Bladder Tumor Antigen (Urine BTA) คืออะไร? ตรวจหามะเร็งกระเพาะปัสสาวะด้วยปัสสาวะ

0
มะเร็งกระเพาะอาหารเป็นเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นในเยื่อบุกระเพาะอาหาร

Bladder Tumor Antigen (Urine BTA) คืออะไร?

Bladder Tumor Antigen (Urine BTA) คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่ผลิตโดยเซลล์มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ การตรวจวัดสารนี้ในปัสสาวะถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้ในการคัดกรองมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว และไม่รุกล้ำร่างกาย จึงเหมาะสำหรับการเฝ้าระวังและติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง

ความสำคัญของ Urine BTA ในการตรวจหามะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

การตรวจ Urine BTA มีความสำคัญในด้านการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น เนื่องจากโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก หากไม่ได้รับการตรวจเชิงรุก อาจทำให้โรคลุกลามโดยไม่รู้ตัว ซึ่ง Urine BTA สามารถช่วยคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่สัมผัสสารเคมี หรือมีอาการปัสสาวะผิดปกติ

การทำงานของ Bladder Tumor Antigen (BTA)

สาร BTA จะถูกปล่อยออกมาจากเซลล์มะเร็งที่อยู่บริเวณเยื่อบุกระเพาะปัสสาวะ จากนั้นจะถูกขับออกมากับปัสสาวะ การตรวจหาค่านี้จึงสามารถทำได้ง่ายโดยไม่ต้องเจาะเลือดหรือส่องกล้อง ซึ่งทำให้สะดวกและลดความไม่สบายตัวของผู้ป่วยลงได้มาก

วิธีการตรวจ Urine BTA

ขั้นตอนการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ

  1. ผู้ป่วยควรเก็บปัสสาวะช่วงกลาง (midstream urine) ลงในภาชนะที่สะอาดและปลอดเชื้อ

  2. หลีกเลี่ยงการปัสสาวะครั้งแรกในตอนเช้า เพราะอาจมีความเข้มข้นของสารต่างๆ มากเกินไป

  3. นำตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการภายใน 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการสลายตัวของโปรตีน

การเตรียมตัวก่อนตรวจ

  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักใน 24 ชั่วโมงก่อนตรวจ

  • งดมีเพศสัมพันธ์ก่อนตรวจอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

  • ควรดื่มน้ำตามปกติ ไม่จำเป็นต้องงดอาหาร

ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าผลตรวจ Urine BTA

แม้ค่า Urine BTA จะสามารถช่วยคัดกรองมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้ แต่ก็มีปัจจัยอื่นที่อาจทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อน เช่น:

  • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

  • นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

  • ภาวะอักเสบเรื้อรัง

  • เลือดปนในปัสสาวะ

ค่าปกติและเกณฑ์การแปลผล BTA

  • ค่า ปกติของ Urine BTA มักอยู่ที่ < 14 U/mL

  • หากพบค่าสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าว อาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติที่ควรตรวจซ้ำหรือทำการส่องกล้อง (Cystoscopy) เพื่อยืนยันผล

ความแม่นยำของการตรวจ Urine BTA เทียบกับวิธีอื่น

วิธีการตรวจ ความแม่นยำ ความรุกล้ำ เหมาะสำหรับ
Urine BTA ปานกลาง ต่ำ คัดกรองเบื้องต้น
Cystoscopy สูง สูง วินิจฉัยเฉพาะเจาะจง
CT Urogram / MRI สูง ปานกลาง ประเมินระยะโรค
Urine Cytology ปานกลาง ต่ำ คัดกรองเซลล์ผิดปกติ

Urine BTA กับการติดตามการกลับเป็นซ้ำของโรค

หลังการผ่าตัดหรือการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด การตรวจ Urine BTA เป็นระยะสามารถช่วยเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีแรกหลังการรักษา

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

  • การสูบบุหรี่ (ผู้สูบบุหรี่มีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป 3-4 เท่า)

  • การสัมผัสสารเคมีในที่ทำงาน เช่น อะนิลีน หรืออุตสาหกรรมสี

  • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง

  • การฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกรานในอดีต

  • อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะในเพศชายอายุเกิน 60 ปี

อาการที่ควรเฝ้าระวัง

  • เลือดปนในปัสสาวะ (Hematuria)

  • ปัสสาวะขัด ปวด หรือปัสสาวะบ่อยโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน

  • ปวดหลังหรืออุ้งเชิงกรานโดยไม่ทราบสาเหตุ

หากพบอาการเหล่านี้ร่วมกับค่า Urine BTA ที่สูง แนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะทันที

BTA เทียบกับ Tumor Markers อื่นๆ

ตัวบ่งชี้ โรคหลักที่ใช้ตรวจ จุดเด่น
Urine BTA มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ใช้ปัสสาวะ ตรวจง่าย
NMP22 มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ใช้ร่วมกับ BTA ได้ดี
CEA มะเร็งลำไส้ใหญ่, กระเพาะปัสสาวะ ความแม่นยำเฉพาะโรคสูง
CA 19-9 มะเร็งตับอ่อน, ท่อน้ำดี ใช้คู่กับภาพถ่ายรังสี

ประโยชน์ของการตรวจ Urine BTA ร่วมกับการดูแลเชิงป้องกัน

การตรวจ Urine BTA ร่วมกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เช่น:

  • ดื่มน้ำมากเพียงพอ (อย่างน้อย 1.5–2 ลิตรต่อวัน)

  • รับประทานผัก ผลไม้ และอาหารต้านอนุมูลอิสระ

  • หลีกเลี่ยงสารพิษ เช่น สารเคมี โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

  • ตรวจสุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะประจำปี

สามารถช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อไรควรตรวจ Urine BTA?

  • มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

  • มีอาการผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ

  • มีประวัติเกี่ยวข้องกับสารก่อมะเร็งหรือเคมี

  • เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งแล้ว ต้องการติดตามผล

คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีผลตรวจ BTA ผิดปกติ

  • อย่าตื่นตระหนก เนื่องจากค่า BTA สูงอาจไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไป

  • เข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม เช่น ส่องกล้องหรือ MRI

  • หลีกเลี่ยงการวินิจฉัยด้วยตนเองจากผลการตรวจเพียงค่าเดียว

  • ควรติดตามผลซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

สรุป

การตรวจ Bladder Tumor Antigen (Urine BTA) เป็นทางเลือกหนึ่งในการคัดกรองและติดตามมะเร็งกระเพาะปัสสาวะอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความสะดวกและไม่ต้องพึ่งการตรวจรุกล้ำ การตรวจนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง อย่างไรก็ตาม ควรใช้ร่วมกับการตรวจวินิจฉัยอื่นเพื่อความแม่นยำสูงสุด และควรปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อดูแลสุขภาพในระยะยาว

FAQ (คำถามที่พบบ่อย)

Q: Bladder Tumor Antigen (Urine BTA) ตรวจอย่างไร?

A: การตรวจ Urine BTA ทำได้โดยเก็บตัวอย่างปัสสาวะกลางลำในภาชนะสะอาด แล้วส่งตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์หาสาร BTA

Q: ค่า Urine BTA เท่าไหร่จึงถือว่าผิดปกติ?

A: ค่า BTA ที่สูงกว่า 14 U/mL อาจบ่งชี้ถึงภาวะผิดปกติ เช่น มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ แต่ต้องแปลผลร่วมกับอาการและการตรวจอื่นๆ

Q: มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ผล BTA ผิดเพี้ยน?

A: การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ นิ่ว หรือภาวะอักเสบ อาจทำให้ค่า BTA สูงขึ้นโดยไม่ใช่มะเร็ง

Q: ตรวจ BTA จำเป็นต้องเตรียมตัวล่วงหน้าหรือไม่?

A: โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวพิเศษ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักก่อนตรวจเพื่อความแม่นยำ

Q: ถ้าค่า Urine BTA สูง ต้องตรวจอะไรเพิ่มเติม?

A: แนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy) หรือการตรวจภาพถ่ายรังสีตามคำแนะนำของแพทย์

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557. 

[/vc_column][/vc_row]

โรคอ้วนกับโรคหลอดเลือดหัวใจ: ความเสี่ยงที่คุณควรรู้ พร้อมแนวทางป้องกัน

0
โรคอ้วนและภาวะเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ
โรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงอิสระที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ และยังเป็นสาเหตุของปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

โรคอ้วนไม่เพียงแต่ส่งผลต่อรูปร่างภายนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่โรคร้ายแรงหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประชากรทั่วโลก ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักความเชื่อมโยงระหว่างโรคอ้วนและภาวะหลอดเลือดหัวใจ ตลอดจนแนวทางการป้องกันที่สามารถทำได้ด้วยตัวคุณเอง

โรคอ้วน: ภัยเงียบที่สะสมโดยไม่รู้ตัว

โรคอ้วน หมายถึง ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมไขมันมากเกินความจำเป็น จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยดัชนีมวลกาย (BMI) ที่มากกว่า 25 จะถือว่าเข้าข่าย “น้ำหนักเกิน” และหากเกิน 30 จะเข้าสู่ระดับ “โรคอ้วน”

โรคอ้วนเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น

  • การบริโภคอาหารที่มีพลังงานสูงเกินความต้องการ

  • พฤติกรรมเนือยนิ่ง ขาดการออกกำลังกาย

  • ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ

  • พันธุกรรม

  • ฮอร์โมนในร่างกายที่ผิดปกติ เช่น ภาวะดื้อต่ออินซูลิน

ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อ “หัวใจ” โดยตรง

ความเกี่ยวพันระหว่างโรคอ้วนและโรคหลอดเลือดหัวใจ

การที่ร่างกายมีไขมันส่วนเกินสะสมมาก โดยเฉพาะที่ “รอบเอว” หรือ “อวัยวะภายใน” จะทำให้ร่างกายมีภาวะอักเสบเรื้อรัง และนำไปสู่กระบวนการพยาธิสภาพของหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่:

  1. หลอดเลือดแข็งตัว (Atherosclerosis)
    ไขมันที่สะสมในหลอดเลือดจะเกาะตามผนังหลอดเลือด เกิดเป็นคราบพลัค (plaque) ทำให้เส้นเลือดตีบลงเรื่อย ๆ

  2. หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น
    เนื่องจากน้ำหนักตัวมาก หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจเกิดภาวะหัวใจโต หัวใจล้มเหลว

  3. ภาวะดื้อต่ออินซูลิน
    ผู้ที่เป็นโรคอ้วนจะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินสูง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง กระตุ้นให้เกิดโรคเบาหวาน และเร่งกระบวนการเสื่อมของหลอดเลือด

  4. ไขมันในเลือดผิดปกติ
    คนอ้วนมักมีคอเลสเตอรอล LDL สูง และ HDL ต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

ปัจจัยเสี่ยงร่วม: โรคเบาหวานกับโรคหัวใจ

งานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าคนปกติถึง 2–4 เท่า ซึ่งความเสี่ยงจะสูงขึ้นอีกหากมี “โรคอ้วน” ร่วมด้วย เพราะเบาหวานชนิดที่ 2 มักเกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินอันเป็นผลจากไขมันสะสมภายในร่างกายจำนวนมาก

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน

ปัจจัย รายละเอียด
ความดันโลหิตสูง น้ำหนักตัวที่มากขึ้นมีผลให้หลอดเลือดต้องรับแรงดันมากกว่าปกติ
ไขมันในเลือดสูง ไขมันทรานส์ และไขมันอิ่มตัวในอาหารจานด่วน เร่งให้หลอดเลือดอุดตันเร็วขึ้น
ไม่ออกกำลังกาย ส่งผลให้ระบบเผาผลาญแย่ลง และกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
ความเครียดและการนอนน้อย ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะสูงขึ้น ทำให้มีแนวโน้มเกิดภาวะหัวใจวาย
พฤติกรรมการกินผิดสุขลักษณะ เช่น ทานมื้อดึก ทานหวาน-มันจัด หรือทานจุกจิกระหว่างวัน

งานวิจัยยืนยัน: ปรับพฤติกรรม ลดเสี่ยงหัวใจ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ “Dr. Dean Ornish” เคยทำการทดลองปรับพฤติกรรมกับผู้ป่วยโรคหัวใจ และพบว่า หากมีการควบคุมอาหารร่วมกับออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง หลอดเลือดที่เคยตีบตันสามารถกลับมาเปิดโล่งได้โดยไม่ต้องผ่าตัด โดยให้ผู้ป่วย:

  • รับประทานอาหารที่ไขมันต่ำ (<10% ของพลังงานรวม)

  • เน้นพืชผัก ธัญพืช ถั่ว ผลไม้

  • ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อยวันละ 30 นาที

  • ฝึกโยคะ ทำสมาธิ คลายความเครียด

  • เลิกบุหรี่และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แนวทางการป้องกันโรคหัวใจในผู้ป่วยอ้วน

การลดน้ำหนักแม้เพียง 5–10% ของน้ำหนักตัว จะสามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีแนวทางที่แนะนำได้แก่:

1. ปรับพฤติกรรมการกิน

  • ลดอาหารมัน อาหารทอด อาหารแปรรูป

  • หลีกเลี่ยงน้ำตาล น้ำอัดลม

  • เพิ่มผักสด ผลไม้ไม่หวานจัด

  • เลือกโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเหลือง เต้าหู้

2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  • แนะนำวันละ 30 นาที อย่างน้อย 5 วัน/สัปดาห์

  • เน้นกิจกรรมที่ต่อเนื่อง เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ

3. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

  • วัดความดัน

  • ตรวจระดับคอเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือด

  • เช็กค่า BMI และรอบเอวเป็นประจำ

4. นอนหลับให้เพียงพอ

  • ไม่นอนน้อยกว่า 6–8 ชั่วโมง/วัน

  • หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน

ตัวอย่างอาหารที่ควรกิน – หลีกเลี่ยง

แนะนำให้กิน หลีกเลี่ยง
ปลา ย่างหรือนึ่ง ไส้กรอก เบคอน
ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ข้าวขัดสี แป้งขาว
ผลไม้สด น้ำผลไม้บรรจุกล่อง
ถั่วลิสง/อัลมอนด์ (ไม่ปรุงแต่ง) มันฝรั่งทอด
นมไขมันต่ำ เครื่องดื่มหวาน น้ำอัดลม

สรุป: หัวใจที่แข็งแรง เริ่มต้นจากการควบคุมน้ำหนัก

โรคอ้วน เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงหลักที่เร่งให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคเรื้อรังอื่น ๆ ที่รุนแรง การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งการกิน ออกกำลังกาย และการนอนหลับให้เพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน ดังนั้น อย่ารอให้มีอาการก่อน ควรเริ่มดูแลตัวเองวันนี้ เพราะ “หัวใจ” ของคุณ คือชีวิตของคุณเช่นกัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: โรคอ้วนกับโรคหัวใจเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

A: โรคอ้วนเพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว และเกิดความดันโลหิตสูง ซึ่งทั้งหมดล้วนเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ

Q2: ถ้าลดน้ำหนักแล้วจะลดความเสี่ยงหัวใจวายได้จริงไหม?

A: ได้แน่นอน การลดน้ำหนักเพียง 5–10% สามารถลดระดับความดัน ไขมัน และน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความเสี่ยงหัวใจวายได้ชัดเจน

Q3: ต้องออกกำลังกายแค่ไหนถึงจะป้องกันโรคหัวใจได้?

A: ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิก วันละอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน

Q4: มีอาหารใดบ้างที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล?

A: ข้าวโอ๊ต, ถั่วเหลือง, อัลมอนด์, ผักใบเขียว และผลไม้ที่มีกากใยสูง เช่น แอปเปิล และสตรอว์เบอร์รี่ ล้วนช่วยลดคอเลสเตอรอลได้

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม[/vc_column_text]

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization – Obesity pages.
Diet, Nutrition and the prevention of chronic diseases (including obesity) by a Joint WHO/FAO Expert consultation (2003).

[/vc_column][/vc_row]

ตรวจค่าเลือดเฟอร์ริติน สำคัญแค่ไหนต่อสุขภาพของเรา?

0

เฟอร์ริติน (Ferritin) คืออะไร?

เฟอร์ริติน (Ferritin) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เก็บสะสมธาตุเหล็ก (Iron) ภายในร่างกาย พบมากในตับ ม้าม ไขกระดูก และเซลล์ต่างๆ รวมถึงในกระแสเลือด แม้ว่าเฟอร์ริตินจะไม่ใช่ธาตุเหล็กโดยตรง แต่เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีที่สุดของปริมาณธาตุเหล็กที่สะสมอยู่ภายในร่างกาย

ความสำคัญของเฟอร์ริตินต่อระบบร่างกาย

  • เฟอร์ริตินช่วยควบคุมระดับเหล็กให้พอดี ไม่ต่ำหรือสูงจนเป็นอันตราย

  • ธาตุเหล็กจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและการขนส่งออกซิเจน

  • หากมีเฟอร์ริตินต่ำ อาจหมายถึงภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia)

  • หากมีเฟอร์ริตินสูง อาจเป็นสัญญาณของการสะสมเหล็กมากเกินไป (Iron Overload) ซึ่งเป็นอันตรายต่ออวัยวะสำคัญ เช่น ตับ หัวใจ สมอง

การตรวจค่าเฟอร์ริตินในเลือดคืออะไร?

การตรวจ Ferritin เป็นการตรวจเลือดเพื่อตรวจวัดปริมาณโปรตีนเฟอร์ริตินที่หมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือด ค่านี้สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงระดับธาตุเหล็กสะสมในร่างกายได้โดยอ้อม

วัตถุประสงค์ของการตรวจ

  1. ตรวจหาภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency)

  2. ตรวจภาวะธาตุเหล็กเกิน (Hemochromatosis)

  3. ประเมินโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง, โรคตับ, ภาวะอักเสบเรื้อรัง

  4. เป็น Tumor Marker ร่วมกับการวิเคราะห์มะเร็งบางชนิด

ค่าปกติของเฟอร์ริติน

เพศ ช่วงอ้างอิงค่าปกติ
ผู้ชาย 12–300 ng/mL
ผู้หญิง 10–150 ng/mL

หมายเหตุ: ค่านี้อาจแตกต่างกันไปเล็กน้อยตามห้องปฏิบัติการ

ค่าเฟอร์ริตินต่ำหมายถึงอะไร?

หากค่าเฟอร์ริตินต่ำกว่าค่ามาตรฐาน บ่งบอกได้ว่า:

  • กำลังอยู่ในภาวะขาดธาตุเหล็ก

  • มีเลือดออกภายใน เช่น ทางเดินอาหาร, ประจำเดือนมามาก

  • ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ไม่ดี

  • โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia)

ค่าเฟอร์ริตินสูงหมายถึงอะไร?

ค่าเฟอร์ริตินที่สูงกว่าปกติอาจบ่งชี้ว่า:

  • มีการสะสมเหล็กในตับหรืออวัยวะอื่น (Hemochromatosis)

  • มีภาวะอักเสบเรื้อรัง หรือการติดเชื้อ

  • ป่วยเป็นโรคตับ (Cirrhosis, Hepatitis)

  • มีความเสี่ยงโรคมะเร็ง เช่น:

    • มะเร็งตับ (Hepatocellular carcinoma)

    • มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia)

    • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma)

ความเชื่อมโยงระหว่างเฟอร์ริตินกับโรคมะเร็ง

เฟอร์ริตินที่สูงผิดปกติ อาจเป็นผลจากภาวะร่างกายตอบสนองต่อการอักเสบหรือการลุกลามของเนื้อร้าย โดยเฟอร์ริตินอาจถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของ “Tumor Marker” โดยเฉพาะในมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับระบบเม็ดเลือด ตับ และระบบน้ำเหลือง

กลไกการเกิดอนุมูลอิสระจากธาตุเหล็ก

เฟอร์ริตินที่มากเกินไปสามารถทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ (Free Radicals) โดยเฉพาะ Hydroxyl Radical (OH•) ซึ่งทำลาย DNA และอาจก่อให้เกิดเซลล์กลายพันธุ์และมะเร็งในระยะยาว

Ferritin และระบบภูมิคุ้มกัน

ภาวะเฟอร์ริตินสูงไม่ได้ส่งผลแค่ต่อมะเร็งเท่านั้น แต่ยังสามารถ:

  • ลดภูมิต้านทาน: รบกวนการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว

  • เสริมการติดเชื้อ: จุลชีพบางชนิดใช้เหล็กเป็นสารอาหารในการเจริญเติบโต ทำให้ติดเชื้อรุนแรงขึ้นได้

Ferritin กับภาวะธาตุเหล็กเกินในร่างกาย

โรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะเหล็กเกิน:

  1. Hemochromatosis – โรคทางพันธุกรรมที่ทำให้ดูดซึมธาตุเหล็กมากเกิน

  2. Chronic Liver Disease – โรคตับเรื้อรังจากแอลกอฮอล์หรือไวรัส

  3. Thalassemia – โรคเลือดที่มีการสะสมเหล็กจากการให้เลือดซ้ำ

  4. Myelodysplastic Syndrome – ภาวะผิดปกติของไขกระดูกที่พบในมะเร็งเม็ดเลือด

Ferritin ต่ำ และผลเสียต่อสุขภาพ

ภาวะขาดธาตุเหล็กอาจก่อให้เกิดอาการ:

  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

  • ผิวซีด ใจสั่น

  • หายใจลำบากระหว่างออกแรง

  • สมาธิสั้นในเด็ก

  • เล็บเปราะ ผมร่วง

Ferritin ต่ำจึงเป็นตัวเตือนที่สำคัญสำหรับสุขภาพโดยเฉพาะในเพศหญิงที่มีประจำเดือน

วิธีควบคุมระดับเฟอร์ริตินให้เหมาะสม

1. ปรับอาหาร

  • สำหรับเฟอร์ริตินต่ำ:

    • เพิ่มอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ ไข่แดง เนื้อแดง

    • รับประทานอาหารร่วมกับวิตามิน C เพื่อเพิ่มการดูดซึม

  • สำหรับเฟอร์ริตินสูง:

    • ลดการบริโภคเนื้อแดง อาหารเสริมธาตุเหล็ก

    • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์

2. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

  • โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติมะเร็งในครอบครัวหรือโรคเลือด

3. การรักษาภาวะธาตุเหล็กเกิน

  • การบริจาคเลือด (Therapeutic Phlebotomy)

  • การใช้ยา Chelation Therapy เพื่อลดธาตุเหล็ก

การแปลผล Ferritin ที่แม่นยำ

แพทย์มักจะสั่ง ตรวจร่วมกับค่าอื่นๆ เพื่อประเมินภาพรวมของธาตุเหล็กในร่างกาย เช่น:

  • Serum Iron – ธาตุเหล็กในเลือด

  • Total Iron Binding Capacity (TIBC) – ความสามารถของเลือดในการจับเหล็ก

  • Transferrin Saturation – ร้อยละของ Transferrin ที่จับกับเหล็ก

บทสรุป

การตรวจค่า Ferritin เป็นมากกว่าการดูว่าร่างกายขาดหรือเกินธาตุเหล็ก เพราะสามารถบ่งชี้โรคที่ซ่อนอยู่ได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นโรคโลหิตจาง มะเร็ง โรคตับ หรือภาวะอักเสบเรื้อรังต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับผลการตรวจนี้ และหากพบความผิดปกติ ควรรับการประเมินเพิ่มเติมจากแพทย์โดยด่วน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: การตรวจ Ferritin เจ็บไหม?
A: ไม่เจ็บมาก เป็นการเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำตามปกติ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที

Q: ค่า Ferritin สูงอันตรายหรือไม่?
A: ใช่ โดยเฉพาะถ้าเกิดจากภาวะสะสมธาตุเหล็ก อาจนำไปสู่โรคตับ หัวใจ และเสี่ยงต่อมะเร็ง

Q: Ferritin ตรวจได้บ่อยแค่ไหน?
A: แล้วแต่คำแนะนำของแพทย์ หากมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับธาตุเหล็กควรตรวจทุก 6–12 เดือน

Q: การกินธาตุเหล็กเสริมทำให้ค่า Ferritin สูงเกินไปได้หรือไม่?
A: ได้ หากไม่ได้รับการควบคุมจากแพทย์ ควรปรึกษาก่อนใช้เสริมทุกครั้ง

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ประสาร เปรมะสกุล, พลเอก. คู่มือแปลผลตรวจเลือด เล่มสอง. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์, 2554. 416 หน้า. 1. เลือด – การตรวจ I.ชื่อเรื่อง. 616.07561 ISBN 978-974-9608-49-4.

Nussey S, Whitehead S (2001). Endocrinology: an integrated approach. Oxford: Bios Scientific Publ. ISBN 978-1-85996-252-7.

[/vc_column][/vc_row]

Free PSA คืออะไร? ค่าที่ช่วยประเมินมะเร็งต่อมลูกหมากแม่นยำขึ้น

0
Free PSA สารวัดค่าโรคมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดใหม่
Free PSA เป็นสารที่ได้มาจากสารชีวเคมีแปลกปลอมจากต่อมลูกหมาก สารตัวนี้จะลอยอยู่ในกระแสเลือดอย่างอิสระ

Free PSA คืออะไร?

Free PSA หรือ Free Prostate-Specific Antigen คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่ผลิตโดยเซลล์ต่อมลูกหมากและพบได้ในเลือดในรูปแบบ “อิสระ” หรือไม่ได้จับกับโปรตีนอื่น การตรวจวัดระดับ Free PSA นี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อช่วยวินิจฉัยแยกแยะภาวะที่เกี่ยวกับต่อมลูกหมาก เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก, ต่อมลูกหมากโต (BPH) หรือ การอักเสบของต่อมลูกหมาก (Prostatitis) ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ความสำคัญของ Free PSA ต่อการคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก

Free PSA มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการคัดกรองโรค โดยเฉพาะเมื่อระดับ [Total PSA] อยู่ในช่วง “เทา” คือระหว่าง 4.0 – 10.0 ng/mL ซึ่งไม่สามารถฟันธงได้ชัดเจนว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งหรือไม่ การตรวจอัตราส่วนระหว่าง Free PSA ต่อ Total PSA ช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงได้ดีกว่า ลดโอกาสในการตัดชิ้นเนื้อ (biopsy) โดยไม่จำเป็น

Free PSA แตกต่างจาก Total PSA อย่างไร?

ประเภท รายละเอียด
Total PSA รวมทั้ง Free PSA และ PSA ที่จับกับโปรตีนอื่น
Free PSA เฉพาะส่วนที่ลอยอยู่ในเลือดแบบอิสระ
ค่าที่มีความหมาย สัดส่วน Free PSA/Total PSA มีบทบาทมากเมื่อ Total PSA อยู่ในช่วง 4–10 ng/mL

หากสัดส่วน Free PSA ต่ำ (<10%) อาจหมายถึงความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมากสูง ในขณะที่ Free PSA สูงกว่า 25% บ่งชี้ว่าความเสี่ยงต่ำ

ขั้นตอนการตรวจ Free PSA

  1. เจาะเลือดจากเส้นเลือดดำที่แขน
  2. ส่งเลือดไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อวัดค่าทั้ง Total และ Free PSA
  3. คำนวณอัตราส่วน Free PSA/Total PSA เพื่อประเมินความเสี่ยง

การเตรียมตัวก่อนตรวจ

  • งดการขี่จักรยาน การมีเพศสัมพันธ์ และกิจกรรมที่กดทับต่อมลูกหมากภายใน 48 ชั่วโมง
  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาและโรคประจำตัว

ปัจจัยที่มีผลต่อค่าผลตรวจ Free PSA

ปัจจัย ผลกระทบต่อค่า
การอักเสบของต่อมลูกหมาก อาจทำให้ค่า Free และ Total PSA สูงขึ้นชั่วคราว
การออกกำลังกายหนัก โดยเฉพาะกิจกรรมกดทับ เช่น ปั่นจักรยาน
การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เพิ่มระดับ PSA โดยไม่เกี่ยวกับมะเร็ง
การมีเพศสัมพันธ์ อาจเพิ่มค่า PSA ชั่วคราว

การแปลผลค่า Free PSA อย่างแม่นยำ

  • Free PSA >25% → ความเสี่ยงต่ำ
  • Free PSA 10–25% → ความเสี่ยงปานกลาง
  • Free PSA <10% → ความเสี่ยงสูง ควรพิจารณา biopsy เพิ่มเติม

หมายเหตุ: การแปลผลควรพิจารณาร่วมกับอาการ เช่น ปัสสาวะผิดปกติ, ปวดในอุ้งเชิงกราน, ประวัติครอบครัว

Free PSA ในบริบทของโรคต่างๆ

  • มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer): ค่า Free PSA มักต่ำกว่าปกติ
  • ต่อมลูกหมากโต (BPH): Free PSA และ Total PSA อาจสูง แต่สัดส่วนปกติ
  • การอักเสบของต่อมลูกหมาก: PSA อาจสูงทั้งคู่ แต่ไม่ใช่จากมะเร็ง

Free PSA กับการวินิจฉัยร่วมกับเครื่องมืออื่น

  • MRI ต่อมลูกหมาก: ใช้เมื่อต้องการภาพแม่นยำก่อน biopsy
  • PHI (Prostate Health Index): ค่าที่รวม Total PSA, Free PSA และ [-2]proPSA
  • Biopsy: พิจารณาทำเมื่อค่าบ่งชี้ถึงความเสี่ยงสูง

คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีค่า Free PSA ต่ำกว่าปกติ

  • ไม่ควรวิตกเกินไป
  • ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจเพิ่มเติม เช่น MRI หรือ Biopsy
  • ควรตรวจติดตามซ้ำทุก 6-12 เดือนตามคำแนะนำ

การดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงของโรคต่อมลูกหมาก

อาหารที่ช่วยลดความเสี่ยง

  • ผักใบเขียว, แครอท, มะเขือเทศ (ไลโคปีนสูง)
  • ปลาไขมันดี เช่น แซลมอน, ซาร์ดีน
  • ลดเนื้อแดงและไขมันอิ่มตัว

พฤติกรรมที่ควรปฏิบัติ

  • ออกกำลังกาย 150 นาที/สัปดาห์
  • เลิกสูบบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์
  • ดื่มน้ำมากพอและปัสสาวะสม่ำเสมอ

เมื่อไรควรตรวจ Free PSA?

  • ผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • มีอาการผิดปกติ เช่น ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะติดขัด
  • มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

คำแนะนำสำหรับผู้ที่ตรวจพบค่า Free PSA ต่ำ

  • อย่าด่วนสรุปว่าตนเองเป็นมะเร็ง
  • พิจารณาการตรวจ MRI ร่วมด้วย
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินปัสสาวะ

Free PSA กับการพยากรณ์โรคและการติดตามผล

  • ใช้ติดตามผลการรักษาหลังผ่าตัดหรือฉายแสง
  • ค่าที่ลดลงหลังการรักษาหมายถึงผลตอบสนองที่ดี
  • หากค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินการกลับเป็นซ้ำ

สรุป: Free PSA คือกุญแจสำคัญสู่การวินิจฉัยอย่างแม่นยำ

  • Free PSA เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่แม่นยำและลดความจำเป็นในการตัดชิ้นเนื้อโดยไม่จำเป็น
  • ใช้ร่วมกับ Total PSA, MRI และ PHI เพื่อประเมินแบบองค์รวม
  • ผู้ชายควรเข้ารับการตรวจสุขภาพต่อมลูกหมากสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง

FAQ: คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ Free PSA

Q: ตรวจ Free PSA เมื่อไหร่จึงเหมาะสม?

A: เมื่อค่า Total PSA อยู่ในช่วง 4–10 ng/mL หรือมีอาการผิดปกติ

Q: ค่า Free PSA ต่ำ = เป็นมะเร็งแน่นอนหรือไม่?

A: ไม่แน่นอน ต้องพิจารณาร่วมกับค่า Total PSA และ MRI

Q: การมีเพศสัมพันธ์ก่อนตรวจมีผลต่อผลตรวจหรือไม่?

A: มี ควรงดก่อนตรวจอย่างน้อย 48 ชั่วโมง

Q: Free PSA ต้องตรวจทุกปีหรือไม่?

A: ถ้ามีความเสี่ยงต่ำ อาจตรวจทุก 1–2 ปี แต่ถ้ามีความเสี่ยงสูง ควรตรวจถี่ขึ้นตามคำแนะนำแพทย์

Q: ค่า Free PSA ปกติ = ไม่มีมะเร็งแน่นอนหรือไม่?

A: ไม่ใช่ ค่าปกติช่วยลดความเสี่ยงแต่ไม่ได้การันตี 100%

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม 

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

[/vc_column][/vc_row]

Total PSA คืออะไร? ตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากและดูแลสุขภาพชายอย่างรอบด้าน

0
Total PSA สารตรวจวัดค่ามะเร็งต่อมลูกหมาก
PSA เป็นสารที่ใช้ในการวัดค่ามะเร็งต่อมลูกหมาก ทำให้ทราบถึงความผิดปกติของต่อมลูกหมาก

Total PSA คืออะไร?

Total PSA (Prostate-Specific Antigen) คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างโดย ต่อมลูกหมาก ซึ่งพบได้ในเลือดของเพศชายในระดับต่ำตามปกติ การตรวจวัดระดับ Total PSA ในเลือดจึงเป็นวิธีการสำคัญที่ใช้คัดกรอง วินิจฉัย และติดตามอาการของ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก รวมถึงโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาวะต่อมลูกหมากโต และการอักเสบของต่อมลูกหมาก

การเปลี่ยนแปลงของระดับ PSA อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในต่อมลูกหมาก แม้ไม่ได้เป็นมะเร็งก็ตาม จึงมีความสำคัญในการเฝ้าระวังและประเมินสุขภาพผู้ชายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป

บทบาทของ Total PSA ในการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก

PSA ตรวจหาอะไรได้บ้าง?

  • มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer)

  • ภาวะต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia – BPH)

  • ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis)

อย่างไรก็ตาม ค่า PSA เพียงอย่างเดียวไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ จำเป็นต้องใช้ร่วมกับข้อมูลจากประวัติสุขภาพ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติมอื่น ๆ เช่น การตรวจ Free PSA, MRI หรือ การตัดชิ้นเนื้อ (biopsy) เพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย

วิธีการตรวจ Total PSA และการเตรียมตัว

ขั้นตอนการตรวจ PSA

  1. เจาะเลือดจากเส้นเลือดดำ ที่แขนของผู้ป่วย

  2. ส่งตัวอย่างเลือดไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ

  3. ผลลัพธ์จะแสดงระดับ PSA ในหน่วย นาโนกรัม/มิลลิลิตร (ng/mL)

การเตรียมตัวก่อนตรวจ

  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ 24-48 ชั่วโมงก่อนการตรวจ

  • หลีกเลี่ยงการขี่จักรยานหรือกิจกรรมที่กระทบกระเทือนต่อมลูกหมาก

  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยา เช่น ยาขับปัสสาวะหรือยาฮอร์โมน

การแปลผล Total PSA

ค่าปกติของ Total PSA

ช่วงอายุ ค่า PSA โดยประมาณ
< 50 ปี < 2.5 ng/mL
50-59 ปี < 3.5 ng/mL
60-69 ปี < 4.5 ng/mL
≥ 70 ปี < 6.5 ng/mL

ค่าที่สูงกว่าเกณฑ์อาจเป็นสัญญาณของ:

  • มะเร็งต่อมลูกหมาก

  • การติดเชื้อหรืออักเสบของต่อมลูกหมาก

  • ภาวะต่อมลูกหมากโต

ค่าผิดปกติหมายถึงอะไร?

  • PSA > 4.0 ng/mL: ต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น Free PSA หรือ MRI

  • PSA > 10.0 ng/mL: เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งอย่างมีนัยสำคัญ

  • PSA Velocity: ถ้าเพิ่มเร็วกว่า 0.75 ng/mL ต่อปี ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

Total PSA vs. Free PSA

Free PSA หมายถึงค่า PSA ที่ไม่จับกับโปรตีนในเลือด การเปรียบเทียบสัดส่วนของ Free PSA ต่อ Total PSA สามารถช่วยแยกระหว่างมะเร็งกับภาวะอื่น ๆ ได้:

สัดส่วน Free PSA (%) ความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก
> 25% ต่ำ
10–25% ปานกลาง
< 10% สูง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่า PSA

ปัจจัยที่ทำให้ PSA สูงชั่วคราว

  • มีเพศสัมพันธ์ใกล้วันตรวจ

  • ขี่จักรยานหรือเล่นกีฬาที่กระทบอุ้งเชิงกราน

  • การอักเสบของต่อมลูกหมาก

  • การตรวจทางทวารหนัก (DRE)

ปัจจัยที่ทำให้ PSA ต่ำผิดปกติ

  • ยาบางชนิด เช่น finasteride หรือ dutasteride

  • น้ำหนักตัวมาก (ค่า BMI สูง)

แนวทางดูแลสุขภาพต่อมลูกหมาก

อาหารที่ช่วยลดความเสี่ยง

  • มะเขือเทศ (มีไลโคปีน)

  • ผักใบเขียว

  • ถั่วเหลือง

  • ปลาทะเลน้ำลึก (มีกรดไขมันโอเมก้า 3)

พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง

  • สูบบุหรี่

  • ดื่มแอลกอฮอล์จัด

  • อาหารแปรรูป ไขมันสูง

ควรตรวจ Total PSA เมื่อไร?

  • ทุกปีตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป

  • อายุน้อยกว่า 50 ปี หากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

  • มีอาการปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะขัด ปัสสาวะไม่สุด

  • เจ็บหรืออึดอัดในบริเวณอุ้งเชิงกราน

สรุป

Total PSA เป็นการตรวจเลือดที่มีบทบาทสำคัญในการประเมินสุขภาพต่อมลูกหมาก และคัดกรองความเสี่ยงต่อมะเร็ง แต่ไม่สามารถใช้เป็นเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเพียงลำพัง การพิจารณาค่าที่ได้ต้องดูร่วมกับอาการ ประวัติครอบครัว และผลการตรวจอื่นๆ เช่น Free PSA, MRI, และ Biopsy

การตรวจ Total PSA อย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม จะช่วยให้ผู้ชายมีโอกาสรับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเพิ่มโอกาสการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

FAQ – คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Total PSA

Q1: Total PSA ตรวจเพื่อวินิจฉัยมะเร็งได้หรือไม่?

A: ไม่ได้โดยลำพัง ต้องใช้ร่วมกับการตรวจอื่น เช่น Free PSA, MRI หรือ Biopsy

Q2: ค่า PSA ปกติแต่ยังมีความเสี่ยงมะเร็งได้หรือไม่?

A: ได้ ผู้ป่วยบางรายที่เป็นมะเร็ง PSA ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ จึงควรใช้การตรวจอื่นร่วมด้วยเสมอ

Q3: ควรตรวจ PSA บ่อยแค่ไหน?

A: ทุก 1 ปี สำหรับผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

Q4: ค่า PSA สูงแน่นอนว่าเป็นมะเร็งใช่หรือไม่?

A: ไม่จำเป็นเสมอ ค่า PSA อาจสูงจากการติดเชื้อหรืออักเสบได้ ควรให้แพทย์วินิจฉัยเพิ่มเติม

Q5: วิธีป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากที่ดีที่สุดคืออะไร?

A: ปรับพฤติกรรมสุขภาพ เช่น รับประทานอาหารดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงบุหรี่ แอลกอฮอล์ และตรวจสุขภาพประจำปี

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557. 

Catalona WJ, Richie JP, Ahmann FR, Hudson MA, Scardino PT, Flanigan RC, deKernion JB, Ratliff TL, Kavoussi LR, Dalkin BL (May 1994). “Comparison of digital rectal examination and serum prostate specific antigen in the early detection of prostate cancer: results of a multicenter clinical trial of 6,630 men”. The Journal of Urology. 151 (5): 1283–90. PMID 7512659.

Velonas VM, Woo HH, dos Remedios CG, Assinder SJ (2013). “Current status of biomarkers for prostate cancer”. International Journal of Molecular Sciences. 14 (6): 11034–60. doi:10.3390/ijms140611034. PMC 3709717 Freely accessible. PMID 23708103.

“Prostate cancer – PSA testing – NHS Choices”. NHS Choices. 3 January 2015.

“Talking With Your Patients About Screening for Prostate Cancer” (PDF). Retrieved 2012-07-02.

[/vc_column][/vc_row]

CA 15-3 คืออะไร? การตรวจค่า CA 15-3 กับมะเร็งเต้านม และการแปลผล

0
Cancer Antigen
CA 15-3 เป็นสารที่จะใช้ในการวัดค่าเพื่อหามะเร็งเต้านม ว่าผู้ป่วยกำลังป่วยด้วยมะเร็งเต้านมจริงๆ และติดตามผลการรักษามะเร็งเต้านม

CA 15-3 คืออะไร?

CA 15-3 หรือ Cancer Antigen 15-3 คือโปรตีนที่ผลิตโดยเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะจากมะเร็งเต้านมชนิดเยื่อบุ (epithelial breast cancer) การตรวจวัดระดับ CA 15-3 ในเลือดใช้เพื่อติดตามผลการรักษาและตรวจหาการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งเต้านม แต่ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ในการวินิจฉัยเบื้องต้น

บทบาทของ CA 15-3 ในมะเร็งเต้านม

ทำไมต้องตรวจ CA 15-3?

  • เพื่อติดตามผลการรักษามะเร็งเต้านม
  • ประเมินการตอบสนองต่อการรักษา เช่น เคมีบำบัด หรือฮอร์โมนบำบัด
  • ตรวจหาการกลับมาเป็นซ้ำของโรค
  • ใช้ร่วมกับ Tumor Marker อื่น เช่น [CEA] หรือ HER2

ไม่เหมาะสำหรับอะไร?

  • ไม่ควรใช้เพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัย มะเร็งเต้านมในระยะแรก
  • มีโอกาสแสดงค่า “สูงผิดปกติ” จากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่มะเร็ง เช่น การอักเสบหรือการตั้งครรภ์

การตรวจ CA 15-3 ทำอย่างไร?

  1. เจาะเลือดจากหลอดเลือดดำที่แขน
  2. ส่งตัวอย่างไปยังห้องปฏิบัติการ
  3. รอผลวิเคราะห์ซึ่งแสดงค่าในหน่วย U/mL

ต้องเตรียมตัวก่อนตรวจไหม?

  • โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหาร
  • แจ้งแพทย์หากใช้ยาฮอร์โมน หรือมีภาวะตั้งครรภ์
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักก่อนการตรวจ 24 ชั่วโมง

การแปลผลค่าผลตรวจ CA 15-3

ค่า CA 15-3 (U/mL)

ความหมายเบื้องต้น

< 30

ปกติ
30 – 100

อาจมีความผิดปกติ ต้องตรวจซ้ำ

> 100

เสี่ยงมะเร็งเต้านมหรือแพร่กระจาย

หมายเหตุ: ค่าอาจแปรเปลี่ยนได้ตามห้องปฏิบัติการ

ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าผลตรวจ CA 15-3

โรคหรือภาวะที่ทำให้ค่า CA 15-3 สูง:

  • มะเร็งเต้านม (ระยะลุกลาม)
  • มะเร็งรังไข่
  • มะเร็งปอด
  • มะเร็งตับ

ภาวะที่ไม่ใช่มะเร็ง:

  • โรคตับ (ตับอักเสบ, ตับแข็ง)
  • การตั้งครรภ์
  • ซีสต์ในเต้านม
  • การอักเสบของเต้านม

CA 15-3 vs แมมโมแกรม / อัลตราซาวด์

ด้านการใช้งาน

CA 15-3 แมมโมแกรม / อัลตราซาวด์

คัดกรองเบื้องต้น

ตรวจวินิจฉัยโรค

ติดตามผลการรักษา

ตรวจหาการกลับเป็นซ้ำ

เมื่อไรควรตรวจ CA 15-3?

  • หลังการผ่าตัดหรือทำเคมีบำบัด เพื่อประเมินประสิทธิภาพ
  • ผู้ที่เป็น มะเร็งเต้านมระยะลุกลาม
  • มีอาการสงสัยว่ามะเร็งกลับมา เช่น น้ำหนักลด ปวดกระดูก เหนื่อยง่าย

คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีค่า CA 15-3 สูง

  • อย่าตกใจทันที ต้องตรวจซ้ำเพื่อยืนยัน
  • อาจต้องทำแมมโมแกรม อัลตราซาวด์ หรือ CT scan เพิ่มเติม
  • ปรึกษาแพทย์ด้านมะเร็งวิทยาโดยตรง

วิธีลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

พฤติกรรมแนะนำ:

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์ ผักผลไม้
  • จำกัดการบริโภคไขมันอิ่มตัว และอาหารแปรรูป
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่

การตรวจสุขภาพประจำปี:

  • ตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน
  • ทำแมมโมแกรมตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป
  • ตรวจสารบ่งชี้ CA 15-3 สำหรับผู้ที่มีประวัติมะเร็งเต้านมหรือแพทย์แนะนำ

สรุป

การตรวจ CA 15-3 เป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามการรักษามะเร็งเต้านมและตรวจหาการกลับเป็นซ้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่เคยได้รับการวินิจฉัยและรักษาแล้ว อย่างไรก็ตาม ค่านี้ไม่เหมาะสำหรับใช้คัดกรองโรคในระยะแรก และต้องใช้ร่วมกับการตรวจอื่นเพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำและครอบคลุมที่สุด

การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ร่วมกับการตรวจเต้านมอย่างสม่ำเสมอ คือกุญแจสำคัญในการป้องกันและรับมือกับโรคมะเร็งเต้านมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

FAQ – คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ CA 15-3

Q: ค่า CA 15-3 ปกติแปลว่าไม่เป็นมะเร็งใช่ไหม?

A: ไม่แน่เสมอไป มะเร็งบางระยะอาจไม่ทำให้ค่า CA 15-3 สูง จึงควรใช้ร่วมกับวิธีอื่น เช่น แมมโมแกรม

Q: ตรวจ CA 15-3 บ่อยแค่ไหน?

A: ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาหรือมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม

Q: ค่า CA 15-3 สูงแน่นอนว่าเป็นมะเร็งหรือไม่?

A: ไม่จำเป็น อาจเกิดจากการอักเสบ ซีสต์ หรือแม้แต่ตั้งครรภ์ จึงต้องมีการตรวจเพิ่มเติม

Q: ถ้ามีอาการผิดปกติแต่ค่า CA 15-3 ปกติ ควรทำอย่างไร?

A: ยังจำเป็นต้องตรวจร่างกายและทำแมมโมแกรมเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557. 

[/vc_column][/vc_row]

Cancer Antigen 19-9 (CA 19-9) คืออะไร? ค่าตรวจเลือดที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งทางเดินอาหาร

0
CA 19-9 สารวัดค่ามะเร็งช่องทางเดินการย่อยอาหาร
สารที่ใช้ในการวัดค่ามะเร็งในช่องทางเดินการย่อยอาหาร เพื่อตรวจหามะเร็ง

CA 19-9 คืออะไร?

Cancer Antigen 19-9 (CA 19-9) คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่ผลิตโดยเซลล์มะเร็งบางชนิดและเซลล์ปกติในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะตับอ่อน ทางเดินน้ำดี และกระเพาะอาหาร ในทางการแพทย์ CA 19-9 ถือเป็น Tumor Marker หรือสารบ่งชี้มะเร็งที่สามารถใช้ตรวจวัดระดับในเลือด เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางประเภท โดยเฉพาะ:

  • มะเร็งตับอ่อน

  • มะเร็งท่อน้ำดี

  • มะเร็งกระเพาะอาหาร

  • มะเร็งลำไส้ใหญ่

ความสำคัญของ CA 19-9 ต่อการแพทย์

จุดประสงค์หลักของการตรวจ CA 19-9

  1. ติดตามผลการรักษามะเร็ง: ช่วยประเมินว่าผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาได้ดีหรือไม่

  2. ตรวจหาการกลับเป็นซ้ำ: ช่วยจับสัญญาณว่ามะเร็งอาจกลับมาอีกครั้ง

  3. ประกอบการวินิจฉัยมะเร็ง: ร่วมกับการตรวจภาพ เช่น CT scan, MRI

อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้ CA 19-9 เป็นเครื่องมือคัดกรองมะเร็งในคนทั่วไป เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านความจำเพาะเจาะจง

วิธีตรวจ CA 19-9

การตรวจ CA 19-9 ทำได้โดย การเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำ แล้วส่งตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ใช้เวลาประมาณ 1–3 วันในการรายงานผล

ข้อควรรู้ก่อนตรวจ:

  • ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร

  • แจ้งแพทย์เรื่องการใช้ยา โรคตับ หรือประวัติอักเสบของระบบย่อยอาหาร

การแปลผลค่าของ CA 19-9

ค่า CA 19-9 (U/mL) ความหมาย
< 37 ปกติ
37–100 อาจเกิดจากภาวะอักเสบหรือโรคตับ
> 100 มีแนวโน้มสัมพันธ์กับมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับอ่อนหรือทางเดินน้ำดี

หมายเหตุ: ค่าที่สูงขึ้นไม่ได้ยืนยันการเป็นมะเร็ง 100% ต้องประเมินร่วมกับการตรวจอื่นและอาการของผู้ป่วย

ปัจจัยที่อาจทำให้ค่า CA 19-9 สูงโดยไม่ใช่มะเร็ง

  • โรคตับอักเสบเรื้อรัง

  • ตับอ่อนอักเสบ

  • นิ่วในถุงน้ำดี

  • ท่อน้ำดีอักเสบหรืออุดตัน

  • ภาวะติดเชื้อทางเดินอาหาร

  • การสูบบุหรี่

CA 19-9 และมะเร็งระบบทางเดินอาหาร

1. มะเร็งตับอ่อน

CA 19-9 ถือเป็นตัวบ่งชี้หลัก เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มักผลิตสารนี้ในปริมาณสูง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ระยะลุกลาม

2. มะเร็งทางเดินน้ำดี

ผู้ป่วยมักมีค่า CA 19-9 สูงอย่างมีนัยสำคัญ ร่วมกับอาการดีซ่าน ตับโต หรือท่อน้ำดีอุดตัน

3. มะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้

พบค่าที่สูงขึ้นได้ในบางราย โดยเฉพาะเมื่อมะเร็งมีการแพร่กระจาย

จุดแข็งและข้อจำกัดของ CA 19-9

จุดแข็ง ข้อจำกัด
ใช้ติดตามผลการรักษาได้ดี ไม่เหมาะกับการวินิจฉัยระยะเริ่มต้น
ตอบสนองต่อการรักษาไว ค่าสูงจากโรคอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งได้
ใช้ร่วมกับ Tumor Marker อื่นเพิ่มความแม่นยำ ประมาณ 5–10% ของประชากรไม่มีแอนติเจน CA 19-9 จึงให้ผลเป็นลบแม้มีมะเร็ง

แนวทางปฏิบัติหากพบค่า CA 19-9 สูง

  1. ไม่ควรตื่นตระหนก ค่า CA 19-9 สูงไม่ได้หมายถึงเป็นมะเร็งแน่นอน

  2. ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม เช่น CT, MRI, PET/CT หรือการส่องกล้อง

  3. ติดตามค่าอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแนวโน้มว่าค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงหลังการรักษา

แนวทางป้องกันมะเร็งระบบทางเดินอาหาร

1. โภชนาการที่ดี

  • รับประทานผักผลไม้ให้เพียงพอ

  • ลดเนื้อแดงและอาหารปิ้งย่าง

  • หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง

2. พฤติกรรมที่ช่วยลดความเสี่ยง

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  • งดสูบบุหรี่และดื่มสุรา

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

3. ตรวจสุขภาพประจำปี

  • โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติมะเร็งในครอบครัว

  • แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจ Tumor Marker เช่น CEA, CA 19-9, AFP ร่วมด้วย

เมื่อไรควรพบแพทย์

หากคุณมีอาการต่อไปนี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง:

  • ปวดท้องเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ

  • ดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง)

  • น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ

  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้เรื้อรัง

  • อุจจาระมีลักษณะผิดปกติ เช่น สีซีด เหลว หรือมีเลือด

คำแนะนำสำหรับผู้มีค่า CA 19-9 สูง

  • ห้ามวินิจฉัยด้วยตนเองจากค่าเดียว

  • ปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม

  • อย่าหยุดติดตามค่าตรวจ แม้ค่าเริ่มกลับมาอยู่ในระดับปกติ

  • ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพโดยรวมมากกว่าค่าใดค่าหนึ่ง

บทสรุป

CA 19-9 คือเครื่องมือสำคัญในการติดตามการรักษาและการกลับเป็นซ้ำของมะเร็งทางเดินอาหาร โดยเฉพาะมะเร็งตับอ่อนและมะเร็งทางเดินน้ำดี แม้ไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือวินิจฉัยเริ่มต้นได้ แต่หากใช้ร่วมกับการตรวจอื่นๆ จะเพิ่มความแม่นยำในการประเมินโรคได้มากขึ้น

ควรตระหนักว่า สุขภาพที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าตัวเลขเพียงค่าเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิต การดูแลร่างกาย และการพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: ตรวจ CA 19-9 ต้องอดอาหารหรือไม่?
A: ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร แต่ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาและโรคประจำตัวก่อนตรวจ

Q2: ค่า CA 19-9 สูงเสมอในมะเร็งตับอ่อนหรือไม่?
A: ไม่เสมอ โดยเฉพาะในรายที่ไม่มีแอนติเจน CA 19-9 ในร่างกาย

Q3: ตรวจ CA 19-9 อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?
A: ไม่เพียงพอ ควรใช้ร่วมกับการตรวจทางภาพและ Tumor Marker อื่น

Q4: CA 19-9 ใช้กับมะเร็งอะไรได้บ้าง?
A: ใช้ติดตามมะเร็งตับอ่อน ทางเดินน้ำดี กระเพาะอาหาร ลำไส้ และบางรายของตับ

Q5: ค่า CA 19-9 ต่ำสามารถบอกได้ว่าหายจากมะเร็งแล้วหรือไม่?
A: ค่าอาจลดลงหลังการรักษา แต่ยังไม่รับประกันว่ามะเร็งหายขาด ต้องติดตามต่อเนื่อง

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557. 

[/vc_column][/vc_row]

Carcinoembryonic Antigen (CEA) คืออะไร? ตรวจค่าสารบ่งชี้มะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ควรรู้

0
โรคมะเร็งลำไส้โดยเกิดก้อนเนื้อเล็กๆในลำไส้ จะเกิดขึ้นตั้งแต่บริเวณลำไส้เล็กจนถึงปลายทวานหนัก
โรคมะเร็งลำไส้โดยเกิดก้อนเนื้อเล็กๆในลำไส้ จะเกิดขึ้นตั้งแต่บริเวณลำไส้เล็กจนถึงปลายทวานหนัก

Carcinoembryonic Antigen (CEA) คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้ในระดับที่สูงในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะในระยะที่โรคเริ่มลุกลามหรือแพร่กระจาย การตรวจหา CEA จึงถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในวิธีสำคัญเพื่อ ติดตามผลการรักษา และประเมินความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำของโรค นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในมะเร็งชนิดอื่นได้ด้วย แม้จะมีความจำเพาะไม่สูงเท่ากับมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยตรง

CEA คืออะไร?

CEA (Carcinoembryonic Antigen) เป็นโปรตีนที่ผลิตโดยเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติบางชนิด โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร ในคนทั่วไประดับ CEA จะต่ำมาก แต่เมื่อมีมะเร็ง โดยเฉพาะ มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งเต้านม และ มะเร็งปอด ระดับของ CEA จะเพิ่มสูงขึ้นจนสามารถตรวจพบได้ในเลือด

การใช้ CEA กับมะเร็งลำไส้ใหญ่

จุดประสงค์ของการตรวจ CEA

  • ติดตามผลการรักษา: หากค่าลดลง แสดงว่าร่างกายตอบสนองต่อการรักษา

  • ติดตามการกลับมาเป็นซ้ำ: ค่าที่เพิ่มขึ้นอาจบ่งชี้ถึงการกลับมาเป็นมะเร็ง

  • ใช้พยากรณ์โรค: ค่าที่สูงมักสัมพันธ์กับมะเร็งระยะลุกลาม

  • ไม่ใช้สำหรับคัดกรองเบื้องต้น เนื่องจากไม่สามารถวินิจฉัยมะเร็งระยะแรกได้อย่างแม่นยำ

วิธีการตรวจ CEA

  1. เจาะเลือดจากหลอดเลือดดำที่แขน

  2. ส่งตัวอย่างเลือดไปยังห้องปฏิบัติการ

  3. รอผลประมาณ 1–2 วัน แล้วนำผลไปให้แพทย์แปลผลร่วมกับการตรวจอื่นๆ

การแปลผลค่า CEA

กลุ่มผู้ตรวจ ค่า CEA ปกติ (ng/mL)
ผู้ไม่สูบบุหรี่ < 2.5
ผู้สูบบุหรี่ < 5.0

หมายเหตุ: ผู้ที่สูบบุหรี่มีแนวโน้มมีค่า CEA สูงโดยไม่มีมะเร็ง

ค่าสูงแค่ไหนจึงผิดปกติ?

  • >10 ng/mL: มีความเสี่ยงมะเร็งสูง ต้องตรวจเพิ่มเติมทันที

  • 5–10 ng/mL: อยู่ในช่วงที่ต้องติดตามซ้ำ

  • <5 ng/mL: หากไม่สูบบุหรี่ ถือว่าปกติ

ปัจจัยที่ทำให้ CEA สูงได้โดยไม่ใช่มะเร็ง

  • การสูบบุหรี่

  • ภาวะอักเสบในร่างกาย

  • โรคตับ (ตับแข็ง, ไวรัสตับอักเสบ)

  • โรคลำไส้อักเสบ เช่น Crohn’s disease หรือ Ulcerative colitis

  • การตั้งครรภ์ในบางกรณี

CEA กับมะเร็งชนิดอื่น

แม้ [CEA] จะมีความสัมพันธ์กับมะเร็งลำไส้ใหญ่มากที่สุด แต่ก็สามารถพบระดับที่สูงขึ้นในมะเร็งเหล่านี้ได้:

  • มะเร็งตับ

  • มะเร็งตับอ่อน

  • มะเร็งเต้านม

  • มะเร็งปอด

  • มะเร็งกระเพาะอาหาร

CEA vs. การตรวจอื่น

วิธีตรวจ จุดประสงค์ ความแม่นยำ ใช้ร่วมกับ
CEA ติดตามผลการรักษา ปานกลาง CT Scan, Colonoscopy
Colonoscopy คัดกรอง + วินิจฉัย สูง ใช้คู่กับ CEA
FIT Test คัดกรองเลือดในอุจจาระ ปานกลาง สำหรับประชาชนทั่วไป

แนวทางปฏิบัติเมื่อตรวจพบ CEA สูง

  1. ไม่ควรตื่นตระหนกทันที

  2. ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ

  3. อาจต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น CT scan, PET/CT หรือ Colonoscopy

  4. ตรวจซ้ำทุก 1–3 เดือน หากอยู่ในช่วงติดตามผลการรักษา

การดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่

อาหาร

  • เลี่ยงอาหารแปรรูปและไขมันสูง

  • เพิ่มผัก ผลไม้ และใยอาหาร

  • ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ

พฤติกรรม

  • หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ

  • งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์

  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ค่า CEA เท่าไรถึงเรียกว่าสูง?

A: หากเกิน 5.0 ng/mL (ผู้สูบบุหรี่) หรือ 2.5 ng/mL (ผู้ไม่สูบบุหรี่) ถือว่าเริ่มผิดปกติ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

Q: CEA ใช้ตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ 100% ไหม?

A: ไม่สามารถยืนยันมะเร็งได้ 100% จำเป็นต้องใช้ร่วมกับการตรวจอื่น เช่น colonoscopy

Q: ถ้าค่า CEA ปกติแปลว่าไม่เป็นมะเร็งแน่นอนหรือไม่?

A: ไม่แน่นอน บางกรณีมะเร็งอาจไม่ทำให้ CEA เพิ่มขึ้น

Q: ต้องตรวจ CEA บ่อยแค่ไหน?

A: สำหรับผู้ที่เคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจทุก 3–6 เดือนในช่วง 2 ปีแรก และปีละครั้งหลังจากนั้น

สรุป

การตรวจ Carcinoembryonic Antigen (CEA) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ติดตามผลการรักษาและการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งลำไส้ใหญ่ แม้ไม่เหมาะสำหรับการวินิจฉัยมะเร็งในระยะแรกเริ่ม แต่ก็เป็นส่วนเสริมที่มีคุณค่าเมื่อนำมาใช้ร่วมกับการตรวจอื่น การรู้จักค่าที่เหมาะสมของ CEA และเข้าใจข้อจำกัดของมันจะช่วยให้ผู้ป่วยและบุคคลทั่วไปตัดสินใจดูแลสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น

[/vc_column_text]

ร่วมตอบคำถามกับเรา

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

[/vc_column][/vc_row]

การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง: ขั้นตอน ประเมินอาการ และแนวทางตรวจพบโรคระยะเริ่มต้น

0
การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง
เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและดูว่าเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ ระยะใด และหาแนวทางรักษาต่อไป

โรคมะเร็งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประชากรทั่วโลก การตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็วและแม่นยำจึงมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาด การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การหาว่ามีโรคอยู่หรือไม่เท่านั้น แต่รวมถึงการวิเคราะห์ความรุนแรง ระยะของโรค การประเมินผลสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และการวางแผนการรักษาอย่างครอบคลุม

การตรวจวินิจฉัยคืออะไร?

“การวินิจฉัย” หมายถึงกระบวนการทางการแพทย์ที่ทำเพื่อให้ทราบว่า ผู้ป่วยกำลังป่วยด้วยโรคอะไร ซึ่งในกรณีของโรคมะเร็ง หมายถึงการยืนยันว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ ถ้าเป็น จะต้องประเมินชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค ภาวะแทรกซ้อน และผลกระทบทางสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย เพื่อวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม

เป้าหมายของการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง

  1. ตรวจสอบว่ามีโรคมะเร็งหรือไม่

  2. ระบุชนิดของมะเร็ง

  3. ประเมินระยะของโรค

  4. ประเมินสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

  5. ใช้เป็นแนวทางเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม

  6. ใช้ติดตามผลลัพธ์ของการรักษา

  7. ค้นหาความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำ

ขั้นตอนการวินิจฉัย: ตั้งแต่ซักประวัติถึงการติดตามผล

1. ซักประวัติและอาการเบื้องต้น

  • อาการหลักที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ เช่น ปวดท้อง คลำพบก้อนเนื้อ

  • อาการรอง เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

  • ประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

  • พฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์

2. การตรวจร่างกาย

แพทย์จะตรวจดูอวัยวะภายนอกที่ผิดปกติ เช่น ก้อนเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองโต ผิวหนังเปลี่ยนสี

3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • ตรวจเลือดทั่วไป (CBC, Chemistry)

  • ตรวจหา Tumor Marker เช่น AFP, CEA, CA 19-9, PSA

4. การตรวจภาพรังสี

  • X-ray

  • CT Scan

  • MRI

  • PET Scan

5. การส่องกล้องและเก็บตัวอย่าง

  • ส่องกล้องทางเดินอาหาร

  • ส่องกล้องมดลูก

  • การเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy)

อาการสำคัญที่ควรสังเกต

อาการ โรคที่อาจเกี่ยวข้อง
ก้อนเนื้อโตเร็วผิดปกติ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับอ่อน
เสียงแหบเรื้อรัง มะเร็งกล่องเสียง
ไฝเปลี่ยนสี เปลี่ยนรูป มะเร็งผิวหนัง
อุจจาระหรือปัสสาวะเป็นเลือด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งลำไส้

วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งแต่ละประเภท

มะเร็งปอด

  • ตรวจภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray)

  • CT Scan ปอด

  • ตรวจเสมหะ

  • ส่องกล้องทางเดินหายใจ (Bronchoscopy)

มะเร็งตับ

  • ตรวจเลือดหา AFP

  • อัลตราซาวด์ช่องท้อง

  • MRI ตับ

  • เจาะชิ้นเนื้อจากตับ

มะเร็งเต้านม

  • คลำก้อนเต้านม

  • แมมโมแกรม (Mammogram)

  • Ultrasound เต้านม

  • เจาะชิ้นเนื้อ

มะเร็งลำไส้ใหญ่

  • ส่องกล้องลำไส้ (Colonoscopy)

  • ตรวจอุจจาระ

  • ตรวจ CEA, CA 19-9

  • CT abdomen

มะเร็งปากมดลูก

  • ตรวจ Pap smear

  • ตรวจ HPV DNA

  • ส่องกล้องปากมดลูก (Colposcopy)

  • เจาะเนื้อเยื่อปากมดลูก

การแปลผลและจัดกลุ่มระยะของโรค

การวินิจฉัยโรคมะเร็งไม่ได้จบเพียงแค่ทราบว่าเป็นหรือไม่ แต่ยังต้องประเมินว่าอยู่ใน “ระยะ” ใด ซึ่งแบ่งเป็น 4 ระยะหลัก ได้แก่

ระยะ รายละเอียด
ระยะที่ 0 มะเร็งยังอยู่เฉพาะที่
ระยะที่ 1 มะเร็งเริ่มลุกลามเล็กน้อย
ระยะที่ 2-3 มะเร็งลุกลามถึงเนื้อเยื่อใกล้เคียง
ระยะที่ 4 มะเร็งแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นแล้ว

การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย

  • Next-Generation Sequencing (NGS): ตรวจ DNA เพื่อดูการกลายพันธุ์ของยีน

  • PET/CT Scan: ตรวจการเผาผลาญของเนื้อเยื่อมะเร็งในร่างกาย

  • Liquid Biopsy: ตรวจ DNA มะเร็งจากเลือด

  • AI Diagnostic Imaging: ใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยวิเคราะห์ภาพทางรังสี

การติดตามผลหลังการรักษา

หลังการรักษาแล้ว ผู้ป่วยยังคงต้องติดตามผลเป็นระยะ เช่น

  • ตรวจเลือดซ้ำเพื่อดูค่า Tumor Marker

  • ตรวจภาพรังสีซ้ำทุก 3-6 เดือน

  • สังเกตอาการผิดปกติที่อาจบ่งชี้ว่าโรคกลับมา

การติดตามผลที่ดีช่วยให้การตรวจพบการกลับมาเป็นซ้ำได้เร็ว และสามารถวางแผนการรักษาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

สรุป: ความหวังจากการวินิจฉัยที่แม่นยำ

การวินิจฉัยโรคมะเร็งที่ถูกต้องและทันท่วงทีเป็นกุญแจสำคัญในการยืดอายุผู้ป่วย และลดความรุนแรงของโรค กระบวนการวินิจฉัยไม่ใช่เพียงการยืนยันโรคเท่านั้น แต่รวมถึงการประเมินสุขภาพอย่างครอบคลุม การเลือกวิธีการรักษา และการติดตามผลในระยะยาว หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ โอกาสหายขาดจากโรคมะเร็งก็มีสูงมากขึ้นอย่างชัดเจน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งจำเป็นสำหรับใคร?

ผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น น้ำหนักลด คลำเจอก้อนเนื้อ เสียงแหบเรื้อรัง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง ควรเข้ารับการวินิจฉัยเพื่อให้ทราบสาเหตุและวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง

2. การตรวจเลือดสามารถระบุโรคมะเร็งได้แม่นยำแค่ไหน?

การตรวจเลือดหา Tumor Marker ช่วยคัดกรองและติดตามผลมะเร็งบางชนิดได้ดี แต่ยังไม่แม่นยำ 100% จึงควรใช้ร่วมกับการตรวจอื่นๆ เช่น ส่องกล้อง หรือ CT scan

3. การตรวจมะเร็งลำไส้ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

ต้องงดอาหารบางประเภทก่อนตรวจ และล้างลำไส้ด้วยน้ำยาหรือยาถ่ายตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ผลการส่องกล้องชัดเจนที่สุด

4. การเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy) มีความเสี่ยงหรือไม่?

โดยทั่วไปปลอดภัย แต่อาจเกิดเลือดออกหรือการติดเชื้อได้บ้าง แพทย์จะประเมินความเหมาะสมก่อนดำเนินการ

5. ตรวจวินิจฉัยพบมะเร็งเร็ว มีโอกาสหายไหม?

มีโอกาสหายสูง โดยเฉพาะหากตรวจพบในระยะที่ 0–1 ซึ่งยังไม่แพร่กระจาย โอกาสรักษาหายได้มากกว่า 70–90% ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งและสุขภาพผู้ป่วย

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

WHO (October 2009). “Cancer”. World Health Organization.

Cancer by tumour type. Journal of Internal Medicine. 

[/vc_column][/vc_row]

ตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor Marker): แนวทางวินิจฉัยโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้น

0
การตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้ สัญญาณป่วยโรคมะเร็ง
การตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้ สัญญาณป่วยโรคมะเร็ง

ความสำคัญของการตรวจเลือดเพื่อหามะเร็ง

โรคมะเร็งในยุคปัจจุบันมักแฝงตัวอยู่โดยไม่มีอาการชัดเจนในช่วงแรก การวินิจฉัยที่ล่าช้ามักส่งผลให้การรักษาได้ผลน้อยลง การตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็ง หรือ Tumor Marker จึงเป็นหนึ่งในแนวทางการตรวจคัดกรองที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ

Tumor Marker คืออะไร?

Tumor Marker คือสารประกอบชีวเคมี โปรตีน หรือเอนไซม์ที่ผลิตจากเซลล์มะเร็ง หรือเกิดจากปฏิกิริยาของอวัยวะที่ถูกเซลล์มะเร็งรุกล้ำ ทำให้เกิดการหลั่งสารเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งสามารถนำมาตรวจวิเคราะห์ได้ผ่านการเจาะเลือด

สารเหล่านี้จะ ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้โดยตรง แต่จะช่วย บ่งชี้แนวโน้ม หรือใช้ ติดตามผลการรักษา ได้อย่างมีประสิทธิภาพหากใช้อย่างถูกต้อง

ชนิดของ Tumor Marker ที่พบบ่อย

ชื่อสาร Tumor Marker บ่งชี้มะเร็ง ค่าปกติ ความหมายเมื่อสูงผิดปกติ
AFP (Alpha-Fetoprotein) มะเร็งตับ, มะเร็งอัณฑะ < 10 ng/mL มีความเสี่ยงต่อมะเร็งตับหรือเนื้องอกชนิดอื่น
CEA (Carcinoembryonic Antigen) มะเร็งลำไส้ใหญ่, ปอด, เต้านม < 5 ng/mL มีความเสี่ยงมะเร็งระบบทางเดินอาหาร
CA-125 มะเร็งรังไข่ < 35 U/mL มักใช้วินิจฉัยและติดตามมะเร็งรังไข่
CA 19-9 มะเร็งตับอ่อน, ลำไส้ < 37 U/mL ใช้ร่วมกับ CEA เพื่อวินิจฉัยมะเร็งตับอ่อน
PSA (Prostate Specific Antigen) มะเร็งต่อมลูกหมาก < 4 ng/mL มีความเสี่ยงต่อภาวะโตผิดปกติหรือมะเร็งต่อมลูกหมาก
β-hCG มะเร็งอัณฑะ, มะเร็งปอด < 5 IU/L ใช้ร่วมกับ AFP ในการติดตามมะเร็งอัณฑะ

กลไกการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง

เพื่อเข้าใจ Tumor Marker ได้ดีขึ้น เราควรรู้จักพฤติกรรมของเซลล์ที่ผิดปกติต่าง ๆ:

  • Hyperplasia: เซลล์เพิ่มจำนวน → อวัยวะขยายใหญ่ (เช่น ต่อมลูกหมากโต)

  • Hypertrophy: เซลล์ใหญ่ขึ้น → ขนาดอวัยวะโต (เช่น หัวใจโต)

  • Metaplasia: เซลล์ใหม่แทนที่เซลล์เดิม (เช่น ผิวหนังที่ลอก)

  • Dysplasia: เซลล์โตไม่เต็มที่ → สัญญาณก่อนมะเร็ง (พบในปากมดลูกบ่อย)

ประเภทของมะเร็งและร่องรอยที่ตรวจพบได้

1. มะเร็งแบบไม่มีก้อนบวม

ตัวอย่าง: มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) – ไม่มีก้อน ไม่มีอาการบวม

2. มะเร็งที่มีลักษณะเป็นก้อน (Tumor)

  • Benign Tumor (ไม่ร้ายแรง): เช่น ถุงไขมัน

  • Malignant Tumor (ร้ายแรง): เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ ฯลฯ

วัตถุประสงค์ของการตรวจ Tumor Marker

  1. คัดกรองผู้มีความเสี่ยงมะเร็ง

  2. ใช้เป็นข้อมูลวินิจฉัยร่วมกับภาพถ่ายทางการแพทย์

  3. ติดตามผลการรักษา

  4. พยากรณ์โอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

  5. ใช้ตรวจโรคที่ไม่สามารถผ่าตัดเก็บชิ้นเนื้อได้ (เช่น มะเร็งสมอง)

วิธีการตรวจ Tumor Marker

1. การตรวจเฉพาะเจาะจง (Cancer-Specific Marker)

เช่น:

  • ตรวจค่า AFP → มะเร็งตับ

  • ตรวจ CA-125 → มะเร็งรังไข่

2. การตรวจจากอวัยวะเป้าหมาย (Tissue-Specific Marker)

เช่น:

  • มะเร็งลำไส้ → ตรวจ CEA + CA19-9 + CA125

  • มะเร็งตับอ่อน → ตรวจ CA19-9 + AFP

ข้อควรระวังในการแปลผล Tumor Marker

  • ผลอาจคลาดเคลื่อนจากหลายปัจจัย เช่น การอักเสบ โรคเรื้อรังอื่น ๆ

  • ควรตรวจจากห้องแล็บเดียวกันทุกครั้ง เพื่อความแม่นยำ

  • ไม่ควรใช้ Tumor Marker เพียงตัวเดียวเป็นตัวชี้ขาดการวินิจฉัย

  • ระวังผลลวงจาก Hook Effect (สารมากเกินจนตรวจไม่เจอ)

ข้อดีของการตรวจเลือดเพื่อหามะเร็ง

  • ไม่ต้องเจ็บตัวเหมือนการตัดชิ้นเนื้อ

  • สามารถคัดกรองหลายระบบพร้อมกัน

  • เหมาะสำหรับการติดตามการรักษาในผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็ง

ข้อจำกัด

  • ไม่สามารถยืนยันได้ 100% ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่

  • ต้องใช้ควบคู่กับการตรวจอื่น เช่น MRI, CT Scan, Biopsy

แนวทางการใช้ Tumor Marker อย่างปลอดภัย

  • ใช้ตรวจในผู้มีความเสี่ยงสูง

  • ใช้ร่วมกับการตรวจสุขภาพประจำปี

  • ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยด้วยแพทย์

  • บันทึกประวัติผลการตรวจเปรียบเทียบอย่างสม่ำเสมอ

สรุป

การตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็ง คือเครื่องมือช่วยชีวิตยุคใหม่ที่สามารถคัดกรองโรคได้ในระยะเริ่มต้น มีความแม่นยำในระดับหนึ่งหากใช้อย่างถูกวิธี ควรใช้ร่วมกับคำวินิจฉัยของแพทย์และการตรวจทางรังสีวิทยาอื่น ๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ครบถ้วนและแม่นยำที่สุด

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจ Tumor Marker

Q1: ตรวจเลือด Tumor Marker ต้องงดน้ำหรืออาหารไหม?

A: ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องงดเว้นอาหาร ยกเว้นบางกรณีที่แพทย์กำหนดไว้เฉพาะเจาะจง

Q2: ตรวจพบค่า CEA สูงเสมอว่าป่วยเป็นมะเร็งแน่หรือไม่?

A: ไม่เสมอไป อาจเกิดจากการสูบบุหรี่ การอักเสบ หรือภาวะอื่น ๆ ควรใช้ข้อมูลร่วมกับผลการตรวจอื่น

Q3: การตรวจ Tumor Marker เจ็บไหม?

A: เป็นการเจาะเลือดแบบทั่วไป ใช้เวลารวดเร็วและไม่เจ็บมาก

Q4: ควรตรวจ Tumor Marker บ่อยแค่ไหน?

A: สำหรับผู้ปกติปีละครั้ง ส่วนผู้ที่มีประวัติมะเร็งหรือความเสี่ยงสูงควรตรวจทุก 3–6 เดือน ตามคำแนะนำแพทย์

Q5: ผลตรวจปกติ แปลว่าไม่มีโอกาสเป็นมะเร็งเลยหรือไม่?

A: ไม่แน่นอน ยังควรตรวจร่างกายและติดตามผลทางคลินิกอย่างสม่ำเสมอ

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[/vc_column_text]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

Cancer causation: association by tumour type”. Journal of Internal Medicine. 

Deerfield, Illinois: Baxter International Inc. 2002-08-07.

[/vc_column][/vc_row]