ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์หรือการปลูกถ่ายไขกระดูก

0
การปลูกถ่ายไขกระดูก สเต็มเซลล์ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด
การปลูกถ่ายไขกระดูกไม่ใช่การรักษามะเร็งแต่เป็นการทำให้สามารถให้ยาได้มีประสิทธิภาพขึ้น
การปลูกถ่ายไขกระดูก สเต็มเซลล์ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด
การปลูกถ่ายไขกระดูกไม่ใช่การรักษามะเร็งแต่เป็นการทำให้สามารถให้ยาได้มีประสิทธิภาพขึ้น

ไขกระดูก คืออะไร?

ไขกระดูก คือ เนื้อเยื่อที่อยู่ภายในโครงกระดูกทุกชิ้นภายในร่างกายของคนเรา โดยที่ไขกระดูกจะมีหน้าที่ในการสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และ เกล็ดเลือด อีกทั้งไขกระดูก ยังประกอบไปด้วยเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือดชนิด ต่าง ๆ อีกด้วย

สเต็มเซลล์ คืออะไร?

สเต็มเซลล์ คือ เซลล์ตัวอ่อน ที่มีอยู่ภายในเนื้อเยื่อ หรือ อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายของคนเรา ซึ่งถือได้ว่าเป็นเซลล์ต้นกำเนิด ทำให้มีคุณสมบัติในการแบ่งตัว สามารถเจริญเติบโต และคอยทำหน้าที่ได้เหมือนกับเซลล์ และ เนื้อเยื่อ พร้อมทั้งอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายของเราได้ เมื่อมีการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เกิดขึ้น สเต็มเซลล์ที่ถูกปลูกถ่ายจึงสามารถเจริญเติบโต จนกลายเป็นเนื้อเยื่อและอวัยวะในส่วนต่าง ๆ ได้นั่นเอง

ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ซึ่งในปัจจุบัน การปลูกถ่าย ไขกระดูก หรือ ปลูกถ่าย สเต็มเซลล์ นั้น ถือได้ว่ามีวิธีการรักษาและทำการปลูกถ่ายที่ดีและมีประสิทธิภาพ ทำให้การปลูกถ่ายไขกระดูก หรือ สเต็มเซลล์ เป็นอีกหนึ่งวิธีในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่สำหรับโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ ยังคงไม่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก หรือ สเต็มเซลล์ได้ ซึ่งอยู่ในช่วงของการศึกษาอยู่เช่นกัน

ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ สำหรับการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ( Leukemia ) และ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ( Lymphoma ) ด้วยการปลูกถ่าย ไขกระดูก หรือ สเต็มเซลล์ จะใช้รักษาเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งสองชนิดนี้ ที่อยู่ในช่วงของโรคที่มีระดับความรุนแรงสูง อย่างเช่น โรคอยู่ในช่วงดื้อยาเคมีบำบัด โรคมีโอกาสที่จะย้อนกลับมาเป็นซ้ำ เป็นต้น

วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก และ สเต็มเซลล์

นับได้ว่าเป็นการรักษาโดยจะมีการกำจัดไขกระดูก ที่ยังคงมีโรคหรือเชื้อของโรคมะเร็งอยู่ให้หมดไป ซึ่งการกำจัดที่ว่านี้จะทำได้ด้วยเคมีบำบัด บางครั้งอาจจะมีการกำจัดร่วมกันกับการฉายรังสีรักษา ซึ่งภายหลังจากที่ได้กำจัดแล้ว จะต้องมีการปลูกถ่ายเซลล์ ไขกระดูก และ สเต็มเซลล์ เข้าไปแทนที่ทันที โดยจะมีการส่งเซลล์ปกติให้กับผู้ป่วยทางหลอดเลือดดำ คล้ายคลึงกับการให้เลือด โดยที่เซลล์จะเข้าไปเจริญเติบโตภายในโพรงกระดูก จนกระทั่งกลายเป็นเซลล์ไขกระดูกแบบปกติ

เซลล์ไขกระดูก และ สเต็มเซลล์ ได้มาจากที่ไหน?

เซลล์ไขกระดูก และ สเต็มเซลล์ ส่วนใหญ่แล้วจะได้มาจากหลายทางด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น เซลล์จากตัวผู้ป่วยโดยตรง ซึ่งแพทย์จะมีวิธีเก็บจากเลือดของผู้ป่วย ซึ่งเรียกว่า ฟีรีซีส ซึ่งได้มาจากเลือดภายในสายสะดือ ซึ่งจะถูกเก็บไว้ตั้งแต่แรกเกิด หรือ อาจจะเป็น ไขกระดูก ของคนภายในครอบครัว หรือ คนอื่น ๆ ที่มีเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งร่างกายของผู้ป่วยจะต้องยอมรับ และ เข้ากับผู้ป่วยได้เท่านั้น ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้เฉพาะสเต็มเซลล์จากแหล่งที่มีความพร้อมเท่านั้นอีกด้วย

ช่วงของการรักษาด้วยวิธีการปลูกถ่ายไขกระดูก และ สเต็มเซลล์

ในส่วนของการรักษาด้วยวิธีการปลูกถ่าย ไขกระดูก และ สเต็มเซลล์ ถือได้ว่าเป็นการรักษาที่ค่อนข้างจะยุ่งยาก มีความซับซ้อน และจำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานเป็นเดือน ๆ ซึ่งในช่วงที่อยู่ในผู้ป่วยเข้ารับการรักษานั้น ผู้ป่วยจะต้องอยู่ห้องแยกไปจากผู้ป่วยโดยทั่วไป อีกทั้งในระหว่างที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาอยู่นี้ อาจจะต้องพบเจอกับสภาวะแทรกซ้อนที่ค่อนข้างจะรุนแรง อาจะส่งผลทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้เช่นกัน หากผู้ป่วยอยู่ในช่วงที่ไขกระดูกและสเต็มเซลล์ยังไม่เจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ และผู้ป่วยมีอาการติดเชื้ออย่างรุนแรง เนื่องจากร่างกายขาดเม็ดเลือดขาว จนไม่สามารถควบคุมได้ และยังคงขาดเกล็ดเลือดของผู้ป่วยอยู่

ส่วนค่าใช้จ่ายในการรักษา ถือได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ผู้ป่วยบางกลุ่มอาจจะไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการนี้ได้ ซึ่งปัจจุบันแพทย์และโรงพยาบาลได้พยายามตั้งมูลนิธิขึ้นมา เพื่อที่จะมีเงินบริจาคให้กับผู้ป่วยที่ต้องการรักษาด้วยวิธีการนี้โดยตรง

ร่วมตอบคำถามกับเรา

บทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

“Palliative care. Clinical practice guidelines in oncology”. Journal of the National Comprehensive Cancer Network. National Comprehensive Cancer Network. 4 (8): 776–818. PMID 16948956.

Jump up Waldmann TA (March 2003). “Immunotherapy: past, present and future”. Nature Medicine. 9 (3): 269–77.

กรดแพนโทเธนิคหรือวิตามินบี 5 คืออะไร ( Pantothenic Acid หรือ Vitamin B5 )

0
กรดแพนโทเธนิคหรือวิตามินบี 5 คืออะไร (Pantothenic Acid หรือ Vitamin B5)
กรดแพนโทเธนิคหรือวิตามินบี 5 เป็นน้ำมันสีเหลืองอ่อนดูดซึมง่ายเมื่ออยู่ในสภาพของแอลกอฮอล์และละลายได้ในน้ำ
กรดแพนโทเธนิคหรือวิตามินบี 5 คืออะไร (Pantothenic Acid หรือ Vitamin B5)
กรดแพนโทเธนิคหรือวิตามินบี 5 เป็นน้ำมันสีเหลืองอ่อนดูดซึมง่ายเมื่ออยู่ในสภาพของแอลกอฮอล์และละลายได้ในน้ำ

วิตามินบี 5

วิตามินบี 5 นั้นมีหลายชื่อเรียก เช่น กรดแพนโทเธนิค, กรดแพนโทเทนิก, วิตามินบี5, Calcium Pantothenate, Vitamin B5 , Pantothenic Acid API ซึ่งก็คือวิตามินที่เริ่มมีการค้นพบขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1938 โดย ดร.วิเลียม ( Dr.R.R.William ) ซึ่งได้ค้นพบจากการแยกกรดชนิดนี้ออกมาจากตับและยีสต์ พร้อมกับตั้งชื่อกรดชนิดนี้ตามคำ ภาษากรีกว่า Panthos และเรียกโดยทั่วไปว่ากรดแพนโทเธนิค โดยต่อมาในปี ค.ศ.1950 ลิปแมน (Lipmann) ก็ได้ค้นพบเพิ่มเติมอีกว่า กรดแพนโทเธนิคก็เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของโคเอนไซม์เอ ( Coenzyme A,CoA ) เช่นกัน

อะไรคือแคลเซียม แพนโทธิเนต

Calcium Pantothenate หรือ Vitamin B5 เป็นส่วนประกอบของโคเอนไซม์เอ Coenzyme A ( CoA ) และส่วนหนึ่งของ วิตามินบี 2 แคลเซียม แพนโทธิเนต Calcium Pantothenate หรือ Vitamin B5 ยังช่วยปกป้องเซลล์ต่อความเสียหายต่อการเกิดสารเปอร์ออกไซด์โดยการผลิตกลูตาไธโอนเพิ่มขึ้น แคลเซียม แพนโทธิเนต เป็น เกลือแคลเซียมของวิตามินB5 ที่ละลายได้ในน้ำ  เป็นที่พบแพร่หลายในพืชและเนื้อเยื่อสัตว์ กรดแพนโทเธนิค, กรดแพนโทเทนิก, วิตามินบี5, มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ เป็นปัจจัยสำคัญในการเผาผลาญสารอาหารต่างๆ เช่น การเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และกรดไขมัน วิตามินบี 5 มีส่วนเกี่ยวข้องในการสังเคราะห์ฮีโมโกลบินฮอร์โมนเตียรอยด์ คอเลสเตอรอล และไขมัน เป็นต้น

กรดแพนโทเธนิคหรือ Vitamin B5 มีสรรพคุณอะไร

กรดแพนโทเธนิค หรือ วิตามินบี 5 จะมีลักษณะเป็นน้ำมันสีเหลืองอ่อน ซึ่งจะเสียได้ง่ายเมื่อโดนกับความร้อนและสภาพความเป็นกรดด่าง และที่สำคัญก็จะถูกดูดซึมได้ง่ายเมื่ออยู่ในสภาพของแอลกอฮอล์ที่เรียกว่าแพนโทธีนอลอีกด้วย โดยเมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้วก็จะเปลี่ยนเป็นกรดแพนโทเธนิคอย่างรวดเร็วมาก นอกจากนี้ก็สามารถละลายน้ำได้ และมักจะพบอยู่ในรูปของเกลือโซเดียมในทางการค้านั่นเอง

หน้าที่ของกรดแพนโทเธนิคหรือ วิตามินบี5

วิตามินบี 5 ช่วยอะไร ? วิตามินบี5 หรือกรดชนิดนี้จะทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบหลักของเอนไซม์เอ ซึ่งจะคอยดักจับและทำลายหมู่ซิทิลจากสารประกอบต่างๆที่เข้าสู่ร่างกายและยังสามารถพบได้ในเนื้อเยื่อทุกชนิดอีกด้วย นอกจากนี้ก็มีหน้าที่อื่นๆ เช่น

1. วิตามิน บี 5 ช่วยในการสังเคราะห์สาระสำคัญชนิดหนึ่ง ที่จะทำหน้าที่ในการส่งผ่านกระแสประสาทโดยเฉพาะ ซึ่งก็คือ อะซีทิลโคลีน

2. ทำหน้าที่ในการเป็นตัวร่วมในการสร้างอะซีทิลโคเอนไซม์เอ โดยเป็นสารที่จะช่วยในการผลิตพลังงานให้กับร่างกาย ซึ่งผลิตจากไขมัน โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตนั่นเอง

3. ช่วยสังเคราะห์กรดไขมัน สเทอรอลและคอเลสเตอรอล รวมถึงฟอร์ไฟริน ที่มีหน้าที่สำคัญในการสร้างเฮโมโกลบินโดยเฉพาะ 

4. ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์สารที่มีความสำคัญต่อกระบวนการสร้างเฮโมโกลบิน ซึ่งได้แก่ สารพอร์ไฟริน

5. ช่วยสังเคราะห์กรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย 

6. ช่วยรักษาอาการเหน็บชาที่มือและเท้า

วิตามินบี 5 หรือ กรดแพนโทเทนิก เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ มีหน้าที่ช่วยในกระบวนการสร้างเซลล์ต่าง ๆ การเจริญเติบโตของร่างกาย และการพัฒนาของระบบประสาทส่วนกลาง

การดูดซึมของกรดแพนโทเธนิค

การดูดซึมกรดแพนโทเธนิค จะสามารถดูดซึมได้ดีบริเวณลำไส้เล็ก ซึ่งจะดูดซึมเข้าไปในร่างกายและเนื้อเยื่อต่างๆ จากนั้นก็จะถูกเปลี่ยนเป็นโคเอนไซม์เอ และขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะ โดยอาจจะมีการขับถ่ายทางเหงื่อบ้างเล็กน้อย นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ในเด็กแรกเกิดจะมีระดับของกรดแพนโทเธนิคในเลือดสูงมากกว่าแม่ถึง 5 เท่าเลยทีเดียว

แหล่งอาหารที่พบกรดแพนโทเธนิค

วิตามินบี5 แหล่งอาหารที่สามารถพบกรดแพนโทเธนิค หรือ วิตามินบี5ได้สูงก็คือในเนื้อเยื่อของสัตว์ เช่น ตับ ไข่แดง หัวใจ สมอง และอาจพบได้ในนม ถั่ว ยีสต์และผักผลไม้อีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะพบในรูปของโคเอนไซม์เอ Coenzyme A ( CoA ) มากกว่าในรูปแบบอื่นๆ

ปริมาณกรดแพนโทเธนิกที่พอเพียงในแต่ละวันสำหรับคนไทยวัยต่างๆ 
ทารก 6-11 เดือน 1.8 มิลลิกรัม/วัน
เด็ก 1-3 ปี 2 มิลลิกรัม/วัน
เด็ก 4-8 ปี 3 มิลลิกรัม/วัน
วัยรุ่น 9-12 ปี 4 มิลลิกรัม/วัน
วัยรุ่น 13-18 ปี 5 มิลลิกรัม/วัน
ผู้ใหญ่ 19 –≥ 71 ปี 5 มิลลิกรัม/วัน
หญิงตั้งครรภ์ ควรเพิ่มอีก 1 มิลลิกรัม/วัน
หญิงให้นมบุตร ควรเพิ่มอีก 2 มิลลิกรัม/วัน

ผลของการขาดวิตามินบี5 หรือกรดแพนโทเธนิค

จากการทดลองกับสัตว์ พบว่าเมื่อขาดกรดแพนโทเธนิคจะมีอาการดังต่อไปนี้

ลูกไก่ จะมีอาการขนร่วงและขึ้นช้ากว่าปกติ เบื่ออาหาร มีการเจริญเติบโตต่ำ และมีอาการผิดปกติตั้งแต่กระดูกสันหลังจนถึงประสาทที่อยู่ในสันหลัง

หมู สังเกตความผิดปกติได้จากขนที่เปลี่ยนไปเป็นสีเทา ระบบทางเดินอาหารและลำไส้เล็กตอนต้นอาจมีแผล มีความผิดปกติของต่อมหมวกไตและอาจมีเลือดไหลซึมออกมาได้ง่าย

สุนัข ระบบประสาทและไตมีความผิดปกติ ซึ่งอาจตายได้เลยทีเดียว และยังพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำมากอีกด้วย

คน มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง อ่อนเพลีย เป็นตะคริวได้ง่ายโดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง มีอาการคลื่นไส้อาเจียนและแสบร้อนตามผิวหนัง และอาจมีปัญหาการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงระบบประสาทไม่สม่ำเสมอ จนเป็นผลให้รู้สึกเหนื่อยง่าย หงุดหงิด และมีภาวะตึงเครียด

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

“MSDS of D-pantothenic acid”. http://www.hmdb.ca. Human Metabolome Database. สืบค้นเมื่อ 2014-09-05.

Scientific Opinion on the safety and efficacy of pantothenic acid (calcium D-pantothenate and D-panthenol) as a feed additive for all animal species based on a dossier submitted by Lohmann Animal Health”. http://www.efsa.europa.eu. Parma, Italy: European Food Safety Authority. 2011. สืบค้นเมื่อ 2014-09-05.

กระบวนการรักษาโรคมะเร็งที่อยู่ในระหว่างการศึกษา

0
กระบวนการรักษาโรคมะเร็งที่อยู่ในระหว่างการศึกษา
กระบวนการรักษาโรคมะเร็งที่อยู่ในระหว่างการศึกษานั้นสามารถต้องมะเร็งและกำจัดมะเร็งตั้งแต่ระยะฝักตัว แต่เป็นวิธีที่ยังคงไม่สามารถนำมาเป็นวิธีการรักษาในทางปฏิบัติได้
กระบวนการรักษาโรคมะเร็งที่อยู่ในระหว่างการศึกษา
กระบวนการรักษาโรคมะเร็งที่อยู่ในระหว่างการศึกษานั้นสามารถต้องมะเร็งและกำจัดมะเร็งตั้งแต่ระยะฝักตัว แต่ยังคงไม่สามารถนำมาใช้รักษาในทางปฏิบัติได้

กระบวนการวิจัยการรักษาโรคมะเร็ง

สำหรับการ รักษาโรคมะเร็ง ในรูปแบบกระบวนการรักษาโดยใช้วิธีการอื่นๆ ซึ่งกำลังอยู่ใน กระบวนการวิจัยการรักษาโรคมะเร็ง นั้น  ยังคงไม่สามารถนำมาเป็นวิธีการรักษาในทางปฏิบัติได้  มีดังนี้

กระบวนการวิจัยการรักษาโรคมะเร็งด้วยความร้อน

เพื่อ รักษาโรคมะเร็ง สำหรับกระบวนการรักษาด้วยความร้อน ถือได้ว่าเป็นการนำความร้อนสูงเข้ามาช่วย เพื่อให้เซลล์มะเร็งได้ตอบสนองต่อรังสีรักษา หรือ เคมีบำบัดได้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มอุณหภูมิความร้อน โดยตรง การรักษาในรูปแบบนี้ถูกคิดค้นขึ้นมาเนื่องจาก  ยังคงมีเซลล์มะเร็งบางชนิด ที่มีลักษณะดื้อต่อรังสีรักษา หรือ ยาเคมีบำบัดโดยตรง หากก้อนมะเร็งได้รับอุณหภูมิความร้อนที่สูงขึ้น อาจจะมีลักษณะตอบสนองต่อรังสีรักษาและเคมีบำบัดได้นั่นเอง

กระบวนการวิจัยการรักษาโรคมะเร็งด้วยชีวสารรักษาเพื่อรักษาโรคมะเร็ง

ชีวสารรักษา ถือได้ว่าเป็นตัวยาที่มีคุณสมบัติเหมือนกับสารต้านเซลล์ต่างๆ ที่มีความแปลกปลอมภายในร่างกายของคนเรา หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นสารเพิ่มภูมิคุ้มกันและต้านทานโรคของมนุษย์ก็สามารถเรียกได้ การใช้ชีวสารรักษาก็เพื่อที่จะหยุดยั้งและต้านทานเซลล์มะเร็งบางชนิดเท่านั้น แถมยังคงมีความเชื่อที่ว่า จะเป็นยาที่มีผลข้างเคียงน้อยมาก เมื่อได้ใช้ร่วมกันกับการรักษาด้วยวิธีการหลักๆ ไม่ว่าจะเป็น การผ่าตัด รังสีรักษา หรือแม้กระทั่ง เคมีบำบัดก็ตาม ก็จะช่วยเพิ่มผลทางด้านการรักษาในรูปแบบและวิธีการต่างๆ เหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น

กระบวนการวิจัยการรักษาโรคมะเร็งในการต้านทานโรคด้วยยาเพิ่มภูมิคุ้มกัน

สำหรับยาเพิ่มภูมิคุ้มกัน หรือ ยาต้านทานโรค นับได้ว่าเป็นยาที่สามารถช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันภายในร่างกายได้ ส่งผลทำให้เซลล์มะเร็งที่มีอยู่ภายในร่างกาย มีลักษณะหยุดเจริญเติบโต หรือ อาจจะส่งผลทำให้เซลล์มะเร็งตายได้เช่นกัน

กระบวนการวิจ้ยการรักษาโรคมะเร็งด้วยการวัคซีนเพื่อป้องกัน

ถือได้ว่าเป็นการรักษาหลักการเดียวกันกับการให้ยาเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค เพราะเป็นการรักษาในรูปแบบเดียวกัน แต่จะผิดแปลกตรงที่ตัวยาเป็นวัคซีนอย่างแท้จริง ซึ่งในปัจจุบันกำลังมีการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการรักษาในรูปแบบนี้กันมากยิ่งขึ้น  เพื่อที่จะทำให้ผลของการรักษาเป็นผลที่ดี และมีผลแทรกซ้อนต่ำลงไปกว่าเดิม 

กระบวนการวิจัยการรักษาโรคมะเร็งด้วยการปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อรักษา

สำหรับการปลูกถ่ายอวัยวะ รวมไปถึงการปลูกถ่ายไขกระดูก  จะมีการกำจัดเนื้อเยื่อ หรือ อวัยวะที่เป็นโรคมะเร็ง ซึ่งจะต้องกำจัดออกให้หมดไปเท่านั้น และจะมีการแนะนำอวัยวะใหม่ ที่ไม่มีโรคมะเร็งไปทำการปลูกถ่ายแทนที่

กระบวนการวิจัยการรักษาโรคมะเร็ง ในรูปแบบการแพทย์สนับสนุน และ การแพทย์ทางเลือก

การแพทย์สนับสนุน ( Complementary Medicine )

วิธีนี้เป็นวิธีการ รักษาโรคมะเร็ง แบบไม่รุกราน วิธีนี้แทบที่จะไม่มีผลข้างเคียงหรือไม่มีอาการแทรกซ้อนเลยก็ว่าได้ นอกเหนือจากนี้คือ มีการยอมรับการรักษาการแพทย์แผนปัจจุบัน

การแพทย์ทางเลือก ( Alternative Medicine )

เป็นวิธีการ รักษาโรคมะเร็ง ที่ได้มีการปฏิเสธการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน บางวิธีการอาจจะยังคงเป็นการรักษาแบบรุกรานอยู่ และอาจจะมีผลข้างเคียงหรืออาการแทรกซ้อนมากกว่า

การแพทย์องค์รวม ( Holistic Medicine )

ถือได้ว่าเป็นวิธีการรักษาทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งจิตวิญญาณ ซึ่งวิธีการรักษาจะเป็นการรวมกันระหว่าง แพทย์สนับสนุน และ แพทย์ทางเลือก

การแพทย์ผสมผสาน ( Integrative Medicine ) 

ถือได้ว่าเป็นวิธีการรักษาที่รวมกันระหว่าง แพทย์แผนปัจจุบัน และ การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจพร้อมทั้งจิตวิญญาณ  นับได้ว่าเป็นการรักษาทั้งแพทย์แผนปัจจุบันแพทย์สนับสนุนและแพทย์ทางเลือกแต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามการตัดสินใจเพื่อใช้การแพทย์ไม่ว่าจะวิธีใดก็ตามนอกเหนือจากแพทย์แผนปัจจุบัน คุณควรที่จะต้องทำการปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการ รักษาโรคมะเร็ง ก่อนเสมอ เพื่อที่จะไม่ส่งผลทำให้เกิดขัดการระหว่างการรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันโดยตรง

เหตุผลที่แพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ค่อยยอมรับการรักษาแพทย์สนับสนุน กับ แพทย์ทางเลือก

ส่วนใหญ่แล้ว เราจะพบเจอกับปัญหาที่ว่า แพทย์แผนปัจจุบันมักจะต่อต้านการรักษาแพทย์วิธีต่างๆ ซึ่งการบำบัดรักษา ที่ไม่ติดขัดกับแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ทางด้านผู้ป่วยและญาติ ควรที่จะปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันที่เชี่ยวชาญทางด้านโรคมะเร็งเสียก่อน แล้วจึงตัดสินใจใช้วิธีการรักษาแบบแพทย์สนับสนุนและแพทย์ทางเลือกจริง แล้วในส่วนของการบำบัดรักษาเกือบจะทุกวิธี ย่อมมีผลข้างเคียงตามมาเสมอ

สำหรับผลข้างเคียงที่สำคัญและน่ากลัวมากที่สุด นั่นก็คือ การลุกลามและการกระจายตัวของโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากใครอยากจะเลือกรักษาโดยวิธีทางแพทย์สนับสนุน หรือ แพทย์ทางเลือกควรพิจารณาก่อน ดังนี้

  • ควรมีความมั่นใจ และไม่ควรตัดสินใจด้วยความกลัว หากจะรักษาแพทย์แผนปัจจุบัน
  • ควรตอบตนเองให้ได้เสียก่อนว่า อยากจะเข้ารับการรักษาด้วยวิธีไหน
  • ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาด้วยวิธีการต่างๆ ให้ดีเสียก่อน
  • กระบวนการรักษาและสถานที่ที่ให้การรักษา พร้อมทั้งเครื่องมือที่ใช้ มีลักษณะเป็นอย่างไร น่าเชื่อถือหรือไม่
  • ควรรู้ตัวยาที่ใช้ในการรักษาร่วมด้วย
  • ควรทราบว่าการรักษาที่เลือกจะต้องใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่จึงจะเห็นผล
  • ควรทราบถึงผลข้างเคียงและอาการแทรกซ้อนที่อาจจะตามมา
  • ควรศึกษาด้วยว่า การรักษาที่ผู้ป่วยเลือก มีหลักฐานทางการแพทย์ที่สามารถให้คำยืนยันได้หรือไม่
  • ควรทราบค่าใช้จ่ายในการรักษา
  • ควรปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจ

กระบวนการวิจัยการรักษาโรคมะเร็งแบบประคับประคอง พยุงอาการ และ การรักษาทางอายุกรรมแบบทั่วไป

ในส่วนของกระบวนการ รักษาโรคมะเร็ง แบบประคับประคองและพยุงอาการโดยมีการพิจารณาถึงอาการ พร้อมทั้ง สุขภาพของผู้ป่วยเป็นข้อบ่งชี้ในการรักษา ซึ่งการรักษาแบบนี้ จะเป็นการรักษาเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วย ซึ่งวิธีนี้จะใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งในทุกๆ ระยะของโรค ซึ่งการรักษาแบบประคับประคองและพยุงตามอาการ บางครั้งอาจจะมีการผ่าตัดเล็กร่วมด้วย เพื่อที่จะสามารถบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตต่อได้ง่ายยิ่งขึ้น

ร่วมตอบคำถามกับเรา

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

Cassileth BR, Deng G (2004). “Complementary and alternative therapies for cancer”. The Oncologist. 9 (1): 80–9. PMID 14755017. doi:10.1634/theoncologist.9-1-80.

Jump up What Is CAM? Archived 8 December 2005 at WebCite National Center for Complementary and Alternative Medicine. retrieved 3 February 2008.

เนื้องอกในสมอง มะเร็งสมอง ( Brain Cancer )

0
โรคมะเร็งสมองและเนื้องอกสมอง (Brain Cancer)
มะเร็งสมอง เกิดจากเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้ายบริเวณสมอง และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจเกิดขึ้นเองที่เนื้อเยื่อสมอง
โรคมะเร็งสมองและเนื้องอกสมอง (Brain Cancer)
มะเร็งสมอง เกิดจากเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้ายบริเวณสมอง และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจเกิดขึ้นเองที่เนื้อเยื่อสมอง มักจะเกิดอาการปวดศีรษะมาก

มะเร็งสมอง

มะเร็งสมอง ( Brain Cancer ) คือ โรคที่เกิดขึ้นที่เซลล์และเนื้อเยื่อสมองเท่านั้น อาจจะเป็นเนื้อร้ายที่งอกขึ้นเองแล้วขยายตัวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นมะเร็งสมอง หรือ เนื้องอกในสมองได้ สมองนับได้ว่าเป็นอวัยวะที่อยู่ในระบบประสาทซึ่งเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญอย่างมากที่สุดสำหรับมนุษย์ ทำหน้าที่ในเรื่องของการคิด ส่งผลทำให้เกิดความรู้สึก และยังคงทำหน้าที่ในการ ควบคุมระบบการทำงานของอวัยวะ พร้อมทั้งทุกส่วนภายในร่างกายของคนเราอีกด้วย

โพรงสมอง จะอยู่บริเวณตรงกลางสมองทุกๆส่วน ซึ่งโพรงสมองจะมีหน้าที่สร้างน้ำหล่อเลี้ยงสมอง พร้อมทั้ง ไขสันหลัง ด้วยลักษณะของสมอง ที่ประกอบไปด้วยเซลล์และเนื้อเยื่อมากมาย หลายชนิดด้วยกัน  ส่งผลทำให้เซลล์และเนื้อเยื่อสมองส่วนใหญ่ สามารถเกิดเป็นเนื้องอกและมะเร็งสมองได้เช่นกัน

เนื้องอกในสมอง คือ ก้อนเนื้อที่เกิดขึ้นภายในสมอง ไม่สามารถลุกลามเข้าไปในเนื้อเยื่อ หรือแม้กระทั่งอวัยวะอื่น ๆ ได้ แต่ถ้าหากก้อนเนื้อมีลักษณะโตขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลทำให้ก้อนเนื้อกดทับและเบียดเนื้อเยื่อ พร้อมทั้งอวัยวะโดยรอบ ในกรณีนี้จะส่งผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายกับเป็นโรคมะเร็งสมองได้เช่นกันสำหรับเนื้องอกหรือมะเร็งสมองถือได้ว่ามีหลายชนิดด้วยกัน  นับได้ว่าแต่ละชนิดนั้น จะมีความรุนแรงของโรคที่แตกต่างกันออกไป ส่วนชนิดที่มีความรุนแรงอย่างมากที่สุด นั่นก็คือ ชนิดไกลโอบาลสโตมา นั่นเอง

มะเร็งสมองสามารถเกิดขึ้นได้กับสมองส่วนใด

สมองสามารถแบ่งออกเป็นหลายส่วนด้วยกัน ดังนี้

1. สมองใหญ่ หรือ Cerebrum มะเร็งสมองสามารถเกิดขึ้นกับสมองในส่วนนี้จะคอยทำหน้าที่ในเรื่องของความจำ ความรู้สึก ตลอดจนกระทั่งการพูดคุย การเคลื่อนไหวของร่างกาย

2. สมองน้อย หรือ Cerebellum สมองน้อยจะคอยทำหน้าที่หลักในเรื่องของการทรงตัว เมื่อเป็นมะเร็งสมอง จะมีอาการผิดปกติกับสมองน้อยด้วยเช่นกัน

3. สมองส่วนกลาง หรือ Mid Brain และ สมองส่วนท้าย หรือ Medulla Oblongata สมองสองส่วนนี้ จะมีหน้าที่ในการควบคุมระบบการหายใจ

ปัจจัยการเกิดมะเร็งสมอง

  • อาการโรคมะเร็งสมองจะเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม ทั้งชนิดที่ไม่สามารถถ่ายทอดได้ และ เกิดความผิดปกติต่อเนื่องชนิดที่ถ่ายทอดได้
  • กลุ่มคนที่เป็นมะเร็งสมองจะมีอาการโรคมะเร็งสมองอย่างต่อเนื่อง
  • มะเร็งสมองผู้ที่ได้รับรังสีชนิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบต่อเนื่อง
  • ผู้ที่บริโภคสารที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งในปริมาณสูง
  • มารดาที่ตั้งครรภ์ ขาดสารอาหารบางชนิดซึ่งอาจจะส่งผลต่อเด็กในครรภ์
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

อาการของมะเร็งสมอง

  • อาการมะเร็งสมองจะปวดศีรษะมาก ซึ่งอาการปวดที่ว่านี้ มักจะมีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจจะทำให้เกิดอาการอาเจียนร่วมด้วย
  • แขนและขาข้างเดียวกันของผู้ป่วย จะมีลักษณะอ่อนแรง
  • ผู้ป่วยอาจจะมีอาการชัก ถึงแม้จะไม่มีไข้ก็ตาม
  • ผู้ป่วยอาจจะมีปัญหาทางสายตาร่วมด้วย อาการมะเร็งสมองส่งผลทำให้เห็นภาพซ้อน หรือ มีอาการตาเหล่เกิดขึ้นได้
  • ผู้ป่วยจะมีลักษณะทรงตัวไม่ค่อยได้ และ เดินเซ

ในส่วนของการวินิจฉัยโรค เบื้องต้นแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ มักจะวินิจฉัยเนื้องอกหรือมะเร็งสมองจากการพูดคุยและสอบถามประวัติ พร้อมทั้งอาการที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ นอกจากนี้แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย และทำการตรวจสมองด้วยการเอกเซเรย์คอมพิวเตอร์เป็นหลัก แต่ถ้าหากจะให้ผลที่แน่นอนจริง ๆ  จำเป็นจะต้องมีการตรวจชิ้นเนื้อ หาก แพทย์ได้ตรวจผลเอกซเรย์แล้วพบว่า ผู้ป่วยมีก้อนเนื้อในสมองอยู่จริง แพทย์จะทำการรักษาผู้ป่วย ด้วยวิธีการผ่าตัดเพียงแค่ครั้งเดียว พร้อมกับมีการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ

วิธีรักษามะเร็งสมอง

วิธีการรักษาหลัก ๆ ของมะเร็งสมองสำหรับกระบวนการและวิธีการรักษาของโรคเนื้องอกในสมอง หรือมะเร็งสมองนั่นก็คือ การผ่าตัด  ซึ่งหลังจากที่ผู้ป่วยได้เข้ารับการผ่าตัดแล้ว แพทย์จะทำการประเมินโรคอีกครั้ง พร้อมทั้งดูระยะของโรคและชนิดของเซลล์ เพื่อที่จะสรุปผลการรักษาในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสมกับผู้ป่วยโดยตรง  สำหรับเนื้องอกสมองในชนิดที่ไม่รุนแรง  หากแพทย์ได้ทำการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกหมดแล้ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสหายจากโรคนี้สูงถึงประมาณร้อยละ 80 – 90 กันเลยทีเดียว  แต่ถ้าหากแพทย์ไม่สามารถผ่าตัดเนื้องอกออกมาได้ การควบคุมโรคชนิดนี้ดูเหมือนจะต่ำลงไป ส่วนวิธีการป้องกันโรคเนื้องอกและโรคมะเร็งสมองนั้น  ถือได้ว่ายังคงไม่มีวิธีการป้องกันได้โดยตรงนั่นเอง

ร่วมตอบคำถามกับเรา

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

Gregg, N. (2014). “Neurobehavioural Changes In Patients Following Brain Tumour: Patients And Relatives Perspective.”. Supportive Care In Cancer.

Jones, Caleb. “Brain Tumor Symptoms, Miles for Hope | Brain Tumor Foundation”. milesforhope.org. Archived from the original on 14 August 2016. Retrieved 3 August 2016.

วิตามินบี 6 ( Vitamin B6 – Pyridoxine ) สำคัญอย่างไร

0
วิตามินบี 6 (Vitamin B6 – Pyridoxine) สำคัญอย่างไร
วิตามินบีหกจะไปเปลี่ยนเป็นโคเอนไซม์ในรูปของไพริดอกซาลฟอสเฟตส่วนที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะ
วิตามินบี 6 (Vitamin B6 – Pyridoxine) สำคัญอย่างไร
วิตามินบีหกจะไปเปลี่ยนเป็นโคเอนไซม์ในรูปของไพริดอกซาลฟอสเฟตส่วนที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะ

วิตามินบี6

วิตามินบี6 ( Vitamin B6 )  เป็นวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำได้ มีความสำคัญในการผลิตโปรตีนชนิดต่างๆ และการผลิตสารสื่อนำประสาทในสมองและระบบประสาท มีความจำเป็นต่อการสร้างฮีโมโกลบินในเซลล์เม็ดเลือดแดง และเพื่อควบคุมสมดุลของฮอร์โมน รวมไปถึงปรับสมดุลฮอร์โมนของภูมิคุ้มกันให้เหมาะสม มีโครงสร้างที่ ประกอบไปด้วยวงแหวนไพริดีน Pyridine ดังนั้น จึงมีการตั้งชื่อโดยยึดส่วนประกอบสำคัญเป็นหลัก ซึ่งมีส่วนประกอบ 3 ชนิดคือ ไพริดอกซีน Pyridoxine ไพริดอกซาล Pyridoxamine และไพริดีน Pyridine

คุณสมบัติของวิตามินบี6 ( Vitamin B6 )

วิตามินบี6 มีสูตรทั่วไป คือ C8H11NO2 ซึ่งประกอบไปด้วยสาระสำคัญ 3 ชนิดที่มีคุณสมบัติทางชีววิทยาคล้ายๆ กัน นั่นคือ ไพริดอกซีน Pyridoxine, ไพรีดอกซาล Pyridoxal และ ไพริดอกซามีน Pyridoxamine และเพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายขึ้นจึงเรียกสารเหล่านี้แบบรวมๆ ว่า ไพริดอกซีน Pyridoxine หรือวิตามินบี 6 นอกจากนี้หากทำให้วิตามินบี6 เป็นผลึกจะได้ผลึกที่มีสีขาวละลายน้ำได้มีรสเค็มและไม่มีกลิ่น และสามารถละลายในสารละลายที่เป็นกรดด่างปานกลางได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้เมื่อโดนแสงแดดก็จะสลายตัวได้ง่ายเช่นกัน

วิตามินบี 6 จะไปเปลี่ยนเป็นโคเอนไซม์ในรูปของไพริดอกซาลฟอสเฟต ส่วนวิตามินบี6 ที่เหลือก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะภายใน 8 ชั่วโมงโดยจะไม่มีการเก็บไว้ที่ตับเหมือนกับวิตามินตัวอื่นๆ ดังนั้นในปัสสาวะจึงมักจะมีวิตามินบี 6 อยู่เสมอ

หน้าที่สำคัญของวิตามินบี 6 ( Vitamin B6 )

เป็นโคเอนไซม์ที่จะทำหน้าที่ในการเร่งปฏิกิริยาของการเมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโนและกรดไขมันในร่างกาย รวมทั้งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ ไพริดอกซาลฟอสเฟต ( Pyridoxal Phosphate, PLP ) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญดังต่อไปนี้

  • ช่วยสร้างเซโรโทนิน Serotonin โดยเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อเรียบหดตัวดีขึ้น และช่วยควบคุมการทานของสมองและเนื้อเยื่อให้ทำงานเป็นปกติมากขึ้น
  • ทำหน้าที่ในการสร้างกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น อะลานีน กรดแอสพาร์ทิก และกรดลูทามิก
  • ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนทริปโทเฟนหรือกรดอะมิโนให้เป็นวิตามินบี3 หรือไนอะซิน
  • ช่วยสร้างสารภูมิคุ้มกันโรค เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันสูงขึ้น และสังเคราะห์สารแรกเริ่มของวงแหวนฟอร์ไฟริน Porphyrin Ring โดยเป็นสารที่มีความสำคัญในการสร้างเฮโมโกลบิน
  • ช่วยแก้การเป็นตะคริว แขนขาชาและช่วยขับปัสสาวะ
  • ช่วยร่างกายสร้างน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและแร่ธาตุแมกนีเซียม
  • ทำหน้าที่สังเคราะห์สารที่มีความจำเป็นต่อการเปลี่ยนกรดไลโนเลอิกให้เป็นกรดอะราซิโดนิก
  • ช่วยในการสลายไกลโคเจนให้เป็นน้ำตาลกลูโคส

การดูดซึมของวิตามินบี 6 ( Vitamin B6 )

โดยปกติแล้วร่างกายของคนเราจะสามารถดูดซึมวิตามินบี6 ได้ดีที่สุดบริเวณลำไส้เล็กตอนต้น โดยจะเข้าไปเปลี่ยนเป็นโคเอนไซม์ในรูปของไพริดอกซาลฟอสเฟต ส่วนวิตามินบี6 ที่เหลือก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะภายใน 8 ชั่วโมงโดยจะไม่มีการเก็บไว้ที่ตับเหมือนกับวิตามินตัวอื่นๆ ดังนั้นในปัสสาวะจึงมักจะมี วิตามินบี 6 อยู่เสมอ หากไม่พบวิตามินบี 6 ก็อาจแสดงได้ว่าได้รับวิตามินบี 6 ไม่เพียงพอนั่นเอง

วิตามินบี 6 ( Vitamin B6 ) อยู่ในอาหารประเภทใด

วิตามินบี 6 สามารถพบได้ทั้งในผักผลไม้และเนื้อสัตว์ ซึ่งในผักผลไม้จะพบในรูปของไพริดอกซีน และในเนื้อสัตว์จะพบในรูปของไพริดอกซานและไพรริดอกซามีน โดยอาหารที่พบวิตามินบี 6 ได้มากที่สุด ได้แก่ปลา ไข่ไก่ ตับสัตว์ ข้าวไม่ขัดสี นม เนื้อปลา ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง จมูกข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ผลวอลนัท รำข้าว ยีสต์ แคนตาลูป กากน้ำตาล กะหล่ำปลี เป็นต้น นอกจากนี้แบคทีเรียที่ลำไส้ก็สามารถสังเคราะห์วิตามินชนิดนี้ออกมาได้เองอีกด้วย แต่มักจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงต้องเสริมวิตามินบี6 จากอาหารอื่นๆ

ปริมาณวิตามินบี 6 ที่ควรได้รับในแต่ละวัน ( มิลลิกรัม/วัน )
เด็ก 1-3 ปี 0.5
เด็ก 4-8 ปี 0.6
วัยรุ่น  ผู้ชาย 9-12 ปี 1.0
วัยรุ่น  ผู้ชาย 13-18 ปี 1.3
วัยรุ่น ผู้หญิง 9-12 ปี 1.0
วัยรุ่น ผู้หญิง 13-18 ปี 1.2
 ผู้ใหญ่ ผู้ชาย 19 –≥ 50 ปี 1.3
 ผู้ใหญ่ ผู้ชาย 51 –≥ 71 ปี 1.7
 ผู้ใหญ่ ผู้หญิง 19 –≥ 50 ปี 1.3
ผู้ใหญ่ ผู้หญิง 51 –≥ 71 ปี 1.5
วิตามินบี 6 สำหรับคนท้อง ควรเพิ่มอีก 0.6
วิตามินบี 6 สำหรับหญิงให้นมบุตร ควรเพิ่มอีก 0.7

 

วิตามินบี 6 ส่วนใหญ่แล้วจะทำหน้าที่เกี่ยวกับการเมแทบอลิซึมของโปรตีน ดังนั้นผู้ที่ทานโปรตีนมากก็ต้องทานวิตามินบี6 ให้มากขึ้นไปด้วย

ปริมาณที่เหมาะสมของการทานวิตามินบี 6 ต่อโปรตีน
วิตามินบี 6 ปริมาณ 2 มิลลิกรัม ต่อโปรตีนจากอาหาร 100 กรัม

 

ผลของการขาดวิตามินบี6 ( Vitamin B6 )

ปกติแล้วเรามักจะไม่ค่อยพบคนที่ขาดวิตามินบี6 สักเท่าไหร่ เพราะอาหารส่วนใหญ่มักจะมีวิตามินบี6 ในปริมาณที่เพียงพออยู่แล้ว การขาดวิตามินบี6 จึงมักจะพบในบุคคลที่

1. มีความผิดปกติในการดูดซึม จึงทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินบี 6 ได้น้อยกว่าปกติ

2. การได้รับยาบางชนิด ที่มีฤทธิ์ตรงกันข้ามกับวิตามินบี6 จึงทำให้ได้รับวิตามินบี6 น้อยมาก

3. ในเด็กที่กินอาหารสำเร็จรูปที่มีวิตามินบี 6 น้อยมาก หรือกินนมที่ถูกความร้อนนานเกินไปจนทำให้วิตามินบี 6 สลายไปนั่นเอง 

4. ผู้ที่กินยาคุมกำเนิดอย่างต่อเนื่อง เพราะยาคุมมีฤทธิ์ที่จะทำให้ร่างกายต้องการวิตามินบี 6 มากกว่าคนปกติ จึงอาจทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี6 ได้ถึงแม้ว่าจะกินอาหารตามปกติก็ตาม

สำหรับอาการขาดวิตามินบี 6 ที่แสดงออกอย่างชัดเจน คือ ในปัสสาวะจะพบกรดแซนทูรินิกมากกว่าปกติ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนบ่อยๆ และอาจเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย นอกจากนี้ในบางคนก็อาจมีริมฝีปากแห้งแตก ปากอักเสบ ซึมเศร้า สับสน มีอาการทางประสาท และอาจมีอาการโลหิตจางได้

ส่วนความผิดปกติที่เกิดขึ้นในเด็ก ก็อาจจะมีอาการชัก ประสาทเกิดการอักเสบได้เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะพบในเด็กที่ขาดวิตามินบี 6 ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ นอกจากนี้สำหรับคนท้อง หากขาดวิตามินบี6 ก็อาจเสี่ยงต่อการชักแล้วแท้งได้อีกด้วย

ผลที่เกิดจากการได้รับวิตามินบี6 ( Vitamin B6 ) มากเกินไป

จากการศึกษา เมื่อฉีดวิตามินบี6 เข้าเส้นในปริมาณ 200 มิลลิกรัม และได้รับวิตามินบี6 ทางปากในปริมาณ 100 -300 มิลลิกรัมต่อวัน จะไม่เกิดพิษหรือความผิดปกติใดๆ แต่หากได้รับในปริมาณเป็นกรัมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ก็จะส่งผลเสียต่อระบบประสาทได้ มีอาการนอนไม่หลับ ฝันบ่อย หรือฝันเหมือนจริงมาก และทำให้มือเท้าชาหรือกระตุกบ่อย เดินเซ และประสาทรับรู้ความรู้สึกหรือการรับรู้ตำแหน่งอาจด้อยประสิทธิภาพลง แต่ทั้งนี้อาการจะเริ่มดีขึ้นหลังจากหยุดกินวิตามินบี6 ต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน

คำแนะนำเพิ่มเติม

1. หากรับประทานยาคุมกำเนิดอาจมีความต้องการวิตามินบี6 เพิ่ม
2. ผู้รับประทานอาหารประเภทกลุ่มโปรตีนสูงจะต้องการวิตามิน6 มากเป็นพิเศษ
3. ลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจวายเฉียบพลันเพิ่มการรับประทานบี6 และกรดโฟลิก วิตามินบี6
4. ลดความต้องการอินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวานและหากไม่ปรับขนาดยาอาจส่งผลให้เกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำได้
5. ผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบและผู้ที่กำลังรักษาด้วยยาคูพริมิน ( เพนิซิลลามีน ) ควรรับประทานวิตามินบี6 เสริมวิตามินบี 6 จะทำงานได้ดีที่สุดด้วยการรับประทานร่วมกับบีหนึ่งบีสองโกรธแพนโทรเทนนิสวิตามินซีและแมกนิเซียม

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

นิตยสารชีวจิต ฉบับวันที่ 1 พฤษภาคม 2550

วิตามินบี6, วันที่สืบค้น 19 เมษายน 2559 จาก www.frynn.com

National Nutrient Database for Standard Reference, Release 27. United States Department of Agriculture, Agricultural Research Service. Retrieved 27 June 2015.

Bredesen, D. E. (1985). “Sensory neuropathy with low-dose pyridoxine”. Neurology. 35 (10): 1466–1468.

McCormick, D. B. (2006). “Vitamin B6”. In Bowman, B. A.; Russell, R. M. Present Knowledge in Nutrition. 2 (9th ed.). Washington, DC: International Life Sciences Institute. p. 270.

ประโยชน์ของวิตามินซี ( Vitamin C )

0
ประโยชน์ของวิตามินซี (Vitamin C)
วิตามินซี ช่วยซ่อมแซมส่วนที่เสื่อมสภาพจะส่วนมากพบในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวและสามารถละลายน้ำได้
ประโยชน์ของวิตามินซี (Vitamin C)
วิตามินซี ช่วยซ่อมแซมส่วนที่เสื่อมสภาพจะส่วนมากพบในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวและสามารถละลายน้ำได้

ประโยชน์ของวิตามินซี

วิตามินซี ( Vitamin C ) มีมากในฝรั่ง ฝรั่ง คือ ผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีปริมาณของวิตามินซีสูงมาก โดยพบว่าฝรั่ง 100 กรัมจะมีวิตามินซีมากถึง 228 มิลลิกรัมเลยทีเดียว ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของคนเราควรจะได้รับวิตามินซีขั้นต่ำ 60 มิลลิกรัม การทานฝรั่งเพียงลูกเดียวจึงให้วิตามินซีที่เพียงพอสำหรับร่างกาย และนอกจากนี้วิตามินซีก็เป็นวิตามินชนิดที่สามารถละลายน้ำได้อีกด้วย ทั้งยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก

มนุษย์สามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้เองได้หรือไม่?

โดยปกติแล้ววิตามินซีสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้เองในพืชและสัตว์ จึงทำให้พืชผลไม้ส่วนใหญ่มีวิตามินซีเป็นส่วนประกอบอยู่ แต่สำหรับมนุษย์จะไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีขึ้นมาเองได้ จึงต้องใช้วิธีการรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีเพื่อเสริมวิตามินซีให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั่นเอง

โดยกระบวนการสังเคราะห์วิตามินซีขึ้นมาของพืชและสัตว์นั้น ประโยชน์ของวิตามินซีจะเกิดขึ้นโดยการเปลี่ยนน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวให้เป็นวิตามินซี ซึ่งพืชจะเปลี่ยนน้ำตาลจากน้ำตาลกาแลคโตส ( Galactose ) และน้ำตาลแมนโนส ( Manose ) ส่วนสัตว์ก็จะเปลี่ยนจากน้ำตาลกลูโคส ( Glucose ) นั่นเอง ส่วนสาเหตุที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ก็เพราะยีนส์ที่ชื่อว่า GULO เกิดการกลายพันธุ์ จนไม่สามารถที่จะทำการสังเคราะห์ได้

อย่างไรก็ตามประโยชน์ของวิตามินซีกับความสามารถในการดูดซึมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย มนุษย์ก็มีความได้เปรียบสูงมากทีเดียว เพราะพบว่ามนุษย์สามารถดูดซึมวิตามินที่ได้รับจากอาหารได้อย่างดีเยี่ยม ในขณะที่สัตว์มีอัตราการดูดซึมวิตามินต่ำมากและมักจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะมากกว่าที่ร่างกายจะได้ใช้ประโยชน์อีกด้วย

ประโยชน์ของวิตามินซี วิตามินซีป้องกันไข้หวัด โดยพบว่าหากได้รับวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัมจะสามารถเสริมภูมิต้านทานต่อไข้หวัดได้ และยังมีคุณสมบัติที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระพร้อมเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้ดี

ประโยชน์ของวิตามินซี

ประโยชน์ของวิตามินซี วิตามินซี อุดมไปด้วยประโยชน์มากมายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เช่น

– ช่วยสังเคราะห์คอลลาเจนที่มีความจำเป็นต่อโครงสร้างส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะการเสริมสร้างผิวหนัง เส้นเอ็น กระดูกอ่อน เป็นต้น พร้อมทั้งช่วยชะลอวัยให้ดูเด็กกว่าวัยอีกด้วย

– ช่วยสร้างคาร์นิทีน ( Carnitine ) ที่เป็นกรดอะมิโนจำเป็น โดยกรดอะมิโนประเภทนี้จะทำหน้าที่ในการนำไขมันเข้าไปสู่เซลล์ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อสังเคราะห์สารสื่อประสาทและช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กให้ดีขึ้นอีกด้วย

– ช่วยป้องกันไข้หวัด โดยพบว่าหากได้รับวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัมจะสามารถเสริมภูมิต้านทานต่อไข้หวัดได้ และยังมีคุณสมบัติที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระพร้อมเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้ดีอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของการป้องกันไข้หวัดก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าวิตามินซีสามารถป้องกันได้จริงหรือไม่ แต่ที่เห็นได้ชัดก็คือ จะช่วยให้ไข้หวัดหายเร็วขึ้นและสามารถลดความรุนแรงของอาการป่วยลงได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่าในฝรั่งจะมีวิตามินซีสูงมากและมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะช่วยเสริมโครงสร้างของร่างกายให้แข็งแรง กระตุ้นการดูดซึมธาตุเหล็ก ช่วยเร่งการทำงานของระบบประสาท พร้อมทั้งบำรุงผิวให้เนียนนุ่มน่าสัมผัส เรียกได้ว่าเป็นผลไม้ที่มากไปด้วยประโยชน์จริงๆ แถมฝรั่งยังออกผลให้ได้รับประทานกันตลอดปีอีกด้วย เพราะฉะนั้นใครอยากมีสุขภาพดี ห้ามพลาดกับการเสริมวิตามินซีให้กับร่างกายด้วยการทานฝรั่งเด็ดขาด

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

Guava, in Fruits of Warm Climates, p 356-63″. Center for New Crops & Plant Products, Department of Horticulture and Landscape Architecture, Purdue University, West Lafayette, Indiana. Retrieved 24 April 2015.

Nutritiondata.com. “Nutrition facts for common guava”. Retrieved August 17, 2010.

Guava, in Fruits of Warm Climates, p 356-63″. Center for New Crops & Plant Products, Department of Horticulture and Landscape Architecture, Purdue University, West Lafayette, Indiana. Retrieved 24 April 2015.

Body Mass Index (BMI) คืออะไร? วิธีคำนวณและความสำคัญต่อสุขภาพ

0
เป็นมาตรการที่ใช้ประเมินภาวะอ้วนและผอมในผู้ใหญ่ ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป โดยการชั่งน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม และวัดส่วนสูงเป็นเซนติเมตร แล้วนำมาหาดัชนีมวลกาย ใช้น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารส่วนสูง (เซนติเมตร)
การคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย (BMI)
เป็นมาตรการที่ใช้ประเมินภาวะอ้วนและผอมตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป โดยการใช้น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารส่วนสูง (เซนติเมตร)

Body Mass Index (BMI) คืออะไร?

Body Mass Index (BMI) คือค่าดัชนีมวลกายที่ใช้วัดความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักตัวและส่วนสูง เพื่อประเมินภาวะน้ำหนักของบุคคลว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ น้ำหนักเกิน หรือภาวะอ้วน

ความสำคัญของ BMI ในการประเมินสุขภาพ

BMI เป็นตัวชี้วัดที่ง่ายและรวดเร็วในการประเมินสถานะน้ำหนักตัวและสุขภาพเบื้องต้น

ทำไม BMI จึงถูกใช้เป็นตัวชี้วัดภาวะน้ำหนักและสุขภาพ?

BMI ใช้เป็นตัวชี้วัดเพราะคำนวณง่ายและสามารถบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนัก เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

BMI สามารถช่วยประเมินความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ได้อย่างไร?

BMI ที่สูงหรือต่ำกว่าปกติอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของโรค เช่น:

  • น้ำหนักเกินหรืออ้วน: เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน และข้อเสื่อม
  • น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์: เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหารและภูมิคุ้มกันต่ำ

ข้อจำกัดของ BMI และปัจจัยที่ควรพิจารณาร่วมในการวิเคราะห์สุขภาพ

BMI ไม่สามารถแยกแยะระหว่างมวลกล้ามเนื้อและไขมันได้ ดังนั้นจึงควรใช้ร่วมกับการประเมินอื่นๆ เช่น อัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง หรือเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย

วิธีคำนวณค่า BMI

การคำนวณค่า BMI ใช้สูตรง่ายๆ โดยพิจารณาน้ำหนักตัวและส่วนสูงเป็นหลัก

สูตรคำนวณ BMI สำหรับผู้ใหญ่

สูตรคือ:

 BMI = น้ำหนัก (กิโลกรัม) ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลัง 2

ตัวอย่างการคำนวณ BMI

หากบุคคลมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม และส่วนสูง 1.75 เมตร:

BMI = 70 x (1.75 x 1.75) = 22.86

ตารางค่ามาตรฐาน BMI และเกณฑ์การแบ่งกลุ่มน้ำหนักตัว

  • ต่ำกว่า 18.5 = น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
  • 18.5 – 24.9 = น้ำหนักปกติ
  • 25 – 29.9 = น้ำหนักเกิน
  • 30 ขึ้นไป = ภาวะอ้วน

การแปลผล BMI และผลกระทบต่อสุขภาพ

BMI ที่อยู่นอกเกณฑ์ปกติอาจส่งผลต่อสุขภาพในหลายด้าน

ภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มีผลต่อสุขภาพอย่างไร?

น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ:

  • ภาวะขาดสารอาหาร
  • ภูมิคุ้มกันต่ำ
  • โรคกระดูกพรุน

น้ำหนักเกินและโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ้วน

น้ำหนักเกินหรืออ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อ:

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • เบาหวานชนิดที่ 2
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคข้อเข่าเสื่อม

ความสัมพันธ์ระหว่าง BMI กับโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

BMI ที่สูงสัมพันธ์กับการสะสมไขมันในช่องท้อง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อจำกัดของ BMI และวิธีการประเมินสุขภาพเพิ่มเติม

แม้ว่า BMI จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่ควรพิจารณา

BMI ไม่สามารถแยกแยะมวลกล้ามเนื้อและไขมันได้

ผู้ที่มีกล้ามเนื้อมาก เช่น นักกีฬา อาจมีค่า BMI สูงแต่ไม่ได้หมายถึงภาวะอ้วน ในขณะที่ผู้ที่มีไขมันสะสมมากแต่กล้ามเนื้อน้อยอาจมีค่า BMI ปกติ

ดัชนีอื่น ๆ ที่ใช้ร่วมกับ BMI เพื่อประเมินสุขภาพ

  • อัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง (Waist-to-Height Ratio): ใช้ประเมินไขมันในช่องท้อง
  • เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat Percentage): วัดปริมาณไขมันโดยตรง
  • ค่าดัชนีมวลกายเฉพาะเพศและอายุ: ใช้สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้หญิงตั้งครรภ์

วิธีดูแลสุขภาพให้ BMI อยู่ในเกณฑ์ปกติ

การดูแลสุขภาพโดยรวมช่วยรักษา BMI ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้อย่างยั่งยืน

อาหารที่ช่วยควบคุมน้ำหนักและลดไขมันส่วนเกิน

รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป น้ำตาล และไขมันทรานส์

การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุและระดับ BMI

ออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ควบคู่กับการฝึกกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและเผาผลาญพลังงานมากขึ้น

พฤติกรรมที่ช่วยรักษาน้ำหนักให้สมดุลในระยะยาว

ควบคุมปริมาณอาหาร หลีกเลี่ยงการกินจุบจิบ นอนหลับให้เพียงพอ และจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม

เมื่อไรควรพบแพทย์เกี่ยวกับค่า BMI?

ควรพบแพทย์เมื่อค่า BMI อยู่นอกเกณฑ์ปกติ หรือมีอาการที่บ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัว

อาการที่บ่งบอกว่าน้ำหนักตัวอาจส่งผลต่อสุขภาพ

  • เหนื่อยง่ายหรือหายใจลำบาก
  • ปวดข้อหรือกระดูก
  • ความดันโลหิตสูงหรือระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ

คำแนะนำสำหรับผู้ที่มี BMI สูงหรือต่ำกว่ามาตรฐาน

สำหรับผู้ที่มีค่า BMI สูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำด้านโภชนาการและการออกกำลังกาย ส่วนผู้ที่มีค่า BMI ต่ำ ควรตรวจสอบภาวะขาดสารอาหารหรือโรคร่วมอื่นๆ

BMI เป็นเครื่องมือเบื้องต้นในการประเมินสถานะน้ำหนักตัว แต่ไม่ควรใช้เป็นตัวชี้ขาดเพียงอย่างเดียว การดูแลสุขภาพโดยรวม การตรวจสุขภาพเป็นประจำ และการปรึกษาแพทย์เมื่อจำเป็น จะช่วยให้สามารถรักษาสุขภาพได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักว่า BMI เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมินสุขภาพโดยรวม ค่า BMI ที่อยู่ในเกณฑ์ปกติไม่ได้รับประกันว่าบุคคลนั้นมีสุขภาพดีเสมอไป ในทางกลับกัน ผู้ที่มีค่า BMI สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์อาจมีสุขภาพดีได้หากมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม

การพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินอย่างครอบคลุม รวมถึงการตรวจวัดองค์ประกอบร่างกาย การตรวจเลือด และการประเมินพฤติกรรมสุขภาพ จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและแม่นยำมากขึ้นในการวางแผนดูแลสุขภาพ

การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การพักผ่อนให้เพียงพอ และการจัดการความเครียด ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและส่งเสริมสุขภาพโดยรวมในระยะยาว การตรวจสุขภาพเป็นประจำและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพื่อป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัวและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

ร่วมตอบคำถามกับเรา

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

กองออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

มะเร็งตับ ( Liver Cancer )

0
โรคมะเร็งตับ (Liver Cancer)
มะเร็งตับ เป็นโรคมะเร็งที่พบได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในผู้ชายไทย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเซลล์ของตับและเยื่อเมือกบุภายในท่อน้ำดี
โรคมะเร็งตับ (Liver Cancer)
มะเร็งตับ เป็นโรคมะเร็งที่พบได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในผู้ชายไทย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเซลล์ของตับและเยื่อเมือกบุภายในท่อน้ำดี

มะเร็งตับ

มะเร็งตับ ( Liver Cancer ) คือ มะเร็งที่พบได้บ่อยชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นบริเวณตับมีลักษณะหรือการทำงานผิดปกติแล้วพัฒนาเป็นมะเร็งในที่สุด หรืออาจเกิดจากการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งจากบริเวณอื่นมายังตับ ซึ่งมีสาเหตุมาจาก การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากเป็นเวลาหลายปี การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ภาวะอ้วน การรับประทานอาหารไม่เป็นประโยชน์ และการเป็นตับแข็งและชนิดของมะเร็งตับที่พบได้มากที่สุด ก็คือ ชนิดโฮปาโตมาและชนิดโคแลงจิโอคาร์ซิโนมา 

ตับ เป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญของร่างกาย โดยจะอยู่ในช่องท้องส่วนบนด้านขวา บริเวณติดกับใต้กระบังลม มีลักษณะแบ่งออกเป็น 2 กลีบซ้ายขวา ซึ่งกลีบด้านขวาจะมีขนาดใหญ่กว่ากลีบด้านซ้าย ส่วนหน้าที่ของตับ จะทำหน้าที่ในการ  สร้างน้ำย่อยเพื่อการสังเคราะห์โปรตีน คาร์โบไฮเดรต คอเลสเตอรอลและสร้างสาระสำคัญที่จะช่วยในการแข็งตัวของเลือด พร้อมกำจัดของเสียออกจากร่างกายอีกด้วย

  • มะเร็งตับชนิดโฮปาโตมา เรียกย่อๆ ว่า เอชซีซี ( Hepatoma/Hepatocellular Carcinoma : HCC ) เกิดจากเซลล์ของตัวตับเอง
  • มะเร็งตับชนิดโคแลงจิโอคาร์ซิโนมา เรียกย่อๆ ว่า ซีซีเอ ( Cholangio Carcinoma : CCA ) เกิดจากท่อน้ำดีในตับ

ซึ่งมะเร็งตับ ทั้งสองชนิดนี้มักจะพบได้มากที่สุดในตับกลีบขวา แต่โดยปกติแล้วสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสองกลีบและอาจเกิดได้หลายจุดในเวลาเดียวกันอีกด้วย จึงมีความรุนแรงไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อก้อนมะเร็งได้มีการแพร่กระจายทางกระแสเลือดพร้อมกับสูบเนื้อตับด้วยกันเอง จึงทำให้โอกาสในการรักษาหายมีน้อยมาก

สาเหตุของมะเร็งตับ

แพทย์ระบุว่ามะเร็งตับอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน แต่ยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด และมะเร็งตับทั้งสองชนิดก็เกิดจากปัจจัยเสี่ยงที่ต่างกันอีกด้วย โดยสมารถสรุปได้ดังนี้

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งตับชนิด HCC

  • การดื่มเหล้าเป็นเวลานานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคตับแข็ง จะมีโอกาสเป็นมะเร็งตับชนิดนี้ได้มากที่สุด- คนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติทั่วไป
  • การอักเสบเรื้อรังของตับ ไม่ว่าเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม
  • การได้รับสารอะฟลาทอกซิน ( Aflatoxin ) อย่างต่อเนื่อง โดยสารตัวนี้มักจะมาจากเชื้อราในถั่วที่เก็บรักษาไว้ไม่ดี
  • เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งตัวและการตายของเซลล์ โดยอาจเป็นชนิดถ่ายทอดหรือไม่ถ่ายทอดก็ได้

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งตับชนิด CCA

  1. การทานอาหารหมักดองอย่างต่อเนื่องในปริมาณมาก เพราะอาหารหมักดองส่วนใหญ่จะมีสารก่อมะเร็ง
  2. การสูบบุหรี่ เพราะสารพิษในบุหรี่จะกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้
  3. การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็นพยาธิที่จะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง จนอาจกลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้
  4. เป็นนิ่วในท่อน้ำดี เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบแบบเรื้อรังและเสี่ยงมะเร็งได้มากที่สุด

ส่วนอัตราการเกิดมะเร็งตับที่พบในไทย พบว่ามะเร็งตับเป็นโรคที่พบเป็นอันดับ 1 ของผู้ชาย และพบเป็นอันดับ 3 ของผู้หญิง จึงสรุปได้ว่ผู้ชายมักจะมีโอกาสเป็นมะเร็งชนิดนี้ได้มากกว่าผู้หญิงนั่นเอง นอกจากนี้ก็จะมีอัตราการเกิดที่สัมพันธ์กับช่วงอายุต่างกัน คือ โรคมะเร็งตับชนิด HCC จะพบได้ในทุกเพศทุกวัยแม้แต่วัยเด็ก ส่วนโรคมะเร็งตับชนิด CCA จะพบได้บ่อยในคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป

อาการของมะเร็งตับ

ถึงแม้ว่าโรคมะเร็งตับทั้ง 2 ชนิดจะมีปัจจัยเสี่ยงที่แตกต่างกัน แต่ก็มีอาการที่คล้ายคลึงกันอยู่มาก โดยสามารถสังเกตได้จากอาการดังต่อไปนี้

  • คลื่นไส้ อาเจียนบ่อยๆ พร้อมกับมีอาการเบื่ออาหารร่วมด้วย
  • มีอาการเจ็บบริเวณตับ ซึ่งอยู่บริเวณชายโครงด้านขวา
  • หายใจลำบากและเหนื่อยง่าย รวมถึงมีอาการอึดอัดแน่นท้องร่วมด้วย ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากตับโตจนคลำเจอได้นั่นเอง
  • มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง โดยในผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการคันตามตัวและมีปัสสาวะสีเหลืองเข้มร่วมด้วย
  • ในระยะที่โรคมะเร็งได้ลุกลามไปมาก จะมีอาการท้องบวม เนื่องจากเกิดน้ำมะเร็งในช่องท้องโดยสำหรับการวินิจฉัยโรค แพทย์จะใช้วิธีการตรวจร่างกาย พร้อมกับสอบถามประวัติอาการของผู้ป่วย และ ตรวจเลือดเพื่อหาค่าสารทูเมอร์มาร์กเกอร์ (  Tumor Marker ) นอกจากนี้ก็อาจมีการเอกซเรย์ดูภาพตับและตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อผลการตรวจที่แน่ชัดมากขึ้น โดยวิธีการตรวจแบบนี้ก็สามารถบอกถึงระยะของโรคมะเร็งได้อีกด้วย 

ระยะของมะเร็งตับ

ระยะของโรคมะเร็งตับแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะเช่นเดียวกับมะเร็งชนิดอื่นๆ คือ

ระยะที่ 1 เป็นระยะที่ก้อนมะเร็งยังมีขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร และยังไม่ลุกลาม

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่ก้อนมะเร็งเริ่มลุกลามเข้าสู่เส้นเลือด แต่ยังคงมีขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร

ระยะที่ 3 เป็นระยะที่ก้อนมะเร็งลุกลามมากขึ้น โดยลุกลามเข้าสู่อวัยวะข้างเคียงและเส้นเลือดใหญ่ ซึ่งระยะนี้จะมีขนาดใหญ่เกิน 5 เซนติเมตร

ระยะที่ 4 เป็นระยะที่มีความรุนแรงที่สุด โดยมะเร็งได้แพร่กระจายเข้าสู่ช่องท้องและไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไป โดยเฉพาะ ตับ กระดูกและปอด

การรักษามะเร็งตับ

การรักษาโรคมะเร็งตับทั้ง 2 ชนิด จะใช้วิธีการรักษาที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งส่วนใหญ่แพทย์มักจะรักษาด้วยการผ่าตัด การทำเคมีบำบัดและการใช้รังสีรักษา แต่เนื่องจากโรคมะเร็งตับมีความดื้อต่อการรักษาพอสมควร ในปัจจุบันจึงมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้สูงขึ้น โดยเฉพาะการปลูกถ่ายตับที่ยังไม่เคยนำมาใช้กับการรักษาผู้ป่วยจริง เพราะมีข้อจำกัดสูงและทำได้ยากพอสมควร ซึ่งก็ยังคงอยู่ในระหว่างการศึกษาเท่านั้น

อย่างไรก็ตามโรคมะเร็งตับทุกชนิด เป็นโรคที่มีความรุนแรงสูงมาก โอกาสที่จะรักษาให้หายขาดจึงมีน้อยกว่าโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ มากทีเดียว แต่ก็ยังไม่หมดหวัง เพราะโรคมะเร็งตับหากพบในระยะแรกๆ ก็ยังมีโอกาสที่จะรักษาให้หายได้พอสมควร ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพของผู้ป่วยและความสามารถในการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกมาได้หมดหรือไม่   

มะเร็งตับ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเซลล์ของตับ ได้แก่ เซลล์ที่ทำหน้าที่ในการกำจัดของเสีย และเซลล์ของตับเองที่ทำหน้าที่ในการสร้างน้ำดี แต่ที่มักจะพบได้บ่อยที่สุด ก็คือมะเร็งตับที่เกิดจากเซลล์ของตับเองและเยื่อเมือกบุภายในท่อน้ำดี

ส่วนการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหามะเร็งตับตั้งแต่ระยะเริ่มแรกยังไม่พบวิธีที่มีประสิทธิภาพ โดยแพทย์แนะนำให้สังเกตอาการผิดปกติของตนเองและรีบไปพบแพทย์ทันที และสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงไวรัสตับอักเสบบีและซี สามารถตรวจคัดกรองได้ด้วยการตรวจภาพตับ และเจาะเลือดหาค่าสารทูเมอร์มาร์กเกอร์บ่อยๆ เพื่อที่หากพบความผิดปกติจะได้ทำการรักษาได้ทัน

นอกจากนี้การป้องกันโรคมะเร็งตับทั้ง 2 ชนิดก็สามารถทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับ โดยโรคมะเร็งตับที่เกิดจากเซลล์ตับ ป้องกันได้ด้วยการระมัดระวังตัวเองจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ไม่ว่าจะเป็นการรับเลือด การสัมผัสสรคัดหลั่งหรือการสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งจะลดความเสี่ยงการป่วยมะเร็งได้ในระดับหนึ่ง

และสำหรับการป้องกันมะเร็งตับชนิดที่เกิดจากท่อน้ำดี สามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน ได้แก่ เลี่ยงการทานอาหารหมักดอง และการทานปลาน้ำจืดที่ยังไม่สุก เพราะอาจมีสารก่อมะเร็งและพยาธิใบไม้ที่จะทำให้เกิดเป็นมะเร็งตับ ได้

ร่วมตอบคำถามกับเรา

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

Adult Primary Liver Cancer Treatment Patient Version. NCI. 6 July 2016. Archived from the original on 2 October 2016. Retrieved 29 September 2016.

World Cancer Report 2014. World Health Organization. 2014. pp. Chapter 5.6. ISBN 9283204298.

วิตามินอี ( Vitamin E ) คืออะไร หาได้จากแหล่งไหน ?

0
วิตามินอี (Vitamin E) คืออะไร หาได้จากแหล่งไหน?
วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน เก็บสะสมไว้ในส่วนต่างๆของร่างกายรวมทั้งในเลือดด้วย
วิตามินอี (Vitamin E) คืออะไร หาได้จากแหล่งไหน?
วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน เก็บสะสมไว้ในส่วนต่างๆของร่างกายรวมทั้งในเลือดด้วย

วิตามินอี ( Vitamin E )

วิตามินอี ( วิตตามินอี, vitamin e ) คือ วิตามินอีกหนึ่งชนิดที่มีความสำคัญต่อสุขภาพของคนเราเป็นอย่างมาก และเป็นวิตามินที่สามารถละลายได้ในไขมัน โดยวิตามินชนิดนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้แคโรทีน วิตามินเอ และกรดไขมันไม่อิ่มตัวถูกออกซิไดส์ ซึ่งก็จะส่งผลในด้านดีหลายอย่างนั่นเอง ช่วยลดระดับของคอเลสตอรอลในเลือด กำจัดสารก่อมะเร็งและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โดยในอดีตนั้นวิตามินอีรู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ ทางวิทยาศาสตร์ว่า โทโคฟีรอล ซึ่งได้มีการค้นพบมานานแล้ว แต่ได้มีการศึกษาจริงๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง นอกจากนี้ยังพบว่าวิตามินอีมีไทโคไตรอินอลสูงที่สุดอีกด้วย ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพและพบได้ในน้ำมันพืชทั่วไป

ปริมาณวิตามินอี แต่ละช่วงอายุ

วิตามินเป็นสารประกอบที่ร่างกายไม่ได้สร้างขึ้น แต่จำเป็นต่อร่างกายในปริมาณที่พอเหมาะช่วยการเจริญเติบโตและส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่างๆ รวมถึงความต้องการวิตามินอีของร่างกาย ได้แก่

  • อายุ 0-6 เดือน ควรได้รับวิตามินอีปริมาณ 4 มิลลิกรัม
  • อายุ 7-12 เดือน ควรได้รับวิตามินอีปริมาณ 5 มิลลิกรัม
  • อายุ 1-3 ปี ควรได้รับวิตามินอีปริมาณ 6 มิลลิกรัม
  • อายุ 4-8 ปี ควรได้รับวิตามินอีปริมาณ 7 มิลลิกรัม
  • อายุ 9-13 ปี ควรได้รับวิตามินอีปริมาณ 11 มิลลิกรัม
  • อายุ 14 ปีขึ้นไป ควรได้รับวิตามินอีปริมาณ 15 มิลลิกรัม
  • คุณแม่ช่วงตั้งครรภ์ ควรได้รับวิตมินอี ปริมาณ 15 มิลลิกรัม
  • คุณแม่หลังคลอดบุตร และช่วงการให้นมบุตร ควรได้รับวิตมินอี ปริมาณ 19 มิลลิกรัม

วิตามินอี มีประโยชน์อย่างไร

1. ต้านอนุมูลอิสระเพื่อป้องกันความเสื่อม ชะลอวัย
2. ปกป้องผิว ช่วยให้เซลล์ผิวทนต่อรังสี UV B ในแดดได้ดีขึ้น
3. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคพาร์กินสัน และอัลไซเมอร์
4. ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
5. ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งที่ต่อมลูกหมากและเต้านม
6. ลดการอักเสบ ป้องกันแผลเป็นหนานูน
7. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

วิตามินอีหาได้จากที่ไหน

1. อาหารที่มีวิตามินอีตามธรรมชาติได้แก่ ไข่ พืช ผัก ผลไม้ อาหารจำพวกถั่ว
2. น้ำมันที่มีส่วนผสมของถั่ว อาทิ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน เป็นต้น
3. ครีมทาผิว โลชั่นบำรุงผิว
4. ยา อาหารทางการแพทย์ นมทางการแพทย์

อาหารที่มีวิตามินอีมีอะไรบ้าง

1. ไข่ จมูกข้าวสาลี ขนมปังโฮลวีต ซีเรียลชนิดโฮลเกรน แป้งทำขนมปังแบบเสริมวิตามิน ถั่วเหลือง
2. น้ำมันพืช น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพดถั่ว
3. เมล็ดทานตะวัน เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ (วอลนัต พีแคน ถั่วลิสง จะมีแกมมาโทโคฟีรอลมากเป็นพิเศษ)
4. กะหล่ำปลี กะหล่ำดาว ผักใบเขียว ผักขม อะโวคาโด (เฉพาะเนื้อ) ปวยเล้ง

ผักผลไม้ หากนำผักไปปรุงสุกความร้อนจะทำลายวิตามินอีให้เหลือน้อยลง รวมถึงการนำผลไม้ไปแช่แข็งก็ทำให้วิตามินอีมีน้อยกว่าในผลไม้สด

ร่างกายขาดวิตามินอี เสี่ยงต่อโรคอะไรบ้าง

1. เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย
2. กล้ามเนื้อฝ่อ
3. โรคโลหิตจาง
4. โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์

อาการคนได้รับวิตามินอีไม่เพียงพอ หรือขาดวิตามินอี

ปกติแล้วร่างกายไม่ค่อยขาดวิตามินอีจากการทานอาหาร แต่อาจมีปัญหาจากการดูดซึมไขมัน เช่น การทำงานของตับ ตับอ่อน และลำไส้ผิดปกติ

1. สูญเสียการรับสัมผัส และการตอบสนองต่อสิ่งเร้า สูญเสียความรู้สึกทางกาย
2. กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีปัญหาในการกลอกตา หรือทรงตัวได้ยาก
3. ผิวหนังแห้งหยาบกร้าน
4. หากเด็กเป็นโรคขาดโปรตีนชนิดควาชิออร์กอร์อย่างรุนแรงจะเกิดโรคโลหิตจางชนิดเม็ดเลือดแดงโต เม็ดเลือดแดงแตกได้ง่าย และมีการขับครีอะตีนออกมาในปัสสาวะด้วย
5. หญิงมีครรภ์ที่ขาดวิตามินอีจะทำให้คลอดก่อนกำหนด เด็กที่คลอดก่อนกำหนดมักจะมีระดับวิตามินอีในเลือดต่ำ ทำให้เส้นเลือดฝอยแตกง่าย
6. กรณีที่ขาดวิตามินอีมากๆ อาจทำให้ตับและไตถูกทำลาย
7. สำหรับผู้หญิงที่ย่างเข้าสู่วัยทอง ควรรับประทานวิตามินอีให้มากขึ้นกว่าเดิม

อาการคนได้รับวิตามินอีมากเกินไป

เมื่อร่างกายได้รับ วิตามินอี (vitamin e) มากเกินไป ก็จะก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อได้รับวิตามินอีวันละ 300 มิลลิกรัมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย ซึม ปวดท้อง สายตาพร่ามัวและหากได้รับสูงกว่านี้ หรือมากกว่า 2,000 มิลลิกรัม ก็จะทำให้กล้ามเนื้อไม่มีแรงและมุมปาก ริมฝีปากอักแสบได้เหมือนกัน ดังนั้นจึงควรทานวิตามินอีอย่างเพียงพอ ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไปจะดีกว่า

หากมีโรคประจำตัวที่มียาทานประจำอยู่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อตรวจสอบว่ายาที่รับประทานว่าสามารถทานร่วมกับวิตามินอีได้หรือไม่ทุกครั้ง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/news_week_full.

http://www.medscape.com/viewarticle/584984.

Hartley, L.; Clar, C.; Ghannam, O.; Flowers, N.; Stranges, S.; Rees, K. (Sep 2015). “Vitamin K for the primary prevention of cardiovascular disease”. The Cochrane Database of Systematic Reviews (Systematic review). 9 (9): CD011148.

ควรกินคาร์โบไฮเดรตกี่กรัมต่อวันอย่างไรไม่ให้อ้วน

0
กินคาร์โบไฮเดรตอย่างไรไม่ให้อ้วน
คาร์โบไฮเดรตทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกายพบได้มากในอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล
กินคาร์โบไฮเดรตอย่างไรไม่ให้อ้วน
คาร์โบไฮเดรตทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกายพบได้มากในอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เช่น ข้าว ขนมปัง แป้งชนิดต่างๆ

คาร์โบไฮเดรต คืออะไร ?

คาร์โบไฮเดรต ( carbohydrate ) หรือ เรียกสั้นๆว่า “ คาร์บ ” หมายถึง สารอาหารประเภทหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยจะสามารถพบได้มากในอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เช่น  ข้าว ขนมปัง แป้งชนิดต่างๆผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวทุกชนิดนอกจากยังรวมไปถึงผักหรือ ผลไม้ บางชนิดที่มีสารอาหารประเภทนี้ด้วย เราทานคาร์โบไฮเดรตเข้าไปก็เพื่อให้ร่างกายได้มีพลังงานไปใช้ในชีวิตประจำวันแต่ทั้งนี้ก็ควรทานในปริมาณที่พอดีกับร่างกาย หากมีการทานในปริมาณมากเกินไปก็จะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานที่มากตามไปด้วย

หากไม่สามารถใช้พลังงานหรือเผลาผลาญออกหมดในแต่ละวันก็จะทำให้มีพลังงานเหลือเป็นส่วนเกิน ร่างกายก็จะนำพลังงานเหล่านี้ไปเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมัน เมื่อมีเยอะๆเข้าก็จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และเป็นโรคอ้วนได้นั้นเอง ซึ่งการมีปริมาณไขมันที่มากก็จะส่งผลให้มีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆตามมา เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคข้อเสื่อม เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ก็คงจะพอรู้กันว่าหากต้องการลดน้ำหนักลงให้ได้ผล หนึ่งในปัจจัยที่ต้องควบคุมก็คือ การทานอาหารที่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรต ให้น้อยลงกว่าปกติ แต่คาร์โบไฮเดรตก็เป็นสารอาหารชนิดหนึ่งที่มี  ความจำเป็นต่อร่างกาย หากขาดไปก็จะทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพได้ ดังนั้นลองมาดูกันว่าต้องทานคาร์โบไฮเดรตอย่างไรให้เหมาะสมและไม่ทำให้อ้วน ดังข้อมูลต่อไปนี้

สัดส่วนอาหารมาตรฐาน

ปริมาณอาหารคาร์โบไฮเดรต 1 คาร์บจะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรต 15 กรัมต่อ 1 หน่วยบริโภค โดยส่วนใหญ่ 1 คาร์บจะมีค่าเท่ากับอาหาร 1 ส่วนของหมวดอาหารแลกเปลี่ยน ( ยกเว้นผัก ) โดยจะมีตัวอย่างของสัดส่วนอาหารดังต่อไปนี้

  • ข้าว เส้นต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆหรือผักที่มีแป้งมาก ( ข้าวโพด เผือก มัน ฟักทอง ) มีคาร์โบไฮเดรตต่อ 1 คาร์บเท่ากับ 15 กรัม
  • นมและผลิตภัณฑ์นม 240 มิลลิลิตรมีคาร์โบไฮเดรตต่อ 1 คาร์บ เท่ากับ 12 กรัม
  • ผลไม้ ( ปริมาณขึ้นอยู่กับชนิดผลไม้ ) มีคาร์โบไฮเดรตต่อ 1 คาร์บ เท่ากับ 15 กรัม
  • ผักใบ ดอก ( 3 ส่วนของหมวดอาหารแลกเปลี่ยน ) คาร์โบไฮเดรตต่อ 1 คาร์บ เท่ากับ 15 กรัม
  • ขนมหวานต่างๆ ( ถ้าไม่มีฉลากอาหาร ต้องประเมินเอง หรือประเมินจากสูตรอาหาร ) มีคาร์โบไฮเดรตต่อ 1 คาร์บ เท่ากับ 15 กรัม

คาร์โบไฮเดรต คือ สารอาหารประเภทหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยจะสามารถพบได้มากในอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล

ดังนั้นจะต้องมีการทานอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องลดน้ำหนัก โดยมีหลักเกณฑ์ในการทานอาหารแบบกำหนดจำนวนคาร์บดังต่อไปนี้

  1. ช่วงลดน้ำหนัก สำหรับเพศชาย ให้ทานในปริมาณ 3-4  คาร์บ ส่วนเพศหญิงให้ทานในปริมาณ  2-3 คาร์บ

2. ช่วงคุมน้ำหนัก สำหรับเพศชาย ให้ทานในปริมาณ 4-5  คาร์บ ส่วนเพศหญิงให้ทานในปริมาณ  3-4 คาร์บ

3. ผู้ที่ออกกำลังกาย สำหรับเพศชาย ให้ทานในปริมาณ 5-6  คาร์บ ส่วนเพศหญิงให้ทานในปริมาณ  4-5 คาร์บ

การเลือกประเภทคาร์บที่เหมาะสมกับร่างกาย

อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต มีมากมายหลายชนิด สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรืออยากมีสุขภาพดี จะต้องมีหลักการในการเลือกทานคาร์โบไฮเดรต ดังต่อไปนี้

คาร์บที่ดีและควรเลือก

ควรเลือกประเภทของคาร์โบไฮเดรต ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อย มีกากใยอาหารที่สูง เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ธัญพืชต่างๆ เผือก มัน ฟักทอง ขนมปังโฮลวีต เมล็ดแปะก๊วย ถั่วต่างๆ  เป็นต้น

คาร์บอันตรายและไม่ควร

สำหรับประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มีผลเสียต่อร่างกายและไม่ควรเลือก  เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม อาหารแปรรูปต่างๆที่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาลที่สูง เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงอีกด้วย

ข้อแนะนำเพิ่มเติมการทานคาร์บแบบไม่ให้อ้วน

1. อ่านฉลากข้อมูลโภชนาการ การอ่านฉลากข้อมูลโภชนาการอาหารและเครื่องดื่มต่างๆก่อนเลือกซื้อนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น ที่คนส่วนมากมักมองข้ามไป มีข้อแนะนำในการเลือกทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต จากการอ่านฉลากดังนี้

  • ดูขนาด 1 หน่วยบริโภค ( ปริมาณการกินต่อ 1 ครั้ง ) ของอาหารนั้น
  • ดูปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่อ 1 หน่วยบริโภค ปริมาณน้ำตาลที่เติมในการผลิตหรือที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติจะรวมอยู่ในปริมาณคาร์โบไฮเดรต
  • ถ้าข้อมูลในฉลากโภชนาการระบุว่า มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 30 กรัม แสดงว่า อาหารที่คุณเลือก จะเท่ากับ 30 ÷ 15 = 2 คาร์บ

2. จำกัดไขมันและโปรตีน อาหารที่ต้องเลือกทานในแต่ละมื้อ แม้บางเมนูอาจจะไม่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบก็ตาม แต่ก็ต้องมีการจำกันและควบคุมปริมาณอาหารในส่วนนั้นๆด้วย เนื่องจากทานมากเกินก็จะสามารถทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะในส่วนของไขมันและโปรตีน แม้ว่าจะจำกัดอาหารในส่วนของคาร์โบไฮเดรตแล้วก็ตาม ซึ่งมีข้อแนะนำในการทานโปรตีนและไขมันดังนี้

  • โปรตีน ควรเลือกทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมันมื้อละไม่เกิน 6 ช้อนโต๊ะ และให้เน้นโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ไขมันน้อย เช่น เนื้อปลา หรือเนื้อไก่และ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์นมเต็มไขมัน
  • ไขมัน ควรเลือกทานไขมันในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากหรือน้อยจนเกินไป และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันทรานส์ เช่น โดนัท แครกเกอร์ เค้ก เฟรนซ์ฟรายส์ เป็นต้น

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอกจากการควบคุมอาหารแล้ว ควรออกกำลังกายแบบสม่ำเสมอโดยพยายามทำให้ได้อย่างน้อย สัปดาห์ละ 3 – 5 วันและทำให้ได้ วันละ 30 นาที

คาร์โบไฮเดรตหรือคาร์บ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ดังนั้นผู้ที่กำลังลดน้ำหนักไม่ควรจะงดทาน เพราะหากงดทานคาร์โบไฮเดรตไปเลย ร่างกายจะขาดสารอาหารและเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้  แต่ควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตอย่างฉลาดและเหมาะสม ทั้งการเลือกประเภทของคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ดีและเลือกทานในปริมาณที่พอเหมาะ หากทำได้อยากถูกวิธีแล้วละก็จะทำให้สามารถทานคาร์โบไฮเดรตได้แบบไม่ต้องกลัวอ้วนเลย ซึ่งก็มีผลดีทำให้ไม่ต้องเสี่ยงกับโรคภัยต่างๆที่มักจะมากับความอ้วนอีกด้วยนั่นเอง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

Carbohydrates. The Nutrition Source. Harvard School of Public Health. Retrieved April 3, 2013.

Westman, EC (2002). “Is dietary carbohydrate essential for human nutrition?”. The American Journal of Clinical Nutrition. 75 (5): 951–3; author reply 953–4.