที่  คอเลสเตอรอลชนิดดี ( HDL ) จะสูงตามไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเพราะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้เนื่องจากไขมันอิ่มตัวมีผลในการเพิ่มระดับ ( LDL )

ซึ่งผลทางการวิจัยก็สามารถสรุปได้ว่า หาก ( LDL ) เพิ่มก็จะส่งผลให้ ( HDL ) เพิ่มตามไปด้วย และหากมองให้ดี ( LDL ) ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกายเสมอไป แต่จะขึ้นอยู่กับขนาดของ ( LDL ) นั้นเอง ซึ้งแบ่งออกเป็น 2 ขนาดคือ ( LDL ) ขนาดเล็กคือ เป็นไลโปโปรตีนที่สามารถชอนไชผ่านผนังหลอดเลือดได้ง่าย และยังง่ายต่อการทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกระบวนการนี้จะไปทำลายผนังหลอดเลือดและก่อให้เกิดอาการอักเสบ นำไปสู่การเกิดโรคหัวใจในที่สุด ซึ่งพบว่าผู้ที่มี ( LDL ) ขนาดเล็กส่วนใหญ่จะมีความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจสูงถึง 3 เท่าของผู้ที่มี ( LDL ) ขนาดใหญ่ ( LDL ) ขนาดใหญ่ คือ เป็นไลโปโปรตีนที่มีลักษณะฟู บาง ทำให้ชอนไชเข้าสู่ผนังหลอดเลือดได้ยากต่างจาก ( LDL ) ขนาดเล็กซึ่งไม่ก่อให้เกิดปัญหา จึงหมายความว่า แม้ไขมันอิ่มตัวจะเพิ่มระดับ ( LDL ) ได้ไม่มาก และเป็นเพียงระยะสั้น แต่ก็จะสามารถเปลี่ยน ( LDL ) ขนาดเล็กไปเป็นขนาดใหญ่ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้

คอเลสเตอรอล แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ คอเลสเตอรอลชนิดดี ( HDL ) และ คอเลสเตอรอลชนิดเลว ( LDL ) ที่จริงแล้วทั้งสองชนิดเป็นไขมัน+โปรตีนที่พาคอเลสเตอรอลไปทั่วร่างกาย มีชื่อจริงๆว่า ไลโปโปรตีน ( Lipoproteins )

ดังนั้นหากต้องการลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ จะต้องทำให้ภายในเลือดของคนเรามี ( LDL ) ขนาดใหญ่ให้มาก และต้องเลี่ยงให้มี ( LDL ) ขนาดเล็กให้มีปริมาณที่น้อยที่สุดด้วยกล่าวโดยสรุป คือ ไขมันอิ่มตัวนั้นจะไปช่วยเพิ่ม ( HDL ) และยังช่วยไปเปลี่ยน ( LDL ) จากขนาดเล็กเป็นขนาดใหญ่

ดังนั้น การทานอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันอิ่มตัวไม่ได้เป็นอันตรายตามที่เชื่อกันมาก่อนหน้านี้ แต่ก็มีข้อควรระวังคือผู้ที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูงเนื่องจากพันธุกรรมหรือผู้ที่มียีนอะโปอี ไม่ควรทานอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันอิ่มตัวรู้เท่าทันฉลากอาหาร การดูฉลากสินค้าก่อนซื้อเป็นเรื่องที่ดี แต่สำหรับการเลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากบอกปริมาณของไขมันทรานส์ ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า หากบนฉลากระบุไว้ว่า อาหารชนิดนั้นมีปริมาณไขมันทรานส์ เท่ากับ 0 กรัม อาจจะไม่ได้หมายความว่า อาหารชนิดนั้นปลอดจากไขมันทรานส์ เนื่องจากมีกฎระเบียบขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาว่า หากอาหารชนิดใด มีส่วนผสมของไขมันทรานส์ ไม่ถึง 0.5 กรัม ก็สามารถที่จะระบุในฉลากผลิตภัณฑ์ ได้ว่ามีไขมันทรานส์เป็น 0 กรัม ได้ นั้นเอง แม้ว่าปริมาณ 0.5 กรัม จะถือว่าเป็นส่วนที่น้อยนิด แต่หากทานเข้าไปในปริมาณหลายหน่วยรวมๆกัน ก็จะสามารถทำให้มีปริมาณของไขมันทรานส์สะสมได้  เพราะฉะนั้นการอ่านฉลากอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่จะต้องมีวิธีการเพิ่มเติม

วิธีการป้องกันอันตรายจากไขมันทรานส์

1. อ่านฉลากอาหารเพื่อดูปริมาณของไขมันทรานส์ และทำการเปรียบเทียบในหลายๆยี่ห้อ  เพื่อเลือกยี่ห้อที่มีปริมาณของไขมันทรานส์เป็น 0 หรือมีค่าน้อยที่สุด

2. ตรวจสอบดูส่วนประกอบของอาหารนั้นๆ ว่ามีส่วนประกอบของไขมันทรานส์หรือไม่หากไม่มีจะดีที่สุด

3. ระมัดระวังปริมาณอาหารที่มีไขมันแปรรูปให้ดี ต้องบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม แม้ว่าในฉลากจะระบุว่าไขมันทรานส์จะเป็น “0” ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคก็ตาม

4. ควรเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณไขมันสูง ไม่ว่าจะเป็นไขมันอิ่มตัวหรือไขมันทรานส์ก็ตาม

5. ควรจำกัดอาหารประเภทกลุ่มฟาสต์ฟู้ดต่างๆ เช่น เฟรนช์ฟรายส์ ขนมอบกรอบ เนื่องจากเป็นแหล่งที่มากไปด้วยไขมันทรานส์ ส่งผลต่อน้ำหนักและสุขภาพโดยรวม

6. แม้ในฉลากจะระบุว่าไร้ไข้มันทรานส์ แต่ก็ไม่ควรนำมาเป็นปัจจัยหลักในการเลือกทานอาหารชนิดนั้น  ควรดูคุณค่าทางโภชนาการอาหารอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยจากข้อมูลด้านบนก็จะเห็นได้ว่า ไขมันมีหลายชนิดมีทั้งชนิดที่ดีและชนิดที่ไม่ดี แต่ไม่ว่าจะเป็นไขมันรูปแบบไหนก็แล้วแต่ การเลือกทานอาหารต่างๆ ต้องเป็นไปด้วยความเหมาะสม ควรเน้นบริโภคอาหารที่มีผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ ถั่วต่างๆ และปลา  เป็นส่วนประกอบ นอกจากนี้ ก็ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปด้วย เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกาย

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

Beltsville Human Nutrition Research Laboratory. New Findings on Dairy Trans Fat and Heart Disease Risk, IDF World Dairy Summit 2010, 8–11 November 2010. Auckland, New Zealand.

Food and nutrition board, institute of medicine of the national academies (2005).

มะเร็งในเด็ก (Pediatric Cancer) คืออะไร? อาการ สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกัน

0
โรคมะเร็งในเด็ก (Pediatric Cancer)
โรคมะเร็งในเด็ก คือโรคมะเร็งที่จะเกิดกับเด็กแรกเกิดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา พบมากสุดคือมะเร็งเม็ดเลือดขาว

มะเร็งในเด็ก หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Pediatric Cancer คือกลุ่มโรคร้ายแรงที่สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ทารกในครรภ์จนถึงเด็กอายุ 14 ปี แม้จะพบได้น้อยกว่ามะเร็งในผู้ใหญ่ แต่ก็เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรง โรคนี้ต้องได้รับการตรวจพบแต่เนิ่นๆ และเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมเพื่อเพิ่มโอกาสในการหายขาด

ความแตกต่างของมะเร็งในเด็กและในผู้ใหญ่

มะเร็งในเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ในหลายด้าน โดยเฉพาะชนิดของมะเร็งและธรรมชาติของโรค เด็กมักเผชิญกับมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของการพัฒนาเซลล์ ไม่ใช่จากพฤติกรรมเสี่ยงหรือสิ่งแวดล้อม เช่น การสูบบุหรี่หรือการสัมผัสสารเคมี ซึ่งพบมากในผู้ใหญ่

สถิติการเกิดมะเร็งในเด็ก

  • มะเร็งในเด็กคิดเป็นเพียง 1% ของมะเร็งทั้งหมด

  • ชนิดที่พบมากที่สุดคือ:

    • มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) – 30-35%

    • มะเร็งสมองและระบบประสาทส่วนกลาง – 15-20%

    • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) – 10-15%

    • มะเร็งต่อมหมวกไต, ตับ, กระดูก, จอตา ฯลฯ

แม้การวินิจฉัยจะเกิดช้ากว่าผู้ใหญ่ แต่เด็กมีแนวโน้มตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่า

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งในเด็ก

มะเร็งในเด็กยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีบทบาท ดังนี้:

1. พันธุกรรม

  • เด็กบางคนมีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผ่านจากพ่อแม่ เช่น

    • กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome)

    • กลุ่มอาการ Li-Fraumeni

    • Retinoblastoma (มะเร็งจอตา)

2. การกลายพันธุ์ของเซลล์

  • เกิดขึ้นแบบสุ่มโดยไม่มีการถ่ายทอด แต่ทำให้เซลล์แบ่งตัวผิดปกติ

3. รังสีและสารเคมี

  • มารดาที่ได้รับรังสีเอกซ์ขณะตั้งครรภ์

  • การสัมผัสยาฆ่าแมลงหรือสารก่อมะเร็ง

4. การติดเชื้อไวรัส

  • HIV, EBV, HTLV-1 อาจเกี่ยวข้องกับมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

อาการของมะเร็งในเด็กที่ควรระวัง

แม้มะเร็งในเด็กไม่มีอาการจำเพาะ แต่พ่อแม่ควรสังเกตอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด:

  • คลำพบก้อนผิดปกติ

  • มีไข้เรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ

  • น้ำหนักลดผิดปกติ

  • อ่อนเพลีย ไม่สดใส

  • ปวดกระดูกหรือข้อเรื้อรัง

  • เลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดา จุดเลือดตามร่างกาย

  • ตาเหลือง หรือตาบวมแดง

  • เดินเซ หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปโดยไม่ทราบสาเหตุ

การวินิจฉัยมะเร็งในเด็ก

กระบวนการวินิจฉัยมักใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น:

  • การตรวจร่างกาย โดยกุมารแพทย์เฉพาะทาง

  • การตรวจเลือด โดยเฉพาะค่าซีบีซี (CBC) และค่าไต ตับ

  • การถ่ายภาพรังสี เช่น X-ray, MRI, CT scan, PET scan

  • การเจาะไขกระดูก

  • การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) ตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันชนิดของมะเร็ง

ระยะของมะเร็งในเด็ก

การแบ่งระยะของมะเร็งในเด็กมีความสำคัญต่อการวางแผนการรักษา โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่:

  • ระยะที่ 1: ก้อนเนื้อมะเร็งยังอยู่เฉพาะที่

  • ระยะที่ 2: ก้อนโตขึ้นและเริ่มลุกลามเข้าเนื้อเยื่อข้างเคียง

  • ระยะที่ 3: มะเร็งลุกลามเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะข้างเคียง

  • ระยะที่ 4: มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะไกล เช่น ปอด สมอง ตับ ไขกระดูก

วิธีการรักษามะเร็งในเด็ก

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งและระยะโรค โดยอาจใช้วิธีผสมผสานดังนี้:

1. การผ่าตัด

  • สำหรับมะเร็งที่เป็นก้อนและยังไม่แพร่กระจาย

2. เคมีบำบัด (Chemotherapy)

  • ยาเคมีจะฆ่าเซลล์มะเร็งทั่วร่างกาย

  • ใช้ในกรณีที่มะเร็งแพร่กระจายแล้ว

3. รังสีรักษา (Radiation Therapy)

  • ใช้เมื่อมะเร็งดื้อยา หรืออยู่ในจุดที่ผ่าตัดไม่ได้

4. การปลูกถ่ายไขกระดูกหรือสเต็มเซลล์

  • สำหรับเด็กที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดรุนแรง

5. ยาต้านมะเร็งแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Therapy)

  • ใช้ในกรณีที่มะเร็งมีสัญญาณชีวโมเลกุลที่รู้จัก

โอกาสในการรักษาหาย

โอกาสในการหายขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

ปัจจัย ส่งผลต่อการรอดชีวิต
อายุของเด็ก เด็กเล็กตอบสนองต่อการรักษาดีกว่า
ระยะของโรค ยิ่งพบเร็ว โอกาสหายสูง
ชนิดของมะเร็ง มะเร็งบางชนิดมีอัตรารอดมากกว่า 90%
การเข้าถึงการรักษา โรงพยาบาลเฉพาะทางมีผลต่อคุณภาพการรักษา

มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด Acute Lymphoblastic Leukemia (ALL) มีโอกาสรอดชีวิตสูงถึง 85–90% หากรักษาเร็วและครบวงจร

การฟื้นฟูและติดตามอาการหลังการรักษา

หลังสิ้นสุดการรักษา เด็กต้องได้รับการติดตามผลอย่างใกล้ชิดเป็นระยะ เพื่อเฝ้าระวัง:

  • การกลับมาเป็นซ้ำ

  • ผลข้างเคียงระยะยาวจากเคมีบำบัด/รังสี

  • ปัญหาด้านพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ

  • ความสามารถในการเรียนรู้และเข้าสังคม

ทีมสหวิชาชีพ เช่น แพทย์ นักจิตวิทยา พยาบาล และนักสังคมสงเคราะห์ มีบทบาทสำคัญในกระบวนการฟื้นฟู

วิธีป้องกันโรคมะเร็งในเด็ก

เนื่องจากมะเร็งในเด็กมักไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงโดยตรง จึงไม่มีวิธีป้องกันได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ดังนี้:

  • หลีกเลี่ยงสารพิษขณะตั้งครรภ์ เช่น ยาฆ่าแมลง สารเคมี ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น

  • หมั่นสังเกตอาการผิดปกติในเด็ก

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสรังสีโดยไม่จำเป็น

  • รับวัคซีนที่ป้องกันไวรัสเสี่ยง เช่น HPV, HBV

  • ออกกำลังกายและกินอาหารที่ปลอดภัยตั้งแต่วัยเด็ก

คำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • ตรวจร่างกายสม่ำเสมอ – โดยเฉพาะหากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง

  • ให้ความรู้และพูดคุยกับลูก – เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ

  • เข้าถึงระบบสนับสนุน – กลุ่มผู้ปกครอง เครือข่ายมะเร็งเด็ก โรงพยาบาลเฉพาะทาง

  • วางแผนฟื้นฟูระยะยาว – การเรียน การเข้าสังคม พัฒนาการทางอารมณ์

สรุป

โรค มะเร็งในเด็ก (Pediatric Cancer) แม้พบได้น้อยแต่เป็นโรคที่ไม่ควรละเลย พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ และไม่เพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในร่างกายของลูก เพราะการตรวจพบและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เด็กสามารถหายขาดจากโรคนี้ และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมะเร็งในเด็ก

Q1: มะเร็งในเด็กสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

A: ได้ครับ เด็กส่วนใหญ่มีโอกาสหายขาดจากมะเร็ง หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตามแผน เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (ALL) มีอัตรารอดชีวิตสูงถึง 85–90%

Q2: มะเร็งในเด็กมีอาการเตือนอะไรบ้าง?

A: อาการที่ควรเฝ้าระวังได้แก่ มีไข้บ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลีย ซีดจาง จุดเลือดออกผิดปกติ คลำพบก้อน หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปแบบไม่มีสาเหตุ

Q3: มะเร็งในเด็กเกิดจากพฤติกรรมของพ่อแม่หรือไม่?

A: โดยส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของพ่อแม่ แต่มีบางปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น การได้รับรังสีสูง สารพิษ หรือการถ่ายทอดพันธุกรรมผิดปกติ

Q4: สามารถป้องกันมะเร็งในเด็กได้หรือไม่?

A: ยังไม่มีวิธีป้องกัน 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดยหลีกเลี่ยงสารพิษ ยา หรือสารเคมีระหว่างตั้งครรภ์ และสังเกตความผิดปกติในเด็กตั้งแต่เนิ่นๆ

Q5: มะเร็งในเด็กต่างจากมะเร็งในผู้ใหญ่อย่างไร?

A: ต่างกันที่ชนิดของมะเร็ง สาเหตุ และการตอบสนองต่อการรักษา เด็กมักตอบสนองต่อเคมีบำบัดได้ดีกว่า และมะเร็งส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากพฤติกรรมเสี่ยงเหมือนผู้ใหญ่

[/vc_column_text]

ร่วมตอบคำถามกับเรา

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

Prasad AR, Bernstein H (March 2013). Epigenetic field defects in progression to cancer. World Journal of Gastrointestinal Oncology.

[/vc_column][/vc_row]

ลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยาก

0
ลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยาก
ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักสามารถทานอาหารได้ครบทุกมื้อตามปกติแต่ให้ยึดหลักของโภชนาการอาหารเป็นสำคัญ
ลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องยาก
ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักสามารถทานอาหารได้ครบทุกมื้อตามปกติแต่ให้ยึดหลักของโภชนาการอาหารเป็นสำคัญ

ลดน้ำหนัก

เมื่อคิดจะ ลดน้ำหนัก สำหรับผู้ที่คิดจะทำการลดน้ำหนัก แม้จะลองทำด้วยวิธีการต่างๆมากมายแล้วก็ยังไม่สามารถลดได้ตามที่คาดหวังไว้ หรือหลายคนที่สามารถลดน้ำหนักลงได้ตามใจต้องการแล้ว แต่ก็ไม่สามารถควบคุมน้ำหนักให้คงทีได้ ส่งผลทำให้กลับมาอ้วนเหมือนเดิม สิ่งเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุมาจากการเข้าใจวิธีและหลักการในการลดน้ำหนัก อย่างไม่ถูกต้องทำให้ผลที่ได้ออกมาไม่เป็นดังที่คาดหวังไว้ ดังนั้นหากมีความตั้งใจที่จะลดน้ำหนักให้ได้ผลแล้ว ต้องเรียนรู้การลดน้ำหนักที่ถูกหลักถูกวิธี ซึ่งจะสามารถอธิบายได้ดังต่อไปนี้

[adinserter name=”ภาวะโรคอ้วน”]

ข้อเท็จจริงในการลดน้ำหนัก

สำหรับการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง คือ ผู้ที่จะลดต้องทำการลดน้ำหนักให้ถูกหลัก โดยน้ำหนักตัวนั้นจะต้องค่อยๆลดลงในปริมาณที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ จะต้องไม่มากหรือน้อยจนเกินไป และเมื่อสามารถทำการลดน้ำหนักได้ตามเป้าหมายที่วางไว้แล้ว จะต้องรู้จักวิธีควบคุมให้น้ำหนักคงที่ได้ต่อไปไม่ให้กลับมาอ้วนอีก จึงจะถือว่าเป็นการลดน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จได้นั่นเอง

คนส่วนใหญ่เมื่ออยากลดน้ำหนัก ก็มักจะต้องการลดน้ำหนักให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ก็มักหันไปใช้วิธีการลดน้ำหนักที่ผิดๆไม่ถูกต้องอย่างเช่น การอดอาหารกินไม่ครบมื้อ การกินอาหารในปริมาณที่น้อยมากๆ การทานอาหารที่แคลอรี่ต่ำมาก การใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในการลดน้ำหนักหรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูดซับหรือยับยั้งการสร้างไขมันซึ่งวิธีเหล่านี้ก็อาจทำให้การลดน้ำหนักได้ผลรวดเร็วตามที่ต้องการ แต่ก็เป็นวิธีที่ไม่ยั่งยืนจะได้ผลในระยะเวลาช่วงสั้นๆเท่านั้น ไม่สามารถรักษาระดับน้ำหนักให้คงที่ได้ตลอดนอกจากนี้การลดน้ำหนักด้วยวิธีผิดๆเหล่านี้ ยังอาจจะมีผลกระทบตามมาได้อีก โดยเฉพาะภาวะที่เราเรียกว่า โยโย่ เอฟเฟค

โยโย่ เอฟเฟค คืออะไร?

โยโย่ เอฟเฟค หมายถึง  ภาวะที่น้ำหนักร่างกายลดลง และจากนั้นก็เพิ่มขึ้นกลับมาอย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือนการเล่นลูกดิ่งโยโย่ ที่เมื่อโยนลงไปแล้วจะดีดตัวกลับขึ้นมาในระยะเวลาอันรวดเร็วนั้นเองโดยมีสาเหตุเกิดจากการลดน้ำหนักที่ผิดวิธีทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว จนระบบเผาผลาญพื้นฐานของร่างกาย ( BMR ) เกิดความผิดปกติ  เมื่อพลังงานที่เคยได้รับจากอาหารลดลง ร่างกายก็จะมีการปรับตัวให้ใช้พลังงานลดลงไปด้วย  เช่น หากปกติร่างกายเคยใช้พลัง 2,200 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ร่างกายก็อาจจะปรับการใช้พลังงานเหลือแค่  1,200 กิโลแคลอรี่ต่อวัน เท่านั้น

[adinserter name=”ภาวะโรคอ้วน”]

ดังนั้นหากเมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่าลดน้ำหนักดีระดับที่พอใจแล้วจึงกลับไปทานอาหารเพิ่มมากขึ้น ระบบในร่างกายก็ยังคงใช้พลังงานเท่าเดิม จนกลายเป็นพลังงานส่วนเกินที่เผาพลาญไม่หมดไปเก็บไว้ในรูปแบบไขมัน และในที่สุดก็กลับมาอ้วนเหมือนเดิมหรือบางคนอาจจะอ้วนมากกว่าเดิมด้วยซ้ำไป ดังนั้นหากไม่อยากเกิดภาวะ โยโย่ เอฟเฟคกับตนเอง จนต้องกลับไปลดน้ำหนักใหม่อีกครั้ง ผู้ที่อยู่ระหว่างการลดน้ำหนัก ควรลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ถูกต้อง แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบ ทานอาหารที่มีปริมาณไขมันต่ำ และควรหมั่นหาเวลาออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย ซึ่งวิธีการนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการลดน้ำหนักอีกด้วย เนื่องจากจะช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้นเมื่อระดับน้ำหนักลดลง

หยุดอ้วนได้ ไม่ต้องอดอาหาร

การอดอาหารไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องในการลดน้ำหนัก ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักสามารถทานอาหารได้ครบทุกมื้อตามปกติแต่ให้ยึดหลักของโภชนาการอาหารเป็นสำคัญ ซึ่งโภชนาการในยุคใหม่นั้น จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ลดน้ำหนัก ไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดมากจนเกินไป และเกิดความเบื่อหน่ายที่จะทำ หรือ รู้สึกว่ายากเกินกว่าที่จะทำได้

หลักเกณฑ์โภชนาการยุคใหม่

  • ยึดความเป็นไปได้ ผู้ลดน้ำหนักควรปรับนิสัยในการทานอาหาร แบบค่อยเป็นค่อยไป ให้เกิดความเคยชินกับตนเองเสียก่อน และควรเพิ่มกิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน ที่ทำให้ร่างกายได้ใช้พลังงานออกไปมากขึ้น
  • รับประทานอาหารให้หลากหลาย เมนูอาหารสำหรับคนลดน้ำหนักมีมากมาย ควรรู้จักปรับเปลี่ยนไม่ให้เกิดความซ้ำซาก จนเบื่อหน่าย หรืออยากทานอะไรก็สามารถทานได้ แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมด้วย
  • ยืดหยุ่นกับตัวเองอย่ากดดันตนเองจนชีวิตไม่มีความสุขในเรื่องของการกิน  โดยเราสามารถปรับสมดุลของอาหารที่ทานกับพลังงานที่ใช้ออกไปได้  เช่น หากวันนี้ทานอาหารมากไป ก็อาจจะต้องออกกำลังกายเพิ่มขึ้น หรืออาจจะใช้วิธีลดปริมาณอาหารในมื้อถัดไป และไม่จำเป็นว่าจะต้องดูกันเป็นมื้อ แต่อาจพิจารณาดูกันเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนก็ได้
  • บริโภคอย่างฉลาดมีเหตุผลเราสามารถทานอาหารที่ตนเองชอบได้ แต่ต้องควบคุมปริมาณด้วย หากอาหารที่ทานไปในมื้อนั้นมีปริมาณของการให้พลังงานที่สูง มื้อต่อไปก็อาจจะทานอาหารที่ให้พลังงานต่ำแทน
  • ทำตัวให้กระฉับกระเฉงตลอดวัน พยายามหากิจกรรมที่เคลื่อนไหวร่างกายทำ เช่น เดินให้มากขึ้น ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์  เป็นต้น และไม่ใช้ชีวิตแบบกินแล้วเอาแต่นั่งหรือนอนเท่านั้น

[adinserter name=”ภาวะโรคอ้วน”]

3 หลักลดน้ำหนัก

วิธีการลดน้ำหนักและควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลในระยะยาวมีหลักการง่ายๆ 3 ข้อ ที่สามารถปฏิบัติได้ คือ

1. ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ 

ผู้ที่จะทำการลดน้ำหนักนั้น จะต้องพร้อมไปด้วยสภาวะทางร่างกายและจิตใจที่ดี และต้องมีการตั้งเป้าหมายกับตัวเองถึงระดับน้ำหนักที่ต้องการจะลดลง โดยจะต้องขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ที่จะทำด้วย  การกำหนดเป้าหมายควรมีทั้งเป้าหมายระยะสั้น และเป้าหมายระยาว ที่ไม่สูงเกินไป อาจจะมีระยะเวลาเป็น 6 เดือน ถึง 1 ปีก็ได้ ทั้งนี้ปริมาณน้ำหนักที่เหมาะสมและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายที่สามารถลดได้ คือสัปดาห์ละ ครึ่งกิโลกรัม จนถึง 1 กิโลกรัมนั้นเอง

เป้าหมายระยะสั้น : สำหรับการตั้งเป้าหมาย ระยะสั้นในการลดน้ำหนัก ควรกำหนดไว้ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักเริ่มต้นก่อน เพื่อเป็นกำลังใจที่ดีในการลดน้ำหนักต่อไป  การลดควรจะทำแบบถูกวิธีแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยค่าเฉลี่ยน้ำหนักที่ลดต้องไม่เกินกว่า 1 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ เพราะการลดน้ำหนักที่มากเกินไป ( มากกว่า 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ )  อาจจะสงผลกระทบต่อร่างกายได้  เช่น การเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี และยังอาจทำให้ระดับเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติได้อีกด้วย

เป้าหมายระยะยาว : ผู้ที่ลดน้ำหนักมักจะตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินไป เมื่อไม่สามารถบรรลุเป้าหมายถึงหมดกำลังใจ ฉะนั้นการลดน้ำหนักแต่ละครั้งควรจะตั้งเป้าหมายไว้ที่ 7 – 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว

[adinserter name=”ภาวะโรคอ้วน”]

2. ปรับพฤติกรรมการบริโภค

การลดน้ำหนักที่ดีและได้ผลในระยะยาว คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยการทานอาหารต่างๆเข้าไปให้คำนึงถึงปริมาณที่รับพลังงานจากการกินเข้าไป จะต้องน้อยกว่าพลังงานที่ได้ใช้ออกมาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคนั้น ผู้ที่ลดน้ำหนักควรจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนอาหารที่ทานเข้าไปโดยอาจจะเริ่มจาก ลดปริมาณที่ทานเข้าไป วันละ 200-300 กิโลแคลอรี ก่อน ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ เช่นลดการดื่มน้ำอัดลมลง 1 กระป๋อง  ช่วยให้ลดพลังงานลงได้  150 กิโลแคลอรี  หรือการงดน้ำตาล 6 ช้อนชา ก็จะช่วยให้ลดพลังงานลงได้ 100 กิโลแคลอรี หรือ การงดช็อกโกแลต 1 ชิ้นเล็ก ก็ช่วยให้ลดพลังงานลงได้ 75 – 100 กิโลแคลอรี เป็นต้น

การลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากคือการควบคุมน้ำหนักให้คงที่เมื่อน้ำหนักลดลงมาถึงจุดที่ต้องการแล้ว  อาจจะค่อยๆปรับปริมาณอาหารที่กินให้สมดุลกับพลังงานที่ใช้ออกไปจะดีที่สุด

กินอย่างไรให้น้ำหนักลด

โดยปกติหากอยู่ในช่วงลดน้ำหนักต้องคิดไว้เสมอว่า อาหารที่ทานเข้าไปในแต่ละมื้อต้องให้พลังงานไม่มากเกินไปกว่าที่จะมีการใช้พลังออกมาในวันนั้นๆ  หากต้องการให้น้ำหนักลดลงควรทานอาหารในแต่ละวันลดลงด้วย การลดปริมาณอาหารที่ทานเข้าไปวันละ 500 – 1,000 กิโลแคลอรี จะช่วยให้สามารถลดน้ำหนักลงได้สัปดาห์ละ 0.5 – 1 กิโลกรัม การลดน้ำหนักในช่วงแรกๆจะลดลงได้มากและง่าย แต่หากผ่านไประยะหนึ่งแล้วหรือประมาณ 6 เดือน แล้วน้ำหนักจะเริ่มคงที่ เริ่มลดได้ยากขึ้น เนื่องจากระบบเผาผลาญของร่างกายปรับตัวลดลง และจากข้อมูลจะพบว่าผู้ชายจะสามารถลดน้ำหนักได้เร็วกว่าผู้หญิงที่มีรูปร่างเท่ากัน เนื่องจากผู้ชายมีปริมาณกล้ามเนื้อ ( Lean Body Mass ) และอัตราการเผาผลาญ ( Resting Metabolic Rate ) มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบคนอ้วน 2 คน คนอ้วนที่มีน้ำหนักมากกว่าจะใช้พลังงานมากกว่าคนอ้วนที่มีน้ำหนักน้อยกว่า จึงสามารถลดน้ำหนักได้เร็วกว่านั้นเอง

[adinserter name=”ภาวะโรคอ้วน”]

ลดน้ำหนักแบบลดช้าๆ แต่ปลอดภัย

อาหารลดน้ำหนักที่ดีจะต้องมีสารอาหารครบถ้วนและไม่ทำให้เสียสุขภาพ  การวางแผนในการลดน้ำหนักควรทำแบบให้หยืดหยุ่นโดยผู้ลดน้ำหนักสามารถปรับนิสัยให้เข้ากับอาหาร และอาหารที่ทานจะต้องมีปริมาณที่อิ่มเพียงพอ ไม่มากหรือน้อยเกินไป โดยปกติร่างกายเรา ควรจะได้รับพลังงานจากอาหารที่ทานไป 1,200 – 1,500 กิโลแคลอรีต่อวัน เป็นอย่างน้อยที่สุด เพื่อป้องกันการขาดวิตามินและเกลือแร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุเหล็กสำหรับผู้หญิงที่ก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่หากพลังงานจากอาหารที่ได้รับในแต่ละวัน น้อยกว่า 1,000 กิโลคลอรีต่อวัน  ก็อาจจะเป็นผลเสียต่อร่างกายและสุขภาพได้ การทานอาหารในระดับนี้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์และนักโภชนาการ  และสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักปริมาณที่เหมาะ ที่ควรจะได้รับต้องไม่ต่ำกว่า 1,200 กิโลแคลอรีต่อวัน

ลักษณะของอาหารลดน้ำหนัก

  • หากินได้ง่ายในชีวิตประจำวัน โดยเน้นเลือกอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ และจงจำไว้ว่าไม่มีอาหารชนิดใดที่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว
  • มีวิตามินและเกลือแร่อย่างเพียงพอ อาหารลดน้ำหนักที่มีพลังงานต่ำส่วนใหญ่จะมีสารอาหารต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคลเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามินซี ดังนั้นการทานเสริมวิตามินรวมจะสามารถช่วยป้องกันการขาดสารอาหารในผู้ที่ควบคุมพลังงานต่ำกว่า 1,000 กิโลแคลอรีต่อวันได้
  • มีโปรตีนเพียงพอ ร่างกายต้องการโปรตีนที่มีคุณภาพในปริมาณที่พอเพียง เพราะจะช่วยป้องไม่ให้ร่างกายสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้ และป้องกันความเสี่ยงการเต้นผิดปกติของหัวใจห้องล่าง  ควรเลือกทานโปรตีนจากทั้งเนื้อสัตว์ต่างๆ เช่น สัตว์ปีก เนื้อปลา ไข่ และโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วต่างๆ เต้าหู้ เป็นต้น    [adinserter name=”ภาวะโรคอ้วน”]
  • มีคาร์โบไฮเดรตเพียงพอ ควรทานอาหารที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตมากกว่า 100 กรัมต่อวันแต่ต้องไม่เกิน 130 กรัมเพื่อป้องกัน อาการอ่อนเพลีย การมีสารคีโตน ( Ketone Bodies ) คั่งในเลือด และป้องกันอันตรายจากการเสียสมดุลของน้ำและของเหลวในร่างกาย
  • มีกากใยอาหารเพียงพอ ร่างกายต้องได้รับวันละ 20 – 30 กรัม เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานเป็นปกติ
  • พลังงานจากไขมัน อาหารต่างๆที่ทานต้องมีปริมาณของไขมันหลายๆชนิดรวมกันแล้วต้องให้อยู่ที่ประมาณ  30 – 35  เปอร์เซ็นต์ของพลังงานจากอาหารเพื่อให้ร่างกายได้นำพลังงานไปใช้ ซึ่งนอกจากให้พลังงานแล้วไขมัน ยังทำให้อาการมีรสชาติดี อร่อยขึ้นอีกด้วย
  • คอเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัม/วัน ควรจำกัดอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงไม่ให้เกินค่าที่กำหนดไว้
  • ดื่มน้ำวันละ 8 – 10 แก้ว ทุกวันควรเลือกดื่มน้ำเปล่าให้ได้ตามปริมาณที่กำหนดจะดีที่สุด

แนวทางการบริโภคเพื่อลดน้ำหนักได้ในระยะยาว

  • กินอาหารให้ครบสามมื้อ ไม่ควรงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง เนื่องจากจะไปทำให้กินอาหารมื้อถัดไปในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นและในมื้อเย็นก็ควรทานอาหารที่ให้พลังงานต่ำและหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานสูง
  • เคี้ยวช้าๆ ขณะกินอาหารจะช่วยให้ย่อยอาหารได้ดีขึ้น และร่างกายจะมีเวลาส่งสัญญาณไปที่สมองเพื่อให้รับรู้ถึงความรู้สึกอิ่ม
  • เลี่ยงกินจุบจิบยกเว้นอาหารมื้อหลัก และไม่ควรทานอาหารไปพร้อมกับทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูทีวี เนื่องจาก จะทำให้ขาดความสนใจกับปริมาณอาหาร ส่งผลให้กินมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว
  • ลด เลี่ยงอาหารที่มีไขมันซ่อนรูป เช่น ไอศกรีม ช็อกโกแลต เป็นต้น
  • เลี่ยงอาหารพลังงานว่างเปล่า เช่น น้ำตาล น้ำอัดลมเพราะทีแคลอรี่ที่สูงและคุณค่าทางอาหารที่ต่ำ
  • จำกัดปริมาณถั่งเปลือกแข็ง เช่น เม็ดมะม่วงหินมพานต์ ถั่วลิสงไม่ให้เกิน ประมาณ 30 กรัม ต่อวัน
  • ใช้นมพร่องมันเนยหรือนมขาดไขมันแทนครีมเทียม เพราะให้คุณค่าทางอาหารที่ดีกว่า    [adinserter name=”ภาวะโรคอ้วน”]
  • เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์ให้พลังงานสูงเกือบเท่าไขมันและทำให้อ้วนง่ายและ         แอลกอฮอล์ยังไม่ดีต่อการลดน้ำหนัก เพราะร่างกายสามารถเปลี่ยนแปลงแอลกอฮอล์เป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้
  • กินอาหารเส้นใยสูงเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ลดน้ำหนัก เนื่องจากใช้เวลาเคี้ยวนาน ทำให้อิ่มเร็วและย่อยช้าทำให้อิ่มท้องได้นานกว่า เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืช
  • ลดอาหารเค็มจัด อาหารที่มีรสเค็มจะมีปริมาณของโซเดียมสูงทำให้ร่างกายเก็บน้ำไว้มากกว่าปกติ
  • กินอาหารนอกบ้านน้อยลง เนื่องจากเราไม่สามารถควบคุมปริมาณส่วนผสมและวัตถุดิบได้เหมือนการทำอาหารทานเองอาหารตามร้านต่างๆ อาจมีปริมาณโซเดียวที่สูง
  • ไม่ตุนอาหารไขมันและน้ำตาลสูงไว้ในบ้าน เพราะอาจกระตุ้นความอยากอาหาร ทั้งที่ตนเองไม่ได้หิว
  • ให้รางวัลตัวเองด้วยวิธีอื่นดูบ้าง ไม่ควรให้รางวัลตนเองด้วยอาหารมื้อใหญ่บ่อยๆ แต่ควรลองเปลี่ยนไปเป็นวิธีอื่นเช่นการซื้อเสื้อผ้าของที่ชอบหรือการไปท่องเที่ยวแทน
  • ติดตามการควบคุมน้ำหนัก ควรตรวจสอบและควบคุมน้ำหนักตนเองให้ดีอยู่เสมอ
  • ใช้สมุดบันทึก ควรหลีกเลี่ยงการชั่งน้ำหนักทุกวันและใช้วิธีการจดบันทึกลงสมุดแทนเกี่ยวกับอาหารที่ทานหรือกิจกรรมการออกกำลังกายที่ทำเพื่อให้เห็นความก้าวหน้าของตนเอง   [adinserter name=”ภาวะโรคอ้วน”]
  • แยกแยะความหิวความอยากอาหารให้ออก ต้องควบคุมความอยากและแยกให้ออกว่าขณะนั้นเป็นความหิวหรือแค่ความอยากอาหารจากแรงกระตุ้นต่างๆกันแน่
  • อย่าเครียด ความเครียดต่างๆสามารถกระตุ้นความอยากอาหารได้นอกจากนี้ฮอร์โมนความเครียดบังทำให้ร่างกายเก็บไขมันไว้มากขึ้นอีกด้วย

เทคนิคลดไขมันในอาหาร

1. ควรเลือกทานอาหารให้หลากหลาย ให้มีความสมดุล ไม่จำกัดชนิดของอาหารมากเกินไปจนเกิดทำให้เกิดความเบื่อ

2. เลี่ยงอาหารทอดกรอบต่างๆ อาหารที่มีไขมันมากๆ เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน เป็นต้น

3. ระวังไขมันซ่อนรูปและเรียนรู้ปริมาณที่ควรกิน เช่นใน ไอศกรีม ถั่วเปลือกแข็ง เป็นต้น

4. เลือกทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และจำกัดปริมาณให้เหมาะสม

5. เลือกอาหารทะเล ( โดยเฉพาะปลา ) และเต้าหู้มากขึ้น

6. เพิ่มการทานผักและผลไม้ ให้มากขึ้น

7. ลดอาหารประเภทแป้งหรือน้ำตาล

8. งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

3. หมั่นออกกำลังกาย

นอกจาการควบคุมปริมาณและประเภทอาหารแล้ว การออกกำลังก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดียิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มการเผาผลาญในร่างกายให้มากขึ้น จึงสามารถช่วยควบคุมน้ำหนักได้ในระยะยาวด้วยการออกกำลังกายมีมากมายหลายชนิด โดยผู้ที่อยากออกกำลังกายอาจจะเริ่มต้นด้วยวิธีง่ายๆ เช่น การเดิน การวิ่งช้าๆโดยให้เริ่มต้นจากวันละ 10 – 20 นาที ก่อนแล้วค่อยๆพัฒนาเพิ่มเป็นวันละ 30 – 45 นาที ตามเหมาะสม

สำหรับผู้ที่ที่อยู่ในช่วงที่กำลังลดน้ำหนัก ควรเริ่มออกกำลังกายจากง่ายๆ แล้วจึงค่อยๆพัฒนาไปให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด คือ วันละ 60 – 90 นาที  การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น ว่ายน้ำ เต้นรำ เป็นการออกกำลังกายที่เพิ่มอัตราการเต้นหัวใจในระดับสูง ซึ่งจะช่วยลดไขมันในร่างกายได้ควรทำอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง และให้ได้สัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้งแต่ควรทำให้ได้ในทุกวันสำหรับผู้ที่อยู่ระหว่างควบคุมน้ำหนัก ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีออกกำลังกายแบบใดก็ตาม ก็สามารถเป็นช่วยให้การลดน้ำหนักทำได้ง่ายและได้ผลดีขึ้น หากแต่ต้องมีวินัยในการออกกำลังกายให้เพียงพอและสม่ำเสมอ

[adinserter name=”ภาวะโรคอ้วน”]

12 เหตุผลที่ควรออกกำลังกาย

การออกกำลังนอกจากจะมีประโยชน์ในการช่วยควบคุมและลดน้ำหนักแล้ว ยังมีเหตุผลอีกมากมายที่เราควรจะหันมาออกกำลังกายกัน ดังต่อไปนี้

1. นอนหลับง่ายขึ้น การออกกำลังกายแบบแอโรบิกชนิดไม่หนักมาก ในความถี่สัปดาห์ละ 4 ครั้งจะช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้น จะหลับได้นานและง่ายขึ้น

2. ลดนิ่วในถุงน้ำดี จากข้อมูลพบว่า ผู้หญิงที่มีการออกกำลังกายแบบสม่ำเสมอ จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ได้มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์

3. ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ มีผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะมีความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายการออกกำลังกายจะไปลดระดับสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ชนิดที่เร่งการแบ่งตัวของเซลล์ในลำไส้ใหญ่ และเพิ่มระดับโพรสตาแกลนดินชนิดที่เพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ ซึ่งจะเร่งให้สารก่อมะเร็งถูกขจัดออกจากลำไส้ใหญ่ได้เร็วขึ้นจึงช่วยป้องกันโรคนี้ได้นั้นเอง

4. ลดความเสี่ยงโรคผนังลำไส้โป่งพอง จากข้อมูลพบว่า ผู้ชายที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอที่จะมีความเสี่ยงของโรคนี้ลดลง 37 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย

5. ลดปัญหาข้อเข่า การออกกำลังอย่างอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยลดปัญหาการบวมและลดอาการปวดข้อต่อในผู้ที่มีปัญหาโรคข้อเข่าได้

6. ลดความกังวลและเศร้าหดหู่ใจ การออกกำลังกาย ยังสามารถช่วยลดความกังวลความเครียดภายในจิตใจได้ เนื่องจากเมื่อมีการออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารธรรมชาติโอปิเอต ( Opiate ) ออกมา ซึ่งมีผลช่วยลดอาการกังวลและเศร้าหดหู่ได้

7. ป้องกันโรคหัวใจ การออกกำลังกายจะไปช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจน ที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ โดยจะช่วยขยายหลอดเลือดและสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่และยังช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือดด้วยซึ่งสามารถลดและป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้นั้นเอง

[adinserter name=”navtra”]

8. ลดความดันโลหิต สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูง การออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับเบาถึงปานกลาง เช่น การเดิน หรือ วิ่งช้าๆ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ขึ้นไป จะสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ส่วนในคนที่ความดันปกติอยู่แล้ว การออกกำลังกายสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้ด้วย

9. ป้องกันเบาหวาน การได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรือการออกกำลังกายบ่อยๆ ช่วยให้ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ความอ้วน ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวานตามกรรมพันธุ์ เป็นต้น

10. ป้องกันการล้มและกระดูกแตก การออกกำลังกายทำให้กล้ามเนื้อแข้งแรง ซึ่งส่งผลให้การก้าวเดินและการทรงตัวเกิดความสมดุลมากขึ้นสามารถป้องกันการล้มและการเกิดปัญหากระดูกแตกได้

11. ป้องกันต่อมลูกหมากโต มีข้อมูลจากการวิจัยพบว่า ผู้ชายที่เดินออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 – 3 ชั่วโมงจะมีความเสี่ยง ในการเป็นโรคต่อมลูกหมากโตลดลง 25 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผู้ชายที่ไม่มีการเดินออกกำลังกาย เลยหรือเดินน้อยมาก

12. ป้องกันภาวะกระดูกพรุน การออกกำลังกาย จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของเนื้อกระดูกวัยกลางคนและวัยสูงอายุ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนหากรับประทานเอสโทรเจนเข้าไปด้วย จะเพิ่มเนื้อกระดูกได้มากขึ้นถ้ามีออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับการลดน้ำหนักนั้น คงไม่ใช้เรื่องยากเกินไปหากผู้ที่จะลดน้ำหนักรู้วิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้องและนำไปปฏิบัติตามด้วยความเคร่งครัดและมีวินัย อีกทั้งผู้ลดน้ำหนักต้องมีความใจเย็นและอดทนด้วย เพราะส่วนมากที่ทำกันไม่สำเร็จคือผู้ที่ขาดความรู้ในการลดน้ำหนัก เป็นผู้ที่ใจร้อนขาดความอดทนนั้นเอง ทั้งนี้การลดน้ำหนักนอกจากจะต้องควบคุมประเภทอาหารและปริมาณที่ทานเข้าไปแล้ว การออกกำลังกายก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำควบคู่ไปด้วย  และเมื่อลดน้ำหนักจนถึงระดับที่น่าพอใจแล้ว ต้องอย่าละเลยดูแลเรื่องการทานอาหารและการออกกำลังด้วย เพราะหากไม่ดูแล การที่ร่างกายจะกลับมาอ้วนเหมือนเดิมนั้นก็สามารถเกิดขึ้นได้นั้นเอง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

 Elena (2008). The Culture of Obesity in Early and Late Modernity. Palgrave Macmillan. 
Robert (2001). Fat: Fighting the Obesity Epidemic. Oxford, UK: Oxford University Press. 

ลดน้ำหนักด้วยจานอาหารสุขภาพ

0
ลดน้ำหนักด้วยจานอาหารสุขภาพ
การปรับเปลี่ยนปริมาณหรือประเภทอาหารในแต่ละมื้อที่จะทานให้มีส่วนประกอบของอาหารที่เหมาะสม และมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ครบถ้วน
ลดน้ำหนักด้วยจานอาหารสุขภาพ
การปรับเปลี่ยนปริมาณหรือประเภทอาหารในแต่ละมื้อให้มีส่วนประกอบของอาหารที่เหมาะสม และมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ครบถ้วน

อาหารลดน้ำหนัก

การลดน้ำหนักที่ได้ผลดีที่สุดก็คือการควบคุมปริมาณและประเภทอาหารที่ทานเข้าไป รวมกับการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอนั้นเอง ซึ่งการควบคุมอาหารนั้นเป็นปัจจัยหลักอย่างแรกเลยที่ทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดี แต่ทั้งนี้ก็ไม่มีอาหารชนิดใดที่สามารถช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีที่สุดหรือสามารถช่วยให้ลดน้ำหนักเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการกินของแต่ละบุคคลนั้นจะแตกต่างกันออกไป ผู้ที่ลดน้ำหนักต้องพิจารณาว่า อาหารลดน้ำหนัก ชนิดไหนเหมาะกับสุภาพร่างกายของตนเองมากที่สุด เพราะจะทำให้สามารถปฏิบัติได้ดีและมีความต่อเนื่องนั้นเอง

ธรรมชาติของคนที่อยากจะลดน้ำหนักอย่างหนึ่งก็คือ จะทำอย่างไรให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างรวดเร็วและทันใจ จึงมักมองหาตัวช่วยหรือวิธีลัดในการลดน้ำหนักต่างๆ เข้ามาเพื่อเป็นตัวช่วย ประกอบกับในปัจจุบันมีโฆษณาชวนเชื่อมากมายเกี่ยวกับ ยา สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก เข้ามาเป็นตัวเลือกให้ผู้ที่อยากลดน้ำหนักได้นำไปใช้ ซึ่ง ผลิตภัณฑ์ต่างๆเหล่านี้ในปัจจุบันก็ยังไม่มีการวิจัยไหน ที่สามารถออกมารับรองได้ว่าได้ผลจริงในการช่วยลดน้ำหนักลงให้รวดเร็วขึ้น ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้บางคน อาจจะได้ผลดีในระยะแรกๆ น้ำหนักจะลดลงแบบรวดเร็ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักน้ำหนักก็จะคงที่และไม่สามารถลดลงได้อีกแล้ว ซึ่งถ้าหากหยุดใช้หรือหยุดกินผลิตภัณฑ์นั้นเมื่อไหร่ก็อาจจะทำให้กลับมาอ้วนเหมือนเดิม หรืออาจจะยิ่งอ้วนกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

การควบคุมอาหารอีกวิธีหนึ่งที่ผู้ลดน้ำหนักส่วนมากนิยมใช้กันและได้ผลคือ การนับปริมาณคาร์โบไฮเดรต หรือเรียกย่อๆว่า คาร์บ ในการกินอาหารแต่ละวัน

ซึ่งวิธีนี้จะได้ผลดีทีเดียวกับคนที่ลดน้ำหนักลงยากและยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด อย่างผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกด้วย วิธีนี้จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าการทานอาหารลดน้ำหนักชนิดอื่นๆ

การเริ่มต้นการลดน้ำหนักโดยใช้วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ ปรับเปลี่ยนสิ่งที่เราเติมลงในจานอาหารแต่ละมื้อ โดยใช้หลักการที่เรียกว่า “ จานอาหารสุขภาพ ” นั่นเอง

จากอาหารสุขภาพ ( Plate Method ) คืออะไร

จากอาหารสุขภาพ ( Plate Method ) คืออะไร จานอาหารสุขภาพ หมายถึง การปรับเปลี่ยนปริมาณหรือประเภทอาหารในแต่ละมื้อที่จะทานให้มีส่วนประกอบของอาหารที่เหมาะสม และมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ครบถ้วน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในระหว่างการลดน้ำหนักหรือผู้ที่ต้องการมีสุขภาพที่ดี

วิธีจัดจานสุขภาพแบบง่ายๆ

สามารถทำได้ดังต่อไปนี้

1. ใช้จานขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 นิ้ว หรือ 23 เซนติเมตร

2. เติมผักหลากหลายชนิดลงไป เช่น แตงกวา แครอท มะเขือเทศ เป็นต้น โดยต้องให้มีปริมาณของผักทั้งหมดรวมแล้วเท่ากับ 50 เปอร์เซ็นต์ของอาหารทั้งหมดในจาน

3. เติมข้าวหรือแป้งหรือธัญพืชไม่ขัดสี ในปริมาณ  1 ส่วน 4 ของจาน

4. เติมเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ หรืออาหารทดแทนเนื้อสัตว์ เช่น เต้าหู้ ในปริมาณ  1 ส่วน 4  ของจาน หรือประมาณ 90 กรัม

5. เตรียมผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ หรือ นมถั่วเหลืองไม่เติมน้ำตาล 240 มิลลิลิตร อยู่นอกจาน

6. เตรียมผลไม้ 1 ส่วน อยู่นอกจาน

7. เลือกอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลที่ต่ำ

โดยเฉพาะอาหารว่างโดยทั่วไป แบบแผนจานสุขภาพนี้ จะให้สารอาหารต่อมื้อได้แก่ พลังงานประมาณ 425 กิโลแคลอรี คาร์โบไฮเดรต 55 – 60 กรัม โปรตีน 35 กรัม ไขมัน 10 กรัม ขึ้นกับวิธีการปรุงอาหารหากเป็นผู้หญิงแนะนำให้คุมปริมาณคาร์โบไฮเดรตไว้ไม่เกิน 45 กรัมต่อมื้อ โดยรับประทานผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำและผลไม้เป็นอาหารว่าง รวมทั้งให้ระวังปริมาณเครื่องปรุงที่มีแคลอรีจากน้ำตาลและไขมันด้วย

วิธีนับคาร์โบไฮเดรต

1. เรียนรู้อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต  อย่างแรกเลยเราจะต้องแยกให้ออกก่อนว่าเมนูอาหารใดบ้าง ที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรต เพื่อที่จะได้เลือกทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตได้อย่างเหมาะสม

2. เรียนรู้การประเมินสัดส่วนอาหาร เพื่อสามารถคำนวณได้ว่า อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตชนิดนั้นมีพลังงานสูงมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้ทานในปริมาณที่เหมาะสม

3. เรียนรู้การอ่านฉลากโภชนาการการอ่านฉลากช่วยให้ได้รับรู้ปริมาณของส่วนประกอบต่างๆ ของอาหารชนิดนั้นๆ

ซึ่งมีหลักการดังต่อไป

  • ดูขนาดหนึ่งหน่วยบริโภค ( ปริมาณการกินต่อ 1 ครั้ง ของอาหารนั้น )
  • ดูปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่อ 1 หน่วยบริโภค ปริมาณน้ำตาลที่เติมในการผลิตหรือที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติจะรวมอยู่ในปริมาณคาร์โบไฮเดรต
  • เปรียบเทียบปริมาณ 1 ที่เสิร์ฟในฉลากอาหารกับปริมาณอาหาร 1 ส่วนหรือ 1 คาร์บ คาร์โบไฮเดรตทุกๆ 15 กรัม ต่อ 1 ส่วนนับเป็น 1 คาร์บ ( เพื่อให้ง่ายต่อการนับจำนวนคาร์บ จะคิด 1 คาร์บ = 15 กรัม )
  • เปรียบเทียบปริมาณคาร์โบไฮเดรตของอาหารที่เลือกกับปริมาณอาหาร 1 ส่วนมาตรฐาน
  • นับคาร์โบไฮเดรตเป็นกรัม หรือเป็น “ จำนวนคาร์บ ”

อาหารอะไรบ้างที่มีคาร์โบไฮเดรต

อาหารที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรต ส่วนมากที่เราจะสามารถพบได้ เช่น

  • ข้าว หรือ อาหารประเภทแป้งหรือเส้นต่างๆ และรวมถึงถั่วเมล็ดแห้งต่างๆด้วย
  • ผักที่มีแป้งมาก เช่น มันฝรั่ง ข้าวโพด เป็นต้น
  • ผักประเภททานใบหรือทานดอก
  • ผลไม้ เช่น กล้วย   
  • นม หรือ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนม
  • ขนมหวานต่างๆ

ข้อควรระวังในการทานอาหารเกี่ยวกับคาร์โบไฮเดรต

แม้ว่าคาร์โบไฮเดรต จะเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานและมีจำเป็นต่อร่างกาย แต่ก็มีข้อที่ควรระวังก็คือ ไม่ควรลดหรืองด ปริมาณคาร์โบไฮเดรตในมื้อใดมื้อหนึ่ง แล้วไปทานเพิ่มในมื้อถัดไป  เนื่องจากการทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป จะไปทำให้เกิดพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายจะใช้ไม่หมด ไปสะสมเป็นไขมัน  และส่งผลให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล และยังมีผลกับระดับน้ำตาลในเลือดที่อาจจะมีปริมาณสูงตามไปด้วย

นอกจากคาร์โบไฮเดรตที่เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายแล้ว อาหารกลุ่มประเภทอย่างโปรตีนบางอย่างหรือไขมัน ก็ให้พลังงานได้สูงไม่แพ้กับคาร์โบไฮเดรตเลยจึงควรต้องจำกัดปริมาณในการกิน

โดยจำกัดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ให้อยู่ที่ไม่เกิน วันละ 180 – 240 กรัม และจำกัดไขมันในการปรุงอาหารวันละ 3 – 6 ช้อนชา จะดีที่สุด

นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังเพิ่มเติม เช่น

1.การเติมน้ำตาลในอาหารโดยไม่จำเป็น

2.เลี่ยงผลิตภัณฑ์นมไขมันเต็ม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันอิ่มตัวสูง

3.เลี่ยงไขมันทรานส์ ( ไขมันซ่อนรูป ) เช่น โดนัท คุกกี้ เค้ก พาย เฟรนซ์ฟรายส์ เป็นต้น

4.อาหารแปรรูปที่มีไขมันมาก เช่น อาหารทอด อบกรอบ ขนมหวานเป็นต้น

5.ลดอาหารที่มีรสเค็มจัด ซึ่งจะทำให้ร่างกายบวมน้ำได้

ปริมาณคาร์โบไฮเดรต ( คาร์บ )

ที่แนะนำในแต่ละมื้อ

1. ช่วงลดน้ำหนัก สำหรับเพศชาย ให้ทานในปริมาณ 3-4  คาร์บ ส่วนเพศหญิงให้ทานในปริมาณ  2-3 คาร์บ

2. ช่วงคุมน้ำหนัก สำหรับเพศชาย ให้ทานในปริมาณ 4-5  คาร์บ ส่วนเพศหญิงให้ทานในปริมาณ 3-4 คาร์บ

3. ผู้ที่ออกกำลังกายสำหรับเพศชาย ให้ทานในปริมาณ 5-6  คาร์บ ส่วนเพศหญิงให้ทานในปริมาณ  4-5 คาร์บหลักในการทานอาหารสำหรับผู้ที่จะลดน้ำหนัก  ไม่ว่าจะกินอาหารชนิดใดก็แล้วแต่

หลักการที่สำคัญที่จะต้องปฏิบัติก็คือ

จะต้องคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรตในแต่ละมื้ออาหารให้มีความเหมาะสม และกระจายการกินคาร์โบไฮเดรตออกไปตลอดทั้งวัน ไม่กินเพียงมื้อใดมื้อหนึ่ง โดยยึดหลักดังต่อไปนี้

  • กินอาหารให้เป็นเวลา โดยจะต้องกินอาหารให้ครบ 3 มื้อหลักทุกวัน ห้ามงดมื้อใดมื้อหนึ่ง
  • เลือกกินอาหารให้มีความหลากหลาย ซึ่งจะทำให้ได้รับวิตามิน เกลือแร่ และกากใยอาหาร รวมทั้งสารอาหารต่างๆอย่างทั่วถึงและครบถ้วน
  • กินคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่นักโภชนาการอาหารแนะนำ เลือกอาหารที่มีปริมาณระดับน้ำตาลต่ำ เช่น คาร์โบไฮเดรตชนิดไม่ขัดสีได้แก่ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต เป็นต้น
  • เลือกอาหารที่มีใยอาหารสูง
  • เลือกกินอาหารที่มีไขมันปริมาณเล็กน้อย เลี่ยงไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ เพื่อช่วยในการควบคุมระดับคอเลสเตอรอล
  • ควบคุมปริมาณของมื้ออาหารแต่ละมื้อให้เหมาะสม
  • จำกัดการกินเนื้อสัตว์ในหนึ่งมื้อไม่ให้เกิน 100 กรัม และไม่ควรเกินวันละ 240 กรัม ควรเลือกกินเนื้อปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้ง
  • ลดการกินอาหารที่มีรสเค็ม ซึ่งจะทำให้ร่างกายเก็บน้ำเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดบวมน้ำ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ในเวลาที่เหมาะสมและไม่ดึกจนเกินไป     

นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำอื่นๆ ที่สามารถช่วยให้ลดน้ำหนักให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น  การจำกัดปริมาณข้าวไม่ให้เกินมื้อละ 2 ทัพพี ต่อมื้อ หรือ การทานอาหารว่างละว่างมื้อ เพื่อช่วยให้ร่างกายไม่หิวโซเกินไปจนกว่าจะถึงอาหารมื้อหลักต่อไป เลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มและหวาน เป็นต้น

ในทุกๆวันร่างกายของมนุษย์เราต้องมีการใช้พลังงานออกไปเพื่อทำกิจวัตประจำวันต่างๆ ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ที่ให้พลังงานแก่ร่างกายก็เป็นสิ่งที่มีจำเป็นแม้แต่ในคนที่ต้องการควบคุมอาหารหรือกำลังลดน้ำหนักอยู่ ล้วนแต่ก็ต้องทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตด้วยเหมือนกัน เพียงแต่ต้องรู้จักเลือกทานในปริมาณที่เหมาะสมตามหลักโภชนาการ ไม่ให้มากหรือน้อยเกินไปจนส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ การเลือกทานอาหารในแต่ละมื้อก็เช่นกัน ไม่ว่าจะทานอะไรก็แล้วแต่ให้ยึดหลักการไว้ว่า ควรทานอาหารที่ให้สารอาหารครบ 5 หมู่ และทานในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย โดยอาจยึดหลักจานสุขภาพมาช่วยจัดอาหารในแต่ละมื้อก็ได้ เพื่อสุขภาพที่ดีและสามารถช่วยคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง 

Measuring body composition in adults and children In:Peter G. Kopelman, Ian D. Caterson, Michael J. Stock, William H. Dietz (2005). Clinical obesity in adults and children: In Adults and Children. Blackwell Publishing.

Bhargava, Alok; Guthrie, J. (2002). “Unhealthy eating habits, physical exercise and macronutrient intakes are predictors of anthropometric indicators in the Women’s Health Trial: Feasibility Study in Minority Populations”. British Journal of Nutrition.

มะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer): สาเหตุ อาการ ระยะ และแนวทางการรักษา

0
โรคมะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer)
เป็นมะเร็งที่ถุงน้ำดีจะมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก

มะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer) คือมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดจากการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติของเซลล์เยื่อบุภายในถุงน้ำดี ซึ่งเป็นอวัยวะในระบบทางเดินน้ำดีที่อยู่ใต้ตับ บริเวณชายโครงด้านขวา ทำหน้าที่เก็บและข้นน้ำดีที่ผลิตจากตับ เพื่อช่วยในการย่อยไขมัน

แม้มะเร็งชนิดนี้จะพบได้น้อยเมื่อเทียบกับมะเร็งตับหรือมะเร็งท่อน้ำดี แต่มักตรวจพบในระยะลุกลาม เพราะไม่มีอาการชัดเจนในช่วงเริ่มแรก ทำให้การวินิจฉัยและการรักษาทำได้ยาก โอกาสรอดชีวิตต่ำหากไม่ตรวจพบเร็ว

โครงสร้างและหน้าที่ของถุงน้ำดี

ถุงน้ำดีมีขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายลูกแพร์ ยาวประมาณ 7–10 ซม. อยู่ติดด้านใต้ของตับ เชื่อมกับท่อน้ำดีผ่านทาง Cystic Duct ทำหน้าที่หลักคือ:

  • เก็บน้ำดีที่ตับผลิต

  • ข้นน้ำดีให้เข้มข้นมากขึ้น

  • ปล่อยน้ำดีเข้าสู่ลำไส้เล็ก (duodenum) ระหว่างการย่อยอาหาร

การอักเสบเรื้อรัง การมีนิ่ว หรือสารก่อมะเร็งสะสมในถุงน้ำดี อาจทำให้เซลล์เยื่อบุเปลี่ยนแปลงและกลายเป็นมะเร็งได้

ชนิดของมะเร็งถุงน้ำดี

ชนิดของมะเร็งถุงน้ำดีที่พบได้มากที่สุด ได้แก่:

  • Adenocarcinoma (มะเร็งต่อม): เกิดจากเยื่อบุถุงน้ำดี 85–90%

  • Squamous cell carcinoma: เกิดจากเซลล์ผิวหนังบริเวณถุงน้ำดี

  • Adenosquamous carcinoma: ลูกผสมระหว่างสองชนิดข้างต้น

  • Undifferentiated carcinoma: รุนแรงสูง แยกชนิดเซลล์ไม่ได้

อุบัติการณ์และกลุ่มเสี่ยง

  • พบบ่อยใน ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 2–3 เท่า

  • กลุ่มอายุ มากกว่า 60 ปี

  • พบบ่อยในประเทศอินเดีย ชิลี โบลิเวีย และบางพื้นที่ในไทย เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

  • สัมพันธ์กับการกินอาหารที่มีไขมันสูงหรือปลาร้าดิบ

ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งถุงน้ำดี

  1. นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones): พบในผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีถึง 75–90%

  2. ภาวะอักเสบเรื้อรัง: เช่น cholecystitis

  3. โปลิปถุงน้ำดี: โดยเฉพาะโปลิปขนาด >1 ซม.

  4. ภาวะถุงน้ำดีปูน (Porcelain gallbladder)

  5. ความอ้วนและโรคเบาหวาน

  6. การสูบบุหรี่และสารพิษจากอาหารปิ้งย่างไหม้

  7. พันธุกรรม: ผู้ที่มีประวัติมะเร็งในครอบครัว

อาการของมะเร็งถุงน้ำดี

ในระยะแรก มะเร็งถุงน้ำดีแทบไม่มีอาการ แต่เมื่อโรคลุกลาม อาจมีอาการดังนี้:

  • ปวดท้องบริเวณด้านขวาบนหรือกลางท้อง

  • คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร

  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ

  • ตัวเหลือง ตาเหลือง (หากมะเร็งกดท่อน้ำดี)

  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

  • คลำเจอก้อนที่หน้าท้อง

ระยะของมะเร็งถุงน้ำดี (Staging)

  1. ระยะที่ 0 (Carcinoma in situ): พบเซลล์มะเร็งเฉพาะเยื่อบุภายใน

  2. ระยะที่ 1: มะเร็งยังอยู่ในผนังถุงน้ำดี ไม่แพร่กระจาย

  3. ระยะที่ 2: มะเร็งลุกลามถึงเยื่อหุ้มถุงน้ำดีหรือกล้ามเนื้อ

  4. ระยะที่ 3: มะเร็งลุกลามออกนอกรอบถุงน้ำดีหรือลุกลามต่อมน้ำเหลือง

  5. ระยะที่ 4: แพร่กระจายไปยังอวัยวะไกล เช่น ตับ ปอด กระดูก

การวินิจฉัยมะเร็งถุงน้ำดี

  • อัลตราซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound)

  • CT Scan / MRI

  • MRCP (Magnetic Resonance Cholangiopancreatography) ดูภาพระบบน้ำดี

  • Endoscopic Ultrasound (EUS) เจาะดูดชิ้นเนื้อ

  • การผ่าตัดตรวจทางพยาธิวิทยา (Gold Standard)

แนวทางการรักษามะเร็งถุงน้ำดี

1. การผ่าตัด (Surgery)

  • ผ่าตัดถุงน้ำดีออก (Cholecystectomy) หากยังไม่ลุกลาม

  • ผ่าตัดใหญ่ร่วมกับอวัยวะใกล้เคียง หากมะเร็งลุกลาม เช่น ตับ หรือท่อน้ำดี

2. การใช้เคมีบำบัด (Chemotherapy)

  • ใช้ยาเช่น Gemcitabine + Cisplatin หลังผ่าตัดหรือในกรณีลุกลาม

3. การฉายแสง (Radiotherapy)

  • ใช้ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ หรือเพื่อควบคุมอาการ

4. การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care)

  • เมื่อตรวจพบในระยะสุดท้าย เช่น การใส่สายระบายน้ำดี

การพยากรณ์โรค (Prognosis)

  • อัตราการรอดชีวิต 5 ปี อยู่ที่เพียง 5–15% หากพบในระยะลุกลาม

  • หากตรวจพบเร็วและผ่าตัดได้ทั้งหมด อัตรารอดสูงถึง 80%

การป้องกันมะเร็งถุงน้ำดี

แม้ไม่มีวิธีป้องกันโดยตรง แต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดย:

  • รักษานิ่วในถุงน้ำดีให้เร็ว

  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงหรืออาหารไหม้เกรียม

  • งดสูบบุหรี่และลดน้ำหนักหากอ้วน

  • ตรวจร่างกายประจำปีโดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง

คำแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นนิ่วในถุงน้ำดี

หากมีนิ่วในถุงน้ำดีร่วมกับอาการบ่งชี้ เช่น ปวดท้องเรื้อรัง ตัวเหลือง หรือน้ำหนักลด แนะนำพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งถุงน้ำดี

สรุป

มะเร็งถุงน้ำดีเป็นมะเร็งที่ตรวจพบได้ยาก และมักแสดงอาการช้า ทำให้พบในระยะลุกลาม การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือการผ่าตัดตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แต่โอกาสรอดชีวิตขึ้นอยู่กับความเร็วในการวินิจฉัยและระยะของโรค การตรวจสุขภาพประจำปีและการใส่ใจอาการเล็กๆ น้อยๆ สามารถช่วยให้พบโรคได้เร็วและรักษาได้ทันท่วงที

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: มะเร็งถุงน้ำดีเกิดจากอะไร?

A: สาเหตุยังไม่แน่ชัด แต่มักสัมพันธ์กับนิ่วในถุงน้ำดี การอักเสบเรื้อรัง และภาวะอ้วน

Q: มะเร็งถุงน้ำดีรักษาหายได้ไหม?

A: หากพบในระยะต้นและผ่าตัดได้ทั้งหมด โอกาสหายมีสูง แต่หากพบในระยะลุกลาม โอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก

Q: ถ้าเป็นนิ่วในถุงน้ำดีต้องกลัวมะเร็งไหม?

A: คนที่มีนิ่วในถุงน้ำดีมีความเสี่ยงสูงขึ้นในการเป็นมะเร็ง แนะนำผ่าตัดเมื่อมีอาการเรื้อรัง

Q: มะเร็งถุงน้ำดีติดต่อทางพันธุกรรมหรือไม่?

A: มีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมในบางกรณี โดยเฉพาะหากคนในครอบครัวเคยป่วย

Q: ควรตรวจอะไรเพื่อหามะเร็งถุงน้ำดี?

A: อัลตราซาวด์ช่องท้องเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หากมีอาการหรือกลุ่มเสี่ยง ควรตรวจ CT หรือ MRCP เพิ่มเติม

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

Prasad AR, Bernstein H (March 2013). “Epigenetic field defects in progression to cancer”. World Journal of Gastrointestinal Oncology.

Thun MJ, Hannan LM, Jemal A (September 2006). “Interpreting cancer trends”. Annals of the New York Academy of Sciences.

[/vc_column][/vc_row]

มะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma): สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย และการรักษา

0
โรคมะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma, CCA) คืออะไร
มะเร็งท่อน้ำดี เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดกับเซลล์เยื่อบุผนังของท่อน้ำดีซึ่งเป็นอวัยวะที่นำน้ำดีจากตับมายังลำไส้เล็ก

มะเร็งท่อน้ำดี (Cholangiocarcinoma หรือ CCA) คือชนิดของมะเร็งที่เกิดจากเยื่อบุผนังภายในของท่อน้ำดี ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการลำเลียงน้ำดีจากตับและถุงน้ำดีเข้าสู่ลำไส้เล็กเพื่อช่วยย่อยอาหาร โดยโรคนี้พบได้บ่อยในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และมักตรวจพบในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่มีการบริโภคปลาน้ำจืดดิบๆ ทำให้เกิดการติดพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคนี้

ทำความเข้าใจกับท่อน้ำดี

ท่อน้ำดีมีหน้าที่ลำเลียงน้ำดีจากตับและถุงน้ำดีไปยังลำไส้เล็ก โดยโครงสร้างแบ่งเป็น:

  • ท่อน้ำดีภายในตับ (Intrahepatic bile ducts) – ท่อเล็ก ๆ ภายในเนื้อตับ

  • ท่อน้ำดีภายนอกตับ (Extrahepatic bile ducts) – ท่อใหญ่ที่ออกมาจากตับ เชื่อมกับถุงน้ำดีและลำไส้เล็ก

โรคมะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้ที่ทั้งสองตำแหน่งนี้

ชนิดของมะเร็งท่อน้ำดี

มะเร็งท่อน้ำดีแบ่งได้ 2 ชนิดหลัก:

  1. มะเร็งท่อน้ำดีภายในตับ (Intrahepatic CCA)

    • พบได้น้อย แต่มักวินิจฉัยผิดว่าเป็นมะเร็งตับ

  2. มะเร็งท่อน้ำดีภายนอกตับ (Extrahepatic CCA)

    • พบได้มากกว่า มีแนวโน้มทำให้ท่อน้ำดีอุดตัน ผู้ป่วยมักมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง

สาเหตุของมะเร็งท่อน้ำดี

ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดในทางการแพทย์เกี่ยวกับสาเหตุของโรคนี้ แต่อาจสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้:

  • การติดพยาธิใบไม้ตับ จากการกินปลาน้ำจืดแบบดิบ

  • ภาวะท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง

  • นิ่วในท่อน้ำดีหรือตับ

  • โรคทางพันธุกรรมเกี่ยวกับถุงน้ำในทางเดินน้ำดี

  • ภาวะตับแข็ง หรือไวรัสตับอักเสบ B และ C

  • การได้รับสารเคมี เช่น Thorotrast

อาการของมะเร็งท่อน้ำดี

ผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการ แต่เมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้น อาการที่พบบ่อย ได้แก่:

  • ตัวเหลือง ตาเหลือง

  • ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด

  • คันตามตัว

  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

  • ท้องอืด ปวดใต้ชายโครงด้านขวา

  • เหนื่อยง่าย อ่อนแรง

ระยะของมะเร็งท่อน้ำดี

โรคมะเร็งท่อน้ำดีแบ่งออกเป็น 4 ระยะ:

  • ระยะที่ 1: มะเร็งจำกัดอยู่ในท่อน้ำดี

  • ระยะที่ 2: เริ่มลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง หรือต่อมน้ำเหลือง

  • ระยะที่ 3: ลุกลามไปยังหลอดเลือดหรือถุงน้ำดี

  • ระยะที่ 4: กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น ปอด กระดูก หรือสมอง

การวินิจฉัย

การตรวจวินิจฉัยมีความซับซ้อนและต้องใช้วิธีหลายแบบผสมกัน ได้แก่:

  • ตรวจเลือด: ค่าการทำงานของตับ, ค่า Tumor Marker เช่น CEA และ CA19-9

  • อัลตราซาวด์ช่องท้อง: ตรวจความผิดปกติของท่อน้ำดี

  • CT Scan / MRI: ตรวจขนาดและตำแหน่งของก้อนมะเร็ง

  • MRCP หรือ ERCP: ตรวจภาพท่อน้ำดีอย่างละเอียด

  • ตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy): เพื่อตรวจยืนยันชนิดของเซลล์มะเร็ง

  • PET Scan: ค้นหาการแพร่กระจายของโรค

แนวทางการรักษา

1. การผ่าตัด

หากตรวจพบในระยะแรกเริ่มและสามารถผ่าตัดได้ การผ่าตัดถือเป็นวิธีที่มีโอกาสรักษาให้หายขาดสูงที่สุด เช่น การตัดท่อน้ำดีหรือการผ่าตัดตับบางส่วนร่วมกับท่อน้ำดี

2. เคมีบำบัด

ใช้ในกรณีที่ผ่าตัดไม่ได้ หรือเพื่อควบคุมโรคหลังผ่าตัด ช่วยลดการแพร่กระจายของมะเร็ง

3. รังสีรักษา

ใช้ร่วมกับวิธีอื่นเพื่อบรรเทาอาการและลดขนาดก้อนมะเร็ง โดยเฉพาะในผู้ป่วยระยะลุกลาม

4. การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy)

เช่น ใช้ยา Durvalumab หรือยา Imatinib สำหรับผู้ป่วยที่มีการกลายพันธุ์ของยีนที่ตอบสนองต่อยา

การพยากรณ์โรคและโอกาสรอดชีวิต

  • หากตรวจพบในระยะต้นและสามารถผ่าตัดได้ โอกาสรอดชีวิต 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 30–40%

  • หากเป็นระยะลุกลามแล้ว โอกาสรอดชีวิตลดลงเหลือประมาณ 5–10%

  • การตรวจพบเร็ว และการเข้ารับการรักษาโดยเร็วมีผลอย่างมากต่อการพยากรณ์โรค

การป้องกันมะเร็งท่อน้ำดี

แม้จะยังไม่มีวัคซีนหรือวิธีป้องกันโดยตรง แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้:

  • หลีกเลี่ยงการบริโภคปลาน้ำจืดแบบดิบๆ

  • ตรวจสุขภาพตับและท่อน้ำดีเป็นประจำ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง

  • รักษาสุขอนามัยในการเตรียมอาหาร

  • ควบคุมการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ โดยการถ่ายพยาธิเป็นประจำ

  • งดบุหรี่และแอลกอฮอล์

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: มะเร็งท่อน้ำดีต่างจากมะเร็งตับหรือไม่?
A: ต่างกัน มะเร็งท่อน้ำดีเกิดจากเซลล์เยื่อบุท่อน้ำดี ส่วนมะเร็งตับเกิดจากเซลล์เนื้อตับ

Q: ตรวจสุขภาพทั่วไปจะพบมะเร็งท่อน้ำดีหรือไม่?
A: ยากมาก เพราะอาการระยะแรกไม่ชัดเจน จำเป็นต้องใช้ภาพถ่ายรังสีหรือ MRI

Q: มะเร็งท่อน้ำดีรักษาหายขาดได้ไหม?
A: หากพบในระยะแรกและผ่าตัดได้ โอกาสหายขาดมี แต่โดยทั่วไปมักพบช้าและอัตราการรอดต่ำ

Q: การกินปลาดิบเสี่ยงแค่ไหน?
A: หากเป็นปลาน้ำจืดที่อาจมีตัวอ่อนพยาธิใบไม้ตับ จะเสี่ยงสูงมากต่อการเป็นมะเร็งท่อน้ำดี

Q: ตรวจ Tumor Marker แล้วพบค่า CA 19-9 สูง หมายความว่าเป็นมะเร็ง?
A: ไม่จำเป็น ต้องวินิจฉัยร่วมกับอาการและภาพถ่ายรังสี ค่า CA19-9 ใช้เป็นตัวติดตามการรักษามากกว่า

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

พวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อน เข้าใจว่า การตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น,2557. 240 หน้า 1.มะเร็ง I.ชื่อเรื่อง. 616.994 ISBN 978-616-08-1647-7

WHO (October 2010). Cancer. World Health Organization. Retrieved 5 January 2011.

มะเร็งย้อนกลับเป็นซ้ำและมะเร็งชนิดที่ 2: สาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกัน

0
โรคมะเร็งย้อนกลับเป็นซ้ำและโรคมะเร็งชนิดที่ 2
โรคมะเร็งย้อนกลับเป็นซ้ำและโรคมะเร็งชนิดที่ 2 เกิดจากร่างกายดื้อต่อยาสารเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาเซลล์มะเร็ง

มะเร็งเป็นหนึ่งในโรคร้ายแรงที่สามารถรักษาให้หายได้ในบางกรณี แต่ยังคงมีความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นซ้ำ (Recurrence) หรือเกิดเป็นโรคมะเร็งชนิดที่ 2 (Second Primary Cancer) ได้อีกครั้งในชีวิตของผู้ป่วย การเข้าใจกลไกการกลับมาเป็นมะเร็ง รวมถึงปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคซ้ำหรือชนิดใหม่ เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกัน ฟื้นฟู และติดตามอาการในระยะยาว

มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำ (Recurrence) คืออะไร?

มะเร็งที่กลับมาเป็นซ้ำ หมายถึง การที่เซลล์มะเร็งชนิดเดิมกลับมาเจริญเติบโตอีกครั้งหลังจากที่ได้รับการรักษาจนตรวจไม่พบมะเร็งในร่างกายแล้ว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในตำแหน่งเดิม หรือบริเวณใกล้เคียง หรือแม้แต่ในอวัยวะอื่น ๆ ที่อยู่ไกลจากจุดเดิม

ประเภทของการกลับมาเป็นซ้ำ

  1. Local Recurrence – มะเร็งกลับมาในตำแหน่งเดิม

  2. Regional Recurrence – กลับมาบริเวณต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง

  3. Distant Recurrence (Metastasis) – มะเร็งแพร่ไปยังอวัยวะอื่น เช่น ปอด ตับ สมอง กระดูก

สาเหตุของการกลับมาเป็นซ้ำ

  1. เซลล์มะเร็งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างครบถ้วน เช่น การผ่าตัด เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา

  2. ดื้อต่อการรักษา เซลล์มะเร็งบางกลุ่มอาจมีความสามารถในการต้านการรักษา

  3. พฤติกรรมเสี่ยงเดิมของผู้ป่วย เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ อ้วน และขาดการออกกำลังกาย

  4. ปัจจัยจากยีนหรือพันธุกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์

โรคมะเร็งชนิดที่ 2 (Second Primary Cancer)

ต่างจากการกลับมาเป็นซ้ำ มะเร็งชนิดที่ 2 คือ การที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับมะเร็งชนิดแรก และสามารถเกิดขึ้นที่อวัยวะใดก็ได้ โดยอาจตรวจพบหลังจากการรักษามะเร็งชนิดแรกเสร็จสิ้น หรืออาจตรวจพบพร้อมกันก็ได้

ตัวอย่าง:

  • ผู้ป่วยเคยเป็นมะเร็งเต้านม อาจมีโอกาสเกิดมะเร็งรังไข่ในภายหลัง

  • ผู้ป่วยมะเร็งกล่องเสียงที่สูบบุหรี่จัด อาจเกิดมะเร็งหลอดอาหาร

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งชนิดที่ 2

  1. พันธุกรรมบางชนิด เช่น กลุ่มยีน BRCA1/2 ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านมและรังไข่

  2. ผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็งครั้งแรก เช่น เคมีบำบัดหรือรังสีรักษาในระดับสูง อาจกระตุ้นการกลายพันธุ์ในเซลล์อื่น

  3. พฤติกรรมเดิมของผู้ป่วย เช่น ไม่เลิกพฤติกรรมเสี่ยง

  4. ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โดยเฉพาะผู้ที่เคยปลูกถ่ายอวัยวะหรือได้รับยากดภูมิ

การวินิจฉัยและติดตามการเป็นซ้ำหรือมะเร็งชนิดใหม่

การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ

  • การตรวจร่างกาย

  • การตรวจด้วยภาพ เช่น CT, MRI, PET Scan

  • การตรวจเลือดหาค่า Tumor Marker

  • การเจาะหรือเก็บชิ้นเนื้อไปตรวจ

  • การติดตามผลหลังรักษา เช่น ทุก 3 เดือน – 6 เดือน ในช่วง 2 ปีแรก

การเฝ้าระวังระยะยาว

  • ผู้ที่เคยป่วยเป็นมะเร็งมาก่อน ควรมีตารางตรวจสุขภาพและติดตามผลกับแพทย์อย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต

  • ต้องรู้จักสังเกตอาการผิดปกติด้วยตนเอง เช่น คลำเจอก้อนเนื้อใหม่ อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ เลือดออกผิดปกติ เป็นต้น

การรักษามะเร็งที่กลับมาเป็นซ้ำหรือชนิดที่ 2

แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค สุขภาพทั่วไป และผลกระทบจากการรักษาครั้งก่อน ได้แก่:

แนวทางการรักษา:

  1. การผ่าตัด: ถ้าก้อนมะเร็งอยู่ในตำแหน่งที่ผ่าตัดได้และยังไม่แพร่กระจาย

  2. เคมีบำบัด (Chemotherapy): ยากดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง

  3. รังสีรักษา (Radiation Therapy): ใช้พลังงานสูงทำลายเซลล์มะเร็ง

  4. การรักษาตรงเป้า (Targeted Therapy): ใช้ยาตรงเป้ายีนกลายพันธุ์

  5. ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy): กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้กำจัดเซลล์มะเร็ง

  6. ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์: เฉพาะในกรณีที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ผลกระทบทางจิตใจของผู้ป่วย

การทราบว่ามะเร็งกลับมาอีกครั้ง หรือเกิดมะเร็งใหม่อาจกระทบต่อจิตใจอย่างมาก เช่น:

  • ความวิตกกังวลว่าจะรักษาได้หรือไม่

  • กลัวการเจ็บปวดซ้ำอีกครั้ง

  • ความไม่มั่นคงในชีวิตและการงาน

แนวทางช่วยเหลือ:

  • ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

  • ให้กำลังใจจากครอบครัว แพทย์ และนักจิตวิทยา

  • เข้าร่วมกลุ่มผู้ป่วยที่มีประสบการณ์ใกล้เคียง

การป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ และการเกิดมะเร็งชนิดที่ 2

1. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง

  • งดสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์

  • ลดอาหารแปรรูป ของทอด และเนื้อสัตว์ปริมาณมาก

  • หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งในสิ่งแวดล้อม

2. ปรับพฤติกรรมสุขภาพ

  • ออกกำลังกายเป็นประจำ

  • นอนหลับให้เพียงพอ

  • จัดการความเครียด

3. ติดตามตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

  • ตรวจหามะเร็งซ้ำหรือตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดใหม่ทุกปี

  • ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การตรวจยีนเพื่อประเมินความเสี่ยง

สรุป

โรคมะเร็งที่กลับมาเป็นซ้ำหรือมะเร็งชนิดใหม่ (Second Primary Cancer) คือความท้าทายทางการแพทย์ที่ผู้ป่วยและแพทย์ต้องรับมือร่วมกัน แม้ความเสี่ยงจะมีอยู่จริง แต่การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม การตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ และการรักษาด้วยแนวทางที่มีประสิทธิภาพ สามารถเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพได้มากยิ่งขึ้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะตรวจพบ?
A: บางกรณีใช้เวลาหลายเดือนถึงหลายปี โดยเฉพาะมะเร็งบางชนิดที่มีอัตราการเติบโตช้า แพทย์จึงมักติดตามต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีหลังหายดี

Q2: มะเร็งชนิดที่ 2 คืออะไรต่างจากการกลับมาเป็นซ้ำอย่างไร?
A: มะเร็งชนิดที่ 2 คือมะเร็งคนละชนิดกับที่เคยเป็น ไม่ใช่มะเร็งเดิม ส่วนการกลับมาเป็นซ้ำคือมะเร็งชนิดเดิมกลับมาอีกครั้ง

Q3: ถ้าเคยเป็นมะเร็งแล้ว ต้องตรวจอะไรเพิ่มเป็นพิเศษไหม?
A: ต้องตรวจติดตามเฉพาะโรคเดิมอย่างใกล้ชิด และอาจมีการตรวจคัดกรองมะเร็งอื่นตามปัจจัยเสี่ยงเฉพาะบุคคล

Q4: มะเร็งชนิดที่ 2 รักษาหายได้ไหม?
A: ขึ้นอยู่กับชนิด ระยะโรค และสุขภาพผู้ป่วย หากตรวจพบเร็ว โอกาสหายก็ยังมีสูงในบางชนิด

Q5: เคยผ่าตัดหรือฉายแสงมาก่อน จะมีโอกาสเป็นมะเร็งใหม่ไหม?
A: มีโอกาสเล็กน้อย โดยเฉพาะในผู้ที่เคยได้รับรังสีในปริมาณมากหรือใช้เคมีบำบัดต่อเนื่อง

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

Prasad AR, Bernstein H (March 2013). “Epigenetic field defects in progression to cancer”. World Journal of Gastrointestinal Oncology.

Thun MJ, Hannan LM, Jemal A (September 2006). “Interpreting cancer trends”. Annals of the New York Academy of Sciences.

[/vc_column][/vc_row]

ความเสี่ยงโรคมะเร็งกับการติดเชื้อ HIV มะเร็งที่พบบ่อยและการป้องกัน

0
โรคมะเร็งกับการติดเชื้อ HIV มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อเอชไอวี จะมีภาวะร่างกายที่ภูมิคุ้มกัน บกพร่องสามารถเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆรวมถึงโรคมะเร็งด้วย

ผู้ที่ติดเชื้อ HIV (Human Immunodeficiency Virus) มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าประชากรทั่วไปหลายเท่า สาเหตุหลักมาจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องซึ่งทำให้ร่างกายไม่สามารถต่อต้านเชื้อโรคหรือควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เซลล์มีโอกาสกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด

ในบทความนี้เราจะพาไปเจาะลึกว่า HIV มีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งอย่างไร มีมะเร็งชนิดใดที่พบได้บ่อยในผู้ติดเชื้อ HIV และแนวทางการรักษาและการป้องกันมีอะไรบ้าง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจอย่างครบถ้วนและสามารถนำไปใช้ดูแลตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดได้อย่างถูกต้อง

HIV คืออะไร? และทำไมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง

HIV เป็นไวรัสที่เข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยเฉพาะเซลล์ CD4 ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่หลักในการต่อสู้กับเชื้อโรค เมื่อจำนวน CD4 ลดลง ร่างกายจะอ่อนแอลงและไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติได้ ทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือ AIDS (Acquired Immunodeficiency Syndrome)

ความเชื่อมโยงกับมะเร็ง เกิดขึ้นเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอทำให้:

  • ไม่สามารถทำลายเซลล์ผิดปกติได้
  • มีไวรัสก่อมะเร็ง (Oncoviruses) เช่น HPV, EBV, HHV-8 เข้ามาซ้ำเติม
  • เพิ่มโอกาสการกลายพันธุ์ของเซลล์ในระยะยาว

มะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้ติดเชื้อ HIV

มะเร็งที่พบในผู้ติดเชื้อ HIV สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. มะเร็งที่เกี่ยวข้องกับเอดส์ (AIDS-defining Cancers)

เป็นมะเร็งที่ถือว่าเป็นเกณฑ์วินิจฉัยผู้ติดเชื้อ HIV ว่าเข้าสู่ระยะเอดส์ ได้แก่:

  • Kaposi’s Sarcoma (KS): มะเร็งของเยื่อบุเส้นเลือดที่เกิดจากไวรัส HHV-8
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma): โดยเฉพาะชนิด Non-Hodgkin’s lymphoma และ Primary CNS Lymphoma
  • มะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม (Invasive Cervical Cancer): พบได้ในผู้หญิงที่ติดเชื้อ HPV ร่วมกับ HIV

2. มะเร็งที่ไม่ได้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยเอดส์ (Non-AIDS-defining Cancers)

แต่มีอุบัติการณ์สูงในผู้ติดเชื้อ HIV เช่น:

  • มะเร็งทวารหนัก (Anal cancer)
  • มะเร็งตับ (จากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี/ซี)
  • มะเร็งปอด
  • มะเร็งศีรษะและลำคอ
  • มะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่

ปัจจัยเสี่ยงที่ซ้ำเติมความเสี่ยงมะเร็งในผู้ติดเชื้อ HIV

การติดเชื้อ HIV เพียงอย่างเดียวอาจไม่ทำให้เกิดมะเร็งทันที แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงร่วมอื่น ๆ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น ได้แก่:

  • การสูบบุหรี่
  • การดื่มแอลกอฮอล์
  • การติดเชื้อ HPV หรือไวรัสตับอักเสบ
  • ไม่ได้รับยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง
  • CD4 ต่ำกว่า 200 cells/mm³
  • ระยะเวลาการติดเชื้อ HIV นานโดยไม่รักษา

การวินิจฉัยมะเร็งในผู้ติดเชื้อ HIV

การวินิจฉัยใช้หลักการเดียวกับผู้ป่วยทั่วไป ได้แก่:

  • ตรวจร่างกายและซักประวัติ
  • ตรวจเลือด รวมถึง CD4 และ Viral Load
  • การตรวจเฉพาะทาง เช่น Pap smear, ตรวจคัดกรอง HPV, ตรวจอัลตราซาวด์ หรือ CT scan
  • การตัดชิ้นเนื้อ (biopsy) เพื่อยืนยันเซลล์มะเร็ง

แนวทางการรักษาโรคมะเร็งในผู้ติดเชื้อ HIV

ผู้ป่วย HIV ที่เป็นมะเร็งสามารถรักษาได้เช่นเดียวกับผู้ป่วยทั่วไป โดยคำนึงถึง:

1. การผ่าตัด

ใช้ในกรณีที่มะเร็งยังไม่ลุกลามมาก เป็นการรักษาระยะเริ่มต้น

2. การทำเคมีบำบัด (Chemotherapy)

จำเป็นต้องพิจารณา CD4 และ Viral Load ก่อนการรักษาอย่างรอบคอบ เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสสูง

3. การฉายรังสี (Radiotherapy)

ใช้ร่วมกับเคมีบำบัดในบางชนิด เช่น มะเร็งปากมดลูก หรือศีรษะลำคอ

4. การรักษาด้วยยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy – ART)

เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสการกลายพันธุ์ของเซลล์ และช่วยให้ผู้ป่วยทนต่อการรักษามะเร็งได้ดีขึ้น

แนวทางการป้องกันมะเร็งในผู้ติดเชื้อ HIV

การป้องกันยังเป็นวิธีที่สำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในผู้ติดเชื้อ HIV โดยสามารถทำได้ดังนี้:

  • รับประทานยาต้านไวรัสสม่ำเสมอ
  • ตรวจสุขภาพประจำปี และตรวจคัดกรองมะเร็ง (เช่น Pap smear, HPV test)
  • ฉีดวัคซีน HPV และวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์
  • รักษาสุขอนามัยและพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารต้านอนุมูลอิสระ

การดูแลตนเองเมื่อเป็นผู้ติดเชื้อ HIV เพื่อลดความเสี่ยงมะเร็ง

  • ควรเข้าพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
  • ควบคุมความเครียด และดูแลสุขภาพจิตใจ
  • หากพบความผิดปกติใด ๆ เช่น ก้อนที่โตผิดปกติ เสียงแหบ น้ำหนักลดเร็ว ควรรีบพบแพทย์
  • หมั่นตรวจระดับ CD4 และ Viral Load เพื่อประเมินความเสี่ยง

สรุป

ความเชื่อมโยงระหว่าง HIV กับโรคมะเร็ง เป็นเรื่องที่สำคัญและควรให้ความใส่ใจอย่างยิ่ง การที่ภูมิคุ้มกันต่ำจากการติดเชื้อ HIV ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยรับประทานยาต้านไวรัสสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพและป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติม ก็สามารถลดโอกาสเกิดมะเร็งได้มาก และมีชีวิตที่ยืนยาวใกล้เคียงกับคนปกติ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ HIV และมะเร็ง

Q: ผู้ติดเชื้อ HIV ต้องกลัวมะเร็งมากแค่ไหน?
A: ผู้ติดเชื้อ HIV มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเกิดมะเร็ง แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการรักษาอย่างถูกต้องและตรวจร่างกายสม่ำเสมอ

Q: มะเร็งชนิดไหนพบได้บ่อยในผู้ติดเชื้อ HIV?
A: Kaposi’s sarcoma, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง, มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งทวารหนัก

Q: การรักษามะเร็งในผู้ป่วย HIV แตกต่างจากคนทั่วไปหรือไม่?
A: ไม่ต่างในหลักการ แต่ต้องระวังผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนจากภูมิคุ้มกันต่ำ

Q: การรับวัคซีน HPV และไวรัสตับอักเสบช่วยได้ไหม?
A: ช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งได้ดี โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งตับ

Q: HIV รักษาหายไหม?
A: HIV ยังไม่มียารักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมได้จนระดับไวรัสต่ำมากจนไม่แพร่เชื้อ และมีชีวิตได้ปกติหากรักษาต่อเนื่อง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

[/vc_column_text]

เอกสารอ้างอิง

Thun MJ, Hannan LM, Jemal A (September 2006). “Interpreting cancer trends”. Annals of the New York Academy of Sciences.

Prasad AR, Bernstein H (March 2013). “Epigenetic field defects in progression to cancer”. World Journal of Gastrointestinal Oncology.

[/vc_column][/vc_row]

มะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid Cancer) อาการ การวินิจฉัย และวิธีรักษา

0
โรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid Cancer)
เกิดขึ้นบริเวณต่อมไทรอยด์ สามารถเกิดได้ทุกเซลล์ของต่อมไทรอยด์ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่เซลล์ของเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์

มะเร็งต่อมไทรอยด์ เป็นมะเร็งที่เกิดใน ต่อมไทรอยด์ ซึ่งอยู่บริเวณลำคอด้านหน้า หน้าที่ของต่อมไทรอยด์คือการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ที่ควบคุมอัตราเผาผลาญ พลังงาน และการเจริญเติบโตของร่างกาย เซลล์ของต่อมไทรอยด์ที่เกิดการกลายพันธุ์ อาจนำไปสู่การแบ่งตัวผิดปกติ กลายเป็นเนื้องอก และสุดท้ายพัฒนาเป็นมะเร็ง

สาเหตุของมะเร็งต่อมไทรอยด์

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีหลายปัจจัยเสี่ยงที่เชื่อมโยงกับการเกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์ เช่น:

  • พันธุกรรมผิดปกติ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีโรคในครอบครัว เช่น MEN2

  • เพศหญิง มีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายถึง 3–4 เท่า

  • การสัมผัสรังสีในวัยเด็ก เช่น การฉายรังสีเพื่อรักษาโรคหรือรังสีจากโรงงานนิวเคลียร์

  • อายุ พบมากในผู้หญิงช่วงอายุ 30–60 ปี

  • ขาดไอโอดีน ส่งผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ ซึ่งสัมพันธ์กับความผิดปกติของเนื้อเยื่อไทรอยด์

ชนิดของมะเร็งต่อมไทรอยด์

  1. Papillary Thyroid Carcinoma (PTC)

    • พบมากที่สุด ราว 70–80% ของทั้งหมด

    • เติบโตช้า แพร่กระจายผ่านต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง

    • มักตอบสนองดีต่อการรักษา

  2. Follicular Thyroid Carcinoma (FTC)

    • พบประมาณ 10–15%

    • แพร่กระจายผ่านกระแสเลือดไปยังปอดและกระดูก

  3. Medullary Thyroid Carcinoma (MTC)

    • มาจากเซลล์ C ในไทรอยด์

    • มีความสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์ (MEN2 syndrome)

  4. Anaplastic Thyroid Carcinoma (ATC)

    • พบน้อย แต่รุนแรงสูง

    • เติบโตเร็ว แพร่กระจายไว

    • มักรักษาได้ยาก

อาการของมะเร็งต่อมไทรอยด์

มะเร็งไทรอยด์ในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการเด่นชัด แต่สามารถสังเกตได้จาก:

  • คลำเจอก้อนบริเวณคอ หน้าไทรอยด์ หรือใต้ลูกกระเดือก

  • เสียงแหบ หรือเปลี่ยนเสียง โดยไม่มีอาการอื่นของคออักเสบ

  • กลืนลำบาก หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรติดในลำคอ

  • ไอเรื้อรัง

  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอโตผิดปกติ

หากอาการเหล่านี้อยู่ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

การวินิจฉัยมะเร็งต่อมไทรอยด์

แพทย์จะเริ่มจาก:

  1. ตรวจร่างกาย คลำก้อนที่คอและต่อมน้ำเหลือง

  2. อัลตราซาวนด์ไทรอยด์ ตรวจหาขนาด รูปร่าง และลักษณะของก้อน

  3. เจาะเซลล์จากก้อน (FNA: Fine Needle Aspiration) ส่งตรวจทางเซลล์วิทยา

  4. ตรวจเลือดหาค่า TSH / FT4 / Tg / Calcitonin

  5. ตรวจภาพรังสีเพิ่มเติม เช่น CT scan, PET scan ในกรณีที่สงสัยว่ามีการแพร่กระจาย

การแบ่งระยะของมะเร็งไทรอยด์

การแบ่งระยะจะช่วยวางแผนการรักษาและพยากรณ์โรค โดยใช้เกณฑ์ TNM Staging System:

กลุ่มผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 55 ปี

  • Stage I: ยังไม่แพร่กระจาย

  • Stage II: มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น ปอด

กลุ่มผู้ป่วยอายุมากกว่า 55 ปี

  • Stage I: ก้อน <2 ซม. ไม่แพร่กระจาย

  • Stage II: ก้อน 2–4 ซม.

  • Stage III: ก้อนใหญ่ >4 ซม. หรือมีต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงโต

  • Stage IV: แพร่ไปยังเนื้อเยื่อใกล้เคียง หรืออวัยวะอื่น

แนวทางการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์

  1. การผ่าตัด (Surgery)

    • ผ่าตัดต่อมไทรอยด์บางส่วนหรือทั้งหมด

    • ถ้ามีต่อมน้ำเหลืองโต อาจต้องผ่าตัดร่วมด้วย

  2. การให้แร่รังสีไอโอดีน (RAI)

    • ใช้เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่เหลือหลังผ่าตัด

    • ใช้ได้เฉพาะกับมะเร็งชนิดที่จับแร่ไอโอดีน

  3. การให้ไทรอยด์ฮอร์โมน (Thyroid hormone therapy)

    • ยับยั้งการกระตุ้นจาก TSH และทดแทนฮอร์โมนที่ขาด

  4. การฉายรังสี (External Beam Radiation)

    • ใช้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อ RAI

  5. เคมีบำบัด (Chemotherapy)

    • สำหรับมะเร็งชนิดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น

  6. Targeted Therapy และ Immunotherapy

    • ใช้สำหรับมะเร็งชนิดดื้อยา

    • ยากลุ่ม TKIs (Tyrosine Kinase Inhibitors) เช่น Sorafenib, Lenvatinib

พยากรณ์โรค

  • มะเร็งชนิด PTC / FTC มีอัตรารอดชีวิต 5 ปีมากกว่า 90%

  • MTC รอดชีวิต 5 ปีประมาณ 75%

  • ATC รอดชีวิตเฉลี่ยไม่เกิน 6–12 เดือน

ปัจจัยที่มีผลต่อพยากรณ์ ได้แก่ ชนิดของเซลล์ อายุผู้ป่วย ขนาดของก้อน และการแพร่กระจาย

การติดตามหลังการรักษา

หลังจากการผ่าตัดและให้แร่ ผู้ป่วยจำเป็นต้อง:

  • ตรวจระดับ Thyroglobulin (Tg) เพื่อเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำ

  • ตรวจอัลตราซาวนด์ซ้ำเป็นระยะ

  • รับยา Thyroxine ต่อเนื่องตลอดชีวิต

  • ตรวจระดับ TSH ให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำเพื่อป้องกันการกระตุ้นเซลล์ที่อาจเหลืออยู่

แนวทางป้องกันและคำแนะนำสำหรับประชาชน

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสรังสีโดยไม่จำเป็น

  2. รับประทานอาหารที่มีไอโอดีนเพียงพอ เช่น เกลือเสริมไอโอดีน

  3. หมั่นสังเกตตนเองเมื่อพบก้อนที่คอหรือเสียงแหบ

  4. ตรวจร่างกายประจำปี โดยเฉพาะผู้หญิงอายุ 30–60 ปี

  5. หากมีประวัติครอบครัว ให้พบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรอง

สรุป

มะเร็งต่อมไทรอยด์ แม้จะเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิง แต่ส่วนใหญ่มีการรักษาที่ได้ผลดี และสามารถหายขาดได้หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การหมั่นสังเกตร่างกายตนเอง ตรวจสุขภาพประจำปี และไม่ละเลยอาการผิดปกติ เช่น เสียงแหบ กลืนลำบาก หรือก้อนที่คอ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: ก้อนที่คอแปลว่ามะเร็งต่อมไทรอยด์เสมอหรือไม่?
A: ไม่เสมอ ก้อนที่คออาจเป็นถุงน้ำ เนื้องอกไม่ร้ายแรง หรือซีสต์ แต่ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม

Q2: มะเร็งต่อมไทรอยด์รักษาหายขาดได้หรือไม่?
A: หากพบในระยะเริ่มต้น และได้รับการผ่าตัดร่วมกับแร่ไอโอดีน มีโอกาสหายขาดสูง โดยเฉพาะในผู้ที่อายุน้อย

Q3: การตรวจเลือด TSH / FT4 สามารถบอกได้ว่ามีมะเร็งไหม?
A: ไม่ได้โดยตรง แต่ช่วยบอกถึงการทำงานของไทรอยด์ การวินิจฉัยจำเป็นต้องอาศัยอัลตราซาวนด์และ FNA

Q4: การรับแร่ไอโอดีนอันตรายหรือไม่?
A: มีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น คลื่นไส้ ปากแห้ง แต่ปลอดภัยเมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

Q5: สามารถป้องกันมะเร็งไทรอยด์ได้ไหม?
A: ไม่มีวิธีป้องกัน 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดยหลีกเลี่ยงรังสี และรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนอย่างเหมาะสม

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

WHO (October 2010). Cancer. World Health Organization. Retrieved 5 January 2011.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง.กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

Cancer risk. British Journal of Cancer. 2010.

[/vc_column][/vc_row]

มะเร็งต่อมน้ำลาย (Salivary Gland Cancer): สาเหตุ อาการ วินิจฉัย และวิธีรักษาครบถ้วน

0
โรคมะเร็งต่อมน้ำลาย (Salivary Gland Cancer)
มะเร็งต่อมน้ำลาย คือ ความผิดปกติของพันธุกรรมแบบไม่ถ่ายทอด เกิดได้กับต่อมน้ำลายทั้งหมด พบในผู้ใหญ่

มะเร็งต่อมน้ำลาย (Salivary Gland Cancer) คือโรคมะเร็งที่พบได้น้อย แต่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะในด้านการพูด เคี้ยว และกลืนอาหารอย่างปกติ บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีวินิจฉัย ระยะของโรค แนวทางการรักษา ตลอดจนผลข้างเคียงจากการฉายรังสีที่ควรรู้ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจโรคได้ครบถ้วนและนำไปสู่การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

โครงสร้างของต่อมน้ำลายและหน้าที่

ต่อมน้ำลายขนาดใหญ่ (Major Salivary Glands)

มีทั้งหมด 3 คู่ได้แก่:

  • ต่อมน้ำลายหน้าหู (Parotid gland): ขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ด้านหน้าของหู
  • ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular gland): อยู่ใต้กรามล่าง
  • ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual gland): อยู่ใต้พื้นปาก

ต่อมน้ำลายขนาดเล็ก (Minor Salivary Glands)

  • กระจายอยู่ทั่วเยื่อบุช่องปาก คอหอย และกล่องเสียง
  • ไม่มีท่อนำส่งน้ำลายโดยตรง แต่จะหลั่งออกมาแบบกระจาย

หน้าที่หลัก คือการผลิตน้ำลายเพื่อช่วยย่อยอาหาร หล่อเลี้ยงเยื่อบุช่องปาก และควบคุมสมดุลของแบคทีเรียในช่องปาก

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งต่อมน้ำลาย

แม้สาเหตุที่แท้จริงยังไม่แน่ชัด แต่นักวิจัยพบว่าปัจจัยเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยง:

  • พันธุกรรมที่ผิดปกติ ซึ่งไม่ได้ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์
  • การได้รับรังสี โดยเฉพาะจากการรักษาโรคอื่นมาก่อน
  • ขาดสารอาหารบางชนิด เช่น วิตามิน A และ C
  • การสัมผัสสารก่อมะเร็งบางชนิด เช่น สารเคมีจากการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม
  • อายุ มักพบในผู้ที่มีอายุ 50–70 ปี
  • การสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง

อาการของมะเร็งต่อมน้ำลาย

อาการของโรคไม่เฉพาะเจาะจงมาก แต่สามารถสังเกตความผิดปกติได้ดังนี้:

  • คลำเจอก้อนบริเวณใบหน้า ใต้ขากรรไกร หรือใต้ลิ้น
  • ปวดบริเวณต่อมน้ำลายหรือก้อนที่พบ
  • หน้าเบี้ยว หรือชา บ่งชี้ว่าเนื้อร้ายอาจลุกลามสู่เส้นประสาท
  • กลืนลำบาก น้ำลายเหนียว พูดไม่ชัด
  • ต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอโตอย่างผิดปกติ

หากมีอาการข้างต้นควรพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ

การวินิจฉัยมะเร็งต่อมน้ำลาย

  • ซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยแพทย์หูคอจมูก
  • อัลตราซาวด์/CT Scan/MRI เพื่อประเมินขนาดและตำแหน่งของก้อน
  • การเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy) หรือการผ่าตัดต่อมน้ำลายออกไปตรวจทางพยาธิวิทยา
  • PET Scan ในกรณีต้องประเมินการแพร่กระจาย

ระยะของโรคมะเร็งต่อมน้ำลาย (Cancer Staging)

ระยะ

ลักษณะอาการ

ระยะที่ 1

ก้อนเนื้อขนาด ≤ 2 ซม. ยังไม่ลุกลาม

ระยะที่ 2

ก้อนเนื้อขนาด 2–4 ซม. ยังไม่ลุกลามต่อมน้ำเหลือง

ระยะที่ 3

ขนาด > 4 ซม. หรือแพร่กระจายเข้าต่อมน้ำเหลือง ≤ 3 ซม.

ระยะที่ 4

ลุกลามไปยังกระดูก เส้นประสาท ผิวหนัง หรือต่อมน้ำเหลืองขนาด > 3 ซม.

แนวทางการรักษามะเร็งต่อมน้ำลาย

1. การผ่าตัด (Surgery)

  • วิธีการหลักที่ใช้มากที่สุด
  • พิจารณาผ่าตัดเฉพาะก้อน หรือรวมถึงการตัดต่อมน้ำเหลือง

2. การฉายรังสี (Radiotherapy)

  • ใช้หลังการผ่าตัด หรือในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้
  • ผลข้างเคียง: ปากแห้ง กลืนลำบาก ลิ้นชา

3. การทำเคมีบำบัด (Chemotherapy)

  • ใช้ในผู้ป่วยที่โรคลุกลามหรือกลับมาเป็นซ้ำ
  • มักใช้ร่วมกับการฉายรังสี

4. การรักษาแบบตรงเป้า (Targeted Therapy)

  • อยู่ระหว่างการวิจัย อาจใช้ในมะเร็งบางชนิดที่มีตัวรับพิเศษ

ผลข้างเคียงจากการฉายแสงที่ต่อมน้ำลาย

อาการสำคัญ:

  • น้ำลายแห้ง (Xerostomia)
  • ปวดในช่องปาก
  • เสี่ยงฟันผุสูง
  • พูด กลืน และรับรสลำบาก

วิธีลดผลข้างเคียง:

  • ใช้เทคนิค IMRT (Intensity-Modulated Radiation Therapy)
  • กระตุ้นต่อมน้ำลายด้วยยาหรือวิธีธรรมชาติ
  • ใช้น้ำลายเทียมหรือหมากฝรั่งกระตุ้นน้ำลาย

การพยากรณ์โรค (Prognosis)

  • หากพบในระยะต้น โอกาสรอดชีวิต 5 ปี > 70%
  • มะเร็งชนิด low-grade รักษาง่ายกว่า high-grade
  • การรักษาอย่างต่อเนื่องช่วยควบคุมโรคได้นาน

การดูแลตัวเองและการติดตามผลหลังการรักษา

  • หมั่นตรวจติดตามทุก 3–6 เดือนในช่วง 2 ปีแรก
  • ตรวจร่างกาย CT/MRI ซ้ำตามคำแนะนำแพทย์
  • บำรุงสุขภาพช่องปากอย่างเคร่งครัด
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ 

แนวทางป้องกันโรคมะเร็งต่อมน้ำลาย

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสรังสีโดยไม่จำเป็น
  • สวมหน้ากากและอุปกรณ์ป้องกันหากทำงานเกี่ยวกับสารเคมี
  • รักษาสุขภาพช่องปากให้ดี
  • ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะหากพบก้อนผิดปกติในบริเวณใบหน้าและลำคอ

สรุป

มะเร็งต่อมน้ำลาย แม้จะพบได้น้อย แต่ก็มีความรุนแรงโดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ระยะลุกลาม การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนเบื้องต้น และเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรก สามารถเพิ่มโอกาสหายขาดได้อย่างมาก การผ่าตัดร่วมกับการฉายรังสีเป็นวิธีรักษาหลัก และหากมีเทคนิคใหม่ๆ เช่น การรักษาแบบตรงเป้าเข้ามาเสริม ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้มากขึ้นในอนาคต

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Q1: มะเร็งต่อมน้ำลายพบได้บ่อยแค่ไหน?
A: มะเร็งต่อมน้ำลายจัดว่าเป็นโรคมะเร็งที่พบได้ไม่บ่อย คิดเป็น <5% ของมะเร็งศีรษะและลำคอทั้งหมด

Q2: มีกลุ่มเสี่ยงใดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ?
A: ผู้มีอายุ >50 ปี ผู้เคยได้รับการฉายรังสีบริเวณศีรษะและคอ ผู้ที่ทำงานกับสารเคมี หรือมีประวัติเกี่ยวกับมะเร็งต่อมน้ำลายในครอบครัว

Q3: ถ้าฉายแสงแล้วน้ำลายแห้ง ควรทำอย่างไร?
A: ดื่มน้ำบ่อยๆ ใช้น้ำลายเทียม เคี้ยวหมากฝรั่งไม่ผสมน้ำตาล และหลีกเลี่ยงอาหารเค็มหรือแห้งจนเกินไป

Q4: มะเร็งต่อมน้ำลายสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?
A: ได้ โดยเฉพาะในผู้ที่รักษาไม่ครบวงจร หรือมีมะเร็งชนิด high-grade จำเป็นต้องตรวจติดตามสม่ำเสมอ

Q5: ป้องกันมะเร็งต่อมน้ำลายได้อย่างไร?
A: ยังไม่มีวิธีป้องกัน 100% แต่การเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น รังสี สารเคมี การสูบบุหรี่ และตรวจสุขภาพประจำปีสามารถช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

WHO (October 2010). Cancer. World Health Organization. Retrieved 5 January 2011.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง.กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

[/vc_column][/vc_row]