Home Blog Page 115

โรคมะเร็ง โรคร้ายที่ใครๆก็เป็นได้

0
โรคมะเร็ง โรคร้ายที่ใครๆก็เป็นได้
เรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับมะเร็ง, มะเร็งคืออะไร

โรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง เกิดจากอะไร ? มะเร็ง เป็นโรคภัยที่ใกล้ตัวเราชนิดหนึ่ง ที่มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งจำนวนสูงมากในแต่ละปี คนทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 8 ล้านคนต่อปี  โดยในประเทศไทยเองจะมีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เพิ่มขึ้นประมาณ 120,000 คน ในทุกๆปี และจะกลายเป็นผู้เสียชีวิตสูงถึง 60,000 คนต่อปีเลยทีเดียว  จากข้อมูลมีสถิติที่น่าสนใจว่า ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา มะเร็ง ( Cancer ) กลายไปเป็นสาเหตุการเสียชีวิต ของคนไทยมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งโดยมากกว่าการเสียชีวิตที่เกิดจากอุบัติเหตุเสียอีก

” มะเร็ง ” คืออะไร ?

ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เราลองมาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คนเรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งดังนี้

1. ปัจจัยด้านอาหาร  อาหารก่อมะเร็งเคยสังเกตกันไหมว่า อาหารหลายๆอย่างที่เราทานกันด้วยความอร่อยอยู่ในทุกๆวันนี้  ส่วนมากมักจะเป็นอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันที่สูงเช่น ไก่ทอด หมูทอด ครีมเทียม เนื้อสัตว์ที่ติดหนัง อาหารฟาสฟู้ดต่างๆ เป็นต้น หรือจะเป็นอาหารของหมักดอง อาหารเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่เสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งหากทานเข้าไปในปริมาณมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านที่ใช้น้ำมันในการทอดซ้ำๆ และยังรวมไปถึงพฤติกรรมการกินอาหารในส่วนที่ไหม้เกรียม จากการทอด การย่าง อีกด้วย

2. ปัจจัยด้านมลภาวะ เสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ที่เต็มไปด้วยอุตสาหกรรมต่างๆมักจะได้รับผลกระทบจากข้อนี้มากกว่าผู้อื่น เนื่องจากต้องเผชิญกับมลพิษต่างๆมากมาย เช่น ควันท่อไอเสียรถมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม  ควันบุหรี่ สิ่งเหล่านี้หากได้รับเข้าไปในปริมาณที่มากจะเข้าไปสะสมในร่างกายและนอกจากนี้การที่ทำงานกลางแจ้ง จนได้รับรังสีอุลตราไวโอเลตจากแสงแดดมากเกินไป ก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้เหมือนกัน

3. ปัจจัยด้านสารเคมีและรังสี โรคมะเร็งจากเคมีรอบตัว ในแต่ละวันเราเองอาจจะได้รับสารเคมีและรังสีต่างๆเข้าไปสู่ร่างกายแบบไม่รู้ตัวเช่นการกินผักผลไม้ที่มีสารพิษตกค้างจากยาค่าแมลง การดื่มน้ำที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะน้ำฝนในปัจจุบันควรต้มก่อนดื่มเสมอ และหากใครที่ทำงานในส่วนที่ ต้องสัมผัสหรือสูดดม สารจำพวกโลหะหนักเป็นประจำ เช่น เบนซิน นิกเกิล แคดเมียม ก็ควรหาเครื่องมือในการป้องกันและควรหมั่นไปตรวจสุขภาพอย่างเป็นประจำด้วย

4. พฤติกรรมการใช้ชีวิตก่อให้เกิดโรคมะเร็ง การใช้ชีวิตของคนเราเองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สุ่มเสี่ยงในการทำให้เกิดมะเร็งต่างๆได้ เช่น ความเครียด ความกดดัน การทำงานที่หนักจนเกินไป การพักผ่อนไม่เพียงพอ  ขาดการออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการทานยาคุมกำเนิด ติดต่อกันนานๆเกินกว่า 5 ปี และการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกด้วย

5. ความผิดปกติภายในร่างกาย สำหรับข้อนี้คงเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยากเช่น พันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปลูก การมีร่างกายพิการตั้งแต่กำเนิดการติดเชื้อไวรัสต่างๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี หรือพยาธิใบไม้ในตับ การมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง สิ่งเหล่าล้วนเป็นปัจจัยในการก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้เหมือนกัน

มะเร็งมาจากคำว่า Carcinus หรือ Karkinos ในภาษากรีก ที่แปลเป็นไทยว่า ปู เนื่องจากลักษณะการเติบโตของสารมะเร็งนั้นเป็นไปแบบไม่มีระเบียบ สามารถลุกลามไปที่อื่นได้ ก็คล้ายกับพฤติกรรมการเดินของปู ที่เวลาเดินจะไร้ทิศทางไม่มีระเบียบ และเซลล์มะเร็งก็มีส่วนคล้ายกับขาของปูดังนั้น เครื่องหมายต่างๆ ที่เกี่ยวกับโรคมะเร็ง จึงมักใช้รูปปูเป็นสัญลักษณ์เสมอ

มะเร็งเกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย โดยจะไปทำให้ DNA ภายในเซลล์กลายพันธุ์เกิดการไปทำลายข้อมูลของยีนส์ ซึ่งเป็นตัวกำหนดหน้าที่ของเซลล์และยังไปทำลายการควบคุมความปกติของการแบ่งตัวของเซลล์อีกด้วยโดยปกติแล้วร่างกายคนเรา จะมีเซลล์อยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายโดยจะมีหน้าที่การทำงานที่ต่างกันออกไป  เซลล์ต่างๆเหล่านี้จะมีการแบ่งตัวเพิ่มในทุกๆวันอยู่แล้ว เพื่อไปซ่อมแซมทดแทนเซลล์เก่าที่ตายไป มีการทำงานที่เป็นระบบมีขั้นตอนอยู่แล้ว แต่เมื่อเซลล์พวกนี้ทำงานบกพร่อง ก็จะไปทำให้ เซลล์ใหม่ถูกสร้างขึ้นมากเกินกว่าปกติ จนทำให้กลายเป็นก้อนเนื้อ หรือที่เรียกว่า เนื้องอก ( Tumor ) หากเป็นเนื้องอกที่ไม่อันตรายจะเรียกว่า ( Benign Tumor ) แต่หากเป็นเนื้องอกที่มีความอันตรายหรือก้อนเนื้อร้าย เราจะเรียกมันว่า “ มะเร็ง ” ( Malignant Tumor ) นั้นเองสำหรับการเลือกชื่อชนิดของโรคมะเร็งที่พบ จะเรียกตามอวัยวะที่ผู้ป่วยเป็น เช่น หากเป็นที่ตับ ก็จะเรียกว่า มะเร็งตับ หรือ หากเป็นที่เต้านม ก็จะเรียกว่ามะเร็งเต้านม เป็นต้น ปกติคนเราจะเป็นมะเร็งได้มากกว่า 1 ชนิด โดยอาจเกิดจากการลุกลามจากที่แรกไปอีกที่หนึ่ง หรืออาจเกิดขึ้นแบบไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ได้มะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในเพศชาย คือ มะเร็งปอด, มะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนในเพศหญิง คือ มะเร็งเต้านม, มะเร็งปากมดลูก และที่พบบ่อยสุดในเด็ก คือ มะเร็งเม็ดเลือดขาว ( Leukemia ) เซลล์มะเร็งจะมีคุณลักษณะ 5 ข้อต่อไปนี้ คือ  เจริญเติบโตได้ด้วยตัวเอง มีศักยภาพในการแบ่งตัวไร้ขีดจำกัด ไม่สามารถขัดขวางการเจริญเติบโตได้ มีความสามารถในการแพร่กระจาย และรุกรานเนื้อเยื่ออื่น มีกลไกการสร้างเส้นเลือดใหม่จากเส้นเลือดเก่า ( Angiogenesis ) นอกจากนี้ยังมีความเชื่อที่ผิดๆเกี่ยวกับโรคมะเร็งว่า หากเป็นแล้วจะต้องตายทุกคน ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย

“ปัจจุบัน โรคมะเร็งเต้านมได้กลายมาเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในเพศหญิง ในปี 2557 มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเสียชีวิตจำนวน 3,455 ราย หรือเฉลี่ยวันละ 10.5 ราย โดยผู้หญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ทุกช่วงอายุ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ทุกคน”

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งจะสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้

1.อวัยวะที่เป็นมะเร็ง หากผู้ป่วยเป็นมะเร็งในอวัยวะที่ไม่อันตรายมากเช่นมะเร็งอัณฑะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ เป็นต้นก็สามารถรักษาให้หายได้ มีโอกาสรอดชีวิตสูง

2. ระยะของมะเร็ง การตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกๆ ก็มีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้ส่วนถ้าผู้ป่วยรายใดพบมะเร็งในระยะแพร่กระจายแล้ว ก็มีโอกาสรักษาก็จะน้อยตามไปด้วย

3. อายุของผู้ป่วย ขึ้นอยู่กับประเภทของมะเร็งที่เป็น โดยมะเร็งบางชนิดเป็นในคนอายุน้อยจะไม่ดี รักษาได้ยาก เช่น มะเร็งเต้านมส่วนมะเร็งบางชนิดเป็นในคนอายุมากไม่ดี เช่น มะเร็งสมอง ยิ่งอายุมากกว่า 60 ยิ่งอันตราย เป็นต้น

4. สภาพร่างกายของผู้ป่วย การรักษาโรคมะเร็ง โอกาสที่จะหายหรือไม่ก็ขึ้นอยู่สภาพของร่างกายผู้ป่วยด้วย โดยคนที่มีร่างกายแข็งแรงก็ย่อมมีโอกาสหายได้มากกว่าคนที่มีร่างกายอ่อนแอ ซึ่งแนวทางการรักษาก็จะไม่เหมือนกัน โดยหมอจะดูว่าผู้ป่วยทนต่อการรักษาแบบไหนได้บ้าง ควรรักษาเพื่อให้หายขาด ( Curative Care ) หรือแค่รักษาเพื่อประคับประคอง ( Palliative Care )

5. ความเก่งของหมอและสถานพยาบาล ปัจจัยที่จะช่วยในการรักษาอีกอย่างก็คือ การที่โรงพยาบาลนั้นๆมีหมอเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษามะเร็งหรือมีอุปกรณ์เครื่องมือในการรักษาครบถ้วน ผู้ป่วยก็จะมีโอกาสรักษาให้หายมากตามไปด้วย6.จิตใจของผู้ป่วยเอง หากสภาพจิตใจของผู้ป่วยรายใด ที่มีกำลังใจดี เข้มแข็ง ก็ย่อมทำให้มีโอกาสรักษาให้หายได้มากกว่า ผู้ป่วยที่หมดกำลังใจ ซึมเศร้า มีแต่ความหดหู่ ดังนั้นผู้ป่วยต้องดูแลสุขภาพจิตของตนเองให้ดีอยู่เสมอมะเร็ง แม้จะเป็นโรคร้ายที่เป็นสาเหตุให้คนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 แล้ว แต่ถ้าเราตรวจพบโรคได้ไว และได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี โรคนี้ก็สามารถหายขาดได้ และในขณะเดียวกัน แม้จะรักษามะเร็งจนหายแล้ว แต่ก็ยังสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้อีก หากคุณไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ขาดการออกกำลังกาย สักวันคุณก็อาจจะกลับมาเป็นโรคมะเร็งอีกได้ ใครจะไปรู้

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[poll id=”20499″]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง 

Prasad AR, Bernstein H (March 2013). Epigenetic field defects in progression to cancer. World Journal of Gastrointestinal Oncology.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

ตรวจมะเร็งตับ – สารวัดค่ามะเร็งตับ Alpha Fetoprotein ( AFP )

0
AFP สารวัดค่ามะเร็งตับ
AFP คือ สารวัดค่ามะเร็งตับที่นิยมนำมาใช้ในการตรวจค้นหาขั้นต้นของโรคมะเร็งตับ มะเร็งลูกอัณฑะหรือมะเร็งรังไข่

Alpha Fetoprotein ( AFP ) คือ

Alpha Fetoprotein ( AFP ) คือ โปรตีนที่จะถูกสร้างจากตับในตัวอ่อนขณะอยู่ในครรภ์มารดา และลดลงเมื่อคลอดออกมา แต่หากตับได้รับการบาดเจ็บ หรือเกิดมะเร็งขึ้นมาจะทำให้ระดับค่า AFP เพิ่มขึ้น สารวัดค่ามะเร็งตับนี้เพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยและตรวจประเมินผลการรักษามะเร็งตับ

ข้อมูลที่ควรทราบเกี่ยวกับ Alpha Fetoprotein ( AFP )

Alpha Fetoprotein ( AFP ) คือ สารวัดค่ามะเร็งตับที่นิยมนำมาใช้ในการ ตรวจมะเร็งตับ มะเร็งลูกอัณฑะหรือมะเร็งรังไข่ ขั้นต้นโดยเริ่มแรกนั้น AFP ถูกนำมาใช้เพื่อตรวจความผิดปกติของรกที่ห่อหุ้มตัวทารกหรือเนื้อเยื่ออื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการกำเนิดทารก แต่เนื่องจากพบว่า AFP สามารถตรวจหาสัญญาณบ่งชี้มะเร็งได้ จึงนำมาใช้ในการตรวจวัดค่า มะเร็งตับ และได้รับความนิยมมาเท่าทุกวันนี้โดยสำหรับการตรวจหญิงตั้งครรภ์

ค่า AFP จะสูงที่สุดเมื่อมีอายุครรภ์ประมาณสัปดาห์ที่ 16-18 และสำหรับทารกหลังคลอดที่กำลังเจริญเติบโต ค่า AFP จะมีค่าเป็นศูนย์หรือใกล้ศูนย์มากที่สุดเมื่ออายุครบ 1 ขวบ จากนั้นจึงจะตรวจพบค่า AFP ในเลือดอีกครั้งเมื่อตับมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการถูกรบกวนด้วยสารพิษ การป่วยด้วยไวรัสตับอักเสบหรืออื่นๆ นอกจากนี้ยังบ่งชี้ถึง มะเร็งตับ ได้มากถึง 90%

ผลการตรวจค่า Alpha Fetoprotein ( AFP ) อื่นๆ

AFP นอกจากจะตรวจมะเร็งตับได้แล้ว ก็อาจตรวจพบอื่นๆ ได้อีก เช่น- AFP ตรวจหาค่ามะเร็งรังไข่ มะเร็งลูกอัณฑะและมะเร็งในอวัยวะส่วนอื่นบางชนิด- AFP ตรวจหาค่ามะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด เป็นต้น โดยอาจต้องหาจากหลายๆ ค่าเพื่อสรุปความแน่นอน

– AFP อาจพบในโรคที่ไม่ใช่โรคมะเร็งได้ แต่เป็นความผิดปกติที่ตับ เช่น ตับแข็ง ตับอักเสบ เป็นต้นค่าปกติของ AFP

ค่าปกติของ Alpha Fetoprotein ( AFP )

โดยทั่วไปจะมีค่า AFP : <15 ng/mL หรืออาจยึดตามค่าที่ได้ระบุไว้ในใบรายงานผลการตรวจเลือด เฉพาะบุคคลที่มีค่าความผิดปกติของ AFP

ค่าผิดปกติของ Alpha Fetoprotein ( AFP )

ให้ดูว่าไปทางมากหรือน้อย โดยหากไปทางน้อยจะถือว่าปกติ แต่หากไปทางมากจะถือว่าผิดปกติ ซึ่งนั่นอาจมีสาเหตุจาก

  • โรคมะเร็งตับ
  • มะเร็งรังไข่ ( พบในสตรี )
  • มะเร็งลูกอัณฑะ ( พบในบุรุษ )
  • มะเร็งชนิดอื่นๆ ทีมีความสัมพันธ์กับการตรวจ เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม เป็นต้น
  • โรคเกี่ยวกับตับที่ไม่ใช่มะเร็ง

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[poll id=”20555″]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

Prasad AR, Bernstein H (March 2013). Epigenetic field defects in progression to cancer. World Journal of Gastrointestinal Oncology.

โรคเมตาโบลิกซินโดรม ( Metabolic Syndrome )

0
ตรวจสุขภาพเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคและหาวิธีป้องกันรักษา
เมตาโบลิกซินโดรม เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญอาหาร

เมตาโบลิกซินโดรม

เมตาโบลิกซินโดรม ( Metabolic Syndrome ) ภัยเงียบของสุขภาพหรือที่เราชอบพูดกันว่าอ้วนลงพุง เมตาโบลิกซินโดรมเป็นอีกหนึ่งโรคร้ายที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่ว จนถูกเรียกว่าเป็นนักฆ่าเงียบ ที่ต้องระวังเป็นอย่างมากเลยทีเดียว แถมโรคนี้ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรค เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคความจำเสื่อมรวมถึงมะเร็งบางชนิดอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันก็ได้มีการวางมาตรการเพื่อป้องกันโรคเมตาโบลิกซินโดรมควบคู่ไปกับการป้องกันโรคเบาหวานเช่นกัน 

เมตาโบลิกซินโดรมคืออะไร ?

เมตาโบลิกซินโดรม คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญอาหาร หรือที่เรียกแบบทั่วไป ก็คือ โรคอ้วนลงพุงนั่นเอง โดยผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วนนี้มากที่สุด ได้แก่ผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักเกิน ผู้ที่มีเส้นรอบเอวใหญ่กว่ามาตรฐานที่กำหนดและผู้ที่มีระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดสูง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็นความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ป่วยโรคเมตาโบลิกซินโดรม จึงมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานและหัวใจสูงมาก

นอกจากนี้ยังพบว่าคนไทยจัดอยู่ในอันดับต้นๆ จาก 10 ประเทศที่เป็นโรคเมตาโบลิกซินโดรมมากที่สุด โดยจากรายงานสุขภาพของคนไทยเมื่อปี พ.ศ.2557 ก็พบว่า คนไทยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจาก 2 รอบทศวรรษที่ผ่านมา และจัดอยู่ใน 10 อันดับของประเทศที่พบโรคนี้มากที่สุด โดยชายไทยพบอยู่ในอันดับที่ 4 และหญิงไทยพบอยู่ในอันดับที่ 2 เลยทีเดียว

สาเหตุหลักของโรคเมตาโบลิกซินโดรม

1. โรคอ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง นำไปสู่ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ไขมันดีในเลือดต่ำ รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด
2. ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทั้งจากพันธุกรรมและสาเหตุภายนอก เช่น ความอ้วน อายุที่เพิ่มขึ้น ยาบางชนิด โดยคนที่อ้วนลงพุงจะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินมากกว่าคนที่อ้วนบริเวณสะโพก

เกณฑ์ความเสี่ยงต่อโรคเมตาโบลิกซินโดรม

คุณกำลังเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเมตาโบลิกซินโดรมหรือโรคอ้วนลงพุงอยู่หรือเปล่า สามารถสังเกตได้จากเกณ์ความเสี่ยงที่ทางสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติได้กำหนดไว้ดังนี้   

  • มีเส้นรอบเอวเกินจากมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งปกติแล้วผู้ชายจะต้องมีเส้นรอบเอวไม่เกิน 90 เซนติเมตร หรือ 36 นิ้ว และผู้หญิงจะต้องมีเส้นรอบเอวไม่เกิน 80 เซนติเมตรหรือ 32 นิ้ว ดังนั้นหากพบว่าเส้นรอบเอวเกินจากมาตรฐานที่กำหนด ก็แสดงว่าเข้าข่ายการป่วยด้วยโรคเมตาโบลิกซินโดรม นั่นเอง แต่ทั้งนี้ค่ามาตรฐานดังกล่าวจะใช้ได้เฉพาะคนเอเชียเท่านั้น ( ยกเว้นญี่ปุ่น )
  • มีความดันโลหิตสูง ซึ่งพบว่าสูงเกินกว่า 130/85 มิลลิเมตรปรอท โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว
  • มีไขมันชนิดดีน้อยมาก ในขณะที่ไขมันชนิดเลวสูงกว่าปกติ โดยปกติแล้วผู้ชายต้องมีไขมันชนิดดีไม่ต่ำกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และผู้หญิงต้องมีไขมันชนิดดีไม่ต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • ผู้ที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงมากกว่า 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป
  • ผู้ที่มีระดับน้ำตาลสูงในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นเบาหวาน โดยดูได้จากระดับน้ำตาลที่สูงกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป รวมถึงในบุคคลที่เป็นเบาหวานอยู่แล้วด้วยทั้งนี้หากมีรอบเอวที่ใหญ่กว่าเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมกับมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วยอีก 2 ข้อขึ้นไป ก็มั่นใจเกิน 80% ได้เลยว่าคุณกำลังป่วยด้วยโรคเมตาโบลิกซินโดรมซึ่งก็ควรไปพบแพทย์ทันที

มีผู้ป่วยที่เป็นโรคเมตาโบลิกซินโดรมสูงเกือบ 3 เท่าของผู้ป่วยเบาหวาน และคาดว่าคนที่มีน้ำหนักเกินก็จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงมากอีกด้วย

ที่สำคัญก็คือ เมื่อป่วยด้วยโรคเมตาโบลิกซินโดรมจะมีโอกาสเสี่ยงต่อความผิดปกติได้ถึง 2 ประการ คือ

1.โรคหลอดเลือด โดยส่วนใหญ่จะเกิดการอักเสบในหลอดเลือด ซึ่งสามารถที่จะตรวจประเมินได้ด้วยการตรวจหาค่าของซีรี่แอ็คทีฟโปรตีนหรือค่า ซีอาร์พีนั่นเอง โดยจะพบว่าค่าดังกล่าวสูงกว่าปกติ

2.ภาวะเลือดแข็งตัวได้ง่าย ซึ่งก็จะมีความอันตรายมากเหมือนกัน

วิธีการบำบัดเมื่อป่วยด้วย เมตาโบลิกซินโดรม

เมื่อป่วยด้วยโรค เมตาโบลิกซินโดรม สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรของตัวเอง โดยสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพยายามลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยทำได้ด้วยการควบคุมอาหารการกินนั่นเอง   

นอกจากนี้แพทย์ก็อาจจะให้ยาเบาหวานชนิดเมทฟอร์มิน ( Metformin ) หรือยาชนิดกลูโคฟาจ ( Glucophage ) ร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตามวิธีที่ดีที่สุดก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองใหม่นั่นเองและนอกจากนี้ก็ยังมีสูตรง่ายๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ คือการลดน้ำหนักลงมาประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ด้วยการเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวันให้มากขึ้น เช่น การเดินขึ้นลงบันได้ การเดินเร็วอย่างต่ำ 150 นาทีต่อสัปดาห์ เท่านี้ก็จะช่วยบำบัดอาการของโรคได้ดีและช่วยให้หายขาดได้ไม่ยากและในขณะเดียวกัน ดอกเตอร์มาร์ก เพไรรา (Ph.D.Mark Pereira) จากมหาวิทยาลัยมินนิโซดา ( University of Minnesota ) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ได้แนะนำว่าการออกกำลังกายเป็นวิธีที่เหมาะที่สุดสำหรับการบำบัดโรคเมตาโบลิกซินโดรมโดยการออกกำลังกายที่แนะนำได้แก่ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกสะสมให้ได้วันละประมาณ 30 นาที รวมถึงการปั่นจักรยาน การว่ายน้ำและการเดินเร็วด้วย โดยให้ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 5 วัน ผลที่ได้ก็จะทำให้อาการทุเลาลงและเริ่มหายเป็นปกติอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังช่วยให้เซลล์มีการใช้อินซูลินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

อาหารเพื่อป้องกันโรคเมตาโบลิกซินโดรม

สำหรับอาหารที่จะช่วยป้องกันโรคเมตาโบลิกซินโดรม ไม่มีอาหารที่เฉพาะเจาะจง แต่เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารที่มีความสัมพันธ์กับโรคนี้ นักวิจัยจึงแนะนำให้ทำการควบคุมปริมาณและคุณภาพของคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก ซึ่งก็ได้มีการแนะนำดังนี้

• ควรได้รับพลังงาน 40-50 เปอร์เซ็นต์ จากการทานคาร์โบไฮเดรตที่มาจากธัญพืชไม่ขัดสีและผัก ผลไม้เป็นหลัก
• ควรได้รับพลังงานประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ จากไขมันดีและพืชบางชนิด รวมถึงเนื้อปลาด้วย เช่น น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันปลาและนั้นดอกคำฝอย เป็นต้น
• สำหรับพลังงานอีกประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ควรได้จากโปรตีนที่มีไขมันต่ำและเนื้อสัตว์แบบไม่ติดมัน รวมถึงนมไขมันต่ำและอาหารทะเลด้วย เพื่อให้รู้สึกอิ่มเร็ว ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและไม่ทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น
• ควรทานอาหารโดยการแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ หลายมื้อ จะทำให้ควบคุมความหิวได้ดี
• อย่างดอาหารมื้อในมื้อหนึ่งเป็นอันขาด โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า
• ควรทานคาร์โบไฮเดรตจากอาหารที่ไม่ขัดสี ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวซ้อมือ ลูกเดือน ผัก ผลไม้ เป็นต้น
• เลือกทานไขมันชนิดไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว ซึ่งได้จาก น้ำมันมะกอก ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ และน้ำมันถั่วลิสง เป็นต้น
• ทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่จะได้จาก ปลาทะเล เมล็ดแฟลกซ์และวอลนัท
• ทานอาหารจำพวกฟาสต์ฟู้ดให้น้อยลง รวมถึงจำกัดปริมาณอาหารจำวกคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสีด้วย เช่น ข้าวขัดขาว น้ำตาลและขนมปังขาว
• งดหรือเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด แม้จะมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่เพียงน้อยนิดก็ตาม
• เลิกสูบบุหรี่และพยายามเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่เยอะๆ
• เลี่ยงการทานอาหารรสเค็มจัด รวมถึงอาหารที่มีโซเดียมแฝง
• ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง

รู้ไหม!! อาหารเมดิเตอร์เรเนียนช่วยได้

จากการที่ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเมตาโบลิกซินโดรมพบว่าอาหารดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับอาหารเมดิเตอร์เรเนียนเป็นอย่างมาก แถมการวิจัยในอิตาลีและยุโรปยังพบว่าการทานอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ก็สามารถช่วยลดการเกิดโรคเมตาโบลิกซินโดรมได้มากถึง 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว จึงสรุปได้ว่าการทานอาหารเมดิเตอร์เรเนียนก็จะช่วยได้เหมือนกัน หรืออาหารแดชก็มีผลต่อการป้องกันได้

โรคเมตาโบลิกซินโดรม เป็นโรคที่อาจนำไปสู่การป่วยด้วยโรคร้ายแรงอื่นๆ ได้อีกมากมาย จึงต้องใช้วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปพร้อมๆ กันด้วย

โดยสามารถทำได้ด้วยการหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอและการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตรวมถึงอาหารที่มีส่วนทำให้น้ำหนักขึ้นให้น้อยลง ซึ่งหากทำได้ดังนี้ นอกจากจะช่วยบำบัดอาการของโรคเมตาโบลิกซินโดรมได้แล้ว ก็สามารถลดอาการหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองตีบหรือโรคเบาหวานได้เช่นกันและที่สำคัญทุกครั้งที่ตรวจสุขภาพ อย่าลืมตรวจหาความเสี่ยงของโรคชนิดนี้ด้วย เพื่อจะได้เตรียมตัวรับมือและทำการรักษาได้ทัน

โรคเมตาโบลิกซินโดรมในเด็กและวัยรุ่น

เมตาโบลิกซินโดรม เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย รวมถึงวัยเด็กและวัยรุ่นด้วย โดยเฉพาะในเด็กที่อ้วนหรือมีน้ำเกินหนักเกณฑ์และเด็กวัยรุ่นที่มีความผิดปกติของอาการเมตาโบลิกซินโดรม อย่างน้อย 1 ข้อขึ้นไป ดังนั้นนักวิจัยจึงแนะนำให้มีการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น เท่านี้ก็จะช่วยป้องกันโรคเมตาโบลิกซินโดรมในเด็กและวัยรุ่นได้ดี

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

Prasad AR, Bernstein H (March 2013). “Epigenetic field defects in progression to cancer”. World Journal of Gastrointestinal Oncology.

Thun MJ, Hannan LM, Jemal A (September 2006). “Interpreting cancer trends”. Annals of the New York Academy of Sciences.

สัญญาณมะเร็ง การตรวจวินิจฉัยมะเร็ง

0
รู้ทันสัญญาณมะเร็ง ทำอย่างไร ตรวจหาอาการสำคัญของโรคมะเร็ง
รู้ทันสัญญาณมะเร็ง ทำอย่างไร ตรวจหาอาการสำคัญของโรคมะเร็ง

สัญญาณมะเร็ง

สัญญาณมะเร็งในการตรวจวินิจฉัยมะเร็งการตรวจวินิจฉัยมะเร็ง คือ การตรวจวินิจฉัยทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งซึ่งได้แก่

  • การตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
  • การตรวจประเมินสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี
  • การตรวจเพื่อประเมินระยะของอาการป่วยมะเร็ง
  • การตรวจประเมินผลในช่วงของการรักษาและภายหลังการรักษา
  • การตรวจเพื่อติดตามผลในระยะยาว ค้นหาความเสี่ยงการของป่วยด้วยโรคมะเร็งซ้ำอีก

แพทย์จะทำการวินิจฉัยถึงอาการเบื้องต้นของผู้ป่วย แล้วจึงเริ่มตรวจในสิ่งที่มีความสอดคล้องกับอาการป่วย เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและดูว่าเป็นสัญญาณมะเร็งของโรคมะเร็งประเภทไหนอย่างไรหรือไม่

หากตรวจพบ สัญญาณมะเร็ง ว่าป่วยด้วยมะเร็ง ก็จะแจ้งให้กับผู้ป่วยและญาติทราบทันที จากนั้นจึงทำการตรวจประเมินระยะของโรค สุขภาพผู้ป่วย เพื่อหาแนวทางการรักษาต่อไป โดยการตรวจจะได้รับข้อมูลดังนี้สำหรับการพิจารณาว่าจะตรวจอะไรบ้าง แพทย์จะทำการวินิจฉัยถึงอาการเบื้องต้นของผู้ป่วย แล้วจึงเริ่มตรวจในสิ่งที่มีความสอดคล้องกับอาการป่วย เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและดูว่าเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ โดยหากพบว่าป่วยด้วยมะเร็ง ก็จะแจ้งให้กับผู้ป่วยและญาติทราบทันที จากนั้นจึงทำการตรวจประเมินระยะของโรค สุขภาพผู้ป่วย เพื่อหาแนวทางการรักษาต่อไป โดยการตรวจจะได้รับข้อมูล ดังนี้

  • ชนิดของมะเร็งที่ผู้ป่วยกำลังเป็น
  • ระยะของมะเร็งในขณะนั้น
  • สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

โดยหลังจากได้รับข้อมูล สัญญาณมะเร็ง ดังนี้แล้ว แพทย์จะทำการพูดคุยและแนะนำถึงวิธีและขั้นตอนในการรักษาแก่ผู้ป่วยและญาติ รวมถึงอาการแทรกซ้อน ผลข้างเคียงที่อาจต้องระมัดระวังประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วยก่อนการตรวจวินิจฉัยหรือทำการรักษา แพทย์จำเป็นต้องทราบประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย เพื่อให้สามารถวินิจฉัยอาการง่ายขึ้นและเลือกวิธีการตรวจหรือวิธีการรักษาได้อย่างเหมาะสม โดยประวัติของผู้ป่วยที่แพทย์ต้องทราบ ได้แก่ อาการสำคัญ อาการอื่นๆ การแพ้ยา โรคประจำตัว หรือประวัติอื่นๆ ทางการแพทย์ เป็นต้นอาการสำคัญอาการสำคัญ คืออาการที่ทำให้ผู้ป่วย ต้องมาพบแพทย์ โดยเป็นอาการสำคัญที่จำเป็นต้องแจ้งกับแพทย์เป็นอันดับแรก เนื่องจากอาการสำคัญจะช่วยชี้ชัดถึงโรคที่กำลังป่วยได้อย่างแม่นยำที่สุดและทำให้แพทย์รักษาได้อย่างถูกทางมากขึ้น ซึ่งมีอาการสำคัญ ดังนี้

  • สัญญาณมะเร็งจะพบอาการผิดปกติหลักๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์ เช่น ปวดศีรษะอย่างรุนรงมีอากรปวดท้อง คลำพบก้อนเนื้อผิดปกติในบริเวณเต้านม เป็นต้น
  • ความกังวลหรือความสงสัยว่ากำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งหรือไม่ ซึ่งต้องการให้แพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยเพื่อความสบายใจ และหากพบว่าป่วยด้วยมะเร็งชนิดไหน ก็จะได้ทำการรักษาได้ทัน
  • มีความต้องการที่จะตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง เพื่อความมั่นใจและสบายใจ

อาการสำคัญของ สัญญาณมะเร็ง

เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและอวัยวะที่น่าจะมีความผิดปกติได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้การตรวจวินิจฉัยมีวงแคบลงและทราบผลเร็วกว่าเดิม ดังนั้นอาการสำคัญจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ที่ผู้ป่วยหรือญาติควรแจ้งให้แพทย์ทราบเมื่อมาพบแพทย์นั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก่อนเริ่ม ตรวจวินิจฉัย หรือทำการรักษา แพทย์จะเริ่มพูดคุยกับผู้ป่วยและญาติเพื่อซักประวัติ และอาจมีการซักถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการอื่นๆ รวมถึงปัญหาครอบครัวที่อาจนำมาสู่อาการเจ็บป่วยดังกล่าว

อาการอื่นๆของ สัญญาณมะเร็ง

เป็นอาการที่เกิดขึ้นก่อนอาการสำคัญ โดยจะเป็นอาการที่ไม่รุนแรงทำให้ผู้ป่วยยังไม่มาพบแพทย์ก่อนหน้านี้ แต่ก็ถือเป็นอาการร่วมที่จำเป็นต่อการวินิจฉัยที่ผู้ป่วยหรือญาติต้องแจ้งแก่แพทย์เช่นกัน เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ มีไข้อ่อนๆ หรืออาการไอ เป็นต้น

อาการสำคัญของ สัญญาณมะเร็ง

อาการที่คาดว่าอาจเกิดจากมะเร็ง และต้องการให้แพทย์ ตรวจวินิจฉัย ว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผู้ป่วยกำลังป่วยด้วยมะเร็งหรือไม่ เช่น มีอาการอักเสบบ่อยๆ พบก้อนเนื้อที่คาดว่าอาจเป็นมะเร็ง โดยทั้งนี้เมื่อแพทย์วินิจฉัยร่วมกับอาการผิดปกติอื่นๆ แล้ว ก็จะทำให้ได้ผลการวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำยิงขึ้น

อาการสัญญาณมะเร็งที่คาดว่าอาจเกิดจากโรคมะเร็งต้องให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยอาการที่เกิดขึ้นร่วมกับการวินิจฉัยอาการผิดปกติอื่นๆ เพื่อผลการวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำยิงขึ้น

สัญญาณมะเร็งที่พบได้บ่อยเมื่อป่วยเป็นมะเร็ง

เนื่องจากมะเร็ง เป็นโรคที่ไม่มีอาการเฉพาะจึงต้องพิจารณาจากหลายๆ กรณีและอาการที่อาจบ่งชี้ว่าป่วยมะเร็ง โดยมีอาการสำคัญที่มักจะพบได้บ่อยๆ เมื่อป่วยด้วยโรคมะเร็งดังนี้

  • มีไฝ หูดหรือปาน โตฝังลึกลงในผิวหนัง และมีสีที่เปลี่ยนไปจากเดิมพร้อมกับขอบที่ขรุขระขึ้น นอกจากนี้ในบางรายก็อาจมีแผลหรือมีเลือดไหลออกมาอีกด้วย
  • มีก้อนเนื้องอกออกมาและโตเร็วมาก โดยในระยะเริ่มแรกนั้นจะยังไม่มีอาการเจ็บปวด แต่เมื่อปล่อยไว้นานๆ จะเริ่มเกิดเป็นแผลแตกและมีเลือดออกเรื้อรัง พร้อมกับอาการเจ็บปวดที่เกิดถี่ขึ้น ซึ่งก็อาจเป็นสัญญาณหนึ่งของมะเร็งได้
  • มีแผลเรื้อรังที่รักษาไม่หายสักที โดยเป็นมานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะแผลบริเวณอวัยวะเพศหรือแผลในช่องปาก 
  • ต่อมน้ำเหลืองโตผิดปกติ โดยอาจจะคลำเจอเป็นก้อนๆ แต่ไม่มีอาการเจ็บปวด ซึ่งอาการเจ็บปวดจะเกิดขึ้นเมื่อต่อมน้ำเหลืองเริ่มติดเชื้อนั่นเอง โดยส่วนใหญ่จะคลำเจอบริเวณรักแร้ ขาหนีบและลำคอ ซึ่งหากเกิดจากมะเร็งก็จะพบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นส่วนใหญ่
  • มีอาการปวดศีรษะแบบเรื้อรังและค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นอีกอาการหนึ่งที่อาจบอกได้ถึงการป่วยมะเร็งเช่นกัน อย่างไรก็ตามอาการดังกล่าวก็อาจเกิดจากโรคเนื้องอกหรือเพราะความเครียดก็ได้
  • น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ประมาณร้อยละ 10 ภายในเวลา 6 เดือน ทั้งที่ยังคงทานอาหารตามปกติและแทบไม่ได้ออกกำลังกายเลย หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุนั่นเอง
  • มีอาการหนังตาตก ตาเหล่และอาจเดินเซแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนโดยอาจเป็นผลจากการอักเสบของเส้นประสาทหรือโรคมะเร็งได้
  • มีอาการแขนขาอ่อนแรง หรืออยู่ดีๆ ก็ไม่มีแรงขึ้นมาเฉยๆ ซึ่งก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งสูงมาก โดยเฉพาะมะเร็งสมองและมะเร็งบางชนิดที่มีการแพร่กระจายเข้าสู่สมองหรือไขสันหลัง
  • มีเสมหะ น้ำลายหรือน้ำมูกออกมาเป็นเลือด ซึ่งนอกจากจะเกิดจากการอักเสบภายในช่องปาก คอหอยหรือโพรงจมูกแล้ว ก็อาจเป็นเพราะโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งโพรงจมูกอีกด้วย
  • เสียงแหบอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะคนที่เป็นหวัด เมื่ออาการไข้หวัดหายแล้วแต่เสียงยังแหบอย่างต่อเนื่อง แบบนี้ก็อาจสงสัยได้เลยว่าอาจกำลังป่วยด้วยมะเร็งอยู่ก็ได้
  • มีเลือดกำเดาออกแบบเรื้อรัง คือมักจะมีเลือดกำเดาออกบ่อยๆ คาดว่าอาจจะเป็นมะเร็งระบบโลหิตวิทยา มะเร็งจมูกหรือมะเร็งหลังโพรงจมูก เป็นต้น
  • มีอาการผิดปกติที่เต้านม โดยคลำพบก้อนเนื้อบริเวณเต้านม หัวนมบุ๋มและแข็ง มีผื่นคันเรื้อรังเกิดขึ้นบริเวณหัวนม เจ็บเต้านมบ่อยๆ หรือในคุณแม่หลังคลอดบุตรก็อาจจะมีน้ำนมเป็นเลือด ซึ่งทุกอาการล้วนเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมทั้งสิ้น จึงไม่ควรนิ่งนอนใจ
  • ต่อมไทรอยด์โตผิดปกติ โดยเมื่อคลำบริเวณลำคอด้านหน้าทั้งซ้ายขวา พบก้อนเนื้อผิดปกติ อาจบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็งได้เช่นกัน
  • มีอาการอาเจียนหรือไอออกมาเป็นเลือด ซึ่งก็ไม่ควรชะล่าใจเด็ดขาด
  • ปวดท้องเรื้อรังอย่างไม่ทราบสาเหตุ ถึงแม้ว่าจะกินยาลดกรดหรือยารักษาโรคกระเพาะ แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น โดยอาจเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้
  • มีอาการท้องผูกสลับกับท้องเสียบ่อยๆ ซึ่งในบางรายอาจมีอุจจาระเป็นเลือดหรือเป็นมูกเลือดด้วย โดยอาการดังกล่าวก็อาจจะเป็นสัญญาณบ่งชี้โรคมะเร็งหรือเป็นเพราะลำไส้ใหญ่เกิดการอักเสบก็ได้
  • ตัวและตาซีดเหลืองผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งตับและความผิดปกติของโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับตับ
  • ถ่ายปัสสาวะผิดปกติและอาจถ่ายปัสสาวะเป็นเลือดได้ รวมถึงมีอาการปวดเบ่ง ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะออกกะปริดกะปรอยหรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ โดยอาการดังกล่าวก็อาจบ่งชี้ได้ถึงโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ โรคมะเร็งไต หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น
  • อัณฑะโตผิดปกติจนสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงได้ ในบางคนก็อาจมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย
  • มีตกขาวผิดปกติ ซึ่งอาจจะออกมาเป็นมูกเลือด มีกลิ่นเหม็นหรือมีอาการคันร่วมด้วย โดยอาการดังกล่าวอาจเกิดจากการติดเชื้อของช่องคลอด หรือเกิดจากโรคมะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งช่องคลอดได้เหมือนกัน
  • กระดูกมีความเปราะบาง หักได้ง่าย และอาจมีอาการปวดบริเวณกระดูกและข้อต่อบ่อยๆ ซึ่งอาจเป็นเพราะภาวะโรคกระดูกพรุนในวัยที่มีอายุมาก หรือเป็นสัญญาณบ่งชี้มะเร็งกระดูก และมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่แพร่เข้าสู่กระดูกจนทำให้เกิดอาการดังกล่าว
  • ประจำเดือนมาผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดได้หลายกรณีเช่น ประจำเดือนมามากหรือมาน้อยกว่าปกติ มาไม่สม่ำเสมอ มีเลือดออกทางช่องคลอดหลังวัยหมดประจำเดือน มีเลือดออกระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งหมดนี้อาจเกิดจากความผิดปกติของมดลูกเองหรือเกิดจากผลกระทบของมะเร็งก็ได้
  • มีอาการปวดหลังเรื้อรัง และอาจปวดร้าวไปจนถึงขาตามแนวกระดูก คาดว่าอาจเกิดจากการอักเสบของกระดูก เส้นประสาทหรือป่วยด้วยมะเร็งที่แพร่เข้าสู่กระดูกจนทำให้เกิดอาการปวดแบบเรื้อรัง
  • เป็นซีดเรื้อรัง ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ รวมทั้งโรคมะเร็งด้วย

สัญญาณมะเร็ง อาจมีการแสดงออกมาอย่างหลากหลายและเกิดได้จากมะเร็งหลายชนิด จึงต้องมีการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีทางการแพทย์อย่างเคร่งครัดและถูกต้องตามกระบวนการ จึงจะทราบสาเหตุที่แท้จริงและประเมินวิธีการรักษาที่เหมาะสมได้

ร่วมตอบคำถามกับเรา

[poll id=”20500″]

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เอกสารอ้างอิง

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงพวงทอง ไกรพิบูลย์. รู้ก่อนเข้าใจการตรวจรักษามะเร็ง. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น, 2557.

WHO (October 2010). Cancer. World Health Organization. Retrieved 5 January 2011.

close icon LINE @amprohealth