ประโยชน์และคุณค่าสารอาหารจาก เสาวรส ( Passion Fruit )

0
ประโยชน์และคุณค่าสารอาหารจากเสาวรส (Passion Fruit)
เสาวรสเป็นผลไม้รสเปรี้ยว บางสายพันธุ์อมหวาน ภายในมีเมล็ดสีดำจำนวนมาก มีวิตามินแร่ธาตุหลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระ
ประโยชน์และคุณค่าสารอาหารจากเสาวรส (Passion Fruit)
เสาวรสเป็นผลไม้รสเปรี้ยว บางสายพันธุ์อมหวาน ภายในมีเมล็ดสีดำจำนวนมาก มีวิตามินแร่ธาตุหลายชนิด และมีสารต้านอนุมูลอิสระ

เสาวรส ( Passion Fruit )

เสาวรส ( passion fruit ) เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่บรรดาผู้รักสุขภาพมักรู้จักเป็นอย่างดี  เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กะทกรกฝรั่ง เป็นพืชอยู่ในตระกูล Passifloraceae มีลักษณะเป็นไม้เถ้าขนาดกลาง มีต้นกำเนิดอยู่ในแถบทวีปอเมริกาใต้ บริเวณประเทศบราซิล ปารากวัย อาร์เจนตินา มีใบเป็นหยัก ดอกของเสาวรสมีสีขาวอมม่วงสวยงาม กลีบดอกเป็นเส้นๆ ซ้อนกันหลายชั้น ออกดอกตลอดทั้งปี ผลเป็นรูปกลมมีขนาดตั้งแต่ไข่ไก่ จนขนาดใหญ่เกือบเท่าลูกแอปเปิล ผลอ่อนจะสีเขียวแต่เมื่อสุกแล้วจะมีสีต่างกันออกไปแล้วแต่สายพันธุ์ เช่น สีส้ม สีเหลือง สีม่วง เป็นต้นผลมีรสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน

ชื่อ : เสาวรส 

ชื่อภาษาอังกฤษ : Passion Fruit

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  PassifloraEdulis

ในปัจจุบันสามารถพบเห็นการปลูกเสาวรสได้อย่างแพร่หลาย ทั้ง ในแคลิฟอร์เนีย ฟลอริด้า บราซิล แอฟริกา อินเดีย นิวซีแลนด์และฮาวาย รวมถึงประเทศไทยด้วย ผลไม้อย่าง เสาวรสนอกจากเป็นพืชที่ทานผลได้แล้ว ยังเป็นไม้ประดับที่สวยงามอีกด้วย

ประวัติความเป็นมาของชื่อเสาวรส

ชาวตะวันตกเรียกเสาวรสว่า พาสชั่นฟรุ๊ต ( Passion Fruit ) ซึ่งมีความหายว่า ผลไม้แห่งความปรารถนา ที่มาของชื่อนี้มาจาก มิชชั่นนารีชาวสเปนท่านหนึ่งได้ไปพบเห็นผลไม้ชนิดนี้ในทวีบอเมริกาใต้ แล้วเกิดความประทับใจกับความสวยงามของดอกต้นเสาวรส ซึ่งมีความคล้ายกับน้ำพระทัยของพระเยซูในยามถูกตรึงบนไม้กางเขน จึงตั้งชื่อเสียว่า “ดอกพาสชั่น” สำหรับในประเทศไทยเนื่องจากเสาวรสมีรูปร่างคล้ายกับต้นกะทกรก แต่มีขนาดใหญ่กว่า จึงเรียกว่ากะทกรกยักษ์ ซึ่งเป็นชื่อที่ไม่ค่อยไพเราะสักเท่าไหร่นัก จึงมีการเปลี่ยนจากกะทกรกยักษ์ มาเป็นเสาวรสในที่สุด

สรรพคุณที่น่าสนใจของเสาวรส

เสาวรส หรือกะทกรกยักษ์ มีสรรพคุณทางยามากมาย โดยเนื้อของเสาวรสนั้นจะประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์และร่างกายต้องการอย่างแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โซเดียม โปแตสเซียม แมกนีเซียม วิตามินเอ และวิตามินซีเป็นต้นการทานเสาวรสนั้นโดยส่วนมากจะใช้วิธีคั้นเป็นน้ำแล้วนำมาดื่ม หรือหากจะทานเป็นผลไม้สดก็สามารถทำได้เหมือนกันซึ่งการทานเสาวรสนั้นหากทานในปริมาณที่เหมาะสมจะมีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกาย

สรรพคุณของเสาวรส

  • ช่วยบำรุงสายตา ถือว่าเป็นสรรพคุณที่โดดเด่นของเสาวรสข้อมูลจากการศึกษาพบว่าชาวอินเดียโบราณในแถบลุ่มน้ำอะเมซอนใช้น้ำเสาวรสในการรักษาอาการตาอักเสบ หรือ รักษาอาการตาพร่ามั่วกับผู้สูงอายุ
  • บรรเทาอาการโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งเป็นอาการที่มักพบได้บ่อยๆในเพศหญิง
  • บรรเทาอาการเจ็บคอ เสาวรสยังสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอให้ดีขึ้นได้เป็นอย่างดีด้วย
  • ช่วยให้นอนหลับได้ง่าย สำหรับผู้ที่มีปัญหาในการนอนหลับ เสาวรสยังมีสรรพคุณที่ช่วยให้การนอนหลับดียิ่งขึ้น สามารถแก้ปัญหาโรคนอนไม่หลับได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณ เนื่องจากเสาวรสมีสารอาหารอย่างวิตามินบี 2 จึงช่วยในการบำรุงผิวพรรณส่วนต่างๆในร่างกายให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ก็มีข้อควรระวังในการรับประทานเสาวรสคือ การทานเสาวรสส่วนมากจะทานโดยการคั้นเป็นน้ำ ซึ่งอาจมีการเติมปริมาณของน้ำตาลลงไปเพื่อให้ได้รสชาติที่ดียิ่งขั้น ดังนั้นผู้ที่จะทานเสาวรสควรจำกัดและระมัดระวังในการบริโภคน้ำตาลที่เติมลงไปด้วย โดยให้เติมน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น หรือหากเป็นไปได้ควรทานแบบไม่ใส่น้ำตาลเลยจะดีที่สุด

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

“Passion flower”. Royal Horticultural Society. 2015. Retrieved 1 October 2015.

“Passion fruit farming the next frontier in agribusiness”. The Star, Nairobi, Kenya. Retrieved, 2014.

ประโยชน์ของส้มและสรรพคุณของส้ม ( Orange )

0
ส้มเป็นผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานเต็มไปด้วยวิตามินต่างๆโดยเฉพาะวิตามินซีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ส้ม คุณค่าสารอาหารและประโยชน์ของส้ม (Orange)
ส้มเป็นผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานเต็มไปด้วยวิตามินต่างๆโดยเฉพาะวิตามินซีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ส้ม

ส้ม ( Orange ) เป็นผลไม้ที่ชาวไทยชอบรับประทาน หาง่าย ราคาถูก และมีให้รับประทานตลอดทั้งปี ส้มมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus คือ ผลไม้ที่ให้รสชาติเปรี้ยวนำและตามด้วยอมหวาน สรรพคุณของส้มมีกลิ่นหอมของเปลือกซึ่งนำไปสกัดน้ำมันหอมระเหยได้ ส้มเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกทั่วโลก ส้มมีหลากหลายสายพันธุ์ ส้มเป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ใช้ชื่อเรียกชื่อเดียวกับสีในภาษาอังกฤษ คือ Orange ซึ่งมีการบัญญัติคำนี้เรียกกันมาตั้งแต่ในปี คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา โดยในภายหลังจึงมีคำเรียกเฉดสีส้มที่นิยมใช้ เกิดขึ้นมาอีกหนึ่งคำคือคำว่า แทงเจอร์รีน ( Tangerine ) หรือ ส้มเขียวหวานนั่นเอง

คำว่า “ Orange ” ที่แปลว่าส้มในภาษาอังกฤษ มีรากมาจากคำภาษาสันสกฤต Naranga ที่แปลว่า “ ซ่อนกลิ่น ” หรือ Perfume Within เนื่องจาก ในส้มจะมีกลิ่นที่หอมสมชื่น ชวนให้อยากกิน โดยเฉพาะดอกของต้นส้มจะมีสีขาวบริสุทธิ์จะให้กลิ่นที่หอมชวนให้น่าดมมาก ทำให้ดอกและผลของส้มจึงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆคน

ส้ม ( Orange ) ผลไม้ที่ให้รสชาติเปรี้ยวนำและตามด้วยอมหวาน กลิ่นหอมของเปลือกนำไปสกัดน้ำมันหอมระเหย นิยมปลูกทั่วโลก และมีหลากหลายสายพันธุ์

สรรพคุณของส้ม

สรรพคุณของส้ม การปลูกส้มมีมานานตั้งแต่สมัยโบราณ นานหลายพันปีแล้ว  ส้ม เป็นพันธุ์ไม้ในสกุลซิตรัส ( Citras ) เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน และเขตกึ่งร้อนของทวีปเอเชียและกลุ่มเกาะมลายู พืชตระกูลส้มออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้  6 ชนิด คือ

1 ส้ม ( Orange )
2 ส้มเขียวหวาน ( Mandarin หรือ Tangerines )
3 ส้มโอ ( Pomelo )
4 เกรฟฟรุ๊ต ( Grapefruits )
5 มะนาว ( Lemon or Lime )
6 มะงั่ว ( Citron )

 

โดยส่วนมากมักมีการสับสนระหว่างกลุ่มของส้มและส้มเขียวหวาน สามารถอธิบายความแตกต่างได้ คือ ส้มเขียวหวาน ( Mandarin หรือ Tangerines ) นั้นจะมีเปลือกล่อนทำให้สามารถปอกออกได้ง่ายกว่าส้ม นักวิชาการด้านเกษตรของไทยมีการเรียกส้ม เป็น “ ส้มเกลี้ยง ” ซึ่งอาจทำให้สับสนได้ เนื่องจากแท้จริงแล้วส้มเกลี้ยงเป็นเพียงสายพันธุ์ย่อยอย่างหนึ่งในตระกูลส้มเท่านั้น  จึงเรียกเพียงสั้นๆว่า “ส้ม” จึงจะถูกต้อง และในส่วนของส้มเขียวหวานจะเรียกแยกออกไปเลยให้เห็นความต่างคือ Mandarin หรือ Tangerines แต่ในกรณีที่ใช้คำว่าส้มในความหมายทั่วไป ก็อนุโลมให้หมายถึงทั้งส้มและส้มเขียวหวานได้เช่นกัน

นอกจากสกุลซิตรัส แล้ว ส้มยังมีชนิดที่มาจาก ไม้ในวงศ์ Rutaceae เช่น คัมควอท ( Kumquat ) หรือ “ ส้มกินทั้งเปลือก ” ซึ่งอยู่ในสกุลของ Fortunella sp. ส้มพันธุ์นี้ มีถิ่นกำเนิดจากในประเทศจีนแล้วแพร่หลายเข้าไปในญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน  คัมควอท คือ ส้มพันธุ์เล็กมีรูปทรงรี  ขนาดเล็กกว่าลูกปิงปองเล็กน้อย มีสีเหลืองทอง สามารถกินได้ทั้งเนื้อทั้งเปลือก รวมถึงชานด้วย โดยชื่อของส้มคัมควอทเพี้ยนมาจากภาษากวางตุ้งในคำว่า Camquit ชาวตะวันตกเพิ่งรู้จักส้มชนิดนี้ในศตวรรษที่ 17 เป็นพันธุ์ส้มที่สามารถดึงดูดความสนใจจากคนทั่วโลกได้เป็นอย่างดีเนื่องจากผลของส้มพันธุ์นี้มีรูปทรงสวยน่ารับประทาน อีกทั้งยังมีความแปลกกว่าส้มชนิดอื่นๆที่สามารถกินได้ทั้งลูกอีกด้วยนั้นเอง

ส้ม เป็นพันธุ์ไม้ที่ค่อนข้างมีความหลากหลายทางพันธุกรรม มีทั้งการผสมในพันธุ์เดียวกัน ผสมข้ามสายพันธุ์กัน หรือแม้กะทั่งผสมข้ามสกุลก็ยังมีจึงเกิดการพันธุ์ผสมแบบ ( Hybrid ) กันมากมาย เช่น ส้มจี๊ด อาจเป็นการไฮบริดของส้มเขียวหวานและคัมควอทหรือในส้มแทงจีโล ( Tangelo ) เป็นไฮบริดของส้มเขียวหวานและส้มโอ เป็นต้น

นอกจากนี้ ส้มยังเป็นผลไม้ที่สามารถกลายพันธุ์ได้ง่ายมาก หากเปลี่ยนสภาพดินและอากาศ รสชาติและสีก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย ซึ่งสามารถสรุปได้ก็คือ ส้มเป็นพืชที่มีการพัฒนาพันธุ์ไปได้หลากหลายมาก ยกตัวอย่างง่ายๆ ส้มเขียวหวานในเมืองไทย แต่เดิมมีแต่สายพันธุ์บางมดเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน ส้มเขียวหวานมีด้วยกันมากมายหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ส้มโชกุน ส้มฟรีมองต์ ส้มสีทอง ส้มสายน้ำผึ้ง เป็นต้น ถึงแม้ ส้ม จะเป็นไม่ที่มีหลากหลายสายพันธุ์แต่ ก็สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้คือ

1. ส้มชนิดที่มีรสหวาน ( Sweet Orange ) มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Citras Sinensis เช่น ส้มวาเลนเซีย ที่รู้จักในนามซันควิก ส้มนาเวล ( Navels ) ส้มเกลี้ยง และส้มเช้งของไทย เป็นต้น

2.ส้มชนิดที่มีรสเปรี้ยว หรือขม ( Sour or Bitter Orange ) ปัจจุบันมีปลูกน้อยมาก ส่วนใหญ่ใช้ทำแยมผิวส้ม ( Marmalade ) เท่านั้น

ประโยชน์ของส้ม

ประโยชน์ของส้ม ส้มถือว่าเป็นผลไม้สุขภาพชนิดหนึ่ง ที่มีสรรพคุณและประโยชน์ที่ดีมากมาย โดยสามารถใช้ได้ทั้งเนื้อส้มและน้ำมันละเลยจากในส่วนของเปลือกส้ม เช่น

ส่วนต่างๆของส้ม ประโยชน์ที่ได้
เนื้อส้ม  • ช่วยให้เจริญอาหาร
• มีวิตามินซีป้องกันโรคลักปิดลักเปิด
• รักษาเหงือก
• ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอในร่างกาย
เปลือกส้ม • เป็นยาบำรุงใช้ทาใบหน้าใช้ป้องกันและรักษาสิวฝ้า
ชานของส้ม • ช่วยการขับถ่าย
• ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ และปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับกระเพาะและลำไส้

ประโยชน์ของส้ม เนื้อส้ม มีรสชาติหวาน อร่อย รับประทานแล้วสดชื่น ประโยชน์ของส้มยังมีอีกมากมาย สารอาหารในส้มมีหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม วิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก เกลือแร่ โซเดียม ส้มมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่ามะนาวในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณของวิตามินซีในส้มจะสูงกว่าในมะนาวเป็นอย่างมากโดยส้มเกลี้ยงจะมีปริมาณของวิตามินซี ที่สูงกว่าส้มเขียวหวานเล็กน้อย

ตารางแสดงปริมาณสารอาหารประโยชน์ของ ส้ม และมะนาว

ประเภท  น้ำมะนาว น้ำส้มเกลี้ยงคั้นสด น้ำส้มเขียวหวานคั้นสด
แคลเซียม 1 mg. 27 mg.  44 mg.
ฟอสฟอรัส 2 mg. 42 mg.  35 mg.
โปแตสเซียม 16 mg. 400 mg. 440 mg.
วิตามินซี 5 mg. 124 mg. 124 mg.
เหล็ก 0.5 mg. 0.5 mg.
โซเดียม 2 mg. 2 mg.
วิตามินเอ 500 I.U. 1040 I.U.

 

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าปริมาณของวิตามินในส้มจะสูงกว่ามะนาวมาก ซึ่งวิตามินซีจะทำหน้าที่เป็นประโยชน์ของส้มมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ป้องกันและรักษามะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในร่างกายกับสารพิษก่อมะเร็งจากสิ่งแวดล้อม

โดยปกติแล้วร่างกายของมนุษย์เรามีความต้องการวิตามินซีประมาณ 150 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งการทานเพียงน้ำส้มคั้นหนึ่งแก้วก็เพียงพอแล้วแต่ถ้าหากร่างกายได้รับปริมาณของวิตามินซีมากเพียงพอถึงในระดับ 2,000 – 4,000  มิลลิกรัม ก็จะช่วยให้สามารถเป็นพลังเสริมในการต้านทานโรคมะเร็งได้ ดังนั้นควรเลือกรับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงอย่างส้มให้เป็นประจำ และทานในปริมาณที่มากเพียงพอ นอกจากช่วยป้องการอาการจากโรคหวัดได้แล้วยังช่วยในเรื่องการป้องกันโรคมะเร็งได้ด้วย นอกจากวิตามินซีแล้ว ส้มยังมีวิตามินบี ซึ่งเป็นโฟเลท มีสรรพคุณที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้อีกด้วยดังนั้นเมื่อรู้แบบนี้แล้วอย่าลืมซื้อส้มติดบ้านไว้บ้างก็จะดีไม่น้อยเลยทีเดียว

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

“Citrus phylogeny and genetic origin of important species as investigated by molecular markers”. TAG Theoretical and Applied Genetics. 100 (8): 1155–1166.

พืชผลไม้, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “ส้มเขียวหวาน”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.rspg.or.th/plants_data/use/fruit.htm.

ประโยชน์ของสตรอว์เบอร์รี ( Strawberry ) และวิธีเลือกซื้อ

0
สตรอว์เบอร์รี (Strawberry) ประโยชน์มากมายคุณค่าหลากหลาย
สตรอว์เบอร์รีผลไม้ที่มีสีและกลิ่นหอม มีคุณประโยชน์ทางอาหารมากมาย มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสายตาและวิตามินซีสูง
สตรอว์เบอร์รี (Strawberry) ประโยชน์มากมายคุณค่าหลากหลาย
สตรอว์เบอร์รีผลไม้ที่มีสีและกลิ่นหอม มีคุณประโยชน์ทางอาหารมากมาย มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสายตาและวิตามินซีสูง

สตรอว์เบอร์รี

สตรอว์เบอร์รี ( Strawberry ) คือ ผลไม้เศรษฐกิจยอดฮิตชนิดหนึ่งที่นิยมทานกันทั่วโลก มีสีสันสวยสดใสน่ารับประทานและยังมาพร้อมกับรสชาติอร่อย ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Fragaria × Ananassa เป็นพืชสกุลไม้ดอกในวงศ์กุหลาบ แต่เดิมถูกใช้เป็นพืชปลูกคลุมดินในอดีตให้กับต้นไม้ปลูกเลี้ยงชนิดอื่น ๆ สามารถพบเห็นการปลูกสตรอว์เบอร์รีได้ในทั่วโลก หลากหลายสภาพภูมิอากาศ สำหรับประเทศไทยจะพบได้มากในบริเวณภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เป็นต้น สตรอว์เบอร์รีมีมากมายหลากหลายกว่า 20 สายพันธุ์  โดยพันธุ์สตรอว์เบอร์รีที่ในปัจจุบันนิยมนำมาปลูกกัน คือ  สตรอว์เบอร์รีสวน ผลของสตรอว์เบอร์รี มีรสชาติหลากหลายขึ้นอยู่กับแต่สายพันธุ์ มีตั้งแต่รสหวานจนถึงสตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ที่มีรสเปรี้ยว สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ที่สามารถหาทานได้ทั้งปี แต่ผลผลิตจะออกมามากสุดและหาซื้อได้ราคาถูกสุดในช่วงเดือน มีนาคม – เดือนเมษายน ไปจนถึงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

สตรอว์เบอร์รี มีสารต้านอนุมูลอิสระ และเป็นผลไม้เศรษฐกิจยอดฮิตชนิดหนึ่ง ที่นิยมทานกันทุกประเทศทั่วโลก

ประโยชน์ของสตรอว์เบอร์รี

สตรอว์เบอร์รีเต็มไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงถึง 140% ของความต้องการต่อวันในหนึ่งถ้วย และยังมี เฟลโวนอยด์ ( Flavonoids ) อาหารประเภทแร่ธาตุที่มีคุณสมบัติพิเศษช่วยในการต่อต้านการเกิดออกซิเดชัน โดยเฟลโวนอยด์ ที่พบได้ในสตรอว์เบอร์รี มี 2 ชนิดคือ เควอร์เซทิน ( Quercetin ) และ คะเอมพ์เฟอโรล ( Kaempferol ) จะไปช่วยป้องกัน LDL จากการเกิดออกซิเดชันอันเป็นอันตรายต่อผนังหลอดเลือดแดง และยังช่วยป้องกันให้เกล็ดเลือดเกาะตัวเป็นลิ้มได้ดียิ่งขึ้นด้วย ดังนั้นจึงช่วยให้ไม่เกิดการอุดตันในหลอดเลือดต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จากภาวะหัวใจล้มเหลวหรือเส้นเลือดในสมองตีบ

มีสารต้านอนุมูลอิสระและสตรอว์เบอร์รี ยังเป็นผลไม้เศรษฐกิจยอดฮิตชนิดหนึ่ง ที่นิยมทานกันอย่างมาก มีสีสันสวยสดใสน่ารับประทานและยังมาพร้อมกับรสชาติอร่อย เฟลโวนอยด์ ที่ได้จากสตรอว์เบอร์รี เป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย โดยจากผลการทดลองของสถาบันต่างๆได้ให้ข้อมูลไปในทางเดียวกัน คือ เฟลโวนอยด์ จะช่วยให้สามารถป้องกันโรคที่เกี่ยวกับหัวใจได้เป็นอย่างดี ซึ่งสถาบันการสาธารณสุขและพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งชาติในเนเธอร์แลนด์ ได้ทำการทดสอบเรื่องนี้ โดยให้กลุ่มตัวอย่าง 800 คน แบ่งเป็นคนอายุ 65 ถึง 85 ปี ใช้ระยะเวลาทดสอบกว่า 5 ปี เพื่อติดตามดูสุขภาพหัวใจและจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจผลการทดสอบพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างผู้บริโภค

เฟลโวนอยด์ นี้ในปริมาณต่ำ กับผู้ที่บริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยเฟลโวนอยด์อย่างเช่น สตรอว์เบอร์รี หัวหอม แอปเปิล และชา อย่างสม่ำเสมอแล้ว กลุ่มแรกที่ผู้บริโภคเฟลโวนอยด์ในปริมาณที่น้อย จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคหัวใจได้มากกว่าครึ่งเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคเฟลโวนอยด์อย่างเป็นประจำ

การเลือกซื้อสตรอว์เบอร์รี

การเลือกซื้อสตรอว์เบอร์รีนั้น ต้องเลือกซื้อสตรอว์เบอร์รีที่สดใหม่ มีสีสันสดใส สุกได้ที่ ประโยชน์ของสตรอว์เบอร์รี เพื่อให้ได้สตรอว์เบอร์รีที่อร่อยและมีคุณภาพดี  ก่อนการรับประทานก็ควรล้างให้สะอาดเสียก่อน เพราะเป็นผลไม้ชนิดที่ต้องทานทั้งเปลือกนั้นเอง มีการวิจัยจาก มหาวิทยาลัยเทิฟทน์ ในบอสตัน พบว่า การทานผลของสตรอว์เบอร์รี จะมีสรรพคุณที่ช่วยในการป้องกันอันตรายจากการปฏิกิริยาออกซิเดชันประเภทที่จะนำไปสู่การมีคอเลสเตอรอลจับเกาะผนังหลอดเลือดและโรคหัวใจ ได้มากกว่าผลไม่ชนิดอื่นๆที่ทดสอบร่วมกัน 11 ชนิด อย่างเช่น แอปเปิล ส้ม องุ่น เป็นต้น อีกด้วย 

นอกจากนี้การทานสตรอว์เบอร์รี ที่สดใหม่มีคุณภาพดีในปริมาณที่เหมาะสม ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในอีกหลายๆอย่าง เช่น ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก มีสรรพคุณเป็นยาระบายอย่างอ่อน ช่วยบำรุงสายตา  ป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ ช่วยบรรเทาโรคตับอักเสบ ท้องร่วง และโรคเหน็บชา ช่วยในการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยบำรุงร่างกายหลังฟื้นไข้ เป็นต้น

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม 

เอกสารอ้างอิง

www.cm-fruit.com, en.wikipedia.org/wiki/Strawberry

Hancock, J.F. (1999). Strawberries (Crop Production Science in Horticulture). CABI.

สรรพคุณและประโยชน์ของมะขามมีอะไรบ้าง ( Tamarind )

0
สรรพคุณและประโยชน์ของมะขามมีอะไรบ้าง (Tamarind)
มะขาม เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีทั้งหวานและเปรี้ยว มีวิตามินหลากหลายชนิด
สรรพคุณและประโยชน์ของมะขามมีอะไรบ้าง (Tamarind)
มะขาม เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีทั้งหวานและเปรี้ยว มีวิตามินหลากหลายชนิด

มะขาม

มะขาม ( Tamarind ) คือ ไม้พันธุ์ยืนต้นที่มีขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่  มีใบเขียวทั้งปี ปลูกง่าย ทนทานต่อลมพายุไม่หักโค่นง่าย ผลเป็นฝักยาวโค้งงอคอดเป็นข้อ เปลือกฝักแข็ง และเปราะ เนื้อในฝักมีรสเปรี้ยว แต่ผลสุก บางพันธุ์มีรสหวาน นิยมใช้ในการปรุงอาหาร โดยฝักอ่อนจะมีสีเขียวอมเทา ส่วนฝักที่แก่แล้วจะมีสีน้ำตาลเข้ม กรอบหักง่าย

มะขาม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tamarindus Indica คือ ไม้พันธุ์ยืนต้นที่มีขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่  มีใบเขียวทั้งปี ปลูกง่าย ทนทานต่อลมพายุไม่หักโค่นง่าย ประโยชน์ของมะขามจากผล ผลเป็นฝักรูปร่างยาวและโค้ง นิยมใช้ในการปรุงอาหาร โดยฝักอ่อนจะมีสีเขียวอมเทา ส่วนฝักที่แก่แล้วจะกรอบหักง่ายและมีสีน้ำตาลเข้ม ผลมีรสเปรี้ยวหรือหวาน มะขามนิยมปลูกไว้ในบริเวณรอบๆบ้านเพื่อให้ร่มเงาและนำผลที่ออกมาไปใช้ในการปรุงอาหารได้นั้นเองโดยเฉพาะบริเวณริมถนนราชดำเนินนอก ที่สามารถพบเห็นต้นมะขามปลูกไว้อย่างมากมายในศตวรรษที่ 17 จักรวรรดินิยมสเปนได้นำต้นมะขามเข้าไปปลูกเผลแพร่ในแถบหมู่เกาะอินเดียตะวันตก และยังนำเข้าไปยังดินแดนลาตินอเมริกาอย่าง ทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ด้วย มะขามจึงปลูกแพร่หลายในดินแดน แถบนี้ โดยเฉพาะในประเทศเม็กซิโก และประเทศกัวเตมาลาทำให้เกิดเมนูอาหารยอดนิยมที่ปรุงด้วยมะขามและเป็นที่ชื่นชอบของคนไทย เช่น น้ำมะขาม เครื่องดื่มรสมะขาม ไอศกรีมมะขาม แยมมะขาม และกระทั่งไวน์มะขามส่วนในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเภทของมะขาม

มะขามหวาน ( Sweet Tamarind ) หารับประทานได้ทั่วไป นิยมรับประทานเนื้อมะขาม พบมากที่จังหวัดเพชรบูรณ์มะขามหวานมีหลายสายพันธุ์เช่น พันธุ์น้ำผึ้ง พันธุ์สีชมภู พันธุ์อินทผาลัม พันธุ์ขันตี พันธุ์สีทอง ( นายหยัด ) พันธุ์หมื่นจง พันธุ์เพชรเกษตร เป็นต้น แต่พันธุ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือสายพันธุ์ประกายทอง หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่าพันธุ์ตาแป๊ะ ซึ่งเป็นมะขามหวานที่มีขนาดฝักตรงและใหญ่กว่าฝักมะขามปกติให้เนื้อนุ่มหนาชุ่มฉ่ำและรสชาติหวานมาก และ

มะขามเปรี้ยว ( Sour Tamarind ) มะขามเปรี้ยว เป็นมะขามที่ให้เนื้อรสเปรี้ยว ฝักใหญ่กว่ามะขามหวาน นิยมนำมาประกอบอาหารและแปรรูป เช่น ใช้ทำน้ำมะขามใส่อาหารจำพวกต้มยำเพื่อให้รสชาติเปรี้ยวเป็นธรรมชาติ บางเมนูใช้แทนมะนาว เนื้อมะขามเปรี้ยวยังนำมาแปรรูปเป็นมะขามดอง มะขามกวนได้อีกด้วย

ประโยชน์ของมะขาม มีอะไรบ้าง

ต้นมะขามนั้น สามารถนำส่วนประกอบต่างๆ มาปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด เช่น  ใบมะขาม  ดอกมะขาม  ฝักมะขาม เป็นต้น

ประโยชน์ของมะขามที่จะนำมาปรุงอาหารนั้น ต้องเป็นมะขามพันธุ์ที่มีรสออกเปรี้ยวเท่านั้น ส่วนพันธุ์ที่มีรสหวานนั้นไม่นิยมใช้ปรุงอาหาร นิยมรับประทานจากมะขามฝักสดสุก มะขามเปรี้ยวที่ปลูกกันมากที่สุดในประเทศไทยคือ มะขามพันธุ์กระดาน การเพาะมะขามเปรี้ยวส่วนมากเป็นจะสวนขนาดเล็ก ฝักมะขามเปรี้ยวจะมีขนาดที่ใหญ่และแบนกว่าฝักมะขามหวาน โดยช่วงทีมะขามจะออกดอกออกผลจะอยู่ในช่วงระหว่าง เดือนเมษายน จนไปถึงเดือนตุลาคม

ประโยชน์ของต้นมะขาม

  • ดอกมะขามสด จะมีสีเหลืองอมส้มโดยส่วนมากจะนิยมนำดอกมะขามสดไปปรุงเป็นอาหารอย่างเช่น ต้มโคล้งกุ้งสดกับดอกมะขาม ต้มโคล้งปลาช่อนแห้งดอกมะขามหรือ แกงจืดดอกมะขาม ต้มโคล้งปลาช่อนแห้งดอกมะขาม เป็นต้น
  • ใบมะขามทั้งใบมะขามหวานและใบมะขามเปรี้ยว มีสรรพคุณทางยา เราใช้ใบมะขามอ่อนยอดใบมะขามที่ยังอ่อนอยู่ จะมีสีเขียวอ่อน จะมีรสชาติออกเปรี้ยวนิดๆ ส่วนใบยอดมะขามที่เป็นสีแดงจะให้รสชาติที่ฝาด  ใบมะขามมีประโยชน์คือ อุดมไปด้วยแคลเซียมที่สูง เมนูที่นิยมนำไปประกอบเป็นอาหาร เช่น ต้มกะทิปลาสลิดใบมะขามอ่อน แกงยอดมะขามหมูย่าง  ต้มโคล้งปลาแห้ง แกงใบมะขามหอยเสียบ แกงจืดยอดมะขามเป็นต้น นอกจากใช้ประกอบอาหารแล้ว ใบมะขามใบอ่อนหรือยอดอ่อนยังใช้สำหรับขัดถูเครื่องเรือนโลหะจะช่วยในการขจัดคราบให้โลหะสะอาดและใสขึ้น โดยเฉพาะโลหะทองเหลืองและทองแดง ใบมะขามแก่นำมาขยำใช้น้ำล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ครัว ลดคราบมันของจานชามได้เป็นอย่างดี
  • ใบมะขามแก่ สามารถนำมาต้มย้อมผ้าสีธรรมชาติ ให้สีเขียวขี้ม้า
  • ใบมะขามแห้ง ล้างใบผึ่งลมให้แห้ง บดละเอียดทำเป็นชาชงใบมะขามได้ ใบมะขามแห้งมีสรรพคุณชะลอวัยชรา ลดการเกิดอนุมูลอิสระ เป็นยาอายุวัฒนะ
  • ฝักมะขามอ่อน ฝักมะขามอ่อนมีรูปฟักที่เป็นสีเขียว มีรสเปรี้ยวอ่อนๆ และจะฝาดนิดๆ มีประโยชน์คือ มากไปด้วยวิตามินซี ( Vitamin C ) และวิตามินเอ ( Vitamin A ) ช่วยให้ชุ่มคอ ฝักมะขามอ่อนใช้ทำอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น ใช้ทั้งเปลือกทำน้ำพริกมะขาม ส้มตำมะขามอ่อน ข้าวคลุกน้ำพริกมะขาม ยำปูเค็มมะขามอ่อน และพริกเกลือมะขามสด เป็นต้น
  • ฝักมะขามแก่ มีสีออกน้ำตาลเข้ม มีรสเปรี้ยวอมหวานเล็กน้อย ใช้ประกอบอาหารได้ เช่น ใช้ทั้งฝักไม่แกะเปลือกต้มจนเละในแกงส้มผักบุ้งพริกสด หลนพริกขี้หนู ต้มยำบางชนิด เป็นต้น
  • มะขามเปียก เป็นส่วนผสมที่ถูกนำมาใช้ประกอบอาหาร และเครื่องดื่มมากที่สุด โดยการทำมะขามเปียกนั้น ต้องนำมะขามแก่ที่แกะเปลือกและเมล็ดออกแล้วตากแดดให้แห้งและทำเป็นก้อนเป็นมัดมีขายเพียง 3 แบบคือ มะขามก้าน เนื้อมะขามไร้เมล็ดแต่มีซังติดอยู่ มะขามหัวโล้นหรือมะขามเม็ด  เนื้อมะขามที่มีเมล็ดข้างใน ไม่มีซัง เนื้อมะขามล้วน มีแต่เนื้อมะขามล้วนๆในการนำมะขามเปียกไปปรุงอาหารจะนิยมใช้ แบบมะขามก้านและมะขามเนื้อล้วนเนื่องจากมะขามก้านนั้นสามารถคั้นน้ำได้ง่ายกว่ามะขามชนิดอื่นๆ เพราะมีซังช่วยให้เนื้อมะขามไม่เล็ดออกมาส่วนมะขามเนื้อล้วนจะเหมาะสำหรับการปรุงอาหารที่ต้องการเนื้อมะขามเป็นส่วนผสมและมะขามหัวโล้น จะนิยมใช้แปรรูปเป็นมะขามหยี มะขามคลุก และมะขามกวนเป็นต้นมะขามเปียกที่ใช้ในการปรุงอาหาร
  • น้ํามะขามเปียกมีสรรพคุณเป็นยาลดความอ้วนตามธรรมชาติ ชงน้ำมะขามเปียกแช่เย็นดื่มได้สบายท้องโดยไม่ต้องหายาลดความอ้วนรับประทาน
  • เนื้อมะขามเปียกสับละเอียด ทำน้ำพริกมะขามเปียก น้ำพริกปลาย่าง น้ำพริกนรก ปลาร้าสับเป็นต้น- นำมะขามเปียกมาผสมกับน้ำอุ่น จากนั้นค่อยๆคั้นน้ำมะขามเปียกออกมาจนได้ที่ อาจจะใช้เป็นแบบเข้มข้น หรือจะใช้วิธีการกรองเอาแต่น้ำก็ได้การปรุงอาหารส่วนใหญ่จะใช้วิธีนี้
  • เนื้อมะขามหวานประโยชน์มากมาย ไม่ได้มีเพียงแค่อร่อย เนื้อมะขาวหวานสามารถรับประทานได้เลย ให้รสชาติหวานตามธรรมชาติ เนื้อมะขามหวานมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ หากรับประทานมากเกินไปจะทำให้ท้องเสียได้

นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีมะขามเปียกสำเร็จรูปออกมาจำหน่าย เช่น รูปแบบชนิดผง ซึ่งเมื่อต้องการใช้ก็นำผงนี้ไปผสมน้ำให้ละลายก่อนใช้ แต่ก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดเวลาในการปรุงอาหารสรรพคุณ มะขามเป็นพืชสมุนไพร ที่มีสรรพคุณที่ดีมากมาย เช่น  ช่วยในการขับถ่ายแก้อาการท้องผูก ช่วยบรรเทาอาการไอ ขับเสมหะหรือมีเสลดติดคอ ช่วยบำรุงผิวให้สดใส จากวิตามินซีในมะขาม ช่วยถ่านพยาธิตัวกลมในลำไส้ เป็นต้น

นอกจากสรรพคุณของต้นมะขามตามที่กล่าวมาแล้ว เนื้อไม้ของต้นมะขามที่มีเนื้อหนาแน่นและละเอียด ยังนิยมนำมาทำอุปกรณ์ใช้ในครัวเรือน เช่น เขียง กระบวยตักน้ำ เป็นต้น 

จะเห็นได้ว่า ต้นมะขาม และผลผลิตจากส่วนประกอบของต้นมะขามนั้นเราสามารถใช้งานได้ทั้งหมด หากปลูกไว้ตามบ้านเรือนก็ให้ร่มเงา และในปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะขามที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมความงามและเครื่องประดับอีกด้วย

ข้อควรระวังในการใช้ประโยชน์จากมะขาม

มะขาม มีรสเปรี้ยว มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ก็เกิดโทษได้ สำหรับข้อควรระวังในการใช้ประโยชน์จากมะขาม มีดังนี้

  • มะขามเปียก ที่ซื้อในตลาดอาจมีสิ่งสกปรกเจือปน หากนำมาทำอาหาร หรือ รับประทานแบบไม่สะอาด อาจทำให้ท้องเสียอย่างหนัก ซึ่งมะขามมีสรรพคุณเป็นยาระบายอยู่แล้ว อาจเป็นอันตรายได้หากเกิดภาวะติดเชื้อที่ระบบทางเดินอาหาร และ ภาวะร่างกายขาดน้ำ
  • มะขามเปียกใช้ขัดผิว หรือ พอกหน้า แต่หากใช้มะขามเปียกเกินอาทิตย์ละ 2 ครั้ง อาจทำให้ผิวระคายเคืองได้
    สำหรับการขัดผิว หรือพอกหน้าด้วยมะขามปียก อย่าลืมบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นด้วยครีมบำรุงผิว และครีมกันแดด

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

สมพร ภูติยานันต์, 2551. สมุนไพรใกล้ตัว เล่ม 13 : สมุนไพรแต่งสี กลิ่น รส. วิทยาศาสตร์เภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ตุลย์การพิมพ์, เชียงใหม่.

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN), เว็บไซต์สรรพคุณสมุนไพร (www.rspg.or.th), USDA Nutrient database

เต็ม สมิตินันทน์,2544. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย. ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้, กรุงเทพฯ. เต็ม สมิตินันทน์,2544. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย. ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้, กรุงเทพฯ. 

ฟักทอง ( Pumpkin ) สรรพคุณและประโยชน์ของฟักทอง

0
ฟักทอง
ฟักทอง มีกากใยอาหารสูง มีแคลอรีและไขมันน้อย ใช้ได้ทั้งอาหารคาวและหวาน มีวิตามินแร่ธาตุมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ฟักทอง (Pumpkin) สรรพคุณและประโยชน์ของฟักทอง

ฟักทอง

ฟักทอง ( Pumpkin ) แบ่งออกเป็น 2 ตระกูล คือ ตระกูลฟักทองอเมริกัน ผลใหญ่เนื้อนุ่ม และตระกูลสควอช ( Squash ) เนื้อแน่นหนัก ได้แก่ฟักทองไทยและฟักทองญี่ปุ่น โดยฟักทองไทยผิวมีลักษณะขรุขระเล็กน้อย เปลือกจะแข็ง เนื้อด้านในเป็นสีเหลืองสดธรรมชาติให้สีสันน่ารับประทาน ชนิดของฟักทองที่นิยมนำมารับประทานได้แก่ ฟักทองของไทย พันธุ์คางคก พันธุ์ญี่ปุ่น พันธุ์คิงคอง พันธุ์ผลมะพร้าว พันธุ์เนื้อสีส้ม เป็นต้น นอกจากนี้ฟักทอง ถือเป็นอาหารที่อุดมด้วยสารอาหาร เเต่อย่างไรก็ตามพบว่า ฟักทองให้พลังงานแคลอรี่ต่ำมากอย่างเหลือเชื่อ ถึงเเม้ว่าจะเต็มไปด้วยสารอาหารก็ตาม ฟักทองปริมาณ 245 กรัม (ถ้วย) ให้พลังงานที่ต่ำกว่า 50 แคลอรี่ต่อถ้วย และประกอบด้วยประมาณของน้ำมากถึง 94 เปอร์เซนต์ นอกจากนี้ยังพบว่า ฟักทองยังเป็นแหล่งของใยอาหาร หรือไฟเบอร์ที่ดีอีกด้วย ซึ่งสามารถช่วยลดความอยากอาหารได้

ฟักทองชื่อวิทยาศาสตร์ คือ :  Cucurbita maxima ‘Kabocha Group’ หรือ Cucurbita moschata Duchesne จัดอยู่ในวงศ์แตง ( CUCURBITACEAE ) 

ฟักทอง ประโยชน์

ประโยชน์ของฟักทองในส่วนประกอบของฟักทองที่ให้คุณค่าสารอาหารมีอะไรบ้าง?

  • เปลือกฟักทอง ประโยชน์ของเปลือกฟักทองมีฤทธิ์ทางยามากมาย หากทานฟักทองทั้งเปลือก จะสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกาย ซึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายไป ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ประโยชน์ของฟักทองใบอ่อน มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง แต่มีแคลเซียม ( Calcium ) และฟอสฟอรัส ( Phosphorus ) สูงกว่าในเนื้อ นิยมเด็ดยอดอ่อนมาลวดจิ้มน้ำพริกในตำรับอาหารไทย
  • ประโยชน์ของฟักทองตรงเนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูง รวมทั้งฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง และที่จะลืมไปไม่ได้เลยก็คือ ” เบต้าแคโรทีน ” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในเนื้อสีเหลืองของฟักทอง สามารถช่วยลดการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจได้ แถมเบต้าแคโรทีน ยังช่วยต้านความชรา ป้องกันโรคผิวหนัง บรรเทาอาการปวดเมื่อยของข้อเข่า และบั้นเอวได้เป็นอย่างดี
  • ประโยชน์ของฟักทองที่เยื่อกลางผลฟักทอง สามารถนำมาพอกแผล แก้อาการฟกช้ำ อาการปวด อักเสบได้
  • ฟักทองเหมาะเป็นอาหารของคนที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะไขมันน้อย น้ำตาลน้อย กากใยอาหารสูง พลังงานต่ำ ใยอาหารสูง
  • ประโยชน์ของฟักทองที่ดอกฟักทอง ( Pumpkin Flower ) มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีวิตามินซีเล็กน้อย
  • เมล็ดฟักทอง ประกอบด้วยแป้ง ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน รวมทั้งสารที่ชื่อว่า ” คิวเคอร์บิติน ” ( Cucurbitine ) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี และยังช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันการเกิดนิ่ว มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ น้ำมันจากเมล็ดฟักทองยังช่วยบำรุงประสาทได้ดี และยังมีกรดอะมิโนบางชนิดที่ช่วยป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากของผู้ชายขยายใหญ่ขึ้น และช่วยปรับระดับฮอร์โมนเพศชายที่ได้จากลูกอัณฑะให้อยู่ในระดับปกติ
  • รากฟักทอง น้ำมาต้มน้ำใช้ดื่มแก้อาการไอได้ และยังช่วยบำรุงร่างกาย ถอนพิษของฝิ่นได้

คนส่วนมากมักเข้าใจผิดว่าฟักทองเป็นผัก แต่แท้จริงแล้วฟักทองจัดอยู่ในกลุ่มของผลไม้

ฟักทอง สรรพคุณ

  • ช่วยในเรื่องรักษาและบำรุงสุขภาพหัวใจ  เนื่องจากในฟักทองประกอบด้วยแคโรทีนชนิดต่างๆเช่น เบต้าแคโรทีนอัฟฟาแคโรทีน ซึ่งช่วยให้บำรุงสุขภาพของหัวใจให้แข็งแรงนอกจากนี้ในฟักทองยังมีไฟเบอร์และโพแทสเซียมซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบหัวใจด้วยเช่นกันโดยการทานฟักทองแค่เพียง 1 ถ้วยเล็กสามารถเพิ่มแคโรทีนต่างๆให้กับร่างกายได้มากถึง 1,000 มิลลิกรัมเลยทีเดียว 
  • ประโยชน์ของฟักทองช่วยลดความดันโลหิต เนื่องจาก ในฟักทองนั้นมากไปด้วย โพแทสเซียมและไฟเบอร์ต่างๆซึ่งสองสิ่งนี้เป็นตัวช่วยอย่างดีในการไปลดและควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีโดยฟักทองปริมาณหนึ่งเสิร์ฟมีโพแทสเซียมเกือบ 300 มิลลิกรัม หรือ 10% ของความต้องการ พร้อมด้วยใยอาหาร 4 กรัม หรือ 20% ของความต้องการต่อวัน  นอกจากนี้สารแคโรทีนในฟักทองอย่างเบต้าและอัลฟ่า ยังช่วยไปต่อต้านอนุมูลอิสละช่วยคุ้มครองมิให้ LDL ซึ่งเป็นพาหะนำคอเลสเตอรอล ( Cholesterol ) ไหลเวียนไปทั่วร่างกายถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ
  • ฟักทองช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลเนื่องจาก มีผลการทดลองกับสัตว์โดยเพิ่มเมนูฟักทองลงมื้ออาหารประจำวันสามารช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในสัตว์ตัวนั้นๆได้ซึ่งก็น่าจะมีผลที่ดีเหมือนกันในร่างกายของมนุษย์เราได้เช่นกันด้วยคุณประโยชน์ที่มากมายของฟักทองทุกบ้านควรนำฟักทองมาประกอบเป็นอาหารมื้อหลักให้บ่อยๆ
  • สารเคอร์บิซินในเมล็ดฟักทอง ช่วยให้ปัสสาวะคล่อง ช่วยชะลอความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก ลดอาการต่อมลูกหมากโต

ข้อควรระวังในการทาน ฟักทอง

ฟักทอง มีฤทธิ์อุ่นดังนั้นคนที่กระเพาะร้อน จะมีอาการเบื้องต้น เช่น กระหายน้ำ ปากเหม็น หิวง่าย ปัสสาวะเหลือง ท้องผูก เป็นแผลในช่องปาก เหงือกบวม ไม่ควรทานฟักทองมากเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายร้อนขึ้นได้นั่นเอง หรือแม้แต่ในคนปกติ การทานฟักทองมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้อง และตัวเหลือง

ฟักทอง เมนูของหวาน

  • ฟักทองเชื่อม
  • ฟักทองนึ่ง
  • ฟักทองแกงบวด
  • พายฟักทอง
  • ขนมปังหรือคุกกี้ฟักทอง
  • ชีสเค้กฟักทอง
  • สังขยาฟักทอง
  • คัสตาร์ดเค้กฟักทอง
  • เค้กฟักทอง
  • แกงบวดฟักทองนมสด
  • น้ำฟักทอง
  • ฟักทองฉาบ
  • ก๋าบองทอด (ฟักทองแท่งทอด)

ฟักทอง เมนูอาหารคาว

  • แกงป่าฟักทองใส่ไก่ หรือหมู
  • แกงเผ็ดฟักทองใส่หมู หรือไก่
  • ซุปฟักทอง
  • ผัดฟักทองใส่ไข่
  • แกงเลียงฟักทอง
  • แกงอ่อมฟักทองหมูสามชั้น
  • แกงส้มฟักทอง
  • โจ๊กฟักทองหมูสับ 

แม้ว่าประโยชน์ของฟักทองมีมากมายแต่การที่นำฟักทองไปประกอบเป็นอาหารต่างๆก็ควรระมัดระวังเรื่องของส่วนผสมในอาหารชนิดนั้นๆ ไม่ให้ในอาหารนั้นมีปริมาณของไขมันและน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะเมนูอาหารหวานปกติฟักทองเองก็สามารถทานเป็นผลสดๆเลยก็ได้ สามารถหาทานได้ง่ายทุกฤดูการหรือจะเลือกทานแบบอัดกระป๋องก็ยังได้โดยฟักทองแบบอัดกระป๋องนั้นจะมีคุณค่าทางอาหารที่สูงกว่าแบบการทานสดๆเนื่องจากมีปริมาณน้ำน้อยกว่า และมากไปด้วยแคโรทีน

ตารางคุณค่าทางโภชนาการของฟักทอง

เนื้อฟักทองปริมาณ 100 กรัม มีสารอาหารอะไรบ้าง

พลังงาน 26 กิโลแคลอรี
วิตามินเอ 476 ไมโครกรัม 53%
เบตาแคโรทีน 3,100 ไมโครกรัม 29%
ลูทีนและซีแซนทีน 1,500 ไมโครกรัม
วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี 2 0.11 มิลลิกรัม  9%
วิตามินบี 3 0.6 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี 5 0.298 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี 6 0.061 มิลลิกรัม 5%
ฟักทองวิตามินบี 9 16 ไมโครกรัม 4%
วิตามินซี  9 มิลลิกรัม  11%
วิตามินอี 0.44 มิลลิกรัม 3%
วิตามินเค 1.1 ไมโครกรัม 1%
ธาตุแคลเซียม 21 มิลลิกรัม 2%
ธาตุเหล็ก 0.8 มิลลิกรัม 6%
ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม 3%
ธาตุแมงกานีส 0.125 มิลลิกรัม 6%
ธาตุฟอสฟอรัส 44 มิลลิกรัม 6%
ธาตุโพแทสเซียม 340 มิลลิกรัม 7%
ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.32 มิลลิกรัม 3%
คาร์โบไฮเดรต 6.5 กรัม
น้ำตาล 2.75 กรัม
เส้นใยกากใย 0.5 กรัม
โปรตีน 1 กรัม
ไขมัน 0.1 กรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ ( ข้อมูลจาก : USDA Nutrient Database )

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ เนสท์เล่ ออรัลอิมแพค คลิ๊ก @amprohealth

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง 

ศัลยา คงสมบูรณ์เวช. บำบัดเบาหวานด้วยอาหาร. พิมพ์ครั้งที่ 4 (ฉบับปรับปรุง). กรุงเทพฯ : อัมรินทร์เฮลท์ อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2559. (12), 311 หน้า. (ชุดชีวิตและสุขภาพ ลำดับที่ 113) 1.เบาหวาน 2.โภชนบำบัด 3.การปรุงอาหารสำหรับผู้ป่วย 4.การดูแลสุขภาพตนเอง. 616.462 ศ7บ6 2559. 

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, USDA National Nutrient Database

“Pumpkin seed (Cucurbitae peponis semen)”. Heilpflanzen-Welt Bibliothek. Retrieved March 25, 2015.

Pumpkin. (1992). In The Encyclopedia Americana International Edition. Danbury, Connecticut: Grolier Incorporated.

ใบชิโสะ หรือใบโอบะ ความลับของพืชญี่ปุ่นเพื่อสุขภาพที่ดี

0
ใบชิโสะ หรือใบโอบะ ความลับของพืชญี่ปุ่นเพื่อสุขภาพที่ดี
ชิโสะ (Green Shiso) คุณค่าทางโภชนาการที่ให้วิตามินเอ บี ซีสูง
ชิโสะ (Green Shiso) มีวิตามินเอ บี ซี ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เป็นพืชสมุนไพรล้มลุกชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น

ใบโอบะ หรือใบชิโสะ

ใบโอบะ หรือใบชิโสะ ( Green Shiso ) เป็นพืชสมุนไพรจากประเทศญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณทางยา ที่ได้รับความนิยมในการใช้ประกอบอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะในเมนูซาชิมิและอาหารประเภทต่างๆ ใบชิโสะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น วิตามิน C และฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงจากโรคต่างๆ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการช่วยย่อยอาหาร ลดการอักเสบ และบำรุงตับ การรับประทานใบชิโสะเป็นประจำจึงสามารถช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Perilla frutescens ( L. ) Britt. Var. crispa ( Thunb. ) Hand-mazz.
ชื่อท้องถิ่น : งาขี้ม้อน งาพื้นเมือง งาหอม งาดอย งาม่อน(ไทย) งาเจียง (ลาว) Perilla (อิตาลี โปรตุเกส สเปน รัสเซีย) งาป่า (อังกฤษ เยอรมนีฝรั่งเศส) ไบซูเกง (จีน) เตียโต๋ (เวียดนาม) ชิโสะ (ญี่ปุ่น) steak plant (สหรัฐอเมริกา) และชาวกะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอนเรียกว่า นอ

ลักษณะใบโอบะหรือใบชิโสะ

ลักษณะใบโอบะหรือใบชิโสะใบโอบะ หรือใบชิโสะ เป็นพืชประเภทไม้ล้มลุกที่มีอายุสั้นใช้ระยะเวลาการปลูก 50 – 60 วัน ก็สามารถนำผลผลิตมารับประทานได้แล้ว และสามารถเก็บเกี่ยวต่อไปได้อีกในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เท่านั้นสามารถปลูกได้ทั้งปี เป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบดินที่มีความร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบให้มีน้ำขัง  ต้นใบโอบะหรือ ใบชิโสะ จะมีลักษณะคือ  เป็นไม้ลำต้นตั้งตรง จะมีความสูงเพียงแค่ 30 –100 เซนติเมตร เท่านั้น  มีสีม่วงหรือสีม่วงอมเขียว ใบมีรูปทรงกลมปลายแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ผิวใบย่นไม่เรียบตัวใบยาว 4 – 12 เซนติเมตร กว้าง 2.5 -10 เซนติเมตร ก้านใบยาว 2.5 -7.5 เซนติเมตร ดอกจะออกที่โคนก้านใบหรือบนยอดกิ่ง ด้านล่างดอกมีขนอ่อนขึ้นหน้าแน่น ดอกมีสีม่วง มีขนอ่อนยาวสีม่วงตรงส่วนข้อของกิ่งและลำต้น ซึ่งเรียกว่า ” เจียมชิโสะ ” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Perilla frutescens ( L. ) Britt. Var. Acuta ( Thunb. ) Kido. โดยชิโสะชนิดนี้จะมีลักษณะทางพฤษศาสตร์คล้ายกับชิโสะประเภทแรกเกือบทุกอย่าง ยกเว้น จะมีสีม่วงและขนอ่อนคลุมอยู่ ดอกมีสีม่วงอมแดงหรือแดงอ่อนจากข้อมูลพบว่า ชิโสะทั้ง 2 ประเภทนี้ มีสรรพคุณทางยาด้วยกันทั้งคู่  เกือบทุกส่วนของชิโสะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งราก กิ่ง ก้าน ใบ และเมล็ดเช่น เมล็ดชิโสะ ( เฮ็กโซวจี้ ) สามารถช่วยแก้พิษจากอาหารทะเลได้โดยให้นำเมล็ดไปคั่วจนสุกแล้วนำมาผสมเปลือกส้มดองเกลือแล้วนำมารับประทาน

ใบโอบะหรือ ใบชิโสะ มีรสเผ็ดร้อนอ่อน ๆ ใบย่นทั้งต้นจะประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหย 0.5% ซึ่งในน้ำมันหอมระเหยนี้จะประกอบได้ด้วยสาร Perillaldehyde ประมาณ 55% Limonene ประมาณ 20-30% และอัลฟาร์-pinene อีกจำนวนเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมี Arginie, Cumic acid เป็นต้น ในส่วนน้ำมันหอมระเหยจากใบจะประกอบด้วยสาร เช่น  Isoegomaketone เป็นต้น

สำหรับชิโสะชนิดเรียบจะประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหยเช่นกัน ซึ่งในน้ำมันหอมระเหยนี้จะมีสารเช่น Isoamyl 3-Furylketone, Perillal Alcohol, Linalool, Camphene, Menthol, Menthorne, Dihydroperilla Alcohol, Eugenol เป็นต้น

ใบโอบะ หรือใบชิโสะ สรรพคุณ (สีเขียว)

ใบโอบะ หรือใบชิโสะ สรรพคุณ (สีเขียว)(Green Shiso)ประกอบด้วยสารต่อต้านมะเร็งและเพิ่มภูมิคุ้มกัน มีประโยชน์ทางโภชนาการ ให้สารอาหารประเภทวิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซี ส่วนเมล็ดมาสกัดน้ำมันมาปรุงอาหารซึ่งจะช่วยบำรุงหัวใจและตับ สาร Phytol component ในใบชิโสะกระตุ้นการทำงานของ เซลล์ที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกายโดยธรรมชาติให้ทำหน้าที่กำจัดเซลล์มะเร็ง รวมทั้งช่วยยกระดับการทำงานของเซลล์ Macrophages ที่มีหน้าที่กำจัดเชื้อโรคและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายมีกลิ่นหอม รสชาติออกเผ็ดเล็กน้อยมีฤทธิ์อุ่นไม่มีพิษ

  • ในทางการแพทย์จีน พบว่า ชิโสะจะมีสรรพคุณที่ช่วยให้สามารถบำบัดอาการหวัด มีไข้  ไอ หอบหืด แน่นท้อง และแน่นหน้าอก นอกจากนี้ยังใช้บำรุงครรภ์ และแก้พิษอาหารจำพวกปูและปลาได้อีกด้วยเนื่องจากในชิโสะจะออกฤทธิ์ไปตามเส้นจิงหลอของปอดและม้าม ( เส้นจิงหลอคือเส้นที่มีจุดแทงเข็มกระจายอยู่ โดยเส้นจิงหลอแต่ละเส้นจะเดินผ่านอวัยวะสำคัญของร่างกายแตกต่างกันไป ) ชิโสะจะไปขับเหงื่อในระยะเริ่มแรกของโรค ปรับอุณหภูมิในร่างกายให้เหมาะสมและ ปรับการไหลเวียนของลมในร่างกายให้เป็นปกติ
  • ใน Compendium of Materia Medica หรือ ปึงเช่ากังมักได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับชิโสะว่า สามารถช่วยให้ลมในร่างกายไหลเวียนได้เป็นปกติ ขจัดเสมหะและบำรุงปอด บำรุงเลือด แก้ปวด แก้หอบหืดและเป็นยาบำรุงสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์
  • ในหยิกหั่วจื้อปึงเช่าให้ข้อเกี่ยวกับชิโสะว่า สามารถใช้บำบัดอาการแน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อน่อง ลดอาการอาเจียน ช่วยในเรื่องถ่ายเหลวจนร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไป ช่วยให้เจริญอาหารและบำบัดโรคอันเกิดจากพิษความเย็นทุกชนิด แก้อาการเหน็บชา
  • ในตำราสมุนไพรของทางยูนนาน เตียงน้ามปึงเช่าได้ให้ข้อมูลว่า ชิโสะ มีสรรพคุณสามารถช่วยรักษาแผลเลือดออกที่เกิดจากของมีคม หรือแผลจากริดสีดวงทวารได้ โดยจะใช้วิธีนำชิโสะไปต้มน้ำอาบ

ใบโอบะ หรือใบชิโสะ สรรพคุณ (สีแดง)

ใบโอบะ หรือใบชิโสะ สรรพคุณ (สีแดง)ใบชิโสะแดง (Red Shiso) เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่นอุดมไปด้วยแอนโทไซยานิน กรดไขมันโอเมก้า 3 6 และ 9 แคลเซียม โพแทสเซียม เหล็ก วิตามิน A B2 และ C สารสำคัญในใบชิโสะแดงมีคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านไวรัส ซึ่งใบชิโสะสีแดงจะไม่ค่อยนิยมกินแบบสด ส่วนมากจะนำมาทำเมนูดังนี้

1. น้ำใบชิโสะ เครื่องดื่มที่ช่วยสร้างความสดชื่น ดับร้อน ทำง่ายคล้ายวิธีต้มน้ำกระเจี๊ยบบ้านเรา เพียงแต่ใช้ใบชิโสะแดงสดล้างทำความสะอาดต้มในน้ำ 2 ลิตร ประมาณ 5 นาที แล้วตักใบออก เติมน้ำตาล 300 กรัม หรือตามชอบ และน้ำเลม่อน 2 ผล (หรือน้ำส้มข้าวหมัก 1 ถ้วยตวง จะทำให้น้ำเป็นสีแดงสวย) สุดท้ายนำมากรองใส่ขวดเก็บแช่เย็น เวลาดื่มให้นำมาผสมน้ำเย็นหรือโซดาโดยน้ำชิโสะ1ส่วน ต่อน้ำ3 ส่วน

2. ชาใบชิโสะแดง นำใบชิโสะแดงตากแห้งเพื่อใช้ดื่มเป็นชา บรรเทาอาการไอและมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย

3. ใช้เป็นสีเติมแต่งธรรมชาติของผักดอง ใบชิโซะแดงทำปฏิกิริยากับกรดแลกติกที่เกิดขึ้นในขณะการดองผักจะเป็นสีแดงสวยงาม เช่น บ๊วยดอง หัวไชเท้าดอง แตงกวาดอง และขิงดอง

4. ทำเป็นผงโรยข้าวยูคาริ ผงยูคาริโรยคลุกเคล้ากับข้าวหรืออาหารต่าง ๆ เพื่อเพิ่มสีสันและให้รสชาติที่อร่อยกลมกล่อมแล้วยังมีสารเซซามอลซึ่งเป็นสารที่ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระและยังช่วยป้องกันโรคมะเร็ง

ข้อควรระวัง

การทานใบโอบะ หรือใบชิโสะ ผู้ที่มีอาการไข้เฉียบพลันหรือปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว กลัวหนาว ไม่ควรรับประทาน นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการทานชิโสะในการเลือกซื้อให้ได้ชิโสะที่มีคุณภาพดี มีเทคนิคและวิธีในการเลือกคือ ควรเลือกใบชิโสะที่มีขนาดใหญ่ มีสีม่วง มีกลิ่นหอม โดยต้องไม่มีกิ่งก้านปนมาด้วย การทานชิโสะต้องทานในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากจนเกินไป หากมีอาการแพ้หรือผิดปกติอย่างไรต้องหยุดทานและไปพบแพทย์ทันที

นอกจากนี้ ชิโสะ ยังมีสรรพคุณในการช่วยรักษาโรคโลหิตจางได้ โดยให้ใช้วิธีนำใบชิโสะมาปรุงอาหาร และรับประทานเป็นประจำ เมนูที่ทำได้จากใบชิโสะ เช่น ทานสดๆเป็นผักสลัดควบคู่กับปลาดิบ อาหารจำพวกซูชิ  หรือ นำมาปรุงเป็นซุป ก็ได้โดยในแต่ละมื้อควรทานในปริมาณที่เหมาะสมประมาณ 10-15 กรัม

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

He-ci Yu. “Perilla: The Genus Perilla”. Medicinal & Aromatic Plants, Industrial Profiles. ISBN 90-5702-171-4.

ประโยชน์ของข้าวโอ๊ต ( Oats )

0
คุณประโยชน์สำคัญจากข้าวโอ๊ต (Oats)
ข้าวโอ๊ต เป็นธัญพืชที่มีใยอาการสูง ให้พลังงานสูงแต่ไขมันต่ำ และมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์
คุณประโยชน์สำคัญจากข้าวโอ๊ต (Oats)
ข้าวโอ๊ต เป็นธัญพืชที่มีใยอาการสูง ให้พลังงานสูงแต่ไขมันต่ำ และมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์

ประโยชน์ของข้าวโอ๊ต ( Oats )

ชื่อ : ข้าวโอ๊ต
ชื่อภาษาอังกฤษ : Oats
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Avena Sativa

นอกจากจะรับประทาน ข้าวโอ๊ต ( Oats ) เป็นอาหารแล้ว ประโยชน์ของข้าวโอ๊ตซึ่งเป็นธัญพืชชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย ยังมีคุณประโยชน์ทางยาอีกด้วย ข้าวโอ๊ตเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงแต่มี ปริมาณของไขมันที่ต่ำ ข้าวโอ๊ตจะนิยมปลูกกันมากในแถบทวีปยุโรปตอนเหนือ ที่มีอากาศหนาวเย็นและมีแสงแดดน้อยเช่น ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย  ประเทศรัสเซีย ประเทศเยอรมันตอนเหนือ เป็นต้น

การเลือกรับประทานอาหารในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มาจากประโยชน์ของข้าวโอ๊ตนั้น สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายรูปแบบ จะเลือกทานควบคู่กับอาหารเช้า หรือนำไปปรุงตามใจชอบเป็นเมนูอื่นๆก็ยังได้ เช่น จำพวกขนมอบโรยหน้าข้าวโอ๊ต ประโยชน์ของข้าวโอ๊ตจากคุกกี้ข้าวโอ๊ต หรือจะนำไปทำเป็นเมนูอาหารคาวอย่างเช่น เป็นส่วนผสมยัดไส้ไก่ ปลา หรือผัดพริกก็ได้หรือ จะใช้รำข้าวโอ๊ตเป็นแป้งคลุกไก่ ปลาและมะเขือก่อนนำไปเข้าเตาอบ ก็จะยิ่งทำให้อาหารนั้นๆมีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีมากยิ่งขึ้น โดยปกติผลิตภัณฑ์จากข้าวโอ๊ตในรูปแบบต่างๆ ที่จำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ต ด้านหลังกล่องจะมีวิธีการรับประทานและข้อมูลด้านโภชนาการให้เลือกซื้อได้ตามชอบใจ และมีตำราอาหารที่เขียนโดยผู้เชียวชาญด้านข้าวโอ๊ต ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ของข้าวโอ๊ตได้หลากหลายวิธี เช่น การปรุงแคร็กเกอร์ข้าวโอ๊ต ข้าวโอ๊ตอบ เป็นต้น

จากข้อมูลนักวิทยาศาสตร์พบว่า ข้าวโอ๊ตมีสรรพคุณที่ช่วยในการลดระดับของโคเลสเตอรอลในร่างกายได้ เนื่องจากประโยชน์ของข้าวโอ๊ตนั้นจะมีสารไฟเบอร์ที่ชื่อว่า “ เบต้ากลูแคน ” ( Betaglucan ) ซึ่งเป็นไฟเบอร์ชนิดที่ละลายในน้ำ คอยทำหน้าที่เสมือนยาขับถ่ายในลำไส้นั้นเองโดยแค่รับประทานรำข้าวโอ๊ตวันละ 1 ถ้วยก็เพียงพอแล้ว โดยตั้งแต่ต้นทศวรรษที่1960 เป็นต้นมา ข้าวโอ๊ต และ รำข้าวโอ๊ต (โอ๊ตแบรน) จึงเป็นอาหารยอดนิยมในการทานเพื่อช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล เป็นอย่างมาก

ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของคอเลสเตอรอล อย่าง เจมส์ แอนเดอร์สัน ยังพบผลการทดลองที่น่าพอใจในเรื่องของการทานรำข้าวโอ๊ตด้วย คือผู้ที่ทานรำข้าวโอ๊ตเพียงวันละ 1 ออนซ์ เช่น ซีเรียลสำเร็จรูปสำหรับอาหารเช้า ติดต่อกันหลายสัปดาห์ จะสามารถช่วยลดระดับของ LDL ( ไขมันชนิดไม่ดี ) ตัวอันตรายได้ 8% จึงส่งผลให้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้นอกจากนี้ การทดลองหลายๆอย่างยังให้ผลตรงกันว่า การทานข้าวโอ๊ตแห้งเพียง วันละ 3 ออนซ์ หรือเทียบเท่าได้กับซีเรียลรำข้าวโอ๊ต 1.5 – 2.5 ถ้วย จะสามารถช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลได้มากถึง 15 – 20% และยังช่วยลดค่า LDL ได้ถึง 12-24 % ด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาค่า LDL ในร่างกายเกินมาตรฐาน โดยจะไม่ไปส่งผลกับค่า HDL ที่เป็นไขมันชนิดดีในร่างกายแต่อย่างใด

สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดี และมีระดับโคเลสเตอรอลในร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ ( ต่ำกว่า 200 mg / dl ) ก็สามารถที่จะทานผลิตภัณฑ์จากข้าวโอ๊ตได้ปกติ เนื่องจาก มีผลการทดสอบพบว่า การเพิ่มการทานข้าวโอ๊ตในผู้ที่มีสุขภาพดีนั้น สาร เบต้ากลูแคนที่อยู่ในข้าวโอ๊ตจะไปช่วยลดระดับ LDL ได้ถึง 23% ทำให้ช่วยลดและป้องกันปัญหาการเกิดปัญหาระดับโคเลสเตอรอลในร่างกายสูงได้

สรุปประโยชน์ของข้าวโอ๊ตได้ว่า การทานอาหารที่มีผลิตภัณฑ์ของข้าวโอ๊ตผสมอยู่สามารถช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในร่างกายได้

ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโคเลสเตอรอลในร่างกายเกินเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนผู้ที่มีระดับโคเลสเตอรอลในร่างกายอยู่ในระดับปกติ ก็สามารถทานได้ ไม่มีผลกระทบใดๆทั้งสิ้น อีกทั้งยังคอยไปช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในร่างกายให้อยู่ในระดับที่ดีอีกด้วย ดังนั้นจึงควรเลือกทานผลิตภัณฑ์ของข้าวโอ๊ตในมื้ออาหารของแต่ละวันในปริมาณที่ เหมาะสม ประกอบกับการทานอาหารที่มีประโยชน์ปละหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและโรคร้ายอื่นๆ ที่มาจากปัญหาโคเลสเตอรอลในร่างกายสูงได้นั้นเอง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามลิ้งค์ด้านล่าง

เอกสารอ้างอิง

หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด. (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก). “ข้าวโอ๊ต” หน้า 65-69.

มะเร็งซาร์โคมามดลูก ( Sarcoma ) สาเหตุ อาการเบื้องต้นและวิธีการรักษา

0
โรคมะเร็งซาร์โคมามดลูก สาเหตุ อาการเบื้องต้นและวิธีการรักษา
มะเร็งซาร์โคมามดลูก เป็นโรคมะเร็งที่เกิดกับกล้ามเนื้อของผนังมดลูก เป็นมะเร็งที่พบในผู้ใหญ่อายุ30 และอายุ50 หรือหลังหมดประจำเดือน
โรคมะเร็งซาร์โคมามดลูก สาเหตุ อาการเบื้องต้นและวิธีการรักษา
มะเร็งซาร์โคมามดลูก เป็นโรคมะเร็งที่เกิดกับกล้ามเนื้อของผนังมดลูก เป็นมะเร็งที่พบในผู้ใหญ่อายุ30 และอายุ50 หรือหลังหมดประจำเดือน

มะเร็งซาร์โคมามดลูก ( Sarcoma )

มะเร็งซาร์โคมามดลูก ( Sarcoma ) คือ เป็นมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของมดลูก พบได้ประมาณร้อยละ 1 เปอร์เซ็นต์ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด ซึ่งมะเร็งซาร์โคมาจะส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์เพศหญิง โดยเซลล์ภายในมดลูกเกิดเนื้อร้ายแล้วแพร่กระจาย และทำลายเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้เคียง จากนั้นจะลามไปตามส่วนอื่นของร่างกาย อาจเรียกอีกชื่อว่า มะเร็งมดลูก หรือมะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก ( Uterine Sarcoma ) มดลูก เป็นอวัยวะที่อยู่บริเวณตรงกลางช่องท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกรานเหนือหัวหน่าว โดยมีหน้าที่สำคัญในระบบการสืบพันธุ์ทางเพศและเป็นอวัยวะที่อยู่ในระบบสูตินรีเวช ซึ่งมดลูกจะประกอบไปด้วยเซลล์หลายชนิด และเซลล์ทุกชนิดของมดลูกก็สามารถเกิดเป็นมะเร็งได้หมด เช่น เซลล์ต่อมน้ำเหลือง กล้ามเนื้อ เยื่อเมือกบุภายในโพรงมดลูก และเส้นเลือด โดยหากเกิดมะเร็งตรงจุดไหนก็จะมีชื่อเรียกที่เฉพาะทางกันไป

มดลูก เป็นอวัยวะที่อยู่บริเวณตรงกลางช่องท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกรานเหนือหัวหน่าว โดยมีหน้าที่สำคัญในระบบการสืบพันธุ์ทางเพศและเป็นอวัยวะที่อยู่ในระบบสูตินรีเวช ซึ่งมดลูกจะประกอบไปด้วยเซลล์หลายชนิด และเซลล์ทุกชนิดของมดลูกก็สามารถเกิดเป็นมะเร็งได้หมด เช่น เซลล์ต่อมน้ำเหลือง กล้ามเนื้อ เยื่อเมือกบุภายในโพรงมดลูก และเส้นเลือด โดยหากเกิดมะเร็งตรงจุดไหนก็จะมีชื่อเรียกที่เฉพาะทางกันไป

สาเหตุของมะเร็งซาร์โคมามดลูก

โรคมะเร็งซาร์โคมามดลูกยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดเช่นเดียวกับโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากหลายปัจจัย ดังนี้

  • โรคอ้วน เพราะความอ้วนจะส่งผลกระทบต่อมดลูกให้เซลล์ต่างๆ เกิดความผิดปกติได้
  • คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวาน เพราะอาจไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้ง่ายเช่นกัน
  • เชื้อชาติ โดยพบว่าโรคมะเร็งซาร์โคมมดลูกจะพบได้ในกลุ่มคนผิวดำมากกว่าคนผิวขาว
  • ผู้ที่เคยรับรังสีรักษาบริเวณมดลูก จะเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ของเซลล์จนเป็นมะเร็งได้สูง
  • อายุ โดยพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิดนี้ส่วนใหญ่ จะมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แต่อย่างไรโรคนี้ก็พบได้ไม่บ่อยมากนักอาการของโรคมะเร็งซาร์โคมามดลูกมะเร็งชนิดนี้จะมีหลายชนิดย่อย ซึ่งก็มีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไปด้วย แต่อาการที่แสดงออกมาและระยะของโรคจะมีความคล้ายคลึงกัน

โรคมะเร็งซาร์โคมามดลูกยังไม่มีอาการที่ชี้เฉพาะ จึงอาศัยดูจากอาการที่แพทย์มักจะพบบ่อยๆ ในผู้ป่วยดังนี้

  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ เช่นมามาก มาน้อย หรือมาไม่ต่อเนื่อง
  • มดลูกมีขนาดโตกว่าปกติ เนื่องจากก้อนมะเร็งโตขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะคลำพบบริเวณเหนือหัวหน่าวและในอุ้งเชิงกรานหรือท้องน้อย
  • มีอาการผิดปกติเมื่อปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อยจนเกินไปคล้ายกับผู้ป่วยเบาหวาน หรือปัสสาวะแสบขัด ทั้งนี้เกิดจากการที่มดลูกโตจนไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ   
  • มีอาการผิดปกติเมื่อถ่ายอุจจาระ ซึ่งเนื่องมาจากการที่มดลูกโต จนไปกดหรือเบียดทับทวารหนักเช่นกัน เพราะทวารหนักจะอยู่ติดกับด้านหลังของมดลูกพอดี
  • มีอาการปวดในช่องท้องน้อยแบบเรื้อรังและรุนแรงขึ้น เนื่องจากมะเร็งได้ลุกลามไปมากนั่นเองการวินิจฉัยและระยะของโรคสำหรับการวินิจฉัยแพทย์จะสอบถามประวัติอาการของผู้ป่วยเป็นอันดับแรก แล้วจึงตรวจร่างกาย ตรวจภายในตามลำดับ ร้อมกับขูดมดลูกมาตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อผลการตรวจที่แม่นยำว่าผู้ป่วยกำลังเป็นมะเร็งซาร์โคมามดลูกหรือไม่นอกจากนี้ยังสามารถบอกระยะของอาการป่วยได้อีกด้วย

ใครที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งซาร์โคมามดลูก

  • อายุประมาณ 60 ปีขึ้นไป
  • คนในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคซาร์โคมามดลูก
  • ความผิดปกติทางพันธุกรรม
  • การสัมผัสกับสารเคมี
  • การได้รับรังสีบำบัดสำหรับโรคมะเร็งก่อนหน้านี้ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งซาร์โคมามดลูกในภายหลัง

อาการของมะเร็งมดลูก

  • มีเลือดออกจากช่องคลอด โดยผู้ที่เข้าวัยทองจะเริ่มมีเลือดออกจากช่องคลอดเพียงเล็กน้อยปนมากับของเหลว และมักมีเลือดออกมากขึ้น ส่วนผู้ที่ยังไม่เข้าวัยทองจะมีประจำเดือนมากกว่าปกติ รวมทั้งมีเลือดออกจากช่องคลอดในช่วงที่ไม่ได้มีประจำเดือน
  • ปวดท้องน้อยและรู้สึกเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นอาการที่ไม่ได้พบทั่วไป
  • คลื่นไส้ รู้สึกเหนื่อย เบื่ออาหาร รวมทั้งปวดหลัง ขา หรืออุ้งเชิงกราน ซึ่งเกิดขึ้นในกรณีที่มะเร็งเข้าระยะที่ 4

ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีเลือดออกจากช่องคลอด หรือผู้ที่รอบเดือนผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย เนื่องจากภาวะเลือดออกจากช่องคลอดผิดปกติหลังเข้าวัยทองนั้นมีสาเหตุมาจากมะเร็งมดลูก ซึ่งพบเพียง 1 ใน 10 รายเท่านั้น อาการเลือดออกจากช่องคลอดที่เกิดขึ้นจึงอาจเกิดจากปัญหาสุขภาพอื่น เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกในมดลูก หรือติ่งเนื้อในเยื่อบุโพรงมดลูก เป็นต้น

ระยะของมะเร็งซาร์โคมามดลูก

ระยะที่ 1 เป็นระยะที่มะเร็งมีความรุนแรงต่ำและมีการลุกลามเฉพาะในตัวมดลูกเท่านั้น

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่มะเร็งเริ่มลุกลามเข้าสู่ปากมดลูก ช่องคลอด ต่อมน้ำเหลืองและรังไข่ มีความรุนแรงในระดับปานกลาง

ระยะที่ 3 เป็นระยะที่มะเร็งได้ลุกลามเข้าสู่เนื้อเยื่อหรืออวัยวะอื่นๆ ในช่องท้อง อาจมีอาการอื่นๆ แสดงออกมาในช่วงนี้ และมีความรุนแรงมาก

ระยะที่ 4 เป็นระยะที่มะเร็งได้ลุกลามและแพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไป ผ่านการแพร่กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองและกระแสเลือด โดยมีระดับความรุนแรงมากที่สุด

การรักษามะเร็งซาร์โคมามดลูก

การรักษาโรคมะเร็งซาร์โคมามดลูกโดยส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะทำการรักษาด้วยการผ่าตัด การทำเคมีบำบัดและให้ยาฮอร์โมน โดยหลังจากการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะประเมินผลการลุกลามของมะเร็งและพิจารณาการรักษาในลำดับต่อไป ซึ่งจะใช้รังสีรักษา ทำเคมีบำบัดหรือให้ยาฮอร์โมน ก็ขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมทางร่างกายของผู้ป่วยด้วย ส่วนจะทำการรักษาได้หายขาดหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่นกัน โดยเฉพาะระยะของโรค อายุและสุขภาพของผู้ป่วย

นอกจากนี้ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งซาร์โคมามดลูกมาให้พบในระยะแรก จึงแนะนำให้ผู้ป่วยสังเกตความผิดปกติของร่างกายตัวเอง โดยหากมีอาการดังที่กล่าวไปข้างต้นก็ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอาการป่วยอย่างเร่งด่วน ส่วนวิธีการป้องกัน ก็ยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน

ร่วมตอบคำถามกับเรา

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

De Magalhaes JP (2013). “How ageing processes influence cancer”. Nature Reviews Cancer.

มะเร็งกรวยไต และ มะเร็งท่อไต

0
โรคมะเร็งกรวยไตและมะเร็งท่อไต
กรวยไต คือส่วนของไตที่เป็นช่องหรือเป็นโพรง มีลักษณะเป็นรูปกรวย มีหน้าที่เป็นที่เก็บกักหรือพักน้ำปัสสาวะที่ปล่อยออกจากไตก่อนไหลลงสู่ท่อไต
โรคมะเร็งกรวยไตและมะเร็งท่อไต
กรวยไต คือส่วนของไตที่เป็นช่องหรือเป็นโพรง มีลักษณะเป็นรูปกรวย มีหน้าที่เป็นที่เก็บกักหรือพักน้ำปัสสาวะที่ปล่อยออกจากไตก่อนไหลลงสู่ท่อไต

มะเร็งกรวยไต และ มะเร็งท่อไต

มะเร็งกรวยไต ( Kidney Cone Cancer ) และ มะเร็งท่อไต ( Ureteric Cancer ) มีเซลล์หลายชนิดประกอบอยู่ ซึ่งทุกเซลล์สามารถกลายพันธุ์เป็นโรคมะเร็งได้หมด เช่น เซลล์ต่อมน้ำเหลือง เส้นเลือด กล้ามเนื้อ และเซลล์เยื่อเมือกบุภายในกรวยไตหรือท่อไต เป็นต้น แต่ที่มักจะพบได้มากที่สุด จะเป็นมะเร็งที่เกิดจากเยื่อเมือกบุภายใน ซึ่งก็มีธรรมชาติของโรค การแสดงอาการ ระยะการป่วย วิธีการรักษาและการวินิจฉัยโรคได้เหมือนกันทั้งกรณีมะเร็งจากเยื่อเมือกบุในกรวยไตและท่อไต แพทย์จึงจัดให้โรคมะเร็งทั้งสองชนิดนี้อยู่ในกลุ่มเดียวกันเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจและการรักษามากขึ้น

กรวยไต ( Kidney Cone ) คือ โพรงที่ทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำปัสสาวะจากการกรองของเซลล์ไต ซึ่งจะอยู่ติดต่อกับท่อไตพอดี เพื่อปล่อยน้ำปัสสาวะส่งไปเก็บไว้ยังกระเพาะปัสสาวะก่อนนำออกนอกร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยกรวยไตก็ถือเป็นเนื้อเยื่อส่วนหนึ่งของไตด้วยนั่นเอง

ท่อไต ( Ureteric Duct ) คือ ส่วนที่อยู่ติดกับกรวยไตบริเวณช่องท้องด้านหลัง จะทำหน้าที่ในการนำปัสสาวะส่งไปยังกระเพาะปัสสาวะที่อยู่บริเวณช่องท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกราน โดยกระเพาะปัสสาวะก็จะกักเก็บน้ำปัสสาวะเอาไว้ก่อนปล่อยออกนอกร่างกายตามกลไกธรรมชาติต่อไป

สาเหตุของโรคมะเร็งกรวยไต และมะเร็งท่อไต

การเกิดโรค มะเร็งกรวยไต และมะเร็งท่อไต แพทย์คาดว่าน่าจะเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงต้องดูจากหลายปัจจัยดังนี้มาพิจารณา

  • ความผิดปกติทางพันธุกรรมของยีนส์ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการแบ่งตัวหรือการตายของเซลล์ โดยเป็นชนิดที่ไม่ถ่ายทอด
  • การได้รับสารเคมีที่มาปนเปื้อนมากับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะควันพิษจากโรงงานและจากท่อไอเสียรถยนต์โดยพบว่าคนในเมืองจะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนในชนบท
  • ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ หรือได้รับควันบุหรี่มือสองอย่างต่อเนื่อง
  • ผู้ที่เป็นโรคนิ่วในไต โดยพบว่ามีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งได้สูงมาก
  • การทานยาแก้ปวดบางชนิดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เกิดเป็น มะเร็งกรวยไต และมะเร็งท่อไตในที่สุด
  • การได้รับสารก่อมะเร็งบางชนิดอย่างต่อเนื่อง
  • อายุ โดยพบว่าโรค มะเร็งกรวยไต และมะเร็งท่อไต จะพบในผู้ใหญ่ที่มีอายุช่วง 50-60 ปีมากที่สุด และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 2-3 เท่า และอาจเกิดกับไตข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ แต่พบว่าผู้ที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งชนิดนี้ที่ไตพร้อมกันทั้งสองข้างจะมีน้อยมาก ประมาณร้อยละ 2 เท่านั้น

อาการของมะเร็งกรวยไตและมะเร็งท่อไต

โรค มะเร็งกรวยไต และมะเร็งท่อไต มีหลายชนิดด้วยกัน แต่ที่พบมากที่สุดก็คือมะเร็งชนิดทรานซิชันแนลที่มีความรุนแรงในระดับปานกลาง โดยอาการที่จะแสดงเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็งกรวยไตและท่อไต ยังไม่มีอาการที่ชี้เฉพาะ ดังนั้นจึงต้องสังเกตจากอาการทั่วไปที่แพทย์วินิจฉัยแล้วว่ามักจะพบบ่อยๆ ในผู้ป่วยมะเร็ง โดยมีอาการดังนี้

  • ปัสสาวะมีเลือดปนออกมาก โดยอาจมีอาการปวดในขณะปัสสาวะด้วยในบางราย
  • มีอาการปวดหลังเรื้อรัง เนื่องจากมะเร็งได้ลุกลามเข้าสู่กระดูก
  • ไตบวมโตจนสามารถคลำเจอได้ โดยจะเป็นระยะที่มะเร็งได้ลุกลามไปมากแล้ว

การวินิจฉัยและระยะของโรค

สำหรับการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยกำลังเป็นโรคมะเร็งกรวยไตหรือท่อไตหรือไม่ แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับประวัติอาการของผู้ป่วยทำการตรวจร่างกาย ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์เพื่อดูภาพท่อไตและกรวยไต และสุดท้ายก็จะทำการผ่าตัดนำก้อนเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งจะให้ผลตรวจที่แม่นยำที่สุด และสามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยกำลังเป็นมะเร็งระยะที่เท่าไหร่และควรรักษาด้วยวิธีไหน

การแบ่งระยะของโรคมะเร็งกรวยไตและมะเร็งท่อไต

ระยะที่ 1 เป็นระยะที่มะเร็งยังไม่ลุกลามออกไปสู่เนื้อเยื่อหรืออวัยวะข้างเคียง ซึ่งจะมีการลุกลามอยู่เฉพาะในชั้นเยื่อบุภายในของไตหรือท่อไตเท่านั้น

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่มะเร็งได้ลุกลามเข้าไปสู่ชั้นกล้ามเนื้อของกรวยไตหรือท่อไต แต่ยังไม่ลุกลามออกไปมากกว่านั้น

ระยะที่ 3 เป็นระยะที่มะเร็งได้ลุกลามไปถึงชั้นเยื่อหุ้มกรวยไตหรือท่อไต ซึ่งมีความรุนแรงพอสมควร

ระยะที่ 4 เป็นระยะที่มะเร็งได้ลุกลามเข้าไปสู่เนื้อเยื่อ อวัยวะข้างเคียง ต่อมน้ำเหลืองและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป โดยเฉพาะปอดและกระดูก โดยระยะนี้จะมีโอกาสรักษาให้หายต่ำมากและมีความรุนแรงสูงที่สุด

การรักษาโรคมะเร็งกรวยไตและมะเร็งท่อไต

โรค มะเร็งกรวยไต และมะเร็งท่อไต มีโอกาสรักษาให้หายได้ แม้ว่าจะเป็นมะเร็งที่มีความรุนแรงของโรคสูงก็ตาม แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน เช่น อายุและสุขภาพของผู้ป่วย ระยะของโรคมะเร็ง โดยส่วนใหญ่หากเป็นระยะแรกจะรักษาให้หายได้ง่าย และผลการรักษาว่าสามารถผ่าตัดนำเอาก้อนมะเร็งออกมาได้หมดหรือไม่ เพราะหากยังคงมีหลงเหลืองอยู่ โอกาสที่มะเร็งจะลุกลามขึ้นมาอีกก็มีได้สูงนั่นเอง

สำหรับวิธีการตรวจคัดกรองให้พบ มะเร็งกรวยไต และมะเร็งท่อไต ตั้งแต่เริ่มเป็นยังไม่มีวิธีที่มีประสิทธิภาพ ทำได้เพียงการสังเกตความผิดปกติของตัวเองและรีบไปพบแพทย์โดยด่วน ส่วนการป้องกัน วิธีที่ดีที่สุดก็คือให้หลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะการสูบบุหรี่ การอยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยสารเคมีในอากาศ เป็นต้น

ร่วมตอบคำถามกับเรา

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง 

“Cancer Fact Sheet”. Agency for Toxic Substances & Disease Registry. 30 August 2002. สืบค้นเมื่อ 17 August 2009.

มะเร็งปอด ( Lung Cancer ) สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

0
เกิดจากเซลล์ส่วนใดส่วนหนึ่งภายในปอดที่มีความผิดปกติ และเจริญเติบโตจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้ายและอาจแพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นของร่างกาย
มะเร็งปอด (Lung Cancer) สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา
มะเร็งปอด เกิดจากเซลล์ส่วนใดส่วนหนึ่งภายในปอดที่มีความผิดปกติ และเจริญเติบโตจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้ายและอาจแพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นของร่างกาย

มะเร็งปอด

มะเร็งปอด ( Lung Cancer ) สามารถเกิดขึ้นได้ตรงส่วนไหนของปอดก็ได้ และแพร่กระจายไปสู่กันได้ อย่างง่ายดายอีกด้วย โดยเฉพาะเซลล์ของปอดที่สามารถเกิดมะเร็งได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น เซลล์เนื้อเยื่อปอด เซลล์ต่อมน้ำลาย เซลล์เยื่อเมือกบุภายในหลอดลมและเซลล์ต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น โดยปอดมีหน้าที่ในการหายใจและฟอกอากาศเพื่อนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายพร้อมแลกเปลี่ยนนำคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ซึ่งปอดจะอยู่บริเวณช่องอก มีสองข้างซ้ายขวานั่นเอง โดยปอดแต่ละข้างก็จะแบ่งเป็นอีกหลายกลีบและทำหน้าที่ของตัวเองไป โดยสำหรับ

อาการมะเร็งปอด

มะเร็งปอดส่วนมากจะไม่ค่อยแสดงอาการในระยะแรก และจะมีสัญญาณเตือนที่บอกถึงการเกิดโรคเมื่อมะเร็งมีการเจริญเติบโตมากขึ้น ซึ่งสังเกตได้จาก

  • ไอเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน
  • ไอปนเลือด
  • หายใจเหนื่อยหอบ หรือหายใจลำบากเป็นระยะเวลานาน
  • เจ็บหน้าอก
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุ
  • ปวดหรือเจ็บขณะหายใจหรือไอ
  • เสียงแหบ

สาเหตุของมะเร็งปอด

สำหรับสาเหตุของการเกิดมะเร็งปอดยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าน่าจะเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายๆ ปัจจัยร่วมกัน จนส่งผลให้เกิดเป็นมะเร็งปอดได้ในที่สุด โดยเฉพาะปัจจัยเหล่านี้

  • การมีพันธุกรรม ซึ่งจะเป็นพันธุกรรมชนิดไม่ถ่ายทอดบางชนิด โดยจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดได้มากกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมะเร็งในกรณีนี้ มักจะเกิดจากพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการแบ่งตัวและการตายของเซลล์มากที่สุด
  • การสูบบุหรี่ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่พบได้มากในผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด เพราะบุหรี่มีสารพิษหลายชนิดที่จะเข้าไปทำลายปอดโดยตรง ส่งผลให้เซลล์ปอดเกิดการกลายพันธุ์ จนเป็นมะเร็งปอดในที่สุด ดังนั้นผู้ที่สูบบุหรี่จึงมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดสูงมาก และนอกจากนี้ในคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ แต่ได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นประจำ ก็มีโอกาสป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดได้สูงไม่แพ้ผู้สูบบุหรี่โดยตรงเลยทีเดียว
  • อายุ ด้วยอายุที่มากขึ้น จะมีความเสี่ยงโรคมะเร็งปอดสูงขึ้นด้วย ซึ่งจากสถิติของผู้ป่วยพบว่า จะพบมะเร็งปอดในคนที่มีอายุ 50-60 ปีมากที่สุดและมักจะเกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงถึง 2 เท่า โดยสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ก็จะพบมะเร็งปอดได้น้อยมาก อย่างไรก็ตามในประเทศไทยก็พบผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดติดใน 10 อันดับต้นๆ ของโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดชนิดของโรคมะเร็งปอด

ชนิดของมะเร็งปอด

ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ

1) ชนิดเซลล์ตัวโต 

2) ชนิดเซลล์ตัวเล็ก

โดยสำหรับความรุนแรงของโรคนั้น พบว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์ตัวเล็กจะมีความรุนแรงมากที่สุด และสามารถพบได้บ่อยมากอีกด้วยอาการของโรคมะเร็งปอดโรคมะเร็งปอดก็เช่นเดียวกับโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่ไม่มีอาการบ่งชี้เฉพาะ โดยจะมีอาการที่คล้ายกับการติดเชื้อทั่วไปของปอดแทน

ในปี พ.ศ.2550 ทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคนี้เกือบ 8 ล้านคนโดยมะเร็ง 5 ชนิดที่พบมากที่สุด อันดับ 1 ได้แก่ มะเร็งปอด เสียชีวิต ปีละ 1.3 ล้านคน

ซึ่งก็มีอาการที่สามารถสังเกตและสันนิษฐานได้ว่าอาจเป็น มะเร็งปอดดังนี้

  • มีอาการไอเรื้อรัง โดยในบางคนอาจไอเป็นเลือดหรือมีน้ำลายปนเลือดออกมาด้วย
  • รู้สึกเหนื่อยหอบได้ง่าย บางครั้งอาจคล้ายคนเป็นโรคหอบ
  • น้ำหนักลดผิดปกติ โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการไข้ต่ำๆ ที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้
  • มีอาการบวม โดยส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณใบหน้า ลำคอและแขนและอาจมีอาการเหนื่อยหอบจนไม่สามารถนอนราบได้ ทั้งนี้เกิดจากการที่มะเร็งได้ลุกลามเข้าไปในหลอดเลือดในช่องอกนั่นเอง
  • คลำพบต่อมน้ำเหลืองโตใกล้กับกระดูกไหปลาร้า ซึ่งเป็นระยะที่มะเร็งได้ลุกลามไปมากแล้ว
  • ในผู้ป่วยบางคนที่เป็นมะเร็งปอดอาจไม่มีอาการทางปอดแสดงออกมา แต่อาจมีอาการอื่นๆ ที่เกิดจากการแพร่กระจายของมะเร็งปอดแสดงออกมาแทน เช่น ปวดหลัง ปวดกระดูกหรือเป็นอัมพาต เป็นต้น

    การวินิจฉัยและระยะของมะเร็ง

    การวินิจฉัย แพทย์จะเริ่มจากการสอบถามประวัติและอาการของผู้ป่วย ตามด้วยการตรวจร่างกายและเอกซเรย์ปอด และขั้นตอนสำคัญก็คือการนำชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาหรือเซลล์วิทยา เพื่อผลการตรวจที่แม่นยำว่ากำลังป่วยด้วยมะเร็งปอดหรือไม่ หลังจากนั้นก็จะตรวจสอบระยะของโรค

มะเร็งปอด มีทั้งหมด 4 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 : เป็นระยะที่มะเร็งยังคงมีขนาดเล็กไม่เกิน 50 เซนติเมตร และยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ห่างจากขั้วปอด

ระยะที่ 2 : เป็นระยะที่มะเร็งปอดเริ่มมีการลุกลามและมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม โดยส่วนใหญ่จะลุกลามเข้าสู่ผนังหน้าอก เยื่อหุ้มปอดและต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น

ระยะที่ 3 : เป็นระยะที่มะเร็งปอด ลุกลามจนเข้าไปในปอดกลีบอื่นๆ และขยายวงกว้างมากขึ้น หรือกรณีที่ก้อนมะเร็งเกิดอยู่ใกล้กับขั้วปอดมาก ซึ่งก็เป็นระยะที่มีความอันตรายสูงพอสมควร

ระยะที่ 4 : เป็นระยะที่มะเร็งมีการกระจายเข้าสู่กระแสเลือดและอวัยวะอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไปจากต้นกำเนิดมะเร็ง โดยส่วนใหญ่จะพบว่ามีการแพร่กระจายเข้าไปในกระดูก ตับ สมองและน้ำเหลืองได้มากที่สุด

การรักษามะเร็งปอด

มะเร็งปอดเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูงมากและอาจแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งก็สามารถรักษาให้หายได้แต่จะมีโอกาสต่ำกว่ามะเร็งชนิดอื่นๆ เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามก็ต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วย เช่น ระยะของโรคมะเร็ง อายุ สุขภาพของผู้ป่วย การตอบสนองต่อผลการรักษา และสุดท้ายที่สำคัญก็คือผลของการผ่าตัด ว่าสามารถเอาก้อนเนื้อออกไปได้หมดหรือไม่ เพราะหากยังคงมีหลงเหลืออยู่ มะเร็งปอดก็สามารถแพร่กระจายไปอีกได้เช่นกัน

การรักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์ตัวโต

สำหรับการรักษามะเร็งปอดชนิดเซลล์ตัวโต จะแบ่งออกตามระยะของโรค ดังนี้

ระยะเริ่มแรก แพทย์จะทำการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งในบางรายก็อาจทำเคมีบำบัดร่วมด้วย

ระยะลุกลามรุนแรง แพทย์จะทำการรักษาด้วยเคมีบำบัดพร้อมกับรังสีรักษา เพื่อบรรเทาและปะทังอาการให้ได้มากที่สุด แต่อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับอายุและสุขภาพของผู้ป่วยด้วย

ระยะแพร่กระจาย จะทำการรักษาด้วยการประคับประคองพยุงอาการ และพยายามบรรเทาอาการป่วยให้ได้มากที่สุด เนื่องจากเป็นระยะที่อาการรุนแรงและอันตรายมาก ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

การรักษาโรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์ตัวเล็ก

มะเร็งปอดจะมีความรุนแรงสูงมากและส่วนใหญ่มักจะตรวจพบเมื่อมะเร็งอยู่ในระยะแพร่กระจายไปสู่เนื้อเยื่อและอวัยวะส่วนอื่นๆ แล้ว การรักษาจึงต้องรักษาแบบพยุงอาการ และพยายามประคับประคองให้ผู้ป่วยมีอายุอยู่ได้นานที่สุด ซึ่งก็อาจจะทำเคมีบำบัดและใช้รังสีรักษาร่วมด้วย

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยบางคนแพทย์อาจพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัด แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ดุลยพินิจของแพทย์ด้วยว่าจะสามารถใช้วิธีการนี้ในการรักษาได้หรือไม่และนอกจากวิธีการรักษาที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอีกวิธีที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งปอดได้เหมือนกัน คือการใช้ยารักษาแบบตรงเป้าซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาและมีราคาแพงมาก

โดยในปัจจุบันวิธีนี้ยังคงใช้เพื่อควบคุมโรคได้ระยะหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้สำหรับการตรวจหาโรคมะเร็งให้พบตั้งแต่เริ่มแรกเป็น ยังไม่มีวิธีที่ชี้เฉพาะ ทำได้แค่หมั่นสังเกตอาการของตัวเองอยู่เสมอ หากมีความผิดปกติให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที และสำหรับการป้องกัน ก็ให้หลีกเลี่ยงตัวการที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปอดโดยเฉพาะการสูบบุหรี่และการได้รับควันบุหรี่มือสอง หากทำได้ดังนี้จะห่างไกลจากโรคมะเร็งแน่นอน

ร่วมตอบคำถามกับเรา

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

Jemal, A (Sep 2006). “Interpreting cancer trends”. Annals of the New York Academy of Sciences 1076.

เผยคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเกือบ 7 หมื่น มะเร็งปอดสูงสุด.[เว็บไซต์], สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. 2015.